gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู  (อ่าน 34523 ครั้ง)

เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
อ่านภาษาจีนไม่ออกนะครับผู้รู้ช่วยแปลด้วย

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
มีอีกครับ

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
มีอีก

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
มีอีกคับ

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
ขอรายละเอียดนิดหนึ่งครับ

ขอความกรุณาถ่ายภาพวงกว้างของศาลด้วยครับ

เพราะผมไม่แน่ใจว่าเป็นศาลเจ้าหรือเปล่าครับ

อาจจะเป็นศาลของ เจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลบริเวณนั้นอยู่ครับ

เพราะเห็นองค์พระตั้งอยู่ติดพื้นดินครับผม

อีกอย่าง ภาษาจีนสี่คำ ที่เห็น ภาพแรกสุด เป็นคำอวยพร แปลได้ว่า "ให้องค์พระคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข"

และอีกสองคำที่มีอักษร ๓ ตัว สื่อความหมายว่า

ที่นี่เป็นศูนย์รวมทำให้เกิดบุญบารมี

ที่นี่เป็นศูนย์รวมทำให้ชนรุ่นต่อๆไปมีบุญบารมีสืบๆต่อไป

ส่วนอักษรจีนตัวเล้กๆนั้น จะสลักปีที่สร้างป้ายนี้ กับ ชื่อคนสร้างป้ายนี้ครับ แต่ไม่ใช่คนสร้างศาลน่ะครับ

ผมจึงสรุปว่า สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็น สถานที่ที่สร้างเป็นศาลขององค์เจ้าที่เจ้าทางของจีนที่ดูแลสถานที่บริเวณนั้นอยู่ เพื่อเป็นสถานที่ที่ให้คนมากราบไหว้ครับ


ถามอะไรหน่อยสิครับท่าน ท่านเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน บาบ๋าภูเก็ต หรือครับท่าน
ขอบคุณครับ
ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
ของเดิมเป็นศาลเรือนไม้ยกพื้นโบราณอายุประมาณ 130 ปี สร้างสมัยราชวงศ์ชิง เหตุที่ยกพื้นเนื่องจากอยู่ติดคลองบางกล่ำและมีน้ำหลากช่วงเดือนสิบสองครับ ไม่แปลกเลยที่บ้านคนเชื้อสายจีนในบางกล่ำจะเป็นเรือนไม้ยกพื้นโบราณ ศาลหลังแรกและหลังที่สองได้ผุพังไปแล้ว ที่เห็นเป็นศาลหลังที่สามสร้างด้วยปูนยกพื้น ส่วนองค์พระน่าจะเป็นพระสายฮกเกี้ยน บางบ้านจะมีพระจีนโบราณประจำตระกูลทุกบ้าน เพราะทุกบ้านในบ้านบางกล่ำหมู่ที่1 หมู่ที่ 2 และ 3 จะมีเชื้อสายฮกเกี้ยนอยู่จะเรียกได้ว่าจีนโบราณ ซึ่งสืบเชื้อสายมากกว่าร้อยปี จะเห็นได้ว่าผู้สร้างป้ายถวายมีแซ่ตัน สร้างกระถางธูปถวายมี แซ่ฉั่ว แซ่กิม ที่เรียกว่าบาบ๋าไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะบาบ๋าภูเก็ตเท่านั้น หมู่บ้านผมก็เรียกลูกผสมว่าบาบ๋าเหมือนกันครับ ทวดชาย และทวดหญิงผม มีเชื้อจีน ข้างละ 75 เปอร์เซ็นต์ เราก็เรียกว่าบาบ๋าครับ

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
ท่านครับ ป้ายจีนทั้งสามอันนี้ มีตั้งแต่สร้างศาลเลยหรือครับ

