gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: แหล่งรวมบทความสารคดี  (อ่าน 28840 ครั้ง)

แหล่งรวมบทความสารคดี

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: 03:32 น. วันที่ 24 ส.ค.59 »
20 ไอติมแสนอร่อยในญี่ปุ่น

1. ไอติมแท่งรสแตงโม





2. ไอติมรสเมล่อน



3. การิการิคุง รสโซดา (Gari Gari Kun (soda flavor)





4. ชิโระคุมะไอซ์ มารุนากะ (Shirokuma ice, Marunaga)









5. พิโนะ รสวานิลลา โมรินากะ (Pino, Morinaga (vanilla flavor)







6. ช็อคโกโมนากะจัมโบ้ ของโมรินากะ(Choco Monaka Jumbo, Morinaga)





7. พาแนปป์ รสองุ่น ช็อคโกแลต พีช กลิโค (Panapp (Grape, Chocolate, Peach), Glico)



8. พุดดิ้งไอซ์เมจิ(Pudding Ice, Meiji)



9. ไอติมแท่งรสสตรอเบอรี่ช็อคโกแลตเมจิ (Strawberry chocolate ice cream bar, Meiji)



10. ไอติมแท่งรสช็อคโกแล็ตเมจิ (Chocolate ice cream bar, Meiji)



11. ไอติมแท่งรสช็อคโกแล็ตอัลมอนด์ (Almond chocolate ice cream bar, Meiji)



12. ไอติมแท่งคาเฟ่ลาเต้ช็อคโกแลต (Cafe latte chocolate ice cream bar, Lotte)





13. ไอติมแท่งรสคาลพิสของล็อตเต้ (Calpis ice bar, Lotte)





14. ยูกิมิไดฟุกุ ล็อตเต้ (Yukimi Daifuku, Lotte)





15. ไทยากิไอซ์ (Taiyaki ice, Imuraya)





16. กรีนทีโมนากะ (Green tea Monaka, Marunaga)





17. ซอฟท์ครีมรสวานิลลา เมจิ (Vanilla soft cream, meiji)





18. ไอศครีมแท่งรสเชลซีบัตเตอร์สก็อตช์ (Chelsea butter scotch ice cream bar, Lotte)





19. ไอติมแท่งรสถั่วแดง (Azuki ice cream bar, Imuraya)





20. ไอติมแท่งช็อคโก้บานาน่า (Choco banana ice cream, Futaba)





แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: 03:33 น. วันที่ 24 ส.ค.59 »
20 อันดับเมนูเส้นแปลก

ที่มาจากรายการโกโกริโกะเกมกึ๋ย
ภารกิจกินเมนูเส้นแปลกๆ ในท้องถิ่นต่างๆ ของ ญี่ปุ่น 20 เมนู จากโพลการสำรวจคน 1,000 คน โดยให้ดาราตลกประจำรายการมาทาน

อันดับที่ 20 ราเม็งหม้อหินอัดแน่นด้วยผัก



เริ่มกันที่ร้านอิชืยากิราเม็งคัสซันที่จังหวัดอิราบากิ อย่างที่ชื่อของร้านบอกเพราะที่นี่จะใช้หม้อหินในการทำ ความร้อนที่ได้ก็สูงมากกว่า 300 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว เส้นที่ใช้เป็นเส้นบะหมี่แบบขนาดอ้วนแล้วก็ตามด้วยผักต่างๆ ที่ผัดปรุงรสแล้ว เมื่อตกแต่งด้วยไช่ต้มผ่าซีกก็ตามด้วยน้ำซุปมิโสะร้อนๆ ลงไปก็เป็นอันเสร็จ เป็นราเม็งที่ทั้งร้อนสุดๆ และอร่อยสุดๆ ไปเลย

อันดับที่ 19 ราเม็งซุปสีฟ้า



ที่จริงแล้วเมนูนี้ทำขึ้นเมื่อสิบปีก่อน เมื่อทีมเบสบอลโยโกฮาม่าเบสสตาร์คว้าชัยชนะได้ในรอบ 38 ปีนั่นเอง สีฟ้าของน้ำซุปก็มาจากลิเคียว เหล้าหวานที่เลือกใช้เป็นเหล้าหวานสีฟ้านั่นเอง นำเหล้าหวานสีฟ้านี้ไปต้มให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมด จากนั้นก็เติมน้ำซุปไก่ลงไป ทำให้ออกมาเป็นน้ำซุปที่ไม่เลี่ยน ใส่เส้นแบบจีนแบบเส้นเล็ก หมูแดง ไข่ย่างรูปดาว และต้นหอมสับก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เป็นเมนูที่ไม่เหมือนใครช่างแปลกจริงๆ

อันดับที่ 18 มิโสะเระมิโสะสึเคะเมน



แม้จะเป็นเมนูที่มีเฉพาะในหน้าร้อนแต่ก็ยังติดอันดับเข้ามาได้ จุดเด่นก็อยู่ที่การจัดแต่ง เพราะจะโปะด้วยน้ำแข็งไสจนเต็มชามนั่นเอง และยังเสิร์ฟคู่กับน้ำแข็งไสที่เป็นของหวานด้วย ทั้งเส้นและซุปมาในแบบเย็นที่มีรสชาติเข้มข้น เป็นการรวมกันของน้ำแข็งไสและบะหมี่ที่แปลกใหม่ ช่างน่าทานซะจริงๆ

อันดับที่ 17 ฮิยาชิซาวาระเมน



เป็นราเม็งที่ใช้น้ำซุปอัดแก๊สให้เป็นฟอง น้ำซุปที่ใช้เป็นน้ำซุปกระดูกหมูและกระดูกไก่รสเข้มข้นผสมกับน้ำต้มสาหร่ายคอมบุและซาบะตากแห้ง ทำให้เย็นก่อนจะใส่เส้นทำเองของที่ร้านลวกแล้วใส่ลงไป ตามด้วยหน่อไม้ดองและหมูชาชูชิ้นใหญ่เป็นท็อปปิ้งและเครื่องอื่นๆ ลงไป และในขั้นตอนสุดท้ายก็ใส่น้ำซุปแบบญี่ปุ่นที่ผสมแก๊สลงไปก็เป็นอันเสร็จ ราเม็งกับน้ำซุปรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เชิญทานได้เลย

อันดับที่ 16 โซบะกับตะเกียบต้นหอม



มาจากร้านมิซายาวะ จังหวัดฟุกุชิม่า เป็นเมนูโซบะที่มาพร้อมกับต้นหอมยักษ์ทั้งต้น โดยให้ใช้ต้นหอมนี้แทนตะเกียบในการกิน นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความอร่อย จะเคี้ยวต้นหอมเข้าไปด้วยก็ไม่ว่ากันนะ

อันดับที่ 15 พิซซ่าอุด้ง



มาจากร้านอุงเป เป็นเมนูอุด้งที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน เริ่มจากนำของทะเลอย่างหมึก กุ้ง มาย่างบนกะทะร้อน ใส่เนย เกลือ และพริกไทยเล็กน้อย นำเส้นอุด้งไปผัดบนกระทะ ผัดให้เข้ากันกับน้ำจากของทะเล พอเส้นได้ที่ก็เอาเครื่องทะเลและผักต่างๆ มาวางลงไปด้านบน ราดด้วยพิซซ่าซอส โปะขีสไว้ด้านบน นำไปอบจนได้ที่ก็จะได้เป็นพิซซ่าอุด้งแสนอร่อย เป็นเมนูที่นำเอาอุด้งกับพิซซ่ามารวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชีสรสเข้มข้น เชิญทานได้เลย

อันดับที่ 14 ซุปทาโกะยากิพร้อมเส้น



ที่ร้านทาโกะยากิร้านดัง ร้านทาโกะเทสึ เริ่มต้นจากการทำทาโกะยากิกันก่อน น้ำซุปที่ใช้ได้จากกระดูกไก่จากไก่ในญี่ปุ่น และความพิถีพิถันอีกอย่างก็คือการใช้ไก่หนึ่งตัวสำหรับน้ำซุปหนึ่งชาม เส้นก็เป็นเส้นบะหมี่แบบเส้นเล็ก ใส่ทาโกะยากิเป็นท็อปปิ้ง 7 ลูกก็เป็นอันเสร็จ นับเป็นเมนูราเม็งที่มีน้ำซุปที่หอมและได้รสชาติของทาโกะยากิที่ไม่เหมือนใคร แถมราคายังถูกเพียง 500 เยนเท่านั้น

อันดับที่ 13 สลัดราเม็ง



จากร้านราเม็งเท็ตจัง ราเม็งรสชาติกระดูกหมูโชยุที่มีผักกาดแก้ววางที่ด้านบน ตามด้วยกะหล่ำปลีซอยและผักอื่นๆ มาวางเป็นท็อปปิ้ง แล้วก็ราดด้วยน้ำสลัดเฟรนช์เดรสซิ่ง ราเม็งร้อนๆ กับสลัดเย็นๆ ที่เข้ากันอย่างลงตัว ความเปรี้ยวของน้ำสลัดช่วยเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 12 ราเม็งน้ำซุปนม



มาจากร้านราเม็งบังฟุคุในโตเกียว น้ำซุปใสที่เคี่ยวจากส่วนต่างๆ ของหมู นำมาต้มแล้วเติมนมไปในปริมาณที่เท่ากัน จากนั้นเติมน้ำซอสที่หมักหมูชาชู แค่นี้ก็จะได้น้ำซุปที่หอมและรสชาติเข้มข้น เมนูนี้มีขายมานานกว่าสามสิบปีอีกด้วย

อันดับที่ 11 ราเม็งมะเขือเทศ



มาจากร้านราเม็งโด้ดิวอิตาเลี่ยนในเมืองทาจิคาว่า โตเกียว ราเม็งของร้านนี้ทั้งน้ำซุปและเครื่องต่างๆ ล้วนเป็นมะเขือเทศที่มีรสเปรี้ยว วิธีทำเริ่มจากนำเส้นที่ลวกแล้วราดด้วยน้ำซอสที่เคี่ยวจากมะเขือเทศลงไป โปะด้วยมะเขือเทศลูกเล็กหั่นครึ่งก็เป็นอันเสร็จ เป็นเมนูสำหรับคนชอบมะเขทอเทศอย่างแท้จริง ว่ากันว่าเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าผู้หญิงมากๆ แถมดูดีน่ากินอีกด้วย

อันดับที่ 10 มิโสะคาสึอุด้ง



ร้านซังโคคุอิจิที่มีเมนูราเม็งอร่อยจากทั่วประเทศ และเมนูที่เราพูดถึงก็เป็นเมนูที่มีการดัดแปลงของเมนูจากนาโกย่า หมูทอดทงคัตสิชิ้นใหญ่ที่วางบนเส้นอุด้งลวกอวบอ้วน แซมด้วยกะหล่ำปลีซอยราดด้วยซอสมิโสะสูตรพิเศษ หมูทอดที่กรอบนอกนุ่มใน มิโสะที่หวานเล็กน้อยทานกับเส้นอุด้ง ช่างเข้ากันได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 9 อิปป้งอุด้ง



ที่ร้านคามาอาเกะอุด้งในโตเกียว เป็นอุด้งเส้นใหญ่ยาวสุดๆ ที่จริงแล้วนี่เป็นอาหารที่ปรากฏอยู่ในนิยายของคุณอิเคะนามิ เซทาโร่มาก่อนด้วย มีฉากที่ฮาเซงาว่าเฮโซที่เป็นตัวละครหลักของเรื่องได้กินอุด้งเส้นใหญ่ยาวนี้อยู่ด้วย วิธีการทำก็คือการปั้นเส้นให้กลมแล้วตัดตามที่ความยาวที่ต้องการ นำไปลวกต่อให้สุก และเวลาในการลวกใช้เวลา 50 นาที สุดท้ายก็นำไปใส่ในน้ำเย็นเพื่อเพิ่มความเหนียวนุ่มก็เป็นอันเสร็จ เส้นมีความอ้วนราวๆ 3 เซ็นติเมตร อิ่มกันแน่นอน เสริ์ฟพร้อมกับงาและเครื่องเคียงต่างๆ ในเซ็ต

อันดับที่ 8 คุโรโคะคุโระเมน



เป็นราเม็งจากโตเกียว เมนูที่ว่านี้มีเส้นที่เป็นสีดำน่ากลัว สีดำที่ว่าเป็นถ่านจากไผ่สำหรับทำอาหาร ผสมในแป้งที่ใช้ทำเส้น ถ่านที่ว่านี้กินเข้าไปมีประโยชน์มีแร่ธาตุต่างๆ และทำให้เลือดไหลเวียนดี มาในน้ำซุปรสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใครจริงๆ

อันดับที่ 7 โอจิยะอุด้ง



จากร้านมัตสึบายะ เมนูนี้เป็นการนำข้าวกับเส้นอุด้งมารวมกันแล้วเติมน้ำซุปลงไป เมื่อเดือดปุดๆ ขึ้นมาแล้วก็เติมไข่ ปลาอานาโกะ รวมทั้งเครื่องต่างๆ ลงไป เป็นเมนูเด็ดที่สืบทอดกันมาสามรุ่นของที่ร้าน เป็นเมนูอร่อยและราคาไม่แพงด้วย

