gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: แหล่งรวมบทความสารคดี  (อ่าน 30654 ครั้ง)

แหล่งรวมบทความสารคดี

ออฟไลน์ อินดี้

แหล่งรวมบทความสารคดี
« เมื่อ: 01:23 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
บล็อกจัดอันดับของกินร้านอร่อย จัดอันดับชีวิตสัตว์ ไขปริศนาคดีดัง บทความน่ารู้ ความรู้รอบตัว มาดูกันได้ที่  จัดอันดับ


50 อาหารแปลกขายดีของญี่ปุ่น

อาหาร 100 อย่างตามทางรถไฟสายยามาโนเตะ

10 อันดับอาหารหม้อไฟของญี่ปุ่น

50 เมนูอาหารญี่ปุ่นบนทางด่วน

30 อันดับขนมหวานเมืองคามาคูระประเทศญี่ปุ่น

5 สุดยอดร้านกระเพาะปลาในกรุงเทพ

5 สุดยอดร้านกุ้งอบวุ้นเส้น

5 สุดยอดร้านเกาเหลาเลือดหมู

5 สุดยอดร้านโจ๊กในกรุงเทพ

ย้อนรอยคดีพิศวาสฆาตกรรม นวลฉวีและศยามล

ไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper)

คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง (Red Barn Murder)

โจโจ้ซัง แม้เป็นเพียงเกอิชาก็ขอมีรักแท้

10 อันดับสัตว์ยอดแหยะ

20 พืชผักแปลกสายพันธุ์เก่าแก่ 

คดีวิตถาร ครูสาวทำช็อคฆ่าข่มขืนนักเรียนหญิง 

ย้อนรอยคดีซีอุยฆ่ากินเครื่องในเด็ก 

10 อันดับสัตว์แปลกที่คนไทยนิยมเลี้ยงมากที่สุด 

10 เกมส์ทำอาหารน่าเล่น 

แนะนำเกมส์ทำอาหาร 2 Tasty Too

สมุนไพรต้นเหงือกปลาหมอ

ย้อนรอยคดีเพชรซาอุ

ว่าด้วยเรื่องราวความ หลากหลายของเครื่องดื่มทั่วโลก

ตำนานธอร์ (Thor) เทพสายฟ้า 

20 เมนูกับข้าวยอดนิยมของญี่ปุ่น

แนวข้อสอบใบขับขี่ คู่มือสำหรับผู้ทดสอบเพื่อขอใบอนุญาตขับรถ ชุดที่ 1

แนวข้อสอบใบขับขี่ คู่มือสำหรับผู้ทดสอบเพื่อขอใบอนุญาตขับรถ ชุดที่ 2

เอเลี่ยนสปีชี่ส์ หายนะจากต่างแดน ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ ปลาซัคเกอร์ หอยเชอรี่

10 วิธีขาวใสไม่พึ่งกลูต้าไธโอน 

คดีโหดแห่งเขาแอลป์

รื้อคดี นาตาลี วู้ด อุบัติเหตุหรือฆาตกรรม

ขุนศึกหญิงแดนมังกร มู่กุ้ยอิง หวางชิงเอ๋อ และฮัวมู่หลาน

ลีโอ ตอลสตอย เมื่อความรักฆ่านักปราชญ์ 

มฤตยูในสายน้ำ แมงกะพรุนกล่อง 

วิเคราะห์นิยายเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

วิธีตั้งเลขพยากรณ์ ดูดวงตำราพรหมชาติ 

พระนางเลือดขาว ตำนานรักและคำสาปแห่งเกาะลังกาวี 

รักร่วมสายเลือด คู่รักพี่น้องชาวเยอรมัน

8 สิ่งที่คุณควรต้องทำเมื่อไปนิวยอร์ค

10 วิธีขาวใสไม่พึ่งกลูต้าไธโอน

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 01:24 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
ขายการ์ตูนตาหวาน แบบ pdf ดูในคอมพิวเตอร์หรือมือถือหรือแท็บเล็ต การ์ตูนตาหวาน การ์ตูนผู้หญิง การ์ตูนสยองขวัญ การ์ตูนตาหวาน การ์ตูน Princess หมึกจีน แบบ pdf ดูในคอมพิวเตอร์หรือมือถือหรือแท็บเล็ต โอนเงินแล้วดาวน์โหลดไฟล์ได้เลย

ดูรายชื่อการ์ตูนได้ที่ สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน PDF ขายการ์ตูนออนไลน์

ติดต่อแม่ค้า
ไลน์ fattycatty
อีเมล์ richyamazon@gmail.com

การ์ตูนมีหลากหลายแนว ทั้ง การ์ตูนความรักโรแมนติก 18+ แบบ hot love, Taboo
การ์ตูนโรแมนติกแนวชีค Romance, Darling, My Dear, Mini Romance
การ์ตูนโรแมนติกแนวย้อนยุค แบบ Lady หมึกจีน
การ์ตูนความรักแบบวัยรุ่น สดใส ไฮสคูล วัยเรียน แบบ Hischool, Cheese, Venus, Hello, Cherry, Strawberry,
การ์ตูนแนวอีโรติกสยองขวัญ 18+ ย้อนยุค Dark Fairy Tail ไม่เหมือนใคร แบบ Princess หมึกจีน
การ์ตูนแนวสยองขวัญ ผี ระทึกขวัญ ยุคเก่าๆ หาอ่านยาก เช่น ขวัญผวา, ก๊อก ก๊อก ก๊อก, กุกกัก


ยอดรักยอดดวงใจ
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Series Romantic เล่ม 17
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 256
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 235
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 207
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 160
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 325
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Teenage เล่ม 53
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

จูบแก้แค้น
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

รักยกกำลังสอง
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

เคานท์หนุ่มในฝัน
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Cheese เล่ม 4
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Darling เล่ม 24
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Hello เล่ม 37
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Hello เล่ม 42
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Honda ฮอนดะ
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Lady เล่ม 41
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Lady เล่ม 53
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Lady เล่ม 56
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Love Diary เล่ม 5
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Madam เล่ม 14
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Pink เล่ม 21
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Romance เล่ม 13
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

เจ้าสาวตัวปลอม
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Series Romantic 7
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Sugar เล่ม 15
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Sweet Teenage เล่ม 1
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

จูบหวานเจ้านายจอมโหด
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

หวานใจช่างร้ายเหลือ
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

Cheese เล่ม 4
สั่งซื้อการ์ตูนออนไลน์ที่นี่

ตัวอย่างการ์ตูน คลิ๊กลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดการ์ตูน
CHEESE 4
https://drive.google.com/file/d/0B2rHOMg8VlgMNVQ4ZEw2NFYwNFU/view?usp=sharing

การ์ตูน อาหรับราตรี
นี่คือตำนานพันหนึ่งราตรี ในอดีตกาลที่เล่าโดย ชาห์ราซาด ไข่มุกเม็ดงามที่เกิดมาไม่เข้ากับประเทศทะเลทรายที่ร้อนแรง ในอดีตกาลมีกษัตริย์ชื่อว่า ชาห์ริอาร์ ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ไปจรดอินเดียและหมู่เกาะในประเทศจีน ปกครองด้วยความเที่ยงธรรมมายาวนาน เป็นที่เคารพรักใคร่ของประชาชน...

อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์ออกไปล่าสัตว์ แต่รีบกลับวังเพราะนึกธุระขึ้นได้ กลับมาที่วังก็เห็นภาพบาดตา กษัตริย์ที่เห็นมเหสีที่รักคบชู้ต่อหน้าต่อตา จึงบั่นคอนางขาดสะบั้นทันที หลังจากนั้นพระองค์มีคำสั่งให้ขุนนางพาสาวพรหมจรรย์ 1 คนมาทุกคืน จะมีสัมพันธ์ด้วยคืนนั้นและจะฆ่าทิ้งเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นอย่างนี้มาตลอด 3 ปีเต็ม จนชาวบ้านหวาดกลัว สาวพรหมจรรย์ในประเทศถูกฆ่าไปเกือบหมด ขณะนั้นเองมีหญิงสาวใจกล้าอาสาไปหากษัตริย์ เธอชื่อ ชาห์ราซาด ลูกสาวขุนนาง นางไปหากษัตริย์โดยไม่ฟังคำห้ามปรามของพ่อ และแล้วในคืนนั้นเอง...











































ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 01:25 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
10 อันดับการ์ตูนมังงะที่ต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิต
ก่อนอื่น! ต้องขอทำความเข้าใจกันสักนิดเผื่อว่าจะมีใครงง… มังงะ ที่เรากำลังพูดถึงนี้หมายถึง หนังสือการ์ตูน ส่วนที่เราเห็นตัวการ์ตูนขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวปล่อยพลังใส่กันเป็นฉากๆ มีเสียงคนพากย์เพิ่มอรรถรสความเมามันส์แบบนั้นคือ อนิเมะ ส่วนมากแล้วการ์ตูนเรื่องนึงมักมีทั้งมังงะและอนิเมะ ใครชอบแบบไหนเลือกรับชมกันตามสะดวก และก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า วันนี้จะพูดถึง มังงะ ลองมาดู 10 อันดับการ์ตูนมังงะที่ต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิต จะแจ่มแจ๋วขนาดไหนอย่าได้พลาดเชียว!

10. HunterxHunter


การ์ตูนมังงะที่เข้ามาในอันดับ 10 คือเรื่อง ฮันเตอร์ ฮันเตอร์ ที่เขียนโดย โยชิฮิโร โตกาชิ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของ กอร์น ฟรีคส์ เด็กชายที่ออกตามหา จิน ฟรีคส์ ผู้เป็นพ่อ และมีความใฝฝันจะเป็นฮันเตอร์ตามรอยพ่อเช่นกัน เรื่องราวระหว่างการเดินทางของเด็กชายคนนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างต้องไปอ่านกันดู ว่าแต่การ์ตูนเรื่องนี้…เขียนมากี่ปีแล้วนะ?

9. Berserk


เบอร์เซิร์ก ที่เขียนโดย เคนทาโร่ มิอุระ เรื่องราวของ กัซ นักดาบในยุคกลางที่เข้าร่วมสงคราม และเข้าร่วมต่อสู้กับพระเจ้า อันดับการ์ตูนมังงะเรื่องนี้มีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการ์ตูนที่มียอดขายถล่มทลายอยู่ในอันดับต้นๆ เช่นกัน

8. Slam Dunk


การ์ตูนที่ปลุกกระแสกีฬาบาสเก็ตบอลได้เป็นอย่างดี! สแลมดังก์ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเขียนโดย ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ เรื่องราวของกีฬา ความรัก และพองเพื่อน ความน่าประทับใจเหล่านี้ไม่แปลกหรอก ที่เรื่องนี้จะเป็นการ์ตูนขวัญใจของใครหลายๆ คน

7. Fullmetal Alchemist


ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ หรือชื่อไทยว่า แขนกล คนแปรธาตุ เรื่องราวของสองพี่น้อง เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค ที่ศึกษาวิชาต้องห้ามอย่างการเล่นแร่แปรธาตุ เป็นการ์ตูนที่เขียนขึ้นโดย ฮิโระมุ อาราคาวะ เป็นมังงะที่อัดแน่นไปด้วยการต่อสู้สุดมันส์ แถมยังซ่อนฉากเรียกน้ำตาเอาไว้มากมายอีกด้วย

6. Fairy Tail


การ์ตูนแนวแฟนตาซีที่เขียนโดย ฮิโระ มาชิม่า เล่าถึงเรื่องราวความป่วน การต่อสู้ และการผจญภัยของเหล่าจอมเวทย์แห่งกิลด์ แฟรี่เทล การพบกันระหว่าง ลูซี่ หญิงสาวผู้มีความสามารถในการอัญเชิญเทพแห่งดวงดาว กับ นัตสึ บุตรบุญธรรมของมังกรอิกนีล ผู้สามารถใช้ไฟ ทั้งสองคนได้ร่วมต่อสู่กับจอมเวทย์คนอื่นๆ จนนำไปสู่เรื่องราวความสนุกสนาน ณ ที่แห่งนี้

5. Bleach


เทพมรณะ การ์ตูนชื่อดังผลงานการสร้างสรรค์ของ คุโบะ ไทเทะ เรื่องราวของ คุโรซากิ อิจิโกะ นักเรียนมัธยมปลายผู้สามารถมองเห็นวิญญาณ ได้พบกับยมฑูตนามว่า คุจิกิ ลูเคีย แล้วเรื่องราวความสนุกสุดมันส์ในการเป็นยมฑูตของอิจิโกะก็ได้เริ่มขึ้น

4. Death Note


การ์ตูนแนวลึกลับ ผลงานเขียนเรื่องของ สึงุมิ โอบะ และวาดภาพโดย ทาเคชิ โอบาตะ เรื่องราวของยางามิ ไลท์ เด็กนักเรียนมัธยมปลายระดับหัวกะทิที่ได้พบกับสมุดเดธโน้ตของยมฑูต ลุค ที่สามารถฆ่าคนได้เพียงเขียนชื่อคนๆ นั้นลงในสมุดบันทึกเล่มนั้น ความเข้มข้นของเนื้อหา การหักมุม และมุขตลกร้ายที่แฝงอยู่ในเรื่องนำให้การ์ตูนเรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจทั้ง มังงะ และอนิเมะเลยทีเดียว

3. Dragon Ball


ชาลา-เฮด-ชาลา เรื่องราวของการออกตามหาดราก้อนบอลให้ครบ 7 ลูก เพื่อขอพรหนึ่งข้อจากเทพเจ้ามังกร เป็นผลงานการเขียนของ โทริยาม่า อากิระ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว… คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้หรอกเนอะ เรียกได้ว่าหลายคนโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้เลยล่ะ

2. Naruto


นินจาจอมคาถานารูโตะ เรื่องราวของเด็กหนุ่ม อุซึมากิ นารูโตะ ผู้มีปีศาจจิ้งจอกเก้าหางถูกผนึกไว้ในตัว! เขียนโดย มาซาชิ คิชิโมโตะ มังงะเรื่องนี้สร้างความสนุกให้กับผู้ชมมายาวนานกว่า 15 ปี จริงๆ แล้วเรื่องอื่นอาจจะนานกว่าอีก เพียงแต่เรื่องนี้เหล่าแฟนๆ ของนินจาหน้าแมวได้รับชมตอนจบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วน่ะสิ แถมตอนนี้ยังมีภาคต่อของลูกชายนารูโตะออกมาแล้ว ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสนุกสนานได้เท่ารุ่นพ่อรึเปล่า

1. One Piece


“ฉันจะเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เลย!” ประโยคที่ตัวเอกของเรื่องอย่าง กัปตันกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง มังกี้ ดี ลูฟี่ พูดไว้อยู่เสมอ เรื่องราวการผจญภัยในยุคทองของโจรสลัดที่ออกตามล่าหา วันพีช เขียนโดย เออิจิโร่ โอดะ จัดว่าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลกอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ถ้านับเวลานี่ก็ปาเข้าไป 17 ปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะจบ…ได้ข่าวแว่วๆมา(อีกละ) ว่านักวาดเขาวางแผนตอนจบไว้อีก 10 ปีข้างหน้า…สู้ต่อไปนะลูฟี่ และแฟนคลับวันพีชทั้งหลาย

สุดยอดไปเลยนะเนี่ย! การ์ตูนมังงะแต่ละเรื่องนี่แทบจะเป็นตำนาน ที่เราบอกว่าต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิตก็เพราะไม่อยากให้คุณพลาด! เรื่องราวความสนุกครบรส กินใจแบบนี้ไง ชอบแนวไหนไปหาอ่านกันดู

ขอขอบคุณที่มาจาก daily.rabbit.co.th/การ์ตูนห้ามพลาด

สยองขวัญ
จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 01:25 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
13 ตำนานผีเฮี้ยนของไทย
1. ผีฟ้าและเทพารักษ์
จะชอบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในน้ำหรือบนต้นไม้ บางทีจะเรียกว่าเทวดาหรือเจ้าที่ เช่น เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา ผีชนิดนี้จะถือว่าเป็นผีตามธรรมชาติ
2. ผีนางตะเคียน
ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาวและสวย มีอิทธิฤทธิ์มากมาย จะสิงสถิตย์ประจำต้นตะเคียน โดยเฉพาะต้นที่มีอายุเก่าแก่หลายปี คนไทยสมัยก่อนมักจะไม่นิยมนำไม้ตะเคียนมาปลูกบ้าน เพราะเชื่อว่ามีผีนางตะเคียนสิงอยู่ในนั้น
3. ผีปอบ
เป็นผีที่ไม่มีตัวตน ชอบสิงอยู่ในร่างคน กินตับไตไส้พุงของเจ้าของร่างจนหมด จึงออกไปจากร่างของคนที่ถูกผีปอบเข้าสิง และเมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากๆ จะทำเป็นเจ็บไข้ได่ป่วย ไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่พอเวลากลางคืน ก็จะแอบมากินเป็ดไก่สดๆ แบบดิบๆ จนเป็นที่สยดสยองของชาวบ้าน
4. ผีนางตานี
เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม และมีอภินิหารคล้ายกับผีนางตะเคียน แต่จะสิงสถิตย์อยู่ที่ต้นกล้วยตานี เล่ากันว่ามักจะปรากฏร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณจึงไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน เพราะกลัวผีนางตานี
5. ผีกองกอย
เชื่อว่าเป็นผีจำพวก ผีโป่ง ผีค่าง หรือผีป่า ชอบสูบเลือดที่เท้าคนกิน บางทีก็จะเรียกว่าผีดิบ รูปร่างเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัด บางคนก็ว่าชอบกระโดดขาเดียวไปไหนมาไหน และจะพบอยู่ในป่าลึก
6. ผีทะเลหรือผีพราย
เป็นผีที่สิงสถิตย์อยู่ในทะเล ทำให้เกิดคลื่นลม ชาวเรือมักจะสังเกตที่เสากระโดงเรือ ถ้าหากมีแสงเรืองขึ้นมา แสดงว่าจะถูกผีเรือเล่นงาน ต้องรีบหาทางเอาตัวรอด เพราะเรือนั้นใกล้จะจมลงแน่ๆ
7. ผีตายโหง
เป็นผีที่มีความดุร้ายมาก เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ถูกรถทับตาย ตกน้ำตาย วิญญาณจะไม่สงบเท่าที่ควร ไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ต้องรอให้มีคนมาตายแทนในสถานที่ที่ตัวเองตายตรงนั้น จึงจะไปเกิด บริเวณที่มีคนตายโหงจึงจะมีคนตายโหงอยู่เรื่อยๆ คนส่วนมากมักจะโดนผีประเภทนี้หลอกหลอนมากที่สุด เรียกว่าถ้าคุณไปไหนในเวลาค่ำคืน จงระวังผีตนนี้ไว้ให้ดี
8. ผีตายทั้งกลม
เป็นผีผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตายไปพร้อมกับลูกในท้อง จัดเป็นผีตายโหงด้วย เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ จึงมีความดุร้ายมาก เช่นผีแม่นาคพระโขนง เรียกว่าผีแบบนี้ใครได้เจอจะต้องขนลุกอย่างแน่นอน
9. ผีถ้วยแก้ว
เป็นการเล่นกับผี โดยวิธีเล่นจะจุดธูปเชื้อเชิญวิญญาณผีเร่ร่อน หรืออาจจะเป็นผีที่ตายโหง โดยการเล่นนั้นจะอัญเชิญผีถ้วยแก้วเข้ามาอยู่ในแก้ว โดยจะมีการทำตารางตัวอักษร สระ พยํญชนะ และตัวเลข แล้วใช้ถ้วยตะไลคว่ำลงบนกระดาษ ให้คนเล่น 4 คนใช้นิ้วแตะก้นแก้ว ตั้งคำถามให้ผีตอบ เมื่อมีวิญญาณมาสิงที่แก้วแล้ว ถ้วยแก้วนั้นก็จะเดินไปผสมตัวอักษรให้เป็นคำ เพื่อตอบคำถามของผู้เล่น
10. ผีอำ
เป็นการอำที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผีเวลาที่นอนหลับอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีใครมาบังคับให้ขยับตัวไม่ได้ มีคนมานั่งทับ ดึงแขนขา บ้างก็ทำให้อึดอัดหายใจไม่ออก ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนเหนื่อย
11. ผีเปรต
เป็นคนที่ตายไปแล้ว เมื่อตายกลายเป็นผีที่มีรูปร่างสูงโย่งเย่ง ผอมโซ คอยาว กินเลือดและกินหนอง เชื่อกันว่าสมัยที่เป็นคนนั้นทำบาปไว้อย่างมหันต์ เนรคุณ ด่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือทำร้ายผู้ทรงศีล บ้างก็เล่าว่าเปรตบางตัวมีกงจักรพัดอยู่บนหัว ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ต้องยืนตัวสั่นขาแข็ง ปรากฏกายบนโลกมนุษย์บ้าง หรือไม่ก็ต้องอยู่ในขุมนรกจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
12. ผีกระสือ
เป็นผีผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นหญิงแก่ชรา เวลากลางวันจะเป็นคนธรรมดา แต่จะหลบผู้คน ไม่สุงสิงกับใคร และจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยถอดเอาหัวกับตับไตไส้พุงลอยไปในเวลาค่ำคืน อาจจะเห็นเป็นดวงไฟสีเขียวเรืองๆ หรือสีส้มเรืองๆ ดวงใหญ่ส่องแสงวูบวาบ ชอบกินของสดคาว ของเน่าเหม็น ผีกระสือเวลาจะตายมักจะต้องมีทายาทสืบต่อโดยการคายน้ำลายถ่ายเข้าไปในปากลูกหลานหรือผู้สืบทอดคนใดคนหนึ่ง ถึงจะตายได้อย่างสงบ
13. ผีกระหัง
เป็นผีชนิดเดียวกับผีกระสือ ต่างกันตรงที่เป็นผีผู้ชาย ชอบกินของสกปรก เน่าเหม็นเหมือนผีกระสือ เวลาจะไปไหนจะมีกระด้งสองใบทำเป็นปีก และมีสากตำข้าวเป็นหาง

