gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วันที่ 6ถึง 20 มี.ค.54 เชิญไปฝังลูกนิมิตกันที่วัดโคกสูงครับ  (อ่าน 8707 ครั้ง)

วันที่ 6ถึง 20 มี.ค.54 เชิญไปฝังลูกนิมิตกันที่วัดโคกสูงครับ

แจมด้วยคนซิ

  • บุคคลทั่วไป
ฝังลูกนิมิตบุญใหญ่นะ อย่าลืมอธิฐานขอรางวัลที่ 1 นะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เคยมีลาภ มีแต่ข้าวเหนียว อิ อิ

อัดอั้นตันใจ

  • บุคคลทั่วไป
ไปมาแล้วเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกจะหนักไปทางบังคับให้ทำบุญน่ะ

คนไปทำบุญ

  • บุคคลทั่วไป
เห็นด้วยกับคุณอัดอั้นตันใจ...รู้สึกไม่ค่อยอิ่มบุญ และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการจ้างโฆษกวัดมาพูดเหมือนบังคับ
มันแปลกๆ...แต่เดี๋ยวนี้เหมือนกันเกือบทุกวัดซะแล้ว ที่ต้องมีการจ้างโฆษกมืออาชีพมาพูดเพื่อหาเงินเข้าวัด
ให้ได้เยอะๆ .....ถือว่าทำบุญ บำรุงศาสนาน่ะ คิดไปเครียดแล้วจะได้บาปเปล่าๆๆ

คนบ้านใกล้เรือนเคียง

  • บุคคลทั่วไป
ไปมาหลายวัดแล้วไม่เคยเจอ
การบังคับทำบุญ
โดยเฉพาะโฆษกด้านล่างที่จะเข้าไปไหว้พระรัตนตรัย
พูดว่าถ้าทำบุญต่ำกว่า20จะได้บาปไม่คุ้มค่าดอกไม้
จัดงานบุญหรือจัดงานหากำไรกันแน่

ไปมา

  • บุคคลทั่วไป
จิงๆ ด้วย เราก้อไปมาแล้ว
โฆษกวัดอ่ะ  พูดแบบบังคับอ่ะ 
บังคับให้เข้าแถวทำบุญก่อน  ไม่ให้เดินเข้าไปในโบสถ์
แล้วพูดอีกว่า ใครไม่ทำบุญต่อเงิน ก้อจะไม่ให้ผ้ายัน แล้วคนที่ไม่ทำบุญก้อไม่รู้จะมาทำไม
มาก้อไม่ได้บุญ  ใครทำบุญ20 ก้อได้บุญแค่20 ใครทำบุญ 100 ก้อได้บุญแค่ 100
แล้วก้อใส่เงินในใบโพธิ์เงินแทนคุณพ่อ โพธิ์ทองแทนคุณแม่
ใครไม่ใส่  แสดงว่าไม่สำนึกในบุญคุณใครเลย
รู้สึกไม่ดีกับโฆษกวัดเลยอ่ะ  (งานนั้นหมดไปอย่างต่ำ500) เพาะกลัวโฆษกวัดด่าเอา
แต่ไม่คิดเรื่องเงินหรอก  เพราะตั้งใจมาทำบุญอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบวิธีการพูดมากกว่า
(เอาเป็นว่า  ...เล่าสู่กันฟังน่ะ)

ออฟไลน์ ก.ไก่ทอด

  • ขยัน ประหยัด อดทน รับรองไม่มีวันจนไปถึงฝันแน่นอน
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 7-1
  • *
  • ต้องวิ่งชนเท่านั้นจึงจะถึงเป้าหมาย
   วันที่ 26 ถึง 3 เม.ย แลที่วัดคูหาในว่าจะเหมือนกันหม้ายนะครับแล้วมาเล่าให้ฟัง  จากก.ไก่ทอด
พรุ่งนี้ก็ทอด วันนี้ก็ทอด มะลือก็ทอด อนาคตก็ยังทอด  ร้าน ก.ไก่ทอด      

อัดอั้นฯ

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณน่ะคุณ "คนไปทำบุญ" ที่บอกให้รู้ว่าอย่าไปเครียดเดี๋ยวเป็นบาป
เพราะเคยไปมาหลายวัดแล้ว แต่ไม่เคยเจอแบบนี้ก็แค่เล่าสู่กันฟัง เพราะวัดได้เท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวกะเราอยู่แล้วนิ555555555555+