อันดับที่ 6 สุกียากี้ราเมน



จากร้านจิฟุ จังหวัดเกียวโต และที่นี่เขามีวิธีการกินที่แปลกไม่เหมือนใคร น้ำซุปเป็นน้ำซุปรสโชยุ เส้นก็เป็นแบบเหนียวนุ่มเส้นตรง เนื้อหมูชาชูก็นำมาวางเรียงรอบชามให้ทั่ว โปะด้วยถั่วงอกและต้นหอมจำนวนมากก็เป็นอันเสร็จ ที่ได้ชื่อว่าสุกียากี้ก็เพราะว่าที่ร้านเขาจะให้จุ่มไข่ดิบก่อนทานนั่นเอง

อันดับที่ 5 ยากิโซบะในน้ำซุป



ร้านคามะอิโคะ จังหวัดอิบาระกิ ดูเผินๆ ก็เหมือนราเม็งทั่วๆ ไป แต่ที่จริงแล้วนี่ก็คือยากิโซบะในน้ำซุป วิธีการทำก็เริ่มจากผัดเนื้อไก่ในกระทะ ตามด้วยกะหล่ำปลี ตามด้วยเส้นที่ลวกแล้วผัดกับเครื่องที่เตรียมไว้ เติมซอสสูตรพิเศษแล้วผัดต่อไปอีกสักครู่ ก็จะได้ยากิโซบะแบบที่เราเห็นทั่วๆ ไป จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ เพราะหลังจากผัดเสร็จก็จะเติมซุปโชยุลงไป ความอร่อยของซอสกับโชยุกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวในรูปแบบใหม่ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมที่ในวันหยุดจะมีคิวต่อกันอย่างยาวเหยียด

อันดับที่ 4 เนงิราเม็งที่สุดแสนน่าตกใจ



ทันใดนั้นไฟก็พุ่งพรวดขึ้น ต้นหอมที่ใช้เป็นคุโจเนงิที่ขึ้นชื่อของเกียวโตเพราะว่าต้นหอมชนิดนี้ไม่เผ็ดและมีความนุ่มกว่า น้ำซุปต้มเคี่ยวจากเครื่องทะเลและกระดูกหมู ส่วนเส้นที่ใช้ก็เป็นแบบเส้นตรงทำพิเศษ โปะด้วยเนื้อหมูชาชูห้าชิ้นใหญ่ แล้วตามด้วยคุโจเนงิก็เป็นอันเสร็จ หลังจากเสิร์ฟก็จะราดด้วยน้ำมันเนงิร้อนๆ จนไฟพุ่งพรวด แม้จะราดน้ำมันแต่ก็ไม่ได้ทำให้เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย กลิ่นก็ยังหอมชวนทานอีกด้วย

อันดับที่ 3 ไบไบยากิโซบะ



เรามากันที่ร้านไบไบในย่านไชน่าทาวน์ที่เมืองโยโกฮาม่า เป็นเมนูที่ดูแปลกตาจริงๆ มีวิธีการทำดังนี้ เริ่มจากนำเส้นมาแผ่ไว้ให้ทั่วกระทะที่ร้อน จากนั้นก็ย่างเส้นไปด้วยหมุนกระทะไปด้วย เทน้ำราดที่มีผักต่างๆ และเนื้อหมูติดมันใส่ลงไป เทไข่ใส่ลงไปรอบๆ จากนั้นก็ย่างต่ออีกสักพัก พลิกด้านแล้วก็เทใส่จานก็เป็นอันเสร็จ กรอบนอกนุ่มในน่าทานมากๆ นุ่มๆ กรอบๆ ร้อนๆ อย่างนี้ เป็นใครก็อยากจะลองกินดูสักครั้ง

อันดับที่ 2 ชิเซนทันทันอิปป้งเมน



มาจากไชน่าทาวน์เช่นกันกับเมนูเส้นๆ ที่ตื่นตาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน จากร้านเคียวทาโร่ เป็นเส้นบะหมี่ที่ยืดออกเป็นเส้นเดียวกัน ที่ใช้เส้นเดียวอย่างนี้ถือเป็นอาหารมงคลที่คนจีนนิยม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เส้นอายุยืนยาว เส้นจะมีการชุบน้ำมันและจะยืดเส้นออกให้ยาว แล้วเชฟจะใช้มือยืดเส้นเป็นจังหวะค่อยๆ ปล่อยเส้นลงไปลวกในน้ำร้อน เส้นที่ทำออกมามีความยาวต่อเนื่องถึง 33 เมตรเลยทีเดียว เมื่อลวกเส้นเสร็จแล้วก็เอาไปใส่ในน้ำซุปสูตรพิเศษที่ทำจากน้ำรายุ ใส่หมูสับที่ผัดกับโทบันจัน ตามด้วยผักลวกและต้นหอมสับก็เป็นอันเสร็จ น้ำซุปมีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยช่วยเติมสีสันให้กับเมนูนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

อันดับที่ 1 ทงโคะสึเกี๊ยะไคสึเมนชาบู



ที่ร้านกะริวเค็นคากุระที่ย่านอิเคะบุคุโระ แม้จะเป็นสึเคะเมนแต่ก็ยังสามารถลิ้มรสน้ำซุปชาบูชาบูได้ถึงสองอย่างพร้อมๆ กัน และเพื่อให้ซุปร้อนตลอดทางร้านได้ติดตั้งเตาไฟฟ้าในแต่ละโต๊ะด้วย ทีนี้ก็สามารถทานได้ในขณะที่ร้อนๆ ไปตลอดนั่นเอง นอกจากนี้ยังนำนเนื้อไปจุ่มในน้ำซุปร้อนๆ ทานในสไตล์ชาบูชาบูได้อีกด้วย

อ่านเรื่องจัดอันดับอื่นที่นี่ จัดอันดับ

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: 20:00 น. วันที่ 05 มี.ค.60 »
10 เกมส์ดีที่โลกควรรู้จัก ช่วยฝึกสมอง เด็กเล่นได้ไม่รุนแรง
เกมขนาดเล็กใครว่าไม่สนุก มาดู 10 เกมส์คอมพิวเตอร์ดีที่เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี ช่วยฝึกความจำ การวางแผน การแก้ปัญหาในเวลาจำกัด แถมไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่กระตุ้นความรุนแรง ไว้เล่นเวลาว่างๆคลายเครียด ไม่ต้องเล่นจนหามรุ่งหามค่ำ เพราะเป็นเกมส์ขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้เวลามาก

Egg Vs Chicken



เกมส์ง่ายๆแต่เร้าใจ ผู้เล่นเป็นไข่ ผู้เล่นต้องต่อสู้กับอำนาจของไก่ แต่สู้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน จึงต้องย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อหาทางเอาชนะไก่ให้ได้ วิธีการที่ไข่ใช้สู้กับไก่ก็ไม่เหมือนใคร โดยเราจะต้องเรียงไข่ให้ชิดกำแพงด้านที่ใช้ต่อสู้และจะต้องเป็นไข่สีเดียวกัน 3 ฟองขึ้นไป เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธ เอาไว้ยิงโจมตีไก่ที่จะเข้ามาเจาะกำแพงของเรา ยิ่งถ้าเราสามารถเรียงไข่สีเดียวกันไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พลังโจมตีมากขึ้นเท่านั้น แต่ศัตรูของเราก็ไม่ใช่หมูๆนะจ๊ะ (เพราะมันเป็นไก่) ไก่บางชนิด เช่นไก่เพลิงสีแดงที่ต้องยิงไข่หลายนัดถึงจะตายหรือต้องใช้ไข่สีน้ำเงินพลังนำแข็งที่มันแพ้ทางจึงจะชนะมันได้ง่ายชึ้น นี่ยังไม่รวมไปถึงไก่หัวหน้าที่ต้องยิงกันจนไข่ขาดตลาด ก่อนที่มันจะเจาะกำแพงทะลุไม่อย่างนั้นก็จบเกมส์ ประโยชน์ของเกมส์ Egg Vs Chicken คือเราต้องวางกลยุทธมในการเรียงให้ไข่ให้ถูกต้องและให้มันมีพลังโจมตีสูงที่สุด

Out Of Your Mind



เราต้องรับบทเป็นนักบำบัดสุขภาพจิตที่ต้องล้างความทุกข์ของคนไข้ออกไป การล้างความทุกข์ที่ต้องลงลึกเข้าไปถึงในจิตใจ เพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้ไม่สบาย แล้วใช้สายพลังจิตจับต้นเหตุความทุกข์ออกมา แต่ความทุกข์มันก็ไม่ได้หายไปง่ายขนาดนั้นมันจะทิ้งร่องรอยไว้ภายในจิตใจของคนไข้ด้วย เราจึงต้องใช้สายพลังจิตดึงร่องรอยของมันออกมาด้วยการล้อมกรอบมัน ซึ่งสายพลังจิตที่ใช้จับความทุกข์จะต้องเป็นสีเดียวกับความทุกข์นั้นด้วย เกมส์ Out Of Your Mind จะช่วยฝึกให้ผู้เล่นช่างสังเกตและสามารถมองรายละเอียดโดยรวมอย่างรอบคอบมากขึ้น

Shopping Mania



ในเกมส์ Shopping Mania ผู้เล่นจะรับบทเป็นพนักงานห้างแสนขยันที่อยู่ในร้านของในห้างแสนโหด หน้าที่ของผู้เล่นคือการจัดเรียงของลงในตะกร้าของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ลูกค้าจะโมโห แล้วของจะวิ่งตกสายพานไป ดูไปดูมาเกม Shopping Mania นี้ก็คล้ายกับเกม Tetris แต่เกมนี้ท้าทายกว่าตรงลูกเล่นของเกมที่สามารถเพิ่มคะแนนขึ้นได้หากวางสินค้าสีเดียวกับที่ลูกค้าต้องการ อีกทั้งยังมีความกดดันจากลูกค้ากับนายห้างจอมโหด เกม Shopping Mania ช่วยให้ผู้เล่นได้จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่เข้ามาในชีวิตในช่วงเวลาจำกัด

eets



เกมนี้ใครมีอายุหน่อยก็จะนึกถึงเกม Lemming เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เพราะแนวการเล่นคล้ายๆกัน ในเกม eets ผู้เล่นจะต้อคอยควบคุมเจ้า eets ให้ไปหาเป้าหมายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องเอาไปวางไว้ก่อนเริ่มเกม เช่นปลาวาฬจอมหิวที่สามารถดูดเจ้า eets แล้วพ่นเจ้า eets ให้ลอยสูงขึ้นไปได้ หรือเจ้าเม็ดสีเขียวที่เมื่อเจ้า eets กินเข้าไปจะทำให้มันขี้กลัวไม่กล้ากระโดดออกจากกรอบ เมื่อวางอุปกรณ์เสร็จก็สั่งให้เจ้า eets เริ่มเดินและผู้เล่นก็คอยวางอุปกรณ์ต่างๆให้ถูกจังหวะเพื่อให้เจ้า eets เดินไปถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพได้ eets จึงเป็นเกมที่ช่วยให้ผู้เล่นวางแผนและคาดการณ์อนาคตและยังเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการให้ผู้เล่นได้แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อีกด้วย

Garden Defense



ในเกมผู้เล่นรับบทเป็นองครักษ์พิทักษ์สวน ที่จะต้องป้องกันสวนจากกองทัพแมลงร้าย ที่จะเข้ามากัดแทะสวนของเรา วิธีการเล่นเกม Garden Defense คือ เราจะต้องใช้เงินที่มีมาซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมกับแมลงฝั่งศัตรู เช่น ตุ๊กตาเด็กยืนฉี่จะกำจัดแมลงที่เดินมาบนดินเท่านั้น เมื่อซื้ออุปกรณ์และจัดเรียงอาวุธฆ่าแมลงเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มปล่อยแมลงให้เดินผ่าน เล่นเกมนี้จบอาจเกิดความคิดดีๆในการทำสวนก็ได้ แถมยังฝึกการวางแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

Professor Fizzwizzle



เกม Professor Fizzwizzle นั้นจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับเกมฮิตในอดีต The Bug Bunny แต่เกม Professor Fizzwizzle สนุกกว่าและสดใสกว่าด้วยสีสันของเกม ในเกมเรารับบทเป็น ศาสตราจารย์ Fizzwizzle ที่มีปัญหากับเจ้าหุ่นกระป๋องคู่ใจ จะต้องหาทางแก้ไข ซึ่งหน้าที่ของผู้เล่นคือจะต้องพาศาสตราจารย์ Fizzwizzle ผ่านด่านเข้าไปสู่ประตูทางออกของแต่ละด่านให้ได้ อุปสรรคที่ศาสตราจารย์ Fizz ต้องเผชิญ เช่นหลุมหรือช่องว่างต่างๆ ที่ศาสตราจารย์ Fizz ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ต้องหาทางเอาลังไม้ไปวางอุดหลุมก่อนเพื่อให้สามารถเดินผ่านหลุมนั้นไปได้ หรือพื้นที่ที่เป็นก้อนน้ำแข็ง ถ้าเดินผ่านโดยไม่มีอะไรมากั้นระหว่างทาง จะทำให้ลื่นเลยจนตกเหวไป เกม Professor Fizzwizzle เป็นเกมที่ฝึกการใช้สมองอย่างสุดๆ เพราะผู้เล่นต้องมองภาพโดยรวมของแต่ละด่านและต้องคิดวิธีที่ต้องหาทางผ่านด่านไปให้ได้ ซึ่งมีด่านให้ฝึกสมองกันมากกว่า 230 ด่านกันเลยทีเดียว และ Professor Fizzwizzle