เพราะที่คุณถ่ายปีพ.ศ.ที่สร้างป้าย อยู่ในปลายราชวงศ์ชิงครับท่าน

ปี แกโบ่ว อยู่ใน รัชสมัยของชวงท้งปีที่ ๒ ตรงกับ ปีพ.ศ. ๒๔๕๓ หรือ ค.ศ. ๑๙๑๐

ราชวงศ์ชิง  อยู่ในราว ปีพ.ศ. 2187 - 2455 ครับท่าน
ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
ป้ายเก่าทั้งหมดได้ถูกทาสีทับใหม่หมดแล้วครับเพื่อให้มองเห็นได้ชัด ป้ายน่าจะสร้างพร้อมกับศาลมั้งครับ แต่มีกระถางธูปที่เก่าแก่กว่าป้าย อยู่ใบนึง ระบุว่าสมัยถงจื้อปีที่ 8 ว่างๆผมจะถ่ายมาให้ดูเพิ่มเติมครับ

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
ขอแก้ไขครับ อันนี้เป็นป้ายแรกสุดมีผ้าแดงปิดบังภาษาจีนเอาไว้ เมื่อวานให้พี่เขาไปดูมาให้อันนี้เก่าสุดครับอายุคงพอ ๆ กับสร้างศาล ระบุว่ารัชศกเสียงฟงปีที่ 2 ประมาณ 160 ปีมาแล้ว (อ่านว่า โฮ่วฝูเมี่ยว)

บาบ๋า

  • บุคคลทั่วไป
ป้ายทั้ง 3 อัน สร้างถวายต่างวาระต่างสมัยกันครับ กระถางธูปก็เช่นกัน

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
โอ้มีคนดูแลไหมครับ

ขอบคุณมากน่ะครับท่าน

มีพิกัด ศาลนี้ไหมครับ  ส.หัว

ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

ออฟไลน์ arkanay

  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 5-6
  • *****
  • เพิ่มจำนวนจักรยานเพื่อแสดงถึงความมีอยู่ของจักรยานบนถนน
    • หาดใหญ่เมืองจักรยาน Hatyai cycling
 ส.ยกน้ิวให้  "น่าสนใจครับ เอาไว้ทำเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนด้วยจักรยาน จากวัดหาดใหญ่ในออกมาเลย..."
- ผลักดันโครงการที่จอดจักรยานเพื่อชุมชน
- ส่งเสริมสนับสนุนการใช้รถจักรยานในทุกภารกิจ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้จักรยานเป็นพาหนะประจำวัน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจในการขับขี่รถจักรยาน
- ผลักดันวันคาร์ฟรีเดย์ปีละ2ครั้ง ในเดือนเมษายน และ กันยายน ของทุกปี
- ขับเคลื่อนโครงการถนนปลอดภัยสำหรับจักรยาน รอบคลองเตย ระยะทาง 8กม.
- ผลักดันโครงการแบ่งปันพื้นที่ถนน โดยไม่ต้องใช้ ไบค์เลน(ทางเฉพาะจักรยาน) โดยการแบ่งปันน้ำใจในการใช้ถนนร่วมกัน
- จัดกิจกรรมซ่อมจักรยานและใส่หมวกให้น้อง ในโรงเรียนที่ได้ร้องขอมา
- ติดต่อพวกเราได้ที่ www.hatyaicycling.blogspot.com

ออฟไลน์ Big MaHad

  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 6-2
  • *
  • อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน..ปัจจุบันคือรากฐานของอนาค
พูดถึงเรื่องบาบ๋า ผมว่าบาบ๋า ในบ้านเรา (ภูเก็ต/ พังงา/ หรือจะสงขลา ปัตตานี ก็ตามแต่) ผมว่าแตกต่างกับ บาบ๋า ปีนัง มะละกา หรือสิงคโปร์ มากครับ บาบ๋า ตามความหมายอย่างสากล คือลูกครึ่งที่เป็นชาย ระหว่างจีน และชาวพื้นเมืองในบริเวณคาบสมุทรมลายู เลยไปถึงฝั่งอินโด สุมมาตรา ชวา  ถ้าเป็นลุกครึ่งผู้หญิงก็เรียกว่าญอนญ่า หรือ เนียงยา ซึ่งคนพื้นเมืองแถบนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู นับถืออิสลาม และโดยส่วนมากบาบ๋า ก็มักจะมีพ่อเป็นจีน แล้ว แม่เป็นมลายู ดังนั้น เมื่อมีลูกจึงไม่เคร่งครัดในการที่จะต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม (บริบทสมัยก่อนนี้ ไม่เคร่งครัดนักในการเปลี่ยนศาสนาของชายเมื่อแต่งงานกับสาวมุสลิม) 

