gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: แหล่งรวมบทความสารคดี  (อ่าน 28923 ครั้ง)

แหล่งรวมบทความสารคดี

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 22:33 น. วันที่ 14 ก.ย.56 »
101 เมนูซูชิ ชื่อเรียกซูชิ 101 ชนิด



ซูชิเป็นอาหารชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย หลายคนคงเคยได้กินซูชิมาแล้ว ซูชินิยมใช้อาหารทะเลสดๆ หั่นหรือแล่เป็นแผ่นบาง จัดวางอย่างสวยงาม ขนาดพอดีคำเพื่อรสสัมผัสที่อร่อยและดูน่าทาน การปั้นซูชิและการจัดวางซูชิเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพราะซูชินิยมใช้อาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์สดๆมาทำ ถ้าทำไม่ดีหรือใช้ของไม่สดจะทำให้ดูไม่น่ากินและรสชาติแย่ ซูชิมีชื่อเรียกตามวัตถุดิบและรูปร่าง มาดูกันซิว่าซูชิทั้ง 101 อย่างมีอะไรบ้าง

1. ข้าวปั้นหน้าปลามากุโร่, มากุโร่ นิกิริ (Maguro Nigiri)



ข้าวปั้นหน้าปลาทูน่าเนื้อแดง ใช้ปลาทูน่าทุนนัส (Thunnus Tuna) หรือ ปลาทูน่าครีบเหลือง เนื้อแดงไขมันต่ำ เป็นปลาทูน่าพันธุ์เล็ก

2. ข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวา, กัปปะมากิ (Kappa Maki)



มากิก็คือข้าวห่อสาหร่าย ส่วนที่เรียกว่ากัปปะเพราะว่า ตัวกัปปะปิศาจชนิดหนึ่งของญี่ปุ่นชอบกินแตงกวา

3. ข้าวปั้นซูชิหน้าปลาแซลมอน, ซาเกะนิกิริ (Sake Nigiri)



4. ข้าวห่อสาหร่ายหน้าไข่ปลาแซลมอน (Ikura Gukan)



5. ข้าวปั้นซูชิหน้าปลาทูน่า (Toro)



โทโร่เป็นเนื้อส่วนท้องที่มีไขมันเยอะของปลาทูน่าครีบน้ำเงินหรือปลาทูน่ายักษ์

6. ข้าวปั้นซูชิหน้าไข่หอยเม่น, อุนิ (Uni)



จริงๆ แล้วอุนิไม่ใช่ไข่หอยเม่นแต่มันคืออัณฑะหรือรังไข่ของหอยเม่น

7. ข้าวปั้นซูชิหน้ากุ้งแบบดิบ, อามะเอบิ นิกิริ (Amaebi)



8. ข้าวปั้นซูชิหน้ากุ้งแบบปรุงสุก, เอบิ นิกิริ (Ebi Nigiri)



9. ซูชิปลาฮามาจิ (Hamachi)



ฮามาจิเป็นชื่อเรียกปลาบุรี (ปลาหางเหลือง) ขนาดที่ยังเล็กอยู่

10. ซูชิหน้าปลาไหล, อานาโกะ (Anago)



ปลาอานาโกะเป็นปลาไหลชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม ปลาไหลที่นำมาทำเป็นซูชินิยมปรุงสุกโดยการย่างหรือต้ม น้ำซอสที่ใช้ปรุงจะนิยมให้ออกรสหวานเค็ม

11. ซูชิหน้าปลาหมึก (Ika Nigiri)



12. ซูชิหน้าหอยโอตาเตะ (Hotate Nigiri)



โฮตาเตะหรือหอยเชลล์ญี่ปุ่น

13. ซูชิหน้าไข่หวานย่าง (Tamagoyaki)



14. ซูชิหน้าปลาหมึกยักษ์ (Tako Nigiri)



15. ซูชิหน้าปลากะพง (Tai)



16. ซูชิหน้าปลาอาจิ (Aji)



ปลาอาจิ (Japanese Jack Mackerel) เป็นปลาทูสายพันธุ์หนึ่ง

17. ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า, เท็กกะมากิ (Tekkamaki)



18. ซูชิหน้าปลาซาบะ (Saba)



19. แคลิฟอร์เนียโรล (California Roll)



เป็นซูชิสไตล์ตะวันตกที่เป็นที่นิยมมาก เป็นข้าวห่อม้วนสาหร่ายไส้ในเป็นแตงกวา อาโวคาโด ปูอัด หรือแล้วแต่เชฟสร้างสรรค์

20. ฟุโตะมากิ (Futomaki)



เป็นข้าวห่อสาหร่ายที่มีส่วนประกอบของไส้ในที่หลากหลาย ที่นิยมก็คือ คัมเปียว (ฟักหรือน้ำเต้าหมักด้วยโชยุและน้ำตาล หั่นเป็นเส้นๆแล้วตากแห้ง) ไข่หวาน แตงกวา เห็ด

21. ซูชิหน้าปลาอุนากิ (Unagi)



อุนากิเป็นปลาไหลน้ำจืด ต้มในน้ำซอสหวาน

22. ซูชิหน้าปลาอายุ (Ayu)



23. ข้าวห่อสาหร่ายไส้นัตโตะหรือถั่วหมัก(Natto Maki)



24. ซูชิหน้าปลาซันมะ (Sanma)



25. เนกิโทโร่ (Negitoro)



เนื้อส่วนท้องปลาทูน่าบลูฟินสับกับต้นหอม ทำเป็นไส้ข้าวห่อสาหร่าย

26. ซูชิหน้าขาปู (Kani Nigiri)



27. ซูชิหน้าปูอัด (Kamaboko Kani)



28. ข้าวห่อสาหร่ายไส้บ๊วยดอง (Umeboshi)



29. ซูชิหน้ากั้ง, ชาโกะ นิกิริ(Shako Nigiri)



30. ข้าวห่อสาหร่ายไส้หัวผักกาดดอง (Daikon Oshinko Maki)



31. ซูชิหน้าตับปลามั๊งฟิช (Ankimo)



32. ซูชิไข่ปลาเมนไทโกะ (Mentaiko)



เมนไทโกะคือไข่ปลาพอลล็อคปรุงรส

33. เทมากิ (Temaki)



เทมากิคือข้าวห่อสาหร่ายที่ทำเป็นรูปโคน

34. จูโทโร่ (Chutoro)



ใช้เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงิน แต่ใช้ตรงส่วนเนื้อแดงที่มีมันน้อยกว่า

35. จิราชิซูชิ (Chirashizushi)



ข้าวซูชิหน้าปลาดิบรวม เสิร์ฟเป็นชามไม่ได้เสิร์ฟเป็นคำๆ

36. ซูชิหน้ากุ้งมังกร, อิซีบิ นิกิริ (Iseebi Nigiri)



37. ซูชิหน้าปลาข้าวสาร, ชิราสึ (Shirasu)



38. ข้าวห่อเต้าหู้ (Inarizushi)



39. ข้าวห่อสาหร่ายไส้ทูน่ามายองเนส (Tsuna Mayo Maki)



40. ซูชิเนื้อส่วนหางของปลาตาเดียว (Engawa)



41. ซูชิปลาบุริ (Buri)



42. ซูชิเนื้อขาปูหิมะ, มัตสึบะกานิ (Matsubagani)



43. อุระมากิ (Uramaki)



อุระมากิ คือข้าวห่อสาหร่ายที่ม้วนข้าวให้อยู่ด้านนอก นิยมในตะวันตก

44. มาซาโกะ (Masago)



ซูชิไข่ปลาสเมลท์

45. ซูชิไข่ปลาบิน, ไข่ปลาโทบิโกะ (Tobiko Nigiri)



46. ซูชิปลาซาบะดอง (Shime Saba)



47. ซูชิปลาแซนด์ฟิช (Hatahata)



48. กุนคันมากิ (Gunkanmaki)



49. ซูชิปลาคินเมะได (Kimmedai)



50. ซูชิปลาซิลลาโก้ หรือปลาเห็ดโคนจุด, คิสึ (Kisu)



51. ซูชิปลาฮิระมาสะ (Hiramasa)



52. ซูชิปลาคัตสึโอะ (Katsuo)



53. ซูชิปลาโคฮาดะ (Kohada)



54. ซูชิหน้าหอยแครงญี่ปุ่น (Torigai)



55. ซูชิหน้าหอยสึบุไก หอยเวลก์ (Tsubugai)



56. ซูชิปลาหิมะ (Gindara Nigiri)



57. ซูชิปลาเก๋า (Namera Nigiri)



58. เทมาริซูชิ(Temarizushi)



คือซูชิที่ปั้นให้มีรูปร่างเป็นก้อนกลมเหมือนลูกบอล

59. ซูชิปลาคุโรได, ปลาแบล็กซีบรีม (Kurodai)



60. ซาสะมากิ (Sasamaki)



ใช้เรียกซูชิที่ห่อด้วยใบไผ่

61. ซูชิเนื้อปลาตาเดียว (Hirame Nigiri)



62. โอชิซูชิ (Oshizushi)



ใช้เรียกซูชิของชาวคันไซ เมืองโอซาก้า ที่กดอัดในแบบไม้ให้ออกมามีรูปร่างสี่เหลี่ยม

63. ซูชิเนื้อกุ้งขาว, ชิโระเอบิ (Shiroebi Nigiri)



64. ซูชิหอยฮามากุริ (Hamaguri)



65. อาโอยากิ , Round clam (Aoyagi)



66. ซูชิหอยมือเสือ มิรุไก, Giant Clam (Mirugai)



67. โอยุย นิกิริ (Ohyou Nigiri)



68. อาคามิ (Akami)



เนื้อท็อปลอยน์ของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน

69. ซูชิปลาซาวาระ (Sawara Nigiri)



70. ซูชิหอยเป๋าฮื้อ อาวาบิ นิกิริ (Awabi Nigiri)



71. ซากุระนิคุ (Sakura Niku)



ซูชิเนื้อม้าสด ที่เรียกว่าซากุระเพราะสีชมพูสดเหมือนดอกซากุระ

72. อิซาคิ Striped Pigfish (Isaki)



73. ซูชิปลาบลูสแปรต คิบินาโกะ (Kibinago)



74. ซูชิปลาซาร์ดีน, ปลาอิวาชิ (Iwashi)



75. บัตเทระซูชิ (Battera Sushi)



ซูชิปลาแม็คเคอเรลอัดเป็นก้อน เป็นซูชิสไตล์โอซาก้า

76. คัวเปียวมากิ (Kanpyo maki)



คัมเปียวคือฟักหรือน้ำเต้าหมักด้วยโชยุและน้ำตาล หั่นเป็นเส้นๆแล้วตากแห้ง

77. ซูชิปลากะพงขาว,ซูซูกิ นิกิริ (Suzuki Nigiri)



78. ซูชิปลาคาเรอิ (Karei)



79. ไทราไก นิกิริ (Tairagai Nigiri)



80. ชิโระ มากุโร่ (Shiro Maguro)



ปลาบินนากะหรือไวท์ทูน่า

81. โนเระโซเระ (Noresore)



ปลาอานาโกะ (ปลาไหลน้ำเค็ม ขนาดที่ยังเล็กอยู่

82. ซูชิไข่ปลาแฮร์ริ่ง, คาสึโนโกะ (Kazunoko)



83. ซูชิหอยกูอีดั๊ก, มิรุไก (Mirugai)



84. ซูชิงหอยหลอด, มาเทไก (Mategai)



85. ซูชิปลาฮาโมะ (Hamo)



86. ซูชิปลาสแปรต, มามาคาริ (Mamakari)



87. ซูชิปลากะพงแดง, ปลามะได (Madai)



88. ซูชิปลาซาโยริ (Sayori)



89. อานะเคียว (Anakyu)



ซูชิปลาอานาโกะกับแตงกวา

90. ซูชิหอยแครงญี่ปุ่น (Akagai)



91. ซูชิปลิงทะเล, นามาโกะ (Namako)



92. ซูชิห่อใบทาคานะ, เมฮาริซูชิ (Meharizushi)



93. ซูชิกุ้งลายเสือ, กุ้งคุรุมะ (Kuruma)



94. ฟุนะซูชิ (Funazushi)



ซูชิปลาหมักคล้ายๆ ปลาส้มบ้านเรา

95. ซูชิปลาเทร้าต์, มาสึซูชิ (Masu Nigiri)



96. ข้าวห่อสาหร่ายไส้อาโวคาโด้, อาโวคาโดะมากิ (Abokado Maki)



97. ซูชิหอยปีกนก (Hokkigai)



98. ซูชิห่อฟองเต้าหู้, ยูบะมากิ (Yuba Maki)



99. อุเมะเคียว(Umekyu)



ข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวากับบ๊วยดอง

100. Spicy Tuna Maki



ซูชิสไตล์ตะวันตก ใส่พริกทำให้มีรสจัดจ้าน

101. ซูชิหน้าเนื้อวัว , กิวนิกิริ (Gyu Nigiri)



นิยมใช้เนื้อราคาแพงมาทำเช่นเนื้อฮิดากิวหรือเนื้อวัวโกเบ ย่างลนไฟกึ่งสุกกึ่งดิบ

ที่มา http://www.japan-talk.com/jt/new/101-kinds-of-sushi-in-Japan

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 22:35 น. วันที่ 14 ก.ย.56 »
อาหารประเทศอาเซียน


ประเทศไทย ต้มยำกุ้ง (Hot and Sour Shrimp Soup)

ต้มยำกุ้งเป็นอาหารประเภทต้ม เป็นจำพวกอาหารคาว นิยมรับประทานกับข้าวสวย รับประทานกันทั่วทุกภาคในประเทศ โดยเน้นรสเปรี้ยวและเผ็ดเป็นหลัก จะออกเค็มและหวานเล็กน้อย ชาวต่างชาติจะรู้จักต้มยำกุ้งมากกว่าต้มยำชนิดอื่นๆ โดยต้มยำจะใส่เนื้อสัตว์อะไรก็ได้เช่น กุ้ง หมู ไก่ ปลา หัวปลา หรือจะไม่ใส่เนื้อสัตว์เลยก็ได้ ผักสมุนไพรที่ใส่ในต้มยำเพื่อให้ได้กลิ่น รส ได้แก่ ใบมะกรูด ตะไคร้ ข่า พริก ส่วนผักที่นิยมใส่เพื่อรับประทานในต้มยำคือ มะเขือเทศ เห็ดหูหนู เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า หัวปลี เครื่องปรุงที่ใส่ในต้มยำคือ มะนาว น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะขาม น้ำพริกเผา โดยอาหารชนิดนี้ถือว่าเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยและต่างชาติ

ประเทศกัมพูชา อาม็อก(Amok)



อาม็อกเป็นอาหารยอดนิยมของกัมพูชา ลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยมากแล้วนิยมปรุงเนื้อปลาลวกด้วยพริกเครื่องแกงและกะทิแล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง บางตำราอาจใช้เนื้อไก่หรือหอยแทน สาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมทานปลาเนื่องจากหาได้ง่ายและสภาภูมิประเทศที่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ทำให้เหมาะต่อการรับประทานปลาเป็นพิเศษ

ประเทศบรูไน อัมบูยัต(Ambuyat)



อัมบูยัตเป็นอาหารยอดนิยมของบรูไนโดยมีลักษณะเด่นคือมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้มหรือโจ๊ก ไม่มีรสชาติ มีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก วิธีทานก็ใช้ไม้ไผ่สองขาคล้ายตะเกียบ ม้วนแป้งรอบๆแล้วจุ่มในซอสผลไม้เปรี้ยว ทานคู่กับเครื่องเคียงอีกสองสามชนิดเช่น เนื้อห่อใบตองย่าง เนื้อทอดเป็นต้น การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติต้องรับประทานร้อนๆ พอประมาณและกลืนโดยไม่ต้องเคี้ยว

ประเทศพม่า ลาเพ็ต (Lahpet)



ลาเพ็ตเป็นอาหารยอดนิยมของพม่าคือใบชาหมักกับเครื่องเคียง เช่นกระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่างๆ งาคั่ว ขิง มะพร้าวคั่ว ลาเพ็ตจัดว่าเป็นอาหารว่างคล้ายกับยำเมี่ยงบ้านเรานั่นเอง ลาเพ็ดเป็นแชอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสำคัญ ว่ากันว่าไม่มีงานเลี้ยงหรืองานเฉลิมฉลองใดจะสมบูรณ์ได้ หากไม่มีอาหารยอดนิยมอย่างลาเพ็ด

ประเทศฟิลิปปินส์ อะโดโบ้ (Adobo)



อะโดโบ้เป็นอาหารยอดนิยมจากประเทศฟิลิปปินส์ทำจากเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ที่ผ่านกรรมวิธีหมักและปรุงรส โดยจะใส่น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดำ แล้วนำไปทำให้สุกโดยอบในเตาอบหรือทอด โดยรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ในอดีตอาหารนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทาง เพราะส่วนผสมและวิธีการปรุงทำให้อะโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เหมาะสำหรับพกไว้เป็นเสบียงอาหารสำหรับการเดินทาง ปัจจุบันก็เป็นอาหารยอดนิยมทุกที่ ทุกเวลาของนักเดินทางและชาวต่างชาติที่เข้ามาหารับประทานกัน

ประเทศสิงคโปร์ ลักซา (Laksa)



ลักซาเป็นอาหารยอดนิยมของสิงคโปร์ เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่น้ำกะทิ ลักษณคล้ายข้าวซอยของไทย น้ำแกงเข้มข้นด้วยรสชาติของกะทิ กุ้งแห้งและพริก โรยหน้าด้วยกุ้งสดต้ม หอยแครง ลักซามีหลายประเภททั้งแบบใส่กะทิและไม่ใส่กะทิ ลักซานั้นมองเผินๆแล้วก็คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวแกงบ้านเรานั่นเอง

ประเทศอินโดนีเซีย กาโดกาโด (Gado Gado)



กาโดกาโดอาหารยอดนิยมของอินโดนีเซียประกอบด้วยผักและธัญพืชหลากชนิด ประกอบด้วยมันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถัวเขียว เสริมโปรตีนด้วยเต้าหู้และไข่ต้มสุก รับประทานกับซอสถั่วที่รสชาติใกล้เคียงกับซอสสะเต๊ะ กาโดกาโดนั่นก็ใกล้เคียงกับสลัดแขกบ้านเรานั่นเอง

ประเทศลาว สลัดหลวงพระบาง (Luang Prabang Salad)



สลัดหลวงพระบางเป็นอาหารขึ้นชื่อชนิดหนึ่งของประเทศลาว มีรสชาติกลางๆ ทานได้ทั้งชาวตะวันออกและตะวันตก ส่วนประกอบสำคัญที่สุดคือผักน้ำเป็นผักป่าพบขึ้นตามริมธารน้ำไหลที่สะอาด เชื่อกันว่าผักน้ำช่วยรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับปอดได้ดี ส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม หมูสับต้มสุก ราดด้วยน้ำสลัดชนิดใส โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวและถั่วลิสงบดหยาบ

ประเทศมาเลเซีย นาซิเลอมัก (Nasi Lemak)



นาซิเลอมักอาหารยอดนิยมของมาเลเซียคือข้าวหุงกับกะทิและใบเตย ทานกับเครื่องเคียงสี่อย่าง ได้แก่ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุกและถั่วอบ โดยนาซิเลอมักแบบดั้งเดิมนั้นจะห่อด้วยใบตองและมักรับประทานเป็นอาหารเช้า ปัจจุบันเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อและแพร่หลายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และภาคใต้ของไทย

ประเทศเวียดนาม ปอเปี๊ยะเวียดนาม (Vietnam Spring Rolls)



ปอเปี๊ยะเวียดนามถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่โด่งดังในเวียดนาม แผ่นแป้งทำจากข้าวจ้าวนำมาห่อไส้ซึ่งอาจเป็น ไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ รวมกับผักที่มีสรรพคุณเป็นยานานาชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม แครอท แตงกวาทานคู่กับน้ำจิ้มมีรสหวานอมเปรี้ยว บางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอื่นๆอีกด้วย

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 00:10 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
10 อันดับสัตว์สุดยอดคุณพ่อ

ถ้าคุณคิดว่าพ่อรู้ดีที่สุด โปรดรู้ไว้ด้วยว่าเขาเทียบไม่ได้กับคุณพ่อในโลกธรรมชาติหรอก เรากำลังนับถอยหลัง 10 สุดยอดคุณพ่อในหมู่สรรพสัตว์ และเปรียบพวกมันกับความพยายามของมนุษย์

อันดับ 10 สิงโต



หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเจ้าสิงโตตัวผู้ที่เรามักจะได้ยินว่ามันให้สิงโตตัวเมียหาอาหารให้ถึงเป็นสุดยอดคุณพ่อได้ มันเป็นคุณพ่อที่สุดยอดจริงๆ ฉุนเฉียวที่สุดและเกียจคร้านที่สุด มันสามารถจะงีบหลับอย่างมีความสุขร่วม 20 ชั่วโมงต่อวัน แต่แม้ว่าจะเป็นพ่อที่ดุร้ายที่สุดก็ไม่ได้รับความเคารพจากลูก ลูกๆของมันมักจะเข้ามาแหย่ตอนที่มันหลับเป็นประจำ สิงโตตัวผู้ตัวหนึ่งสามารถมีลูกที่อยากรู้อยากเห็นได้มากถึง 20 ตัว เพราะมีตัวเมียหลายตัวในหนึ่งฝูง การเลี้ยงลูกนั้นเป็นเรื่องของตัวเมีย เพราะเจ้าพ่อตัวนี้คือนักสู้ เมื่อมีสิงโตหนุ่มตัวอื่นที่อยากแย่งชิงตัวเมีย ในฐานะพ่อของฝูงจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าพ่อตัวนี้ที่จะหยุดสิงโตหนุ่มเหล่านั้น เพราะว่าถ้ามันพลาดเจ้าตัวผู้หน้าใหม่พวกนี้จะฆ่าลูกของมันทั้งหมด สิงโตเป็นอันดับสิบในการนับถอยหลังเพราะว่าถึงเวลาที่ต้องดูแลครอบครัว อย่ามีปากเสียงกับจ้าวแห่งพงไพรเด็ดขาด

อันดับ 9 แอนทีไคนัส (Antechinus)



ผู้แข่งขันรายต่อไปของเราอาศัยอยู่ในออสเตรเลียและเป็นคาสโนว่าของการนับถอยหลัง มันเป็นหนูที่มีกระเป๋าหน้าท้องที่เรียกว่า แอนทีไคนัส เมื่ออายุ 11 เดือนก็จะถึงวัยเจริญพันธุ์และเหลือเวลาใช้ชีวิตแค่สามสัปดาห์ เมื่อมันพบตัวเมียมันจะเกิดอาการคันที่ต้องเกาจริงๆ แอนทีไคนัสอยู่ในอันดับที่ 9 เพราะมันง่วนกับการสร้างลูกจนลืมทุกอย่างไปเลย ทั้งกินและนอน มันจะยืนหยัดทำหน้าที่ทำลูกถึง 12 ชั่วโมง ถ้าไม่ถูกขัดจังหวะโดยคู่แข่งที่รุนแรงพอๆ กัน ซึ่งเพ้อฝันถึงการเป็นพ่อ มันถูกผลักดันเข้าสู่ความบ้าคลั่งทางเซ็กซ์โดยสเตอรอยด์ตามธรรมชาติที่อยู่ในกระแสเลือด ต่อสู้เพื่อแย่งตัวเมียและถ้ามันแพ้มันจะจากไปหาตัวเมียที่มีศักยภาพตัวใหม่ คู่แข่งที่เป็นมนุษย์ของแอนทีไคนัส มีเพียงคนเดียว พ่อที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์

ตามสมุดบันทึกมนุษย์แอนทีไคนัสอาศัยอยู่ในโมร็อกโค ในศตวรรษที่ 16 พระองค์คือจักรพรรดิอิสเมลผู้กระหายเลือด เขามีชายา 4 องค์และมีฮาเร็มที่มีนางสนมอีก 500 คน กล่าวกันว่าพระองค์จะทำสถิติเป็นพ่อของลูก 888 คน อิสเมลต้องเป็นพ่อที่ยุ่งมากจริงๆ เป็นความลำบากทางชีววิทยาอย่างมาก นั่นเป็นเพราะสถิติของภาวะเจริญพันธุ์ แสดงให้เห็นว่า 10% ของนางสนมมีแนวโน้มที่จะเป็นหมัน และผู้หญิงทั้งหมดมีช่วงเวลาที่เหลือสั้นๆ ที่จะมีลูกได้ตามรอบเดือนของพวกเธอ อย่าลืมว่ามีโอกาสที่จะตั้งครรถ์มีแค่ 15% และผู้ที่ตั้งครรภ์ได้จริงๆ มักจะแท้งลูกได้ นักวิจัยคนหนึ่งคำนวณว่าการเป็นพ่อของลูก 888 คน จักรพรรดิจะต้องมีอะไรกับผู้หญิง 4.8 คนทุกวันเป็นเวลา 4 ทศวรรษ แต่จักรพรรดิอิสเมลก็ไม่ต้องจบลงเหมือนแอนทีไคนัสตัวผู้ ที่ต้องตายเพราะพิษจากสเตอรอยด์ในเลือดของมัน

อันดับที่ 8 หมาป่าแจ็คเคิล (Jackal Wolf)



ในผืนแผ่นดินที่แห้งผากของอินเดียตอนเหนือ สุนัขแจ็คเคิลสีทองใช้ชีวิตในป่าอย่างซ่อนเร้นและลักลอบในภูมิประเทศที่แห้งผากโดยการกินเศษซากเป็นอาหารแจ็คเคิลจะกินทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นลูกเล็กๆที่บ้าน มันจำเป็นต้องกินทุกสองชั่วโมง มันเป็นงานหนักของผู้เป็นแม่ แต่โชคดีมันมีคู่หูที่พึ่งพาได้ ไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอื่นๆ เกือบทั้งหมด แจ็คเคิลจับคู่เพื่อชีวิต เมื่อแม่และพ่อออกล่าพร้อมๆ กัน อัตราความสำเร็จของมันมีมากกว่าสามเท่า มากกว่าที่พวกมันออกล่าตามลำพัง ตัวผู้จะคอยช่วยตัวเมียเสมอ นั่นคือสาเหตุที่แจ็คเคิลได้เป็นอันดับที่ 8 ในการนับถอยหลังสุดยอดคุณพ่อ ถ้าพ่อตายก็ไม่น่าเป็นไปได้ว่าพวกที่เหลือของครอบครัวจะรอดชีวิตโดยปราศจากการช่วยเหลือของพ่อ พ่อแจ็คเคิลมีวิธีที่น่ารังเกียจในการให้อาหารลูกๆ ของพวกมัน มันจะสำรอกอาหารที่กินเข้าไปให้ลูกๆ ของพวกมัน โชคดีของเจ้าลูกสุนัขแจ็คเคิลที่มีพ่อสุนัขแสนดีที่จะไม่มีวันจากบ้านไปไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม

อันดับ 7 แมงดายักษ์



เพื่อหาผู้เข้าแข่งขันรายต่อไปนี้คุณต้องดำลงไปในนาข้าวของญี่ปุ่น มันคือแมงดายักษ์ หนึ่งในคุณพ่อที่อุทิศตัวมากที่สุดในโลก เมื่อตัวเมียออกไข่บนต้นข้าวข้างบนน้ำ ตัวผู้จะคอยเฝ้าไข่ คอยพ่นน้ำไม่ให้ไข่แห้งจนไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ แถมยังมีแมงดายักษ์บางคู่ที่ตัวเมียออกไข่บนหลังของตัวผู้ การแบกลูกๆ ของมันนานนับเดือนคือกรรมกรที่เหนื่อยยากอย่างแท้จริง ถ้าเพียงมนุษย์ผู้พ่อทั้งหมดอุทิศตัวดูแลบ้านและเลี้ยงลูกที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นงานของผู้หญิง ทุกวันนี้สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไป มีพ่อที่อยู่บ้านมากขึ้น และมีการวิจัยว่าพ่อที่อยู่กับบ้านมีวี่แววจะตายไวกว่า พ่อที่อยู่กับบ้านมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจสูงกว่าพ่อที่ออกไปทำงานนอกบ้าน 82% นั่นอาจจะหมายถึงงานบ้านและงานเลี้ยงลูกที่ในอดีตเป็นงานของคุณแม่นั้นหนักหนากว่างานที่ทำนอกบ้านจริงๆ

อันดับที่ 6 เรีย (Rhea)



ผู้แข่งขันรายต่อไปของเราถูกซ่อนอยู่สูงในเทือกเขาแอนดีส (Andes) พบกับเรีย (Rhea) นกกระจอกเทศแห่งอเมริกาใต้ ตัวผู้จะมีตัวเมียในฮาเร็ม 5 ตัวที่ผลัดกันออกไข่ในรังของมัน หลังจากที่ออกไข่ตัวเมียก็จะหนีไป สำหรับตัวเมียพวกนี้พวกมันต้องการที่จะแค่เล่นสนุก นกเรียตัวผู้ถูกทิ้งให้ดูแลครอบครัวและมันรับผิดชอบกับงานของมันมากๆ มันจะใช้เวลาสองเดือนอยู่ในรัง มันกินอาหารน้อยลงและอยู่รอดได้จากอาหาร 1 ใน 4 ส่วนจากปกติ มันไม่สามารถทิ้งรังนานๆ ได้ เพราะมันต้องเฝ้าะวังไข่จากผู้รุกรานทุกประเภท และสำหรับพ่อผู้ฉายเดี่ยวตัวนี้ การนั่งเฝ้าตลอดทั้งวันเป็นแค่หน้าที่ส่วนแรกเท่านั้น อีกไม่นานมันจะมีลูกประมาณ 20 ตัวให้ดูแลไปอีกร่วมสองปี

อันดับที่ 5 ปลาสติ๊กเกิลแบ็ก (Stickleback Fish)



ในบึงแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นตอนเหนือ ปลาสติ๊กเกิลแบ็กจะทำรังเพื่อให้ตัวเมียมาวางไข่โดยใช้กาวที่ขับออกมาจากไตของมัน รังของมันอาจจะดูเล็กแต่มันก็สร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่ปลาตัวเมียวางไข่มันจะพุ่งเข้าไปแล้วปล่อยน้ำเชื้อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ มันจะล่อให้ตัวเมียมาวางไข่ที่รังของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปลาสติ๊กเกิลแบ็กสามารถทำให้ไข่ของตัวเมียสูงถึง 5 ตัวปฏิสนธิได้ แต่ตามทฤษฎีแล้วไม่มีอะไรเทียบได้กับพลังของมนุษย์เพศชาย ในช่วงชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งสามารถผลิตเซลล์สเปิร์มได้ถึง 2 ล้านล้านตัว และมีสเปิร์มเพียงแค่ตัวเดียวที่ปฏิสนธิ ในทางทฤษฎีทุกครั้งที่ผู้ชายมีอะไรกับผู้หญิง มันมากพอที่จะปฏิสนธิกับผู้หญิงทุกคนในยุโรปได้เลย หรืออัตราประชากรของโลกสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ในวันเดียวโดยใช้ผู้ชายแค่ 23 คน

การทำให้ไข่ปฏิสนธิเป็นเรื่องง่ายแต่การเลี้ยงดูพวกมันเป็นเรื่องยาก ปลาสติ๊กเกอร์แบล็กได้เป็นอันดับ 5 เพราะมันพยายามอย่างสุดยอดในการดูแลลูกๆ ของมัน มันโบกพัดไข่เพื่อให้ออกซิเจนกับตัวอ่อนที่กำลังเติบโตและเพื่อชะล้างของเสียใดๆก็ตามออกไป มันเหนื่อยมากและมันจะใช้เวลาสองในสามของวันพัดสูงถึง 400 ครั้ง

อันดับ 4 นกจาคาน่า (Jacana)



มันอาศัยอยู่ในที่ราบน้ำท่วมของบราซิลที่ซึ่งฝนตกอย่างหนัก นกจาคาน่า (Jacana) มันยังถูกเรียกว่าลิลลี่  ทร็อทเตอร์ (Lily Trotters) นกจาคาน่าตัวผู้คือสุดยอดของความขี้ขลาด มันดูแลรังที่เต็มไปด้วยไข่แต่คู่ของมันหายไป วันดีคืนดีมีตัวเมียตัวใหม่เข้ามาใกล้รังของมันและจิกกินไข่ที่เกือบจะฟักเป็นตัวเป็นอาหารโดยที่ตัวผู้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย และต่อมาตัวเมียตัวนี้ก็จะส่งสัญญาณว่ามันพร้อมที่จะผสมพันธุ์และเจ้าตัวผู้ที่ความจำเสื่อมผสมพันธุ์กับฆาตกรที่ฆ่าลูกของมัน ต่อมาตัวเมียตัวใหม่จะออกไข่ในรังของมัน แต่เนื่องจากตัวเมียมีคู่ขามากมาย ตัวผู้จะไม่รู้ว่าไข่นี้จะเป็นลูกของมันหรือลูกของตัวผู้ที่โดนโขกสับรายอื่นๆ

อันดับ 3 กบบูลฟร็อก (Bullfrog)



เมื่อถึงหน้าร้อนในแอฟริกาตอนใต้ฝนหมดไป ลูกอ๊อดที่เพิ่งเกิดมีอายุเพียงสองวัน สระน้ำที่พวกมันอาศัยกำลังแห้งเหือดอย่างรวดเร็ว โชคดีที่มันมีพ่อที่อุทิศตัวอย่างที่สุด พ่อของพวกมันคือแอฟริกัน บูลฟร็อก ตัวใหญ่ยักษ์ มันเป็นงานของพ่อกบที่ต้องปกป้องลูกๆ 6,000 ตัว มันช่วยขุดสระที่แห้งขอดเพื่อช่วยลูกของมันออกมา ขาที่ทรงพลังของมันจะช่วยขุดทางน้ำเชื่อมไปยังสระที่ใหญ่กว่า เพื่อช่วยครอบครัวของมันจากหายนะ

อันดับ 2 เพ็นกวิ้นจักรพรรดิ (Emperor Penguin)



ขอต้อนรับสู่ทวีปแอนตาร์กติก ที่ๆหนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในฤดูหนาวที่นี่นั้นหนาวเย็นจนกระทั่งทุกอย่างแข็งตัวรวมถึงมหาสมุทร ก้อนน้ำแข็งยักษ์ก้อนนี้เป็นที่ๆ โหดร้ายที่สุดที่จะมีชีวิตบนโลก แต่มันเป็นบ้านของสัตว์สุดยอดคุณพ่อในอันดับที่สอง ฝูงนกเพ็นกวิ้นจักรพรรดิเดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกเพื่อผสมพันธุ์ในฤดูหนาว พวกมันสามารถไถลไปได้กว่า 50 ไมล์สู่แหล่งผสมพันธุ์ที่หนาวจัดของพวกมัน ปกติที่นี่มีอุณหภูมิติดลบ 40 องศา และสิ่งที่ทำให้ที่นี่เลยร้ายยิ่งขึ้น มันเป็นเวลาอีก 4 เดือนกว่าดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเหนือเส้นขอบฟ้า เข้าสู่ความมืดมิดที่หนาวจัดนี้ตัวเมียออกไข่ 1 ฟอง สุดยอดคุณพ่อเพ็นกวิ้นจักรพรรดิจะช่วยตัวเมียกกไข่ มันสร้างสมดุลให้ไข่โดยกกไว้บนปลายเท้านาน 65 วัน ตัวเมียทั้งหมดจากไปนานแล้ว ตัวผู้ถูกทิ้งให้อยู่รวมกันในที่ๆ หนาวเย็นเลวร้ายที่สุดบนโลกใบนี้

ในที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์กลับมา ก็มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก มันมีปัญหา คุณจะป้อนอาหารลูกนกที่หิวโหยได้อย่างไรเมื่อตู้เย็นว่างเปล่าและคุณไม่ได้กินอะไรเลยมาสี่เดือน แต่พ่อเพ็นกวิ้นจักรพรรดิสามารถป้อนอาหารลูกด้วยสารพิเศษที่สร้างขึ้นมาจากในท้องที่ดูคล้ายกับนมเล็กน้อย และผ่านไปอีกสองเดือนตัวเมียกลับมาพร้อมกับปลาเต็มท้อง

อันดับ 1 ม้าน้ำ (Seahorse)



ในทะเลมีสุดยอดตัวผู้ที่เสียสละที่สุด มันก็คือม้าน้ำ ม้าน้ำตัวผู้โรแมนติกอย่างที่สุด เมื่อพวกมันอยู่ในอารมณ์แห่งรัก พวกมันจะเต้นรำเป็นเวลา 3 วัน การเต้นรำทำให้ดูพุงพลุ้ยใหญ่และนั่นทำให้ม้าน้ำตัวเมียสนใจอย่างแท้จริง เมื่อผสมพันธุ์กันตัวเมียจะออกไข่หลายร้อยฟองเข้าไปในตัวผู้ ม้าน้ำเป็นอันดับหนึ่งเพราะมันเป็นตัวผู้ที่ตั้งท้อง ท้องที่ใหญ่นั้นเป็นกระเป๋าฟักไข่อย่างแท้จริง ผนังช่องท้องของมันเป็นอาหารบำรุงไข่ที่เติบโตอยู่ภายใน และเป็นเวลาสี่สัปดาห์ที่ยาวนาน มันก็ให้กำเนิดลูกออกมา ลูกม้าน้ำมีพ่อที่พิเศษอย่างแท้จริง

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 00:14 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)



ประเทศจีนที่ซึ่งประวัติศาสตร์และตำนานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งมันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเรื่องจริงออกจากนิทานในดินแดนที่สสารไม่จีรัง เหมือนหมอกยามเช้าในหุบเขาลุ่มแม่น้ำเหลือง กองหินมหึมาที่เรียกว่ากำแพงเมืองจีน โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินทันทีทันใดเหมือนมังกรหลับใหล หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณและโลกปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของมันถูกห้อมล้อมด้วยเรื่องเล่าขานของเหตุการณ์นองเลือดและความบ้าคลั่ง มันถูกกล่าวว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ยาวที่สุดในโลก มังกรหินขนาดมหึมาที่ขนาดของมันไม่เพียงแต่น่าเกรงขาม แต่ยังเป็นแนวคิดของมันเอง มันเป็นการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของความอัปยศ ความขัดแย้งของชาติ เป็นหลักการทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมของประเทศจีนสมัยใหม่ด้วย

กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของประเทศจีนในปี 1972 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินเข้าไปในระหว่างการเยือนเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศจีน เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าคุณต้องพูดได้ว่า มันต้องเป็นกำแพงอันยิ่งใหญ่ ถูกสร้างโดยคนของประเทศที่ยิ่งใหญ่" แต่ชาวจีนเองไม่รู้สึกภูมิใจกับมันเสมอไป มุมมองเดิมของจีนต่อกำแพงก็คือพวกเขาคิดว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลที่กดขี่ ความอ่อนแอทางทหารและความไร้ประโยชน์ มันเป็นสัญลักษณ์ของการทนทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองแบบกดขี่ มันเริ่มขึ้นที่บริเวณภูเขาบรรจบกับทะเล ที่ชางไห่กวนและทอดยาวผ่านภาคเหนือของจีนไปจรดขอบทะเลทรายโกบี ก่อให้เกิดระบบที่เรียกว่ากำแพงยาวซึ่งกินระยะทางหลายพันไมล์ของดินแดนจีน และความสง่างามของมันได้รับการเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวางทั้งในนิทานและในตำนาน

ถึงกระนั้นโลกตะวันตกก็ไม่ได้รับรู้ถึงการปรากฏอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลากว่า 1,500 ปี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ มันไม่ปรากฏอยู่ในภาพวาดของจีนสมัยนั้น หรือในบันทึกของมาโคโปโลตอนที่เขามาประเทศจีนในศตวรรษที่ 13 ในความเป็นจริงชาวจีนไม่ได้เรียกมันว่ากำแพงอันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ที่โลกตะวันตกหลงใหลมันจนตั้งชื่อนี้ให้ ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีแนวคิดแบบตะวันตกที่สถาปนาให้กำแพงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศจีน และชาวจีนก็ยอมรับแนวคิดนี้ เพื่อให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของประเทศจีน

ในปี 1908 นักเขียนและนักผจญภัย วิลเลี่ยม เอดการ์ กิล (William Edgar Geil) กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางตลอดแนวกำแพง ข้อสังเกตของเขาเป็นคำเชื้อเชิญมากกว่าคำชมเชย และคำประกาศอันน่าอับอายของเขาถูกนำมากล่าวซ้ำจนถึงปัจจุบันว่า "กำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์แห่งยุคทองของจีน มันยาว 1,700 ไมล์ และเป็นสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์" ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่สามารถเห็นกำปพงเมืองจีนได้จากดวงจันทร์ เรื่องราวนี้ถูกแพร่ออกไปตอนที่มีการขึ้นสู่อวกาศ และมันก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักบินอวกาศ ในหมู่คนที่เคยออกไปอยู่ในอวกาศว่า คุณไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากอวกาศได้ และนักบินอวกาศมักจะบอกว่า มีคนไม่น้อยที่ถามคำถามนี้ แต่เรื่องเล่าอื่นๆยังคงอยู่และแทบไม่เคยได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์

มีการคำนวณทุกชนิดในศตวรรษที่ 19 ออกมาว่า คุณเอาหินทุกก้อนจากกำแพงมาเรียงใหม่ได้รอบเส้นศูนย์สูตร หรือว่ามันมีมวลเท่ากับบ้านทุกหลังในอังกฤษและสก็อตแลนด์ และเรื่องเหล่านี้ก็อยู่มาจนถึงในศตวรรษที่ 20 ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันมีกำแพงเมืองจีนจริงหรือไม่ มันเต็มไปด้วยความสงสัยว่ากำแพงเมืองจีนเคยปรากฏอยู่ในฐานะแนวป้องกันชิ้นเดียวยาวต่อเนื่องข้ามภาคเหนือของประเทศจีน มันน่าจะเป็นกำแพงไม่ต่อเนื่องหลายชุดที่สร้างในเวลาต่างๆ กัน โดยผู้คนต่างๆ กัน เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ กัน แล้วนำมาต่อกัน ปล่อยให้ผุพัง สร้างใหม่ และขยายออกในช่วงราวๆ 2,000 ปี เมื่อคนคิดถึงกำอพงเมืองจีน พวกเขาคงจะคิดถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่โต ยาวต่อเนื่องกันหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีน แน่นอนว่าความจริงมันต่างจากนั้นมาก กำแพงถูกสร้างเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าซากปรักหักพังทางโบราณคดีเลย และในพื้นที่ห่างไกลของจีนส่วนใหญ่มันก็ถูกทับถมไปแล้ว

ส่วนของกำแพงที่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิงที่ยังเหลืออยู่ ส่วนที่พวกเขาสร้างในศตวรรษที่ 16 นั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นกำแพงอิฐตันอยู่บนภูเขาสูงชันพร้อมด้วยหอสังเกตการณ์ และมันก็ยากมากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาสร้างมันจนเสร็จได้อย่างไร สำหรับขนาดอันใหญ่โตและมิติอันหนักแน่นของมัน กำแพงเมืองจีนยังคงมีปริศนาซ่อนอยู่ มันไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง และแม้แต่ในปัจจุบัน ไม่มีใครแน่ใจถึงความยาวและเส้นทางแท้จริงของมัน ประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองจีนที่ตกมาถึงเรา คือการผสมผสานอันแปลกประหลาดของความจริงและจินตนาการ หลักฐานอันหนักแน่นเพียงเล็กน้อยหลอมรวมกับเรื่องเล่าขานและตำนาน และมันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกมันออกจากกัน

ไม่เคยมีอารยธรรมใดที่ดูจะนิยมการสร้างกำแพงมากกว่าชนชาติจีนอีกแล้ว การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกสมัยยุคหินกลางหรือนีโอลีธิก (Neolethics) ส่วนสำคัญของเมืองถูกล้อมรอบด้วยคันดินถม อันที่จริงแล้วคำว่าชางที่แปลว่าเมืองในภาษาจีนยังแปลว่ากำแพงอีกด้วย กำแพงเมืองจีนคือกำแพงซ้อนกำแพง กำแพงเมืองจีนเป็นส่วนปกป้องกำแพงที่ซ้อนกันอยู่ทั้งปวง รวมถึงกำแพงของบ้านพักอาศัยด้วย กำแพงเป็นส่วนลึกล้ำทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมจีน พวกเขาสร้างกำแพงล้อมรอบบ้านและวัด เทพเจ้าของกำปพงและอาคารมีอำนาจเหนือขอบเขตความเป็นและความตาย คนจีนสร้างกำแพงเพื่อระบุขอบเขตของพวกตน เพื่อป้องกันผู้แปลกหน้าจากที่ห่างไกล กำแพงในบางแห่งอาจมีความสำคัญในบางพิธีกรรมด้วย ประเทศจีนสมัยก่อนเป็นอาณาจักรที่ปราศจากความสงบ การที่ชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและอาณาจักรข้างเคียงที่ตื่นตัวทุกครั้งเมื่อมีสัญญาณของความอ่อนแอ กำแพงจึงถูกมองว่าเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์

จนสิ้นศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล บริเวณที่กลายเป็นประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งระหว่างรัฐที่ยาวนานถึง 500 ปี มันประกอบด้วยรัฐที่ปกครองด้วยระบบขุนนางและรัฐเล็กๆ ที่ปกครองด้วยระบบศักดินาที่มารวมตัวกันหลายแห่งมารวมตัวกันอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซึ่งมีอำนาจทางจิตใจและพิธีกรรมมากกว่าในทางปฏิบัติ จนถึงกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เกียรติยศและพันธไมตรีที่มอบให้จักรพรรดิต้องหลีกทางให้กับความเห็นแก่ตัวและการเข่นฆ่า มันคือช่วงสงครามระหว่างแคว้นที่ชาวจีนเริ่มสร้างกำแพงขึ้นอย่างจริงจัง แคว้นฉีสร้างกำแพงขึ้นตามแนวชายแดนด้านใต้เพื่อป้องกันศัตรูจากแคว้นฉู แคว้นฉูสร้างกำแพงตามแนวชายแดนด้านเหนือเพื่อป้องกันตนเองจากแคว้นฉิน แคว้นเยนและแคว้นเฉาสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตนเองจากพวกเร่ร่อนทางเหนือและจากกันและกัน กำแพงมีความยาวทั้งหมดประมาณ 2,800 ไมล์ กำแพงถูกสร้างขึ้นตามแนวชายแดนของแคว้นต่างๆ ที่ทำสงครามกัน

ในยุคหนึ่งมีแคว้นต่างๆ ถึง 120 แคว้น เมื่อถึงช่วงสูงสุดของสมัยสงครามระหว่างแคว้น และมีเพียง 7 แคว้นที่เหลืออยู่ มีการทำลายแคว้นเล็กๆ มากมายทั่วทั้งประเทศจีน ที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามระหว่างแคว้นคือ ปรัชญาชีวิตหลักของจีนที่เริ่มก่อตัวขึ้น ขณะที่มีผู้มีความรู้พยายามคิดว่า สิ่งใดผิดพลาดและจะแก้ไขมันอย่างไร ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ขงจื๊อเห็นถึงความจำเป็นในการเคารพกฎและความสำคัญระหว่างมนุษย์และสวรรค์อย่างเคร่งครัดและเสียใจกับการมีสงครามและกำแพง ลัทธิกลุ่มหนึ่งคือลัทธิเต๋าค้นพบคำตอบในธรรมชาติและเชื่อว่า ทุกสิ่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาพลังหยินและหยาง เพราะฉะนั้นการดิ้นรนและสงครามจึงเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าปรัชญาเหล่านี้กลายเป็นนโยบายระหว่างรัฐ มันคงเป็นไปได้ยากที่กำแพงจะถูกสร้างขึ้นมา

แต่แคว้นฉินใช้ระบอบการปกครองเบ็ดเสร็จด้วยกฎหมายการลงโทษและการให้รางวัล มีเรื่องเล่าที่ดีมากเกี่ยวกับคนดูแลมงกุฏและคนดูแลเสื้อคลุม ในคืนหนึ่งที่ฮ่องเต้หลับอยู่หน้าบริเวณเตาผิง คนดูแลมงกุฏจึงนำเสื้อมาคลุมให้ท่าน ฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาถามว่า ใครห่มเสื้อคลุมให้ฉัน ผู้ดูแลมงกุฏก็ตอบว่าข้าเอง แล้วฮ่องเต้ก็สั่งให้นำตัวไปประหารทันทีเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา เรื่องเหล่านี้เป็นแนวทางของกองทัพฉินในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พวกเขาเริ่มเคลื่อนกำลังข้ามแผ่นดินจีนผนวกเอาแคว้นต่างๆ เข้าไปเหมือนหนอนไหมกัดกินใบหม่อนตามบันทึกนักประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น 246 ปี ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์สำคัญก็เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องที่เกิดขึ้น เด็กชายอายุ 13 ก้าวเข้าสู่บัลลังค์ของแคว้นฉิน เขาเป็นที่รู้จักในนามของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิคนแรกของประเทศจีน ตำนานกล่าวว่าเขาบินไปยังดวงจันทร์ด้วยพรมวิเศษในความฝัน เมื่อมองลงมาเขาเห็นอาณาจักรของเขามีภัยคุกคามจากศัตรูมากมาย เขาปลุกบรรดาที่ปรึกษาขึ้นมาแล้วบอกว่า ข้าจะสร้างกำแพงที่ยิ่งใหญ่

ในปี 1974 ชาวนาที่กำลังขุดบ่อน้ำพบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าทึ่ง มันคือหลุมฝังตุ๊กตากระเบื้องพลทหาร พลธนู รถม้าศึกและม้า ทั้งหมดนี้มีขนาดเท่าของจริงและแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันดูราวกับว่ามีต้นแบบมาจากของจริง ทุกวันนี้ตุ๊กตามากกว่า 6,000 ตัวถูกขุดขึ้นมา กองทัพกระเบื้องเคลือบที่ถูกออกแบบให้สู้ศึกเพื่อฮ่องเต้ในโลกหน้า หรือบางทีเพื่อคุ้มกันการหลับใหลชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรของพระองค์ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นหลุมฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน หรือที่ขนานนามกันว่าปฐมกษัตริย์ ตามบันทึกที่ตกทอดสู่ราชวงศ์ต่อมา การขึ้นครองราชย์ของจิ๋นซีฮ่องเต้มีที่มาค่อนข้างคลุมเครือ พระมารดาของพระองค์เป็นนางระบำสาวเสน่ห์แรงและเป็นภรรยาน้อยของพ่อค้าเร่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากพอกับความร่ำรวย ขณะที่เข้ามาค้าขายในพระราชวัง พ่อค้าขอให้เธอเต้นรำกับรัชทายาทของราชวงค์ฉิน เมื่อพระองค์ตกหลุมรักเขาก็ยกเธอให้พระองค์ โดยไม่เคยเอ่ยปากเลยว่านางกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอยู่ องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน แล้วจากนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ก็สืบทอดบัลลังค์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะที่ฮ่องเต้น้อยเติบโตขึ้น พระองค์เริ่มแสดงอุปนิสัยแปลกๆ และเกิดอาการวิตกกังวล พระองค์สั่งเนรเทศพระมารดา และสั่งพระบิดาอดีตพ่อค้าที่ว่าราชการแทนในวัยเยาว์ของพระองค์ให้ฆ่าตัวตาย พระองค์เรียกโหร หมอผี และที่ปรึกษาเจ้าเล่ห์ ไร้ศีลธรรมหลายคนให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด ประมาณ 234 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ส่งกองทัพออกไปเพื่อพิชิตแผ่นดินจีนที่บรรพบุรุษได้เริ่มไว้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างแคว้นก็มีแคว้นอิสระแยกตัวออกมา และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสองแคว้น จนเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ประเทศจีนก็รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อแคว้นฉินทำลายแคว้นฉีจนได้ จิ๋นซีฮ่องเต้ประกาศว่าตนคือจักรพรรดิของแผ่นดินใหม่ที่พระองค์ตั้งชื่อว่าจีน ตามราชวงค์ของพระองค์ และรีบรวมอำนาจอย่างรวดเร็ว จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างอาณาจักรขึ้น ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน พระองค์สร้างระบบถนนภายในประเทศ พระองค์สร้างมาตรฐานให้กับอักษรจีน พระองค์รวมสกุลเงินจีนต่างๆเป็นหนึ่งเดียว พระองค์สร้างมาตรฐานให้อาณาจักร พระองค์ทำให้มันเป็นเอกภาพ พระองค์ยังสนใจเรื่องเวทมนต์ การเล่นแร่แปรธาตุอย่างเหลือเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์สามารถเอาชนะความตายและเป็นอมตะได้ พระองค์อยากเป็นคนครองโลก

จิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งมาตรฐานการชั่ง ตวง วัด ด้วยระบบที่มีพื้นฐานอยู่บนเลขหก อันเป็นเลขมหัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์ประกาศว่าสีดำคือสีที่มีพลังลึกลับของพระองค์เป็นสีทางการสำหรับเสื้อผ้าและธงของอาณาจักรและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ และออกพระราชบัญญัติว่าราชวงศ์ฉินจะปกครองตลอดไป จากนั้นพระองค์ก็ตัดสินพระทัยสร้างกำแพง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าความคิดของการสร้างกำแพงเมืองจีนเข้ามาอยู่ในพระทัยของจักรพรรดิเมื่อใด หรือทำไมพระองค์ตัดสินพระทัยสร้างมัน ตำนานหนึ่งเล่าว่าหนึ่งในโหรของพระองค์ทำนายว่าราชวงค์ของพระองค์จะล่มสลายด้วยฝีมือของเผ่าคนเถื่อนจากภาคเหนือ ส่วนเรื่องอื่นก็เกี่ยวกับความฝัน ลางบอกเหตุ และความตั้งพระทัยของจักรพรรดิที่จะสร้างอนุสรณ์ถึงความรุ่งเรืองของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส

จิ๋นซีฮ่องเต้แต่งตั่งให้นายพลเม้งเทียน นายทหารผู้แข็งขันและมากด้วยความสำเร็จรับผิดชอบการสร้างกำแพง เพื่อจะแบ่งแยกผู้คนที่มีอารยธรรมจากพวกคนเถื่อน และปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่พื้นที่ว่างเปล่าทางเหนือ  กำแพงเริ่มต้นตั้งแต่ทะเลเหลืองทางตะวันออกไปจนถึงทะเลทรายโกบีทางตะวันตก มันต้องมีความสูง 24 ฟุต และมีความกว้างมากพอที่นายทหาร 8 นายจะเดินเรียงหน้ากระดานได้ กำแพงต้องสร้างตามลักษณะภูมิประเทศตราบเท่าที่เป็นได้และต้องไม่สร้างเป็นเส้นตรง เพราะเชื่อว่าปีศาจเดินทางได้เป็นเส้นตรงเท่านั้น เทคนิคการสร้างกำแพงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละที่ และมีกำแพงของจิ๋นซีฮ่องเต้เหลืออยู่น้อยมากจนไม่สามารถบอกได้ว่ามันถูกสร้างอย่างไร กระนั้นนักวิชาการเชื่อว่ามันถูกใช้เป็นแนวไว้สำหรับสร้างเพิ่มเติมตามรากฐานของมัน

นายพลเม้งเทียนเริ่มด้วยการสร้างหอคอยก่อน โดยสร้างจากอิฐและหินโดยมีฐานเป็นเศษหิน หอคอยเหล่านี้สูงประมาณ 40 ฟุต มีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 ฟุต เมื่อสร้างหอคอยเสร็จแล้วมันจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกำแพงหิน เพื่อป้องกันผู้รุกรานและปีศาจร้าย ป้อมปราการที่ใหญ่พอที่จะบรรจุทหารได้หลายร้อยนายถูกจัดวางอยู่ในระยะธนู 2 ดอก เพื่อให้สามารถคุ้มกันพื้นที่ระหว่างนี้ได้ หอคอยโผล่ออกมาจากกำแพงเหมือนป้อมปืน ดังนั้นฝ่ายป้องกันสามารถยิงใส่ผู้รุกรานได้ตลอดแนวกำแพง มีการประมาณว่าชาวแคว้นฉินภายใต้การดูแลของนายพลเม้งเทียน ก่อสร้างกำแพงใหม่หลายร้อยไมล์ส่วนที่เหลือเป็นการก่อสร้างเพิ่มจากของเดิมที่แคว้นอื่นทำไว้แล้วรวมกับของใหม่ สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อมกำแพงรุ่นก่อนๆที่สร้างในสมัยสงครามระหว่างแคว้น พวกเขาใช้เทคนิคการบดอัดดิน เป็นเทคนิคเดียวที่พวกเขารู้จัก ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างจากกำแพงในยุคนีโอลีธิกส์เลย เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง

ในภูเขาทางทิศตะวันออก ดินแห้งถูกนำมาถมระหว่างกำแพงหินหรืออิฐจนได้ระดับที่แน่นพอเพียง จากนั้นหินหรืออิฐจะถูกนำมาเรียงทับหน้าเพื่อป้องกันฝนชะล้างและใช้เป็นถนน ห่างออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นหินตะกอนละเอียดที่เรียกว่าดินเหลือง คนงานจะเทดินที่ผสมกับน้ำลงในพิมพ์ไม้แล้วนำไปก่อเป็นโครงสร้างให้แข็งแรงเมื่อมันแห้งแล้ว บนพื้นที่แห้งแล้งของที่ราบฝั่งตะวันตก กำแพงถูกสร้างจากใบต้นปาล์ม ต้นกก แสม กับกรวดและโคลน ไปจนสิ้นสุดที่ริมทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เลยไปจากนั้นเป็นดินแดนที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้าย นายพลเม้งเทียนสร้างกำแพงเหล่านี้เสร็จภายในเวลาน้อยกว่า 10 ปี หรือเสร็จก่อน 210 ปีก่อนคริสกาล แต่เรื่องราวที่คาดการณ์เกี่ยวกับมูลค่าของมันในแง่ความทุกข์ทรมานและชีวิตที่สูญเสีย เรื่มแพร่กระจายออกไปแล้ว

แรงงานจำนวนมากมาจากการเกณฑ์ชาวนาผสมกับนักโทษ ทหารที่ถูกจับได้ ขุนนางตกยาก นักปราชญ์ และคนอื่นๆที่ถูกเรียกว่าเป็นศัตรูของอาณาจักร เป็นที่กล่าวกันว่าทุกๆสิบคนที่ถูกเกณฑ์มา มีเพียงสามคนรอดกลับบ้าน จักรพรรดิมีคำสั่งอีกว่า ใครก็ตามที่แอบหลับจะต้องถูกฝังทั้งเป็นไว้บนกำแพงนั่นเอง ความทรงจำอันแพร่หลายของการสร้างกำแพงก็คือ ชาวนาถูกกวาดต้อนมาทำงานแล้วก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย โดยถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเสียชีวิตในผืนป่าที่ห่างไกล มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และมีเรื่องเล่าว่า ศพของชาวนาถูกโยนทิ้งลงไปในช่องว่างระหว่างกำแพง ซึ่งเป็นที่ใส่เศษหิน ความเลวร้ายนี้ถูกระบายออกมาผ่านบทกวีมากมาย ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตำนานของคุณนายเม็ง หนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เด็กๆเรียนในช่วงยี่สิบปีแรกของการปกครองระบบสังคมนิยม เป็นเรื่องของหญิงคนหนึ่งตามหาสามีของเธอที่ถูกจิ๋นซีฮ่องเต้ส่งไปเป็นแรงงานทาสที่กำแพงนั่น แล้วเธอก็พบว่าเขาตายแล้วและอาจจะถูกฝังอยู่ในกำแพงเหมือนกับหลายๆคน ดังนั้นกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นผลงานของความกดขี่ของระบอบขุนนาง ซึ่งถูกสร้างโดยหยาดเหงื่อของคนธรรมดาภายใต้การทารุณของทรราชย์ ขณะที่ในตอนนี้กำแพงนั้นถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ความยั่งยืนของอารยธรรมของมัน เป็นการแสดงพลังอำนาจ ประวัติศาสตร์