ก็ไม่ได้อยู่กับเราแค่เกมเดียว Charactor นี้ยังมีให้เห็นในเกมที่เราจะพูดต่อไป

The Amazing Brain Train



ภายในเกม The Amazing Brain Train นั้นวิธีการเล่นนั้นแตกต่างจากเกม Professor Fizzwizzle อย่างสิ้นเชิง ตรงที่เกมนี้จะพารถไฟผ่านไปตามจุดแต้มคะแนนที่จะได้จากการเล่นเกมย่อยๆ ซึ่งภายในเกม The Amazing Brain Train ประกอบไปด้วย 15 เกมย่อยเช่น เกมย่อยให้ไออุ่นหมีโคอาล่า ซึ่งในด่านย่อยนี้ศาสตราจารย์ Fizz จะต้องหันกระจกสะท้อนไออุ่นไปที่ตัวโคอาล่าให้ครบทุกตัว จึงจะสามารถผ่านด่านได้ และมีเกมจดจำสิ่งของแล้วเลือกให้ถูกว่ามีสิ่งใดที่เข้ามาใหม่ เกมย่อยทั้งหมดจะจำกัดเวลาเล่นเพื่อให้ผู้เล่นได้คิดอย่างรวดเร็วที่สุด และเมื่อเล่นจบโปรแกรมจะสรุปผลการเล่นเกมย่อยนั้นออกมาและเทียบกับการเล่นในอดีตว่าเรามีพัฒนาการจากการเล่นครั้งที่แล้วหรือไม่ และคะแนนการเล่นเกมย่อยนั้นมีผลต่อการวิ่งของรถไฟอีกด้วย เกมของProfessor Fizzwizzle สามารถ Download ได้ที่ www.gnubbygames.com จ้า

Rocket Mania เกมต่อสายชนวนสุดมัน



เกมนี้เมื่อเล่นแล้วหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว เป้าหมายของเกม Rocket Mania นั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่ต่อสายชนวนจากทางด้านซ้ายให้เชื่อมโยงไปถึงพลุที่อยู่ทางด้านขวาให้ได้จำนวนพลุตามจำนวนของแต่ละด่านตามเวลาที่กำหนดซึ่งในด่านหลังๆอาจจะต้องจุดพลุกันจนหมอกลง ยิงรัวกันยิ่งกว่าปืนของแรมโบ้ จนกว่าจะผ่านด่านไปได้ความยากของเกมอยู่ที่การวางสายชนวนว่าวางยังไงจึงจะจุดพลุได้หลายอันในการจุดชนวนครั้งเดียว

Airport Mania



ในเกมนี้เราจะต้องจัดคิวการลงของเครื่องบินเพื่อไม่ให้เครื่องบินคอยอยู่บนน่านฟ้านานจนเกินไปและยังต้องดูแลการบำรุงรักษาเครื่องบินบนภาคพื้นดินอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพาเครื่องบินไปเติมน้ำมันส่งเข้าโรงซ่อมบำรุง หรือพาเครื่องบินไปหยุดพักเพื่อรอรับส่งคนจากท่าอากาศยาน นอกจากนี้เรายังสามารถ up grade สนามบินของเราให้ทำงานได้ไวขึ้นอีกด้วย เครื่องบินในเกมก็มีหลายประเภทไปตั้งแต่เครื่องบินใบพัดไปจนถึงเครื่องบินคองครอดที่มีความเร็วในการรับส่งคนแตกต่างกันไป และบางทีเครื่องบินก็มารอกันจนเต็มน่านฟ้า สร้างความกดดันให้กับผู้เล่นที่เป็นผู้บริหารสนามบินเป็นอย่างมาก

World Of Goo



ในเกม World Of Goo ผู้เล่นจะต้องจัดเรียงตัวละครที่มีชื่อว่า Goo ให้เรียงเป็นรูปร่างต่างๆ เช่นพยายามเรียงให้เป็นสะพานเพื่อต่อให้เป็นฐานให้ตัว Goo อื่นๆ วิ่งผ่านลงท่อไป หรือต่อตัว Goo เป็นฐานสูงขึ้นจนกว่าจะถึงท่อดูด แต่การต่อตัว Goo นี้ก็ไม่ได้สามารถต่อได้ตรงๆโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ เพราะทุกครั้งที่เราต่อโครงสร้างน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รูปร่างของโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ผู้เล่นที่กำลังสร้างสะพานอยู่พอต่อไปได้ยาวขึ้นน้ำหนักจากตัว Goo ก็จะกดให้สะพานที่สร้างค่อยๆโค้งลง นี่ยังไม่ได้นับรวมแรงลงที่มีผลต่อการสร้างโครงสร้างต่างๆอีกด้วย เหมือนกับเกม World Of Goo นี้ ใช้การคำนวณทางวิศวกรรมมาใช้ร่วมด้วย และไม่น่าเชื่อว่าเกมที่สร้างสรรค์แบบนี้ใช้ผู้สร้างกันเพียง 2 คนเท่านั้น

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: 20:01 น. วันที่ 05 มี.ค.60 »
10 เกมส์อันตรายที่ไม่ควรให้เด็กเล่น

1.Grand theft auto หรือ GTA
เกมนี้อนุญาตให้ผู้เล่นได้แสดงพฤติกรรมของอาชญากร และจะได้รับรางวัลเมื่อทำภารกิจเสร็จ
2.Man Hunt
เกม ที่ดูเหมือนหนังสนัฟฟิล์ม ราวกับหนังที่ฆ่าคนจริงๆ ภาพและเสียงของเกมส์ การใช้อาวุธ การกรีดร้องของตัวละครเกมที่ถูกฆ่า ราวกับมีการฆ่าเกิดขึ้น
3.Scarface
เกมส์ที่พัวพันกับการซื้อและขายยาเสพติด การสังหารคนนับร้อย
4.50 cent bulletproof
เกม ที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวโยงไปถึงเครือข่ายขนาดใหญ่ และนำไปสู่เส้นทางการนองเลือด ในวงการค้ายาใต้ดินนิวยอร์ก เกมนี้ได้ 50 cent นักร้อง hip hop ชาวอเมริกัน แสดงเป็นพระเอกของเกม
5. 300 the video game
เกม นี้ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ชื่อดังของ Hollywood ที่เชื้อเชิญให้ผู้เล่นเป็นพระเอกตามภาพยนตร์ ที่มีเรื่องราวให้พระเอกเป็นเหมือนนักรบ gladiator ใช้ดาบเป็นอาวุธไล่ฆ่าพวกเปอร์เซีย ที่เป็นศัตรู
6. the god father
เกมส์ ที่สร้างจากภาพยนตร์ไตรภาคชื่อดังของ hollywood นำเอามาปัดฝุ่นใหม่โดยใช้เนื้อเรื่องในภาค 1 ในการนำเสนอ god fathe เป็นเรื่องของแก๊งค์มาเฟียอิตาลี 2 แก๊งค์ที่ไม่ลงรอยกัน มีฉากไม่เหมาะสมหลายอย่างเช่น การใช้อาวุธปืน การฆ่ารัดคอ การชกหรือซ้อมฝ่ายตรงข้าม
7. killer 7
เกมนี้ได้รับการขนานนามจากเกมเมอร์ผู้ใหญ่หลายคนว่าเต็มไปด้วยความรุนแรงมากที่สุด และเวียนหัวมากที่สุดเท่าที่เคยเล่นเกมมา
8. Ressident Evil 4
เป็น อีกหนึ่งเกมที่ประสบความสำเร็จจนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวการต่อสู้กับผีร้ายซอมบี้ และที่ติด 10 เกมส์ อันตรายเนื่องมาจากการสังหารศัตรูจำนวนมากในฉากอันกว้างใหญ่
9. God of War
เกมเทพเจ้าแห่งสงครามนี้เป็นเกมที่ถูกเปรียบว่าเหมือนท้องทะเลแห้งความรุนแรงทีไม่เคยหยุดนิ่ง
10. Hitman blood money
เป็น อีกหนึ่งเกมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งค์มาเฟียมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงมาก เกมออกแบบมาในมุมมองที่สมจริงมีภาพเลือดและคำหยาบคาย และการนำเอาสิ่งของต่างๆมาใช้เป็นอาวุธฆ่าคน
เครดิต แบไต๋ไฮเทค

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: 22:29 น. วันที่ 10 เม.ย.60 »
10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
เรื่องราวของประสบการณ์ประหลาด จิตวิญญาณ ภูต ผี ปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง ผี ขึ้นมาเมื่อไหร่ หลายคนคงหยุดนิ่งพร้อมกับความรู้สึกเสียวสันหลังวูบ เพราะไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะหลายคนก็เคยสัมผัสความสยอง จนถึงขั้นเอามาเล่าสู่กันฟังแบบสดๆ หน้าไมค์ในรายการเดอะช็อค รายการวิทยุสดที่นำเสนอ เรื่องผี วิญญาณและสิ่งเร้นลับ โดยเปิดสายให้คนทางบ้านมาเล่าประสบการณ์สยองของตัวเอง รายการนี้มีดีเจที่เชี่ยวชาญเรื่อง ผี ชื่อดังอย่างพี่ป๋อง กพล ทองพลับ และทีมงานที่ดำเนินรายการตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมากับเรื่องเล่านับหมื่นเรื่อง และบางเรื่องยังโด่งดังขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนต์อีกด้วย เรื่องที่ถูกเล่าในรายการเดอะช็อคเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาดูกัน

อันดับที่ 10 ลองของผีที่บ้านร้าง
เรื่องนี้แฟนรายการเดอะช็อคชื่อคุณต้นไปลองของที่บ้านร้างแถวชานเมืองที่หนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่ปล่อยร้างไว้นานมาก เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น คุณต้นไปลองของกับเพื่อนประมาณ 6-7 คน ขับรถกระบะกันเข้าไป พอขับเข้าไปถึงที่บ้านหลังนี้ ทุกคนกลับมีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปแล้ว รู้สึกกลัวกัน เพราะด้วยบรรยากาศด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ด้วยที่ว่าตัดสินใจมากันแล้วก็ลองเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ก็ขึ้นไปกัน พอขึ้นไปปุ๊บ ที่ข้างหน้าประตูเนี่ยมันล็อค มันเข้าไม่ได้ ก็เลยพยายามปีนขึ้นไปบนชั้นสอง ตอนแรกเพื่อนคุณต้นปีนขึ้นไปก่อน ปรากฏว่าเพื่อนรีบกระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วบอกว่ากลับกันดีกว่า คุณต้นเห็นอาการของเพื่อนแทนที่จะกลัว กลับอยากรู้ว่าเพื่อนไปเห็นอะไร ก็เลยขึ้นไปดูบ้าง พอขึ้นไปคุณต้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ อีกฟากหนึ่งของห้องที่มีกระจกไฟเบอร์กลาสกั้นอยู่ คุณต้นก็คิดว่าตัวเองตาฝาด ก็ขยี้ตาก็ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเลื่อนมาอยู่ที่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ก็รีบวิ่งลงมาหาเพื่อนที่รออยู่และพากันกลับ พอออกรถก็รู้สึกว่ามีบางอย่างติดอยู่ที่ล้อรถ ก็ลงมาดูกัน พอหยิบดูก็พบว่าเป็นเส้นผมกระจุกใหญ่ แถมตอนออกมาที่ทางออกของหมู่บ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่อีกด้วย ก็ขับฝ่าออกมากันด้วยความระทึก

อันดับที่ 9 บ้านเราเองแท้ๆ
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เป็นเรื่องของพี่กุ้งที่โทรมาเล่าให้ฟัง พี่กุ้งนี่ไปเรียนต่างประเทศมาซึ่งที่บ้านเขานี่ค่อนข้างจะมีตังค์ ก็เป็นบ้านใหญ่ คุณพ่อเขาเนี่ยปลูกบ้านไว้หลายหลัง ก็พอกลับไป พ่อเขาก็ยกบ้านหลังนี้ให้อยู่ พอไปอยู่แรกๆ ก็เจอเลย ในบ้านจะมีเตียงนอนที่ไปซื้อมือสองมา เป็นเตียงไม้ใหญ่ๆ แล้วในตอนที่นอนนี่เหมือนมีผู้ลายคนหนึ่งมายืนอยู่ปลายเตียง แล้วก็บอกว่าเอาที่กูคืนมา บอกอย่างนี้อยู่หลายคืน แล้วทีนี้พอคืนหลังๆ เนี่ยหลังจากผู้ชายแล้วก็มีผู้หญิงเข้ามาด้วย ผีผู้ชายจากที่ยืนอยู่ปลายเตียงก็เริ่มมานั่งคร่อมบนตัว แต่ผีผู้หญิงนี่แปลก ไม่ได้ยืนใกล้ๆ แต่ยืนอยู่ที่หน้าห้อง ตาแดงๆ และชี้หน้าด้วยความโกรธ ใส่ชุดคลุมท้องด้วย ซึ่งพี่กุ้งจะเจอผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก จนทนไม่ไหวไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อเขาก็เลยนิมนต์พระมาทำพิธี หลังจากทำพิธีแล้ว ผีผู้ชายหายไป เหลือแต่ผีผู้หญิง ซึ่งไม่ยอมไปซะที ทั้งๆ ที่ทำบุญให้แล้ว หลังจากนั้นก็เจอหนักขึ้นๆ บางทีนอนๆ อยู่ในห้องแล้วประตูหเองก็เปิดไปเห็นห้องโถงข้างหน้าเห็นผีผู้หญิงยืนชี้หน้าอยู่ ซึ่งในภายหลังน้องของพี่กุ้งได้โทรเข้ามาในรายการบอกว่าเขาพาเพื่อนที่ท้องมาอาศัยที่บ้านหลังนี้เนื่องจากพ่อไม่ยอมรับ แต่ก็เสียชีวิต ตายทั้งกลมอยู่ที่บ้านหลังนี้