ครั้นมองทางฝั่งไทย คนพื้นเมืองในแถบภูเก็ต โดยมากก็เป็นคนสยาม ดังนัน้ เมื่อแต่งงานกับชาวจีน จึงไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือแนวคิดอะไรมากนัก เพราะทางฝั่งจีนก็นับถือพุทธ แต่อาจจะเน้นหนักในการนับถือบรรพบุรุษอย่างเข้มข้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกข้อแตกต่างนึงของบาบ๋าไทย และ บาบ๋ามาเลย์  ผมไม่แน่ใจนักว่า เราจะเรียกลุกครึ่งจีน และไทยในแถบสงขลา ปัตตานี หรือนคร ว่าบาบ๋าได้ด้วยไหม ถ้าเรียกว่าบาบ๋า เราก็ควรที่จะต้องสามารถบอกได้ว่า วัฒนธรรมใดของชาวจีนลุกครึ่งกลุ่มนี้ ที่แตกต่างกับชาวจีนลูกครึ่งกลุ่มอื่นๆที่ไม่ถูกเรียกว่า บาบ๋าครับ วัฒนธรรมเฉพาะของบาบ๋านัน้ในมาเลย์และสิงคดปร์ เขาจะเรียกว่าวัฒนธรรมเปอรานากัน อาจดูง่ายๆจากการแต่งงาน ที่จะมีพิธีการธรรมเนียมที่แตกต่างเฉพาะตัวออกไป รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วยครับ 
อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน...ปัจจุบันคือรากฐานของอนาคต

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
พูดถึงเรื่องบาบ๋า ผมว่าบาบ๋า ในบ้านเรา (ภูเก็ต/ พังงา/ หรือจะสงขลา ปัตตานี ก็ตามแต่) ผมว่าแตกต่างกับ บาบ๋า ปีนัง มะละกา หรือสิงคโปร์ มากครับ บาบ๋า ตามความหมายอย่างสากล คือลูกครึ่งที่เป็นชาย ระหว่างจีน และชาวพื้นเมืองในบริเวณคาบสมุทรมลายู เลยไปถึงฝั่งอินโด สุมมาตรา ชวา  ถ้าเป็นลุกครึ่งผู้หญิงก็เรียกว่าญอนญ่า หรือ เนียงยา ซึ่งคนพื้นเมืองแถบนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู นับถืออิสลาม และโดยส่วนมากบาบ๋า ก็มักจะมีพ่อเป็นจีน แล้ว แม่เป็นมลายู ดังนั้น เมื่อมีลูกจึงไม่เคร่งครัดในการที่จะต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม (บริบทสมัยก่อนนี้ ไม่เคร่งครัดนักในการเปลี่ยนศาสนาของชายเมื่อแต่งงานกับสาวมุสลิม) 

ครั้นมองทางฝั่งไทย คนพื้นเมืองในแถบภูเก็ต โดยมากก็เป็นคนสยาม ดังนัน้ เมื่อแต่งงานกับชาวจีน จึงไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือแนวคิดอะไรมากนัก เพราะทางฝั่งจีนก็นับถือพุทธ แต่อาจจะเน้นหนักในการนับถือบรรพบุรุษอย่างเข้มข้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกข้อแตกต่างนึงของบาบ๋าไทย และ บาบ๋ามาเลย์  ผมไม่แน่ใจนักว่า เราจะเรียกลุกครึ่งจีน และไทยในแถบสงขลา ปัตตานี หรือนคร ว่าบาบ๋าได้ด้วยไหม ถ้าเรียกว่าบาบ๋า เราก็ควรที่จะต้องสามารถบอกได้ว่า วัฒนธรรมใดของชาวจีนลุกครึ่งกลุ่มนี้ ที่แตกต่างกับชาวจีนลูกครึ่งกลุ่มอื่นๆที่ไม่ถูกเรียกว่า บาบ๋าครับ วัฒนธรรมเฉพาะของบาบ๋านัน้ในมาเลย์และสิงคดปร์ เขาจะเรียกว่าวัฒนธรรมเปอรานากัน อาจดูง่ายๆจากการแต่งงาน ที่จะมีพิธีการธรรมเนียมที่แตกต่างเฉพาะตัวออกไป รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วยครับ