เมื่อการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด หนึ่งในโหรของจักรพรรดิกล่าวว่า กำแพงจะไม่มีวันเสร็จ ถ้าไม่มีการฝังคนหนึ่งหมื่นคนทั้งเป็นในนั้น จักรพรรดิรู้สึกว่าพระองค์ไม่อาจเสียคนขนาดนั้นได้ จิ๋นซีฮ่องเต้แก้ปัญหาด้วยการหาชายคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขามีตัวอักษรที่มีความหมายว่าหนึ่งหมื่นมาฝังไว้ในกำแพงแทน ประมาณกันว่ามีคนงานสร้างกำแพงหนึ่งล้านคนระหว่างการทำงานที่ยาวนานหลายปีในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้เสียชีวิตมากมายจากภูมิอากาศ ความเหนื่อยล้า และความอดอยาก แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าศพของพวกเขาถูกฝังตรงที่เสียชีวิตอยู่ในสุสานยาวที่สุดในโลกตลอดกาล หลังจากรวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียวไม่ทันถึงสิบปี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก โครงการสาธารณะเช่น คลอง ถนน และระบบเกษตรกรรม ได้รับการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้เมื่อมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงประกาศว่าไม่มีใครจะเอาชนะอาณาจักรของพระองค์ได้ แต่มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

แม้ขณะที่กำแพงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงถลำลึกลงไปในเรื่องไสยศาสตร์และความวิปลาส สองร้อยสิบสามปีก่อนคริสกาล พระองค์ตัดสินพระทัยว่าประวัติศาสตร์ควรเริ่มต้นที่พระองค์และสั่งให้เผาหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหมด ใครที่พบว่ามีหนังสือเหล่านี้อยู่ในครอบครองหลังการประกาศจะถูกส่งไปใช้แรงงานสร้างกำแพง หรือถูกฝังทั้งเป็น ประมาณการว่านักปราชญ์ 460 คนเสียชีวิต เมื่อบุตรชายองค์โตและเป็นรัชทายาทของพระจักรพรรดิคัดค้านนโยบายนี้ เขาก็ถูกเนรเทศให้ไปช่วยงานนายพลเม้งเทียนทางเหนือ ขณะที่จักรพรรดิมีพระชนม์มายุเพิ่มขึ้น ความลุ่มหลงกับความตายของพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะมีบันทึกว่าพระองค์เข้าเยี่ยมชมการก่อสร้างกำแพงของพระองค์เพียงครั้งเดียว และมีรายงานว่าพระองค์ออกเดินทางค้นหายาที่จะทำให้เป็นอมตะถึง 5 ครั้ง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เมื่อมีอายุได้ 49 พรรษา ในการเดินทางครั้งหนึ่ง การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อาจเกิดจากยาที่มีสารอันตรายอย่างตะกั่วหรือสารหนูที่พระองค์เสวยเข้าไปเพื่อเสาะหาชีวิตอมตะ

ราชวงค์ของพระองค์ล่มสลายด้วยน้ำมือของบุตรชายคนที่สองที่ชื่อ อู๋ไห่ การที่รัชทายาทอันชอบธรรมอยู่ระหว่างการถูกเนรเทศ ทำให้อู๋ไห่ขึ้นครองราชย์อาณาจักรฉิน พร้อมความเจ้าเล่ห์ โหดร้ายที่เหมือนพระบิดา แต่ขาดซึ่งความเข้มแข็งและความเป็นผู้นำแบบจิ๋นซี เขาสั่งขังที่ปรึกษาทั้งหมดของพระบิดา รวมทั้งนายพลเม้งเทียน ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายหลังจากไตร่ตรองความโชคร้ายของตนและกล่าวว่า เขาสมควรตาย เพราะเขาละเมิดชี่ อันเป็นการไหลของพลังงานโลกด้วยการก่อสร้างกำแพงที่ละเมิดพื้นที่ภูเขา แม่น้ำ และพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ  อู๋ไห่ครองราชย์ได้เพียงสี่ปี ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะล้มล้างเขา และประเทศจีนกลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกครั้ง ราชวงค์อันยิ่งใหญ่ที่หวังจะได้อยู่ตลอดกาล กลับได้อยู่เพียง 15 ปี นับเป็นการปกครองที่สั้นที่สุดที่เคยปกครองจีน

ด้วยความมหึมาใหญ่โตและแข็งแรงของกำแพง มันกลับไม่มีประสิทธิภาพนัก ในการป้องกันการรุกรานของเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ เป็นที่รู้จักกันในนามทาทา ตามชื่อในสมัยกลางที่แปลว่านรก ชาวจีนกล่าวว่าพวกนี้โหดร้ายผิดมนุษย์ กินเนื้อสุนัขและม้าเป็นอาหาร และกินเลือดจากศัตรูของพวกเขา มีร่างกายแข็งแรง จิตใจเหี้ยมโหด และไม่มีใครเอาชนะได้ในสงคราม หนึ่งในพวกนั้นที่โจมตีกำแพงเมืองจีน คือผู้นำมองโกลที่เหี้ยมหาญ ผู้ซึ่งชื่อของเขามีความหมายเดียวกับความน่ากลัวทั่วอาณาจักรฉินและทั่วโลก เจงกิสข่าน

เป็นเวลากว่าพันปีหลังการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิองค์แรกที่ราชวงค์ต่อมาสร้างกำแพงเพิ่มเติมหรือปล่อยให้มันผุพัง ขึ้นกับความจำเป็นทางการทหารและบรรยากาศทางการเมืองขณะนั้น บางราชวงศ์ เช่นราชวงศ์ฮั่น ซ่อมแซมกำแพงบางส่วน ต่อเติมและสร้างกำแพงของตนเอง ราชวงศ์อื่นเช่นราชวงศ์ถัง ผู้เชื่อมั่นว่ามันเป็นเครื่องป้องกันไร้ประโยชน์และมีค่าดูแลรักษาสูงจึงปล่อยให้มันผุพังไป การล่าสังหารของเผ่าคนเถื่อนดำเนินต่อไปโดยผู้รุกรานที่ประสบชัยชนะส่วนใหญ่ที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในวัฒนธรรมจีนทีละน้อย จนกลายเป็นคนจีนมากกว่าคนจีนเอง กำแพงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความมีอารยธรรมกับพวกป่าเถื่อน แต่ความจริงแล้วกำแพงนั้นทะลุปรุโปร่ง มันถูกข้ามได้อย่างง่ายดายมาก ความคิดที่จะปิดกั้นพรมแดนนั้นไม่มีทางได้ผล ชนเผ่าเร่ร่อนจะหาทางข้ามมาได้เสมอ พวกเขาจะหารอยแตกในกำแพง บางทีคนที่คุมกำแพงก็ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาเฉยๆ หรือแม้กระทั่งในสมัยราชวงศ์หมิง ในยุครุ่งเรืองของการสร้างกำแพง ถ้าพวกนั้นไม่หาทางอ้อมไปก็เข้ามาทางประตูแล้วเดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งนั่นเลย

ตำนานกล่าวว่าเจงกิสข่านเกิดขึ้นมาพร้อมกำก้อนเลือดไว้ในมือขวา ซึ่งเป็นลางบอกอนาคตอันนองเลือดของเขา ขณะที่เป็นหนุ่มเขาปราบปรามและรวบรวมก๊กชาวมองโกลต่างๆเข้าด้วยกันและสร้างเป็นกองทัพอันเกรียงไกร และในคริสตศักราช 1211 กองทัพมองโกลของเจงกิสข่านถาโถมเข้าใส่แผ่นดินจีนเหมือนปีศาจร้ายที่หลุดออกจากนรก ข้ามกำแพงเมืองจีนเข้ามาแล้วกระจายกำลังไปทั่วประเทศเหมือนกองทัพตั๊กแตนลงทำลายพืชไร่ พวกเขาเป็นนักรบที่เหี้ยมโหดอย่างเหลือเชื่อ มีทักษะการรบที่เยี่ยมยอด พวกเขายังใช้การทำลายขวัญและกำลังใจ เมื่อพวกเขายึดเมืองใดได้ พวกเขาจะฆ่าทุกคนทิ้ง พวกเขาต้องการให้ทุกคนเห็นว่าถ้ามีการขัดขืน ศัตรูจะต้องถูกฆ่า เจงกิสข่านกล่าวว่า สิ่งที่มนุษย์จะมีได้คือชัยชนะ เอาชนะศัตรู ไล่ฆ่าพวกมัน ปลดทรัพย์สินของพวกมัน ทำให้ครอบครัวของพวกมันต้องหลั่งน้ำตา ขี่ม้าของพวกมันและเสพสมกับเมียและลูกสาวของพวกมัน

ต้องใช้เวลา 60 ปี อันนองเลือดก่อนที่แผ่นดินจีนทั้งหมดจะตกในเงื้อมมือของมองโกลภายใต้การนำของกุ๊บไลข่านผู้เป็นหลานของเจงกิสข่าน เขาสถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิจีนในปี 1271 ชาวมองโกลปกครองประเทศจีนต่อไปเกือบร้อยปี ประเทศจีนภายใต้การปกครองของมองโกลกลายเป็นที่พบปะของคนพลายเชื้อชาติ ระหว่างนี้เองที่มาโคโปโลเดินทางมาประเทศจีน และเป็นที่โต้เถียงกันมายาวนานว่า ทำไมไม่เอ่ยถึงกำแพงเมืองจีนในบันทึกของเขาเลย ความจริงก็คือมันเป็นไปได้ว่าไม่มีกำแพงเมืองจีนตอนที่มาโคโปโลมาเยือนประเทศจีน ระหว่างการปกครองมองโกล กำแพงของแคว้นฉินที่เหลืออยู่ได้ผุพังไปหมดแล้ว ชาวจีนไม่เคยยอมรับการปกครองของมองโกล และพวกเขามองกุ๊บไลข่านว่าเป็นเพียงคนเถื่อน แม้ว่าเขาจะทำให้มาโคโปโลและผู้มาเยือนคนอื่นประทับใจมากก็ตาม การต่อต้านจากฝ่ายกบฏเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตัดรอนอำนาจของมองโกล จนในที่สุดในปี 1368 ชาวนาจีนคนหนึ่งนำทัพชาวจีนขับไล่มองโกลคนสุดท้ายออกจากประเทศจีนและก่อตั้งราชวงศ์หมิง

ราชวงศ์หมิงเป็นนักสร้างกำแพงที่ขยันที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ถ้าพวกเขาไม่สร้างมันขึ้นมา เราคงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีน สิ่งที่เรารู้ทุกวันนี้ก็คือกำแพงเมืองจีนเป็นกำแพงของราชวงศ์หมิงแน่ๆ มันแตกต่างจากกำแพงรุ่นก่อนๆ มากเลยทีเดียว การสร้างกำแพงของราชวงศ์หมิงนี้ต้องใช้ช่างอิฐและช่างตัดหินที่เชี่ยวชาญ มันแตกต่างทั้งขนาดและรูปแบบ กำแพงที่สร้างในราชวงศ์หมิงส่วนใหญ่ถูกสร้างบนรากฐานหินแกรนิตยาวถึง 14 ฟุตและหนา 3 หรือ 4 ฟุต ทั้งหมดถูกตัดและจัดวางอย่างแม่นยำเป็นระเบียบ ส่วนตัวกำแพงก็ก่ออิฐที่ทำด้วยมือสูงขึ้นไปถึง 20 ฟุต และมีทางเดินกว้าง 14 ฟุต พื้นทางเดินก็ก่อด้วยอิฐเช่นเดียวกัน ประตูที่ทางทิศตะวันออกที่เมืองชางไห่กวนถูกแต่งตั้งให้เป็นประตูแรกใต้สรวงสวรรค์ ที่ปลายฝั่งตะวันตก พวกเขาสร้างประตูหยกหรือกำแพงกันภัย ชาวหมิงสร้างอนุสรณ์และแผ่นหินสลักไว้มากมายตามทางเพื่อสรรเสริญความปราดเปรื่องและความดีของจักรพรรดิ ชื่อหนึ่งที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้งคือชื่อของหว่านลี้ ผู้ครองราชย์สมัยศตวรรษที่ 16 มีส่วนสำคัญต่อการสร้างกำแพงเมืองจีนอย่างมาก จนคนรุ่นต่อมาคิดว่าเขาเป็นผู้สร้างดั้งเดิม แต่ไม่ว่ากำแพงของหว่านลี้จะทรงพลังเพียงใดก็ไม่อาจยับยั้งนักล่าของเผ่าที่แข็งแกร่งจากแมนจูเรียผู้ซึ่งกำลังจ้องมองดินแดนอุดมสมบูรณ์ทางใต้ด้วยความปรารถนา

ความหมกมุ่นเกี่ยวกับกำแพงของชาวหมิงกลายเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจต่อพวกมองโกล แต่ในเมื่อแนวป้องกันทางทหารมันไม่ค่อยดีนัก ก่อให้เกิดอำนาจจิตแบบในหนังสตาร์วอร์ว่าบางทีพวกเขาก็ต้องหาทางแม้ว่าจะมีการสูญเสียอย่างมาก หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของกำแพงก็คือมันสิ้นเปลืองอย่างมากที่จะตรึงกำลังทหารไว้ที่นั่นและคอยส่งเสบียงไปให้พวกเขา มีเรื่องเล่าว่าถ้าต้องขนเกวียนข้าวไปที่กำแพงเมืองจีน 60 เกวียน คุณต้องกินข้าวจากเกวียน 59 เกวียน เหลือเพียง 1 เกวียนที่ขนมาถึง จึงนิยมให้มีทหารอยู่ใกล้กำแพงให้พวกเขาปลูกข้าวเลี้ยงชีพตนเอง แต่คนที่ถูกส่งไปที่นั่นก็ไม่มีความสุขกับมันอย่างมาก พวกเขาต้องถูกส่งไปอยู่ตลอดชีวิต แต่ก็มีบางคนที่ตั้งรกรากได้ พวกเขาพูดภาษาชนเผ่าได้ พวกเขาเข้ากับพวกมองโกลได้ดี
พวกเขาค้าขายกัน ถ้าพวกมองโกลอยากจะเข้ามาในกำแพงที่คนเหล่านี้ควรจะป้องกันมันอยู่ ก็แลกด้วยการติดสินบนเล็กๆน้อยๆ การกระทำเช่นนี้เป็นจุดอ่อนเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์หมิง พวกคนที่ถูกส่งไปไม่ใช่ชาวนาที่เก่ง แล้วดินแถวนั้นก็ไม่ค่อยดีนัก พวกเขาต้องอดอยาก และเมื่อสิ้นยุคหมิง นิคมทหารก็เริ่มกลายเป็นคนเถื่อนเสียเอง และก็เป็นเพราะคนเหล่านี้ที่ทำให้ชาวแมนจู 150,000 คน เอาชนะคนจีน 150,000,000 คนได้ ชาวแมนจูเข้ายึดปักกิ่งได้ในปี 1644 และปกครองประเทศจีนจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อจักรพรรดิแมนจูคนสุดท้ายเป็นเด็กชายชื่อปูยีถูกล้มล้างในการปฏิวัติในปี 1912 มันเป็นเรื่องน่าอายมากที่ประเทศจีนถูกโจมตีและยึดครองถึงสองครั้งโดยพวกคนเถื่อนทั้งพวกมองโกลและพวกแมนจูที่อยู่นอกกำแพง มันใช้งานไม่ได้ หมาจิ้งจอกหลุดเข้ามาในเล้าไก่แล้ว ทุกอย่างมันหยุดไม่ได้

เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 กำแพงเมืองจีนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เมื่อชาวตะวันตกมาเมืองจีนเป็นครั้งแรก พวกเขาประทับใจมาก เมืองมีชีวิตชีวา สิ่งต่างๆรุ่งเรือง ขณะที่ชาวตะวันตกรู้สึกชื่นชมสิ่งก่อสร้างนี้ ชาวจีนเองกลับมองว่ามันเป็นเครื่องเตือนใจของการกดขี่ของระบอบศักดินาและความล้มเหลวทางการทหาร และในพื้นที่ห่างไกล การทำที่พักเป็นเรื่องยากและวัสดุก่อสร้างที่ขาดแคลน พวกชาวนาที่อยู่ใกล้กำแพงจึงสกัดชิ้นส่วนก้อนหินจากกำแพงมาสร้างเป็นบ้าน นั่นแสดงว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจกับมันเลย เมื่อช่วงศตวรรษที่ 30-40 ญี่ปุ่นบุกจีน มีการรบสำคัญหลายครั้งเกิดขึ้นตามแนวกำแพง ต่อมาหลังการปฏิวัติของพวกกลุ่มสังคมนิยมนำโดยประธานเหมาเจ๋อตุงในปี 1949 มีการฟื้นฟูกำแพงสั้นๆและทำในส่วนที่ได้ความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม  และต่อมาในสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงได้มีการบูรณะกำแพงอีกครั้ง และเขากล่าวว่าขอให้พวกเรารักชาติและช่วยกันบูรณะกำแพงอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง

จนถึงทุกวันนี้มันคือสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน มันคือสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มันทอดตัวคดเคี้ยวไปตามสันเขาในพื้นที่ห่างไกล มันมีความเป็นมาที่ยาวนานและสื่อถึงการป้องกันการรุกรานของคนเถื่อน แสดงถึงความหวงแหนในแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ ที่ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายของผู้คนจำนวนมากหลายยุคหลายสมัย

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 00:15 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
อนาคอนด้า งูยักษ์แห่งอเมซอน



ไม่มีสัตว์ใดในลุ่มน้ำอเมซอนที่จะน่ากลัวและน่าเกรงขามไปกว่าปีศาจแห่งแม่น้ำนั่นคืองูอนาคอนด้า แม้มีสายตาที่คมเด็ดเดี่ยวแต่ก็ใช่ว่าจะเห็นมันได้ง่าย มันมีขนาดใหญ่และมีพลังมาก มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความตาย ชื่อเสียงในอดีตคือเพชรฆาตเงียบแห่งลุ่มน้ำและป่าอเมริกาใต้ เมื่อโตเต็มวัยงูอนาคอนด้าจะมีความยาวถึง 30 ฟุต และอาจจะหนักถึง 250 กิโลกรัม เทียบโดยขนาดแล้วไม่มีสัตว์ใดในโลกที่จะเป็นศัตรูกับมัน นับว่าอนาคอนด้าเป็นราชาของสัตว์กินเนื้อที่ไม่มีสัตว์ใดเทียบในลุ่มน้ำอเมซอน

ณ ดินแดนอันไกลโพ้นแห่งลุ่มน้ำอเมซอน ผู้มาเยือนมักถูกกล่อมให้หลงใหลในสรรพชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดด้วยสี เสียงและกลิ่นที่ราวกับเชิญชวนให้เข้ามาในแดนสวรรค์ แต่ภาพลวงตาของสวนอันแสนสงบกลับแฝงด้วยอันตราย สิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบในป่าดงดิบต้องยืนหยัดต่อสู้แบบไม่มีวันจบสิ้นเพื่อให้อยู่รอด ดินแดนที่ชีวิตมีแต่ความทุกข์เสมอกับความตาย ไม่มีความสะดวกสบายหรือเห็นอกเห็นใจกันแม้แต่น้อย ในป่านั้นความเป็นจริงแห่งชีวิตช่างโหดร้าย ผู้อ่อนแอ ชราภาพและเชื่องช้าจะตายได้โดยง่ายดายเข้าสู่วงจรของห่วงโซ่อาหาร หรือถ้าเผลอตัวแค่เพียงวินาทีเดียวก็อาจตายได้

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า อนาคอนด้าเป็นหนึ่งในนักล่าที่มีพลังมากที่สุดในโลก มันจู่โจมอย่างรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทันประมาณ 20 ฟุตต่อวินาที เร็วเท่ากับหมัดยักษ์ของนักมวยฝีมือเยี่ยม อนาคอนด้ามักจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำหรือบริเวณใกล้แม่น้ำ ที่ซึ่งมันจะหาอาหารได้หลากหลายประเภทรวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานอย่างอีกัวน่าหรือจระเข้ เหยื่อของอนาคอนด้ายังมีพวกนกน้ำอย่างนกกระสาหรือนกกระเรียน นอกจากนี้มันยังกินกวาง หมูป่า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอย่างโคอาติมุนดี้ (Coatimundi) สัตว์สายพันธุ์เดียวกับแร็คคูนที่อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้ ด้วยรูปร่างและขนาดพอๆ กับแมวบ้าน

โคอาติมุนดี้กลับมีธรรมชาติที่แตกต่างมันใช้เวลาส่วนใหญ่ในการหาตัวอ่อนของสัตว์เป็นอาหาร เช่นแมลงปีกแข็ง แมงป่อง หรือไส้เดือน อนาคอนด้าไม่มีประสาทรับเสียงเช่นสัตว์อื่น แต่มันสามารถจับความสั่นสะเทือนบนพื้นดินได้ สิ่งนี้สร้างขึ้นเพื่อชดเชยสายตาอันพร่าเลือน และรวมถึงความพิเศษของการรับรังสีอินฟราเรดที่ช่วยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่น้อยกว่า 1 องศาได้แม้ในระยะทางไกล เมื่ออยู่ยนพื้นดินอนาคอนด้าจะเชื่องช้า งุ่มง่าม แต่การเคลื่อนตัวอย่างช้าๆนี้ทำให้เหยื่อไม่รู้สึกตัวจนถึงระยะจู่โจมเพื่อรัดตัวโคอาติมุนดี้ อนาคอนด้าไม่ได้ฆ่าด้วยการรัดหรือบดขยี้ แต่มันฆ่าด้วยการขดเป็นม้วน สองถึงสามวงรอบๆ เหยื่อ แล้วก็รัดแน่นขึ้น แรงกดมหาศาลที่อนาคอนด้าสร้างขึ้นทำให้เกิดการหดตัวของเส้นเลือดใหญ่ที่ส่งเลือดเข้าไปยังหัวใจ เป็นผลให้ระบบหมุนเวียนของเลือดหยุดทำงาน แม้ว่าหัวใจจะยังคงเต้นอยู่ แต่เลือดก็ไหลไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เพียงไม่กี่วินาที โคอาติมุนดี้ก็หมดสติ

อาณาจักรของอนาคอนด้าที่จริงนั้นอยู่ในน้ำและมันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้น้ำเพื่อคอยซุ่มโจมตีเหยื่อที่เดินเข้ามาใกล้ ใต้ผิวน้ำร่างขนาดยักษ์กลับลอยน้ำอย่างสบาย มันเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและงดงาม นี่คือเหตุผลที่ชาวเปรูเรียกอนาคอนด้าว่า "ยาโคมาม่า" หรือราชินีแห่งลุ่มน้ำ แม้ว่าอนาคอนด้าจะชอบซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำ แต่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในทุกๆ ปี จะเป็นยามที่แหล่งน้ำแห้ง ตัวผู้จะออกเดินทางตามหาตัวเมีย เป็นภาพที่หาดูได้ยากเพราะพวกมันไม่ค่อยพบกันบ่อยนัก อนาคอนด้าตัวเมียจะกระจายกลิ่นฮอร์โมนเพศซึ่งจะดึงดูดตัวผู้ได้ไกลถึง 3 ไมล์ อนาคอนด้าตัวผู้จะตอบรับต่อกลิ่นของตัวเมีย ในที่สุดอนาคอนด้าตัวผู้ก็เดินทางมาถึงตัวเมียที่อยู่ใต้น้ำ มันมักพบว่ามันไม่ใช่ตัวแรกที่จะทำตามความเรียกร้องทางชีววิทยา ไม่เหมือนสัตว์ตัวผู้ชนิดอื่นที่ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิง อนาคอนด้าตัวเมียจะตอบรับตัวผู้ทุกตัวที่เดินทางมาหาเพื่อผสมพันธุ์กันเป็นกลุ่ม ขนาดของกลุ่มขึ้นอยู่กับจำนวนตัวผู้ที่เดินทางมารวมกัน การผสมพันธุ์ขนาดใหญ่อาจประกอบด้วยขดงูถึงครึ่งตัน ตัวผู้ถึง 12 ตัวจากที่ต่างๆ รวมกันอยู่กับตัวเมียเพียงตัวเดียว บางครั้งกลุ่มการผสมพันธุ์อาจกินเวลานานถึง 6 สัปดาห์

ความเร้นลับอีกเรื่องหนึ่งก็คือการใช้เดือยแหลมของอนาคอนด้าระหว่างการผสมพันธุ์ เดือยนี้เป็นร่องรอยทางธรรมชาติที่มีมาหลายล้านปี เมื่อสมัยที่งูยังมีขา ตัวผู้ดูเหมือนจะใช้เดือยนี้เพื่อปลุกอารมณ์ตัวเมียในยามที่มันผสมพันธุ์ แต่หน้าที่หลักของเดือยนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ครั้นเมื่อตัวผู้จัดการยักย้ายตัวเมียให้อยู่ในตำแหน่งมันก็จะทำการผสมพันธุ์ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง ตัวผู้จะพยายามปล่อยจุกสเปิร์มโดยหล่นลงสู่น้ำเบื้องล่าง ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากโปรตีนช่วยในการเก็บสเปิร์มในตัวของมัน บางทีก็ช่วยกีดขวางตัวผู้ตัวอื่นให้ห่างจากการผสมพันธุ์ที่เพิ่งจะสำเร็จกับตัวเมีย อนาคอนด้ากลั้นลมหายใจได้นานถึง 10 นาที การรวมกลุ่มผสมพันธุ์อาจดูคล้ายการบิดกายเหมือนงูชนิดอื่น และพุ่งขึ้นผิวน้ำเพื่อสูดอากาศ การรวมกลุ่มผสมพันธุ์นี้เป็นภาพที่น่าสยดสยอง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวที่กล่าวขานถึงพลังที่เหนือธรรมชาติของอนาคอนด้า หลายชั่วโมงผ่านไปกลุ่มงูขนาดมหึมาที่บิดเป็นเกลียวก็เริ่มคลายตัวออก แล้วตัวเมียก็เคลื่อนตัวหนีจากไป

หลังจากนั้น 6 - 9 เดือน อนาคอนด้าก็ให้กำเนิดลูกของมัน ซึ่งโดยเฉลี่ยจะออกลูกครั้งละประมาณ 10 - 40 ตัว ในขณะที่มันเข้าสู่โลกกว้าง อนาคอนด้าที่ยังโตไม่เต็มที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพัง โดยสัญชาติญาณพวกลูกงูมักหาที่ปลอดภัยตามแหล่งน้ำ แต่ก่อนที่จะไปถึงบางส่วนมันก็กลายเป็นอาหารของจระเข้เคย์แมนหรือสัตว์นักล่าอื่นๆ การป้องกันตัวของลูกงูอนาคอนด้าทำได้เพียงการหลบซ่อน ไม่เพียงแต่จระเข้เคย์แมน พวกแมวป่าก็เป็นศัตรูตัวสำคัญที่มองว่าลูกงูอนาคอนด้าเป็นเหยื่ออันโอชะ โดยปกติแมวป่าจะไม่เข้าใกล้อนาคอนด้าที่โตเต็มวัย แม้ว่าลูกงูอนาคอนด้าที่เคลื่อนที่มาอย่างเชื่องช้ามาที่แม่น้ำได้ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันจะปลอดภัย ปิรันย่าท้องแดงสัตว์ประจำลุ่มน้ำอเมซอนสามารถจับทุกระดับเสียงและกลิ่นในแม่น้ำได้ ปลาปิรันย่าที่หิวโหยสามารถทึ้งเหยื่อเป็นชิ้นๆ จนถึงกระดูกได้เพียงไม่กี่วินาที ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับความสมดุล ความสมดุลในสิ่งแวดล้อมในถิ่นที่อยู่อาศัย กับความสมดุลของจำนวนสัตว์ อนาคอนด้าเกิดใหม่จะมีจำนวนรอดน้อยมากที่จะเติบโตต่อไป นี่คือวัฏจักรของชีวิต เพื่อให้สิ่งหนึ่งอยู่รอดอีกหลายตัวก็ต้องตาย

อนาคอนด้าเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตในแม่น้ำ และแม่น้ำทุกเส้นคือเส้นเลือดแดงของอเมซอน คนในแถบนั้นต้องระวังที่จะไม่ละเมิดข้อห้ามใดๆ ที่จะทำให้เทพคุ้มครองขุ่นเคือง ในหมู่บ้านบอร่าของชาวอินเดียนแดงที่อยู่ในลุ่มน้ำอเมซอนในเปรู บางครั้งอนาคอนด้าจะว่ายมาที่ลำธารเล็กๆ เพื่อหาเหยื่อ งูอนาคอนด้าที่โตเต็มที่สามารถเขมือบเด็กได้ และในป่าแห่งนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับอนาคอนด้าที่กินเด็ก แต่งูตัวที่ใหญ่จริงๆ ตามเรื่องที่เล่าต่อกันมานั้นหาได้ยาก คนส่วนมากมักพบแต่อนาคอนด้าที่ยังเล็กอยู่ ซึ่งมีความยาวระหว่าง 10 - 15 ฟุต อนาคอนด้ากลายเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบเห็นได้ที่นี่ แต่เมื่อใดก็ตามที่งูขนาดใหญ่ยักษ์ปรากฏตัว ความตื่นตระหนกจะบังเกิดพร้อมกับความวิตก อนาคอนด้าขนาดใหญ่ถูกพบเห็นที่ธารน้ำแห่งหนึ่งในใจกลางหมู่บ้าน ผู้อาวุโสของหมู่บ้านได้บอกกล่าวกับบิลลามอร์ นักสัตววิทยาทางสัตว์เลื้อยคลาน ผู้ที่ทำงานในเขตนี้มาหลายสัปดาห์ เขาต้องการให้บิลนำงูออกไปก่อนที่มันจะถูกชาวบ้านฆ่าตาย อีกทั้งยังกลัวว่ามันจะเป็นอันตรายกับสัตว์ที่เลี้ยงไว้หรือคนในหมู่บ้าน

บิลเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านบอร่า เขาทำงานด้านสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในป่าดงดิบ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง บิลเข้าป่าเพื่อศึกษาชีวิตสัตว์ในดินแดนไกลโพ้นรวมถึงที่นี่ ผู้ส่งข่าวของชาวบ้านบอกว่างูมีขนาดใหญ่มากอาจจะยาวถึง 25 -30 ฟุต ซึ่งประสบการณ์ของบิลบอกว่าความตื่นเต้นนั้นอาจทำให้เกิดคำพูดที่เกินจริง ผู้อาวุโสของหมู่บ้านมีความเป็นห่วงว่างูยักษ์นั้นจะรุกล้ำเข้ามาในหมู่บ้าน เขากลัวว่ามันจะกินไก่หรือหมูที่เลี้ยงเอาไว้และที่แย่ไปกว่านั้นมันอาจทำร้ายเด็กๆ ด้วยความเกรงกลัวงู เขาต้องการให้บิลจับมันออกไปก่อนที่จะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น เมื่อบิลมาถึงเขาจับเจ้างูนั้นได้โดยง่าย น่าประหลาดที่อนาคอนด้าไม่ได้ขัดขืนมากนัก บิลคนเดียวคงไม่สามารถสู้กับงูยักษ์ที่ดุดันได้ เพราะถ้ามันตักสินใจที่จะรัดเขา เขาก็ไม่มีแรงที่จะป้องกันตัวเอง แต่งูกลับดินรนเพียงเล็กน้อย ในตอนแรกบิลคิดว่ามันคงจะป่วยหรืออาจได้รับบาดเจ็บ อนาคอนด้าตัวนี้ยาวกว่า 16 ฟุตและมีน้ำหนักถึง 180 ปอนด์ สาเหตุที่งูตัวนี้ดูใหญ่มากก็เพราะว่ามันเป็นตัวเมียที่ท้องแก่และตัวเมียก็มักจะมีลำตัวกว้างกว่าตัวผู้ที่มีความยาวใกล้เคียงกัน มันอาจจะกำลังมองหาที่ๆ ปลอดภัยเพื่อให้กำเนิดลูกน้อยของมัน บิลรู้ดีว่าไม่ใช่ชาวบ้านทั้งหมดที่จะเชื่อว่าอนาคอนด้ามีพลังเหนือธรรมชาติ แต่ถ้ามีงูมาคลอดลูกอยู่ใกล้ๆ พวกเขาก็อาจจะฆ่ามัน ดังนั้นบิลจึงคิดว่าจะปล่อยมันที่หนองน้ำที่ต้นน้ำ ที่ๆ มันและลูกน้อยจะได้มีโอกาสใช้ชีวิต

อนาคอนด้าทั่วไปมักถูกเรียกว่าอนาคอนด้าเขียว มักอาศัยอยู่ในเขตร้อนของอเมริกาใต้ตะวันออก และตอนใต้ของเทือกเขาแอนดีส รวมทั้งบนเกาะแคริบเบียนของรัฐตรินิแดด พันธุ์อิ่นที่เล็กกว่าจะเรียกว่าอนาคอนด้าลายจุด จะอยู่ในรัฐเฟรนซ์กิอาน่าซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับบราซิล และอนาคอนด้าเหลืองจะกระจายอยู่มากที่ปารากวัย ใจกลางบราซิลและบางพื้นที่ของโบลิเวียกับอาร์เจนติน่า ด้วยขนาดที่เท่ากับรัฐฟลอริด้า เมืองเพนทานอลของประเทศบราซิลนับว่าเป็นเขตที่ฝนตกชุกที่สุดในโลก ในช่วงนี้มันกำลังเข้าสู่ฤดูแล้งและนกกระยาง นกกระสาได้กลับเข้ามาทำรังตามปกติ แหล่งน้ำตื้นของเมืองเพนทานอลทำให้ฝูงนกกระยางและนกกระสาขนาดใหญ่ ออกมาหาอาหารในแหล่งที่มีปลาชุกชุม นี่คือเวลาล่าของอนาคอนด้าเหลือง เป้าหมายคือลูกนกกระสาที่กำลังจิกไซร้หาปลาอยู่ริมแม่น้ำ อนาคอนด้าพุ่งเข้าไปใช้ลำตัวพันรอบร่างเหยื่อ ทำให้ตายภายในเวลาไม่ถึงนาที มันจะเขมือบหัวของนกกระสาก่อน จากนั้นจึงเป็นลำตัว มันสามารถปลดขากรรไกรออกได้ 180 องศาและสามารถกลืนเม่นลงไปพร้อมขน อีกทั้งกวางตัวเล็กพร้อมเขาโดยท่กระเพาะของมันไม่ได้รับอันตรายเลย อนาคอนด้าใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการเขมือบนกกระสา ประมาณ 2 สัปดาห์น้ำย่อยอันทรงพลังในกระเพาะจะละลายทุกสิ่งจนหมดสิ้น ทั้งขนนก กระดูกและจงอยปาก

กาลเวลาเปลี่ยนไป โลกปัจจุบันได้รุกล้ำเข้าไปในวิถีชีวิตของชาวบอร่า พวกเขากำลังปรับตัวเข้าสู่ชีวิตใหม่ พวกชาวบ้านที่เป็นชนพื้นเมืองของอเมซอนได้ตามล่างูเพื่อสนองความต้องการด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการนำงูไปใช้ในพิธีกรรมและการใช้เป็นยารักษาโรค พวกคนเก่าแก่ของชนเผ่าบอร่าก็ยังมั่นคงต่อประเพณี แต่ในขณะเดียวกันโลกของพวกเขาก็ถูกท้าทายด้วยแนวคิดใหม่ๆ  บางคนเห็นว่าโลกในยุคนี้เป็นเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน ชนเผ่าพื้นเมืองได้เรียนรู้คุณค่าของเงินและเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการของสังคมภายนอกพื่อแลกเปลี่ยนมาเป็นเงิน ผู้ที่ตั้งรกรากอยู่ตามชายแดนของชาติที่เจริญแล้ว อนาคอนด้ากลายเป็นสินค้าที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ  พวกเขาจะล่าเพื่อเอาหนังของมัน หัว ถุงน้ำดี หรือว่าไขมันของอนาคอนด้าที่กลายมาเป็นยาที่มีผู้นิยม ด้วยเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงจากหมู่บ้านบอร่า

ที่ตั้งของหมู่บ้านชายแดนเมืองอิควิโตสประเทศเปรู วีดีโอที่แอบถ่ายมาจากตลาดตามถนนแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของอเมซอน ของถูกและผิดกฎหมายถูกนำมาวางเร่ขายตามแผงลอย บางที่ในตลาดได้ถูกจัดเป็นแผงลอยขายยาสำหรับชาวบ้าน ไขมันของอนาคอนด้าหรือที่เรียกว่าเมนทิคา เดอ โบ (Mentica De Boa) ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาไขข้ออักเสบ ข้อต่ออักเสบและความเจ็บป่วยอื่นๆ  หนังของอนาคอนด้าจะถูกขายเป็นของหายากหรือเป็นของประดับตกแต่ง และส่วนหัวของอนาคอนด้านั้นถูกขายด้วยเหตุผลอันลี้ลับหลายประการ เช่นเพื่อสุขภาพที่ดีหรือเพื่อความรัก อนาคอนด้าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่เหลือน้อยเต็มทีบนโลก มันมีบทบาทสำคัญหลากหลายในระบบนิเวศน์ และเป็นนักล่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ส่วนบนของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติของป่าอเมซอน

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 00:16 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
แคทเธอรีน เฮย์ ต้นตำรับคดีฆ่าหั่นศพ



เช้าตรู่ของวันที่ 5 มีนาคม 1726 ที่ตำบลเวสต์มินส์เตอร์ รัฐคิงส์แลนด์ ศรีษระของผู้ชายคนหนึ่งถูกขุดขึ้นมาจากหล่มโคลน ในสภาพกะโหลกศรีษระถูกทุบแตกละเอียด แก้มทั้งสองข้างมีรอยกรีดเป็นทางยาว ที่คอมีแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่ ที่บอกให้รู้ว่าเพิ่งถูกตัดขาดออกจากลำตัวได้ไม่นาน คะเนจากหน้าตาแล้วเจ้าของศรีษระนั้นน่าจะมีอายุประมาณ 30 ปลายๆ แต่ชายเคราะห์ร้ายคนนี้เป็นใครมาจากไหน ยังคงเป็นปริศนาที่ตำรวจจะต้องค้นหาต่อไป

ต่อมาในวันที่ 12 มีนาคม แคทเธอรีน เฮย์ ภรรยาสาวสวยของพ่อค้าถ่านหินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าสามีของเธอหายตัวไปจากบ้านได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่พาไปยังห้องเก็บศพแล้วนำศรีษระอันนั้นออกมาให้ดู แคทเธอลีนก็ร้องไห้โฮ เธอถลันเข้าไประดมจูบหัวที่ไร้ร่างอย่างบ้าคลั่งก่อนเป็นลมล้มพับไป เพียงเท่านี้ตำรวจก็รู้ได้ทันทีว่าศรีษระที่พบต้องเป็นของจอห์น เฮย์ สามีของเธออย่างแน่นอน อีก 14 วันต่อมา มีคนพบแขน น่อง และขาของจอห์น เฮย์ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ โยนทิ้งกระจัดกระจายอยู่ในทุ่งนาแถบมารีลโบน เหลือก็แต่ลำตัวที่ขาดหายไป ตำรวจจึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไปค้นหาตามพงหญ้าทุกกอ จนกระทั่งพบชิ้นส่วนท่อนลำตัวของจอห์น นอนนิ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทุ่งนานั่นเอง

ในศตวรรษที่ 17 การฆาตกรรมแล้วชำแหละศพเป็นชิ้นๆ อย่างโหดเหี้ยมเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน คดีฆ่าหั่นศพ จอห์น เฮย์ จึงเป็นที่โจษจันไปทั่วเมือง ตำรวจต้องทำงานกันทั้งวันทั้งคืน เพื่อปิดคดีสะเทือนขวัญโดยเร็วที่สุด แล้วตำรวจก็เจอแจ็คพ็อต เพราะในระหว่างที่ฆาตกรนำหัวไปโยนทิ้งที่เวสต์มินสเตอร์นั้น คนขับเรือรับจ้างบังเอิญผ่านมาเห็นหน้าฆาตกรโหดเข้าพอดี รูปร่างหน้าตาของคนร้ายจึงถูกเปิดเผยออกมา นำไปสู่การจับกุมคนขายเนื้อ โธมัส วู้ด และโธมัส บิลลิงส์
ญาติห่างๆ ที่มาอาศัยอยู่ในบ้านของจอห์นนั่นเอง อย่างไรก็ตามตำรวจก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่า สองหนุ่มที่ไม่เคยมีเรื่องกับผู้ตายมาก่อนจะสิ้นคิดลุกขึ้นมาฆ่าจอห์นกลางดึก โดยไม่แตะต้องแคทเธอรีน ภรรยาสาวสวยของเขาเลย คดีนี้จึงน่าจะมีเงื่อนงำซับซ้อนมากกว่าที่เห็น และเมื่อนำตัววู้ดกับบิลลิงก์มาสอบปากคำ ทั้งคู่ก็ให้การซัดทอดแคทเธอรีน ว่าเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง สมดังที่ตำรวจสันนิษฐานไว้จริงๆ

แคทเธอรีน เฮย์เกิดในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงเล็กๆ ในเมืองเบอร์มิงแฮม เธอเป็นผู้หญิงใจกล้าเปรี้ยวและเปรียวมาตั้งแต่เด็ก พออายุ 15 ปี แคทเธอรีนก็หนีตามนายทหารคนหนึ่งไป ด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความยากไร้ในบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่วิมานในฝันของสาวแคทก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เพราะแค่อยู่กินกันไม่กี่เดือน เธอก็พบว่าเงินเดือนของคนรักนั้นน้อยนิดอทบไม่พอยาไส้ เธอจึงเลิกกับเขาแล้วหันไปควงชายอื่นอีกมากหน้าหลายตา แต่ก็ยังไม่พบใครที่จะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ สักที

ต่อมาแคทเธอรีนได้ไปเป็นคนรับใช้ในฟาร์มแห่งหนึ่ง ความสวยของเธอไปสะดุดตาจอห์น เฮย์ ลูกชายขี้อายของเจ้าของฟาร์มเข้าอย่างจัง ผู้ชายหงิมๆ อย่างจอห์นนั้น เมื่อเทียบกับผู้หญิงกร้านโลกอย่างแคท ก็ต้องเรียกว่ากระดูกคนละเบอร์ จึงไม่ยากที่สาวเจ้าจะใช้มารยาหญิงล่อหลอกเขาจนหลงรัก และขอแต่งงานในที่สุด เหตุผลที่แคทเธอรีนเลือกจอห์นเป็นสามี เป็นเพราะเขามีภาษีดีกว่าผู้ชายทุกคนที่มาติดพันเธอ แต่อย่างไรก็ตามการเป็นเมียชาวไร่ก็ยังไม่ใช่ชีวิตที่เธอต้องการอยู่ดี เธอทนอยู่ในบ้านนาได้เพียง 6 ปี แคทเธอลีนก็บังคับให้สามีขายฟาร์มแล้วย้ายไปรัฐคิงส์แลนด์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มีแสงสีสนุกสนานถูกใจเธอมากกว่า

ที่นี่ จอห์นหันไปทำอาชีพพ่อค้าถ่านหินและปล่อยเงินกู้ ปรากฏว่ากิจการประสบความสำเร็จเกินคาด จนเขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นปึกแผ่น พลอยให้แคทเธอรีนเป็นคุณนายสมใจหวังไปด้วย ถ้าไม่นับสามีที่น่าเบื่อทุกขณะจิตแล้ว  ชีวิตของเธอในขณะนี้มีทุกอย่างอย่างที่เคยฝันไว้เลยทีเดียว ถึงจอห์นจะเก่งก็เก่งเฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน แต่เมื่อไรที่เข้าบ้าน เขาจะกลายเป็นลูกไล่ให้แคทเธอรีนสับโขกทันที ด้วยเหตุนี้เมื่อวันดีคืนดี เด็กหนุ่มแปลกหน้านามว่า โธมัส บิลลิงส์ ก็ปรากฏตัวขึ้น และแคทเธอรีนแนะนำว่าเป็นญาติของเธอที่จะมาพักอยู่ด้วย จอห์นจึงพูดอะไรไม่ออก ตั้งแต่บิลลิงส์เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว แคทเธอรีนก็หน้าตาแจ่มใสราวกับดอกไม้ได้น้ำ เพราะได้ชายคนใหม่มาเติมเต็มความสุขบนเตียงให้จนเต็มอิ่ม ยิ่งต่อมาโธมัส วู้ด เพื่อนของบิลลิงส์มาขออาศัยอยู่ด้วยอีกคน แคทเธอรีนก็กลายเป็นราชินีสาวที่มีบริวารหนุ่มร่างกำยำคอยปรนนิบัติถึงสองคน

แต่การคบชู้ใต้จมูกสามีไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แคทเธอรีนรู้นิสัยจอห์นว่าถึงแม้ปกติเขาจะยอมอยู่ในโอวาทของเธอ แต่จอห์นก็ไม่ได้โง่ เมื่อไหร่ที่เขารู้ว่าถูกเธอสวมเขา เธอจะต้องถูกไล่ออกไปจากบ้านหลังนี้โดยไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่แดงเดียว แคทเธอรีนเป็นคนกล้ามาแต่ไหนแต่ไร เธอจึงไม่ลังเลที่จะวางแผนฆาตกรรมสามีเพื่ออนาคตของตัวเอง เธอรีบไปเกลี้ยกล่อมชายชู้ทั้งสองให้ร่วมมือด้วย โดยสัญญาว่าจะแบ่งสมบัติของจอห์นให้บิลลิงส์และวู้ดไปตั้งตัว เมื่อมีผลประโยชน์ก้อนโตเป็นเครื่องล่อใจ ชายทั้งสองก็ตกลงโดยไม่ลังเล

ตอนค่ำของวันที่ 1 มีนาคม 1726 หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย บิลลิงส์ก็แกล้งชวนให้จอห์นดื่มเหล้าแข่งกับพวกตน งานนี้จอห์นเสียเปรียบเต็มประตูเพราะบิลลิงส์และวู้ดผลัดกันดื่ม ในขณะที่เขาต้องกระดกทั้งเบียร์ ไวน์และเหล้าคนเดียว ด้วยเหตุนี้ไม่ถึงชั่วโมงจอห์นก็เมาแอ๋ บิลลิงส์กับวู้ดจึงพาชายเคราะห์ร้ายเข้าไปในห้องนอน ก่อนที่บิลลิงส์จะทุบกระโหลกจอห์นด้วยขวานหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย เมื่อเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดสงบลง แคทเธอรีนก็เดินตามเข้ามาในห้อง ร่างไร้วิญญาณที่อาบไปด้วยเลือดของสามีไม่ทำให้จิตใจที่หยาบกระด้างของเธออ่อนไหวเลย ตรงกันข้ามเธอกลับออกความเห็นว่าน่าจะตัดหัวจอห์นออกแล้วหั่นศพเป็นชิ้นๆ จะได้สะดวกในการเคลื่อนย้ายศพ

วู้ดซึ่งเป็นคนขายเนื้อมาก่อนใช้ความรู้เดิมที่ติดตัวมา ตัดคอและชำแหละศพตามคำสั่ง ก่อนจะเอาส่วนหัวซ่อนไว้ในเสื้อคลุมยาวเพื่อนำไปทิ้ง ขณะที่ทั้งคู่ออกจากบ้าน แคทเธอรีนก็แกล้งตะโกนเสียงดังตามหลัง เพื่อให้เพื่อนบ้านคิดว่าคนที่ออกจากบ้านไปกลางดึกก็คือจอห์น ตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะจมหัวของจอห์นไว้ก้นแม่น้ำเธมส์ แต่เมื่อพายเรือออกไปจริงๆ ก็พบว่าโชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย  เพราะขณะนั้นเป็นหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำส่วนใหญ่แห้งขอด เมื่อไม่มีทางเลือกพวกเขาทั้งคู่ก็ตัดสินใจฝังหัวไว้ใต้โคลน จากนั้นก็กลับไปนำแขน ขา และส่วนลำตัวไปโยนทิ้งในทุ่งนา

ขณะเดียวกัน แคทเธอรีนก็สงบอกสงบใจรออยู่สามวัน ก่อนจะไปแจ้งความว่าสามีหายตัวไป เธอไม่คาดฝันเลยว่าตำรวจจะพบหัวของจอห์นก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เมื่อตำรวจพาไปดูส่วนหัวที่เก็บไว้ในห้องเก็บศพ สาวเจ้าก็ตั้งสติได้ และลงมือแสดงละครเป็นเมียสาวที่อาลัยสามีจนแทบจะตายตาม การแสดงอันแนบเนียนของเธอปัดความสงสัยของตำรวจไปได้จนหมดสิ้น นี่ถ้าไม่เป็นเพราะคนขับเรือจ้างที่บังเอิญไปเห็นบิลลิงส์กับวู้ดขณะกำจัดหลักฐาน แคทเธอรีนก็ยังคงเป็นภรรยาม่ายผู้น่าสงสารในสายตาทุกคนต่อไป

เมื่อคดีถูกนำขึ้นศาลแคทเธอรีนก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่คำให้การซัดทอดของสองฆาตกร วู้ดและบิลลิงส์มัดตัวแน่นหนาเสียจนไม่ว่าจะฉลาดเป็นกรดแค่ไหน ผู้หญิงใจอำมหิตก็หนีความผิดไม่พ้น ศาลจึงตัดสินให้เธอชดใช้กรรมด้วยการถูกเผาทั้งเป็น พอรู้ว่าจะต้องตาย แคทเธอรีนก็เปิดเผยความลับที่น่าตกใจออกมาว่า บิลลิงส์นั้นที่จริงเป็นลูกชายของเธอเอง ซ้ำยังเป็นลูกลับๆ ที่เธอมีกับบิดาของจอห์นเมื่อตอนที่เธอไปเป็นคนรับใช้ในบ้านของเขา ต่อมาจอห์นมาติดพันเธอ แคทเธอลีนจึงแอบไปคลอดลูกโดยไม่ให้ใครรู้ ถ้าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงก็หมายความว่าบิลลิงส์ได้ฆาตกรรมพี่ชายต่างมารดา ทั้งยังหลับนอนกับแม่แท้ๆ ของตัวเองอีกด้วย

จุดจบของแคทเธอรีนเป็นไปอย่างสยดสยองยิ่งนัก เพชรฆาตใช้โซ่มัดรอบคอและเอวของเธอติดกับหลักประหาร จากนั้นจึงราดน้ำมันไปรอบๆ แล้วจุดไฟ พอเห็นว่าความตายกำลังจะมาถึงตัว แคทเธอลีนก็ร้องขอความเมตตาอย่างบ้าคลั่ง เธอดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อให้พ้นจากพันธนาการ ยิ่งเมื่อเปลวไฟลามมาถึงเท้าเธอก็กระโจนหนีไปมา โซ่เหล็กที่รัดเอวไว้ถูกกระชากเต็มแรงจนคนที่มาชมการประหารได้ยินเสียงกระดูกของเธอหักอย่างชัดเจน จากนั้นเปลวไฟก็กลืนกินร่างที่กำลังดิ้นพราดๆ ด้วยความทรมาน บิลลิงส์ถูกประหารเป็นรายถัดมา แต่เนื่องจากไม่ใช่คนต้นคิด ศาลจึงปราณีให้เขาถูกแขวนคอแทนการเผาทั้งเป็น ส่วนวู้ดถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเพราะให้การที่เป็นประโยชน์ต่อตำรวจ และเขาก็เป็นแค่ลูกมือช่วยชำแหละศพ ไม่ได้ลงมือสังหารด้วย

คดีของจอห์น เฮย์เป็นคดีแรกที่ทำให้โลกรู้จักคำว่าฆ่าหั่นศพ และที่น่าสยดสยองยิ่งไปกว่านั้นก็คือคดีอำมหิตนี้เกิดจากการบงการของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 00:17 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีที่โลกไม่เคยลืม



ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1328 ราชวงศ์กาเปเซียงที่ครองฝรั่งเศสมานานมีอันต้องจบสิ้นลง เมื่อพระโอรสทั้งสามของกษัตริย์ฟิลลิปส์ เลอ เบล ด่วนสิ้นพระชนม์ไปจนหมดตั้งแต่เยาว์วัย เหล่าขุนนางจึงพร้อมใจกันอัญเชิญฟิลิป ดยุคแห่งวาลัวร์ขึ้นครองบัลลังก์แทน เป็นเหตุให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้น เพราะในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีเจ้านายอังกฤษกับเจ้านายฝรั่งเศสหลายพระองค์ถูกจับคู่ให้อภิเษกกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ อังกฤษจกับฝรั่งเศสจึงมักถือโอกาสอ้างว่าตนมีสิทธิในราชบัลลังก์ของอีกฝ่ายอยู่เสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ของอังกฤษทรงอ้างว่าพระองค์เป็นหลานของกษัตริย์ฟิลิป เลอ เบล เป็นสายเลือดใกล้ชิดกว่าดยุคแห้งวาลัวร์ บัลลังก์ของฝรั่งเศสจึงควรเป็นของพระองค์มากกว่า แต่มีหรือที่ขุนนางของฝรั่งเศสจะยอมให้อังกฤษมาฮุบเอาแผ่นดินไปง่ายๆ สงครามการชิงบัลลังก์จึงเริ่มขึ้น และดำเนินไปอย่างยาวนานถึงร้อยปีกว่าที่ฝรั่งเศสจะปราชัยในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 จนต้องยอมตกลงในสนธิสัญญา Pacte de Calais ที่กำหนดให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 แห่งอังกฤษอภิเษกกับเจ้าหญิงคาเธอรีน เดอ ฟรองซ์ของฝรั่งเศส และเมื่อทั้งสองมีทายาท บัลลังก์ฝรั่งเศสก็จะต้องตกเป็นของทายาทผู้นี้เพียงผู้เดียว ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานเลย หลังอภิเษกไม่กี่ปีเจ้าหญิงคาเธอรีนก็ตั้งท้องและมีพระประสูติกาลพระโอรส เจ้าชายเฮนรี่ที่ 6 ออกมา จึงเป็นอันแน่นอนว่าบัลลังก์ฝรั่งเศสจะต้องตกเป็นของเจ้าชายเชื้อสายอังกฤษคนนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 เองก็ทรงมีพระโอรสเช่นกัน เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ลงในปี 1442 ขุนนางฝรั่งเศสเลยทำโมเมแกล้งลืมสัญญากันดื้อๆ และเตรียมการจะยกเจ้าชายชาร์ลส์ พระโอรสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป เล่นเอาอังกฤษเดือดผาง สงครามการชิงบัลลังก์ครั้งประวัติศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้นและเป็นจุดเริ่มแห่งการเดินทางของวีรสตรีที่ชื่อโจน ออฟ อาร์ค

ฌานน์ ดาร์ค (ที่ถูกคือ Jehanne Darc เป็นคำสะกดที่มาเปลี่ยนแปลงกันในยุคหลัง) หรือโจน ออฟ อาร์ค ในภาษาอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกรคม 1421 ที่หมู่บ้านดองเรมี่ ในแคว้นลอร์เรน ประเทศฝรั่งเศส ชีวิตของเธออาภัพตั้งแต่ต้นจนจบฆ เนื่องจากแจ็ค ดาร์ค พ่อของโจนต้องการลูกชายเอาไว้ช่วยทำนา พอได้ลูกสาวเขาจึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงเกลียดน้ำหน้าโจนตั้งแต่แรกเห็น ทำให้โจนต้องเตอบโตขึ้นมาอย่างลูกชัง ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ขวางหูขวางตาแจ็คไปเสียหมด อาจจะด้วยเหตุนี้เธอจึงกลายเป็นเด็กเงียบๆ ชอบเก็บตัวสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ ผิดประหลาดไปจากเด็กวัยเดียวกัน

ความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระเจ้าของโจนให้ผลตอบแทนเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี เธอเริ่มได้ยินเสียงทูตสวรรค์ถ่ายทอดพระดำรัสของพระเจ้ามาสู่เธอ พอถึงฤดูร้อนปี 1425 โจนอ้างว่าเธอได้ยินเสียงนักบุญทั้งสี่ อันได้แก่ เซนต์กาเบรียล เซนต์ไมเคิล เซนต์มาเกอริต และเซนต์แคเธอรีน บอกให้เธอช่วยเจ้าชายชาร์ลส์กอบกู้ฝรั่งเศสจากกรงเล็บของอังกฤษ ตามความประสงค์ของพระเจ้า

โจนลังเลอยู่นานถึง 14 ปี กว่าจะตัดสินใจออกเดินทางไปตามพระบัญชา โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่คฤหาสน์ของเคานท์บาว์ดริคอร์ท ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลเพื่อขอให้ท่านเคานท์พาเธอไปหาเจ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งท่านเคานท์ก็ดีใจหาย ยอมมอบเสื้อผ้าผู้ชาย ม้า และผู้ติดตามให้ 6 คน พาโจนเดินทางไปหาเจ้าชาย ซึ่งประทับอยู่ที่ประสาทจีนองในแคว้นลอร์เรน ขณะนั้นเมืองรอบๆ ลอร์เรนอยู่ในความครอบครองของขุนนางฝรั่งเศสที่สวามิภักดิ์ต่ออังกฤษหมดแล้ว การเดินทางของโจนก็ไม่ต่างอะไรกับการบุกเข้าถ้ำเสือดีๆ นี่เอง เธอต้องปลอมตัวเป็นชายเดินทางลัดเลาะไปในถิ่นของศัตรูไกลถึง 600 กิโลเมตร ใช้เวลาถึง 11 วันกว่าจะบากบั่นไปถึงประสาทจีนองได้สำเร็จ

ก่อนที่โจนจะเข้าเมือง ผู้ติดตามที่เคานท์ บาว์ดริคอร์ทมอบหมายมา ได้ถือจดหมายขียนโดยลายมือของท่านเคานท์เอง เข้าไปถวายเจ้าชายให้รู้ตัวล่วงหน้าแล้ว แต่เจ้าชายไม่ทรงเชื่อว่าผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งจะได้ยินเสียงของพระเจ้าจริงๆ พระองค์จึงเตรียมบททดสอบไว้ต้อนรับโจนตั้งแต่นาทีแรกที่ย่างกรายเข้าสู่จีนอง ด้วยการให้คนสนิทแต่งตัวเป็นพระองค์ ส่วนตัวเจ้าชายเองกลับทรงฉลองพระองค์ในชุดข้าราชบริพารยืนปะปนอยู่ในหมู่มหาดเล็ก

แต่แล้วเหตุมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทันทีที่โจนเหลือบเห็นเจ้าชายชาร์ลส์ เธอก็ตรงเข้ามาถวายบังคมโดยไม่เหลือบแลเจ้าชายกำมะลอเลย ความอัศจรรย์นี้เองที่ทำให้เจ้าชายหนุ่มยอมให้เธอเข้าเฝ้าในห้องเพียงลำพัง หลังจากคุยกันได้ไม่นานเจ้าชายก็เสด็จออกมาด้วยพระพักตร์ที่แช่มชื่น และประกาศให้ข้าราชบริพารทุกคนต้อนรับ "นางผู้นำสาส์น" ของพระเจ้าเป็นอย่างดี

โจนในฐานะใหม่กลายเป็นหัวหอกคนสำคัญในการต่อกรกับอังกฤษ เธอขี่ม้าศึกสีขาวปลอด สวมชุดเกราะ ติดกระบี่ที่ได้มาจากพระวิหาร มือข้างหนึ่งถือธงสีขาว มีสัญลักษณ์แห่งสวรรค์จารึกคำสรรเสริญพระเจ้าว่า "เยซู มารีอา" นำทัพฝรั่งเศสเข้าต่อสู้กับทหารอังกฤษอย่างห้าวหาญ ทัพของเธอบุกไปขับไล่ทหารอังกฤษออกจากเมืองออร์ลีน และสามารถปล่อยออร์ลีนเป็นอิสระได้ในอีก 7 เดือนให้หลัง ส่งผลให้ฝรั่งเศสกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ เจ้าชายชาร์ลส์จึงไม่ต้องยอมให้อังกฤษกดหัวอีกต่อไป ทรงประกาศว่าพระองค์พร้อมแล้วที่จะทำพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ตามสิทธิอันพึงมีโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น