อันดับที่ 8 เช่าแสนถูก
พี่ผู้ชายคนที่โทรมาเล่านี้ช่วงนั้นแกฐานะไม่ดีก็เลยไปหาบ้านเช่าถูกๆ แกก็อยู่กับแฟน เวลาที่อยู่บ้านหลังนี้เขาจะเจอกับผีผู้หญิงคนหนึ่ง แบบกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น ผีผู้หญิงคนนี้จะมาบอกให้ช่วย และสุดท้ายก็บอกว่าถ้าอยากเจอเขาให้ไปดูที่ข้างบ้านสิ พี่ผู้ชายคนนี้ทนไม่ไหวแกเลยไปขุดดูที่ข้างบ้าน ก็พบเป็นศพผู้หญิงคนนั้นนอนคุดคู้อยู่จริงๆ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมโดยชายคนรักที่พอฆ่าเธอแล้วก็ลากศพไปฝังไว้ที่ข้างบ้าน และต่อมาผีผู้หญิงคนนั้นก็มาให้โชคให้พี่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อีกด้วย

อันดับที่ 7 ผีเข้ากลางรายการ
วันนั้นมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อพี่น้ำมนต์ อายุแกก็เยอะแล้วล่ะ แกโทรศัพท์มาเล่าในรายการเดอะช็อค โดยตั้งชื่อเรื่องว่า "เค้าหาว่าเราเป็นผี" คือเหมือนกับว่าตัวของเขาานั้นมีสองร่าง มีตัวเค้าเองกับมีอะไรก็ไม่รู้มาคอยสิงอยู่ พี่เค้าโทรมาเล่าโดยที่ตอนแรกแกก็เกริ่นก่อนนะว่าถ้าเกิดพี่คุยไปแล้วพี่มีอาการอะไรแปลกไปก็อย่าตกใจนะ แล้วแกก็เล่าต่อว่าแกมักจะมีอะไรไม่รู้เข้ามาสิง แล้วช่วงเวลานั้นแกจะไม่รู้ตัว หรือบางทีมีคนเห็นว่าตัวพี่น้ำมนต์นั้นมักจะคุยอยู่คนเดียว คุยกันไปคุยกันมาแต่เป็นสองเสียง เหมือนเป็นการแบ่งบุคลิกกัน จนกระทั่งที่พี่เขาเล่าไปถึงกลางเรื่อง สักพักนึง พี่เขาก็เงียบ แล้วก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ แล้วก็พูดว่าเขาไม่ใช่คุณน้ำมนต์ เขาเป็นพญานาค ที่เข้ามาอยู่ในตัวพี่น้ำมนต์ เพราะพี่เขาเนี่ยเป็นคนที่บาปเยอะ ต้องเข้ามาสิงเพื่อพาไปบำเพ็ญเพียรทำความดีไถ่บาป จนสุดท้ายแกก็เงียบหายไปแล้วก็กลับมาเป็นพี่น้ำมนต์อีกครั้ง

อันดับที่ 6 กระจกโบราณ
เหตุการณ์นี้เกิดที่จังหวัดนนทบุรี ที่อาคารพาณิชย์สี่ชั้นของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ คนที่โทรมาเล่านี้ชื่อคุณเปิ้ล คุณเปิ้ลโทรมาเล่าว่าที่บ้านอาคารพาณิชย์หลังนั้นมีพี่สาวกับพี่เขยอาศัยอยู่ แล้วก็หลานอีกสองคนผู้ชายกับผู้หญิง ตัวพี่เขยเนี่ยชอบไปซื้อกระจกเก่าๆ ที่เป็นกระจกโบราณเนี่ยมาเก็บไว้ พอพี่เปิ้ลมาอยู่ด้วยก็มักจะได้ยินหลานชายเค้าซึ่งเป็นโตเป็นหนุ่มวัยรุ่นแล้วคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้ทุกคืน ซึ่งพี่เปิ้ลเขาสงสัยมาก พอถามหลานชายว่าคุยกับใคร หลานก็ไม่อยากจะบอกแล้วก็เฉไฉไปโรงเรียนเลย ด้วยความที่อยากรู้พี่เปิ้ลก็เลยเดินขึ้นชั้นสองเพื่อจะไปดูที่ห้องของหลานชาย ระหว่างที่ขึ้นบันไดพี่เปิ้ลก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจูงมือเด็กแล้วเดินหายเข้าไปในห้องของหลานชาย

อันดับที่ 5 เด็กพิเศษ
เรื่องนี้คนที่โทรศัพท์มาเล่าชื่อว่าคุณกร เขาเล่าว่าช่วงปิดเทอมเขาได้ไปพักที่บ้านญาติที่จังหวัดลพบุรี บังเอิญเขาไปรู้จักกับเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กพิเศษมีชื่อเล่นว่าอ๋อง แต่คนแถวนั้นเขาจะเรียกอ๋องกันว่า "เอ๋อ" ซึ่งบางคนในละแวกนั้นจะค่อนข้างกลัวและไม่อยากให้เข้าใกล้เด็กๆ เพราะคิดว่าอ๋องเป็นคนบ้าสติไม่ดี ครั้งแรกที่กรได้เจอและพูดคุยกับอ๋องนั้นก็เป็นบริเวณหน้าวัดที่อ๋องอาศัยอยู่ ซึ่งกรนั้นพอรู้จักชื่ออ๋องว่าบ้างก็ทักว่า อ้าว อ๋อง ไปไหนๆ คือเด็กพิเศษเวลาที่เขาพูด เข้าจะพูดสั้นๆ อ๋องชี้ไปที่จักรยานแล้วก็บอกว่า มันเสียๆ กรก็ปลอบใจอ๋องและพาอ๋องไปซ่อมรถจักรยานและเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นเพื่อนของทั้งคู่ เมื่อกรสนิทกับอ๋อง ความพิเศษของอ๋องก็ถูกถ่ายทอดมาให้กรรับรู้มากขึ้น

มีอยู่วันหนึ่งคุณกรมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อว่าคุณเก่ง ซึ่งอ๋องกับคุณเก่งไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันมาก่อน พอเก่งมาเยี่ยมหากรที่บ้านและอ๋องก็อยู่ด้วย อ๋องเห็นหน้าเก่งก็ชี้ไปที่หน้าของเก่งแล้วบอกว่า "เมีย" หลังจากนั้นประมาณสองสามชั่วโมงก็มีโทรศัพท์มาถึงคุณเก่งว่าภรรยาของเก่งที่ทำงานอยู่ที่โรงงานเย็บผ้านั้นได้รับอุบัติเหตุโดยจักรเย็บเข้าไปที่มือ ทุกคนในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่อ๋องพูดทักเก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดจึงมาเรียบเรียงดูความแปลกประหลาดที่เกี่ยวกับอ๋องนี้ ส่วนเก่งนั้นมีอาชีพที่เกี่ยวกับมูลนิธิอาสาสมัคร พอเก่งไม่ว่างต้องดูแลภรรยาเลยวานให้กรนั้นไปทำหน้าที่แทนระยะหนึ่ง โดยให้ทำงานคู่กับชาติที่เป็นคู่หูอาสาสมัครของเก่ง อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อไปถึงพบว่าเป็นเหตุการณ์รถพ่วงชนกับรถกระบะ แล้วรถกระบะก็ไถลไปชนกับมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่ง จากเหตุการณ์นีเทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตและหัวขาดหาหัวไม่เจอ กรกับชาติก็ลงไปช่วยกันหาหัวของศพตรงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ สักพักอ๋องก็พูดออกมาว่าล้อๆ กรเอะใจจึงเอาไฟฉายไปส่องหาที่ล้อรถบรรทุก ก็พบว่าหัวของศพติดอยู่ที่ร่องล้อจริงๆ ก็แปลกใจกันว่าอ๋องรู้ได้ยังไง

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด วันหนึ่งกรไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนและฝากสร้อยทองไว้กับอ๋องที่นั่งเล่นอยู่ข้างสนาม พอเตะบอลเสร็จก็เดินมาข้างสนามตรงที่อ๋องอยู่ก็พบว่าอ๋องหายไปไหนก็ไม่รู้ ซึ่งตัวคุณกรนั้นก็ไม่ได้คิดว่าอ๋องจะขโมยทองไปหรืออะไร เพียงแต่สงสัยว่าอ๋องหายไปไหนเท่านั้น จนกระทั่งกรต้องมาเข้าเวรของมูลนิธิพร้อมกับชาติ ระหว่างที่นั่งรถตรวจตรากันอยู่นั้นก็เจอเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนน พอขับรถเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นอ๋องที่ตัวเปียกอยู่ พอเข้าไปถามอ๋องก็บอกว่าหนาว ก็เลยพาตัวอ๋องมาเพื่อที่จะไปส่งที่บ้าน พอขับรถไปได้สักพักหนึ่ง อ๋องก็ทุบรถแล้วบอกให้หยุด พอจอดรถได้สักพักหนึ่ง ข้างหน้าก็เกิดเหตุการณ์รถสิบล้อชนประสานงากับรถบัสต่อหน้าต่อตากร ชาติ และก็อ๋อง พอช่วยเหลือเก็บกวาดอุบัติเหตุนี้แล้วก็เดินกลับกันมาที่รถ อ๋องก็ไม่อยู่ซะแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าอ๋องคงจะเดินกลับบ้านไปเอง

พอรุ่งเช้ากรก็มานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน และเปิดดูช่องเก็บที่กรมักจะเอาขนมมาใส่ไว้ให้อ๋องกิน ก็พบกระดาษทิชชู่ที่ห่อสร้อยทองที่กรฝากอ๋องตอนเตะบอล สักพักหนึ่งมีคนวอแจ้งว่ามีคนจมน้ำตาย พอกรขับรถไปดูก็พบว่าศพที่จมน้ำเป็นศพของอ๋องที่คาดว่าน่าจะตายตั้งแต่ตอนที่กรเตะบอลอยู่ เพราะช่วงเวลานั้นมีกลุ่มเด็กเล่นน้ำอยู่แล้วมีเด็กคนหนึ่งจมน้ำ อ๋องก็โดดลงไปช่วยทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นและเพิ่งจะพบศพตอนเช้านี้เอง

อันดับที่ 4 แฟนเก่า
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งโทรมาเล่า เรื่องของเรื่องเขามีแฟนแล้วก็มีนิสัยคล้ายๆ กันคือไม่ค่อยพูด และเนื่องจากเป็นช่วงที่ย้ายที่ทำงานใหม่จึงสนใจแต่เรื่องงานเพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน แต่ตัวผู้ชายก็พอรู้อยู่บ้างว่าแฟนสาวของเขานั้นกินยาเยอะมาก พอถามแฟนเขาก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่วิตามินบำรุงธรรมดา ตัวเขาก็ไม่ได้จะซักไซร้อะไรมากเพราะด้วยความที่ก็ยุ่งเรื่องงาน ก็ได้แต่บอกว่าตัวเองจะกินอะไรมากมายเนี่ย เดี๋ยวจะติดเอานะ จนมาช่วงหนึ่งตัวผู้ชายนั้นทำงานหนักมาก จนนอนที่ออฟฟิศเลย อยู่ไปเรื่อยๆ เขาเอะใจว่าพักนี้แฟนสาวของเขาไม่โทรมาหาเลย โทรไปก็ไม่รับสายจนกระทั่งปิดเครื่องไปเลย แต่ในระหว่างนี้เวลาที่เขากลับบ้านจะพบว่าเหมือนกับมีใครมาทำกับข้าวและซื้อของกินไว้ให้เขา แต่สุดท้ายเมื่อติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของแฟน พอไปถึงได้คุยกับพ่อและแม่ของแฟนก็ได้รู้ว่าแฟนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามอาทิตย์ก่อนเพราะป่วยเป็นลูคีเมีย

เมื่อรู้ว่าแฟนตัวเองตายไปเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วโดยที่ไม่รู้อะไรเลย และด้วยความที่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลแฟนเลย แต่ก็ฝืนกลับมาทำงานและใช้ชีวิตต่อให้ได้ เมื่อกลับมาทำงาน เขากลับมีความรู้สึกว่าเหมือนกับมีกับข้าวอยู่ในตู้เย็นยังกับตอนที่แฟนเขายังอยู่ ด้วยความสงสัยเขาเลยไปถามยามกับแม่บ้านที่ดูแลอพาร์ทเม้นต์ว่ามีใครเข้ามาที่ห้องของเขามั้ย ยามกับแม่บ้านก็บอกตรงกันว่า ก็แฟนคุณไง ซื้อกับข้าวมาทำทุกวันเลยแล้วประมาณซักเที่ยงคืนตีหนึ่งแฟนเขาก็กลับ เขาเลยไปปรึกษากับเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหนจริง ให้เอาแป้งฝุ่นโรยให้ทั่วห้อง