สยองขวัญ

จัดอันดับ


ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 01:25 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
20 อันดับการ์ตูนที่ดีที่สุดตลอดกาลใน Shonen Jump ของนักอ่านชาวญี่ปุ่น
ทางนิตยสาร Da Vinci ได้ทำการรวบรวมสถิติการ์ตูนที่ดีที่สุดตลอดกาลของนักอ่านชาวญี่ปุ่น ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อจัดอันดับการ์ตูนขวัญใจที่ดีที่สุดตลอดกาลของนิตยสาร Shonen Jump จะมีเรื่องอะไรบ้าง ลองไปดูกันดีกว่า

? 20  การ์ตูน To LOVE Ru  (Kentaro Yabuki: Author, Saki Hasemi: Original)
? 19  การ์ตูน City Hunter (Tsukasa Hojo)
? 18  การ์ตูน Haikyu  (Haruichi Furudate)
? 17  การ์ตูน Katekyo Hitman REBORN!  (Amano Akira)
? 16  การ์ตูน BLEACH  (Kubo Taito)
? 15  การ์ตูน DEATH NOTE  (Takeshi Obata: Author, Tsugumi Ohba: Original)
? 14  การ์ตูน Hikaru no Go  (Ken Obata)
? 13  การ์ตูน Rurouni Kenshin  (Nobuhiro Watsuki)
? 12  การ์ตูน Kuroko's Basketball  (Tadatoshi Fujimaki)
? 11  การ์ตูน HUNTER ? HUNTER  (Yoshihiro Togashi)

อันดับที่ 10 : การ์ตูน Saint Seiya โดย อ.คุรุมาดะ มาซามิ



อันดับที่ 9 : การ์ตูน Naruto โดย อ.คิชิโมโตะ มาซาชิ



อันดับที่ 8 : การ์ตูน Hokuto no Ken โดย อ.บุรอนสัน และ อ.ฮาระ เทะสึโอะ



อันดับที่ 7 : การ์ตูน Kochira Katsushika-ku Kameari Kouen Mae Hashutsujo (KochiKame) โดย อ.อากิโมโตะ โอซามุ



อันดับที่ 6 : การ์ตูน Captain Tsubasa โดย อ.ทาคาฮาชิ โยอิจิ



อันดับที่ 5 : การ์ตูน Jojo no Kimyou na Bouken โดย อ.อารากิ ฮิโรฮิโกะ



อันดับที่ 4 : การ์ตูน Slam Dunk โดย อ.อิโนะอุเอะ ทาเคฮิโกะ



อันดับที่ 3 : การ์ตูน Gintama โดย อ.โซราชิ ฮิเดอากิ



อันดับที่ 2 : การ์ตูน One Piece โดย อ.โอดะ เอย์อิชิโระ



อันดับที่ 1 การ์ตูน ขวัญใจของนักอ่านชาวญี่ปุ่นตลอดกาลก็คือ : Dragonball โดย อ.โทริยาม่า อากิระ



source https://pantip.com/topic/32855036

ขายการ์ตูนออนไลน์

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 01:26 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
TOM CLANCY’S GHOST RECON:WILDLANDS
ครั้งแรกของเกมซีรีส์ Tom Clancy’s Ghost Recon สำหรับการสวมบทบาทเป็นทหารหน่วยพิเศษพร้อมพวก อีก 3 กับเกมยิงออนไลน์รูปแบบ “โอเพ่นเวิลด์” ทุกพื้นที่ในเกมจึงกลายเป็นภารกิจสุดท้าทายในเขตรอยต่อระหว่าง โบลิเวียและเปรู ต้องปะทะกับเหล่าองค์กรค้ายาเสพติด ที่กฎหมายกลายเป็นสิ่งไร้อำานาจใดๆ เป้าหมายคือต้องหาทางทลายองค์กรเหล่านี้และยังต้องหาทางโค่นล้มรัฐบาลฉ้อโกงลงให้จงได้

ULTIMATE MARVEL VS. CAPCOM 3
เกมมันส์ห้ำหั่นกันกับสามกลุ่มนักรบอย่างอัศวิน ไวกิ้ง และซามูไร ใช้ทักษะการต่อสู้แตกต่างกัน รวมถึงไหวพริบในการวางแผนรุกเข้าฐานกองกำาลังศัตรูฝ่ายตรงข้าม สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึง 8 คน แบบ4 ปะทะ 4 คอนเฟิร์มว่ากราฟิกงดงามสมจริงและสุดโหด

MASS EFFECT: ANDROMEDA
ปฏิบัติการของพลซุ่มยิงที่แม่นราวกับจับวางชื่อว่าคาร์ล แฟร์เบิร์น ผู้เข้าร่วมกับกลุ่มนักสู้ชาวอิตาเลียนในกองกำาลังต่อต้านลัทธิเผด็จการชาตินิยมอย่าง เบนิโต มุสโสลินี อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถเล่นคนเดียว หรือเล่นร่วมกันได้

KINGDOM HEARTS HD I.5 + II.5 REMIX
เกมซิ่งของสิงห์มอเตอร์ไซค์ภาคที่สอง มาสนองนักบิดผู้กระหายความเร็วและความท้าทาย ไปกับรถจักรยานยนต์ระดับแรงๆ มากกว่า 200 รุ่น จากหลากหลายแบรนด์ดัง เพิ่มเติมภาพการแข่งขันและสนามหลากหลายท่ามกลางสภาพอากาศที่ยากเกินคาดเดา

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
เทคโนโลยี

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 01:26 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
กำเนิดเอกภพ



เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้า คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ดวงดาวที่กระพริบระยิบระยับเหล่านั้น อยู่ห่างไกลจากเราเพียงไหน ในสมัยกรีก เราเคยเชื่อว่าโลกแบนและคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในจักรวาล มีดวงดาวและดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปรอบๆโลก จนกระทั่งนิโคลัส โคเปอร์นิคัสค้นพบว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ โลกและดาวเคราะห์ล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม เมื่อกาลิเลโอ กาลิเลอี ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ได้สำเร็จ เราจึงสามารถสังเกตการณ์วัตถุต่างๆ บนท้องฟ้าได้ และค้นพบสิ่งแปลกใหม่อีกมากมาย รวมถึงดวงจันทร์สี่ดวงที่โคจรรอบๆ ดาวพฤหัสบดี ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง โจฮันนส์ เคปเลอร์ ก็ได้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ที่บอกว่าพื้นที่สามเหลี่ยมจากดาวเคราะห์ไปยังดวงอาทิตย์ในเวลาที่เท่ากันจะมีพื้นที่เท่ากัน จากนั้นปริศนาแห่งจักรวาลก็ค่อยๆคลี่คลายขึ้นทีละน้อย เมื่อเซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ของวัตถุ  เพราะนั่นคือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ เอ็ดมัน แฮลลีย์ เป็นผู้สำรวจพบว่า ดาวหางดวงหนึ่งโคจรมาให้ชาวโลกเห็นทุกๆ 75 ปี  เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ศึกษาพบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง เมื่อแสงเข้าใกล้วัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงสูงและทุกสิ่งในเอกภพเคลื่อนที่ไปไม่หยุดนิ่ง เขาจึงได้ค้นพบสมการที่ไขปริศนาความลับการเปลี่ยนแปลงระหว่างสสารกับพลังงาน นั่นคือ E=mc2  เอ็ดวิน ฮับเบิ้ล ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวของเอกภพที่เราเรียกกันว่า ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory) เพราะเขาสังเกตเห็นว่ากาแล็คซี่ทั้งหลายเคลื่อนตัวหนีห่างจากกันและกัน จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 สตีเฟน ฮอว์คิง จึงได้นำทฤษฎีพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนมาอธิบายความเป็นไปในจักรวาล ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการระเบิดใหญ่ที่ทำให้เอกภพนี้ถือกำเนิดขึ้น การระเบิดใหญ่ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าบิ๊กแบง

เอกภพของเรามีขนาดมหึมาและรวมทุกสิ่งทุกอย่างในอวกาศเอาไว้ ทั้งโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์และกาแล็คซี่จำนวนมาก ระยะทางอันแสนไกลในอวกาศสามารถระบุได้ด้วยอัตราเร็วของแสง  เนื่องจากแสงเดินทางได้เร็วที่สุดเกือบ 3 แสนกิโลเมตร ในหนึ่งวินาที แม้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร แต่แสงก็ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 นาทีเท่านั้น ในระยะเวลา 1 ปี แสงจะเดินทางได้ 9ล้าน 5 แสนล้าน กิโลเมตร เราเรียกระยะทางนี้ว่า 1 ปีแสง ระบบสุริยะของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบรวมกับกาแล็คซี่อีกจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นเอกภพ โดยกาแล็คซี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เราที่สุดอยู่ห่างจากโลกถึงสองล้านปีแสง นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเอกภพของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว โดยการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าบิ๊กแบง

เอกภพอุบัติขึ้นจากพลังงานมหาศาล ซึ่งมีอุณหภูมิสูงมากประมาณ สิบยกกำลังสามสิบสององศาเคลวิน แต่มีขนาดเล็กเป็นจุดเล็กๆ ที่รวบรวมสสารและพลังงานทั้งเอกภพหลังจากเกิดบิ๊กแบง ในตอนแรกเอกภพอยู่ในรูปของพลังงาน เนื่องจากสสารและตัวต้านสสารทำลายล้างกันได้เช่นเดียวกับพลังงาน  โชคดีสำหรับเราที่สสารเป็นฝ่ายชนะทำให้เอกภพของเรามีสสารมากมาย เอกภพทั้งหมดซึ่งมีสสารและพลังงานได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับลดอุณหภูมิลง เอกภพจึงมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มีอุณหภูมิต่ำลงเรื่อยๆ เหลือ 3,000 องศาเคลวินในปัจจุบัน เมื่อเอกภพขยายตัวขึ้น แรงโน้มถ่วงก็เริ่มทำงาน แรงโน้มถ่วงคือสิ่งที่ควบคุมเอกภพ เป็นแรงที่ดึงวัตถุเข้าหากัน ยึดเหนี่ยวกันจนกลายเป็นก้อนก๊าซและกลายเป็นดาวฤกษ์ กระจุกดาวฤกษ์ขนาดมหึมานี้นะถูกยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกันด้วยแรงโน้มถ่วงกลายเป็นกาแล็คซี่ อย่างที่เราเห็นเป็นรูปไข่และรูปสไปรัลกันในปัจจุบัน แต่กาแล็คซี่ก็ยังมีดาวฤกษ์ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รวมถึงยังมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดกาแล็คซี่ข้างเคียงมาเรื่อยๆอีกด้วย และเมื่อถูกดึงดูดมารวมกัน กาแล็คซี่ก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้อีก

กาแล็คซี่ที่อยู่ในเอกภพไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นแผ่นกว้างหรือเรียงเป็นเส้นสายหรือเป็นกลุ่ม บางแห่งเป็นครอบครัวใหญ่ของกาแล็คซี่จำนวนมากเรียกว่ากระจุกกาแล็คซี่ กาแล็คซี่ที่เราอยู่เรียกว่า กาแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์สองแสนล้านดวงถึงสี่แสนล้านดวง ดาวเคราะห์กับเมฆฝุ่นกับก๊าซที่เรียกว่าเนบิลล่า ถ้าเรามองดูกาแล็คซี่ทางช้างเผือกจากในอวกาศ เราจะเห็นเป็นกาแล็คซี่แบบสไปรัล กาแล็คซี่ทางช้างเผือกเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นล้านถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว จากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัวเองช้าๆ แรงโน้มถ่วงดึงก๊าซเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ก๊าซยุบตัวลงเป็นรูปจานคว่ำประกบกัน นูนออกตรงกลาง ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็คซี่มีหลุมดำอยู่ที่นั่น เราสามารถสังเกตเห็นวัตถุเคลื่อนที่รอบศูนย์กลางของกาแล็คซี่ด้วยความเร็วที่สูงมากหรือบางครั้งพบก๊าซร้อนที่หมุนวนรอบศูนย์กลาง นี่คือหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงสูงดึงทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในหลุม แม้แต่แสงสว่างซึ่งมีความเร็วสูงที่สุดก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาได้ เราจึงเห็นหลุมนั้นมืดมิด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งพลังงานจำนวนมากจากสสารที่ดึงดูดเข้าไปนั้นออกมา ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง มีหลุมดำที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์หลายล้านเท่า เป็นที่น่าสนใจว่า จากบริเวณศูนย์กลางที่มีขนาด 20 ปีแสง มีคลื่นวิทยุที่มีความร้อนแผ่กระจายออกมาด้วยความเข้มเท่ากับดวงอาทิตย์ 80 ล้านดวง

ภายในหลุมดำที่มนุษย์มองไม่เห็น มีความลับอีกมากมายที่ชวนให้เราค้นหา ในขณะที่นักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เอกภพจะยืดแผ่ขยายไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากกาแล็คซี่เคลื่อนที่ถอยห่างกันไม่หยุดยั้ง นักดาราศาสตร์อีกกลุ่มกลับเชื่อว่า สักวันหนึ่งกาแล็คซี่จะถดถอยหวนกลับเกิดการชนผนึกครั้งใหญ่ รวมกันเป็นก้อนใหญ่อีกครั้ง ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การศึกษาเรื่องราวของเอกภพยังก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2546 นักวิทยาศาสตร์ได้
ค้นพบว่าที่ดาวเคราะห์ดวงที่สิบ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากดาวพลูโต ดาวเคราะห์ดวงที่เก้าของเรา ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 15,000 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 97 เท่าของโลก ปัจจุบันดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ระหว่างการตั้งชื่อโดยมีชื่อเรียกชั่วคราวว่า 2003-UB313 เพราะการศึกษากาแล็คซี่และเอกภพ เป็นการศึกษาอดีต และเป็นสิ่งที่มนุษย์คาดว่าจะทำให้เราล้วงรู้ความเป็นไปของโลกในอนาคตได้ เราจึงค้นคว้ากันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ที่สำคัญและอาจหมายรวมถึงเรื่องราวอีกมากมายที่มนุษย์พยายามไขปริศนา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีอารยธรรมอื่นในเอกภพที่เกิดขึ้นและดับสูญไปนานก่อนโลกของเรา เอกภพนี้จะถึงกาลอวสานหรือไม่ แม้กระทั่งว่าเราคือสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลหรือไม่ ความลึกลับของเอกภพยังคงรอคอยให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ค้นหา

เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้าอีกครั้ง... คุณนึกถึงอะไร?

ที่มา สวทช

5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล
กำเนิดดวงอาทิตย์
กำเนิดเอกภพ
7 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะจักรวาล
สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ
จักรวาลและดาวเคราะห์

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 01:27 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)



ประเทศจีนที่ซึ่งประวัติศาสตร์และตำนานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งมันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเรื่องจริงออกจากนิทานในดินแดนที่สสารไม่จีรัง เหมือนหมอกยามเช้าในหุบเขาลุ่มแม่น้ำเหลือง กองหินมหึมาที่เรียกว่ากำแพงเมืองจีน โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินทันทีทันใดเหมือนมังกรหลับใหล หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณและโลกปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของมันถูกห้อมล้อมด้วยเรื่องเล่าขานของเหตุการณ์นองเลือดและความบ้าคลั่ง มันถูกกล่าวว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ยาวที่สุดในโลก มังกรหินขนาดมหึมาที่ขนาดของมันไม่เพียงแต่น่าเกรงขาม แต่ยังเป็นแนวคิดของมันเอง มันเป็นการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของความอัปยศ ความขัดแย้งของชาติ เป็นหลักการทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมของประเทศจีนสมัยใหม่ด้วย

กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของประเทศจีนในปี 1972 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินเข้าไปในระหว่างการเยือนเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศจีน เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าคุณต้องพูดได้ว่า มันต้องเป็นกำแพงอันยิ่งใหญ่ ถูกสร้างโดยคนของประเทศที่ยิ่งใหญ่" แต่ชาวจีนเองไม่รู้สึกภูมิใจกับมันเสมอไป มุมมองเดิมของจีนต่อกำแพงก็คือพวกเขาคิดว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลที่กดขี่ ความอ่อนแอทางทหารและความไร้ประโยชน์ มันเป็นสัญลักษณ์ของการทนทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองแบบกดขี่ มันเริ่มขึ้นที่บริเวณภูเขาบรรจบกับทะเล ที่ชางไห่กวนและทอดยาวผ่านภาคเหนือของจีนไปจรดขอบทะเลทรายโกบี ก่อให้เกิดระบบที่เรียกว่ากำแพงยาวซึ่งกินระยะทางหลายพันไมล์ของดินแดนจีน และความสง่างามของมันได้รับการเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวางทั้งในนิทานและในตำนาน

ถึงกระนั้นโลกตะวันตกก็ไม่ได้รับรู้ถึงการปรากฏอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลากว่า 1,500 ปี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ มันไม่ปรากฏอยู่ในภาพวาดของจีนสมัยนั้น หรือในบันทึกของมาโคโปโลตอนที่เขามาประเทศจีนในศตวรรษที่ 13 ในความเป็นจริงชาวจีนไม่ได้เรียกมันว่ากำแพงอันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ที่โลกตะวันตกหลงใหลมันจนตั้งชื่อนี้ให้ ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีแนวคิดแบบตะวันตกที่สถาปนาให้กำแพงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศจีน และชาวจีนก็ยอมรับแนวคิดนี้ เพื่อให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของประเทศจีน

ในปี 1908 นักเขียนและนักผจญภัย วิลเลี่ยม เอดการ์ กิล (William Edgar Geil) กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางตลอดแนวกำแพง ข้อสังเกตของเขาเป็นคำเชื้อเชิญมากกว่าคำชมเชย และคำประกาศอันน่าอับอายของเขาถูกนำมากล่าวซ้ำจนถึงปัจจุบันว่า "กำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์แห่งยุคทองของจีน มันยาว 1,700 ไมล์ และเป็นสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์" ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากดวงจันทร์ เรื่องราวนี้ถูกแพร่ออกไปตอนที่มีการขึ้นสู่อวกาศ และมันก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักบินอวกาศ ในหมู่คนที่เคยออกไปอยู่ในอวกาศว่า คุณไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากอวกาศได้ และนักบินอวกาศมักจะบอกว่า มีคนไม่น้อยที่ถามคำถามนี้ แต่เรื่องเล่าอื่นๆยังคงอยู่และแทบไม่เคยได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์

มีการคำนวณทุกชนิดในศตวรรษที่ 19 ออกมาว่า คุณเอาหินทุกก้อนจากกำแพงมาเรียงใหม่ได้รอบเส้นศูนย์สูตร หรือว่ามันมีมวลเท่ากับบ้านทุกหลังในอังกฤษและสก็อตแลนด์ และเรื่องเหล่านี้ก็อยู่มาจนถึงในศตวรรษที่ 20 ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันมีกำแพงเมืองจีนจริงหรือไม่ มันเต็มไปด้วยความสงสัยว่ากำแพงเมืองจีนเคยปรากฏอยู่ในฐานะแนวป้องกันชิ้นเดียวยาวต่อเนื่องข้ามภาคเหนือของประเทศจีน มันน่าจะเป็นกำแพงไม่ต่อเนื่องหลายชุดที่สร้างในเวลาต่างๆ กัน โดยผู้คนต่างๆ กัน เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ กัน แล้วนำมาต่อกัน ปล่อยให้ผุพัง สร้างใหม่ และขยายออกในช่วงราวๆ 2,000 ปี เมื่อคนคิดถึงกำอพงเมืองจีน พวกเขาคงจะคิดถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่โต ยาวต่อเนื่องกันหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีน แน่นอนว่าความจริงมันต่างจากนั้นมาก กำแพงถูกสร้างเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าซากปรักหักพังทางโบราณคดีเลย และในพื้นที่ห่างไกลของจีนส่วนใหญ่มันก็ถูกทับถมไปแล้ว

ส่วนของกำแพงที่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิงที่ยังเหลืออยู่ ส่วนที่พวกเขาสร้างในศตวรรษที่ 16 นั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นกำแพงอิฐตันอยู่บนภูเขาสูงชันพร้อมด้วยหอสังเกตการณ์ และมันก็ยากมากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาสร้างมันจนเสร็จได้อย่างไร สำหรับขนาดอันใหญ่โตและมิติอันหนักแน่นของมัน กำแพงเมืองจีนยังคงมีปริศนาซ่อนอยู่ มันไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง และแม้แต่ในปัจจุบัน ไม่มีใครแน่ใจถึงความยาวและเส้นทางแท้จริงของมัน ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีนที่ตกมาถึงเรา คือการผสมผสานอันแปลกประหลาดของความจริงและจินตนาการ หลักฐานอันหนักแน่นเพียงเล็กน้อยหลอมรวมกับเรื่องเล่าขานและตำนาน และมันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกมันออกจากกัน

ไม่เคยมีอารยธรรมใดที่ดูจะนิยมการสร้างกำแพงมากกว่าชนชาติจีนอีกแล้ว การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกสมัยยุคหินกลางหรือนีโอลีธิก (Neolethics) ส่วนสำคัญของเมืองถูกล้อมรอบด้วยคันดินถม อันที่จริงแล้วคำว่าชางที่แปลว่าเมืองในภาษาจีนยังแปลว่ากำแพงอีกด้วย กำแพงเมืองจีนคือกำแพงซ้อนกำแพง กำแพงเมืองจีนเป็นส่วนปกป้องกำแพงที่ซ้อนกันอยู่ทั้งปวง รวมถึงกำแพงของบ้านพักอาศัยด้วย กำแพงเป็นส่วนลึกล้ำทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมจีน พวกเขาสร้างกำแพงล้อมรอบบ้านและวัด เทพเจ้าของกำปพงและอาคารมีอำนาจเหนือขอบเขตความเป็นและความตาย คนจีนสร้างกำแพงเพื่อระบุขอบเขตของพวกตน เพื่อป้องกันผู้แปลกหน้าจากที่ห่างไกล กำแพงในบางแห่งอาจมีความสำคัญในบางพิธีกรรมด้วย ประเทศจีนสมัยก่อนเป็นอาณาจักรที่ปราศจากความสงบ การที่ชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและอาณาจักรข้างเคียงที่ตื่นตัวทุกครั้งเมื่อมีสัญญาณของความอ่อนแอ กำแพงจึงถูกมองว่าเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์

จนสิ้นศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล บริเวณที่กลายเป็นประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งระหว่างรัฐที่ยาวนานถึง 500 ปี มันประกอบด้วยรัฐที่ปกครองด้วยระบบขุนนางและรัฐเล็กๆ ที่ปกครองด้วยระบบศักดินาที่มารวมตัวกันหลายแห่งมารวมตัวกันอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซึ่งมีอำนาจทางจิตใจและพิธีกรรมมากกว่าในทางปฏิบัติ จนถึงกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เกียรติยศและพันธไมตรีที่มอบให้จักรพรรดิต้องหลีกทางให้กับความเห็นแก่ตัวและการเข่นฆ่า มันคือช่วงสงครามระหว่างแคว้นที่ชาวจีนเริ่มสร้างกำแพงขึ้นอย่างจริงจัง แคว้นฉีสร้างกำแพงขึ้นตามแนวชายแดนด้านใต้เพื่อป้องกันศัตรูจากแคว้นฉู แคว้นฉูสร้างกำแพงตามแนวชายแดนด้านเหนือเพื่อป้องกันตนเองจากแคว้นฉิน แคว้นเยนและแคว้นเฉาสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตนเองจากพวกเร่ร่อนทางเหนือและจากกันและกัน กำแพงมีความยาวทั้งหมดประมาณ 2,800 ไมล์ กำแพงถูกสร้างขึ้นตามแนวชายแดนของแคว้นต่างๆ ที่ทำสงครามกัน

ในยุคหนึ่งมีแคว้นต่างๆ ถึง 120 แคว้น เมื่อถึงช่วงสูงสุดของสมัยสงครามระหว่างแคว้น และมีเพียง 7 แคว้นที่เหลืออยู่ มีการทำลายแคว้นเล็กๆ มากมายทั่วทั้งประเทศจีน ที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามระหว่างแคว้นคือ ปรัชญาชีวิตหลักของจีนที่เริ่มก่อตัวขึ้น ขณะที่มีผู้มีความรู้พยายามคิดว่า สิ่งใดผิดพลาดและจะแก้ไขมันอย่างไร ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ขงจื๊อเห็นถึงความจำเป็นในการเคารพกฎและความสำคัญระหว่างมนุษย์และสวรรค์อย่างเคร่งครัดและเสียใจกับการมีสงครามและกำแพง ลัทธิกลุ่มหนึ่งคือลัทธิเต๋าค้นพบคำตอบในธรรมชาติและเชื่อว่า ทุกสิ่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาพลังหยินและหยาง เพราะฉะนั้นการดิ้นรนและสงครามจึงเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าปรัชญาเหล่านี้กลายเป็นนโยบายระหว่างรัฐ มันคงเป็นไปได้ยากที่กำแพงจะถูกสร้างขึ้นมา

แต่แคว้นฉินใช้ระบอบการปกครองเบ็ดเสร็จด้วยกฎหมายการลงโทษและการให้รางวัล มีเรื่องเล่าที่ดีมากเกี่ยวกับคนดูแลมงกุฏและคนดูแลเสื้อคลุม ในคืนหนึ่งที่ฮ่องเต้หลับอยู่หน้าบริเวณเตาผิง คนดูแลมงกุฏจึงนำเสื้อมาคลุมให้ท่าน ฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาถามว่า ใครห่มเสื้อคลุมให้ฉัน ผู้ดูแลมงกุฏก็ตอบว่าข้าเอง แล้วฮ่องเต้ก็สั่งให้นำตัวไปประหารทันทีเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา เรื่องเหล่านี้เป็นแนวทางของกองทัพฉินในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พวกเขาเริ่มเคลื่อนกำลังข้ามแผ่นดินจีนผนวกเอาแคว้นต่างๆ เข้าไปเหมือนหนอนไหมกัดกินใบหม่อนตามบันทึกนักประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น 246 ปี ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์สำคัญก็เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องที่เกิดขึ้น เด็กชายอายุ 13 ก้าวเข้าสู่บัลลังค์ของแคว้นฉิน เขาเป็นที่รู้จักในนามของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิคนแรกของประเทศจีน ตำนานกล่าวว่าเขาบินไปยังดวงจันทร์ด้วยพรมวิเศษในความฝัน เมื่อมองลงมาเขาเห็นอาณาจักรของเขามีภัยคุกคามจากศัตรูมากมาย เขาปลุกบรรดาที่ปรึกษาขึ้นมาแล้วบอกว่า ข้าจะสร้างกำแพงที่ยิ่งใหญ่

ในปี 1974 ชาวนาที่กำลังขุดบ่อน้ำพบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าทึ่ง มันคือหลุมฝังตุ๊กตากระเบื้องพลทหาร พลธนู รถม้าศึกและม้า ทั้งหมดนี้มีขนาดเท่าของจริงและแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันดูราวกับว่ามีต้นแบบมาจากของจริง ทุกวันนี้ตุ๊กตามากกว่า 6,000 ตัวถูกขุดขึ้นมา กองทัพกระเบื้องเคลือบที่ถูกออกแบบให้สู้ศึกเพื่อฮ่องเต้ในโลกหน้า หรือบางทีเพื่อคุ้มกันการหลับใหลชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรของพระองค์ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นหลุมฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน หรือที่ขนานนามกันว่าปฐมกษัตริย์ ตามบันทึกที่ตกทอดสู่ราชวงศ์ต่อมา การขึ้นครองราชย์ของจิ๋นซีฮ่องเต้มีที่มาค่อนข้างคลุมเครือ พระมารดาของพระองค์เป็นนางระบำสาวเสน่ห์แรงและเป็นภรรยาน้อยของพ่อค้าเร่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากพอกับความร่ำรวย ขณะที่เข้ามาค้าขายในพระราชวัง พ่อค้าขอให้เธอเต้นรำกับรัชทายาทของราชวงค์ฉิน เมื่อพระองค์ตกหลุมรักเขาก็ยกเธอให้พระองค์ โดยไม่เคยเอ่ยปากเลยว่านางกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอยู่ องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน แล้วจากนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ก็สืบทอดบัลลังค์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะที่ฮ่องเต้น้อยเติบโตขึ้น พระองค์เริ่มแสดงอุปนิสัยแปลกๆ และเกิดอาการวิตกกังวล พระองค์สั่งเนรเทศพระมารดา และสั่งพระบิดาอดีตพ่อค้าที่ว่าราชการแทนในวัยเยาว์ของพระองค์ให้ฆ่าตัวตาย พระองค์เรียกโหร หมอผี และที่ปรึกษาเจ้าเล่ห์ ไร้ศีลธรรมหลายคนให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด ประมาณ 234 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ส่งกองทัพออกไปเพื่อพิชิตแผ่นดินจีนที่บรรพบุรุษได้เริ่มไว้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างแคว้นก็มีแคว้นอิสระแยกตัวออกมา และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสองแคว้น จนเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ประเทศจีนก็รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อแคว้นฉินทำลายแคว้นฉีจนได้ จิ๋นซีฮ่องเต้ประกาศว่าตนคือจักรพรรดิของแผ่นดินใหม่ที่พระองค์ตั้งชื่อว่าจีน ตามราชวงค์ของพระองค์ และรีบรวมอำนาจอย่างรวดเร็ว จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างอาณาจักรขึ้น ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน พระองค์สร้างระบบถนนภายในประเทศ พระองค์สร้างมาตรฐานให้กับอักษรจีน พระองค์รวมสกุลเงินจีนต่างๆเป็นหนึ่งเดียว พระองค์สร้างมาตรฐานให้อาณาจักร พระองค์ทำให้มันเป็นเอกภาพ พระองค์ยังสนใจเรื่องเวทมนต์ การเล่นแร่แปรธาตุอย่างเหลือเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์สามารถเอาชนะความตายและเป็นอมตะได้ พระองค์อยากเป็นคนครองโลก

จิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งมาตรฐานการชั่ง ตวง วัด ด้วยระบบที่มีพื้นฐานอยู่บนเลขหก อันเป็นเลขมหัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์ประกาศว่าสีดำคือสีที่มีพลังลึกลับของพระองค์เป็นสีทางการสำหรับเสื้อผ้าและธงของอาณาจักรและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ และออกพระราชบัญญัติว่าราชวงศ์ฉินจะปกครองตลอดไป จากนั้นพระองค์ก็ตัดสินพระทัยสร้างกำแพง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าความคิดของการสร้างกำแพงเมืองจีนเข้ามาอยู่ในพระทัยของจักรพรรดิเมื่อใด หรือทำไมพระองค์ตัดสินพระทัยสร้างมัน ตำนานหนึ่งเล่าว่าหนึ่งในโหรของพระองค์ทำนายว่าราชวงค์ของพระองค์จะล่มสลายด้วยฝีมือของเผ่าคนเถื่อนจากภาคเหนือ ส่วนเรื่องอื่นก็เกี่ยวกับความฝัน ลางบอกเหตุ และความตั้งพระทัยของจักรพรรดิที่จะสร้างอนุสรณ์ถึงความรุ่งเรืองของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส

จิ๋นซีฮ่องเต้แต่งตั่งให้นายพลเม้งเทียน นายทหารผู้แข็งขันและมากด้วยความสำเร็จรับผิดชอบการสร้างกำแพง เพื่อจะแบ่งแยกผู้คนที่มีอารยธรรมจากพวกคนเถื่อน และปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่พื้นที่ว่างเปล่าทางเหนือ  กำแพงเริ่มต้นตั้งแต่ทะเลเหลืองทางตะวันออกไปจนถึงทะเลทรายโกบีทางตะวันตก มันต้องมีความสูง 24 ฟุต และมีความกว้างมากพอที่นายทหาร 8 นายจะเดินเรียงหน้ากระดานได้ กำแพงต้องสร้างตามลักษณะภูมิประเทศตราบเท่าที่เป็นได้และต้องไม่สร้างเป็นเส้นตรง เพราะเชื่อว่าปีศาจเดินทางได้เป็นเส้นตรงเท่านั้น เทคนิคการสร้างกำแพงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละที่ และมีกำแพงของจิ๋นซีฮ่องเต้เหลืออยู่น้อยมากจนไม่สามารถบอกได้ว่ามันถูกสร้างอย่างไร กระนั้นนักวิชาการเชื่อว่ามันถูกใช้เป็นแนวไว้สำหรับสร้างเพิ่มเติมตามรากฐานของมัน

นายพลเม้งเทียนเริ่มด้วยการสร้างหอคอยก่อน โดยสร้างจากอิฐและหินโดยมีฐานเป็นเศษหิน หอคอยเหล่านี้สูงประมาณ 40 ฟุต มีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 ฟุต เมื่อสร้างหอคอยเสร็จแล้วมันจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกำแพงหิน เพื่อป้องกันผู้รุกรานและปีศาจร้าย ป้อมปราการที่ใหญ่พอที่จะบรรจุทหารได้หลายร้อยนายถูกจัดวางอยู่ในระยะธนู 2 ดอก เพื่อให้สามารถคุ้มกันพื้นที่ระหว่างนี้ได้ หอคอยโผล่ออกมาจากกำแพงเหมือนป้อมปืน ดังนั้นฝ่ายป้องกันสามารถยิงใส่ผู้รุกรานได้ตลอดแนวกำแพง มีการประมาณว่าชาวแคว้นฉินภายใต้การดูแลของนายพลเม้งเทียน ก่อสร้างกำแพงใหม่หลายร้อยไมล์ส่วนที่เหลือเป็นการก่อสร้างเพิ่มจากของเดิมที่แคว้นอื่นทำไว้แล้วรวมกับของใหม่ สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อมกำแพงรุ่นก่อนๆที่สร้างในสมัยสงครามระหว่างแคว้น พวกเขาใช้เทคนิคการบดอัดดิน เป็นเทคนิคเดียวที่พวกเขารู้จัก ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างจากกำแพงในยุคนีโอลีธิกส์เลย เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง

ในภูเขาทางทิศตะวันออก ดินแห้งถูกนำมาถมระหว่างกำแพงหินหรืออิฐจนได้ระดับที่แน่นพอเพียง จากนั้นหินหรืออิฐจะถูกนำมาเรียงทับหน้าเพื่อป้องกันฝนชะล้างและใช้เป็นถนน ห่างออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นหินตะกอนละเอียดที่เรียกว่าดินเหลือง คนงานจะเทดินที่ผสมกับน้ำลงในพิมพ์ไม้แล้วนำไปก่อเป็นโครงสร้างให้แข็งแรงเมื่อมันแห้งแล้ว บนพื้นที่แห้งแล้งของที่ราบฝั่งตะวันตก กำแพงถูกสร้างจากใบต้นปาล์ม ต้นกก แสม กับกรวดและโคลน ไปจนสิ้นสุดที่ริมทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เลยไปจากนั้นเป็นดินแดนที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้าย นายพลเม้งเทียนสร้างกำแพงเหล่านี้เสร็จภายในเวลาน้อยกว่า 10 ปี หรือเสร็จก่อน 210 ปีก่อนคริสกาล แต่เรื่องราวที่คาดการณ์เกี่ยวกับมูลค่าของมันในแง่ความทุกข์ทรมานและชีวิตที่สูญเสีย เรื่มแพร่กระจายออกไปแล้ว

แรงงานจำนวนมากมาจากการเกณฑ์ชาวนาผสมกับนักโทษ ทหารที่ถูกจับได้ ขุนนางตกยาก นักปราชญ์ และคนอื่นๆที่ถูกเรียกว่าเป็นศัตรูของอาณาจักร เป็นที่กล่าวกันว่าทุกๆสิบคนที่ถูกเกณฑ์มา มีเพียงสามคนรอดกลับบ้าน จักรพรรดิมีคำสั่งอีกว่า ใครก็ตามที่แอบหลับจะต้องถูกฝังทั้งเป็นไว้บนกำแพงนั่นเอง ความทรงจำอันแพร่หลายของการสร้างกำแพงก็คือ ชาวนาถูกกวาดต้อนมาทำงานแล้วก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย โดยถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเสียชีวิตในผืนป่าที่ห่างไกล มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และมีเรื่องเล่าว่า ศพของชาวนาถูกโยนทิ้งลงไปในช่องว่างระหว่างกำแพง ซึ่งเป็นที่ใส่เศษหิน ความเลวร้ายนี้ถูกระบายออกมาผ่านบทกวีมากมาย ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตำนานของคุณนายเม็ง หนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เด็กๆเรียนในช่วงยี่สิบปีแรกของการปกครองระบบสังคมนิยม เป็นเรื่องของหญิงคนหนึ่งตามหาสามีของเธอที่ถูกจิ๋นซีฮ่องเต้ส่งไปเป็นแรงงานทาสที่กำแพงนั่น แล้วเธอก็พบว่าเขาตายแล้วและอาจจะถูกฝังอยู่ในกำแพงเหมือนกับหลายๆคน ดังนั้นกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นผลงานของความกดขี่ของระบอบขุนนาง ซึ่งถูกสร้างโดยหยาดเหงื่อของคนธรรมดาภายใต้การทารุณของทรราชย์ ขณะที่ในตอนนี้กำแพงนั้นถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ความยั่งยืนของอารยธรรมของมัน เป็นการแสดงพลังอำนาจ ประวัติศาสตร์

เมื่อการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด หนึ่งในโหรของจักรพรรดิกล่าวว่า กำแพงจะไม่มีวันเสร็จ ถ้าไม่มีการฝังคนหนึ่งหมื่นคนทั้งเป็นในนั้น จักรพรรดิรู้สึกว่าพระองค์ไม่อาจเสียคนขนาดนั้นได้ จิ๋นซีฮ่องเต้แก้ปัญหาด้วยการหาชายคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขามีตัวอักษรที่มีความหมายว่าหนึ่งหมื่นมาฝังไว้ในกำแพงแทน ประมาณกันว่ามีคนงานสร้างกำแพงหนึ่งล้านคนระหว่างการทำงานที่ยาวนานหลายปีในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้เสียชีวิตมากมายจากภูมิอากาศ ความเหนื่อยล้า และความอดอยาก แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าศพของพวกเขาถูกฝังตรงที่เสียชีวิตอยู่ในสุสานยาวที่สุดในโลกตลอดกาล หลังจากรวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียวไม่ทันถึงสิบปี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก โครงการสาธารณะเช่น คลอง ถนน และระบบเกษตรกรรม ได้รับการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้เมื่อมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงประกาศว่าไม่มีใครจะเอาชนะอาณาจักรของพระองค์ได้ แต่มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

แม้ขณะที่กำแพงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงถลำลึกลงไปในเรื่องไสยศาสตร์และความวิปลาส สองร้อยสิบสามปีก่อนคริสกาล พระองค์ตัดสินพระทัยว่าประวัติศาสตร์ควรเริ่มต้นที่พระองค์และสั่งให้เผาหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหมด ใครที่พบว่ามีหนังสือเหล่านี้อยู่ในครอบครองหลังการประกาศจะถูกส่งไปใช้แรงงานสร้างกำแพง หรือถูกฝังทั้งเป็น ประมาณการว่านักปราชญ์ 460 คนเสียชีวิต เมื่อบุตรชายองค์โตและเป็นรัชทายาทของพระจักรพรรดิคัดค้านนโยบายนี้ เขาก็ถูกเนรเทศให้ไปช่วยงานนายพลเม้งเทียนทางเหนือ ขณะที่จักรพรรดิมีพระชนม์มายุเพิ่มขึ้น ความลุ่มหลงกับความตายของพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะมีบันทึกว่าพระองค์เข้าเยี่ยมชมการก่อสร้างกำแพงของพระองค์เพียงครั้งเดียว และมีรายงานว่าพระองค์ออกเดินทางค้นหายาที่จะทำให้เป็นอมตะถึง 5 ครั้ง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เมื่อมีอายุได้ 49 พรรษา ในการเดินทางครั้งหนึ่ง การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อาจเกิดจากยาที่มีสารอันตรายอย่างตะกั่วหรือสารหนูที่พระองค์เสวยเข้าไปเพื่อเสาะหาชีวิตอมตะ

ราชวงค์ของพระองค์ล่มสลายด้วยน้ำมือของบุตรชายคนที่สองที่ชื่อ อู๋ไห่ การที่รัชทายาทอันชอบธรรมอยู่ระหว่างการถูกเนรเทศ ทำให้อู๋ไห่ขึ้นครองราชย์อาณาจักรฉิน พร้อมความเจ้าเล่ห์ โหดร้ายที่เหมือนพระบิดา แต่ขาดซึ่งความเข้มแข็งและความเป็นผู้นำแบบจิ๋นซี เขาสั่งขังที่ปรึกษาทั้งหมดของพระบิดา รวมทั้งนายพลเม้งเทียน ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายหลังจากไตร่ตรองความโชคร้ายของตนและกล่าวว่า เขาสมควรตาย เพราะเขาละเมิดชี่ อันเป็นการไหลของพลังงานโลกด้วยการก่อสร้างกำแพงที่ละเมิดพื้นที่ภูเขา แม่น้ำ และพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ  อู๋ไห่ครองราชย์ได้เพียงสี่ปี ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะล้มล้างเขา และประเทศจีนกลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกครั้ง ราชวงค์อันยิ่งใหญ่ที่หวังจะได้อยู่ตลอดกาล กลับได้อยู่เพียง 15 ปี นับเป็นการปกครองที่สั้นที่สุดที่เคยปกครองจีน

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 01:27 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
บล็อกจัดอันดับของกินร้านอร่อย จัดอันดับชีวิตสัตว์ ไขปริศนาคดีดัง บทความน่ารู้ ความรู้รอบตัว มาดูกันได้ที่  http://anyapedia.com