ทว่าก่อนที่พิธีสถาปนาจะเริ่มขึ้น โจนก็ได้ยินสุรเสียงจากเบื้องบนกระซิบบอกว่า พิธีราชาภิเษกของเจ้าชายชาร์ลส์จะต้องจักขึ้นที่เมืองแรงส์เท่านั้น เนื่องจากพระเจ้าคลอวิสที่ 1 ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับศีลล้างบาปที่เมืองแรงส์นี้ และกษัตริย์ของฝรั่งเศสก็ประกอบพิธีราชาภิเษกที่นี่กันทุกพระองค์ คำบอกเล่าของโจนได้รับการตอบสนองจากเจ้าชายชาร์ลส์ทันที ถึงแม้ตลอดเส้นทางไปสู่เมืองแรงส์ ขบวนของพระองค์จะต้องปะทะกับกองทัพอังกฤษไปตลอดทางก็ตาม สุดท้ายเจ้าชายชาร์ลส์ก็ทรงขึ้นเถลิงราชสมบัติเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสในวันที่ 17 กรกฎาคม 1429

เมื่อชาร์ลส์ได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างที่สุดแล้ว ก็ไม่ทรงคิดจะเหนื่อยยากทำสงครามขับไล่อังกฤษอย่างที่เคยตรัสไว้กับโจนอีก แต่กลับมีพระดำริจะประนีประนอมกับอังกฤแทน ชาร์ลส์เชิญดยุคแห่งเบอร์กันดี ข้ารับใช้ของอังกฤษมาเจรจาถึงในวัง โดยไม่สนใจคำแนะนำของโจนที่บอกให้เดินทัพต่อไปยังปารีส เพื่อกวาดล้างอำนาจของอังกฤษให้สิ้นซาก ดยุคแห่งเบอร์กันดีจึงถือโอกาสนี้เกลี้ยกล่อมให้กษัตริย์องค์ใหม่ตีตัวออกห่างจากโจน ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเด่นดังเป็นที่รักของประชาชนมากกว่ากษัตริย์ตัวจริงไปแล้ว



ปรากฏว่าชาร์ลส์ทรงเป็นคนที่ยุขึ้น พระองค์และกลุ่มขุนนางจึงทำเฉไฉไม่ยอมออกรบร่วมกับโจนจนเธอต้องกรีธาทัพไปบุกปารีสเพียงลำพัง แต่มีหรือที่ทัพเล็กๆ ของเธอจะต่อกรกับกองทัพมหึมาของอังกฤษได้ โจนถูกจับและถูกขังไว้ในปราสาทเทรมุย แต่เธอก็อาศัยวามสามารถเหนือชั้นหลบหนีอกมาได้และรีบเดินทางไปสมทบกับกองทัพฝรั่งเศส ที่กำลังรบติดพันกับอังกฤษอยู่ที่กงปิแญ ทว่าขุนนางฝรั่งเศสกลับรวมหัวกันจับโจนส่งไปให้อังกฤษ เพื่อแลกกับเงินรางวัล 10,000 ฟรังก์

โจนถูกส่งไปอยู่ในความควบคุมของศาสนจักร และถูกจับขึ้นศาลไต่สวนความผิดหลายกระทง ข้อกล่าวหาสำคัญที่สุที่สาสนจักรใช้เล่นงานเธอคือการแอบอ้างตัวเป็นผู้นำสาสน์จากพระเจ้า ซึ่งศาสนจักรถือว่าเป็นการหักหน้ากันอย่างรุนแรง เพื่อสังเวยให้กับความเหิมเกริมนี้ บิชอป (ตำแหน่งทางสงฆ์เทียบเจ้าคณะจังหวัด) แชง ปิแอร์ โคชองและผู้นำกลุ่มสอบสวนจำนวน 60 คน จึงปรับปรำว่าโจนเป็นแม่มดที่มาหลอกลวงผู้คนเพื่อทำลายศาสนา ส่วนการที่โจนสามารถแยกพระเจ้าชาร์ลส์ออกจากกลุ่มผู้ติดตามได้ในทันทีที่เห็นนั้น ท่านบิชอปก็ฟันธงว่าผู้ติดตามของเคานท์บาว์ดริคอร์ท คงจะแอบบอกเธอไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่พระเจ้าทรงชี้นำเธออย่างที่ผู้คนเข้าใจ



โจนถูกลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็น ซึ่งเป็นวิธีจัดการกับแม่มดในยุคนั้น ที่เมืองรูออง ในวันที่ 30 พฤษภาคม 1431 ร่างของเธอถูกเผาถึง 3 ครั้งด้วยกันเพื่อให้เหลือแต่เถ้าถ่านจริงๆ จากนั้นอัฐิก็ถูกนำไปโปรยในแม่น้ำแซน ตรงจุดที่เป็นที่ตั้งของสะพานฌาน ดาร์ก (Jeanne d'Arc) ในปัจจุบัน

อีก 25 ปีต่อมา ได้มีการพลิกคดีของโจนขึ้นมาวินิจฉัยใหม่ ศาลฝรั่งเศสยอมรับให้คำตัดสินที่รูอองเป็นโมฆะ โจนจึงพ้นมลทินจากการถูกตีตราว่าเป็นแม่มด อีกหลายร้อยปีต่อมา ในวันที่ 16 พฤษภาคม 1920 พระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ก็ยกเธอขึ้นเป็นนักบุญฌานน์ ดาร์ค เพื่อตอบแทนความกล้าหาญของวีรสตรีฝรั่งเศสคนนี้

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 00:17 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค



กลางดึกในย่านบรองซ์ของมหานครนิวยอร์ค ดอนน่า ลอเรีย สาวน้อยวัย 16 ปี กำลังนั่งคุยกับเพื่อนชายอยู่ในรถ จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินตรงมาหาแล้วชักปืนออกมากระหน่ำยิงใส่เธอถึง 5 นัด เลือดของดอนน่า ลอเรีย กระจายไปทั่วทั้งรถ เธอขาดใจตายทันที ในขณะที่เพื่อนชายได้รับบาดเจ็บสาหัส...นั่นคือเหยื่อคนแรกที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความบ้าคลั่งของเดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องที่มุ่งฆ่าหญิงสาวโดยเฉพาะ

ในตอนแรกตำรวจเชื่อว่าคดีนี้น่าจะเป็นฝีมืออันธพาลประจำถิ่น เพราะย่านบรองซ์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโหดเถื่อน มีเหตุตีรันฟันแทงกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่อีกสามเดือนต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นกับ โรสแมรี่ คีแกน ซึ่งกลับจากงานปาร์ตี้พร้อมเพื่อนชาย ก่อนที่ทั้งสองจะลงจากรถ ชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วจ่อยิงเขาไปในระยะเผาขน เพื่อนชายของโรสแมรี่ถูกยิงเข้าที่ศรีษะ ส่วนโรสแมรี่รอดคมกระสุนไปได้อย่างปาฏิหาริย์ เธอจึงตัดสินใจเหยียบคันเร่งพารถหนีฆาตกรทันที

ต่อมาในตอนค่ำวันที่ 26 พฤศจิกายน 1976 ดอนน่า เดมาซี่ และเพื่อนสาว โจแอนน์ โลมิโน ถูกชายคนหนึ่งที่ทำทีเข้ามาถามทางเปิดฉากกราดยิงใส่ ดอนน่าบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนโจแอนน์โชคร้ายกระสุนพุ่งเข้าเจาะกระดูกสันหลัง ต้องกลายเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต จากนั้นอีกหนึ่งเดือนต่อมา เศรษฐีนีสาว คริสติน ฟรอยด์ก็ถูกยิงตายในลักษณะเดียวกัน คือไม่รู้ที่มาที่ไปคนร้าย ไม่มีเหตุจูงใจ และไม่มีใครได้รับผลประโยชน์จากการตายของเธอ ทุกคดีมีความคล้ายกัน ทำให้ตำรวจจับทางได้ว่ามหานครนิวยอร์กกำลังเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องเข้าให้แล้ว



สามเดือนหลังจากคดีของคริสติน่า ในเย็นวันอังคารที่ 8 มีนาคม 1977 ระหว่างที่เวอร์จิเนีย วอสเคอริเชี่ยน นักศึกษาสาวชาวบัลแกเรียกำลังเดินกลับบ้านตามปกติ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินสวนมา พอได้ระยะประชิด ชายแปลกหน้าก็ชักปืนจ่อยิงที่หัวของเธอทันที เวอร์จิเนียรีบยกหนังสือขึ้นบังตามสัญชาตญาณ แต่กระสุจก็พุ่งทะลุหนังสือเล่มหนาเจาะเข้ากลางหน้าผากจนเวอร์จิเนียล้มลงขาดใจตายคาที่ ในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง บังเอิญฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมา แต่แทนที่ฆาตกรจะสาดกระสุนใส่เขาเหมือนที่ทำกับเวอร์จิเนีย คนร้ายกลับยิ้มให้แล้วทักหน้าตาเฉยว่า "สวัสดี" เหตุการณ์นี้ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าคนร้ายจะเลือกฆ่าเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้บรรยายรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายอย่างละเอียด จนพอจะจินตนาการออกว่าเจ้าฆาตกรต่อเนื่องน่าจะเป็นชายผิวขาว อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 6 ฟุต รูปร่างสันทัด และมีผมสีเข้ม แต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีใครให้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ได้อีกเลย



ข่าวฆาตกรต่อเนื่องออกอาละวาด สร้างความหวาดผวาและลุ้นระทึกไปทั่วนิวยอร์ค แต่ไปๆ มาๆ คนที่ลุ้นที่สุดกลับเป็นตัวฆาตกรเอง เมื่อรออยู่นานตำรวจก็ยังไม่สาวมาถึงตัวสักที ฆาตกรร้ายก็หมดความอดทนจึงลงมือสังหารโหดอีกครั้งในวันที่ 17 เมษายน 1977 และทิ้งจดหมายท้าทายแนบทิ้งไว้กับศพของเหยื่อว่า "ผมรู้สึกเจ็บปวดที่พวกคุณบอกว่าผมเกลียดผู้หญิง เปล่าเลยผมไม่ใช่สัตว์ร้าย ผมเป็นเพียงลูกชายของแซม เมื่อไหร่ก็ตามที่แซมดื่มหนักเขาจะร้ายกาจมาก เขาจะตบตีครอบครัว บางครั้งก็จะจับผมมัดไว้หลังบ้านหรือไม่ก็โรงรถ แซมชอบดื่มเลือด เขาจึงสั่งให้ผมออกไปหาเลือดให้ อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะหยุดผม พวกคุณต้องฆ่าผมเสีย ฟังให้ดีพวกตำรวจ ยิงผมเสียหรือไม่ก็ไสหัวไปให้พ้นทางผม

จดหมายฉบับนี้ถูกตำรวจเก็บเงียบเป็นความลับ แต่ไม่นานจดหมายอีกฉบับที่มีเนื้อหาคล้ายกันก็ถูกส่งไปยังนักข่าวหนังสือพิมพ์ ทำให้ชาวนิวยอร์คได้รับรู้ถึงความบ้าของฆาตกรกันถ้วนหน้า ขณะเดียวกันการฆ่าต่อเนื่องก็ยังดำเนินไปไม่ขาดสาย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1977 เวลาตีสาม จูดี้ พลาซิโด และเพื่อนชาย ซาลวโตเร ลูโป ถูกกระสุนปริศนา 4 นัดยิงเข้าใส่หลังจากกลับจากดิสโกในย่านควีนส์ ทั้งคู่โชคดีที่เพียงแค่บาดเจ็บสาหัส แต่ก็รอดมาได้หลังจากรักษาตัวกันอยู่นาน

31 กรกฎาคม 1977 เวลาเช้าตรู่ สเตซี่ มอสโกวิทซ์ กับแฟนหนุ่ม บ๊อบบี้ ไวโอเลนเต ถูกยิงระหว่างกำลังจู๋จี๋กันอยู่ในรถ สเตซี่ตายทันที ส่วนบ๊อบบี้แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องเสียตาข้างซ้ายไปข้างหนึ่ง ความอุกอาจของฆาตกรทำให้ความหวาดกลัวยิ่งกระจายตัวออกปกคลุมนิวยอร์ค แต่ไม่ว่าฆาตกรจะเก่งแค่ไหน ถ้าลงมือสำเร็จหลายครั้งติดต่อกันแล้ว คนร้ายก็มักจะชะล่าใจจนทำผิดพลาดเสมอ ตอนลงมือฆ่าสเตซี่ คนร้ายย่ามใจขนาดหนักจนไม่รอให้มืดก่อนอย่างทุกที หญิงวัยกลางคนชื่อ คาซซิลเลีย เดวิส เพื่อนบ้านของสเตซี่จึงแอบเห็นหน้ามือปืนได้ถนัดตา

คาซซิลเลียเล่าว่าเธอประจวบเหมาะเดินสวนกับคนร้าย แต่พอเห็นปืนในมือเขา เธอก็รีบหลบเข้าบ้านแทบไม่ทัน จากนั้นพอเสียงปืนดังขึ้น คาซซิลเลียก็รีบไปแอบมองทางหน้าต่างก็ได้เห็นชายคนเดิมกำลังดึงใบสั่งจราจรออกจากหน้ารถแล้วขับหนีไป พอได้เงื่อนงำสำคัญ ตำรวจจึงรีบติดต่อไปที่สำนักงานจราจรให้ค้นหาว่ามีใครถูกออกใบสั่งในวันเวลานั้นบ้าง และใบสั่งใบนั้นนั่นเองที่เป็นจุดจบของ "เดวิด เบอร์โควิทซ์" ปีศาจฆาตกรนักฆ่าต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค

เดวิด เบอร์โควิทซ์ เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกสองสามีภรรยาชาวยิว เน็ต และเพิร์ล เบอร์โควิทซ์ รับไปอุปการะ เขาเติบโตขึ้นมาในสภาพที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นลูกกาฝาก เดวิดจึงเป็นเด็กก้าวร้าว อารมณ์ร้าย ชอบตัดสินปัญหาด้วยกำลัง ขณะเดียวกันก็รักและบูชาพ่อแม่ยุญธรรมสุดหัวใจ ถ้าหากเน็ตและเพิร์ลยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตของเดวิดก็อาจไม่ต้องเป็นอย่างนี้ แต่โชคร้ายที่เพิร์ลตายไปเสียก่อนด้วยโรคมะเร็งทรวงอกในปี 1967 ส่วนเน็ตก็แต่งงานใหม่ ทำให้เดวิดหมดที่พึ่งทางใจ กลายเป็นเรือที่ไร้หางเสือจะควบคุมชีวิตตนเอง

ในปี 1971 เดวิดถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เขาจึงได้มีโอกาสฝึกใช้อาวุธปืน และได้ชื่อว่าเป็นนักแม่นปืนมือฉมัง เป็นไปได้ว่าการเห็นเป้านิ่งแหลกกระจุยคามืออาจไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกแห่งการฆ่าของเดวิดขึ้นเงียบๆ ยิ่งไปกว่านั้นหลังปลกประจำการ โชคชะตาก็ชักำาให้เขาได้เจอกับแม่ที่แท้จริงและพี่สาวต่างพ่อเข้า ทั้งคู่พยายามเข้ามาดูแลชดเชยเวลาที่หายไปให้เขาอย่างสุดความสามาถ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว จิตใจของเดวิดซึ่งชอกช้ำกับการล้อเลียนถูกด่าว่าเป็ยลูกที่ถูกทิ้งมาตั้งแต่จำความได้ ไม่สามารถให้อภับมารดาบังเกิดเกล้า ยิ่งแม่ทำดีกับเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเกลียดเธอ เกลียดพี่สาว และสุดท้ายก็เกลียดชังผู้หญิงทั้งโลก

ความเกลียดที่สุมอยู่ในอกกระพือแรงขึ้นทุกวัน จนเดวิดแทบจะทนความบ้าคลั่งของมันไม่ไหว ครั้งหนึ่งเขาต้องเขี่ยนไประบายความอัดอั้นกับเน็ต ส่วนในห้องพักของเขาเองมีลายมือเจ้าตัวเขียนไว้ลวกๆ บนกำแพงว่า "ในความกระหายเลือด ผมอยากจะฆ่าใครสักคน ผมอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเพื่อฆ่าให้สิ้นซาก"

ปฏิบัติการสังหารของเดวิดเกิดขึ้นครั้งแรกในวันคริสต์มาสปี 1975 เขาซื้อมีดล่าสัตว์มาเล่มหนึ่ง  ตระเวนขับรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบของราตรีกาล จนกระทั่งเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านขายของชำ เขาก็ตรงเข้าไปแทงเธอทางด้านหลัง จากนั้นก็ขับรถต่อไป พอเจอเหยื่อรายที่สองก็ลงมือเหมือนกับรายแรก เหยื่อสาวทั้งสองคนนี้ไม่ถึงกับตาย แต่การได้เห็นเลือดสดๆ ได้มองเธอร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดก็ทำให้เดวิดสบายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เดวิดเสพติดความรู้สึกนี้เข้าเต็มเปา เขาจึงลงมือล่าอย่างจริงจังโดยหันไปยึดอาชีพขับรถแท๊กซี่ เพื่อจะได้ตระเวนหาเหยื่ออย่างไม่ผิดสังเกต เขาเพลิดเพลินกับการฆ่าเสียจนตั้งใจว่าจะทำไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ถูกจับตัวได้เสียก่อน ก็คงมีหญิงสาวอีกหลายสิบรายต้องสังเวยชีวิตให้กับผู้ร้ายเลือดเย็นคนนี้



หลังจากถูกจับ เดวิดไม่ถูกประหารชีวิตอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะคณะลูกขุนเชื่อว่าเขามีอาการป่วยทางจิต อย่างไรก็ตามเขาถูกตัดสินจำคุกถึง 365 ปี ระหว่างอยู่ในเรือนจำเดวิดได้เขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์จริงออกมา ซึ่งก็ติดอันดับหนังสือขายดี ทำเงินให้เขาถึง 200,000 ดอลลาร์ (6,000,000 บาท) เลยทีเดียว

ที่มา นิตยสาร LIVE

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 00:18 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
เนื้อวากิวราชาแห่งเนื้อจากแดนซามูไร



สำหรับนักชิมผู้หลงใหลความเหนียวนุ่มของเนื้อวัว คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าการได้ลิ้มลองเนื้อวัวระดับพรีเมี่ยมนั้นถือเป็นสวรรค์ของคนรักเนื้ออย่างแท้จริง โดยเฉพาะราชาแห่งเนื้ออย่าง "วากิว" ที่แม้จะมีราคาแพงแสนแพงขนาดไหน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเทกระเป๋าเพื่อให้ได้ลิ้มลองรสหวานฉ่ำของมันสักครั้งในชีวิต เหตุใดเนื้อวากิวจึงมีรสชาติอร่อย ทำไมมันถึงครองใจผู้คนได้มากขนาดนี้

วากิวคือเนื้อวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น เนื้อชนิดนี้มีจุดเด่นคือไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อคล้ายกับลายหินอ่อน ยิ่งมีลวดลายมากขึ้นเท่าใด รสหวานนุ่มละมุนลิ้นก็จะมากขึ้นเท่านั้น จึงทำให้วากิวกลายเป็นเนื้อชั้นเยี่ยมติดอันดับได้อย่างไม่มีข้อสงสัย ส่วนคนที่กลัวอ้วนก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะไขมันที่ว่านี้จัดอยู่ในประเภทให้ประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นมีวัวเพียง 4 สายพันธุ์ที่ให้เนื้อวากิวระดับ World Class และเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกดังนี้
1. Japanese Black เนื้อวากิวกว่า 90% มาจากสายพันธุ์นี้ มีความพิเศษตรงไขมันที่แทรกอยู่ทั้งตัว แม้แต่ส่วนที่เรียกว่าเนื้อไม่ติดมันก็ยังมีไขมันแทรกอยู่เช่นกัน ส่วนรสชาติก็จัดว่ายอดเยี่ยม เพราะให้รสสัมผัสนุ่มละมุนราวกับครีมที่แทบจะละลายในปากเลยก็ว่าได้
2. Japanese Brown หรือเรียกอีกอย่างว่าวัวแดง เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ให้เนื้อที่มีไขมันต่ำเพียง 12% เท่านั้น จึงเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก อร่อยได้ทุกรุ่นทุกวัยกับรสชาติที่เบาสบาย
3. Japanese Shorthorn สำหรับสายพันธุ์นี้จัดว่าเป็นเนื้อวัวไร้มัน เพราะมีลายหินอ่อนน้อย ปริมาณไขมันต่ำ รสนุ่มลิ้น ทานง่าย มีระดับกรด Isonic และ Glutamic ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้เนื้อวากิวมีรสชาติดี
4. Japanese Polled เป็นวัวที่ผ่านการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง "Japanese Black" กับ "Aberdeen Angud" จากสก็อตแลนด์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่กรดอะมิโนในระดับสูงมาก ให้รสชาติความเป็นเนื้ออย่างชัดเจนแทบไม่ต้องพึ่งลายหินอ่อนมากนัก เวลาเคี้ยวจะคายความหวานของรสเนื้อแท้ๆ ให้ซึมออกมาแบบเต็มๆ คำเลยทีเดียว

กว่าจะเป็นเนื้อขั้นเทพ
โดยทั่วไปแล้วนักชิมมักให้ความสำคัญกับเนื้อวากิวที่มีลายหินอ่อนองไขมันมากเป็นพิเศษ การเลี้ยงดูวัวแต่ละสายพันธุ์ให้ได้เนื้อในปริมาณมาก มีลายหินอ่อนได้มาตรฐาน และมีรสชาติถูกปากจึงเป็นเรื่องสำคัญเอามากๆ ผู้เลี้ยงจึงใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงวัวในเรือนเพาะที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทสะดวก บำรุงด้วยอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด หญ้าแห้ง กากถั่วเหลือง ฯลฯ และอย่าให้ออกกำลังมาก ขนนาดของวัวจึงจะสมบูรณ์ ที่สำคัญควรให้วัวดื่มเบียร์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อช่วยระบบย่อยอาหารและยังสร้างความผ่อนคลายให้กับวัวอีกด้วย

วัววากิวจะถูกเชือดเมื่ออายุได้ 3 ปี ถึง 3 ปีครึ่ง ซึ่งจะต่างจากวัวเนื้อทั่วไปที่จะเชือดกันเมื่ออายุได้ 2 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้เนื้อวัวที่มีไขมันแทรกอยู่สูงที่สุด รสชาติของเนื้อก็จะนุ่มชุ่มฉ่ำกว่าเนื้อชนิดอื่น สำหรับไขมันที่แทรกซึมอยู่ทั่วชิ้นเนื้อดุจโรยด้วยหิมะที่บางคนเรียกว่า "White Beef" นั้นจะไม่ทำให้คนรักเนื้อรู้สึกเลี่ยนแต่อย่างใด เนื่องจากไขมันที่แทรกอยู่เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ที่ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันและโรคหัวใจอีกด้วยเรียกได้ว่าทั้งอร่อยและมีประโยชน์แบบทูอินวันเลยทีเดียว

วัดคุณภาพเนื้อวากิว
เป้นที่รู้ๆ กันว่าเนื้อวากิวเป็นที่ต้องการของคนรักเนื้อทั่วโลก ทั้งร้านค้า ร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างก็นำเนื้อวากิวมาวางขายเพื่อเอาใจผู้บริโภค แต่การรับซื้อเนื้อจากฟาร์มเลี้ยงโดยตรงก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เนื้อคุณภาพดีเสมอไป การวัดคุณภาพเนื้ออย่างแม่นยำจะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจง่ายขึ้น โดยใช้หลักเกณฑ์การวัดมาตรฐานของเนื้อวากิว 2 แบบดังนี้
Yield Grade - วัดอัตราส่วนของโครงสร้างเนื้อเทียบกับน้ำหนักมี 3 ระดับตั้งแต่ A-C
Quality Grade - วัดการแทรกตัวของไขมัน (ลายหินอ่อน) เป็นหลัก มี 5 ระดับ ตั้งแต่ 5-1

โดยรวมแล้วเนื้อวากิวมีทั้งหมด 15 เกรด ถ้าใครอยากลิ้มลองเนื้อวากิวชั้นยอดต้องอยู่ที่ระดับ A5 (Yield = A, Quality = 5) ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีราคาแพงแบบหฤโหดเอามากๆ ส่วนร้านอาหารที่ขายเนื้อวากิวก็อาจไม่ได้ขายเกรด A5 ทั้งหมด บางร้านอาจลดต้นทุนด้วยการใช้เกรด A4 และ A3 ผสมด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็นำเกรด A5 ส่วนที่ดีน้อยหน่อยมาให้บริการ ถ้าเป็นวากิวระดับ B หรือ C ราคาก็ถูกลงแบบเอื้อมถึงได้ แต่ก็คงจะไม่ถูกใจนักชิมเท่าใดนักอย่างไรก็ตามการทานเนื้อวากิวคุณภาพดีที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ควรจะเช็คเงินในกระเป๋าก่อนเดินเข้าร้าน

เนื้อมัตสึซากะและเนื้อโกเบคืออะไร
มาถึงตรงนี้สาวกคนรักเนื้ออาจเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกว่า ถ้าเนื้อวากิวคือสุดยอดเนื้อวัวระดับพรีเมี่ยมแล้วชื่อของ "เนื้อมัตสึซากะ" และ "เนื้อโกเบ" อันโด่งดังคืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วเนื้อชนิดไหนอร่อยถูกปากที่สุด จริงๆ แล้วมัตสึซากะและโกเบ จัดเป็นเนื้อวากิวประเภทหนึ่งของ Japanese Black สุดยอดสายพันธุ์วัวที่ชาวญี่ปุ่นยกให้เป็นอันดับหนึ่ง มีลักษณะรูปร่างขนาดเล็ก เส้นขนดำหยักเป็นลอน ส่วนกลางลำตัวกางออก ซี่โครงแข็งแรง ขาหลังและลำคอบาง ให้เนื้อที่มีไขมันแทรกในปริมาณสูงสุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อมัตสึซากะและเนื้อโกเบจะมีรสชาติใกล้เคียงกัน กล่าวคือทั้งสองชนิดจะให้เนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มฉ่ำ แทบไม่ต้องเคี้ยว ส่วนชื่อที่แตกต่างกันก็มาจากแหล่งที่เลี้ยง เนื้อโกเบนั้นมาจากเมืองโกเบบนเกาะฮอนชู เขตคันไซ ใกล้กับโอซาก้า ่สวนเนื้อมัตสึซากะมาจากเมืองมัตสึซากะซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองโกเบนั่นเอง และด้วยพื้นที่การทำฟาร์มในประเทศญี่ปุ่นมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของคนทั่วโลก จึงได้มีการนำวัวสายพันธุ์วากิวไปเลี้ยงในประเทศอื่นๆ ที่มีสภาพอากาศเหมาะสม จนกลายเป็นแหล่งส่งออกขนาดใหญ่และมีการจัดตั้งสมาคมผู้เลี้ยงวัววากิวทั้งในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ที่มา นิตยสาร LIVE

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 00:18 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
เกรซ มูกาเบ หญิงร้ายแห่งซิมบับเว


เกรซ มูกาเบ ผู้หรูหรา

เกรซ มูกาเบ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของซิมบับเว เกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2508 ก่อนจะกลายร่างเป็นดอกไม้หนามคมอย่างทุกวันนี้เกรซเป็นเพียงดอกหญ้าเล็กๆ ในเมืองชีฟวู ทางตอนกลางของซิมบับเว ชีวิตผู้หญิงในชนบทส่วนใหญ่ ไม่มีอะไรมากไปกว่าหาผู้ชายสักคนแต่งงาน จากนั้นก็มีลูกแล้วเลี้ยงลูกไปจนแก่ เกรซก็หนีไม่พ้นขั้นตอนชีวิตแบบนี้ เธอแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นกับนายสแตนลีย์ โกเรราซา นักบินของกองทัพอากาศและมีลูกด้วยกัน 1 คน


เกรซ มูกาเบ ผู้นิยมแต่ของแบรนด์เนม

ต่อมาสามีนักบินของเกรซได้ย้ายมาประจำการในเมืองหลวง เธอจึงได้พ้นไอดินกลิ่นควายเข้ามาเป็นสาวเมืองกรุงไปด้วย กรซต้อนรับชีวิตใหม่ด้วยการเข้าทำงานเป็นเลขาในสำนักงานประธานาธิบดี และเมื่อโอกาศสุกงอมเสียขนาดนี้ ก็เป็นธรรมดาที่เธอจะได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีมูกาเบ ซึ่งแก่กว่าเธอถึง 40 ปีเต็ม ถึงวัยที่แทบจะเป็นปู่เป็นหลานกันได้อยู่แล้ว แต่เมื่อโคแก่คิดจะเล็มหญ้าอ่อนเสียอย่าง อายุก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่นานนักจึงเป็นที่รู้กันในหมู่นักกการเมืองขั้วรัฐบาล ว่าเกรซเป็นเมียเก็บที่ประธานาธิบดีหวงนักหวงหนา จนหมู่แมลงไม่กล้ากล้ำกรายเข้าไปดอมดม


แซลลี่ มูกาเบ อดีตภรรยาประธานาธิบดีมูกาเบ

อย่างไรก็ตาม มูกาเบไม่คิดจะยกย่องเกรซมากไปกว่านั้น เพราะตัวเขาเองก็มีภรรยาอยู่แล้ว อีกทั้งนางแซลลี่ มูกาเบยังเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ชาวซิมบับเวรักมากอีกด้วย การหย่ากับแซลลี่มาคว้าโนเนมอย่างเกรซ จึงมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อคะแนนเสียงและความนิยมในตัวมูกาเบชนิดที่ต่อให้เอาเมียน้อยวัยกระเตาะสักสิบคนมาแลก ท่านประธานาธิบดีก็ไม่กล้าเสี่ยง