พอตื่นเช้ามาเขาก็ไปดูที่พื้นก่อนว่ามีรอยเท้ามั้ย ก็พบว่าไม่มีรอยอะไร แต่กลับปรากฏรอยเหมือนมีคนเอาแขนมาพาดไว้บนตัวของเขา พอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนคนอื่นฟัง ทุกอย่างมันก็เฉลยหมดเลยว่า มีอยู่วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง ทุกคนเห้นเหมือนกันหมดเลยว่าแฟนสาวของเขามาด้วยโดยนั่งอยู่ในรถ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้แน่ใจว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหน สุดท้ายเขาจึงจะบวชให้แฟน จนกระทั่งตอนสึก เจ้าอาวาสก็มาบอกกับเขาว่า โยม ที่โยมมาบวชเนี่ย เขารู้นะ วันที่โยมกำลังจะเดินเข้าโบสถ์ เขามาจับชายผ้าเหลืองโยมอยู่นะ

อันดับที่ 3 กระดานอาถรรพ์
คุณเบิร์ดเป็นคนโทรมาเล่าว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่าพ่อของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยรวมกลุ่มกันจะไปงานศพ บังเอิญว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานและตรงดิ่งมาที่วัดโดยที่ไม่ได้เตรียมชุดดำมาด้วย เพื่อนคนนี้ก็เดินหายไปสักพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับปลอกแขนสีดำ ซึ่งไปแกะมาจากพวงหรีด ด้วยความที่เฮฮากันตามประสาเพื่อนๆ และปากไม่ค่อยเป็นมงคล เพื่อนคนนี้ก็พูดขึ้นมาว่า งานศพทำไมต้องเป็นกระเพาะปลาวะ ถ้าเป็นงานเรานะจะจัดอาหารให้แบบดีๆ เลย เพื่อนคนอื่นก็ทักกันว่าทำไมพูดอย่างนั้น ก็คุยกันไป ระหว่างที่รอแท็กซี่กันอยู่ ก็หันไปเห็นกระดานงานศพ ด้วยความคะนองก็เลยเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของตัวเองลงไปในกระดานพร้อมวันเผาเสร็จสรรพ ด้วยความที่เขาเป็นคนห้าวๆ กับเพื่อนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเปิดว่าให้ตรงกับวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้มางานได้

เวลาผ่านไปสักพักจนวันหนึ่งเพื่อนคนนี้โทรมาคุยกับคุณเบิร์ดว่าพักนี้เขานอนไม่ค่อยหลับและมักจะฝันว่ามีใครก็ไม่รู้พาเขาไปยังสถานที่หนึ่ง เหมือนเป็นศาลาๆ หนึ่ง แล้วที่หน้าศาลาจะมีผู้ชายผมขาวๆ ซึ่งในฝัน เพื่อนได้เข้าไปคุยกับชายคนนี้ แต่ชายคนนี้ก็นั่งเฉยๆ ไม่ยอมพูดจากับเขาเลย คุณเบิร์ดเห็นเพื่อนไม่สบายใจก็เลยชวนให้เพื่อนไปนอนที่บ้านจะได้คุยปลอบเพื่อนไม่ให้คิดมาก จนเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งคุณเบิร์ดได้รับโทรศัพท์จากญาติของเพื่อนคนนี้ว่าเพื่อนล้มหน้าห้องน้ำและอาการหนัก พอไปเยี่ยมก็พบว่าเพื่อนปอดแฟบและสุดท้ายก็เสียชีวิต พอจะจัดงานศพก็หาวัดไม่ได้จนสุดท้ายกลับไปได้วัดเดียวกับที่พ่อของเพื่อนที่ตายก่อนหน้านี้

อันดับที่ 2 สาวชุดดำ
เรื่องสาวชุดดำเนี่ยเป็นเหมือนกับตำนานของเดอะช็อคก็ว่าได้ เพราะมีคนเจอและมาเล่าในรายการค่อนข้างบ่อย ส่วนมากที่จะไปเจอก็จะเป็นถนนเส้นประชาอุทิศ รัชดา ลักษณะที่เจอก็คล้ายๆ กันว่าเป็นผู้หญิงสองคนมายืนรอ เหมือนรอรถ และใส่ชุดสีดำที่เหมือนเพิ่งกลับจากไปเที่ยวย่านนั้น คนที่เจอและโทรมาเล่าก็จะเป็นแท็กซี่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องที่พีคที่สุดนั้นมีนักเที่ยวคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังในรายการ เขาไม่เคยฟังเดอะช็อคมาก่อน เขาเล่าว่าคืนวันที่เจอนั้นเขาไปเที่ยวกลางคืนเสร็จ ขากลับขับรถกลับมาคนเดียว มีผู้หญิงสองคนใส่ชุดสีดำ เหมือนสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกันด้วยนั้นโบกรถเขาอยู่ ตามประสาหนุ่มนักเที่ยวเห็นสาวโบกรถก็เลยจอดรับ คนนึงนั่งหน้า อีกคนนั่งหลัง

ระหว่างนั้นเขาก็คุย เท่าที่จำได้คือคนข้างหน้าที่นั่งคู่เขาคุยกันแบบถามคำตอบคำ ส่วนคนข้างหลังนั้นเงียบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย จนกระทั่งขับรถมาเกือบจะถึงวัดเสมียนนารีนั้นก็จอดติดไฟแดงและมีรถไฟผ่านมาพอดี เวลาตอนนั้นประมาณตีสามถึงตีสี่ ถนนตอนนั้นเงียบมาก มีรถของเขาจอดติดรถไฟอยู่คันเดียว ระหว่างที่ที่กั้นรถไฟกำลังจะยกขึ้น เขาหันไปดูที่เบาะข้างคนขับก็พบว่าไม่มีใคร หันไปดูที่เบาะหลังก็ไม่มีใครอีกเหมือนกัน มองไปมองมามองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนกระทั่งมองผ่านกระจกไปด้านหน้าก็เจอผู้หญิงทั้งสองคนที่เมื่อกี้นั่งรถของเขาอยู่ ไปนอนคลานอยู่ที่รางรถไฟ โดยที่ผู้หญิงคนหนึ่งตัวขาดครึ่งท่อน และอีกคนพยายามตะเกียกตะกายมาหา เขาตกใจมากสลบคารถไปเลย พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลโดยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่ามีตำรวจมาส่ง และทุกวันนี้เขาเป็นโรคหัวใจ ผีสาวชุดดำที่กลายเป็นตำนานนั้นเพราะไม่ได้มีคนเห็นเพียงแค่คนเดียว มีแท็กซี่เจอผู้หญิงสองคนนี้บ่อยมาก มีการให้เงินโดยสารกันจริงๆ พอมาเปิดดูเงินก็กลับกลายเป็นเศษใบไม้ ดอกไม้จันทร์

อันดับที่ 1 ผีช่องแอร์
เป็นเรื่องจากแฟนรายการคนหนึ่งชื่อว่าคุณบิว เป็นนักดนตรี วันหนึ่งเขาไปเล่นดนตรีที่หาดใหญ่ พอเล่นเสร็จก็กลับมาที่ห้องพักของโรงแรม ก็นั่งสังสรรค์ดื่มกินกันเหมือนทุกครั้งที่ไปเล่นดนตรีด้วยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาแถวๆ หน้าประตู ที่ข้างบนเป็นช่องแอร์ที่ไม่มีฝาปิด เพื่อนคนนี้ก็ยืนมอง คนอื่นก็ถามว่ามองอะไรวะ เพื่อนคนนั้นกลับไม่พูดไม่จาอะไร เดินออกจากห้องไปเลย เพื่อนอีกคนสงสัยว่าเพื่อนคนนั้นเป็นอะไร เมาหรือเปล่า ก็เลยเดินออกไปตามดู ก่อนออกจากห้องก็แหงนมองดูที่ช่องแอร์นี้เพราะเห็นเพื่อนมองก็เลยมองบ้าง พอแต่ละคนมองก็มีอาการเหมือนกันหมดคือพอแหงนมองช่องแอร์นี้ปุ๊บก็เดินออกจากห้องไปทันที จนสุดท้ายเหลือแต่คุณบิวคนที่โทรมาเล่า แกสงสัยว่าเป็นอะไรกันไปหมด แกก็เลยเดินออกมาดูบ้าง

พอเดินมามองเขาก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเบียดตัวเองอยู่ในช่องแอร์นี้แล้วห้อยหัวลงมา เขาก็รีบเดินออกมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมก็พบว่าเพื่อนๆ นั้นนั่งรอกันอยู่แล้ว แต่ความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้อยู่ตรงที่ กลุ่มเพื่อนๆ ที่เจอผีช่องแอร์ในวันนั้นได้ทยอยกันตายเรียงลำดับตามคนที่เจอก่อนจนกระทั่งเหลือคุณบิวกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไปอยู่เมืองนอกแล้ว ส่วนตัวเขานั้นตอนที่เล่าก็บอกว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขานั้นจะตายตามเพื่อนไปวันไหน ซึ่งเมื่อตามไปดูประวัติก็พบว่ามหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกับจะทำงานขายบริการถูกฆ่าตายที่ห้องนี้ โดยถูกฆ่าตัดหัวแล้วเอาหัวไปซ่อนไว้ในช่องแอร์นี้เพื่ออำพรางศพ

สยองขวัญ
จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: 22:47 น. วันที่ 10 เม.ย.60 »
10 สถานที่สุดแห่งความสยองขวัญ



คุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่งตำนานลึกลับ เรื่องราวภูติผีและประสบการณ์น่ากลัว ท้าทายความตายและขอต้อนรับสู่เส้นทางแห่งอาถรรพ์ ขอต้อนรับสู่ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
หนึ่งในสถานที่ลึกลับที่สุดในโลกคือสามเหลี่ยมในตำนานแห่งทะเลที่อยู่ระหว่าง 3 จุดในมหาสมุทรแอตแลนติก เปอร์โตริโก ฟลอริด้า และเบอร์มิวด้า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีคนอย่างน้อย 1,000 คนเสียชีวิตที่นี่ เรือและเครื่องบินมากกว่า 100 ลำสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย ขอต้อนรับสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าปลายทางสยองขวัญอันดับที่ 10 คำอธิบายถึงวัตถุจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมมีตั้งแต่พืชยักษ์ ระเบิดลูกไฟ ถูกสัตว์ประหลาดโจมตี มิติเวลาแปรปรวน และต่างดาวลักพาตัว ด้วยเหตุนี้จึงอาจแปลกใจที่บางคนอยากมาสัมผัสที่นี่ และบริเวณที่ดีที่สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเบอร์มิวด้าคือเกาะบิมินิ (Bimini) 50 ไมล์จากไมอามี่มุ่งสู่ศูนย์กลางของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และนำไปสู่เรื่องลึกลับที่สุดของเบอร์มิวด้า การสูญหายของเที่ยวบินที่ 19 ในปี 1945 ฝูงเครื่องบินรบ 5 ลำ บินขึ้นจากท่าอากาศยานฐานทัพเรือเพื่อซ้อมรบ 90 นาทีให้หลังหัวหน้าผู้ฝูงวิทยุแจ้งว่าหลงทาง และหลังจาก 3 ชั่วโมงก็ได้รับข้อความสุดท้ายที่สับสน ฝูงบินขาดการติดต่อ และเราไม่เคยได้พบซากเครื่องบิน
ฮอลลีวู้ด
ฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในโลก และในอีกด้านหนึ่งฮอลลีวู้ดก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวสุดสยองได้เช่นกัน และสยองพอที่จะเป็นอันดับที่ 9 ในการจับอันดับนี้ ที่โรงแรมรูสเวลต์ แขกที่นี่รวมถึงนักแสดงผู้มีชื่อเสียงจากต้นยุคของการผลิตภาพยนต์ จากชาร์ลี แชปปลิ้น สู่มารีลีน มอนโร มีเรื่องเล่าว่าบางคนก็ไม่เคยเช็คเอาท์ มีคนเชื่อว่าผีนักแสดงมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ สิงอยู่ที่ห้อง 928 ที่โรงแรมแห่งนี้ มอนโกเมอรี่ คลิฟต์พักที่โรงแรมนี้ 2-3 เดือนก่อนถ่ายหนังเรื่อง from here to eternity คนที่เข้าพักในห้อง 928 มักจะได้ยินเสียงคนเล่นทรัมเป็ต และบางครั้งก็โทรมาต่อว่าแล้วบอกว่าช่วยบอกให้คนที่อยู่ข้างล่างหยุดเล่นทรัมเป็ตได้มั้ย แลัวเมื่อทางโรงแรมบอกกับเขาว่าเคยมีแขกที่เข้าพักห้องนั้นและเป็นคนที่ติดต่อกับวิญญาณได้บอกว่าเป็นวิญญาณของมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ แขกคนนั้นเมื่อได้ฟังแล้วกลับไม่กลัวและอยากจะพักต่อ ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าหลงใหล  ดาราอีกคนที่ยังสิงอยู่ในโรงแรมรูสเวลต์คือมารีลีน มอนโร เธอพักที่นี่เมื่อมาถึงฮอลลีวู้ดครั้งแรก มารีลีนพักที่ห้อง 246 ข้างสระว่ายน้ำ ตอนนั้นเป็นปี 1951 และเพราะเธอเคยพักที่นี่ เธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่  มอนรีลีนมอนโรตายอย่างลึกลับขณะนอนหลับในปี 1962 อายุ 36 ปี กระจกในห้องพักของเธอตอนนี้ถูกแขวนอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม  หลายคนบอกว่าเคยเห็นเงาของเธอในกระจก