4 โรคทางประสาทน่ารู้ อ่านต่อที่นี่


5 คำแนะนำในการเลือกซื้อรองพื้น อ่านต่อที่นี่


8 กีฬาช่วยเพิ่มความสูง อ่านต่อที่นี่


9 วิธีบำรุงตับ อ่านต่อที่นี่


10 ข้อเสียของการไม่มีแฟน  อ่านต่อที่นี่


รวมพลคนกล้ามใหญ่ อ่านต่อที่นี่


สิ่งที่ทำให้คุณหลงรักผู้ชายเจ้าชู้ อ่านต่อที่นี่


อาหารเช้าของชาวโลก  อ่านต่อที่นี่


10 สิ่งที่มิวสิควิดีโอต้องมี  อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละคร นางสาวทองสร้อย คุณแจ๋วหมายเลข 1 อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละคร เจ้านาง อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละคร สุดแค้นแสนรัก อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละครเพลงรักเพลงลำ อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละครเพื่อนแพง อ่านต่อที่นี่


เรื่องย่อละครเลือดมังกรตอนแรด อ่านต่อที่นี่


มาตาฮารี ยอดจารชนหญิงของโลก อ่านต่อที่นี่


เสียงประหลาดของสัตว์ปริศนา อ่านต่อที่นี่


สัมภาษณ์คุณฌอห์ณ จินดาโชติ อ่านต่อที่นี่


ยอดนักรบโคตรนักฆ่า 2,746 ศพ อ่านต่อที่นี่


เทศกาลตำนานวันปล่อยผี อ่านต่อที่นี่


5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล อ่านต่อที่นี่


10 เกมส์อันตรายที่ไม่ควรให้เด็กเล่น  อ่านต่อที่นี่


13 เมืองอาถรรพ์ อ่านต่อที่นี่


ฝังเข็มสลายไขมัน  อ่านต่อที่นี่


ฟื้นชีวิตหลังคืนดื่มหนัก  อ่านต่อที่นี่


12 ความจริงบนอวกาศ อ่านต่อที่นี่


12 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ อ่านต่อที่นี่


20 ธุรกิจเพี้ยนรอบโลก  อ่านต่อที่นี่


แนะนำเกม DEAD ISLAND RIPTIDE อ่านต่อที่นี่


วิญญาณอาฆาต อ่านต่อที่นี่


เกมส์ TOM CLANCY’S Splinter Cell: Blacklist อ่านต่อที่นี่


คนรักกลายเป็นคนร้ายจะหนีอย่างไรดี  อ่านต่อที่นี่


ถามตอบปัญหากลิ่นปาก อ่านต่อที่นี่


บ้านหลอนแดนนรก อ่านต่อที่นี่


ประมูลขายบั้นท้าย  อ่านต่อที่นี่


ผื่นจากด้วงก้นกระดก  อ่านต่อที่นี่


มะเร็งตับอ่อน  อ่านต่อที่นี่


เป็นไปได้ไหมถ้าจะรักคนอายุต่างกัน  อ่านต่อที่นี่


วิธีสระผมให้สะอาดหอมพลิ้วสลวย  อ่านต่อที่นี่


วิธีสร้างกล้ามของดาราฮอลลีวู้ด  อ่านต่อที่นี่


ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 01:28 น. วันที่ 27 ส.ค.56 »
ทานอาหารล้างพิษ
สารพิษเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางและก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมามากมาย  เราเคยได้ยินการล้างสารพิษในร่างกาย และมีวิธีการง่ายๆใกล้ตัวที่สามารถล้างพิษในร่างกายได้คือ การทานอาหารนั่นเอง แต่ว่าจะใช้อาหารล้างสารพิษได้อย่างไรนั้น เรามาฟัง พล.อ.ต. นพ.ขวัญชัย เศรษฐนัน สถาบันการแพทย์ผสนผสานตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท อธิบายกันค่ะ
ในวันๆหนึ่งเราสามารถรับสารพิษได้จากทางใดบ้าง

ร่างกายคนเรารับสารพิษได้ร่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการหายใจรับควันพิษ  การทานอาหาร พืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ที่ผ่านการผลิตจากการเลี้ยงในฟาร์ม พืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เนื้อของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงโดยใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ในทุกวันที่เราทานอาหารเราก็รับสารพิษ และสารพิษเหล่านี้ก็จะทำลายร่างกายทีละน้อย เมื่อเราทำงานหนัก ออกกำลังกายน้อย มีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง ก็จะปรากฏอาการของโรคเรื้อรังทั้งหลายออกมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันสูง หลอดเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานต่างๆ  สารพิษต่างๆเหล่านี้จะไปสะสมที่ตับ ในชั้นไขมัน ในสมอง หรือส่วนต่างๆในร่างกายเรา เราจึงต้องมีการล้างสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายออกบ้าง  การเลือกทานอาหารก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย และอาหารแบบใดที่ช่วยได้ 

อาหารที่ล้างพิษดีที่สุดนั้นมี 2 อย่าง
อันที่ 1 ก็คือน้ำ น้ำจะเป็นตัวชะล้างเอาสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในร่างกายทั้งหลายให้ออกมา ถ้าเราดื่มน้ำไม่พอ ร่างกายจะทรุดโทรมเร็ว การดื่มน้ำต้องดื่มให้เป็น ไม่ควรดื่มน้ำเยอะในระหว่างทานอาหาร เพราะมีผลต่อระบบการย่อย  ควรดื่มน้ำในตอนเช้า ประมาณ 3-4 แก้ว หรือดื่มให้ได้ประมาณ ครึ่งลิตร - 1 ลิตร เพราะว่าน้ำที่เราดื่มในตอนเช้าจะช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น  ช่วงกลางวันควรดื่มน้ำก่อนและหลังอาหารสัก 1 ชั่วโมง น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ใช่น้ำเย็น และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำอุ่น   

อาหารอันที่ 2  ก็คืออาหารพวกที่มีกากใยสูง พวกผักสดผลไม้ทั้งหลาย อาหารที่คนทุกเพศทุกวัยทานได้และแนะนำให้ทานก็คือ เม็ดแมงลักเพราะจะช่วยกวาดสิ่งสกปรกในลำไส้ได้ดี
ผักใบเขียวก็เป็นอาหารที่มีกากใยสูงและยังช่วยในการดูดซึมสารอาหาร  และผลไม้ที่ใช้ทานล้างสารพิษควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน  วิธีการล้างพิษในร่างกายที่เรียกว่า fasting ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษ เป็นการไม่ทานอาหารประเภทใดเลยนอกจากผักสดผลไม้ที่มั่นใจว่าปลอดสารเคมีประมาณ 3 วัน และทำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ร่างกายจะลดภาระที่ต้องย่อยอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน หรือลดภาระในการกำจัดสารพิษต่างๆ โดยวิธีการล้างพิษนี้จะเลือกผักหรือผลไม้เพียงชนิดเดียว เช่น ฝรั่ง ชมพู่ ส้มโอ ควรงดส้มหรือแตงโม เพราะมีน้ำตาลมาก

ประโยชน์ของการทานอาหารล้างสารพิษ
- ช่วยให้ร่างกายแก่ช้าลง เนื่องจากผักผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะช่วยบำรุงฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ระบบขับถ่ายดีขึ้น ท้องไม่อืด แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ก็มีมากขึ้น ร่างกายมีความสมดุล
ทั้งนี้การทานอาหารล้างสารพิษควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสม และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและเป็นเวลาก็จะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล  สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคร้ายต่างๆ

ที่มา ทานอาหารล้างพิษ รายการคนสู้โรค

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com



ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 21:14 น. วันที่ 06 ก.ย.56 »
10 อันดับสัตว์มีพิษ

อันดับที่ 10 ทากทะเล



ทะเลเป็นบ้านของสัตว์ต่างๆ ที่มีสารเคมีเป็นอาวุธ บางชนิดใช้มันเพื่อฆ่าเหยื่อ แต่บางชนิดใช้มันเพื่อขับไล่นักล่า สัตว์ชนิดนี้ไม่ได้สร้างพิษของมันเอง แต่มันใช้สารพิษจากดอกไม้ทะเล ดอกไม้ทะลมีสารพิษนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) อันทรงพลัง ซึ่งเก็บอยู่ในเซลล์เข็มจิ๋วจำนวนมาก เข็มพิษเหล่านี้สามารถเผยโฉมในเสี้ยววินาที แต่มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถปลดอาวุธดอกไม้ทะเลนั่นก็คือทากทะเล ทากทะเลก็เหมือนหอยทากทะเล แต่ไม่มีเปลือกมาปกป้องตนเอง ดังนั้นสัตว์ชนิดนี้จึงต้องหาวิธีอื่นในการระวังตนเอง ทากทะเลไม่เพียงแค่กินดอกไม้ทะเล พวกมันยังขโมยเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลและเก็บเอาไว้ในปลายอวัยวะที่ยื่นออกมาจากปลายหลังของมัน นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จริงๆ ว่าทากทะเลสามารถกลืนเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลโดยไม่เป็นอันตรายได้อย่างไร มีข้อสันนิษฐานว่า ในระบบการย่อยของมันทำให้สารพิษมีความเป็นกลางเมื่อย่อยแล้วเซลล์เข็มเหล่านี้ก็เดินทางไปสู่ส่วนปลายที่หลังของมัน ทากทะเลไม่สนเรื่องการพรางตัว มันแสดงความเป็นพิษของมันด้วยสีที่ฉูดฉาดและลวดลายที่เด่นชัด

อันดับที่ 9 กิ้งกือ ( Millipede)
มันเป็นสัตว์ที่รู้เรื่องแก๊สพิษเป็นอย่างดี ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ากิ้งกือเป็นสัตว์กินพืชทีไม่มีอันตราย แต่ถ้ามันถูกคุกคามมันสามารถปล่อยกลิ่นที่แม้แต่นักล่าที่หิวโหยที่สุดยังต้องอุดจมูก ระบบป้องกันทางเคมีของกิ้งกือไม่ได้มาจากเท้าของมัน และทั้งๆที่มันมีเท้าถึง 750 ข้าง กิ้งกือก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนัก ถ้ามันถูกคุกคามมันจะขดตัวม้วนเป็นก้อนกลม และปล่อยแก๊สพิษออกมาจากช่องข้างลำตัว กิ้งกือหนึ่งตัวสามารถผลิตแก๊สพิษที่เป็นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้เกือบ 1 ออนซ์ นั่นมากพอที่จะฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเท่าๆกับหนูได้อย่างสบาย ที่แปลกก็คือตัวแบล็ก ลีเมอร์ (Black Lemur) แห่งมาดากัสการ์ พัฒนาจมูกให้สามารถป้องกันพิษของกิ้งกือ ก่อนอื่นมันจะแหย่กิ้งกือให้ปล่อยพิษออกมา จากนั้นก็จะจับกิ้งกือถูเข้ากับตัวเองไปมา มันค้นพบว่ากลิ่นของกิ้งกือช่วยป้องกันยุงได้ดี และพิษของกิ้งกือมีผลเพียงเล็กน้อยกับตัวแบล็ก ลีเมอร์หรือมนุษย์

อย่างไรก็ตามมนุษย์คนนึงค้นพบวิธีประหลาดที่ใช้สารเคมีจากแมลงชนิดหนึ่ง นับหลายร้อยปีมาแล้ว มนุษย์เคยได้ยินเรื่องพลังของยาโป๊วที่ชื่อว่า แมลงวันสเปน ตัวยาเกิดจากแมลงปีกแข็งก่อกวนแมลงวันสเปนแล้วมันจะหลั่งของเหลวมีพิษคล้ายกับเนย ซึ่งถ้ากินเข้าไปจะเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต และกระตุ้นความต้องการทางเพศ นั่นเป็นสาเหตุที่มาคีส์ เด เซด (Marquis De Sade) ผสมแมลงวันสเปนไปในของหวานให้กับแขกของเขา โชคร้ายที่พวกเขาทานมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะรู้สึกถึงอารมณ์แห่งรัก พวกเขากลับล้มป่วย มาคีส์ถูกจองจำและถูกตัดสินในฐานะนักโทษอุกฉกรรจ์ ไม่มีใครใช้สารเคมีจากกิ้งกือในการทำเสน่ห์ อาจเป็นเพราะการดมไฮโดรเจนไซยาไนด์อาจทำลายอารมณ์โรแมนติกใดๆ ก็ได้

อันดับที่ 8 ผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch Butterfly)



เมื่อคุณมีพิษเต็มตัวก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่สัตว์ในอันดับที่ 8 มีสีส้มดำฉูดฉาด นี่คือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch) ทุกฤดูหนาวของภูเขาใน Central Mexico คุณสามารถพบเห็นผีเสื้อโมนาร์ช 20,000 ตัวบนกิ่งไม้ และออกันอยู่ในบริเวณนี้กว่า 220 ล้านตัว พวกมันปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าแตะต้องพวกมัน ก็เพราะต้นไม้ที่ชื่อ มิลค์วีด (Milkweed) มีสารพิษที่ชื่ออัลคาลอยด์ที่มีพิษร้ายแรงขนาดปริมาณแค่ 1 ออนซ์ ก็สามารถฆ่าแกะได้ ผีเสื้อโมนาร์ชตัวเมียอาศัยต้นมิลค์วีดเหล่านี้เพื่อเลี้ยงดูลูกของมัน ดักแด้ของโมนาร์ชกินมิลค์วีดกันอย่างเดียว พวกมันจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักจากแรกเกิดอีก 15 เท่า พวกมันถึงจะพร้อมกลายเป็นผีเสื้อ พวกมันจะสะสมอัลคาลอยด์ในเนื้อเยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันต้องกินยาพิษที่ช่วยปกป้องพวกมันจากนักล่าในช่วงที่พวกมันมีชีวิต ผีเสื้อโมนาร์ชเป็นสัตว์พิษในอันดับที่ 8 เพราะการกลืนอัลคาลอยด์จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และหัวใจหยุดเต้นได้

ผีเสื้อโมนาร์ชไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ใช้สารพิษจากพืช มนุษย์ก็เช่นกัน ผู้ปกครองของโรมโบราณทราบดีถึงการใช้ต้นไม้มีพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นเบลลาดอนนา (Belladonna) หรือ เดธลี่ ไนท์เชด (Deathly Nightshade) ที่เต็มไปด้วยอัลคาลอยด์ที่เต็มไปด้วยอะโทรปิน (Atropine) ซึ่งเป็นสารพิษ ในปริมาณที่พอเพียงสิ่งนี้อาจทำให้หัวใจล้มเหลว หนึ่งในนักโทษที่อื้อฉาวในประวัติศาสตร์ ลิเวียพระชายาของจักรพรรดิ ออกุสตัส (Augustus) บางคนเชื่อว่าพระนางใช้เบลลาดอนนา เพื่อวางยาพิษเหยื่อที่ไม่ได้คาดคิดรวมถึงพระสวามีของพระนาง

เมื่อตัวเต็มวัยของผีเสื้อโมนาร์ชออกจากดักแด้ของมัน พิษของตัวเต็มวัยก็พอๆ กับในตัวดักแด้เพราะมันสะสมอัลคาลอยด์อยู่ในเกล็ดบนปีกของมัน อย่างไรก็ตามมีการศึกษาว่าพิษของผีเสื้อโมนาร์ชลดลงตามอายุของมัน ก็เพราะเวลาที่ล่วงเลยเกล็ดบนปีกของมันก็เริ่มจะร่วงหล่น

อันดับที่ 7 แมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier)



บางครั้งคุณไม่ต้องการห้องทดลองที่ใช้ผสมยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก สัตว์ในอันดับ 7 ของเราสามารถผลิตระเบิดในบั้นท้ายของมันเอง มันคือแมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier) มันไม่รอให้นักล่ามาลิ้มรสเรือนร่างที่มีพิษของมัน เมื่อแมลงบอมบาร์ดิเออเจอปัญหา มันปกป้องตัวเองด้วยการพ่นสารเคมีที่แสบร้อนจากด้านหลังของมันเอง ต่อมที่อยู่ด้านหลังของแมลงบอมบาร์ดิเออ ผลิตไฮโดรควิโนน สารเคมีมีพิษที่เราใช้เหมือนกับน้ำยาล้างฟิล์ม ต่อมอีกต่อมหนึ่งสร้างสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารเคมีแบบเดียวกับที่เราใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวด เมื่อสารเคมีทั้งสองอย่างถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ปฏิกิริยาความร้อนมีมากถึง 212 องศาเซลเซียส ละอองพิษที่แสบร้อนถูกดันออกไปจากหัวฉีดเล็กๆ ด้วยแรงระเบิดที่รวดเร็วสุดๆ มันสามารถฉีดพิษได้ถึง 700 ครั้งต่อวินาที

อันดับที่ 6 คางคกเคน (Cane Toad)



สัตว์ตัวนี้ผลิตพิษที่ทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจหยุดเต้น คางคกเคนอาจดูอ่อนแอแต่มันเต็มไปด้วยพิษ ต่อมที่ผลิตสารพิษอยู่ในผิวหนัง แต่พวกมันมารวมตัวกันอยู่ในบริเวณตรงหัวไหล่ ต่อมพวกนี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยมเพื่อให้พิษเข้าไปในปากของนักล่าได้รวดเร็ว มันเป็นสัตว์ที่รักสงบและปล่อยสารพิษเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในอันตรายเท่านั้น ไม่เคยมีใครตายเพราะคางคกเคนในออสเตรเลีย แต่มีครั้งหนึ่งที่คางคกมีส่วนในการฆาตกรรม เมื่อนักโบราณคดีขุดพบที่ตั้งมายันโบราณในอเมริกากลาง เขาพบกระดูกของคางคกหลายพันตัว มีข้อสันนิษฐานว่า นักบวชมายันรีดพิษของคางคกเพื่อใช้มันในพิธีบูชายัญ มันคือยาวิเศษในพิธีบวงสรวงของพวกเขา เมื่อเสพยาพิษนี้เข้าไป เหยื่อบูชายัญจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และถูกสังเวยให้กับเทพเจ้าที่น่ากลัว

อันดับที่ 5 งูเห่า (Cobra)



สัตว์ชนิดนี้พบวิธีพิเศษเพื่อใช้พิษในการหลบหนีปัญหา เลื้อยมาสู่อันดับที่ 5 นั่นก็คืองูเห่า พิษงูเห่าน้อยกว่า 1/10 ช้อนชา ก็สามารถฆ่ามนุษย์ได้แล้ว และมันสามารถใช้พิษของมันโดยไม่ต้องกัดเหยื่อ ในการขู่ของมัน มันสามารถพ่นพิษออกไปได้ไกล 11 ฟุต อย่างแม่นยำ การวิจัยระบุว่างูเห่าจะเล็งไปที่เนื้อเยื่อดวงตาที่มีความรู้สึกไว ที่ซึ่งพิษดูดซึมอย่างรวดเร็วและสามารถทำให้ตาบอดถาวร ได้มีการจำลองติดดวงตาไว้ที่หุ่น และแม้ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งไปที่ไหน งูเห่าก็จะพ่นพิษไปที่ดวงตาทุกครั้ง ความลับในความแม่นยำของงูเห่าอยู่ในโครงสร้างของเขี้ยว ในงูส่วนใหญ่พิษเดินทางผ่านช่องโพรงภายในฟันด้วยแรงดันต่ำ แต่ในงูเห่าพ่นพิษ ช่องทางเปิดในมุมที่เหมาะสมที่ปลายเขี้ยว พ่นพิษออกไปด้วยแรงดัน ก็เหมือนกับงูทุกชนิดพิษของงูเห่าประกอบด้วยโปรตีนและเอนไซม์ที่แตกต่างกันหลายร้อยชนิด ขณะที่งูเห่าพ่นพิษใช้มันเพื่อให้นักล่าถอยห่าง

อันดับที่ 4 นกพิทุย (Pitohui Bird)



นี่คือสัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามีพิษจนกระทั่งปี 1989 ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้ว่าหนึ่งในนกกว่า 9,000 ชนิดจะมีพิษ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งใช้ตาข่ายจับนกในปาปัวนิวกินีเพื่อศึกษา หลังการตรวจสอบนกที่มีชื่อว่า พิทุย (Pitohui) นักวิจัยเอานิ้วเข้าไปแหย่ในปาก เขาไม่รู้ว่าเขาถูกวางยาจนกระทั่งริมฝีปากและลิ้นของเขาเริ่มชา เขาเก็บตัวอย่างจากนกเพื่อส่งกลับสู่ห้องทดลอง การทดสอบยืนยันว่าผิวหนังและขนของนกพิทุยมีพิษที่ชื่อว่า เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สามารถฆ่าหนูในไม่กี่นาที และยิ่งกว่านั้นยิ่งพิษแรงแค่ไหนนกก็จะยิ่งมีสีสดเท่านั้น มีการค้นพบว่านกพิทุยมีพิษน้อยที่สุดในสามพันธุ์ นกพิทุยสลับสีมีพิษปานกลาง และนกพิทุยที่มีแผงคอสีสดมีพิษมากที่สุด เชื่อกันว่าพิษของนกพิทุยอาจช่วยป้องกันปรสิตและป้องกันตัวจากนักล่า พิาไม่แรงพอที่จะฆ่าคนแต่มันอธิบายได้ว่าทำไมชาวปาปัวนิวกินีถึงตั้งฉายานกพิทุยว่านกสวะ พวกเขารู้ดีว่าถ้ากินนกพิทุย กลิ่นปากของพวกเขาจะเหม็นสุดๆ เมื่อนักวิจัยไปเยี่ยมนักธรรมชาติวิทยาชาวนิวกินี เพื่อค้นหาว่านกมีพิษได้อย่างไร พวกเขาร่วมกันวิจัยค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินเข้าไปนั้นมี เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) เช่นกัน ดูเหมอืนว่านกพิทุยเป็นดั่งคำฝรั่งที่ว่า You are wat you eat จริงๆ และเป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่เฉพาะนกพิทุยที่มีพิษชนิดนี้เท่านั้น เราจะพบพิษนี้ได้ในสัตว์พิษอันดับต่อไป