ที่ท่านว่ามามันถูกต้องแล้วครับ ผมก็พึ่งรู้ว่า คนไทยเชื้อสายจีนในสงขลา เรียก บาบ๋า กำลังค้นอยู่ แต่ไม่มีครับ

แต่เป็นไปได้ว่า บรรพบุรุษ เป็นบาบ๋า แล้วมาแต่งงาน กับ คนไทยในท้องถิ่น แล้วเรียกตัวเองว่า บาบ๋า

อาจจะออกมารูปแบบนี้มากกว่าครับ
ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
เปอรานากัน

เปอรานากัน (มลายู: Peranakan) หรือ บ้าบ๋า-ย่าหยา (อังกฤษ: Baba-Nyonya, จีน: 峇峇娘惹, พินอิน: Bābā Niángrě, ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá) คือกลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน และสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ขึ้นมาโดยเป็นการนำเอาส่วนดีระหว่างจีน และมลายูมารวมกัน โดยชื่อ "เปอรานากัน" มีความหมายว่า "เกิดที่นี่"
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยาม "บ้าบ๋า" และ "ย่าหยา" ว่า "เรียกชายที่เป็นลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดในมลายูและอินโดนีเซีย ว่า บ้าบ๋า, คู่กับ ย่าหยา ซึ่งหมายถึงหญิงลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดใน มลายูและอินโดนีเซีย." อย่างไรก็ตามชาวเปอรานากันในจังหวัดภูเก็ตในประเทศไทยทั้งเพศชายและหญิง จะถูกเรียกรวม ๆ ว่า บ้าบ๋า ส่วน ย่าหยา เป็นเพียงชื่อของชุดสตรีเท่านั้น

เปอรานากัน เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูเนื่องจากในอดีต กลุ่มพ่อค้าชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าค้าในบริเวณดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในตอนต้นทศวรรษที่ 14 โดยแต่งงานกับชาวมลายูท้องถิ่น[1] โดยภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่ แม้แต่คนในระดับพระราชวงศ์ก็มีสัมพันธไมตรีระหว่างกันระหว่างสุลต่านมะละกากับจักรพรรดิราชวงศ์หมิง โดยในปี ค.ศ. 1460 สุลต่านมันโซชาห์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง และทรงประทับบนภูเขาจีน หรือ บูกิตจีนา (Bukit Cina) พร้อมเชื้อพระวงศ์อีก 500 พระองค์[2]
สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายูหากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บ้าบ๋า หรือบ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า ย่าหยา (Nyonya) และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของบรรพบุรุษโดยมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำวัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวมๆว่า จีนช่องแคบ (อังกฤษ: Straits Chinese ; จีน:土生華人) ต่อมาเมื่อสมัยอาณานิคมดัตช์ช่วงต้นทศวรรษ 1800 ได้มีชาวจีนอพยพเข้ามามากขึ้น จนทำให้เลือดมลายูของชาวเปอรานากันจางลง จนรุ่นหลังแทบจะเป็นจีนเต็มตัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมผสมผสานของชาวเปอรานากันจืดจางลงไปเลย การผสมผสานนี้ยังมีให้เห็นในการแต่งกายแบบมลายูเช่น ซารุง กบายา และชุดย่าหยา[3]ซึ่งถือเป็นการแต่งกายอันสวยงามที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและมลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิม อาหารแบบเฉพาะตัว และภาษาที่ผสมผสานคำทั้งมลายู จีน และอังกฤษไว้ด้วยกัน[4]

เปอรานากันในไทย


ในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนัง และมะละกา โดยคนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์[7][8][9] ชาวเปอรานากันในไทยใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ที่เจือไปด้วยคำศัพท์จากภาษามาเลย์, จีน และอังกฤษ ชาวเปอรานากันในภูเก็ต นิยมเรียกกันว่า บ้าบ๋า ได้ทั้งชายและหญิง

ที่มา วิกิพีเดีย
ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]