แต่สำหรับสแตนลีย์ โกเรราซา สามีของเกรซที่เมียกับชู้เอาเขามาสวมให้ ไม่ใช่เครื่องประดับที่มีเกียรติอะไรนัก สแตนลีย์จึงฟ้องหย่ากับเมียกากีทันทีที่มีโอกาส ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น เกรซก็มีลูกลับๆ กับประธานาธิบดีมูกาเบไปแล้วถึงสองคน ได้แก่โบนา และโบเบิร์ต ปีเตอร์ จูเนียร์ พอคุณผัวหัวแข็งที่เคยเป็นหน้าฉากอำพรางการปีต้นงิ้วให้ ไม่ยอมเล่นตามบทอีกต่อไป ประธานาธิบดีก็ใช้อิทธิพลย้ายสแตนลีย์ไปประจำการในต่างประเทศ เพื่อสั่งสอนให้คนอื่นที่อาจจะเอาอย่างได้รู้ว่า มดปลวกที่กล้างัดข้อกับพญาอินทรีย์นั้นจะได้รับผลตอบแทนเช่นไร


งานแต่งงานของเกรซกับประธานาธิบดีมูกาเบ

ในปี 2535 นางแซลลี่ มูกาเบ ภริยาของประธานาธิบดีมูกาเบได้เสียชีวิตลงด้วยโรคไต แต่เกรซยังต้องรออีกนานถึง 4 ปีกว่าจะได้เลื่อนขึ้นมาเป็นคุณนายมูกาเบคนใหม่ วันแต่งงานของเธอกับประธานาธิบดีมีแขกเหรื่อมาร่วมงานถึง 12,000 คน พิธีจัดขึ้นอย่างหรูหราราวกับงานอภิเษกของสมาชิกราชวงศ์อย่างไรอย่างนั้น จนสื่อมวลชนขนานนามว่าเป็นงานวิวาห์แห่งศตวรรษเลยทีเดียว หลังจากได้นั่งเก้าอี้สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างเต็มภาคภูมิ ชีวิตของเกรซก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนก็ต้องมีนักข่าวตามหลังเป็นเงาตามตัว และยังมีฉายา "ดิส เกรซ" (Dis Grace) หรือ "ไม่สง่างาม" เนื่องจากนิสัยฟุ้งเฟ้อ รักความหรูหราฟุ่มเฟือยของเธอนั่นเอง

เกรซใช้เงินเป็นเบี้ยเหมือนกับสามีมีโรงกษาปณ์ส่วนตัว เธอเป็นขาช้อปตัวยงประจำย่านช้อปปิ้งหรูของโลก อย่างลอนดอน ปารีส กรุงโรม มิลาน และอีกหลายแห่งที่มหาเศรษฐีและคนดังๆ ชอบไปหย่อนใจกัน แถมยังเคยทำสถิติช้อปแหลกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ผลาญเงินของสามี (และของชาติ) ไปถึง 3.6 ล้านบาท ความคลั่งแบรนด์เนมของเธอ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้สามีไม่แพ้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติ จนเมื่อสหภาพยุโรปได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซิมบับเว 80 คน รวมถึงเกรซและพรรคพวก ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลต้องห้ามที่ประเทศชั้นนำของยุโรปไม่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ

แทนที่จะโกรธแค้นหรือเสียหน้า สมาชิกสภาซิมบับเวบางคนกลับโล่งใจ เพราะอย่างน้อยวิธีนี้ก็ช่วยให้สตรีหมายเลขหนึ่งหมดโอกาสไปช้อปปิ้งผลาญเงินภาษีของประชาชนไปได้ระยะหนึ่ง แต่คนที่คิดว่ามาตรการแค่นี้จะหยุดความบ้าช้อปปิ้งของผู้หญิงได้ คงจะมองโลกสวยเกินไปสักหน่อย เมื่อประเทศทางยุโรปไม่ให้เข้า เกรซก็หันไปผลาญเงินในประเทศแถบเอเชียที่เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์ดังๆ อย่างสิงคโปร์ และฮ่องกงแทน ทั้งยังไปสร้างวีรกรรมฉาวจนชาวซิมบับเวต้องเอาปี๊บคลุมหัวไปตามๆ กัน เมื่อเธอบันดาลโทสะชกหน้านายริชาร์ด โจนส์ นักข่าวที่ตามทำข่าวไปถึงโรงแรมที่พักจนหน้าหงาย เท่านั้นยังไม่พอ เกรซยังตามไปตบซ้ำด้วยมือที่ใส่แหวนเพชรเม็ดเป้งหลายวง จนสองแก้มของนักข่าวหัวเห็ดถูกข่วนเป็นทางยาวเหมือนรางรถไฟ ดีที่เธอและคณะมีเอกสิทธิ์ทางการฑูตคุ้มครองอยู่ ไม่อย่างนั้นภริยาประธานาธิบดีซิมบับเวคงไม่แคล้วต้องไปอาละวาดต่อในคุก



ที่เกรซเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักข่าวมากขนาดนี้ เพราะเธอถูกสื่อมวลชนตามจิกตามแฉพฤติกรรมฟุ้งเฟ้อ จนชาวซิมบับเวเกลียดเข้าไส้ไปทั่วทุกหัวระแหง อีกทั้งตัวเธอเองก็ไม่ฉลาดในการตอบคำถามนักข่าวเอาเสียเลย ครั้งหนึ่งนักข่าวถามเกรซว่าการใส่รองเท้าเฟอร์รากาโมราคาแพงยังกับทองที่เธอโปรดปรานนั้น จะไม่สวนทางกับความพยายามแก้ปัยหาความยากจนในซิมบับเวไปหน่อยหรือ แทนที่จะแถด้วยคำพูดสวยหรูน่าฟังเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ เกรซกลับโต้ใส่หน้าคนถามแบบใส่อารมณ์เต็มที่ว่า "ฉันมีเท้าที่แคบมาก ฉันเลยต้องใส่แต่เฟอร์รากาโม มันรับกับรูปเท้าของฉัน ตกลงไหม แล้วการช้อปปิ้งมันเป็นอาชญากรรมหรือยังไง ร้านพวกนี้มีไว้ให้คนเข้าไปซื้อของนะ"

จากการสัมภาษณ์แสบสันต์ในครั้งนั้นเกรซก็ได้ฉายาเพิ่มขึ้นมาอีกสองชื่อ นอกเหนือจาก "ดิสเกรซ" ซึ่งเป็นโลโก้ประจำตัวของเธอ ก็มี "กุชชี่เกรซ" และ "นักช้อปหมายเลขหนึ่ง" สื่อบางเจ้าแขวะว่าที่เธอบ้าซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมเป็นบ้าเป็นหลัง ก็เพื่อแต่งตัวสวยสง่าแข่งกับเจ้าหญิงไดอาน่าผู้ล่วงลับ ทั้งๆที่ชุดบางชุดทั้งหนาทั้งรุงรัง ไม่ได้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนตับแล่บของแอฟริกาเลย ส่วนเงินที่เกรซนำมาถลุงเพื่อตอบสนองความพอใจส่วนตัวนั้น สื่อคาดกันว่าน่าจะเป็นดอกเบี้ยจำนวนหลายล้านดอลล่าห์จากธนาคารกลางซิมบับเว หรือก็คือเธอยักยอกเงินของชาติมาละลายกับของแบรนด์เนมนั่นเอง

ว่ากันว่าประธานาธิบดีมูกาเวก็กระอักกระอ่วนใจกับความมือเติบของเมียเด็กอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ครั้นเขาจะลุกขึ้นมาหย่ากับเกรซก็ติดที่รักเธอจนไม่ลืมหูลืมตา บวกกับเธอเป็นแม่ของลูกชายหญิงของเขาถึงสามคน (เกรซมีลูกคนที่สามหลังจากได้เป็นภริยาประธานาธิบดีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ภรรยาคนก่อนนางแซลลี่ มูกาเวให้ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเกรซยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้เขาได้ในหลายๆเรื่อง เช่นเธอสนับสนุนนโยบายยึดที่ทำกินของคนผิวขาวอย่างออกหน้าออกตา เกรซลัลล้ากับโครงการนี้มากจนมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเธอขับรถผ่านฟาร์มแห่งหนึ่ง พอรู้ว่ามันเป็นที่ดินของคนขาว เจ้าแม่ก็สั่งหยุดรถแล้วเดินอาดๆ ผ่านเจ้าของฟาร์มที่แก่คราวปู่เข้าไปสำรวจบ้านและที่ดินราวกับเป็นบ้านของตัวเอง

นอกจากเที่ยวยึดที่ดินของประชาชนแล้ว เกรซยังมีคฤหาสน์หลังงามและธุรกิจค้าเพชรขนาดใหญ่อยู่ในฮ่องกง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเนรมิตมาจากเงินที่โกงชาติไปนั่นเอง เธอสู้อุตส่าห์เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับได้หลายสิบปี จนกระทั่งมาถูกเปิดโปงโดยวิกีลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉของโลก เกรซจึงจัดการฟ้องเรียกค่าปากโป้งจากวิกีลีคส์เป็นเงิน 15 ล้านดอลล่าห์ โทษฐานที่ทำให้ชื่อเสียงของผู้หญิงแถวหน้าของเธอมีมลทิน

กิจกรรมโปรดอีกอย่างหนึ่งที่เกรซเลิกไม่ได้เสียที ได้แก่นิสัยชอบสวมเขาให้สามี ไม่ต่างอะไรจากเมื่อครั้งยังเป็นสาวบ้านนอก จะผิดกันก็ตรงที่คราวนี้ผู้ชายที่เป็นชู้กับเธอมักจะหายตัวไปจากโลกเสียเฉยๆ หรือไม่ก็ถูกบีบให้ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ต่างประเทศด้วยฝีมือของประธานาธิบดีมูกาเบ จึงไม่มีใครรู้เห็นพฤติกรรมสำส่อนของเธอเท่าไหร่นัก ชายชู้ที่โด่งดังที่สุดอและสร้างความเสียใจให้มูกาเบมากที่สุดได้แก่ กิเดียน โกโน ผู้ว่าการธนาคารกลางซิมบับเว ที่ปรึกษาและพันธมิตรคนสำคัญของท่านประธานาธิบดีนั่นเอง ยอดชู้คู่เชยทั้งสองแอบพบกันเดือนละ 3 ครั้ง ที่ฟาร์มโคนมของเกรซบ้าง ตามโรงแรมหรูบ้าง หรือไม่เกรซก็ใช้การเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างประเทศบังหน้าเพื่อไปหาชายชู้ ทำให้ประธานาธิบดีมูกาเวไม่เคยสงสัย จนเมื่อได้รู้ความจริง มูกาเบถึงกับช็อคเพราะคาดไม่ถึงว่าคนที่ไว้ใจที่สุดสองคนจะหักหลังกันได้ลงคอ


กิเดียน โกโน

ที่กิเดียนกล้าล้วงคองูเห่าได้หน้าตาเฉย เพราะเขาถือว่าตัวเองมีความสำคัญต่อประธานาธิบดีมูกาเบ ซ้ำยังมีชื่อเสียงทางสังคมเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนให้ อย่างไรก็คงไม่ต้องพบจุดจบเหมือนชายชู้คนอื่นๆ ของเกรซ แต่กิเดียนก็หลงลำพองอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ จู่ๆเขาก็เสียชีวิตไปในสภาพที่คล้ายถูกวางยาพิษอก่อนที่ศพจะถูกส่งกลับไปให้ครอบครัวทำพิธีฝังเงียบๆ โดยไม่มีการชันสูตร เป็นรางวัลสำหรับเขาคู่งามที่เขาเคยอภินันทนาการให้ประธานาธิบดีเพื่อนรัก เหลือแต่เกรซที่สามีผู้ยิ่งใหญ่ปล่อยให้ลอยลำเป็น "ดิสเกรซ" ของชาวซิมบับเวต่อไป...อละคงจะเป็นไปอีกนานแสนนาน ตราบเท่าที่สามีของเธอยังคงเป็นประธานาธิบดีของประเทศนี้

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 00:19 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
ประวัติของเจ้าพ่อเฟซบุ๊ค



มาร์ค เอลเลียต ซัคเคอร์เบิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ที่รัฐนิวยอร์ค ในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นเด็กเนิร์ดหัวใสมาตั้งแต่เด็ก โดยมาร์คไม่ได้เรียนเก่งเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกอย่างวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเชี่ยวชาญภาษาศาสต์ถึงขนาดอ่านเขียนได้ 5 ภาษา แถมยังสามารถท่องบทกวีจากมหากาพย์เรื่องอีเลียตได้คล่องปากอีกด้วย พออยู่ชั้นมัธยมมาร์คก็ได้ฉายาว่าเด็กอัจฉริยะ จากเดวิด นิวแมน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่พ่อของเขาจ้างมาสอนลูกชายเกี่ยวกับการใช้และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมาร์คสามารถเรียนรู้โปรแกรมยากๆ ได้ว่องไวผิดคาด

มาร์คหลงใหลการหัดเขียนโปรแกรมใหม่ๆ มาก พอถึงมัธยมปลาย เขาก็โชว์ฝีมือเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ "ซัคเน็ต" (Zucknet) เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่บ้านตัวเองเข้ากับคอมมพิวเตอร์ที่คลินิกทันตแพทย์ของพ่อ เพื่อให้พ่อของเขาทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ความสามารถที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังยอมแพ้ จนแม้แต่บริษัทไมโครซอฟต์และเอโอแนล ยังแข่งขันกันแย่งตัวมาร์คตั้งแต่ยังเรียนไม่จบม.ปลาย แต่มาร์คยังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในคอมพิวเตอร์ เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอของสองบรอษัทยักษ์ใหญ่ แล้วไปเรียนต่อในภาควิชาคอมพิวเตอร์และสังคมวิทยา ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และที่นี่เองที่มาร์คได้พบกับเพื่อนสาวชาวเอเชีย ผู้กลายมาเป็นกำลังใจในวันนี้ พริสซิลล่า ชาน

พริสซิลล่าอายุน้อยกว่ามาร์คหนึ่งปี เธอเป็นลูกสาวของชาวจีน-เวียดนาม เดนนิส ชาน ที่อพยพหนีความจนจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากในอเมริกาในช่วงทศวรรษ 70 การเป็นผู้อพยพที่มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบบีงคับให้เดนนิสต้องทำงานหนักถึงวันละ 18 ชั่วโมง เพื่อเก็บเงินไว้ตั้งร้านอาหารของตนเอง และมันก็ทำให้พรอสซิลล่าเติบโตขึ้นมาอย่างเข้มงวด ต้องกระเบียดกระเสียรตลอดเวลา ต่างจากมาร์คโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อที่เธอมีไม่แพ้หนุ่มมาร์คเลย มีเรื่องเล่าจากอาจารย์ของพริสซิลล่าว่า "พริสซิลล่าฝันอยากเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาตั้งแต่อายุ 13 ปี เธอถามอาจารย์ว่าต้องทำอย่างไรเด็กเอเชียจนๆ อย่างเธอถึงจะเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อก้องโลกนั้นได้ ผมอึ้งไปเลย" อาจารย์ปีเตอร์ สเวนสัน เล่า " ตลอดอาชีพการเป็นครู ผมไม่เคยเจอเด็กอายุ 13 ถามอะไรแบบนี้เลย เธอรู้ว่าเธอต้องการอะไรแม้กระทั่งในตอนนั้น"

จากคำแนะนำของอาจารย์ พริสซิลล่าจึงเข้าร่วมทีมเทนนิสตั้งแต่เด็กๆ เพื่อให้ประวัติดูดีที่สุดในการสอบเข้าฮาร์วาร์ด และแล้วในอีกหลายปีต่อมาเธอก็สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในฝันได้จริงๆ ขณะที่กำลังเรียนอยู่ปีสอง โชคชะตาหรือน่าจะเรียกว่ากามเทพก็เล่นกล พาให้เธอได้พบกับมาร์คในที่ๆ ไม่มีใครคาดฝันว่าต้นรักจะเจริญงอกงามขึ้นมาได้ นั่นคือหน้าห้องน้ำ เหตุเกิดขึ้นในงานปาร์ตี้ของสมาคมนักศึกษาชาย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2003 ทั้งมาร์คและพริสซิลล่าตามเพื่อนไปงานนี้ด้วยกันทั้งคู่ และระหว่างที่มาร์คกำลังไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ เขาก็พบพริสซิลล่าเข้า จากนั้นหนุ่มสาวทั้งสองก็เริ่มคบหาดูใจกันนับตั้งแต่นั้นมา

หลังคบพริสซิลล่าได้หนึ่งปี มาร์คก็ลงมือเขียนโปรแกรม "เฟซแมช" เพื่อให้นักศึกษาในฮาร์วาร์ดได้ลงคะแนนโหวตภาพสวยๆ ของเพื่อนร่วมสถาบัน ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ตอนที่เขียนโปรแกรมนี้มาร์คเพียงแค่หาอะไรทำสนุกๆ แก้ว่างตามประสาคนไฮเปอร์เท่านั้น แต่ "เฟซแมช" กลายมาเป็นต้นแบบให้เขาสร้างโปรแกรมเฟซบุ๊คอันลือลั่น และเริ่มทดลองใช้งานเป็นครั้งแรกจากห้องนอนในหอพัก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2004 เท่านั้นยังไม่พอ มาร์คยังได้เชื่อมต่อเฟซบุ๊คเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ จนกลายเป็นกิจการที่ทำเงินให้เขาอย่างมหาศาล จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพักการเรียนอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเอาเวลามาทุ่มเทให้กับการพัฒนาโปรแกรมนี้อย่างเต็มที่

ล่วงมาถึงปี 2010 คนทั้งโลกไมมีใครที่ไม่รู้จักเฟซบุ๊ค และมาร์คกลายเป็น 1 ใน 100 มหาเศรษฐีของโลก พร้อมกันนั้นเขาก็ต้องเดินขึ้นโรงขึ้นศาลจนรองเท้าสึก เพราะบรรดาผองเพื่อนที่เคยมีส่วนช่วยเขานำเฟซบุ๊คไปเชื่อมต่อกับระบบของมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมใจกันฟ้องขอส่วนแบ่งอภิมหาศาลจากมาร์คกันจ้าละหวั่น โดยอ้างว่าตนมีส่วนช่วยให้เฟซบุ๊คแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามจึงต้องได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ของโซเชียลเน็ตเวิร์คสุดฮิตนี้ด้วย



เดือนกันยายน ปีเดียวกัน อาจจะเพราะต้องการคนมาช่วยเยียวยาขวัญกำลังใจหรืออย่างไรก็ไม่แน่ มาร์คเอ่ยปากชวนพริสซิลล่า ซึ่งกำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน แต่พริสซิลล่ามีประสบการณ์มาแล้วว่าการคบกับนักธุรกิจรัดตัวอย่างมาร์คไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก เธอจึงตั้งโต๊ะเจรจากับหวานใจนานหลายชั่วโมง จากนั้นทั้งคู่ก็ร่างสนธิสัญญาการร่วมบ้านยาวเหยียดนับร้อยข้อ เช่น ข้อหนึ่งระบุว่า ทั้งคู่จะต้องออกเดทสัปดาห์ละครั้ง และแต่ละครั้งต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างน้อย 100 นาที ส่วนสถานที่จะต้องไม่ใช่ในอพาร์ตเม้นท์ของมาร์ค และแน่นอนที่สุดว่าจะต้องไม่ใช่ในเฟซบุ๊ค มีข่าวลือแว่วมาว่าที่ท้ายสนธสัญญาตัวนี้ พ่อหนุ่มมาร์คถึงกับต้องเซ็นต์ลายเซ็นต์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่อย่างนั้นอย่าหวังเลยว่าพริสซิลล่าจะยอมเก็บข้าวของมาอยู่ด้วย



การอยู่ร่วมบ้านกินเวลาเพียงปีเดียวเจ้าพ่อเฟซบุ๊คก็ทนต่อไปไม่ไหว มาร์คประจักษ์ว่าชีวิตที่มีพริสซิลล่าอยู่เคียงข้างนั้นดีเพียงไหน เขาตัดสินใจขอเธอแต่งงาน หลังจากเธอเรียนจบด้านกุมารแพทย์แล้ว 1 สัปดาห์ จากนั้นทั้งคู่ก็ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเชิญแขกมาร่วมงานที่บ้าน แต่ปล่อยให้เพื่อนๆ เข้าใจกันไปเองว่าทุกคนมาร่วมงานฉลองจบการศึกษาของพริสซิลล่า เล่นเอาแขกทั้งหมดถึงกับเหวอเอ๋ออึ้ง เมื่อพริสซิลล่าปรากฏตัวขึ้นในชุดแต่งงานผ้าลูกไม้ขาวบริสุทธิ์ ราคา 4,700 เหรียญ (141,000 บาท) ส่วนเจ้าบ่าวก็หล่อกว่าทุกวันในชุดสูทสีกรมท่าเต็มยศ ผูกเน็คไทเรียบกริบ ซึ่งเป็นชุดที่ไม่ค่อยจะมีใครได้เห็นมาร์คแต่งบ่อยนัก

มาร์คเล่าว่าการแต่งงานกับพริสซิลล่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตเขา เพราะเธอไม่เพียงแต่ฉลาด สุขุม อ่อนโยน เธอยังเข้าใจงานของเขา และคอยเป็นกองหนุนให้เขาทุกอย่าง อย่างเช่นพริสซิลล่าเป็นคนต้นคิดให้มาร์คไปเรียนภาษาจีนกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางไปเจรจาธุรกิจที่ประเทศจีนในปี 2012 อีกทั้งเธอยังเป็นคนจุดประกายให้มาร์คเห็นคุณค่าของการบริจาคอวัยวะ และได้เป็นโต้โผใหญ่เรียกร้องให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คช่วยกันบริจาคอวัยวะด้วยวิธีแสนง่าย เพียงลงทะเบียนในเว็บไซต์เท่านั้นเอง ซึ่งก็ปรากฏว่ามีคนพร้อมใจกันมาลงชื่อบริจาคมากกว่า 1,000,000 คน ภายในวันเดียว

กำลังใจและความคิดที่ได้จากพริสซิลล่าเป็นแรงกระตุ้นให้มาร์คมีแรงพัฒนาโปรแกรมโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เขารักต่อไป เพราะเมื่อมีคนรักอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากแค่ไหน เจ้าพ่อเฟซบุ๊คก็พร้อมจะฝ่าฟันไปได้เสมอ

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 00:19 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้



"เคนเนดี้" เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่คริบครัวหนึ่งจะพึงเป็นได้ บนแผ่นดินแห่งความเท่าเทียมที่เรียกว่าอเมริกา แต่ทั้งๆที่มีอิทธิพลล้นฟ้า ลูกหลานตระกูลนี้กลับหนีไม่พ้นความตายตั้งแต่ยังหนุ่มสาวกันทุกคน จนเกิดคำถามว่าเคราะห์กรรมของพวกเขาเป็นเพียงอุบัติเหตุ หรือเกิดจากอาถรรพ์ คำสาปแช่งที่ได้รับมาตั้งแต่บรรพบุรุษกันแน่

"ข้าขอแสาปแช่งเจ้า ตระกูลของเจ้าจะไม่มีวันสงบสุข ครอบครัวของเจ้าจะต้องตายก่อนอายุขัย แม้ทรัพย์สินและอำนาจของเจ้าก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้ตราบชั่วลูกหลาน" ว่ากันว่านี่คือคำสาปที่มีต่อ แพททริคเคนเนดี้ พ่อค้าชาวไอริสที่อพยพมาตั้งรกรากในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐ เมื่อปี 1849 และมันก็กลายเป็นเงามรณะติดตามลูกหลานของเขามาทุกชั่วคน แพททริคเป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถ เห็นได้จากการที่เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากพ่อค้าธรรมดาขึ้นมาเป็นคหบดีได้ หลังจากนั้นเขายังสมัครเข้าพรรคเดโมแครต จนกลายเป็นนักการเมืองคนดังของรัฐแมสซาชูเซตส์

เมื่อร่ำรวยแล้วแน่นอนว่าจะให้แพททริคอุดอู้อยู่ในบ้านหลังเท่ารูหนูก็คงไม่ใช่ เขาจึงเริ่มมองหาที่ปลูกบ้านใหม่ และไปถูกใจที่ดินผืนงามซึ่งมีครอบครัวอินเดียนแดงหลายชีวิตเช่าทำมาหากินอยู่ก่อน แต่แพททริคไม่สนใจ เขารีบเสนอราคาให้เจ้าของที่ดินทันที ด้วยอำนาจของสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าเงิน ไม่ถึงเดือนที่ดินผืนนั้นก็ถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของเขาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ส่วนครอบตรัวอินเดียนแดงทั้งหมดถูกสั่งให้รื้อถอนบ้านออกไปโดยเร็ว ชาวอินเดียนแดงถูกมองว่าต่ำชั้นราวกับขยะในสังคมอเมริกัน จึงไม่มีใครสนใจว่าพวกเขาจะเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน แต่แพททริคหารู้ไม่ว่าอินเดียนแดงกลุ่มที่เคยอาศัยในที่ดินล้วนแล้วแต่เป็นจอมขมังเวทย์ ก่อนจะซัดเซพเนจรไปอยู่ที่อื่น หัวหน้าครอบครัวอินเดียนแดงทั้งหมด ได้ร่วมกันทำพิธีสาปแช่งลูกหลานของศัตรูไว้อย่างน่ากลัว และอาถรรพ์ของมันก็เริ่มสำแดงเดช หลังจากแพททริคผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตายจากไป 

อาจจะเป็นเพราะเหล่าอินเดียนแดงต้องการให้ครอบครัวเคนเนดี้พบกับโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าก็เป็นได้  คำสาปมรณะจึงละเว้นลูกชายของแพททริคไว้ เพื่อให้เขาไปแต่งงานกับโรสแมรี่ ฟริดเจอราลด์ ลูกสาวของส.ส.พรรคเดโมแครตในเมืองบอสตัน ทั้งคู่มีลูกชายหญิงถึงเก้าคน มากพอจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับครอบครัวและเหลือเฟือสำหรับคำสาปมรณะที่กำลังรอวันล้างแค้นให้เจ้านายของมัน เหยื่อรายแรกได้แก่โรสแมรี่ เคนเนดี้ ลูกสาวคนโตของโจเซฟกับโรส ซึ่งมีปัญหาสุขภาพจิตมาตั้งแต่เล็ก ในปี 1941 อาการของโรสแมรี่เพียบหนักจนไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้อีก ทางบ้านจึงต้องส่งเธอไปบำบัดในโรงพยาบาล และกลายเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพไปตลอดชีวิต โรสแมรี่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2005 ที่ผ่านมานี่เอง

หลังจากโรสแมรี่เข้าโรงพยาบาลไปแล้วสามปีต่อมาคำสาปมรณะก็คร่าชีวิตลูกชายคนโตของตระกูล "โจเซฟ เคนเนดี้ จูเนียร์" ไปด้วยวัยเพียง 29 ปีด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกเหนือช่องแคบอังกฤษ ระหว่างปฏิบัติภารกิจขับเครื่องบินรบของกองทัพสหรัฐ ในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นอีกสี่ปี ในปี 1948 แคทเธอลีน เคนเนดี้ คาเวนดิช ลูกสาวคนที่สี่ของครอบครัวก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในประเทศฝรั่งเศส ในวัยสาวสะพรั่งเพียง 28 ปี สมาชิกเคนเนดี้ไล่มาตั้งแต่แพททริคผู้เป็นต้นตระกูล มีอุดมการณ์ทางการเมืองแรงกล้ากันทุกคน ยิ่งประกอบกับมีทั้งเงินและอำนาจ ลูกหลานทั้งหมดจึงเชื่อว่า สักวันชาวเคนเนดี้จะต้องปกครองสหรัฐอเมริกา และแล้วความหวังของเขาก็เป็นจริงเมื่อ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ใช้ความเป็นคนหนุ่มไฟแรง เอาชนะคู่แข่งกระดูกเหล็กอย่าง ริชาร์ด นิกสัน ขึ้นไปเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐได้สำเร็จ



แต่แล้วในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 เคนเนดี้ที่ยิ่งใหญ่ท่สุดคนนี้ก็ถูกลอบสังหารขณะไปพบปะประชาชนที่เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ว่ากันว่าการตายของจอห์น เอฟ เคนเนดี้ พิเศษกว่าพี่น้องนิดหนึ่งตรงที่มันเป็นคำสาปซ้อนคำสาป ไม่เพียงแต่เขาจะเสียท่าให้คำสาปของตระกูล จอห์นยังถูกกระหน่ำด้วยพิษคำสาปหมายเลขศูนย์ ประจำตำปแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกเรื่องหนึ่งด้วย คำสาปหมายเลขศูนย์หมายถึงหากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดได้รับเลือกตั้งในปีที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์ คนๆ นั้นจะต้องมีอันเป็นไประหว่างดำรงตำแหน่งเสมอ

ปฐมบทของคำสาปเริ่มมาจากสงครามระหว่างอินเดียนแดงเผ่าชอว์นีและคนขาว นำโดยผู้ว่าการรัฐอินเดียน่า วิลเลียม เฮนรี่ แฮร์ริสัน ซึ่งออกกฎหมายให้คนขาวมีสิทธิ์บุกเข้าไปฆ่าฟัน แย่งชิงที่ดินของอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ที่นั่นมาก่อนได้ตามอำเภอใจ สร้างความโกรธแค้นให้หัวหน้าเผ่าชอว์นีที่ชื่อเทคุมเช่เป็นอย่างมาก และก็ให้บังเอิญที่ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าของเทคุมเช่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เขามีวิชาพอตัวอยู่เหมือนกัน เทคุมเช่จึงสาปแช่งวิลเลียม เฮนรี่ แฮร์ริสัน  และประธานาธิบดีสหรัฐให้มีอันเป็นไปทุกคนตราบนานเท่านาน คำสาปเริ่มแสดงฤทธ์ครั้งแรกเมื่อวิลเลียม เฮนรี่ แฮร์ริสัน  ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 1840 แต่หลังจากดำรงตำแหน่งเพียงหนึ่งปีเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม

นับจากนั้นเป็นต้นมาประธานาธิบดีสหรัฐไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ หากรับตำแหน่งในปีที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์ล่ะก็เป็นต้องตายก่อนวัยอันควรทุกคน ต่อจากวิลเลียน เฮนรี่ แฮรร์ริสันก็เป็นคิวของอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งรับตำแหน่งในปี 1860 และถูกลอบสังหารในปี 1865 เจมส์ เอ การ์ฟิลด์ รับตำแหน่งปี 1880 ก่อนจะถูกลอบสังหารเมื่อปี 1881, วิลเลียม แมคคินลีย์ รับตำแหน่งปี 1900 และไปถูกลอบสังหารเมื่อปี 1901, วอร์เรน จี ฮาร์ดิงก์ รับตำแหน่งปี 1920 จากนั้นเขาก็หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตเมื่อปี 1923, แฟรงกลิน ดี รูสเวลต์ รับตำแหน่งปี 1940 เส้นเลือดในสมองแตกตายเมื่อปี 1945 จนมาถึงจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่รับตำแหน่งปี 1960 แล้วก็มาถูกลอบสังหารในปี 1963 เซ่นคำสาปเลขศูนย์ไปอีกหนึ่งคน

เพียงหนึ่งปีหลังการตายของจอห์น ชาวเคนเนดี้ก็ได้ใจหายใจคว่ำอีกครั้ง เมื่อวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ ลูกคนเล็กของครอบครัวประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่มลรัฐแมสซาชูเซตส์ แต่คราวนีคนที่รับเคราะห์กลายเป็นนักบิน ส่วนเอ็ดเวิร์ดบาด
จ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึงครึ่งปี และรอดมาได้โดยมีอาการปวดหลังตามทรมานเขาไปตลอดชีวิต ในปี 1968 ห้าปีหลังการเสียชีวิตของพี่ชาย วุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เคนเนดี้ก็ถูกลอบสังหารในวันที่ 5 มิถุนายน ขณะมีอายุเพียง 42 ปี หลังจากที่เขาเพิ่งได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

จากนั้นหนึ่งปีต่อมาคำสาปมรณะก็หวนกลับไปเล่นงาน เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ เหยื่อเพียงคนเดียวที่รอดเงื้อมมือของมันไปได้อีกครั้ง คราวนี้เอ็ดเวิร์ดขับรถตกสะพานกลางดึก หลังกลับจากงานเลี้ยง และดวงแข็งรอดไปอีกจนได้ แต่ก็ต้องสังเวยด้วยชีวิตของแมรี่ โจ เพื่อนสาวที่นั่งรถไปด้วยกัน อุบัติเหตุครั้งนี้ทำลายชื่อเสียงของเอดเวิร์ดอย่างยับเยิน เนื่องจากเขาไปแจ้งตำรวจหลังเกิดเหตุไปแล้ว 10 ชั่วโมง โดยอ้างว่าระหว่างช่วงเวลานั้นเขาต้องเดินเท้ากลับเข้าไปในเมือง เพื่อตามหาคนมางมหารถและพยายามช่วยแมรี่ โจออกมา แต่ก็ไม่พบด้วยความตกใจจนช็อกไปชั่วขณะ แทนที่จะมาแจ้งความ เขากลับไปนอนพักที่โรงแรม และมาแจ้งความอีกทีในเช้าวันใหม่ ภายหลังจากตำรวจงมศพแมรี่ขึ้นมา ก็พบว่าเธอไม่ได้เสียชีวิตทันที หากเอ็ดเวิร์ดรีบแจ้งตำรวจหรือให้คนแถวนั้นช่วย บางทีแมรี่อาจไม่ต้องตายก็ได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เอ็ดเวิร์ดเสียคะแนนเสียงไปมากพอดู และปิดฉากความฝันของเขาที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐไปอย่างถาวร

ดูเหมือนว่าเมื่อเอาชีวิตเอ็ดเวิร์ดไม่สำเร็จถึงสองครั้ง คำสาปมรณะก็ยอมลัเว้นเขา เอ็ดเวิร์ดจึงเป็นเคนเนดี้คนเดียวที่มีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่า ในขณะที่ลูกหลานหนุ่มสาวกลับพากันตายเป็นใบไม้ร่วง โดยในปี 1984 เดวิด เคนเนดี้ ลูกชายของโรเบิร์ต เคนเนดี้ เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด ต่อมาปี 1997 ไมเคิล เคนเนดี้ ลูกชายอีกคนหนึ่งของโรเบิร์ต เคนเนดี้ ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ขณะที่เล่นสกีที่มลรัฐโคโลราโด จอห์น เคนเนดี้ จูเนียร์ ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เสียชีวิตพร้อมกับภรรยาและพี่สะใภ้จากอุบัติเหตุเครื่องบินส่วนตัวตกในปี 1999 เป็นผลให้ตระกูลเคนเนดี้อันยิ่งใหญ่สิ้นลูกสิ้นหลานในคราววนี้เอง

เมื่อทุกคนตายจากไปหมดแล้ว ก็ถึงทีของเอ็ดเวิร์ด สมาชิกเดนตายคนสุดท้าย เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมองที่บ้านพักในเมืองไฮอันนิสพอร์ต รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2009 สิ้นสุดคำสาปอันน่าสะพรงกลัวมี่ติดตรึงกับครอบครัวเขามานานเกินหนึ่งศตวรรษตลอดกาล

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 00:20 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

ใครว่าผู้ชายเถื่อนๆ ไม่มีหัวใจ ถึงแม้จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรโหดของโลก แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำแห่งพรรคนาซีเยอรมัน ก็ยังมีผู้หญิงที่รักมากที่สุดถึงสองคน คนหนึ่งคือแม่ผู้ให้กำเนิด และอีวาบราวน์ หญิงคนรักที่อยู่กับฮิตเลอร์ในเวลาที่เขาตาย

คลารา แม่ของฮิตเลอร์เป็นเพียงลูกสาวชาวนาจนๆ ไม่มีการศึกษา แต่เธอก็ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อลูก ความเอาใจใส่ของเธอเป็นตัวแปรสำคัญที่หล่อหลอมให้ฮิตเลอร์เป็นผู้ชายรักสะอาด เจ้าระเบียบ และมีเมตตากับสาวๆ เป็นพิเศษ จนพาลเป็นโรคแพ้ผู้หญิงไปเลย ทหารคู่ใจของฮิตเลอร์เขียนไว้ในบันทึกว่า ฮิตเลอร์เป็นพวกเจ้าชู้หน้าตาย เห็นสาวสวยเป็นต้องจีบดะ เช่น ถ้าเลขาสาวคนไหนป่วย ฮิตเลอร์จะไปเยี่ยมถึงบ้าน แต่ถ้าทหารผู้ชายป่วย ฮิตเลอร์กลับไม่สนใจ


ฮิตเลอร์และอีวา บราวน์

สำหรับ อีวา บราวน์ (Eva Braun) เธอควบตำแหน่งนางบำเรอ นกน้อยในกรงทอง ภรรยา และคู่ทุกข์คู่ยากเพียงหนึ่งเดียวของฮิตเลอร์ไว้ครบถ้วน อีวายอมทิ้งชีวิตอิสระในโลกกว้างมาเป็นนางบำเรอในเซฟเฮ้าส์ของฮิตเลอร์ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี เพราะรักผู้ชายคนนี้สุดหัวใจ แต่ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก อีวาพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้ง เนื่องจากจนความเจ้าชู้ของฮิตเลอร์ไม่ไหว ครั้งแรกเธอยิงตัวเอง ส่วนครั้งที่สองเธอกินยานอนหลับเข้าไปถึง 35 เม็ด โชคดีว่าทหารคนสนิทของฮิตเลอร์เข้ามาช่วยไว้ได้ อีวาจึงรอดชีวิตไปจนถึงวันที่ฮิตเลอร์หมดสิ้นทุกสิ่ทุกอย่าง และต้องหลบหนีไปอยู่ในที่มั่นแห่งสุดท้าย รอเวลาที่กองทัพศัตรูจะเข้ามาประหัตประหาร

ฮิตเลอร์พยายามอ้อนวอนให้อีวาหนีไป แต่เธอเลือกที่จะตายเคียงข้างเขา ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจที่จะตอบแทนสาวความภักดีของสาวคนรักเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการแต่งงานกับเธอ พิธีแต่งงานที่อีวารอคอยมาชั่วชีวิต มีเพียงบาทหลวงแก่ๆ กับทหารคนสนิทของสามีร่วมเป็นสักขีพยาน แต่แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียว จุดจบของฮิตเลอร์กับผู้หญิงที่สละชีวิตเพื่อเขาก็มาถึง ทั้งสองกรอกยาพิษเข้าปาก จากนั้นก็นั่งพิงกันเงียบๆ อยู่บนโซฟา จวบจนนาทีมรณะเดินทางมาถึง

ประวัติเกี่ยวกับผู้หญิงของฮิตเลอร์จบลงเพียงเท่านี้ จึงไม่เคยมีใครรูเลยว่าในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจ ฮิตเลอร์ยังมีผู้หญิงอีกสองคนแอบซ่อนไว้อย่างลับๆ แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้การยอบรับว่าเป็นคนรักของเขา ไม่แม้แต่จะมีชื่ออยู่ในบันทึกประวัติของฮิตเลอร์ แต่เขาก็ยังคงจดจำพวกเธอไม่เคยเสื่อมคลาย ผู้หญิงคนที่สามในชีวิตของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยวัยใสชื่อ เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่เจลี่นั้นเป็นลูกของพี่สาวต่างมารดาของฮิตเลอร์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเข้าข่ายรักต้องห้ามนั่นเอง


เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)

ฮิตเลอร์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหลานสาวคนนี้เลยจนกระทั่งเขาอายุ 40 ปี เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในพรรคนาซีแล้ว เขาได้ชวนพี่สาวมาทำงานเป็นแม่บ้านให้ และเจลี่ก็ตามแม่ของเธอมาอาศัยร่มเงาน้าชายด้วย พอเห็นความสดใสอิ่มเอิ่มเหมือนดอกไม้แรกผลิของหลานสาว งูเห่าบนหัวฮิตเลอร์ก็เริ่มออกสเต็ปทันที ฮิตเลอร์โอ๋หลานสาวคนสวยจนออกนอกหน้า ทั้งส่งเสียให้เรียน ให้เงินเดือนใช้ และยังตามใจให้เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทั้งที่ปกตอฮิตเลอร์ต่อต้านความฟุ่มเฟือยสุดลิ่มทิ่มประตู เนื่องจากมันขัดกับภาพลักษณ์ของพรรคนาซี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของผู้ใช้แรงงาน ผู้บริหารทุกคนจึงต้องทำตัวสมถะให้มากถึงมากที่สุด

ตอนแรกเจลี่ยังไม่คิดจะตกร่องปล่องชิ้นกับน้าชาย เพราะสาวสวยอย่างเธอย่อมสนใจคนหนุ่มๆ มากกว่า ชายหนุ่มที่เธอมีใจให้มีชื่อว่าเอมิล เป็นองค์รักษ์ประจำตัวของฮิตเลอร์นั่นเอง ขณะเดียวกันเธอก็มีกิ๊กไว้แก้ว่างอีกหลายคน จนครั้งหนึ่งเอมิลทนเห็นภาพบาดตาขณะแฟนสาวกำลังหัวร่อต่อกระซิกกับชายอื่นไม่ได้ เลยเข้าไปประเคนกำปั้นใส่กิ๊กของเจลี่ถึงขั้นสลบ ทำให้เรื่องที่เขาแอบคบกับเธอรู้ไปถึงหูฮิตเลอร์จนได้  เปลือกนอกฮิตเลอร์ไม่แสดงอาการอะไร ทว่าในใจนั้นเดือดปุดๆ ที่คนสนิทบังอาจมาเจาะไข่แดงไก่วัดแสนสวย เลยแกล้งไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้เอมิล หรือบางทีก็จ่ายช้าจนอีกฝ่ายแทบไม่มีกิน เอมิลเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือแผนบีบให้เขาลาออกของเจ้านาย ครั้นเขาจะฮึดสู้ก็คงไม่แคล้วต้องเจอไข้โป้งเข้าสักวัน ในที่สุดทหารหนุ่มจึงต้องขอย้ายไปทำงานในหน่วยงานอื่น

พอทางสะดวกฮิตเลอร์ก็เดินหน้าลุยจีบเจลี่เต็มที่ ส่วนเจลี่ซึ่งติดนิสัยฟุ่มเฟือยเข้าไปเต็มเปาแล้ว ก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามีแต่น้าชายนี่แหละที่จะบันดาลเครื่องเพชร เสื้อผ้างามหรู และความสะดวกสบายให้เธอได้ แม่สาวน้อยร้อยชั่งจึงโอนอ่อนตามใจฮิตเลอร์แต่โดยดี แม้เธอจะเคยเล่าให้เพื่อสนิทฟังว่าฮิตเลอร์ชอบสั่งให้เธอทำอะไรที่แปลกพิลึกกึกกือ จนบางครั้งเธออยากจะอาเจียนเสียให้ได้ และก็เพราะเจลี่นี่เองที่ทำให้ฮิตเลอร์ซึ่งกำลังมีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ หายดิบหายดีเป็นปลิดทิ้ง แต่ความรักของผู้ชายวัย 40 กับสาวน้อยอายุแค่ 20 ปีย่อมไม่ง่าย ยามหวานทั้งคู่จะชวนกันนั่งรถเปิดประทุนไปปิกนิค บางครั้งก็ไปดูหนัง ละครหรือโอเปร่า แต่ยามร้ายวึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งคู่จะเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ฮิตเลอร์นั้นรู้ทันนิสัยเจ้าชู้ของหลานสาว จึงไม่ชอบให้เธอออกไปเที่ยวตามลำพัง เวลาเขาต้องไปปราศรัยตามเมืองต่างๆ ฮิตเลอร์จะกักบรเวณเจลี่ไว้ในบ้าน โดยมีองครักษ์เดินยามเฝ้าราวกับมักโทษก็ไม่ปาน ถ้าเจลี่อยากจะไปงานเต้นรำโดยไม่มีเขาไปด้วย ฮิตเลอร์จะบังคับให้หลานสาวแต่งตัวมิดชิด ห้ามโชว์เนื้อหนังมังสาเป็นอันขาด แถมยังส่งลูกน้องไปคุมเธอที่งาน เจลี่จะเต้นรำกับผู้ชายหน้าไหนไม่ได้เลย ยกเว้นสองเกลออ้วนผอมขี้เหร่คู่นี้เท่านั้น

เจลี่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอีวา บราวน์ แต่ต่างกันตรงที่อีวาเย็นเป็นน้ำ ส่วนเธอกลับร้อนเป็นไฟ อีวา บราวน์ ทนสภาพเมียเก็บที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันได้นานถึง 12 ปี แต่สำหรับเจลี่แค่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเพียงเดือนเดียวเธอก็ไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีปากเสียงกับฮิตเลอร์บ่อยมาก สงครามระหว่างน้าหลานมาถึงขีดสุดในวันที่ 18 กันยายน 1931 เมื่อเจลี่อยากไปเยี่ยมญาติที่กรุงเวียนนาแต่ฮิตเลอร์ไม่ยอม ทั้งคู่จึงตะโกนใส่หน้ากันอย่างดุเดือด สุดท้ายฮิตเลอร์ตะโกนว่า "ไปยิงตัวตายซะไป๊"

พอหลานสาวเลือดร้อนได้ยินอย่างนั้น อารมณ์อยากประชดประชันก็พรั่งพรู เธอวิ่งเข้าไปในห้องนอนคว้าปืนขึ้นจ่อยิงเข้าที่หน้าอกตัวเอง จนขาดใจตายทันที นับจากวันนั้นเป็นต้นมาฮิตเลอร์ก็เลิกกินเนื้อสัตว์ เขาให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่เขาเห็นเนื้อดิบๆ ชุ่มเลือด เขาจะนึกถึงสภาพของเจลี่ที่แน่นิ่งจมกองเลือด เลือดเนื้อถูกแรงระเบิดกระจายอยู่บนพื้น

ผู้หญิงคนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยบ้านนอกที่แตกต่างจากอีวาและเจลี่โดยสิ้นเชิง ชาร์ล็อต โลบ์ฌัวเอ (Charlotte Lobjoie) เป็นเพียงหญิงชาวบ้านในแคว้นไกลปืนเที่ยงที่ชื่อนอร์ปาเดอกาแล ในฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องเรียกว่าเป็นแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะแต่ออกเที่ยวด้วยกันเพียงครั้งเดียว ฌอง มารี (Jean-Marie) ลูกชายของทั้งคู่ก็ลืมตาดูโลกในอีกเก้าเดือนต่อมา หลังจากที่ทั้งสองมีสัมพันธ์กันในค่ำคืนที่ต่างฝ่ายต่างเมากันทั้งคู่ หลังจากวันนั้นฮิตเลอร์ก็ติดต่อชาร์ล็อตเป็นครั้งคราว แต่เขาไม่เคยยอมรับว่าฌอง มารีเป็นลูกเลย เด็กชายจึงโตขึ้นมาในสภาพลูกกำพร้าที่ถูกเด็กๆที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเป็นลูกไม่มีพ่อนั้น เป็นอาหาปากอันโอชะของพวกเด็กเกเรเลยทีเดียว

พอโตเป็นหนุ่มโชคชะตาก็ชักพาฌอง มารี เข้าสู่โลกของสงคราม เขาเข้าร่วมกับกองทัพฝรั่งเศสทำสงครามกับเยอรมัน รวมทั้งเป็นสมาชิกขบวนการฝรั่งเศสเสรี (French Resistance) เพื่อต่อต้านการรุกรานของนาซี โดยไม่รู้สักนิดว่าผู้นำฝ่ายปรปักษ์ที่เขาและเพื่อนทหารทุกคนอยากกำจัด ก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองชาร์ล็อตต้องทนฟังลูกชายเล่าถึงปฏบัติการของเขาและเพื่อนๆ อย่างไม่สบายใจ ยิ่งลูกชายประกาศกร้าวว่าจะเด็ดหัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีให้จงได้ เธอก็อกสั่นขวัญแขวนด้วยว่ากลัวลูกชายอาจกลายเป็นฆาตกรฆ่าพ่อเข้าสักวัน  สุดท้ายเธอจึงบอกความจริงให้ฌอง มารีรู้

หลังจากชาร์ล็อตเสียชีวิตไปในวัยชรา ฌอง มารีก็พบภาพวาดรูปของเธอที่วาดโดยฮิตเลอร์ ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องใต้หลังคา เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันความสัมพันธ์ของทั้งสอง และเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า แม้ฮิตเลอร์จะไม่ยอมรับลูกชาย แต่เขาก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อชาร์ล็อตอยู่เสมอ เพราะเธอคือแม่ของลูกชายเพียงคนเดียวของเขา เธอจึงเป็นเหมือนเงาดำที่ฮิตเลอร์ไม่มีวันสลัดหลุดตลอดไป ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ที่มา นิตยสาร LIVE

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 00:21 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
กำเนิดเอกภพ



เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้า คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ดวงดาวที่กระพริบระยิบระยับเหล่านั้น อยู่ห่างไกลจากเราเพียงไหน ในสมัยกรีก เราเคยเชื่อว่าโลกแบนและคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในจักรวาล มีดวงดาวและดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปรอบๆโลก จนกระทั่งนิโคลัส โคเปอร์นิคัสค้นพบว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ โลกและดาวเคราะห์ล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม เมื่อกาลิเลโอ กาลิเลอี ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ได้สำเร็จ เราจึงสามารถสังเกตการณ์วัตถุต่างๆ บนท้องฟ้าได้ และค้นพบสิ่งแปลกใหม่อีกมากมาย รวมถึงดวงจันทร์สี่ดวงที่โคจรรอบๆ ดาวพฤหัสบดี ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง โจฮันนส์ เคปเลอร์ ก็ได้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ที่บอกว่าพื้นที่สามเหลี่ยมจากดาวเคราะห์ไปยังดวงอาทิตย์ในเวลาที่เท่ากันจะมีพื้นที่เท่ากัน จากนั้นปริศนาแห่งจักรวาลก็ค่อยๆคลี่คลายขึ้นทีละน้อย เมื่อเซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ของวัตถุ  เพราะนั่นคือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ เอ็ดมัน แฮลลีย์ เป็นผู้สำรวจพบว่า ดาวหางดวงหนึ่งโคจรมาให้ชาวโลกเห็นทุกๆ 75 ปี  เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ศึกษาพบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง เมื่อแสงเข้าใกล้วัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงสูงและทุกสิ่งในเอกภพเคลื่อนที่ไปไม่หยุดนิ่ง เขาจึงได้ค้นพบสมการที่ไขปริศนาความลับการเปลี่ยนแปลงระหว่างสสารกับพลังงาน นั่นคือ E=mc2  เอ็ดวิน ฮับเบิ้ล ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวของเอกภพที่เราเรียกกันว่า ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory) เพราะเขาสังเกตเห็นว่ากาแล็คซี่ทั้งหลายเคลื่อนตัวหนีห่างจากกันและกัน จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 สตีเฟน ฮอว์คิง จึงได้นำทฤษฎีพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนมาอธิบายความเป็นไปในจักรวาล ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการระเบิดใหญ่ที่ทำให้เอกภพนี้ถือกำเนิดขึ้น การระเบิดใหญ่ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าบิ๊กแบง

เอกภพของเรามีขนาดมหึมาและรวมทุกสิ่งทุกอย่างในอวกาศเอาไว้ ทั้งโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์และกาแล็คซี่จำนวนมาก ระยะทางอันแสนไกลในอวกาศสามารถระบุได้ด้วยอัตราเร็วของแสง  เนื่องจากแสงเดินทางได้เร็วที่สุดเกือบ 3 แสนกิโลเมตร ในหนึ่งวินาที แม้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร แต่แสงก็ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 นาทีเท่านั้น ในระยะเวลา 1 ปี แสงจะเดินทางได้ 9ล้าน 5 แสนล้าน กิโลเมตร เราเรียกระยะทางนี้ว่า 1 ปีแสง ระบบสุริยะของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบรวมกับกาแล็คซี่อีกจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นเอกภพ โดยกาแล็คซี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เราที่สุดอยู่ห่างจากโลกถึงสองล้านปีแสง นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเอกภพของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว โดยการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าบิ๊กแบง

เอกภพอุบัติขึ้นจากพลังงานมหาศาล ซึ่งมีอุณหภูมิสูงมากประมาณ สิบยกกำลังสามสิบสององศาเคลวิน แต่มีขนาดเล็กเป็นจุดเล็กๆ ที่รวบรวมสสารและพลังงานทั้งเอกภพหลังจากเกิดบิ๊กแบง ในตอนแรกเอกภพอยู่ในรูปของพลังงาน เนื่องจากสสารและตัวต้านสสารทำลายล้างกันได้เช่นเดียวกับพลังงาน  โชคดีสำหรับเราที่สสารเป็นฝ่ายชนะทำให้เอกภพของเรามีสสารมากมาย เอกภพทั้งหมดซึ่งมีสสารและพลังงานได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับลดอุณหภูมิลง เอกภพจึงมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มีอุณหภูมิต่ำลงเรื่อยๆ เหลือ 3,000 องศาเคลวินในปัจจุบัน เมื่อเอกภพขยายตัวขึ้น แรงโน้มถ่วงก็เริ่มทำงาน แรงโน้มถ่วงคือสิ่งที่ควบคุมเอกภพ เป็นแรงที่ดึงวัตถุเข้าหากัน ยึดเหนี่ยวกันจนกลายเป็นก้อนก๊าซและกลายเป็นดาวฤกษ์ กระจุกดาวฤกษ์ขนาดมหึมานี้นะถูกยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกันด้วยแรงโน้มถ่วงกลายเป็นกาแล็คซี่ อย่างที่เราเห็นเป็นรูปไข่และรูปสไปรัลกันในปัจจุบัน แต่กาแล็คซี่ก็ยังมีดาวฤกษ์ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รวมถึงยังมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดกาแล็คซี่ข้างเคียงมาเรื่อยๆอีกด้วย และเมื่อถูกดึงดูดมารวมกัน กาแล็คซี่ก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้อีก

กาแล็คซี่ที่อยู่ในเอกภพไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นแผ่นกว้างหรือเรียงเป็นเส้นสายหรือเป็นกลุ่ม บางแห่งเป็นครอบครัวใหญ่ของกาแล็คซี่จำนวนมากเรียกว่ากระจุกกาแล็คซี่ กาแล็คซี่ที่เราอยู่เรียกว่า กาแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์สองแสนล้านดวงถึงสี่แสนล้านดวง ดาวเคราะห์กับเมฆฝุ่นกับก๊าซที่เรียกว่าเนบิลล่า ถ้าเรามองดูกาแล็คซี่ทางช้างเผือกจากในอวกาศ เราจะเห็นเป็นกาแล็คซี่แบบสไปรัล กาแล็คซี่ทางช้างเผือกเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นล้านถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว จากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัวเองช้าๆ แรงโน้มถ่วงดึงก๊าซเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ก๊าซยุบตัวลงเป็นรูปจานคว่ำประกบกัน นูนออกตรงกลาง ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็คซี่มีหลุมดำอยู่ที่นั่น เราสามารถสังเกตเห็นวัตถุเคลื่อนที่รอบศูนย์กลางของกาแล็คซี่ด้วยความเร็วที่สูงมากหรือบางครั้งพบก๊าซร้อนที่หมุนวนรอบศูนย์กลาง นี่คือหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงสูงดึงทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในหลุม แม้แต่แสงสว่างซึ่งมีความเร็วสูงที่สุดก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาได้ เราจึงเห็นหลุมนั้นมืดมิด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งพลังงานจำนวนมากจากสสารที่ดึงดูดเข้าไปนั้นออกมา ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง มีหลุมดำที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์หลายล้านเท่า เป็นที่น่าสนใจว่า จากบริเวณศูนย์กลางที่มีขนาด 20 ปีแสง มีคลื่นวิทยุที่มีความร้อนแผ่กระจายออกมาด้วยความเข้มเท่ากับดวงอาทิตย์ 80 ล้านดวง

ภายในหลุมดำที่มนุษย์มองไม่เห็น มีความลับอีกมากมายที่ชวนให้เราค้นหา ในขณะที่นักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เอกภพจะยืดแผ่ขยายไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากกาแล็คซี่เคลื่อนที่ถอยห่างกันไม่หยุดยั้ง นักดาราศาสตร์อีกกลุ่มกลับเชื่อว่า สักวันหนึ่งกาแล็คซี่จะถดถอยหวนกลับเกิดการชนผนึกครั้งใหญ่ รวมกันเป็นก้อนใหญ่อีกครั้ง ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การศึกษาเรื่องราวของเอกภพยังก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2546 นักวิทยาศาสตร์ได้
ค้นพบว่าที่ดาวเคราะห์ดวงที่สิบ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากดาวพลูโต ดาวเคราะห์ดวงที่เก้าของเรา ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 15,000 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 97 เท่าของโลก ปัจจุบันดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ระหว่างการตั้งชื่อโดยมีชื่อเรียกชั่วคราวว่า 2003-UB313 เพราะการศึกษากาแล็คซี่และเอกภพ เป็นการศึกษาอดีต และเป็นสิ่งที่มนุษย์คาดว่าจะทำให้เราล้วงรู้ความเป็นไปของโลกในอนาคตได้ เราจึงค้นคว้ากันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ที่สำคัญและอาจหมายรวมถึงเรื่องราวอีกมากมายที่มนุษย์พยายามไขปริศนา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีอารยธรรมอื่นในเอกภพที่เกิดขึ้นและดับสูญไปนานก่อนโลกของเรา เอกภพนี้จะถึงกาลอวสานหรือไม่ แม้กระทั่งว่าเราคือสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลหรือไม่ ความลึกลับของเอกภพยังคงรอคอยให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ค้นหา

เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้าอีกครั้ง... คุณนึกถึงอะไร?