ออฟไลน์ หลากำนัน

บอกแล้วว่าเตรียมแบงค์ 20 ไปเยอะๆ.... ส-เหอเหอ

ประเด็นโฆษกหน้าโบสถ์ก็มีคนแหลงจนได้ว่าอีไม่แหลงเอง...โดนกันถ้วนหน้า

ส่วนคนที่ไปทำบุญมาแล้วก็ขอให้ได้บุญกันเยอะๆนะครับ

ใครยังไม่ไปก็ไปเถอะครับร่วมกันทำบุญ  เรื่องโฆษกไปถึงก็อย่าไปสนใจมันครับ

ทำตามกำลังของเราดีที่สุด 1 บาท ก็ได้บุญเท่าเพื่อน..... ส.บ๊ายบาย


ออฟไลน์ ผีดำ1

ผมไปมาวันนี้(16มีนาคม)รำ ส.โกรธอย่างแรงคาญเสียงโฆษกดังทุกที่จนไม่มีสมาธิอธิฐานเลย

ออฟไลน์ puyugi

ไปมาแล้วครับ วันนี้ (17 มีนาคม 2554 ) ถ่ายบรรยากาศมาด้วย







หากมีความผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ puyugi

ร้อน แต่ทนได้ ได้ทำบุญ ใจเลยเย็น (อิอิ)







หากมีความผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ puyugi

บทความเล็กน้อยสำหรับการทำบุญฝังลูกนิมิตร

                                                อานิสงส์การทำบุญฝังลูกนิมิตร

พุทธศาสนิกชนที่เข้าไปในวัด ส่วนใหญ่คงจะรู้สึกชินตา กับ แท่นหินในซุ้มที่ตั้งอยู่รอบๆ โบสถ์ที่เราเรียกกันว่า “ ใบสีมา ” หรือ “ ใบเสมา ” อยู่ไม่น้อย แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าใบสีมานี้มีไว้เพื่ออะไร และหากจะบอกต่อว่า ใต้ใบสีมานี้จะมี “ลูกนิมิต” ฝังอยู่ข้างใต้ คงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากทราบว่า “ลูกนิมิต” คืออะไร และทำไมต้องฝังไว้ใต้ใบสีมาดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเราเดินทางไปต่างจังหวัด หลายครั้งหลายครา ที่เราเห็นป้ายที่ปักข้างทางเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนไปร่วม “ฝังลูกนิมิต” ตามวัดต่างๆ หลายคนก็คงสงสัยว่า ใช่ลูกนิมิตเดียวกันหรือไม่ ดังนั้น เพื่อเป็นความรู้ในเรื่องดังกล่าว กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่องเกี่ยวกับลูกนิมิตมาเสนอให้ทราบ ดังนี้
โดยทั่วไป “ลูกนิมิต” ที่เราเห็น มัก จะมีลักษณะเป็นลูกหินกลมๆ สีดำ มีทองคำเปลวปิดโดยรอบ ซึ่งตามความหมาย ของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ “ลูกนิมิต” หมายถึง “ ลูกที่ทำกลมๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหิน ใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ ”ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า“ ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมา ในการทำสังฆกรรม ”สรุปแล้ว ลูกนิมิต ก็คือ ลูกหินกลมๆ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตอุโบสถหรือโบสถ์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย”

เหตุที่ต้องมี “นิมิต” เป็นเครื่องหมาย บอกว่าตรงไหนเป็นโบสถ์ ก็สืบเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศศาสนาแล้ว ภายหลังได้มีผู้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสาวกมากขึ้น พระองค์จึงได้ส่งพระภิกษุเหล่านี้ ออกไปเผยแผ่พระศาสนาตามที่ต่างๆ ซึ่งการที่พระภิกษุออกไปอยู่ห่างไกล จากพระพุทธองค์นั้น ก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ อีกทั้ง พระสงฆ์ที่บวชแล้ว ก็มิใช่ว่าจะบรรลุพระอรหันต์กันทุกองค์ ดังนั้น อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ ที่ต้องการให้มีการทบทวนพระธรรมคำสั่งสอน ของพระองค์อยู่เสมอ รวมทั้งให้สงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือ เพื่อแก้ปัญหาหรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้ พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม ในบางเรื่อง เช่น การสวดปาติโมกข์ การบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรมในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยว เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ เป็นกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยแรกๆ พระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน

แม้ว่าต่อมาจะมีผู้ถวายพื้นที่เป็นวัดให้พระอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ เช่น วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่างๆ จึงทรงให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา (คำว่า “สีมา” แปลว่า “เขตแดน” ) ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้ 8 ประการ ได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ และน้ำนิ่ง และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมหรือพูดง่ายๆ ว่า การกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยาก และมักคลาดเคลื่อน ต่อมาจึงการพัฒนากำหนดนิมิตใหม่ อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น บ่อ คู สระ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมาก เพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยี่มีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลมๆ เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทน และเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่า จะเป็นถาวรวัตถุเช่นสมัยนี้ และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อๆ มาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต” ขึ้นด้วย

“การฝังลูกนิมิต” นี้ มีชื่อเรียกเป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่าการ “ผูกพัทธสีมา” (ซึ่ง ก็แปลว่า เขตทำสังฆกรรมที่กำหนดตามพุทธานุญาต) โดยปัจจุบันจะเริ่มจากพระสงฆ์ ประชุมพร้อมกันในโบสถ์ เพื่อทำพิธี สวดถอน มิให้อาณาบริเวณที่จะกำหนดนี้ ไปทับที่ที่เคยเป็นสีมา หรือเป็นที่ที่มีเจ้าของครอบครองอยู่ก่อน เมื่อพระสงฆ์สวดถอนเป็นแห่งๆ ไปตลอดสถานที่ ที่กำหนดเป็นเขตแดนทำสังฆกรรมแล้วว่า มีอาณาเขตเท่าใด จากนั้นจะต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อให้ที่ดินบริเวณนั้นเป็นสิทธิ์ของสงฆ์ ที่เรียกว่าขอ วิสุงคามสีมา (คือเขตที่ได้พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่ทำสังฆกรรม) เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด ( วิสุง แปลว่า ต่างหาก คาม แปลว่า บ้าน)การที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตเพราะถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดิน การจะกระทำใดบนพื้นแผ่นดินจึงต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน

โดยทั่วไป ลูกนิมิตที่ใช้ผูกสีมาจะมีจำนวน 9 ลูก โดย ฝังตามทิศต่างๆ โดยรอบอุโบสถทั้ง 8 ทิศๆ ละ 1 ลูก และฝังไว้กลางอุโบสถอีก 1 ลูกเป็นลูกเอก เมื่อจะผูกสีมาพระสงฆ์จำนวน 4 รูป ก็จะเดินตรวจลูกนิมิตที่วางไว้ตามทิศต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไป เรียกว่า สวดทักสีมา จนครบทุกทิศและมาจบที่ทิศตะวันออกอีกครั้ง เพื่อให้แนวนิมิตบรรจบกัน เมื่อสวดทักนิมิตจบแล้ว ก็จะกลับเข้าไปประชุมสงฆ์ในอุโบสถ และสวดประกาศสีมาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะทำการตัดลูกนิมิตลงหลุมเพื่อกลบ แล้วสร้างเป็นซุ้มหรือก่อเป็นฐานตั้งใบสีมาต่อไป ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันใบสีมานี้ ได้กลายเป็นเครื่องหมายบอกเขตของโบสถ์แทนลูกนิมิต ที่เป็นเครื่องหมายเดิมที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้ไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของความสวยงาม หรือการออกแบบในภายหลังก็ได้

อนึ่ง ลูกนิมิตที่ใช้ฝังตามทิศต่างๆ นี้ มี ผู้เปรียบว่าเป็นเสมือนองค์พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกสำคัญๆ กล่าวคือ ลูกนิมิตที่ฝังทาง ทิศตะวันออก หมายถึง พระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งได้ชื่อว่า ผู้รู้ราตรีกาลนาน คือ มีความรู้มาก ผ่านโลกมามาก, ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง พระมหากัสสปะ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทรงธุดงค์คุณ, ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หมายถึง พระราหุล ผู้เป็นเลิศทางการศึกษา, ทิศใต้ หมายถึง พระสารีบุตร ผู้เลิศในทางปัญญา, ทิศเหนือ หมายถึง พระโมคัลลานะ ผู้เลิศทางฤทธิ์, ทิศตะวันตก หมายถึง พระอานนท์ ผู้เลิศในทางพหูสูต, ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง พระอุบาลี ผู้เลิศในทางวินัย และ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง พระควัมปติ ผู้เลิศในทางลาภและรูปงาม ส่วนลูกนิมิต กลางโบสถ์ ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ด้วยเหตุที่ในสมัยก่อน การ ที่จะสร้างโบสถ์ได้หลังหนึ่งๆ หรือแม้จะซ่อมแซมโบสถ์เก่าให้สวยงามขึ้นมิใช่เรื่องง่าย และต้องใช้ระยะเวลานานมาก ดังนั้น จึงเชื่อกันว่า หากใครได้มีโอกาสทำบุญ “ฝังลูกนิมิต” หรือพูดง่ายๆ ว่าได้ร่วมสร้างโบสถ์ให้พระได้ใช้ทำสังฆกรรมนั้น จะมีอานิสงส์ถึง 6 ประการด้วยกัน คือ

1. ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัททวะ (อุ-ปัด-ทะ-วะ สิ่งอัปมงคล) ทั้งหลาย
2. ไม่เกิดในตระกูลต่ำ
3. หากเกิดในมนุษย์โลก ก็จะเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์
4. หากเกิดในเทวโลก ก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช
5. จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีผิวพรรณผ่องใส และ
6. มีอายุยืนนาน และมักจะใส่สมุด ดินสอ เข็มและด้ายลงไปในหลุมที่ฝังลูกนิมิตด้วย เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้มีความจำดี มีปัญญาเฉียบแหลมเหมือนเข็ม และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเหมือนความยาวของด้าย

อันที่จริงแล้ว การ “ฝังลูกนิมิต” เพื่อ กำหนดเขตทำสังฆกรรม หรือปัจจุบันก็คือการกำหนดเขตที่เป็นโบสถ์นั้น เป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ คือฆราวาสหรือชาวบ้านไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยว แต่เนื่องจากปัจจุบัน โบสถ์มิเพียงแต่จะเป็นสถานที่ที่สงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นศาสนสถานที่พุทธศาสนิกชน ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ด้วย อีกทั้ง ไม่ว่าสร้างหรือซ่อมแซมโบสถ์ขึ้นใหม่ จำเป็นจะต้องมีการผูกพัทธสีมาใหม่ทุกครั้ง ดังนั้น ทางวัดต่างๆ จึงมักจะประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชน ได้มาทำบุญสร้างกุศลด้วยกัน โดยการจัดงาน “ ฝังลูกนิมิต” เพื่อสร้างโบสถ์ร่วมกัน ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยินดี เพราะเชื่อกันว่าจะได้อานิสงส์มากดังกล่าว

อานิสงส์จากการร่วมทำบุญฝังลูกนิมิตนี้ บางคนอาจจะมีข้อกังขาว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องอนาคตอันยาวไกล แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นผลทันตา ก็คือ จิตใจที่อิ่มเอิบ และความปีติที่ได้มีโอกาสทำบุญสร้างกุศลที่ดีแก่ตนเอง ที่สำคัญบุญนี้ก็ได้มีส่วนช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรต่อไปด้วย

หมายเหตุ : โบสถ์ และวิหารจะต่างกันที่ วิหารแม้จะใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเหมือนกัน แต่ไม่สามารถทำสังฆกรรมได้ เนื่องจากไม่มีการกำหนดเขตแดน หรือสีมาไว้เหมือนโบสถ์

เรียบเรียงจาก บทความการฝังลูกนิมิตของ เบญจมาส แพทอง ในหนังสือนานาสาระทางวัฒนธรรมไทย กรมศิลปากร
รวบรวมโดย  สุบิน  อินน้อย  (หนุ่ม อมตะ) โทร. 08-7711-0521

ที่มาจาก http://amataoryza.igetweb.com/index.php?mo=3&art=148238
หากมีความผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

ดอกรัก

  • บุคคลทั่วไป
อนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านน่ะค่ะ ที่ได้ไปร่วมสร้างกุศล

ออฟไลน์ Thanakorn P.

ภาพบรรยากาศ ในวันอังคารที่ 15 มี.ค.54
การถ่ายภาพคือ การบันทึกความทรงจำ

ออฟไลน์ Thanakorn P.

บรรยากาศ วันที่ 15 มี.ค. 54
การถ่ายภาพคือ การบันทึกความทรงจำ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]