ไม่ไกลกันนั้นมีโรงแรม Knockerbocker ที่นี่ก็มีแขกมีชื่อเสียงเช่นกันทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว มีคนเคยเห็นหัวคนลอยอยู่เหนือโต๊ะพูลในผับของโรงแรม และมีคู่รักกำลังนั่งเล่นกันในนั้น ทันใดนั้นพัดลมก็โฉบลงจากเพดานลอยไปทั่วห้อง หลอดไฟอีกข้างหนึ่งของห้องก็ระเบิดขึ้น แล้วคู่รักคู่นั้นก็เห็นผีผู้ชายแต่งกายในยุค 40 ปรากฏกายขึ้นแล้วก็แว่บหายไป แต่โรงแรมไม่ใช่ที่เดียวที่จะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ สุสานตลอดกาลของฮอลลีวู้ดเป็นที่พักของคนมีชื่อเสียงมากมาย และเป็นที่รู้กันว่ามีผีมากกว่าที่อื่นในฮอลลีวู้ด เช่นดาราดังในยุค 1920 รูดอล์ฟ วาเลนติโน่ ซึ่งตายอย่างไม่คาดคิดด้วยแผลทะลุเรื้อรังด้วยอายุเพียง 31 ปี เชื่อกันว่าเขายังวนเวียนตามโถงทางเดินที่ร่างของเขาถูกฝังเอาไว้ บ่อยครั้งที่วิญญาณของเขาเตร็ดเตร่ออกไปที่พาราเม้าท์ อาถรรพ์แห่งฮอลลีวู้ดประกอบด้วยความหลงใหลในตัวคนดัง ถ้าคุณได้มีโอกาสไปพักที่โรงแรมรูสเวลต์ ถึงแม้คุณไม่มีโอกาสได้เจอมารีลีน มอนโรในชีวิตจริง แต่คุณอาจมีโอกาสได้เจอเธอในหนังแห่งความตาย

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)
ชื่อนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความน่ากลัวนัก แต่มีสถานที่หนึ่งในลอนดอนที่น่ากลัวมากพอที่จะเป็นอันดับที่ 8 เรากำลังพูดถึง 900 ปีแห่งประวัติศาสตร์ของเลือด ความตายที่น่าสยดสยองโดยกิโยตินและคมขวาน การถูกแขวนคอ ถูกยิง คมดาบ การตายอย่างทารุณต่างๆ มันเป็นปราสาทและคุกเก่าแก่ที่สุด ซึ่งน่ากลัวเหนือคำบรรยาย นักโทษมากมายถูกพามาที่หอคอย ผู้ที่ผิดด้วยข้อหาศาสนานอกรีตถูกเผาทั้งเป็น ชนชั้นปกครองถูกสังหารบนเนินของหอคอยอันเป็นการประหารต่อหน้าฝูงชน มันคือมรดกของความโหดเหี้ยมที่ให้กำเนิดตำนานเหนือธรรมชาติ ทหารยามที่ดูแลปราสาทรายงานว่าเห็นร่างหญิงไร้ศรีษระเดินมุ่งไปทางโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ นั่นคือแอนน์ โบลีน กับหัวที่อยู่ในอ้อมแขน ถ้าคุณมองหาตำนานสยองขวัญที่นี่มีให้คุณมากมาย

Mutter Museum
โครงกระดูกมนุษย์ อวัยวะที่เป็นโรคและความผิดปกติทางการแพทย์ นำไปสู่นิทรรศการที่น่าสยองที่สุดในโลก และมันก็มาอยู่ในอันดับที่ 7 มันคือพิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์การแพทย์มุทเทอร์ เป็นความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพิพิธภัณฑ์อื่นในเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์แสดงอุปกรณ์การสอนและชุดการสอนทางการแพทย์จากปี 1800 เพื่อแสดงให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ที่จะตรวจพบเชื้อโรคและเพื่อรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาทางการแพทย์  พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์ยังคงรวบรวมอุปกรณ์การสอน แต่เมื่อเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปี 1963 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเพื่อความสยองขวัญในบรรยากาศของนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์  มันมีทั้งพยาธิตัวตืดที่ยาวมากและทารกสามหัว จุดที่ได้รับความสนใจ รวมถึงรูปหล่อปูนขาวของแฝดสยาม ชุดสะสมอวัยวะที่เป็นโรค รวมถึงลำไส้ใหญ่ขนาดยักษ์ ชุดสะสมอันแปลกประหลาดของวัตถุที่พบในทางเดินอากาศและทางเดินอาหารของมนุษย์ โถบรรจุชิ้นส่วนตัวอย่างของมนุษย์ที่ติดเชื้อที่สยองจนทำให้คุณไม่อยากเจอกับตัวเอง แม้ว่าพิพิธภัณฑ์มุทเทอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อการศึกษาแต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อความบันเทิง
Gettyburg
ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ๆชาย 51,000 คนต้องเสียชีวิต วันที่ 1-3 กรกฎาคม 1863 คลื่นแห่งสงครามกลางเมืองก็เปลี่ยนทิศไป เมื่อเกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดในแผ่นดินอเมริกา สงครามที่ Gettyburg มันเป็นที่ๆศักดิ์สิทธิ์ มีทหารพัธมิตรถูกฝังที่นี่ ทุกปีนักท่องเที่ยว 1,700,000 คน เดินข้ามพื้นที่ 6,000 เอเคอร์ของสนามรบ บ้างมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ บ้างเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ หลายคนมาด้วยเหตุผลอื่น เรื่องของสถานที่ผีสิง กลิ่นแปลกๆ และความเย็นยะเยือก กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวใน Gettyburg มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น บางอย่างปรากฏในรูปถ่าย

นิวออร์ลีน
วิญญาณ เรื่องลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ ปิศาจที่น่ากลัวแห่งวูดู ที่นี่หลายคนรู้ศึกถึงวิญญาณ เวทมนต์และความเชื่อโบราณ  การติดต่อของนิวออร์ลีนกับภูตผีนั้นยาวนานและเข้มข้น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์วูดู หรือทัวร์จตุรัสฝรั่งเศสยามราตรี เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสด้านมืดของนิวออร์ลีน เป็นที่ๆคนธรรมดาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความลี้ลับ

Salem Massachusetts
อาณานิคมที่งดงามดั่งภาพวาด เพียง 30 นาทีจากบอสตัน เมืองเซเลมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และหลักฐานของการปฏิวัติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อสำรวจมรดกอาถรรพ์แห่งเซเลม ในปี 1692 คน 19 คนถูกแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด เป็นผู้หญิง 14 คน และชาย 5 คน

Area 51
เป็นที่ไกลจากผู้คน ห่างจากลาสเวกัส 75 ไมล์ไปทางตะวันตก ด้วยชื่อแปลกๆก็คือทางหลวงจากนอกโลก เป็นความลับสุดยอดของรัฐบาลที่เป็นต้นตอของการปรากฏของต่างดาว นี่คือที่สำหรับปลีกวิเวกของรัฐบาลแม้ว่าเราพยายามที่จะเข้าถึงมัน รัฐบาลปฏิเสธว่ามีที่แห่งนี้อยู่ จนปี 1995 รัฐบาลได้ยอมรับว่าได้ทดลองเครื่องบินสอดแนมที่นี่ แม้ว่ามีเครื่องบินทดสอบที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UFO หลายต่อหลายครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อกับต่างดาวจนปี 1989 นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งออกมาบอกว่าพวกเขาทำงานบนยานต่างดาวในโรงเก็บบนหุบเขาที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเขตพื้นที่ Area 51 นักวิทยาศาสตร์คนนั้นออกโทรทัศน์ท้องถิ่นในเวกัสบอกว่า "ผมเป็นนักฟิสิกส์ถูกเกณฑ์ให้ไปตรวจพิสูจน์ทางวิศวกรรมของระบบการขับเคลื่อนต่อต้านแรงดึงดูดของโลกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าของวัถุที่บินได้รูปจานรองถ้วยเหมือนในหนังสงครามของมนุษยชาติ"  รอบๆบริเวณนั้นไม่มีรั้วกั้น และผู้ที่อยากรู้ทั้งหลายก็ไมกล้าเข้าไป พวกเขาคอยเฝ้าดูด้วยกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง มีกล้องบันทึกภาพระยะไกลบนสันเขา และมีป้ายเตือนห้ามเข้า

Winchester Mystery House
อันดับ 2 ของปลายทางสยองขวัญคือพื้นที่ 160 ห้องของแมนชั่นในซานโฮเซ่ แคลิฟอร์เนีย บ้าน Winchester ที่ซึ่งเล่ากันว่ามีผีสิง บ้านถูกออกแบบแปลกๆ มีทางเดินลับและทางตันอยู่ทั่วพื้นที่ คฤหาสถ์นี้เคยเป็นบ้านของ Sarah Winchester ผู้มีสมบัติมากมายจากสามีลูกหลานตระกูลผู้ผลิตปืนไรเฟิล หลังจากการตายของสามีและลูกสาว เธอพบร่างทรงซึ่งบอกเธอว่า การตายของลูกสาวและสามีของเธอเป็นเพราะวิญญาณทั้งหลายที่ตายด้วยปืนไรเฟิล หนทางในการแก้ปัญหานี้ก็คือเธอต้องซื้อบ้านและสร้างไปเรื่อยๆ และตรายที่เธอยังสร้างบ้าน เหล่าวิญญาณก็จะไม่ทำร้าย เธอทำตามคำเตือนโดยซื้อบ้านที่ทิ้งร้าง ในปี 1884 เธอซื้อบ้านมีห้องแปดห้องที่ยังไม่ได้ตกแต่ง 38 ปีให้หลัง เธอเปลี่ยนมันให้เป็นคฤหาสถ์ 7 ชั้น แบบบ้านที่วิปริต เธอสร้างประตูที่เปิดไปเจอกำแพง หน้าต่างทางตัน ห้องประชุมที่มีทางเข้าทางเดียวสามทางออกและประตูลับที่ร่วงไปสู่ห้องครัวชั้นล่าง เธอตายในปี 1920 เมื่ออายุ 83 ปี และงานสร้างทั้งหมดก็หยุดลง

บ้านที่เกิดเหตุคดีลิซซี่ บอร์เดน
เมืองนิวอิงค์แลนด์อันเงียบสงบเป็นที่เหมาะมากสำหรับพักผ่อนหรือฆาตกรรมโหด ที่นี่เป็นบ้านเกิดของลิซซี่ บอร์เดน กับเหตุการณ์ฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและลี้ลับที่สุดตลอดกาล คดีที่พ่อและแม่เลี้ยงของลิซซี่  บอร์เดนถูกฆ่าตายในบ้าน คำให้การของลิซซี่ที่น่าส่งสัย จนปัจจุบันก็ยังเป็นความลับว่าเธอฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงหรือไม่ ที่เกิดเหตุได้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องพักและพิพิธภัณฑ์  แขกต้องจองเป็นปีล่วงหน้าเพื่อที่จะได้นอนในห้องนอนที่แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฆ่าหรือเพื่อนั่งบนโซฟาที่พบศพพ่อของเธอ แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฟันถึง 19 แผล เธอถูกจับตะแคง เธอเห็นฆาตกรมุ่งเข้ามาที่เธอ จากนั้นก็กระหน่ำยิงกระสุน 18 นัดเข้าที่หัว ส่วนพ่อของเธอถูกฆ่าใน 90 นาทีต่อมา และมีการแจ้งความว่าพบศพของเขาก่อน เขาถูกยิง 10 นัดที่หัว พ่อของลิซซี่มีทรัพย์สินถึงกว่า 500,000 ดอลล่าห์ ถ้าเทียบกับปัจจุบันอาจเป็นมูลค่าถึง 12 ล้านดอลล่าห์ แม้จะมีเหตุจูงใจแต่จากการสอบสวนพบว่าลิซซี่บริสุทธิ์ 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #66 เมื่อ: 22:48 น. วันที่ 10 เม.ย.60 »
10 อันดับฆาตกรเด็ก
เนื้อหาบางส่วนมีเรื่องราวโหดร้าย ทารุณ
10. อีริค สมิธ (Eric Smith, January 22, 1980)



อีริค สมิธเป็นเด็กชายอายุ 13 ปี เขามักจะถูกแกล้งอยู่เป็นประจำอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ของเขา เขาสวมแว่นหนา หน้าตกกระ ผมแดง และหูที่ยื่นยาวออกมา เชื่อกันว่ามาจากผลข้างเคียงในการรักษาโรคลมบ้าหมูของแม่ของเขาขณะที่เธอตั้งครรภ์ เขาถูกจับกุมหลังจากที่ฆ่าเด็กชายวัย 4 ขวบที่ชื่อเดอริค โรบี้ (Derrick Robie)  ศพเดอริคถูกรัดคอ และหัวของเขาถูกทุบด้วยหินก้อนใหญ่ และเมื่อตำรวจถามอีริคถึงสาเหตุในการฆ่า อีริคไมาสามารถให้คำตอบที่แท้จริง  จิตแพทย์วินิจฉัยว่าอีริคมีความผิดปกติในการควบคุมอารมณ์ มันเป็นสภาวะที่บุคคลไม่สามารถควบคุมความโกรธเคืองภายในจิตใจ  เขาถูกตัดสินว่ากระทำผิดและถูกจับเข้าคุก จนถึงทุกวันนี้เขาเป็นนักโทษมาแล้ว 8 ปี และถูกปฏิเสธทัณฑ์บน 5 ครั้ง