อันดับที่ 3 หมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus)



มันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และขนาดเพียงแค่ลูกกอล์ฟก็สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คน มันก็คือหมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus) ชื่อของมันมาจากวงแหวนสีฟ้าสดใสของมัน และจะเปล่งแสงเตือนเฉพาะเวลาที่มันถูกคุกคาม มันมีสารพิษที่ชื่อนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าไซยาไนด์ หมึกใช้สารพิษเพื่อป้องกันตัวเองและจู่โจมเหยื่อ หมึกชนิดนี้สร้างพิษของมันโดยต่อมน้ำลายที่ถูกดัดแปลงสองต่อม แต่ละต่อมใหญ่เท่ากับสมองของมัน ขณะที่มันล่าเหยื่อ อาจจะขาดความแม่นยำอย่างงูเห่าพ่นพิษ แต่มันสามารถพ่นน้ำลายพิษหรือฉีดพิษเข้าไปจากการกัดโดยจงอยปากอันทรงพลังของมัน สารพิษจะค้นหาเซลล์ประสาทและปิดกั้นการควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที เหยื่อเป็นอัมพาตทันที ระบบหายใจเริ่มหยุดทำงาน หมึกบลูริงก์ก็จะกินอาหารโดยไม่มีการต่อสู้ มันไม่ได้สร้างพิษของมันเอง นักวิจัยค้นพบว่ามันเป็นพวกแบ็คทีเรียที่ผลิตนิวโรท็อกซินที่ร้ายแรง แบคทีเรียเหล่านี้อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของหมึก

อันดับที่ 2 ปลาปักเป้า (Puffer Fish)



มันไม่ได้ดูอ่อนแอเหมือนอย่างที่เห็น อาวุธของมันคือสารพิษเตตร้าด็อกซิน (Tetrodotoxin) หนึ่งในสารพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เหมือนกับหมึกบลูริงค์ปลาปักเป้ามีแบ็คทีเรียในร่างกายที่ผลิตสาร เตตร้าด็อกซิน ว่ากันว่าร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ 275 เท่า และทำให้เส้นประสาทของระบบหายใจเป็นอัมพาตไปเลย ปลาปักเป้าสะสมเตตร้าดอกวินไว้ในตัวของพวกมันได้ เพราะมันพัฒนาระบบประสาทให้มีภูมิต้านพิษ อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่มีภูมิต้านทานพิษชนิดนี้อย่างแน่นอน การกลืนชิ้นเนื้อปลาปักเป้าที่มีพิษเพียงขนาดเพียงหัวเข็มหมุด สามารถทำให้ถึงตายได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้บางคนหยุดยั้งที่จะกินมัน ในญี่ปุ่นปลาปักเป้าเรียกว่า ฟุกุ เนื้อปลาปักเป้าเป็นอาหารชั้นหนึ่งที่ต้องเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญ พิษเตตร้าด็อกซินมีอยู่หนาแน่นในรังไข่ ลำไส้ และตับปลา ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้ต้องขจัดออกอย่างระมัดระวัง และเนื้อต้องล้างอย่างทั่วถึงก่อนการเสิร์ฟ

อันดับที่ 1 กบลูกดอกพิษ (Poison Dart Frog)



สัตว์ที่มีพิษมากที่สุดในโลกอยู่ลึกไปในป่าฝนของอเมซอน โชคดีที่หาตัวพวกมันได้ง่าย มันคือกบลูกดอกพิษ พวกมันมีขนาดเพียงแค่ราวหัวแม่มือเท่านั้น และกบเพียงตัวเดียวมีพิษในผิวหนังที่จะฆ่าคนได้ถึง 50 คน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้ได้ชื่อของพวกมันก็เพราะชาวพื้นเมืองทาสารหลั่งจากผิวหนังของกบชนิดนี้ไว้ที่ปลายลูกดอกที่ใช้ล่าสัตว์ พิษรุนแรงกว่าเตตร้าด็อกซินที่พบในปลาปักเป้าถึงสิบเท่า และทำงานโดยการปิดกั้นการส่งผ่านของการกระตุ้นของเส้นประสาท และที่น่าแปลกก็คือพิษที่อยู่ในผิวหนังของพวกมันคือสาร เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สารตัวเดียวกับที่พบในนกพิทุย (Pitohui)  ในปาปัวนิวกินีที่อยู่ไกลออกไป แต่สารนี้พบในนกพิทุยในปริมาณที่น้อยกว่ามาก เป็นเรื่องแปลกว่า กบลูกดอกพิษและนกพิทุยเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร จนเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินในปาปัวนิวกินี ก็พบในโคลัมเบียที่ซึ่งกบอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน

*** นิวโรทอกซิน (Neurotoxin)  เป็นกลุ่มสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาท ในสัตว์ทะเลที่มีพิษส่วนใหญ่จะเป็นสารพิษในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่นสารพิษ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้าและหมึกบลูริงก์ ***

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ นายไข่นุ้ย

  • SinglE BoY
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว ๑๐-๓

  • ยืนยันตัวตนแล้ว

    สถานะการยืนยันที่สำนักงานสถานะการยืนยันบัตรประชาชนสถานะการยืนยันที่อยู่สถานะการยืนยันรูปถ่ายสถานะการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์

    Social Media

    สถานะการยืนยัน facebookสถานะการยืนยัน google+สถานะการยืนยัน twitterสถานะการยืนยัน lineสถานะการยืนยัน whatsapp

    ประวัติการใช้งาน

    • ใช้งานล่าสุดเมื่อ แรกวา เวลา ๑๓:๐๔
      • จำนวนกระทู้ ๖๒๔
      • จำนวนตอบ ๒๓,๒๗๓
  • HS9HHT ๑๔๕.๑๕๐ MHz
Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 21:17 น. วันที่ 06 ก.ย.56 »
thank you   ส.ยกน้ิวให้ ส.สู้ๆ
DO YOU KNOW ME? I AM A CAT 28 YEARS. AND YOU?    แมวแท้สู (แมวยิ้ม)

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 22:30 น. วันที่ 14 ก.ย.56 »
10 อันดับสัตว์สถาปนิก
คำเตือน อาจมีภาพและเรื่องน่าขยะแขยง

ถ้าคุณคิดว่าบ้านของคุณสร้างให้คงทนได้นาน โปรดชมจ้าวแห่งการก่อสร้างของโลกธรรมชาติซะก่อน เราจะนับถอยหลังไปสู่สิบอันดับสุดยอดสัตว์สถาปนิกและเปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างพิสดารของมนุษย์ ค้นพบการวางแผนที่ดีที่สุดระหว่างมดกับคน เมื่อการปรับปรุงบ้านก้าวไปแบบสุดยอด

อันดับที่ 10 ปลานกแก้ว (Parrotfishes)



ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเรียกถ้ำว่าเป็นบ้านของเรา แต่ด้วยความทะเยอทะยาน ช่างคิดประดิษฐ์ที่มากขึ้น เราก็สร้างโครงสร้างที่ใหญ่และดียิ่งขึ้นจนขณะนี้ท้องฟ้าเป็นแค่เขตจำกัด ด้วยเวลาและเงินที่เพียงพอ เราสามารถสร้างบ้านให้แปลกประหลาดกว่าใครๆได้ แต่คงจะไม่มีใครที่จะสร้างบ้านที่เหมือนกับสัตว์ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าบนแนวประการัง ถึงเวลาที่ปลานกแก้วจะสร้างบ้านหลังใหม่ มันถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สิบเพราะมันสร้างบ้านจากน้ำมูกได้ ถุงนอนที่มันสร้างขึ้นมานี้ทำมาจากเสมหะจากต่อมพิเศษในผิวหนังของมัน ฟังดูน่ารังเกียจแต่ถุงเมือกนี้จะคอยกันกลิ่นให้ปลานกแก้ว มันจำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีนักล่าที่ดมกลิ่นปลาที่หลับอยู่และป้องกันตัวเองไม่ได้ เมื่อรอดพ้นจากอันตรายยามค่ำคืนแล้วปลานกแก้วก็กิน โพลิป (Polyp) ที่เป็นตัวสร้างหินปูนปะการังได้เต็มที่ เมื่อมันเคี้ยวหินมันก็ต้องถ่ายออกมาเป็นทรายจำนวนมาก ในแต่ละปีแค่ปลานกแก้วเพียงตัวเดียวกสามารถผลิตทรายปะการังได้ถึง 1 ตัน

การให้มือเปรอะเปื้อนกองมูลที่ถ่ายออกมาจากปลานกแก้วนั้น เป็นฝันของเด็กๆ ที่เล่นก่อทราย และไม่ใช่เพียงเด็กเท่านั้นที่เล่นมัน นักออกแบบหลายต่อหลายคนได้ปั้นปราสาททรายที่สุดยอด งานปั้นที่น่าเหลือเชื่อนี้อยู่ในเบลเยี่ยม ในงานปฏิมากรรมทรายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หลายร้อยชั่วโมงที่ต้องฉีดน้ำอัดทรายจนแน่นเพื่อให้สามารถแกะ เซาะทรายเป็นรูปร่างอันน่าตื่นตาได้ ปลานกแก้วไม่ได้ใช้ความพยายามขนาดนั้นในการสร้างที่อยู่ชั่วคราว แต่ความยากในการทำถุงเมือกขนาดใหญ่ของปลานกแก้วนี้ไม่ได้ยากมากนัก เราจึงจัดให้มันอยู่แค่อันดับที่สิบในการจัดอันดับการออกแบบบ้านของสัตว์ในครั้งนี้

อันดับที่ 9 ปูนักตกแต่ง (Decorator Crab)



ที่มาภาพ wikipedia

สัตว์ในอันดับนี้ทำให้การสร้างบ้านเป็นที่ๆ สุดยอด มันดึงดูดความน่าสนใจโดยมันไม่หยุดการตกแต่งบ้านของมันเลย เพิ่มชิ้นนี้ที่นั่น เปลี่ยนชิ้นนี้ที่โน่น ไม่ต้องสงสัยเลยที่มันถูกเรียกว่าปูนักตกแต่ง มันมีเครื่องมือพร้อมสรร มีมือที่เป็นคีมไว้ตัดเศษพืช แล้วมัดไว้กับขนเล็กๆที่ขาและหลังของมัน เศษพืชหรือสาหร่ายทะเล เสียบติดกับตัวเหมือนเป็นเส้นผมของร่างกายมัน สิ่งที่ทำให้ปูนี้เป็นสุดยอดก็คือ ไม่ว่ามันจะเดินไปไหนมันก็จะตกแต่งตัวมันไปพร้อมๆ กัน ปูชนิดอื่นต่างพยายามหลีกเลี่ยงตัวเองจากสัตว์นักล่า แต่เจ้าปูนักตกแต่งนี้กลับใช้ชีวิตอยู่ในที่โล่ง เจ้าแห่งการพรางตัวนี้ทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมใหม่อย่างรวดเร็ว ตามแต่ว่ามันจะหาเศษสิ่งต่างๆที่ได้จากบริเวณที่มันเดินผ่านไปนั้นมีอะไร

ผู้หญิงคนหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนเศษสิ่งต่างๆ ให้เป็นบ้านได้อย่างน่าเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน นี่คือคุณยายพริสบรี้ (Prisbrey) แห่งซิมิวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย (Simi valley california) ในปี 1956 คุณยายได้เก็บรวลรวมดินสอไว้มากกว่า 17,000 แท่ง และเมื่ออายุได้ 61 ปี เธอได้ตัดสินใจที่จะสร้างบ้านเพื่อเก็บดินสอเหล่านี้ไว้ทั้งหมด สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือหาวัสดุที่จะใช้ทำบ้านเช่นเดียวกับปูนักตกแต่ง เริ่มเก็บรวบรวมสิ่งต่างๆที่วางทิ้งไว้ทั่วไป วัสดุที่คุณยายชอบที่สุดก็คือขวด และหลังจากใช้เวลา 25 ปีในการเก็บสะสม คุณยายพริสบรี้ก็ได้ออกแบบมันขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่ใช่บ้านแต่มันเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านขวดของคุณยายพริสบรี้ประกอบไปด้วยบ้าน 13 หลังและปฎิมากรรม 22 ชิ้น ทั้งบ่อน้ำ ที่ตั้งบูชาและทางเดิน มีรวมทั้งหมดรวมกันแล้วมากกว่า 1,000,000 ขวด ในผลงานของเธอ ใจกลางความหลากหลายนี้เริ่มต้นจากตัวบ้านที่เธอสร้างขึ้นมาไว้ใช้เก็บชุดดินสอสะสมทั้งหลาย คุณยายพริสบรี้เสียชีวิตในปี 1988 และผลงานสุดพิเศษของเธอยังคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

การออกแบบของปูนักตกแต่งยังเป็นแบบชั่วคราวอยู่มาก มันอยู่แค่อันดับที่ 9 ในการจัดอันดับ เพราะเวลาที่มันหิวเมื่อไหร่มันก็เอาชิ้นส่วนที่อยู่บนหลังของมันเอามากินเมื่อนั้น

อันดับที่ 8 ด้วงจอมฝัง (Burying Beetles)


ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Nicrophorus_orbicollis

การจัดอันดับของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดยังคงเกี่ยวกับบ้านซึ่งดีพอที่จะกินได้เลย คล้ายกับบ้านของนางแม่มดที่ลวงให้เฮนเซลและเกรเทลเข้ามาติดกับดัก ลูกกวาดและเค้กอาจเป็นวัสดุสร้างบ้านที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กที่หลงทางในป่าลึก แต่มันไม่มีอะไรน่ากินเลยในบ้านของสัตว์อันดับที่ 8 นี้ มันเดินทอดน่องอย่างมีความสุขในป่ามืดๆและป่าช้ารกร้าง สัตว์ที่คลานเข้ามาในอันดับที่ 8 มันก็คือตัวด้วงจอมฝัง มันกำลังหาบ้านที่ทำให้เฮนเซลและเกรเทลคลื่นไส้ ซากหนูตายนั้นเป็นที่อยู่สุดเริ่ด ยิ่งถ้ามีเห็บหรือไข่แมลงวันอยู่ด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เมื่อด้วงคู่หนึ่งมาเจอเข้า มันจะออกแบบสถานที่เลี้ยงเด็ก ขั้นตอนแรกก็คือใช้น้ำลายและอุจจาระของมันทาซากศพจนทั่วเพื่อให้มันเน่าช้าลง จากนั้นก็เคลื่อนย้ายซากหนูตายที่หนักกว่าตัวของมันภึง 200 เท่า เมื่อแบกขึ้นใส่หลังมันสามารถทำให้ซากศพสมดุลและเลื่อนไปเรื่อยๆ ราวกับอยู่บนสายพานขนของ หนึ่งชั่วโมงต่อมาซากศพก็อยู่ในหลุมเรียบร้อย ซากหนูตายจะอยู่เป็นอาหารให้ลูกๆ ของพวกมันไปอีกนานแสนนาน

อันดับที่ 7 แมงมุม



การจัดอันดับสุดยอดนักออกแบบบ้านในอันดับที่ 7 เป็นสัตว์ที่ทำให้มนุษย์ต้องอิจฉา เราคิดว่าเราฉลาดที่สามารถทำเหล็กเส้นขนาดเท่าเส้นสปาเก็ตตี้ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าครึ่งตันได้ เมื่อนำเหล็กเส้นมามัดรวมกันเป็นเส้นใหญ่ๆ คุณคงคิดว่ามันเป็นแบบการก่อสร้างที่ต้านทานภัยธรรมชาติได้ทุกอย่าง ย้อนไปปี 1940 วิศวกรคิดอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาสองปี สร้างสะพานแขวนที่ข้ามช่องแคบทาโคมาในรัฐวอชิงตัน เขาคิดว่าเขาสร้างสิ่งที่ เบา อ่อนช้อยและยืดหยุ่นที่สุด มันยืดหยุ่นได้จริงๆ วิศวกรออกแบบสะพานที่ทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบินในลมสูงๆ หลังจากเปิดใช้ได้เพียงสี่เดือนสะพานก็พัง และถึงแม้ในปัจจุบันเราก็มีสิ่งก่อสร้างที่สู้สิ่งที่สัตว์ในอันดับที่ 7 นี้สร้างไม่ได้ แมงมุมชักใยข้ามช่องว่างในอากาศที่มีสัตว์ผ่านพลุกพล่าน มันจึงดักอาหารจากท้องฟ้าได้ ลองนึกดูว่าสิ่งปลูกสร้างของเราจะเป็นอย่างไรถ้าใช้วัสดุที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวของเราได้ถึง 4,000 เท่า และยึดยิดด้วยกาวเท่านั้น ใยแมงมุมเป็นอย่างนั้นนั่นแหละและมันเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่อัศจรรย์จริงๆ

ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณพ่นเส้นใยแมงมุมออกมาได้ เมื่อเทียบน้ำหนักแล้วใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือใยแมงมุมยืดหยุ่นกว่าไนล่อนถึงสองเท่า ใบแมงมุมสามารถมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 6 ฟุต บางใยก็อยู่บนต้นไม้สูง 30 ฟุตและแข็งแรงพอที่จะจับนกเล็กๆ ได้ ใยแมงมุมบางชนิดสามารถใช้จับปลาได้ด้วย ในนิวกินีนักสำรวจชาวยุโรปยุคแรกๆ พบว่าคนท้องถิ่นรู้ถึงความแข็งแรงอย่างเหลือเชื่อของใยแมงมุม พวกเขาให้แมงมุมมาชักใยในกรอบโค้งๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ แค่ไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็ได้ตาข่ายจับปลาที่แข็งแรงมากๆ มันสามารถดักปลาที่หนัก 1 ปอนด์ในลำธารขึ้นมาบนฝั่งได้



และมีแมงมุมที่สร้างใยในน้ำแต่ไม่ได้ไว้ใช้สำหรับดักปลา มันคือแมงมุมประดาน้ำ มันใช้อากาศหายใจเหมือนกับพันธุ์อื่นๆ และมันอยู่ใต้น้ำ มันชักใยที่ป้องกันไม่ให้ฟองอากาศลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ มันใช้อากาศในใยนี้หายใจ แล้วออกไปจับปลาหรือลูกอ๊อดต่างๆ แล้วมันก็ขึ้นไปบนผิวน้ำแล้วใช้ก้นที่มีขนของมันเก็บเอาฟองกาศลงมาเพื่อเติมอากาศที่เก็บไว้ในใยแมงมุมใต้น้ำสำหรับดำน้ำต่อไป

อันดับที่ 6 นกนางแอ่น



ในเอเชียอาคเนย์ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยที่สุดนั้นหาได้ในถ้ำ มันอุ่น แห้ง และไกลจากปากของนักล่าที่หิวโหย มีปัญหาอย่างเดียวก็คือบนผนังหินเรียบๆ นี้ ไม่มีอะไรให้แขวนนอกจากคุณจะเป็นนกนางแอ่น มันพบวิธีสร้างบ้านบนเพดานถ้ำโดยใช้น้ำลาย น้ำลายของมันเหนียวและเหมือนกับกาวที่ติดกับผนังหินได้



พวกมันใช้จงอยปากทอน้ำลายเหนียวๆ ให้เป็นเบ้าแข็งๆ ถึงพ่อและแม่จะช่วยกันถุยน้ำลายตลอดเวลาก็ยังต้องใช้เวลาเกินหนึ่งเดือนถึงจะเสร็จ มนุษย์บางคนก็สร้างบ้านจากของเหลวเหมือนกัน บ้านที่ว่านี้มันไม่เหนียวแต่มันแข็ง กระท่อมน้ำแข็งที่สร้างจากหิมะแข็งๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในขั้วโลกมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นกระท่อมน้ำแข็งแบบสุดยอด จองห้องในโรงแรมน้ำแข็งดูเลย ทุกปีตรงแม่น้ำโทนาในสวีเดนมีโรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็ง 10,000 ตัน และหิมะมากกว่า 30,000 ตัน น้ำแข็งจากแม่น้ำถูกแกะสลักเป็นทุกอย่างตั้งแต่หน้าต่างไปจนถึงบาร์ โรงแรมนี้รับแขกได้ 100 คนและพวกแขกก็ดีใจที่เตียงไม่ได้ทำจากน้ำลายแช่แข็ง แต่บางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงทุนเดินทางแสนไกลไปหารังเหนียวๆ ของนกนางแอ่น แม้ว่าจะต้องทรงตัวอยู่ในไม้ไผ่บอบบาง อยู่สูงจากพื้นถ้ำ 500 ฟุตก็ตาม การเก็บรังนกเป็นธุรกิจที่ให้กำไรงาม เพราะมันเป็นวัตถุดิบอาหารอย่างหนึ่งที่คนชอบในรสชาติและเชื่อว่ามันช่วยบำรุงสุขภาพ