ที่มา สวทช

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 00:21 น. วันที่ 03 ต.ค.56 »
10 อันดับสัตว์สถาปนิก
คำเตือน อาจมีภาพและเรื่องน่าขยะแขยง

ถ้าคุณคิดว่าบ้านของคุณสร้างให้คงทนได้นาน โปรดชมจ้าวแห่งการก่อสร้างของโลกธรรมชาติซะก่อน เราจะนับถอยหลังไปสู่สิบอันดับสุดยอดสัตว์สถาปนิกและเปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างพิสดารของมนุษย์ ค้นพบการวางแผนที่ดีที่สุดระหว่างมดกับคน เมื่อการปรับปรุงบ้านก้าวไปแบบสุดยอด

อันดับที่ 10 ปลานกแก้ว (Parrotfishes)



ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเรียกถ้ำว่าเป็นบ้านของเรา แต่ด้วยความทะเยอทะยาน ช่างคิดประดิษฐ์ที่มากขึ้น เราก็สร้างโครงสร้างที่ใหญ่และดียิ่งขึ้นจนขณะนี้ท้องฟ้าเป็นแค่เขตจำกัด ด้วยเวลาและเงินที่เพียงพอ เราสามารถสร้างบ้านให้แปลกประหลาดกว่าใครๆได้ แต่คงจะไม่มีใครที่จะสร้างบ้านที่เหมือนกับสัตว์ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าบนแนวประการัง ถึงเวลาที่ปลานกแก้วจะสร้างบ้านหลังใหม่ มันถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สิบเพราะมันสร้างบ้านจากน้ำมูกได้ ถุงนอนที่มันสร้างขึ้นมานี้ทำมาจากเสมหะจากต่อมพิเศษในผิวหนังของมัน ฟังดูน่ารังเกียจแต่ถุงเมือกนี้จะคอยกันกลิ่นให้ปลานกแก้ว มันจำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีนักล่าที่ดมกลิ่นปลาที่หลับอยู่และป้องกันตัวเองไม่ได้ เมื่อรอดพ้นจากอันตรายยามค่ำคืนแล้วปลานกแก้วก็กิน โพลิป (Polyp) ที่เป็นตัวสร้างหินปูนปะการังได้เต็มที่ เมื่อมันเคี้ยวหินมันก็ต้องถ่ายออกมาเป็นทรายจำนวนมาก ในแต่ละปีแค่ปลานกแก้วเพียงตัวเดียวกสามารถผลิตทรายปะการังได้ถึง 1 ตัน

การให้มือเปรอะเปื้อนกองมูลที่ถ่ายออกมาจากปลานกแก้วนั้น เป็นฝันของเด็กๆ ที่เล่นก่อทราย และไม่ใช่เพียงเด็กเท่านั้นที่เล่นมัน นักออกแบบหลายต่อหลายคนได้ปั้นปราสาททรายที่สุดยอด งานปั้นที่น่าเหลือเชื่อนี้อยู่ในเบลเยี่ยม ในงานปฏิมากรรมทรายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หลายร้อยชั่วโมงที่ต้องฉีดน้ำอัดทรายจนแน่นเพื่อให้สามารถแกะ เซาะทรายเป็นรูปร่างอันน่าตื่นตาได้ ปลานกแก้วไม่ได้ใช้ความพยายามขนาดนั้นในการสร้างที่อยู่ชั่วคราว แต่ความยากในการทำถุงเมือกขนาดใหญ่ของปลานกแก้วนี้ไม่ได้ยากมากนัก เราจึงจัดให้มันอยู่แค่อันดับที่สิบในการจัดอันดับการออกแบบบ้านของสัตว์ในครั้งนี้

อันดับที่ 9 ปูนักตกแต่ง (Decorator Crab)



ที่มาภาพ wikipedia

สัตว์ในอันดับนี้ทำให้การสร้างบ้านเป็นที่ๆ สุดยอด มันดึงดูดความน่าสนใจโดยมันไม่หยุดการตกแต่งบ้านของมันเลย เพิ่มชิ้นนี้ที่นั่น เปลี่ยนชิ้นนี้ที่โน่น ไม่ต้องสงสัยเลยที่มันถูกเรียกว่าปูนักตกแต่ง มันมีเครื่องมือพร้อมสรร มีมือที่เป็นคีมไว้ตัดเศษพืช แล้วมัดไว้กับขนเล็กๆที่ขาและหลังของมัน เศษพืชหรือสาหร่ายทะเล เสียบติดกับตัวเหมือนเป็นเส้นผมของร่างกายมัน สิ่งที่ทำให้ปูนี้เป็นสุดยอดก็คือ ไม่ว่ามันจะเดินไปไหนมันก็จะตกแต่งตัวมันไปพร้อมๆ กัน ปูชนิดอื่นต่างพยายามหลีกเลี่ยงตัวเองจากสัตว์นักล่า แต่เจ้าปูนักตกแต่งนี้กลับใช้ชีวิตอยู่ในที่โล่ง เจ้าแห่งการพรางตัวนี้ทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมใหม่อย่างรวดเร็ว ตามแต่ว่ามันจะหาเศษสิ่งต่างๆที่ได้จากบริเวณที่มันเดินผ่านไปนั้นมีอะไร

ผู้หญิงคนหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนเศษสิ่งต่างๆ ให้เป็นบ้านได้อย่างน่าเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน นี่คือคุณยายพริสบรี้ (Prisbrey) แห่งซิมิวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย (Simi valley california) ในปี 1956 คุณยายได้เก็บรวลรวมดินสอไว้มากกว่า 17,000 แท่ง และเมื่ออายุได้ 61 ปี เธอได้ตัดสินใจที่จะสร้างบ้านเพื่อเก็บดินสอเหล่านี้ไว้ทั้งหมด สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือหาวัสดุที่จะใช้ทำบ้านเช่นเดียวกับปูนักตกแต่ง เริ่มเก็บรวบรวมสิ่งต่างๆที่วางทิ้งไว้ทั่วไป วัสดุที่คุณยายชอบที่สุดก็คือขวด และหลังจากใช้เวลา 25 ปีในการเก็บสะสม คุณยายพริสบรี้ก็ได้ออกแบบมันขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่ใช่บ้านแต่มันเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านขวดของคุณยายพริสบรี้ประกอบไปด้วยบ้าน 13 หลังและปฎิมากรรม 22 ชิ้น ทั้งบ่อน้ำ ที่ตั้งบูชาและทางเดิน มีรวมทั้งหมดรวมกันแล้วมากกว่า 1,000,000 ขวด ในผลงานของเธอ ใจกลางความหลากหลายนี้เริ่มต้นจากตัวบ้านที่เธอสร้างขึ้นมาไว้ใช้เก็บชุดดินสอสะสมทั้งหลาย คุณยายพริสบรี้เสียชีวิตในปี 1988 และผลงานสุดพิเศษของเธอยังคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

การออกแบบของปูนักตกแต่งยังเป็นแบบชั่วคราวอยู่มาก มันอยู่แค่อันดับที่ 9 ในการจัดอันดับ เพราะเวลาที่มันหิวเมื่อไหร่มันก็เอาชิ้นส่วนที่อยู่บนหลังของมันเอามากินเมื่อนั้น

อันดับที่ 8 ด้วงจอมฝัง (Burying Beetles)


ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Nicrophorus_orbicollis

การจัดอันดับของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดยังคงเกี่ยวกับบ้านซึ่งดีพอที่จะกินได้เลย คล้ายกับบ้านของนางแม่มดที่ลวงให้เฮนเซลและเกรเทลเข้ามาติดกับดัก ลูกกวาดและเค้กอาจเป็นวัสดุสร้างบ้านที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กที่หลงทางในป่าลึก แต่มันไม่มีอะไรน่ากินเลยในบ้านของสัตว์อันดับที่ 8 นี้ มันเดินทอดน่องอย่างมีความสุขในป่ามืดๆและป่าช้ารกร้าง สัตว์ที่คลานเข้ามาในอันดับที่ 8 มันก็คือตัวด้วงจอมฝัง มันกำลังหาบ้านที่ทำให้เฮนเซลและเกรเทลคลื่นไส้ ซากหนูตายนั้นเป็นที่อยู่สุดเริ่ด ยิ่งถ้ามีเห็บหรือไข่แมลงวันอยู่ด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เมื่อด้วงคู่หนึ่งมาเจอเข้า มันจะออกแบบสถานที่เลี้ยงเด็ก ขั้นตอนแรกก็คือใช้น้ำลายและอุจจาระของมันทาซากศพจนทั่วเพื่อให้มันเน่าช้าลง จากนั้นก็เคลื่อนย้ายซากหนูตายที่หนักกว่าตัวของมันภึง 200 เท่า เมื่อแบกขึ้นใส่หลังมันสามารถทำให้ซากศพสมดุลและเลื่อนไปเรื่อยๆ ราวกับอยู่บนสายพานขนของ หนึ่งชั่วโมงต่อมาซากศพก็อยู่ในหลุมเรียบร้อย ซากหนูตายจะอยู่เป็นอาหารให้ลูกๆ ของพวกมันไปอีกนานแสนนาน

อันดับที่ 7 แมงมุม



การจัดอันดับสุดยอดนักออกแบบบ้านในอันดับที่ 7 เป็นสัตว์ที่ทำให้มนุษย์ต้องอิจฉา เราคิดว่าเราฉลาดที่สามารถทำเหล็กเส้นขนาดเท่าเส้นสปาเก็ตตี้ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าครึ่งตันได้ เมื่อนำเหล็กเส้นมามัดรวมกันเป็นเส้นใหญ่ๆ คุณคงคิดว่ามันเป็นแบบการก่อสร้างที่ต้านทานภัยธรรมชาติได้ทุกอย่าง ย้อนไปปี 1940 วิศวกรคิดอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาสองปี สร้างสะพานแขวนที่ข้ามช่องแคบทาโคมาในรัฐวอชิงตัน เขาคิดว่าเขาสร้างสิ่งที่ เบา อ่อนช้อยและยืดหยุ่นที่สุด มันยืดหยุ่นได้จริงๆ วิศวกรออกแบบสะพานที่ทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบินในลมสูงๆ หลังจากเปิดใช้ได้เพียงสี่เดือนสะพานก็พัง และถึงแม้ในปัจจุบันเราก็มีสิ่งก่อสร้างที่สู้สิ่งที่สัตว์ในอันดับที่ 7 นี้สร้างไม่ได้ แมงมุมชักใยข้ามช่องว่างในอากาศที่มีสัตว์ผ่านพลุกพล่าน มันจึงดักอาหารจากท้องฟ้าได้ ลองนึกดูว่าสิ่งปลูกสร้างของเราจะเป็นอย่างไรถ้าใช้วัสดุที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวของเราได้ถึง 4,000 เท่า และยึดยิดด้วยกาวเท่านั้น ใยแมงมุมเป็นอย่างนั้นนั่นแหละและมันเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่อัศจรรย์จริงๆ

ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณพ่นเส้นใยแมงมุมออกมาได้ เมื่อเทียบน้ำหนักแล้วใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือใยแมงมุมยืดหยุ่นกว่าไนล่อนถึงสองเท่า ใบแมงมุมสามารถมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 6 ฟุต บางใยก็อยู่บนต้นไม้สูง 30 ฟุตและแข็งแรงพอที่จะจับนกเล็กๆ ได้ ใยแมงมุมบางชนิดสามารถใช้จับปลาได้ด้วย ในนิวกินีนักสำรวจชาวยุโรปยุคแรกๆ พบว่าคนท้องถิ่นรู้ถึงความแข็งแรงอย่างเหลือเชื่อของใยแมงมุม พวกเขาให้แมงมุมมาชักใยในกรอบโค้งๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ แค่ไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็ได้ตาข่ายจับปลาที่แข็งแรงมากๆ มันสามารถดักปลาที่หนัก 1 ปอนด์ในลำธารขึ้นมาบนฝั่งได้



และมีแมงมุมที่สร้างใยในน้ำแต่ไม่ได้ไว้ใช้สำหรับดักปลา มันคือแมงมุมประดาน้ำ มันใช้อากาศหายใจเหมือนกับพันธุ์อื่นๆ และมันอยู่ใต้น้ำ มันชักใยที่ป้องกันไม่ให้ฟองอากาศลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ มันใช้อากาศในใยนี้หายใจ แล้วออกไปจับปลาหรือลูกอ๊อดต่างๆ แล้วมันก็ขึ้นไปบนผิวน้ำแล้วใช้ก้นที่มีขนของมันเก็บเอาฟองกาศลงมาเพื่อเติมอากาศที่เก็บไว้ในใยแมงมุมใต้น้ำสำหรับดำน้ำต่อไป

อันดับที่ 6 นกนางแอ่น



ในเอเชียอาคเนย์ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยที่สุดนั้นหาได้ในถ้ำ มันอุ่น แห้ง และไกลจากปากของนักล่าที่หิวโหย มีปัญหาอย่างเดียวก็คือบนผนังหินเรียบๆ นี้ ไม่มีอะไรให้แขวนนอกจากคุณจะเป็นนกนางแอ่น มันพบวิธีสร้างบ้านบนเพดานถ้ำโดยใช้น้ำลาย น้ำลายของมันเหนียวและเหมือนกับกาวที่ติดกับผนังหินได้



พวกมันใช้จงอยปากทอน้ำลายเหนียวๆ ให้เป็นเบ้าแข็งๆ ถึงพ่อและแม่จะช่วยกันถุยน้ำลายตลอดเวลาก็ยังต้องใช้เวลาเกินหนึ่งเดือนถึงจะเสร็จ มนุษย์บางคนก็สร้างบ้านจากของเหลวเหมือนกัน บ้านที่ว่านี้มันไม่เหนียวแต่มันแข็ง กระท่อมน้ำแข็งที่สร้างจากหิมะแข็งๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในขั้วโลกมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นกระท่อมน้ำแข็งแบบสุดยอด จองห้องในโรงแรมน้ำแข็งดูเลย ทุกปีตรงแม่น้ำโทนาในสวีเดนมีโรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็ง 10,000 ตัน และหิมะมากกว่า 30,000 ตัน น้ำแข็งจากแม่น้ำถูกแกะสลักเป็นทุกอย่างตั้งแต่หน้าต่างไปจนถึงบาร์ โรงแรมนี้รับแขกได้ 100 คนและพวกแขกก็ดีใจที่เตียงไม่ได้ทำจากน้ำลายแช่แข็ง แต่บางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงทุนเดินทางแสนไกลไปหารังเหนียวๆ ของนกนางแอ่น แม้ว่าจะต้องทรงตัวอยู่ในไม้ไผ่บอบบาง อยู่สูงจากพื้นถ้ำ 500 ฟุตก็ตาม การเก็บรังนกเป็นธุรกิจที่ให้กำไรงาม เพราะมันเป็นวัตถุดิบอาหารอย่างหนึ่งที่คนชอบในรสชาติและเชื่อว่ามันช่วยบำรุงสุขภาพ

อันดับที่ 5 ตัวต่อ



นักออกแบบบ้านในอันดับนี้อาศัยอยู่ในป้อมปราการ และการป้องกันตัวของมันก็คือการโจมตี ป้อมปราการของมันเริ่มต้นจากโครงสร้างกระดาษที่เหมือนกับรวงผึ้ง มันเลี้ยงตัวต่องานรุ่นแรกๆในรูเล็กๆนี้ ซึ่งต่อมาจะเติบโตและช่วยสร้างป้อมปราการใต้ดินต่อไป ตัวต่อเหล่านี้เคี้ยวเส้นใยไม้และใช้น้ำลายยึดติดมันเข้าไว้ด้วยกัน มันสร้างรังที่เหมือนกับกระดาษแปะกาว อาณานิคมของมันจะขยายลงไปข้างล่าง โดยสร้างรวงต่อลงไปเรื่อยๆ เริ่มต้นจากแค่รังเล็กๆ รังส่วนใหญ่จะโตเท่ากับลูกฟุตบอลและมีช่องใส่ตัวอ่อนมากกว่า 10,000 ช่องด้วยกัน ปกติแล้วรังจะร้างในหน้าหนาว แต่ในที่ๆ อากาศอบอุ่นมันจะสร้างรังต่อไปอีกหลายฤดูกาล รังของมันเป็นการออกแบบที่ประณีตอย่างเหลือเชื่อ และใช้วัสดุที่ธรรมดา หลายล้านปีก่อนที่เราจะพบวิธีทำกระดาษ ตัวต่อค้นพบและใช้มัน ตัวต่อบางตัวผสมทรายเข้าไปด้วยเพื่อให้มันแข็งแรงและแข็งขึ้น

อันดับที่ 4 นกกระจาบ



ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ฟางสร้างบ้านกันแล้ว เพราะคนคิดว่ามันกันสภาพอากาศหรือหมาป่าไม่ได้ ในเรื่องหมูสามตัว เจ้าหมูพวกนั้นน่าจะมาคุยกับเจ้านกเล็กๆ ชนิดนี้ เรื่องการสร้างบ้านด้วยฟางนั้นไม่มีใครเก่งกว่านกกระจาบอีกแล้ว ตัวผู้เป็นผู้สร้างหลักโดยไปเก็บใบไม้ที่เป็นเส้นๆ พวกหญ้า เถาวัลย์ต่างๆ มา จากนั้นก็เอามาผูกกับกิ่งไม้โดยใช้แค่จะงอยปากและเท้า ถ้าทำครั้งแรกไม่สำเร็จมันก็จะพยายามไปเรื่อยๆ นกแต่ละตัวใช้หญ้ามากกว่า 1,000 เส้นและใช้เวลาสร้างถึง 1 สัปดาห์จะเสร็จ เสร็จแล้วก็พยายามเรียกตัวเมียมาเข้ารังรัก ตัวเมียจะเลือกนกตัวผู้ในฝันจากคุณภาพของรัง ถ้ามันไม่รีบนำตัวเมียมาครอบครองให้ได้ รังจะแห้งเป็นสีน้ำตาลและเมื่อนั้นก็จบกัน มันต้องเลาะรังออกและเริ่มสร้างใหม่อีกครั้ง มันได้เป็นอันดับที่สี่ เพราะรังของมันเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งมาก มันยืดหยุ่นอีกทั้งยังแข็งแรงแต่ไม่ใช่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวที่เพศหญิงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อสร้างที่น่าทึ่ง

ย้อนกลับไปปี 1612 ชายาทัชมาฮาล อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิชาจาฮาลที่ปกครองดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์จากการประสูติบุตรองค์ที่ 14 จักรพรรดิก็ทรงเสียพระทัยมาก พระองค์ดำหริที่จะสร้างสิ่งที่ระลึกถึงนางตลอดไป จึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างสุสานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับชายาผู้เป็นที่รัก อนุสรณ์ของความรักชั่วนิจนิรันดร์ ทั้งช่างก่อหิน ช่างเจียระไนเพชรพลอย ช่างปูหินอ่อนกว่า 20,000 คนสร้างมันอย่างเหนื่อยยาก นานถึง 22 ปี ตำนานเล่าว่าช่างฝีมือที่สร้างโดมและช่างทำยอดแหลมของตึก 4 คนถูกตัดมือหลังจากสร้างเสร็จ เพราะพวกเขาจะได้สร้างอะไรที่สวยเท่าอาคารหลังนี้ไม่ได้อีก ความฝันของจักรพรรดิเป็นจริง เพราะปัจจุบันไม่มีสุสานไหนเทียบเท่ากับทัชมาฮาลนี้ได้เลย

อันดับที่ 3 แพรี่ด็อก (Prairie dog)



ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org

มันอาศัยอยู่ในเมืองที่แผ่ขยายไปทั่วทุ่งหญ้าในอเมริกา ว่ากันว่าเมืองหนึ่งมีผู้อยู่อาศัยถึง 400 ล้านตัวและกระจายไปทั่วพื้นที่ๆใหญ่กว่าลอสแอนเจลิสถึง 20 เท่า และเมืองที่ว่านี้อยู่ใต้ดิน มันคือตัวแพรี่ด็อก เจ้าสัตว์ตระกูลหนูตัวอ้วนนี้สร้างบ้านในบริเวณทุ่งหญ้า แต่อยู่ต่ำลงไปจากผิวหน้าดิน 10 ฟุต สัญลักษณ์เดียวที่บ่งบอกว่ามันทำรังอยู่คือจะมีเนินดินตรงทางเข้าโพรง แพรี่ด็อกพยายามอย่างมากในการรักษาเนินดินนี้ไว้ ไม่ใช่แค่ไว้สำหรับเป็นที่ระวังภัยแต่ในทุ่งหญ้าเรียบๆนี้ น้ำท่วมอาจเป็นปัญหาสำคัญถ้าไม่สร้างกำแพงดินป้องกันไว้ตรงปากทางเข้า และเพื่อป้องกันสัตว์นักล่าผู้หิวโหยด้วย แพรี่ด็อกจึงขุดอุโมงค์หนีเอาไว้หลายทางเสมอ การสร้างอุโมงค์นั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว ตัวผู้หนึ่งตัวสามารถมีตัวเมียได้ถึง 4 ตัว มันจะช่วยกันขุดโพรงและเก็บหญ้าไปปูรังข้างล่าง

การขุดอุโมงค์ของเจ้านักขุดนี้สุดยอดจริงๆ เมื่อเข้าไปในโพรงของแพรี่ด็อก คุณจะเจอเข้ากับอุโมงค์ซับซ้อนวกวนที่ยาวถึง 15 ฟุต พวกมันสร้างที่เลี้ยงเด็ก ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องน้ำและทางออกฉุกเฉิน และส่วนที่น่าประทับใจที่สุดของโครงสร้างอุโมงค์ก็คือระบบปรับอากาศที่เจ้าแพรี่ด็อกคิดขึ้นมาเอง เนินดินตรงปากโพรงของแพรี่ด็อกจะมีความสูงที่แตกต่างกัน เพราะที่สูงๆ จะมีลมแรงกว่าและที่ปากทางเข้าบนเนินดินความกดอากาศจะลดลง จึงเป็นการดูดอากาศออกจากอุโมงค์ ขณะเดียวกันเนินดินที่ต่ำกว่ามีความกดอากาศที่สูงกว่าจึงดันอากาศเข้าโพรงได้ตลอดเวลา

มันเป็นระบบที่เอามาใช้ได้ในทะเลทรายร้อนระอุในออสเตรเลีย เพราะที่นี่คนหายไปอยู่ข้างล่างเหมือนเมืองของแพรี่ด็อก ขอต้อนรับสู่คูเบอร์พีดี้ (Coober Pedy) ที่มีประชากรประมาณ 3,500 คนและประมาณ 70% ของเมืองนี้อยู่ใต้ดิน เพราะบนผิวหน้าทะเลทรายเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักเพื่อสู้กับอุณหภูมิที่ขึ้นสูงมากกว่า 120 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ที่ใต้ดินบ้านจะมีอุณหภูมิ 70 องศาฟาเรนไฮต์ทั้งปี บ้านใต้ดินบางหลังเป็นคฤหาสถ์ที่มีสระว่ายน้ำด้วย น่าแปลกที่ราคาถูกกว่าบ้านธรรมดาถึง 30% เพราะเครื่องขุดเจาะขนาดใหญ่สามารถขุดบ้านขนาดสี่ห้องนอนได้ภายในเวลาแค่วันเดียว แต่ข้อดีที่สุดในการออกแบบบ้านในส่วนนี้ของทะเลทรายก็คือบางครั้งก็ได้ค่าบ้านตอนขุด คูเบอร์พีดีเป็นแหล่งพลอยโอปอล์แหล่งใหญ่ของโลก บ้านหลายต่อหลายหลังเมื่อก่อนเป็นเหมืองพลอยโอปอล์และบ่อยครั้งด้วยที่คนเจออัญมณีนี้ในตอนก่อสร้างมากพอที่จะจ่ายค่าบ้านทั้งหลังได้เลย

อันดับที่ 2 บีเวอร์ (Beaver)



เจ้าตัวนี้เป็นวิศวกรระบบนิเวศน์ที่มีอิทธิพลที่สุดในอเมริกาเหนือ ไม่มีสัตว์ตัวไหนที่ส่งผลต่อภูมิประเทศได้เท่ากับเลื่อยยนต์มีขนในธรรมชาติ ไม่มีต้นไม้ต้นไหนปลอดภัยจากฟันสิ่วของบีเวอร์ได้ และแค่เพียงเสียงน้ำไหลก็ทำให้เจ้าตัวบีเวอร์เคลื่อนที่ทำนบอย่างรวดเร็ว บีเวอร์สร้างบ้านโดยใช้แค่ฟัน หาง และเท้า



ทำนบของมันสามารถกลายเป็นหุบเขาได้ โดยสร้างทะเลสาบส่วนตัวเป็นป้อมปราการเพื่อให้มันปลอดภัยจากสัตว์นักล่าในป่าทั้งหลาย ในช่วงเวลา 1 ปี บีเวอร์คู่หนึ่งอาจจะตัดต้นไม้ลงมามากถึง 400 ต้นได้ และทำให้น้ำท่วมได้หลายเอเคอร์เลยทีเดียว ทำนบที่ใหญ่ที่สุดของบีเวอร์ยาวกว่า 2,000 ฟุต ยาวพอๆกับสะพานบรู้คลินได้เลย ฝรั่งถึงชอบพูดกันว่า ยุ่งเหมือนกับตัวบีเวอร์



คงมีมนุษย์นักออกแบบไม่กี่คนที่เลือกสร้างบ้านในหนองน้ำ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่สร้างปราสาทในนั้น ปี 1972 ปฏิมากรฮาร์เวิร์ด โซโลมอนหาที่เงียบๆ เพื่อทำงาน เขาไปเจอที่ในหนองน้ำใจกลางฟลอริด้า แต่พอเขารู้ว่าที่ดินที่เขาซื้อไม่พอที่จะสร้างปราสาทในแนวราบเลยสร้างมันในแนวดิ่งแทนซะเลย ตอนนี้ปราสาทของโซโลมอนสูงสามชั้นและผิวภายนอกของปราสาทก็ปกคลุมด้วยแผ่นพิมพ์อลูมิเนียม ที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทิ้งแล้ว ปราสาทนี้ถูกใช้เป็นห้องแสดงปฏิมากรรมของโซโลมอนจำนวนหลายร้อยชิ้น

อันดับที่ 1 ปลวก (Termites)



ตึกระฟ้าบนที่ราบในแอฟริกาเป็นของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดจริงๆ แมลงเล็กๆ เหล่านี้สร้างบ้านโดยใช้แค่ปากผสมน้ำลาย ดิน และอุจจาระเข้าด้วยกัน มันอาจจะดูสกปรกแต่ส่วนผสมนี้คล้ายคอนกรีตและสามารถปั้นเป็นรูปแบบประหลาดๆ ต่างๆ ทั้งระบบปรับอากาศ บ่อน้ำ ทางเดินที่มีผนังปิด บันได และสวนใต้ดิน อย่างเดียวที่มันไม่สร้างก็คือหน้าต่าง เพราะนักออกแบบบ้านที่สุดยอดเหล่านี้ตาบอดสนิท จอมปลวกสามารถสูงได้มากกว่ายีราฟ น้ำหนักกว่า 60 ตันและมีแมลงอยู่มากกว่า 5 ล้านตัว บ้านสุดยอดนี้บางหลังอยู่ได้นานกว่า 100 ปี แต่สิ่งปลูกสร้างอย่างนึงของมนุษย์อยู่ได้นานกว่านั้นมาก ประมาณ 5,000 ปีก่อนบนที่ราบซาลบี้ในอังกฤษมีคนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา อนุสาวรีย์โบราณที่สร้างจากแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดลใจให้มนุษย์ในสมัยยุคหินใหม่ จัดวางแผ่นหินแกรนิตขนาด 25 ตันรอบๆ ทุ่งโล่ง แต่เรารู้ว่าอนุสาวรีย์เหล่านี้จัดวางไว้รอบแกนตรงกลางอย่างมีสัดส่วนรับกัน ช่องของมันชี้ตรงไปยังจุดตรงขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นครั้งแรกในวันที่ 21 มิถุนายนเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด และวันนี้ของทุกๆปีดวงอาทิตย์จะขึ้นเหนือยอดหินและตรงกลางของช่องพอดี มันเป็นการออกแบบที่สุดยอดมากสำหรับคนที่ใช้เทคโนโลยีในสมัยที่ยุคหิน

แต่สัตว์ที่มีสมองเท่ากับหัวเข็มหมุดก็ทำแบบเดียวกันนี้ได้มาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว มันเป็นจอมปลวกแม่เหล็กและจอมปลวกเหล่านี้หันหน้าเข้าหาทิศเหนืออย่างแม่นยำ เพิ่งมีการต้นพบมาไม่นานนี้ว่าปลวกสามารถรับรู้สนามแม่เหล็กของโลกได้ มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกมันไม่ต้องตายด้วยความร้อนที่สุดยอดในทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ดวงอาทิตย์เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปลวกแม่เหล็กต้องสร้างจอมปลวกที่แปลกแบบนี้ จอมปลวกของมันกว้างมากและก็บางมากๆ ด้วย ปลวกต้องคอยอพยพอยู่ในรัง เพราะอุณหภูมิของด้านที่อยู่ในเงากับด้านที่โดนแดดนั้นแตกต่างกันถึง 40 องศาเลยทีเดียว และในตอนเที่ยงมีเพียงขอบบนบางๆ เท่านั้นที่โดนแดด ความร้อนที่รังของมันดูดซับเข้ามาจึงน้อย

ขณะที่การจัดวางทิศทางอย่างถูกต้องเป็นเรื่องของความอยู่รอดของปลวกแม่เหล็ก บางคนเชื่อกันว่าทิศทางการหันหน้าของบ้านมนุษย์มีอิทธิพลต่อสุขภาพ ความร่ำรวยและความสุขได้ ก็เพราะแบบนี้ถึงต้องเสียเงินเรียกผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบอย่างหนึ่งที่นิยมทั่วอเมริกา แองจี้ มาวอ เป็นเจ้าแม่ฮวงจุ้ยแห่งลอสแอนเจลิส ฮวงจุ้ยในภาษาจีนแปลว่าลมและน้ำ มาจากความคิดที่ว่าภูมิประเทศ อาคารหรือแม้แต่เมืองทั้งเมืองนั้นมีพื้นที่ของพลังหรือฉีซ่อนอยู่ พลังนี้สามารถถ่ายเทได้โดยรูปร่าง สี ขนาดของอาคาร อาคารที่ฉีไหลผ่านเข้าไปได้จะนำความรุ่งเรืองและความสำเร็จมาให้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องดูให้แน่ใจว่าบ้านของลูกค้ามีสภาพแวดล้อม การจัดวางหรือออกแบบอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะแบบนี้นี่เองถึงต้องจัดวางสิ่งของในบ้านของลูกค้าให้สัมพันธ์กับทิศทางของเข็มทิศพิเศษเช่นเดียวกับเจ้าปลวกแม่เหล็ก เพราะทิศทางเหล่านี้ควบคุมลักษณะต่างๆ ของชีวิต เธอจัดวาง สี ตุ๊กตารูปสัตว์ ตัวเลข และวัตถุต่างๆที่ตอบรับพลังในพื้นที่ๆ ลูกค้าอยากให้เพิ่มพลัง โดยการวางสิ่งของให้ถูกที่ แองจี้เชื่อว่าชีวิตคุณก็จะมีความสุขและดีขึ้น

ฮวงจุ้ยธรรมชาติทำให้ปลวกแม่เหล็กสุขภาพดี จึงไม่มีสัตว์ตัวไหนเทียบกับสัตว์นักออกแบบตาบอดพวกนี้ได้เลย พวกมันสร้างจอมปลวกที่มีระบบปรับอากาศและการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมโดยใช้แค่ดินและอุจจาระ และเพราะเหตุนี้เมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรมของสัตว์ ปลวกจึงเป็นสัตว์ที่สุดยอดที่สุด

ที่มา รายการ the most extreme animal planet

ดูเรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆได้ที่นี่  http://megatopic.blogspot.com

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]