9. โจชัว ฟิลลิปส์ (Joshua Phillips, March 17, 1984)



ในเช้าวันหนึ่งแม่ของฟิลลิปส์ทำความสะอาดห้องของเขาเมื่อเขาไปโรงเรียนแล้ว แม่ของเขาสังเกตเห็นหยดน้ำใต้เตียงของเขา เธอคิดว่ามันคงจะหยดรั่วลงมาจากเตียงน้ำของลูกชายเธอ เธอก็สำรวจรอยรั่วบนเตียงและเห็นว่ามีเทปพันสายไฟแปะอยู่ที่จุดหนึ่ง เธอพลางคิดว่าฟิลลิปส์คงเห็นรอยรั่วนี้แล้วแปะเทปเอาไว้ เธอคิดจะซ่อมมันใหม่และเมื่อเธอเอาเทปออก เธอเห็นถุงเท้าของลูกเธอในนั้น แต่แล้วเธอก็รู้สึกเย็นยะเยือกกับภาพตรงหน้าเมื่อเธอส่องไฟฉายเข้าไป มันเป็นศพของแมดดี้ คลิฟตัน (Maddie Clifton) ลูกของเพื่อนบ้านวัย 8 ขวบที่หายตัวมาแล้ว 7 วัน

คนที่อยู่ในละแวกนั้น รวมทั้งพ่อแม่ของแมดดี้แทบไม่อยากจะเชื่อว่าฟิลลิปส์ฆ่าแมดดี้ ฟิลลิปส์เป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านที่เป็นอาสาสมัครช่วยกันตามหาแมดดี้ และเพราะฟิลลิปส์อายุต่ำกว่า 16 ปี เขาจึงไม่ได้รับโทษประหารชีวิต เขาถูกจับกุมและถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตและห้ามถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ จนถึงทุกวันนี้อีริคกล่าวว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายแมดดี้ แมดดี้ถูกตีเข้าบริเวณดวงตาด้วยไม้เบสบอลและถูกรัดคอ หลังจากนั้นก็แทงเธอแล้วเก็บศพไว้ในห้องของเขา และแน่นอนว่าคณะลูกขุนไม่เชื่อเรื่องที่ฟิลลิปส์ให้การ

8. จอร์จ สตินนีย์ (George Stinney, October 21, 1929–June 16, 1944)



วันที่ 16 มิถุนายน 1944 สหรัฐได้มีการบันทึกว่ามีตัดสินประหารชีวิตนักโทษเด็ก จอร์จ สตินนีย์ อายุ 14 ปี นักโทษประหารชีวิตที่มีอายุน้อยที่สุดของสหรัฐในช่วงศตวรรษที่ 20 จอร์จฆาตกรรมเด็กผู้หญิงสองคนคือเบ็ตตี้ จูน เบ็นนิคเกอร์ อายุ 11 ปี และ แมรี่ เอ็มม่า เธมส์ อายุ 8 ปี พวกเธอถูกพบว่าเป็นศพอยู่ในบ่อโคลน จอร์จให้การว่าเขาต้องการมีเซ็กซ์กับเบ็ตตี้และฆ่าเธอในภายหลัง คดีของเขาไม่ได้รับการอุทธรณ์เนื่องจากครอบครัวของจอร์จยากจน

7. ไลโอเนล เทต (Lionel Tateม, January 30, 1987)



แคทเธอลีน กรอสเสท เทตเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่น่าเชื่อถือ ในเย็นวันหนึ่งเธอพาเด็กหญิงทิฟฟานี่ อูนิค วัยหกขวบมาที่บ้านของเธอ เธอขึ้นไปข้างบนบ้านและปล่อยให้เด็กหญิงดูโทรทัศน์อยู่กับไลโอเนล ลูกชายเธอวัย 14 ปี จนเวลาประมาณ 4 ทุ่ม เธอรู้สึกว่าเสียงของเด็กๆเงียบไป แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าเด็กๆ คงจะผลอยหลับไป จนประมาณ 45 นาทีให้หลัง ไลโอเนลเรียกเธอแล้วบอกเธอว่าทิฟฟานี่ไม่หายใจแล้ว ไลโอเนลบอกว่าพวกเขาเล่นมวยปล้ำกัน เขาจับเธอทำท่าเฮดล็อกและจับเธอทุ่มไปบนโต๊ะ จากการชันสูตรทิฟฟานี่พบว่ามีแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนทำให้ตับของเธอฉีกขาด กะโหลกศรีษระและกระดูกซี่โครงร้าว สมองบวมจากการถูกตีอย่างรุนแรง ไลโอเนลเปลี่ยนคำให้การภายหลังว่าเขากระโดดไปบนตัวเธอจากขั้นบันได
ไลโอเนลถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2001

6. แบร์รี่ เดล ลูไคทีส (Barry Dale Loukaitis)



2 กุมภาพันธ์ 1996 เกิดเหตุการณ์กราดยิงตัวประกันในห้องเรียนวิชาพีชคณิต โรงเรียนเดอะฟรอนเทียร์ มิดเดิล สคูล มีผู้เสียชีวีตสามคน (ครู 1 คน นักเรียน 2 คน) และหนึ่งคนบาดเจ็บสาหัส ผู้ก่อเหตุคือนักเรียนชายวัย 14 ปีที่ชื่อแบร์รี่ เดล ลูไคทีส
ก่อนเหตุการณ์กราดยิง แบร์รี่มีอาการประสาทหลอนและคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า เขาพกปืนไรเฟิล ปืนพกขนาด.357 และ ปืนพกขนาด.25 ซึ่งปืนทั้งหมดเป็นของพ่อของเขา หลังก่อเหตุเขาจับตัวประกันไว้ประมาณ 10 นาทีก่อนถูกโค้ชกีฬาหลอกล่อและจับตัวเขาไว้ได้ นอกเหนือจากการป่วยทางจิตใจและปัญหาในครอบครัวของเขา เขายังได้รับแรงบันดาลใจจากมิวสิควีดีโอเพลงเจเรมี่ (Jeremy) ของวงเพิร์ลแจม ที่เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเพราะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้นและครู
และอ้างถึงตัวเอกในนิยายเรื่องเรจ (Rage) ของสตีเฟ่นคิงที่ฆ่าครูและเพื่อนในคลาสเรียนวิชาพีชคณิต แบร์รี่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตกับจำคุก 205 ปี

5. เครก ไพรซ์ (Craig Price)



4 กุมภาพันธ์ 1989 โจน ฮีทตัน อายุ 39 ปี พร้อมลูกสาวของเธอสองคน เจนนิเฟอร์ 10 ปีและเมลิสซ่า 8 ปี ถูกพบเป็นศพโชกเลือดภายในบ้านของเธอ พวกเขาถูกแทงเป็นแผลฉกรรจ์ และมีดหักคาอยู่ในคอของเมลิสซ่า ในรายงานของตำรวจ โจนถูกแทงประมาณ 60 ครั้ง ขณะที่เด็กหญิงทั้งสองถูกแทงประมาณ 30 ครั้ง เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุจูงใจเป็นการลักทรัพย์ มีดที่ใช้ฆาตกรรมถูกนำมาจากในครัวของบ้าน มีร่องรอยการต่อสู้ของโจนกับคนร้าย และเชื่อว่าคนร้ายอาจเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านของเธอ และคนร้ายอาจจจะมีบาดแผลจากการต่อสู้กับเธอ เครกถูกสนใจโดยตำรวจจากบาดแผลที่มือของเขา เขาอ้างว่ามือกระแทกกับกระจกรถยนต์ แต่ตำรวจไม่เชื่อ พวกเขาตรวจค้นห้องพักของเครกและเข้าชาร์จจับกุมหลังจากที่พบมีด ถุงมือ และสิ่งของต่างๆที่เปื้อนเลือด เขาสารภาพว่าก่อเหตุเหมือนกับคดีนี้เมื่อสองปีก่อน เขาถูกตัดสินก่อนวันเกิดครบรอบ 16 ปี และยังติดคุกอยู่จนถึงปัจจุบัน

4. เกรแฮม ยัง (Graham Young, September 7, 1947 – August 22, 1990)



เกรแฮม ยังผู้หลงใหลในความรู้เกี่ยวกับยาพิษต่างๆ และผลที่เกิดกับคน เขายังมีความสนใจและเทิดทูนฆาตกรอย่างด็อกเตอร์ฮอว์ลี่ย์ คริพเพ็น, วิลเลี่ยม พาล์มเมอร์, อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ และคนอื่นๆ ยังเริ่มการทดลองเกี่ยวกับยาพิษเมื่ออายุ 14 ปี เขาโกหกอายุเพื่อทำให้สามารถหาซื้อสารเคมีต่างๆเท่าที่ต้องการ ครอบครัวและเพื่อนคือเหยื่อของเขา พวกเขามีไข้ อาเจียน ท้องเสีย กระเพาะอาหารเป็นแผล ยังในวัย 14 มีความรู้ในวิชาเคมีเทียบเท่าระดับปริญญาตรีจาการเรียนรู้ด้วยตนเองในห้องสมุด ในบางครั้งเขาก็เป็นเหยื่อเสียเองเพราะลืมว่าใส่ยาพิษลงในอาหารของเขา ยังถูกจับเพราะครูคนหนึ่งตรวจโต๊ะเรียนของเขาในเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน เขาพบยาพิษ บันทึกต่างๆ และหลักฐานทั้งหมด และนำไปสู่การแจ้งตำรวจ หลังจากนั้นเขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุด แต่มันก็ไม่อาจหยุดยั้งพฤติกรรมชั่วร้ายของเขา เขาวางยาพิษเจ้าหน้าที่พยาบาลและเพื่อนผู้ต้องขัง มีหนึ่งคนตาย ความรู้ของเขาที่สามารถสกัดไซยาไนด์จากใบลอเรลบุชแพร่หลายไปทั่ว
แต่ถึงกระนั้นเขาได้รับการปล่อยตัวเมื่ออายุ 23 ปี และอาศัยอยู่กับพี่สาวของเขา และกลับมาวางยาพิษเพื่อนร่วมงานอีก เขาถูกจับเป็นนักโทษอีกครั้งและตายที่นั่น

3. เจส โพมรอย (Jesse Pomeroy, November 29, 1859–September 29, 1932)



เจสเกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1959 ในCharlestown รัฐแมสซาชูเซตส์ และเป็นฆาตกรอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐแมสซาชูเซตส์ เจส โพมรอยเริ่มแสดงความโหดร้ายกับเด็กคนอื่นเมื่อเขาอายุ 11 ปี เขาจับเด็กเจ็ดคนไว้ในที่ซ่อน จับพวกเขาแก้ผ้าและทรมานด้วยมีดและแทงด้วยเข็มเข้าไปในเนื้อของเด็กพวกนี้ หลังจากที่ถูกจับได้เขาถูกส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน และต้องอยู่ที่นี่จนถึงอายุ 21 ปี แต่แล้วก็ถูกปล่อยตัวออกมาเพราะประพฤติตัวดี หลังจากไปอยู่ได้เพียงปีครึ่ง หลังจากนั้นสามปี เขาทำสิ่งที่เลวร้ายกว่าเดิม เขาลักพาตัวและฆ่าเด็กหญิงอายุสิบขวบชื่อ Katie Curran และยังต้องสงสัยว่าฆ่าเด็กชายอายุสี่ขวบที่ถูกพบเป็นศพขาดวิ่นในอ่าว Dorchester แม้ว่าจะมีหลักฐานที่แน่ชัดที่จะเชื่อมโยงไปถึงตัวเจสในคดีการตายของเด็กชาย แต่เจสรับสารภาพเฉพาะคดีของ Katie Curran เจสถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและถูกขังเดี่ยว เขาตายเมื่ออายุ 72 ปีด้วยโรคชรา

2. จอน เวนาเบิลส์ และ โรเบิร์ต ธอมสัน(Jon Venables and Robert Thompson, August 13, 1982, August 23, 1982)