อันดับที่ 5 ตัวต่อ



นักออกแบบบ้านในอันดับนี้อาศัยอยู่ในป้อมปราการ และการป้องกันตัวของมันก็คือการโจมตี ป้อมปราการของมันเริ่มต้นจากโครงสร้างกระดาษที่เหมือนกับรวงผึ้ง มันเลี้ยงตัวต่องานรุ่นแรกๆในรูเล็กๆนี้ ซึ่งต่อมาจะเติบโตและช่วยสร้างป้อมปราการใต้ดินต่อไป ตัวต่อเหล่านี้เคี้ยวเส้นใยไม้และใช้น้ำลายยึดติดมันเข้าไว้ด้วยกัน มันสร้างรังที่เหมือนกับกระดาษแปะกาว อาณานิคมของมันจะขยายลงไปข้างล่าง โดยสร้างรวงต่อลงไปเรื่อยๆ เริ่มต้นจากแค่รังเล็กๆ รังส่วนใหญ่จะโตเท่ากับลูกฟุตบอลและมีช่องใส่ตัวอ่อนมากกว่า 10,000 ช่องด้วยกัน ปกติแล้วรังจะร้างในหน้าหนาว แต่ในที่ๆ อากาศอบอุ่นมันจะสร้างรังต่อไปอีกหลายฤดูกาล รังของมันเป็นการออกแบบที่ประณีตอย่างเหลือเชื่อ และใช้วัสดุที่ธรรมดา หลายล้านปีก่อนที่เราจะพบวิธีทำกระดาษ ตัวต่อค้นพบและใช้มัน ตัวต่อบางตัวผสมทรายเข้าไปด้วยเพื่อให้มันแข็งแรงและแข็งขึ้น

อันดับที่ 4 นกกระจาบ



ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ฟางสร้างบ้านกันแล้ว เพราะคนคิดว่ามันกันสภาพอากาศหรือหมาป่าไม่ได้ ในเรื่องหมูสามตัว เจ้าหมูพวกนั้นน่าจะมาคุยกับเจ้านกเล็กๆ ชนิดนี้ เรื่องการสร้างบ้านด้วยฟางนั้นไม่มีใครเก่งกว่านกกระจาบอีกแล้ว ตัวผู้เป็นผู้สร้างหลักโดยไปเก็บใบไม้ที่เป็นเส้นๆ พวกหญ้า เถาวัลย์ต่างๆ มา จากนั้นก็เอามาผูกกับกิ่งไม้โดยใช้แค่จะงอยปากและเท้า ถ้าทำครั้งแรกไม่สำเร็จมันก็จะพยายามไปเรื่อยๆ นกแต่ละตัวใช้หญ้ามากกว่า 1,000 เส้นและใช้เวลาสร้างถึง 1 สัปดาห์จะเสร็จ เสร็จแล้วก็พยายามเรียกตัวเมียมาเข้ารังรัก ตัวเมียจะเลือกนกตัวผู้ในฝันจากคุณภาพของรัง ถ้ามันไม่รีบนำตัวเมียมาครอบครองให้ได้ รังจะแห้งเป็นสีน้ำตาลและเมื่อนั้นก็จบกัน มันต้องเลาะรังออกและเริ่มสร้างใหม่อีกครั้ง มันได้เป็นอันดับที่สี่ เพราะรังของมันเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งมาก มันยืดหยุ่นอีกทั้งยังแข็งแรงแต่ไม่ใช่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวที่เพศหญิงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อสร้างที่น่าทึ่ง

ย้อนกลับไปปี 1612 ชายาทัชมาฮาล อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิชาจาฮาลที่ปกครองดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์จากการประสูติบุตรองค์ที่ 14 จักรพรรดิก็ทรงเสียพระทัยมาก พระองค์ดำหริที่จะสร้างสิ่งที่ระลึกถึงนางตลอดไป จึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างสุสานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับชายาผู้เป็นที่รัก อนุสรณ์ของความรักชั่วนิจนิรันดร์ ทั้งช่างก่อหิน ช่างเจียระไนเพชรพลอย ช่างปูหินอ่อนกว่า 20,000 คนสร้างมันอย่างเหนื่อยยาก นานถึง 22 ปี ตำนานเล่าว่าช่างฝีมือที่สร้างโดมและช่างทำยอดแหลมของตึก 4 คนถูกตัดมือหลังจากสร้างเสร็จ เพราะพวกเขาจะได้สร้างอะไรที่สวยเท่าอาคารหลังนี้ไม่ได้อีก ความฝันของจักรพรรดิเป็นจริง เพราะปัจจุบันไม่มีสุสานไหนเทียบเท่ากับทัชมาฮาลนี้ได้เลย

อันดับที่ 3 แพรี่ด็อก (Prairie dog)



ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org

มันอาศัยอยู่ในเมืองที่แผ่ขยายไปทั่วทุ่งหญ้าในอเมริกา ว่ากันว่าเมืองหนึ่งมีผู้อยู่อาศัยถึง 400 ล้านตัวและกระจายไปทั่วพื้นที่ๆใหญ่กว่าลอสแอนเจลิสถึง 20 เท่า และเมืองที่ว่านี้อยู่ใต้ดิน มันคือตัวแพรี่ด็อก เจ้าสัตว์ตระกูลหนูตัวอ้วนนี้สร้างบ้านในบริเวณทุ่งหญ้า แต่อยู่ต่ำลงไปจากผิวหน้าดิน 10 ฟุต สัญลักษณ์เดียวที่บ่งบอกว่ามันทำรังอยู่คือจะมีเนินดินตรงทางเข้าโพรง แพรี่ด็อกพยายามอย่างมากในการรักษาเนินดินนี้ไว้ ไม่ใช่แค่ไว้สำหรับเป็นที่ระวังภัยแต่ในทุ่งหญ้าเรียบๆนี้ น้ำท่วมอาจเป็นปัญหาสำคัญถ้าไม่สร้างกำแพงดินป้องกันไว้ตรงปากทางเข้า และเพื่อป้องกันสัตว์นักล่าผู้หิวโหยด้วย แพรี่ด็อกจึงขุดอุโมงค์หนีเอาไว้หลายทางเสมอ การสร้างอุโมงค์นั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว ตัวผู้หนึ่งตัวสามารถมีตัวเมียได้ถึง 4 ตัว มันจะช่วยกันขุดโพรงและเก็บหญ้าไปปูรังข้างล่าง

การขุดอุโมงค์ของเจ้านักขุดนี้สุดยอดจริงๆ เมื่อเข้าไปในโพรงของแพรี่ด็อก คุณจะเจอเข้ากับอุโมงค์ซับซ้อนวกวนที่ยาวถึง 15 ฟุต พวกมันสร้างที่เลี้ยงเด็ก ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องน้ำและทางออกฉุกเฉิน และส่วนที่น่าประทับใจที่สุดของโครงสร้างอุโมงค์ก็คือระบบปรับอากาศที่เจ้าแพรี่ด็อกคิดขึ้นมาเอง เนินดินตรงปากโพรงของแพรี่ด็อกจะมีความสูงที่แตกต่างกัน เพราะที่สูงๆ จะมีลมแรงกว่าและที่ปากทางเข้าบนเนินดินความกดอากาศจะลดลง จึงเป็นการดูดอากาศออกจากอุโมงค์ ขณะเดียวกันเนินดินที่ต่ำกว่ามีความกดอากาศที่สูงกว่าจึงดันอากาศเข้าโพรงได้ตลอดเวลา

มันเป็นระบบที่เอามาใช้ได้ในทะเลทรายร้อนระอุในออสเตรเลีย เพราะที่นี่คนหายไปอยู่ข้างล่างเหมือนเมืองของแพรี่ด็อก ขอต้อนรับสู่คูเบอร์พีดี้ (Coober Pedy) ที่มีประชากรประมาณ 3,500 คนและประมาณ 70% ของเมืองนี้อยู่ใต้ดิน เพราะบนผิวหน้าทะเลทรายเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักเพื่อสู้กับอุณหภูมิที่ขึ้นสูงมากกว่า 120 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ที่ใต้ดินบ้านจะมีอุณหภูมิ 70 องศาฟาเรนไฮต์ทั้งปี บ้านใต้ดินบางหลังเป็นคฤหาสถ์ที่มีสระว่ายน้ำด้วย น่าแปลกที่ราคาถูกกว่าบ้านธรรมดาถึง 30% เพราะเครื่องขุดเจาะขนาดใหญ่สามารถขุดบ้านขนาดสี่ห้องนอนได้ภายในเวลาแค่วันเดียว แต่ข้อดีที่สุดในการออกแบบบ้านในส่วนนี้ของทะเลทรายก็คือบางครั้งก็ได้ค่าบ้านตอนขุด คูเบอร์พีดีเป็นแหล่งพลอยโอปอล์แหล่งใหญ่ของโลก บ้านหลายต่อหลายหลังเมื่อก่อนเป็นเหมืองพลอยโอปอล์และบ่อยครั้งด้วยที่คนเจออัญมณีนี้ในตอนก่อสร้างมากพอที่จะจ่ายค่าบ้านทั้งหลังได้เลย

อันดับที่ 2 บีเวอร์ (Beaver)



เจ้าตัวนี้เป็นวิศวกรระบบนิเวศน์ที่มีอิทธิพลที่สุดในอเมริกาเหนือ ไม่มีสัตว์ตัวไหนที่ส่งผลต่อภูมิประเทศได้เท่ากับเลื่อยยนต์มีขนในธรรมชาติ ไม่มีต้นไม้ต้นไหนปลอดภัยจากฟันสิ่วของบีเวอร์ได้ และแค่เพียงเสียงน้ำไหลก็ทำให้เจ้าตัวบีเวอร์เคลื่อนที่ทำนบอย่างรวดเร็ว บีเวอร์สร้างบ้านโดยใช้แค่ฟัน หาง และเท้า



ทำนบของมันสามารถกลายเป็นหุบเขาได้ โดยสร้างทะเลสาบส่วนตัวเป็นป้อมปราการเพื่อให้มันปลอดภัยจากสัตว์นักล่าในป่าทั้งหลาย ในช่วงเวลา 1 ปี บีเวอร์คู่หนึ่งอาจจะตัดต้นไม้ลงมามากถึง 400 ต้นได้ และทำให้น้ำท่วมได้หลายเอเคอร์เลยทีเดียว ทำนบที่ใหญ่ที่สุดของบีเวอร์ยาวกว่า 2,000 ฟุต ยาวพอๆกับสะพานบรู้คลินได้เลย ฝรั่งถึงชอบพูดกันว่า ยุ่งเหมือนกับตัวบีเวอร์



คงมีมนุษย์นักออกแบบไม่กี่คนที่เลือกสร้างบ้านในหนองน้ำ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่สร้างปราสาทในนั้น ปี 1972 ปฏิมากรฮาร์เวิร์ด โซโลมอนหาที่เงียบๆ เพื่อทำงาน เขาไปเจอที่ในหนองน้ำใจกลางฟลอริด้า แต่พอเขารู้ว่าที่ดินที่เขาซื้อไม่พอที่จะสร้างปราสาทในแนวราบเลยสร้างมันในแนวดิ่งแทนซะเลย ตอนนี้ปราสาทของโซโลมอนสูงสามชั้นและผิวภายนอกของปราสาทก็ปกคลุมด้วยแผ่นพิมพ์อลูมิเนียม ที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทิ้งแล้ว ปราสาทนี้ถูกใช้เป็นห้องแสดงปฏิมากรรมของโซโลมอนจำนวนหลายร้อยชิ้น

อันดับที่ 1 ปลวก (Termites)



ตึกระฟ้าบนที่ราบในแอฟริกาเป็นของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดจริงๆ แมลงเล็กๆ เหล่านี้สร้างบ้านโดยใช้แค่ปากผสมน้ำลาย ดิน และอุจจาระเข้าด้วยกัน มันอาจจะดูสกปรกแต่ส่วนผสมนี้คล้ายคอนกรีตและสามารถปั้นเป็นรูปแบบประหลาดๆ ต่างๆ ทั้งระบบปรับอากาศ บ่อน้ำ ทางเดินที่มีผนังปิด บันได และสวนใต้ดิน อย่างเดียวที่มันไม่สร้างก็คือหน้าต่าง เพราะนักออกแบบบ้านที่สุดยอดเหล่านี้ตาบอดสนิท จอมปลวกสามารถสูงได้มากกว่ายีราฟ น้ำหนักกว่า 60 ตันและมีแมลงอยู่มากกว่า 5 ล้านตัว บ้านสุดยอดนี้บางหลังอยู่ได้นานกว่า 100 ปี แต่สิ่งปลูกสร้างอย่างนึงของมนุษย์อยู่ได้นานกว่านั้นมาก ประมาณ 5,000 ปีก่อนบนที่ราบซาลบี้ในอังกฤษมีคนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา อนุสาวรีย์โบราณที่สร้างจากแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดลใจให้มนุษย์ในสมัยยุคหินใหม่ จัดวางแผ่นหินแกรนิตขนาด 25 ตันรอบๆ ทุ่งโล่ง แต่เรารู้ว่าอนุสาวรีย์เหล่านี้จัดวางไว้รอบแกนตรงกลางอย่างมีสัดส่วนรับกัน ช่องของมันชี้ตรงไปยังจุดตรงขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นครั้งแรกในวันที่ 21 มิถุนายนเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด และวันนี้ของทุกๆปีดวงอาทิตย์จะขึ้นเหนือยอดหินและตรงกลางของช่องพอดี มันเป็นการออกแบบที่สุดยอดมากสำหรับคนที่ใช้เทคโนโลยีในสมัยที่ยุคหิน

แต่สัตว์ที่มีสมองเท่ากับหัวเข็มหมุดก็ทำแบบเดียวกันนี้ได้มาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว มันเป็นจอมปลวกแม่เหล็กและจอมปลวกเหล่านี้หันหน้าเข้าหาทิศเหนืออย่างแม่นยำ เพิ่งมีการต้นพบมาไม่นานนี้ว่าปลวกสามารถรับรู้สนามแม่เหล็กของโลกได้ มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกมันไม่ต้องตายด้วยความร้อนที่สุดยอดในทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ดวงอาทิตย์เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปลวกแม่เหล็กต้องสร้างจอมปลวกที่แปลกแบบนี้ จอมปลวกของมันกว้างมากและก็บางมากๆ ด้วย ปลวกต้องคอยอพยพอยู่ในรัง เพราะอุณหภูมิของด้านที่อยู่ในเงากับด้านที่โดนแดดนั้นแตกต่างกันถึง 40 องศาเลยทีเดียว และในตอนเที่ยงมีเพียงขอบบนบางๆ เท่านั้นที่โดนแดด ความร้อนที่รังของมันดูดซับเข้ามาจึงน้อย

ขณะที่การจัดวางทิศทางอย่างถูกต้องเป็นเรื่องของความอยู่รอดของปลวกแม่เหล็ก บางคนเชื่อกันว่าทิศทางการหันหน้าของบ้านมนุษย์มีอิทธิพลต่อสุขภาพ ความร่ำรวยและความสุขได้ ก็เพราะแบบนี้ถึงต้องเสียเงินเรียกผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบอย่างหนึ่งที่นิยมทั่วอเมริกา แองจี้ มาวอ เป็นเจ้าแม่ฮวงจุ้ยแห่งลอสแอนเจลิส ฮวงจุ้ยในภาษาจีนแปลว่าลมและน้ำ มาจากความคิดที่ว่าภูมิประเทศ อาคารหรือแม้แต่เมืองทั้งเมืองนั้นมีพื้นที่ของพลังหรือฉีซ่อนอยู่ พลังนี้สามารถถ่ายเทได้โดยรูปร่าง สี ขนาดของอาคาร อาคารที่ฉีไหลผ่านเข้าไปได้จะนำความรุ่งเรืองและความสำเร็จมาให้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องดูให้แน่ใจว่าบ้านของลูกค้ามีสภาพแวดล้อม การจัดวางหรือออกแบบอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะแบบนี้นี่เองถึงต้องจัดวางสิ่งของในบ้านของลูกค้าให้สัมพันธ์กับทิศทางของเข็มทิศพิเศษเช่นเดียวกับเจ้าปลวกแม่เหล็ก เพราะทิศทางเหล่านี้ควบคุมลักษณะต่างๆ ของชีวิต เธอจัดวาง สี ตุ๊กตารูปสัตว์ ตัวเลข และวัตถุต่างๆที่ตอบรับพลังในพื้นที่ๆ ลูกค้าอยากให้เพิ่มพลัง โดยการวางสิ่งของให้ถูกที่ แองจี้เชื่อว่าชีวิตคุณก็จะมีความสุขและดีขึ้น

ฮวงจุ้ยธรรมชาติทำให้ปลวกแม่เหล็กสุขภาพดี จึงไม่มีสัตว์ตัวไหนเทียบกับสัตว์นักออกแบบตาบอดพวกนี้ได้เลย พวกมันสร้างจอมปลวกที่มีระบบปรับอากาศและการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมโดยใช้แค่ดินและอุจจาระ และเพราะเหตุนี้เมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรมของสัตว์ ปลวกจึงเป็นสัตว์ที่สุดยอดที่สุด

ที่มา รายการ the most extreme animal planet

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 22:31 น. วันที่ 14 ก.ย.56 »
10 อันดับสัตว์สุดยอดคุณพ่อ

ถ้าคุณคิดว่าพ่อรู้ดีที่สุด โปรดรู้ไว้ด้วยว่าเขาเทียบไม่ได้กับคุณพ่อในโลกธรรมชาติหรอก เรากำลังนับถอยหลัง 10 สุดยอดคุณพ่อในหมู่สรรพสัตว์ และเปรียบพวกมันกับความพยายามของมนุษย์

อันดับ 10 สิงโต



หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเจ้าสิงโตตัวผู้ที่เรามักจะได้ยินว่ามันให้สิงโตตัวเมียหาอาหารให้ถึงเป็นสุดยอดคุณพ่อได้ มันเป็นคุณพ่อที่สุดยอดจริงๆ ฉุนเฉียวที่สุดและเกียจคร้านที่สุด มันสามารถจะงีบหลับอย่างมีความสุขร่วม 20 ชั่วโมงต่อวัน แต่แม้ว่าจะเป็นพ่อที่ดุร้ายที่สุดก็ไม่ได้รับความเคารพจากลูก ลูกๆของมันมักจะเข้ามาแหย่ตอนที่มันหลับเป็นประจำ สิงโตตัวผู้ตัวหนึ่งสามารถมีลูกที่อยากรู้อยากเห็นได้มากถึง 20 ตัว เพราะมีตัวเมียหลายตัวในหนึ่งฝูง การเลี้ยงลูกนั้นเป็นเรื่องของตัวเมีย เพราะเจ้าพ่อตัวนี้คือนักสู้ เมื่อมีสิงโตหนุ่มตัวอื่นที่อยากแย่งชิงตัวเมีย ในฐานะพ่อของฝูงจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าพ่อตัวนี้ที่จะหยุดสิงโตหนุ่มเหล่านั้น เพราะว่าถ้ามันพลาดเจ้าตัวผู้หน้าใหม่พวกนี้จะฆ่าลูกของมันทั้งหมด สิงโตเป็นอันดับสิบในการนับถอยหลังเพราะว่าถึงเวลาที่ต้องดูแลครอบครัว อย่ามีปากเสียงกับจ้าวแห่งพงไพรเด็ดขาด

อันดับ 9 แอนทีไคนัส (Antechinus)



ผู้แข่งขันรายต่อไปของเราอาศัยอยู่ในออสเตรเลียและเป็นคาสโนว่าของการนับถอยหลัง มันเป็นหนูที่มีกระเป๋าหน้าท้องที่เรียกว่า แอนทีไคนัส เมื่ออายุ 11 เดือนก็จะถึงวัยเจริญพันธุ์และเหลือเวลาใช้ชีวิตแค่สามสัปดาห์ เมื่อมันพบตัวเมียมันจะเกิดอาการคันที่ต้องเกาจริงๆ แอนทีไคนัสอยู่ในอันดับที่ 9 เพราะมันง่วนกับการสร้างลูกจนลืมทุกอย่างไปเลย ทั้งกินและนอน มันจะยืนหยัดทำหน้าที่ทำลูกถึง 12 ชั่วโมง ถ้าไม่ถูกขัดจังหวะโดยคู่แข่งที่รุนแรงพอๆ กัน ซึ่งเพ้อฝันถึงการเป็นพ่อ มันถูกผลักดันเข้าสู่ความบ้าคลั่งทางเซ็กซ์โดยสเตอรอยด์ตามธรรมชาติที่อยู่ในกระแสเลือด ต่อสู้เพื่อแย่งตัวเมียและถ้ามันแพ้มันจะจากไปหาตัวเมียที่มีศักยภาพตัวใหม่ คู่แข่งที่เป็นมนุษย์ของแอนทีไคนัส มีเพียงคนเดียว พ่อที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์

ตามสมุดบันทึกมนุษย์แอนทีไคนัสอาศัยอยู่ในโมร็อกโค ในศตวรรษที่ 16 พระองค์คือจักรพรรดิอิสเมลผู้กระหายเลือด เขามีชายา 4 องค์และมีฮาเร็มที่มีนางสนมอีก 500 คน กล่าวกันว่าพระองค์จะทำสถิติเป็นพ่อของลูก 888 คน อิสเมลต้องเป็นพ่อที่ยุ่งมากจริงๆ เป็นความลำบากทางชีววิทยาอย่างมาก นั่นเป็นเพราะสถิติของภาวะเจริญพันธุ์ แสดงให้เห็นว่า 10% ของนางสนมมีแนวโน้มที่จะเป็นหมัน และผู้หญิงทั้งหมดมีช่วงเวลาที่เหลือสั้นๆ ที่จะมีลูกได้ตามรอบเดือนของพวกเธอ อย่าลืมว่ามีโอกาสที่จะตั้งครรถ์มีแค่ 15% และผู้ที่ตั้งครรภ์ได้จริงๆ มักจะแท้งลูกได้ นักวิจัยคนหนึ่งคำนวณว่าการเป็นพ่อของลูก 888 คน จักรพรรดิจะต้องมีอะไรกับผู้หญิง 4.8 คนทุกวันเป็นเวลา 4 ทศวรรษ แต่จักรพรรดิอิสเมลก็ไม่ต้องจบลงเหมือนแอนทีไคนัสตัวผู้ ที่ต้องตายเพราะพิษจากสเตอรอยด์ในเลือดของมัน

อันดับที่ 8 หมาป่าแจ็คเคิล (Jackal Wolf)



ในผืนแผ่นดินที่แห้งผากของอินเดียตอนเหนือ สุนัขแจ็คเคิลสีทองใช้ชีวิตในป่าอย่างซ่อนเร้นและลักลอบในภูมิประเทศที่แห้งผากโดยการกินเศษซากเป็นอาหารแจ็คเคิลจะกินทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นลูกเล็กๆที่บ้าน มันจำเป็นต้องกินทุกสองชั่วโมง มันเป็นงานหนักของผู้เป็นแม่ แต่โชคดีมันมีคู่หูที่พึ่งพาได้ ไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอื่นๆ เกือบทั้งหมด แจ็คเคิลจับคู่เพื่อชีวิต เมื่อแม่และพ่อออกล่าพร้อมๆ กัน อัตราความสำเร็จของมันมีมากกว่าสามเท่า มากกว่าที่พวกมันออกล่าตามลำพัง ตัวผู้จะคอยช่วยตัวเมียเสมอ นั่นคือสาเหตุที่แจ็คเคิลได้เป็นอันดับที่ 8 ในการนับถอยหลังสุดยอดคุณพ่อ ถ้าพ่อตายก็ไม่น่าเป็นไปได้ว่าพวกที่เหลือของครอบครัวจะรอดชีวิตโดยปราศจากการช่วยเหลือของพ่อ พ่อแจ็คเคิลมีวิธีที่น่ารังเกียจในการให้อาหารลูกๆ ของพวกมัน มันจะสำรอกอาหารที่กินเข้าไปให้ลูกๆ ของพวกมัน โชคดีของเจ้าลูกสุนัขแจ็คเคิลที่มีพ่อสุนัขแสนดีที่จะไม่มีวันจากบ้านไปไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม

อันดับ 7 แมงดายักษ์



เพื่อหาผู้เข้าแข่งขันรายต่อไปนี้คุณต้องดำลงไปในนาข้าวของญี่ปุ่น มันคือแมงดายักษ์ หนึ่งในคุณพ่อที่อุทิศตัวมากที่สุดในโลก เมื่อตัวเมียออกไข่บนต้นข้าวข้างบนน้ำ ตัวผู้จะคอยเฝ้าไข่ คอยพ่นน้ำไม่ให้ไข่แห้งจนไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ แถมยังมีแมงดายักษ์บางคู่ที่ตัวเมียออกไข่บนหลังของตัวผู้ การแบกลูกๆ ของมันนานนับเดือนคือกรรมกรที่เหนื่อยยากอย่างแท้จริง ถ้าเพียงมนุษย์ผู้พ่อทั้งหมดอุทิศตัวดูแลบ้านและเลี้ยงลูกที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นงานของผู้หญิง ทุกวันนี้สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไป มีพ่อที่อยู่บ้านมากขึ้น และมีการวิจัยว่าพ่อที่อยู่กับบ้านมีวี่แววจะตายไวกว่า พ่อที่อยู่กับบ้านมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจสูงกว่าพ่อที่ออกไปทำงานนอกบ้าน 82% นั่นอาจจะหมายถึงงานบ้านและงานเลี้ยงลูกที่ในอดีตเป็นงานของคุณแม่นั้นหนักหนากว่างานที่ทำนอกบ้านจริงๆ

อันดับที่ 6 เรีย (Rhea)



ผู้แข่งขันรายต่อไปของเราถูกซ่อนอยู่สูงในเทือกเขาแอนดีส (Andes) พบกับเรีย (Rhea) นกกระจอกเทศแห่งอเมริกาใต้ ตัวผู้จะมีตัวเมียในฮาเร็ม 5 ตัวที่ผลัดกันออกไข่ในรังของมัน หลังจากที่ออกไข่ตัวเมียก็จะหนีไป สำหรับตัวเมียพวกนี้พวกมันต้องการที่จะแค่เล่นสนุก นกเรียตัวผู้ถูกทิ้งให้ดูแลครอบครัวและมันรับผิดชอบกับงานของมันมากๆ มันจะใช้เวลาสองเดือนอยู่ในรัง มันกินอาหารน้อยลงและอยู่รอดได้จากอาหาร 1 ใน 4 ส่วนจากปกติ มันไม่สามารถทิ้งรังนานๆ ได้ เพราะมันต้องเฝ้าะวังไข่จากผู้รุกรานทุกประเภท และสำหรับพ่อผู้ฉายเดี่ยวตัวนี้ การนั่งเฝ้าตลอดทั้งวันเป็นแค่หน้าที่ส่วนแรกเท่านั้น อีกไม่นานมันจะมีลูกประมาณ 20 ตัวให้ดูแลไปอีกร่วมสองปี

อันดับที่ 5 ปลาสติ๊กเกิลแบ็ก (Stickleback Fish)



ในบึงแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นตอนเหนือ ปลาสติ๊กเกิลแบ็กจะทำรังเพื่อให้ตัวเมียมาวางไข่โดยใช้กาวที่ขับออกมาจากไตของมัน รังของมันอาจจะดูเล็กแต่มันก็สร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่ปลาตัวเมียวางไข่มันจะพุ่งเข้าไปแล้วปล่อยน้ำเชื้อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ มันจะล่อให้ตัวเมียมาวางไข่ที่รังของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปลาสติ๊กเกิลแบ็กสามารถทำให้ไข่ของตัวเมียสูงถึง 5 ตัวปฏิสนธิได้ แต่ตามทฤษฎีแล้วไม่มีอะไรเทียบได้กับพลังของมนุษย์เพศชาย ในช่วงชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งสามารถผลิตเซลล์สเปิร์มได้ถึง 2 ล้านล้านตัว และมีสเปิร์มเพียงแค่ตัวเดียวที่ปฏิสนธิ ในทางทฤษฎีทุกครั้งที่ผู้ชายมีอะไรกับผู้หญิง มันมากพอที่จะปฏิสนธิกับผู้หญิงทุกคนในยุโรปได้เลย หรืออัตราประชากรของโลกสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ในวันเดียวโดยใช้ผู้ชายแค่ 23 คน

การทำให้ไข่ปฏิสนธิเป็นเรื่องง่ายแต่การเลี้ยงดูพวกมันเป็นเรื่องยาก ปลาสติ๊กเกอร์แบล็กได้เป็นอันดับ 5 เพราะมันพยายามอย่างสุดยอดในการดูแลลูกๆ ของมัน มันโบกพัดไข่เพื่อให้ออกซิเจนกับตัวอ่อนที่กำลังเติบโตและเพื่อชะล้างของเสียใดๆก็ตามออกไป มันเหนื่อยมากและมันจะใช้เวลาสองในสามของวันพัดสูงถึง 400 ครั้ง

อันดับ 4 นกจาคาน่า (Jacana)



มันอาศัยอยู่ในที่ราบน้ำท่วมของบราซิลที่ซึ่งฝนตกอย่างหนัก นกจาคาน่า (Jacana) มันยังถูกเรียกว่าลิลลี่  ทร็อทเตอร์ (Lily Trotters) นกจาคาน่าตัวผู้คือสุดยอดของความขี้ขลาด มันดูแลรังที่เต็มไปด้วยไข่แต่คู่ของมันหายไป วันดีคืนดีมีตัวเมียตัวใหม่เข้ามาใกล้รังของมันและจิกกินไข่ที่เกือบจะฟักเป็นตัวเป็นอาหารโดยที่ตัวผู้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย และต่อมาตัวเมียตัวนี้ก็จะส่งสัญญาณว่ามันพร้อมที่จะผสมพันธุ์และเจ้าตัวผู้ที่ความจำเสื่อมผสมพันธุ์กับฆาตกรที่ฆ่าลูกของมัน ต่อมาตัวเมียตัวใหม่จะออกไข่ในรังของมัน แต่เนื่องจากตัวเมียมีคู่ขามากมาย ตัวผู้จะไม่รู้ว่าไข่นี้จะเป็นลูกของมันหรือลูกของตัวผู้ที่โดนโขกสับรายอื่นๆ

อันดับ 3 กบบูลฟร็อก (Bullfrog)



เมื่อถึงหน้าร้อนในแอฟริกาตอนใต้ฝนหมดไป ลูกอ๊อดที่เพิ่งเกิดมีอายุเพียงสองวัน สระน้ำที่พวกมันอาศัยกำลังแห้งเหือดอย่างรวดเร็ว โชคดีที่มันมีพ่อที่อุทิศตัวอย่างที่สุด พ่อของพวกมันคือแอฟริกัน บูลฟร็อก ตัวใหญ่ยักษ์ มันเป็นงานของพ่อกบที่ต้องปกป้องลูกๆ 6,000 ตัว มันช่วยขุดสระที่แห้งขอดเพื่อช่วยลูกของมันออกมา ขาที่ทรงพลังของมันจะช่วยขุดทางน้ำเชื่อมไปยังสระที่ใหญ่กว่า เพื่อช่วยครอบครัวของมันจากหายนะ

อันดับ 2 เพ็นกวิ้นจักรพรรดิ (Emperor Penguin)



ขอต้อนรับสู่ทวีปแอนตาร์กติก ที่ๆหนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในฤดูหนาวที่นี่นั้นหนาวเย็นจนกระทั่งทุกอย่างแข็งตัวรวมถึงมหาสมุทร ก้อนน้ำแข็งยักษ์ก้อนนี้เป็นที่ๆ โหดร้ายที่สุดที่จะมีชีวิตบนโลก แต่มันเป็นบ้านของสัตว์สุดยอดคุณพ่อในอันดับที่สอง ฝูงนกเพ็นกวิ้นจักรพรรดิเดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกเพื่อผสมพันธุ์ในฤดูหนาว พวกมันสามารถไถลไปได้กว่า 50 ไมล์สู่แหล่งผสมพันธุ์ที่หนาวจัดของพวกมัน ปกติที่นี่มีอุณหภูมิติดลบ 40 องศา และสิ่งที่ทำให้ที่นี่เลยร้ายยิ่งขึ้น มันเป็นเวลาอีก 4 เดือนกว่าดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเหนือเส้นขอบฟ้า เข้าสู่ความมืดมิดที่หนาวจัดนี้ตัวเมียออกไข่ 1 ฟอง สุดยอดคุณพ่อเพ็นกวิ้นจักรพรรดิจะช่วยตัวเมียกกไข่ มันสร้างสมดุลให้ไข่โดยกกไว้บนปลายเท้านาน 65 วัน ตัวเมียทั้งหมดจากไปนานแล้ว ตัวผู้ถูกทิ้งให้อยู่รวมกันในที่ๆ หนาวเย็นเลวร้ายที่สุดบนโลกใบนี้

ในที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์กลับมา ก็มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก มันมีปัญหา คุณจะป้อนอาหารลูกนกที่หิวโหยได้อย่างไรเมื่อตู้เย็นว่างเปล่าและคุณไม่ได้กินอะไรเลยมาสี่เดือน แต่พ่อเพ็นกวิ้นจักรพรรดิสามารถป้อนอาหารลูกด้วยสารพิเศษที่สร้างขึ้นมาจากในท้องที่ดูคล้ายกับนมเล็กน้อย และผ่านไปอีกสองเดือนตัวเมียกลับมาพร้อมกับปลาเต็มท้อง

อันดับ 1 ม้าน้ำ (Seahorse)



ในทะเลมีสุดยอดตัวผู้ที่เสียสละที่สุด มันก็คือม้าน้ำ ม้าน้ำตัวผู้โรแมนติกอย่างที่สุด เมื่อพวกมันอยู่ในอารมณ์แห่งรัก พวกมันจะเต้นรำเป็นเวลา 3 วัน การเต้นรำทำให้ดูพุงพลุ้ยใหญ่และนั่นทำให้ม้าน้ำตัวเมียสนใจอย่างแท้จริง เมื่อผสมพันธุ์กันตัวเมียจะออกไข่หลายร้อยฟองเข้าไปในตัวผู้ ม้าน้ำเป็นอันดับหนึ่งเพราะมันเป็นตัวผู้ที่ตั้งท้อง ท้องที่ใหญ่นั้นเป็นกระเป๋าฟักไข่อย่างแท้จริง ผนังช่องท้องของมันเป็นอาหารบำรุงไข่ที่เติบโตอยู่ภายใน และเป็นเวลาสี่สัปดาห์ที่ยาวนาน มันก็ให้กำเนิดลูกออกมา ลูกม้าน้ำมีพ่อที่พิเศษอย่างแท้จริง

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 22:32 น. วันที่ 14 ก.ย.56 »
อาหารญี่ปุ่น  101 เมนู อาหารญี่ปุ่นชนิดต่างๆ

1. มากิซูชิ (Maki-zushi)



มากิซูชิคือข้าวห่อสาหร่าย มีไส้หรือท็อปปิ้งหลากหลาย มีชื่อเรียกตามไส้หรือท็อปปิ้ง เช่น
- กัปปะมากิ (Kappa Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวาเรียกตามชื่อกัปปะด้วยความเชื่อที่ว่าตัวกัปปะปิศาจในความเชื่อโบราณของญี่ปุ่นนั้นชอบกินแตงกวา
- เท็กกะมากิ (Tekka Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่าหมักโชยุและมิริน(น้ำส้มหมักของญี่ปุ่น)หั่นเป็นชิ้น
- เนกิโทโร่มากิ (Negitoro Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นปลาทูน่าส่วนท้องสับกับต้นหอม
- ทูน่ามาโย (Tsunamayo) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นปลาทูน่ากับมายองเนส
- คัมเปียวมากิ (Kampyo Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นคัมเปียว (ฟักหรือน้ำเต้าหมักด้วยโชยุและน้ำตาล หั่นเป็นเส้นๆแล้วตากแห้ง)

2. โซบะ (Soba)



เส้นก๋วยเตี๋ยวบัควีทเรียวเล็กเสิร์ฟในน้ำซุปเย็นหรือร้อน ใส่เครื่องหลากหลาย เช่น กุ้งเทมปุระ นารุโตะ(ลูกชิ้นปลาหั่นสไลด์) ต้นหอมซอย ผักภูเขา

3. โซเมน (Somen)



หมี่เย็นเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเรียวเล็กทำจากข้าวสาลี เสิร์ฟเย็นทานกับซอสทสึยุรสอ่อน เป็นเมนูที่นิยมทานในหน้าร้อน

4. ทาโกะยากิ (Takoyaki)



ทาโกะยากิทำจากแป้งทอดในหลุมขนมครกวางตรงกลางด้วยชิ้นปลาหมึกยักษ์ก่อนปิดด้วยแป้งแล้วหมุนแป้งในหลุมให้เป็นก้อนกลมๆ ลักษณะแป้งด้านนอกจะเหลืองกรอบด้านในจะนุ่มๆหยุ่นๆ เวลาเสิร์ฟนิยมโรยหน้าด้วยซอสทาโกะยากิรสชาติหวานๆเค็มๆ มายองเนส สาหร่ายป่น ปลาคัตสึโอะตากแห้งสไลด์ ทาโกะยากิมีต้นกำเนิดมาจากโอซาก้า สามารถทำได้เองที่บ้าน ประชาชนนิยมทานเป็นอาหารว่างและในงานเทศกาล

5. ข้าวปั้น,โอนิกิริ (Onigiri)



ข้าวปั้นที่นิยมปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยม มีไส้หลากหลาย ที่นิยมก็เช่น ไส้ปลาทูน่า ไส้ปลาแซลมอน ไส้บ๊วยดอง (อุเมโบชิ,Umeboshi) แล้วห่อด้วยแผ่นสาหร่าย โอนิกิริมีขายทั่วไปตามคอนวีเนียนสโตร์หรือร้านสะดวกซื้อและราคาไม่แพง

6. โมจิ (Mochi)



โมจิเป็นก้อนแป้งข้าวเหนียว ย่างๆไฟทานกับสาหร่าย น้ำตาลหรือผงคินาโกะ(ผงซอสโชยุ) หรือนิยมใส่โมจิเป็นท็อปปิ้งอาหารต่างๆเช่น ราเม็งหรือพิซซ่า และเป็นส่วนประกอบหลักในขนมญี่ปุ่นหลายชนิดเช่นดังโกะ โอเซนไซ(โมจิกับถั่วแดงต้ม) ในเวันขึ้นปีใหม่นิยมทำโมจิแบบโบราณคือตำด้วยครกไม้เพื่อฉลองเทศกาล

7. อุด้ง (Udon)



อุด้งเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบเส้นกลมขนาดใหญ่ทำจากแป้งสาลี นิยมเสิร์ฟในน้ำซุปร้อนๆ มีเครื่องเคียงเป็นเทมปุระ เต้าหู้ทอดกรอบ อย่างไรก็ตามมีวิธีการกินและปรุงอุด้งหลากหลายแบบ มีทั้งกินในน้ำซุปแบบเย็น หรือลวกเส้นอุด้งร้อนๆแล้วตอกไข่ดิบลงไปราดโชยุ แล้วคลุกกินตอนไข่กึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาจจะทานกับวาซาบิก็ได้

8. ชาฮั่ง (Chahan)



ชาฮั่งเป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียกข้าวผัด ข้าวผัดที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นจะมีรสอ่อนกว่าข้าวผัดของจีน

9. โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)



ทำจากแป้งที่ผสมด้วยไข่ กะหล่ำปลีซอย ส่วนประกอบอื่นเช่น เนื้อสัตว์ เบคอน อาหารทะเลต่างๆ หรือชีส ตามที่ต้องการ คำว่าโอโคโนมิแปลว่าอะไรก็ได้ที่คุณชอบ ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วเทแผ่เป็นวงกลมบนกะทะเหล็กแบนร้อน กลับไปมาให้สุก เสร็จแล้วโรยหน้าคล้ายกันกับทาโกะยากิ คือซอสรสออกเค็มหวาน มายองเนส คัตสึโอะบูชิ(ปลาคัตสึโอะสไลด์ตากแห้ง) โอโนริ(สาหร่ายแห้งหั่นเป็นเส้นๆ) เบนิโชกะ(ขิงดอง) ตามใจชอบ

10.คาเรไรสึ, ข้าวหน้าแกงกะหรี่ (Kare Raisu)



แกงกะหรี่ถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยเมจิ และมีการปรับปรุงรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นคือมีรสอ่อน เผ็ดน้อย แกงกะหรี่นิยมใส่ผักเช่นแครอท มันฝรั่ง หัวหอม และบางครั้งเสิร์ฟคู่กับหมูชุบเกล็ดขนมปังทอดหรือกุ้งเทมปุระ

11. นิกิริซูชิ (Nigiri Sushi)



เป็นข้าวปั้นซูชิแบบทั่วไปคือข้าวปั้นเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางด้านบนด้วยเนื้อปลาหั่นสไลด์หรืออาหารทะเลต่างๆ เช่นปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาหมึกยักษ์ ไข่หวาน กุ้ง ปลาไหล

12. ยากิโตริ (Yakitori)



เป็นเมนูไก่เสียบไม้ปิ้ง ทานเป็นกับแกล้มเบียร์ โดยทั่วไปจะใช้ส่วนประกอบต่างๆของไก่ ในบางร้านอาจจะมีเนื้อหมูบ้าง ใช้ส่วนประกอบต่างของไก่เช่น เนื้อ หนัง ตับ ไส้ ปรุงรสด้วยเกลือหรือซอสโชยุตามแต่ละสูตรของร้าน

13. อิคูระ (Ikura)



อิคูระหรือไข่ปลาแซลมอนมีสีส้มสด แวววาว รูปร่างกลม ขนาดค่อนข้างใหญ่ถ้าเทียบกับไข่ปลาทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้วางเป็นหน้าซูชิหรือข้าวปั้น โดยแช่ซอสโชยุเพื่อปรุงรสชาติ ส่วนใหญ่ทานดิบ

14. ซาชิมิ (Sashimi)



ซาชิมิหมายถึงอาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ ต้องสดใหม่ คุณภาพสูง เพราะจะทานแบบดิบๆโดยแล่เป็นแผ่นบางๆ ให้เคี้ยวง่าย ในญี่ปุ่นการจัดเรียงซาชิมิในจานเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เชฟให้ความสำคัญ เพื่อให้ดูน่าทาน เพราะอาหารดิบๆถ้าไม่สวยหรือจัดวางไม่เรียบร้อยจะทานยากและดูน่าพะอืดพะอมมากกว่าน่ากิน

15. ยากินิคุ (Yakiniku)
ยากินิคุใช้เรียกอาหารปิ้งย่างหรือบาร์บีคิวตามสไตล์ญี่ปุ่น เวลากินหรือทานจะเป็นแบบนั่งล้อมโต๊ะอาหารที่มีเตาย่างตรงกลาง ร้านยากินิคุเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสังสรรค์กับเพื่อนๆและดื่มเบียร์ เพราะย่างไป กินไป คุยกันไปเพลินดี

16. โอกินาว่าโซบะ (Okinawa soba)
โอกินาว่าโซบะ จะใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแบบเส้นหนาทำจากแป้งสาลี น้ำซุปรสค่อนข้างเข้ม วางเนื้อหมูหรือหอยเชลล์ ลูกชิ้นปลาเป็นเครื่องเคียง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยกับขิงดองสีแดงสด

17. โอเด้ง (Oden)



เป็นเมนูหนึ่งที่ใช้ส่วนประกอบหลากหลายต้มอยู่ในน้ำซุปที่ปรุงรสอ่อนๆด้วยโชยุหรือมิโสะ(เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) ส่วนประกอบที่นิยมในโอเด้งได้แก่ หัวไชเท้า ไข่ต้ม ก้อนบุกคอนเนียคุ ลูกชิ้นปลา แครอท กะหล่ำปลีสอดไส้ เต้าหู้ จิคุวะ(ลูกชิ้นปลาแบบแท่งหลอดยาว) นิยมทานในหน้าหนาวและถือเป็นเมนูกับแกล้มในร้านเบียร์ ในร้านโอเด้งที่มีชื่อเสียงบางร้านในโตเกียวออกมายืนยันว่าไม่เคยเปลี่ยนน้ำซุปเก่าออกหมดเป็นเวลาถึง 60 ปี

18. เมนไทโกะ (Mentaiko)



เมนไทโกะเป็นไข่ปลาพอลล็อค(Pollock) ที่นำไปหมักด้วยโชยุ หรือพริก แล้วแต่สูตรของผู้ผลิต ทานเป็นไส้ข้าวปั้นหรือทานเดี่ยว มีรสชาติเข้มข้นเด่นเป็นเอกลักษณ์  ชาวญี่ปุ่นเองหลายคนก็ชอบและไม่ชอบในรสชาติของมัน เป็นที่นิยมทั่วไปถึงขนาดทำเป็นรสมันฝรั่งทอด

19. โอชะสุเกะ (Ochazuke)



เป็นเมนูที่ทานร้อนๆ โดยการรินน้ำชาในข้าว วางท็อปปิ้งด้วยของดองเค็มต่างๆเช่น ผักดอง สาหร่าย งา บ๊วยดอง อาหารทะเลดอง ตามใจชอบ อาจเสริมรสด้วยวาซาบิก็ได้

20. เมล่อนปัง (Melon Pan)



ขนมปังรสเมล่อน บางร้านใช้น้ำและเนื้อเมล่อนแท้ในการปรุงกลิ่นและรส มีขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ

21. อันปัง (Anpan)



ขนมปังของหวานที่มีมาตั้งแต่สมัยเมจิ นิยมสอดไส้ด้วยถั่วแดงกวน

22. ข้าวหน้าไข่ออมเล็ต, ออมไรสึ (Omu Raisu)



เป็นเมนูที่หาทาได้ทั่วไปตามร้าน ส่วนใหญ่จะทำเป็นข้าวผัดใส่ไก่แล้ววางด้านบนหรือห่อด้วยไข่ออมเล็ตทอดเป็นก้อนกลมๆรีๆ ราดด้วยซอสมะเขือเทศ แกงกะหรี่  ซอสฮายาชิ หรือเดมิกาซอส

23. Chanpuru



เป็นผัดมะระสไตล์โอกินาว่า ที่ใส่ทั้งมะระ หัวหอมใหญ่ แฮม เต้าหู้และไข่

24. Champon
จัมปงคือเมนูก๋วยเตี๋ยวที่มีต้นกำเนิดจากนางาซากิ มีความหลากหลายใส่ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก อาหารทะเล ซึ่งจัมปงในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าการผสมผสาน คิดค้นครั้งแรกโดยพ่อครัวชาวจีน มีรสชาติค่อนข้างมันเพราะใส่มันหมู

25. ฮายาชิไรซ์ (Hayashi rice)
ฮายาชิเป็นเมนูที่ได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตก คล้ายสตูเนื้อ แคร็อท เห็ด และที่สำคัญเดมิกาซอสที่มีส่วนผสมของไวน์ ต้มเคี่ยวจนงวดและเปื่อย ราดบนข้าว

26. Katsu-sando
แซนด์วิชหมูทอดที่ใส่ซอสหวานอมเปรี้ยวแบบวูสเตอร์ซอส

27. เทมากิ (Temaki)



ซูชิโรลที่ห่อด้วยแผ่นสาหร่าย ทำเป็นรูปร่างคล้ายไอศครีมโคน นิยมทานด้วยมือเพราะทานด้วยตะเกียบจะไม่ถนัด

28. ทงคัตสึ (Tonkatsu)
เนื้อหมูหั่นแป็นแผ่นแบนชุบแป้งหรือเกล็ดขนมปังทอด นิยมรับประทานเป็นกับข้าวเคียงด้วยกะหล่ำปลีซอยราดด้วยซอสหวานที่เรียกว่าโซสุซอส

29. จิราชิ (Chirashi)
เรียกได้ว่าเป็นข้าวหน้าซูชิรวมแบบใส่เป็นชามก็ว่าได้ ใส่หน้าของทะเลหลายอย่างทั้งแบบดิบและปรุงสุก ได้แก่ไข่ปลาแซลมอน ไข่หวานย่าง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาอาจิ ไข่หอยเม่น  ข้าวหน้าปลาดิบรวมนี้นิยมทานกันในเทศกาลเด็กผู้หญิงในเดือนมีนาคมอีกด้วย

30. มิโสะซุป (Miso soup)
เป็นซุปที่ปรุงรสด้วยมิโสะ สาหร่ายคอมบุ ปลาโอตากแห้ง เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ต้นหอมซอย เสิร์ฟร้อนๆ เป็นครื่องเคียงทานกับข้าวหน้าต่างๆ บางคนก็ทานข้าวสวยกับมิโสะซุป เสิร์ฟโดยไม่มีช้อนให้คือให้ซดน้ำซุปจากชามเลย

31. คุตชิคัตสึ (Kushikatsu)
อาหารชุบแป้งหรือเกล็ดขนมปังทอด ใช้วัตถุดิบหลากหลาย ตั้งแต่ผักไปจนถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ นิยมเสิร์ฟแบบเสียบไม้ ทานเป็นกับแกล้มเบียร์ จิ้มซอสหวานแบบทงคัตสึซอส บางร้านก็จะมีเป็นซอสมิโสะข้นๆ

32. ชาบูชาบู (Shabu-shabu)
เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบต้มหรือลวกในหม้อน้ำซุปร้อนที่วางกลางโต๊ะแบบล้อมวงกินกัน ส่วนประกอบที่นำมาต้มก็เป็นพวกเนื้อสัตว์สไลด์เป็นแผ่นบางๆ ผักต่างๆ อาหารทะเล เต้าหู้ นิยมทานในหน้าหนาวเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

33. โซนิ (Zoni)
โซนิเป็นอาหารฉลองปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น เป็นน้ำซุปใสใส่ก้อนโมจิ และผักตากแห้งต่างๆ เมนูนี้กำเนิดมาจากเหล่าซามูไรที่ทำอาหารนี้ขึ้นในสนามรบ เพราะส่วนผสมเหล่านี้ง่ายในการพกพาและเก็บรักษา โซนิมีแคลอรี่สูงด้วยพลังงานจากก้อนโมจิซึ่งเหมาะมากกับซามูไรในศึกสงคราม แต่ส่วนประกอบในปัจจุบันนิยมใส่เป็นผักสด อาจมีเพิ่ม ไก่ ปลา ตามใจชอบ

34. คาราเกะ (Karaage)
เป็นเมนูไก่ชิ้นพอดีคำหมักด้วยโชยุ กระเทียม ขิง แล้วชุบแป้งทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน

35. Agedashi dofu
เต้าหู้ทอดใส่ในน้ำซุป โชยุ มิริน โรยด้วยต้นหอม

36. Edamame



ฝักถั่วแระญี่ปุ่นต้มหรือนึ่งโรยเกลือเล็กน้อย ทานเป็นกับแกล้มเบียร์

37. Tamago kake gohan



ข้าวราดไข่ดิบ เหยาะโชยุนิดหน่อยโรยต้นหอมซอย

38. ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น (Chawan mushi)



ตีไข่ผสมน้ำซุป ใส่เห็ดหอมหรือชิ้นปลาไว้ที่ด้านล่าง นึ่งไฟไม่แรงทำให้เนื้อไข่ตุ๋นเนียนเรียบสวย ทานเป็นของเรียกน้ำย่อยหรือเคียงกับข้าวหน้าต่างๆ

39. โคร้อกเกะ, Korokke (croquette)
แปลงมาจากอาหาร Croquett ของฝรั่งเศส เป็นเนื้อสัตว์และผักต่างๆหั่นเป็นชิ้นเล็กๆผสมมันฝรั่งนึ่งบดปั้นเป็นก้อนแล้วชุบเกล็ดขนมปังทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน ทานกับซอสทงคัตสึ

40. ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (Unadon)



ปลาไหลทั้งตัวแล่แบบแผ่ชิ้นแบนๆ ทาซอสออกหวานเค็มแล้วนำไปย่างออกเกรียมเล็กน้อยวางโปะบนข้าว บางที่อาจเสิร์ฟพร้อมน้ำชาเพื่อทานแบบโอชะสุเกะ

41. บ๊วยดอง (Umeboshi)



มีรสจัดทั้งเปรี้ยวและเค็ม ส่วนใหญ่ทานกับข้าว บางคนทานเป็นข้าวกล่องอาหารกลางวัน หรือใสเป็นไส้ในข้าวปั้น

42. ราเม็ง (Ramen)



ราเม็งเป็นก๋วยเตี๋ยวของคนญี่ปุ่นที่เน้นรสชาติของน้ำซุปที่เข้มข้น อาจทำจากกระดูกหมู ไก่ หรือจากปลา ปรุงรสด้วยโชยุ มิโสะ หรือเกลือ มีราเม็งหลายประเภทมากในญี่ปุ่นมีชื่อเรียกหลายอย่างตามวัตถุดิบหรือเครื่องเคียง ใส่หมูชาชู ไข่ต้มยางมะตูม สาหร่าย และต้นหอมซอยหรือตามแต่เชฟจะสร้างสรรค์

43. Himono



ปลาตากแห้ง

44. ผักดองญี่ปุ่น (Tsukemono)



มีหลายอย่าง รับประทานเป็นเครื่องเคียงหรือเป็นกับข้าว มีสีสันสดใส มีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น เบนิโชกะ(ขิงดอง) เบ็ตตะระสึเกะ(หัวแรดิชดอง) การิ(ขิงอ่อนดองหวาน)  และนาสึคาระชิสึเกะ(มะเขือม่วงดอง)

45. ขนมไทยากิ (Taiyaki)



เป็นขนมยอดนิยมที่ทำกันในเทศกาลต่างๆ เป็นแป้งรูปร่างเหมือนปลาไส้เป็นถั่วแดงกวนออกหวานๆ

46. Sunomono



อาหารทะเลหรือผักที่หมักในน้ำส้มสายชู โดยทั่วไปที่นำมาหมักได้แก่ ปู แตงกวา วากาเมะ

47. Ohitashi



ผักสีเขียวต้มอย่างเช่นผักโขม เสิร์ฟเย็นอาจโรยด้วยงาขาวคั่ว

48. Motoyaki



อาหารทะเลโรยหน้าด้วยมายองเนสแล้วนำไปอบ

49. Osechi



เป็นอาหารชุดที่เตรียมทำกันในการฉลองวันขึ้นปีใหม่

50. ข้าวหน้าไข่กับไก่, โอยาโกะด้ง (Oyakodon)



เป็นข้าวราดหน้าที่มีส่วนผสมของไข่กับไก่ เป็นที่มาของชื่อโอยาโกะที่หมายถึงแม่กับลูก

51. Hiyayakko



เต้าหู้เย็นโรยหน้าด้วยผิมส้มยูสึ ขิง ปลาโอสไลด์ตากแห้ง และดอกเมียวกะ

52. เทมปุระ (Tempura)



อาหารชุบแป้งทอด แป้งจะค่อนข้างนิ่ม ไม่กรอบเหมือนทงคัตสึหรือคุตชิคัตสึ

53. Ankimo



ตับปลามั๊งฟิชนึ่ง เป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ละเอียดละอ่อนและประณีตในการปรุง

54. Yakizakana



ปลาสดชนิดต่างๆย่างไฟ

55. Higashi



ขนมญี่ปุ่นชิ้นเล็กๆ เป็นลูกกวาดที่ทำเป็นรูปร่างและสีสันต่างๆ ทำจากน้ำตาลล้วนๆ หรือแป้ง

56. ข้าวหน้าเนื้อ (Gyudon)



เป็นเมนูข้าวราดหน้าด้วยเนื้อหั่นชิ้นบางๆต้มกับหัวหอมใหญ่ปรุงรสด้วยโชยุ น้ำตาล เวลาเสริ์ฟอาจโรยหน้าด้วยไข่ดิบ ขิงดอง

57. Kushiyaki
เป็นอาหารที่เหมือนยากิโตริแต่ใช้เนื้อแทน รวมทั้งของเสียบไม้ชุปแป้งทอดกรอบเช่นเต้าหู้ พริกหยวก หน่อไม้ฝรั่งพันเบคอน

58. Hanabira mochi
ฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิขนมหวานที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น สอดไส้หวานด้วยส่วนประกอบได้หลายชนิด จะทานกันในเทศกาลสำคัญต่างเช่นในวันขึ้นปีใหม่

59. Imagawayaki
ขนมแป้งโดสอดไส้ถั่วแดงทอด

60. Tecchiri
หม้อไฟปลาปักเป้ากับผักต่าง เป็นอาหารจากเมืองโอซาก้า

61. Manju
ขนมมันจูเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นขนมแป้งสอดไส้ถั่วแดงกวน นำไปนึ่งอบหรือย่าง

62. Sukiyaki
สุกียากี้ของญี่ปุ่นเป็นหม้อไฟเนื้อหั่นสไลด์บาง หัวหอมใหญ่ เต้าหู้ ต้มในน้ำซุปออกหวานๆ (โชยุ น้ำตาล มิริน) ส่วนประกอบอื่นๆที่ใส่ก็เป็นพวกผักใบเขียวต่างๆ รวมทั้งเส้นอุด้ง สุกียากี้จะทานกับข้าว ทานโดยจิ้มไข่ดิบก่อนแล้วทานกับข้าว และเหมือนกับอาหารหม้อไฟอื่นๆที่นิยมทานในหน้าหนาว

63. Anmitsu



อันมิตสึเป็นของหวานญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยวุ้นชิ้นสี่เหลี่ยม ถั่วแดงกวน ผลไม้กระป๋องชนิดต่างๆเช่น สับประรดกระป๋อง เชอรรี่กระป๋อง ลูกพีชกระป๋อง อาจเพิ่มไอศครีมตามใจชอบ

64. Kinpira gobo
ผัดโกโบใส่ซอส รสชาติออกหวานเค็ม โกโบเป็นรากไม้ชนิดหนึ่งมีสรรพคุณลดไขมัน

65. Kakigori
เป็นขนมหวานน้ำแข็งไสโปะไอศครีมไว้ข้างบน

66. Hamburger
เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ เป็นอาหารทานกับข้าว เนื้อสับกับหัวหอมใหญ่สับ ปั้นเป็นก้อนๆ ย่างบนกะทะออกเกรียมๆหน่อย โปะไข่ดาว ราดด้วยน้ำเกรวี่

67. Oshiruko



เป็นของหวานแบบเสริ์ฟร้อน โมจิในซุปถั่วแดงหวาน

68. Gyoza
เกี๊ยวซ่า แป้งเกี๊ยวห่อไส้เนื้อกับผัก เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นนิยมใส่กระเทียมเยอะ ทอดเป็นแพราดน้ำแป้งให้ติดกัน พอแป้งด้านนอกเริ่มกรอบก็ตักเสิร์ฟ

69. Kakuni



หมูสามชั้นหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมต้มเค็มคล้ายพะโล้ ต้มไฟอ่อนเป็นเวลานานจนหมูนุ่ม เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม

70. Nikujaga



สตูเนื้อวัวแบบญี่ปุ่น ใส่มันฝรั่งกับแครอท และหัวหอมใหญ่ ปรุงรสชาติออกหวานเค็ม

71. จังโกะนาเบะ Chankonabe
เป็นอาหารหม้อไฟสำหรับนักกีฬามวยปล้ำซูโม่ ใส่ส่วนประกอบต่างๆที่ให้พลังงานและสารอาหารสูง เช่นเนื้อไก่ติดหนัง เนื้อวัว เต้าหู้ หัวผักกาด ผักบ็อกชอย

72. Sakuraniku
เนื้อม้าซาชิมิ เนื้อม้าสดแล่บางทานดิบๆ ที่เรียกว่าซากุระเพราะมีสีชมพูสดเหมือนกับดอกวากุระ

73. Soki
ซี่โครงหมูติดกระดูกอ่อน นิยมใส่ในโซบะ เป็นเมนูชื่อดังจากโอกินาวะ คือโอกินาว่าโซกิโซบะ

74. Tekkadon
ข้าวหน้าปลาดิบที่ใช้ปลาทูน่าใส่ใบโอบะ

75. Imoni
อาหารชื่อดังจากโทโฮคุ เป็นซุปใส่เนื้อกับมันฝรั่ง

76. ขนมดังโกะ Dango



ขนมแป้งโมจิลูกกลมๆเสียบไม้ย่างราดด้วยซอสโชยุหวานเหนียวข้น

77. ขนมปังแกงกะหรี่ Curry bread
ขนมปังไส้แกงกะหรี่ชุปเกล็ดขนมปังทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน

78. Uiro
เป็นขนมชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ทำจากแป้งข้าวจ้าว แป้งมัน หรือแป้งสาลี เหนียว นุ่ม รสสัมผัสต่างกันเล็กน้อยกับโมจิ

79. Zosui



เมนูข้าวตุ๋นน้ำซุป นิยมทำทานจากน้ำซุปที่เหลือจากกินหม้อไฟ

80. คิริทัมโปะ (Kiritanpo)



คิริทัมโปะ เป็นอาหารที่ทำจากข้าวสวยบดปั้นเสียบไม้ยาวๆย่างไฟ นิยมใส่ในอาหารหม้อไฟเป็นเมนูคิริทัมโปะนาเบะ

81. Sumashijiru



เป็นเมนูพวกน้ำซุปใสต่างๆ

82. Tonjiru
ซุปหมูทงจิรุ น้ำซุปใส่เนื้อหมู ใส่แครอท หอมหัวใหญ่ หัวผักกาด คอนเนียคุ เต้าหู้ ปรุงรสด้วยมิโสะ

83. Amanatto
ขนมถั่วเคลือบน้ำตาล นิยมใช้ถั่วแดง

84. Ebi furai
กุ้งชุบแป้งทอดกรอบ ใส่ในข้าวกล่องเบนโตะหรือใส่เป็นท็อปปิ้งอุด้งหรือราเม็ง

85. Shiokara
อาหารทะเลหมักรสชาติคล้ายปลาร้าเพราะหมักใส่เกลือและข้าวสาลี นิยมเอาปลาหมึกมาทำ ทานเป็นกับแกล้มเหล้าสาเก

86. Rice Congee
ข้าวต้มเครื่อง ทานตอนป่วย

87. Karasumi
ไข่ปลาดองเกลือ

88. จิคุวะ (Chikuwa)



เป็นอาหารที่ทำจากเนื้อปลาตีให้เหนียวแล้วปั้นเป็นท่อยาวๆ ย่างไฟให้เกรียมออกสีน้ำตาล ทานเป็นของว่าง ส่วนใหญ่เป็นท่อกลวง  แต่บางที่ก็ยัดไส้ด้วยชีส

89. ขนมปังยากิโซบะ (Yakisoba Pan)



ขนมปังยากิโซบะ ขนมปังแบบก้อนวงรียาวผ่าตรงกลางใส่ผัดยากิโซบะด้านใน

90. Teriyaki
เป็นเนื้อสัตว์หมักซอสเทริยากิย่างไฟ ซอสเทริยากิประกอบไปด้วย โชยุ มิริน น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง

91. Fugu
ปลาปักเป้า นิยมทานเป็นซาชิมิหรือใส่ในหม้อไฟ แต่ปลาปักเป้าเป็นปลาที่มีพิษ พ่อครัวที่ทำอาหารเกี่ยวกับปลาปักเป้าต้องมีใบรับรองว่าสามารถแล่ปลาเพื่อเอาต่อมพิษออกได้

92. Sekihan
ข้าวเหนียวหุงถั่วแดง

93. เซมเบ้ (Senbei)



ขนมเซมเบ้ ลักษณะเหมือนข้าวเกรียบ มีหลายรูปร่าง รสชาติ แล้วแต่ผู้ผลิต

94. Yuba
ฟองเต้าหู้

95. Koyadofu



เต้าหู้ต้มซีอิ้ว

96. Japanese potato salad
สลัดมันฝรั่งแบบญี่ปุ่นนิยมใช้มันฝรั่งบดปรุงรสด้วยมายองเนส ใส่รวมกับผักต่างๆ

97. สาหร่ายฮิจิกิ (Hijiki)



ฮิจิกิเป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง

98. Motsunabe
หม้อไฟเครื่องในวัวหรือหมู

99. ชิราโกะ (Shirako)



ชิราโกะเป็นถุงน้ำเชื้อปลาอังโกะ นิยมทานเป็นหน้าซูชิ

100. Kaki furai
หอยนางรมชุบแป้งทอด

101. Natto
นัตโตะหรือถั่วหมัก นิยมทานกับข้าวสวย โดยเหยาะโชยุ โรยต้นหอม หรือไข่ดิบ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะยืดๆ ขมนิดๆ บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ

ที่มา http://www.japan-talk.com/jt/new/101-kinds-of-japanese-food

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]