แม่ของเด็กชายวัยสองขวบเจมส์ บัลเกอร์ ปล่อยลูกไว้ที่ประตูหน้าร้าน butcher ด้วยความคิดโง่เขลาที่ว่าใช้เวลาไม่นานในการกลับมารับลูกของเธอ หลังจากนั้นเธอก็ได้รู้ว่ามันเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ลูกของเธอในสภาพที่มีชีวิต จอนและโรเบิร์ตทั้งคู่อายุสิบปี เด็กเกเรสองคนที่โดดชั้นเรียนมาเที่ยวห้าง และกำลังมองหาอะไรสนุกๆทำ พวกมันเจอเจมส์และพาตัวออกไปข้างนอก เจมส์ถูกเอาหัวกระแทกรถ มีรายงานว่าก่อนที่พวกมันจะทำกับเจมส์ ได้เคยพยายามลักพาตัวเด็กผู้ชายหลงทางคนหนึ่งเพื่อไปทรมาน แต่ไม่สำเร็จเพราะแม่ของเหยื่อรู้ตัวเสียก่อน ระหว่างทางสองไมล์ที่เจมส์ถูกพาตัวออกไป พวกมันทั้งต่อย เตะ ทุบหัวของเด็กน้อย คนที่เดินผ่านไปมาก็ละเลย ไม่สนใจ เพราะคิดว่าเป็นการเล่นกันของเด็กและคิดว่าเป็นพี่น้องกัน จอนและโรเบิร์ตพาตัวเจมส์มาที่รางรถไฟ พวกมันทรมานเขาต่างๆนานา หยอดสีลงในตาซ้ายของเจมส์ ทำให้เกือบบอดในทันที ขว้างหินใส่เขา ตีเขาด้วยก้อนอิฐ และท่อนเหล็ก พวกมันยังทำร้ายทางเพศกับเจมส์อีกด้วย ทั้งหมดนี้แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการกระทำของเด็กสิบขวบ มันโหดร้ายทารุณมากที่มนุษย์ในวัยนี้จะกระทำต่อผู้อื่นได้ พวกมันวางร่างของเจมส์พาดบนรางรถไฟและเอาก้อนอิฐมาปิดหัวที่ชุ่มเลือดของเขา เพราะพวกมันคิดว่าเจมส์ตายแล้วและหวังว่าจะอำพรางคดีให้รถไฟทับศพเจมส์ มีรายงานว่า เจมส์ยังไม่ตายเวลานั้น แต่ตายก่อนที่รถไฟจะทับร่างของเขา

1. แมรี่ เบล (Mary Bell, May 26, 1957)



“Murder isn’t that bad; we all die sometime anyway.” การฆาตกรรมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ยังไงพวกเราทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี 
Brian Howe ถูกพบเป็นศพถูกปกคลุมด้วยสาหน่ายสีม่วงและต้นหญ้า 1 วันหลังจากการตายของ Martin Brown ซึ่งตายจากการสำลัก ผมของเขาถูกตัด มีรอยเจาะที่ต้นขา อวัยวะเพศของเขาถูกถลกหนังบางส่วน เด็กชายวัยสามขวบเสียชีวิตเนื่องจากถูกรัดคอ จากการสอบสวนแมรี่ เบล อายุ 11 ปี เธออธิบายรายละเอียดการฆาตกรรมที่เป็นความลับที่มีแต่ฆาตกรเท่านั้นที่เป็นคนรู้ เบื้องหลังพฤติกรรมโหดร้ายผิดปกติของแมรี่ เบลนี้บางทีอาจมาจากครอบครัวของเธอ เธอคิดว่าตลอดว่าพ่อของเธอคือ บิลลี่ เบล ผู้วึ่งก่ออาชญากรรมเป็นนิสัย และถูกจับกุมด้วยข้อหาปล้นอาวุธ ไม่มีใครรู้พ่อที่แท้จริงของเธอจนทุกวันนี้ แมรี่อ้างว่าแม่ของเธอเป็นโสเภณีและพยายามที่จะให้เธอหมั้นกับลูกค้าของแม่คนที่กระทำทางเพศกับเธอเมื่อตอนแมรี่อายุสี่ขวบ เธอถูกปล่อยตัวเมื่ออายุ 23 ปี

  นั่งซากหวาดผวาศพล่อเสือ    เล่าเรื่องสยองขวัญสยองกลางทุ่ง    เล่าเรื่องสยองขวัญคุณแม่เล่าให้ฟัง 
  เล่าเรื่องสยองขวัญบ้านเก่า    เล่าเรื่องสยองขวัญ6ปีไม่เคยลืม    เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ 
  เล่าเรื่องสยองขวัญทำไมไม่บวชให้    เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง    ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ 
  ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร    ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน 
  เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง    เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง    เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว 
  เล่าเรื่องสยองขวัญลองจนเจอดี    เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี    ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน 
  10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิต    เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม    คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com


ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #67 เมื่อ: 11:53 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
ที่มารายการ Top 5 ทางรายการได้จัดนักชิมมาให้คะแนนวัตถุดิบหลักของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ได้แก่ เส้น ลูกชิ้น น้ำซุป เนื้อสดและเนื้อตุ๋น มาดูกันว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านไหนได้คะแนนวัตถุดิบแต่ละอย่างเท่าไหร่ ใครที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ไม่รู้จะไปกินที่ไหน มีพิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อยๆ ให้คุณตามไปลองกินกัน

1. ร้านกอเต็กเชียง
สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้ออันเลื่องชื่อแห่งย่านเตาปูน ถ่ายทอดความเทพจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกมาแล้วกว่า 70 ปี ความอร่อยจากทุกๆ คำจึงเป็นตำนานที่คุณไม่ควรพลาด

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านกอเต็กเชียง ใช้เนื้อส่วนน่องที่มีเอ็นแทรกเล็กน้อยมาตุ๋นในแบบธรรมชาติกว่า 12 ชั่วโมง จนได้ความนุ่มนวลที่ไม่เหมือนใคร ส่วนเนื้อสดที่ใช้เนื้อสันในและน่องลายหมักให้เข้าเนื้อก่อนนำมาลวก ลูกชิ้นเนื้อลูกใหญ่ที่ทั้งอร่อยและโดนใจแบบเต็มๆ อยู่ในน้ำซุปที่ได้จากเนื้อตุ๋นที่ปรุงด้วยความเชี่ยวชาญได้กลิ่นละมุนลอยคลุ้งออกมา ปิดท้ายด้วยเส้นที่ลวกอย่างพิถีพิถันนุ่มกำลังดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกอเต็กเชียง
จากสะพานบางซื่อมุ่งหน้าไปทางบางโพถึงสามแยกไฟแดงให้เบี้ยวขวาเข้าถนนกรุงเทพนนทบุรี จะเห็นร้านกอเต็กเชียงอยู่ทางด้านซ้ายมือ

2. ร้านนายโส่ย
 
สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังแห่งย่านถนนพระอาทิตย์ บรรเลงความอร่อยให้คุณได้ประจักษ์แก่สายตาทุกวัน ไม่มีวันหยุด อัดแน่นด้วยสูตรเด็ดที่มัดใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างโค้งคำนับให้กับความอร่อยแบบขั้นเทพ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนายโส่ย ใช้เนื้อสามชั้นมาทำการตุ๋นทิ้งไว้หนึ่งคืน จนน้ำซุปเข้าเนื้อและเนื้อนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว ส่วนเนื้อสดใช้เนื้อส่วนสันในอย่างดี มาลวกแบบประณีต ได้ทั้งความสดและนุ่มกำลังดี ลูกชิ้นที่ใช้เนื้อล้วนๆ เด้งสดไม่เหมือนใคร เส้นก็ลวกได้รสสัมผัสพอดี ปิดท้ายด้วยน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกและเครื่องยาจีนหลากหลายชนิด

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย
จากถนนพระสุเมรุให้ตรงไปทางถนนพระอาทิตย์ ร้านนายโส่ยจะอยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนถึงซอยชนะสงครามประมาณ 50 เมตร

3. ร้านเจ๊ผอม ตลาดปีระกา

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อสุดเก๋าแห่งตลาดปีระกา ดำเนินการโดยเจ๊ผอมที่เติบโตมากับสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่เป็นที่กล่าวขาน เรียกได้ว่าอร่อยจนคุณไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านเจ๊ผอม ตลาดปีระกา ใช้เนื้อส่วนท้องที่เป็นสามชั้นมาตุ๋นด้วยเครื่องเทศที่เป็นสูตรลับจึงทั้งหอมและนุ่มจนแทบละลายอยู่ในปาก ส่วนเนื้อสดใช้ทั้งสันนอกและสันในลวกมากำลังดี นุ่มละมุนลิ้น ลูกชิ้นใช้เนื้อล้วนๆ ในการทำ น้ำซุปที่เคี่ยวจากเนื้อสามชั้น เส้นก็ลวกมากำลังดี ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊ผอม ตลาดปีระกา
จากถนนเยาวราชตรงไปถึงซอยนาครเกษม 1 เลี้ยวเข้าซอยไปประมาณ 50 เมตร ร้านเจ๊ผอมจะอยู่ในซอยแรกทางซ้ายมือ

4. ร้านเฮ้งชุนเส็ง

สุดยอดก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เปิดตำนานความอร่อยมาแล้วกว่าสามรุ่นอายุคน ด้วยน้ำซุปสูตรโบราณแทรกซึมในเนื้อตุ๋นยาจีนที่เป็นทีเด็ดของร้าน จึงกล้าการันตีว่าเป็นที่หนึ่งของก๋วยเตี๋ยวเนื้อแห่งย่านคลองเตย

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านเฮ้งชุนเส็ง เนื้อสดใช้เนื้อส่วนสะโพกลวกมาอย่างดี เนื้อตุ๋นใช้ส่วนสามชั้นที่ตุ๋นจนนุ่ม ลูกชิ้นมีทั้งแบบเนื้อและเอ็น น้ำซุปก็ตุ๋นจากเครื่องยาจีนและรากผักชีได้ทั้งรสชาติและความหอมมาอย่างครบครัน ทานกับเส้นนุ่มๆ ที่ผ่านการลวกมาเป็นอย่างดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเฮ้งชุนเส็ง
จากกถนนสุนทรโกษาตรงไปทางกรมศุลกากร ร้านเฮ้งชุนเส็งจะอยู่บริเวณปากซอยสุนทรโกษา 7 ตรงข้ามกับสนามฟุตบอลการท่าเรือไทย

5. ร้านวัฒนาพานิช

สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังของเมืองไทย ด้วยสูตรเด็ดที่มีมายาวนานกว่า 70 ปีส่งตรงจากแดนมังกร บวกด้วยเนื้อตุ๋นที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอด ใครๆ จึงขนานนามว่าเป็นราชันย์ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อประจำย่านเอกมัยตัวจริง

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านวัฒนาพานิช ใช้ส่วนสามชั้นติดมันส่วนท้องมาตุ๋นกว่าหลายชั่วโมงจนเนื้อเปื่อย นุ่ม ละลายอยู่ในปาก เนื้อสดใช้เนื้อส่วนลูกมะพร้าวมาหมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับของทางร้านก่อนนำไปลวก ลูกชิ้นจัดมาให้ทั้งแบบเนื้อและเอ็น ได้รสชาติของเนื้อเต็มๆ คำ น้ำซุปที่เคี่ยวจากเนื้อตุ๋นและกระดูกส่วนขาและเครื่องยาจีน เส้นก็ลวกกำลังดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิช
จากถนนสุขุมวิทตรงไปที่ซอยสุขุมวิท 63(เอกมัย) พอเข้าถนนเอกมัยให้ตรงไปจนถึงซอยเอกมัย 18 ร้านวัฒนาพานิชจะอยู่ถัดจากซอยเอกมัย 18 ประมาณ 20 เมตร

คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเส้น       ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเฮ้งชุนเส็งได้คะแนนมากที่สุด  9.7/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของลูกชิ้น    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิชได้คะแนนมากที่สุด  9.7/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของน้ำซุป    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกอเต็กเชียงได้คะแนนมากที่สุด  9.8/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเนื้อสด   ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิชได้คะแนนมากที่สุด  9.8/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเนื้อตุ๋น   ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊ผอมตลาดปีระกาได้คะแนนมากที่สุด  9.9/10

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #68 เมื่อ: 11:54 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ

เอานมมา ใส่แบคทีเรียลงไปอีกนิด เชื้อราอีกหน่อย ตัวร้ายอีกเล็กน้อย ชีสคือวิธีอย่างหนึ่งในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย แล้วเราก็จะได้ความอร่อยที่คนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ จากทุ่งเลี้ยงวัวไปสู่พิซซ่า จากโรคฟอร์ท (Roquefort) ไปถึงเวลวีต้า (Velveeta) ไม่ว่าคุณจะหั่นหรือว่าราดมันคือหนึ่งในการถนอมอาหารที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง

รถบรรทุกมาถึงก่อนรุ่งสาง ถังเหล็กส่องประกายแวววับ แต่ละถังมีปริมาตร 600 แกลลอน เลื่อนเข้าสู่สายพานผลิต มันคือโรงกลั่นอย่างหนึ่งแต่ของที่ทำไม่ใช่น้ำมันหรือว่าก๊าซแต่เป็นนม ที่โรงงานอัลโต้แดรี่ วิสคอนซิน วันปกติจะมีนมประมาณ 3,500,000 ปอนด์มาส่งที่โรงงานหรือประมาณ 70 รถบรรทุก อัลโต้แดรี่จะทำนม 3,500,000 ปอนด์นี้เปลี่ยนให้เป็นชีส 400,000 ปอนด์ทุกวัน นมร้อยละ 90 ที่ผลิตได้ในวิสคอนซินจะกลายเป็นชีส และชีสของวิสคอนซินร้อยละ 10 ถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้ อัลโต้แดรี่โรงงานทำชีสที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ตั้งแต่โรงงานใหญ่โตไปจนถึงฟาร์มเล็กๆ การทำชีสคือศาสตร์และศิลป์และงานฝีมือ ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่างที่ดิน สัตว์ และเทคนิค

อัลโต้แดรี่ก็เช่นเดียวกับโรงงานทำชีสอื่นๆ ชีสดีๆ เริ่มต้นจากนมบริสุทธิ์เข้มข้น สิ่งแรกที่ทำเวลารถบรรทุกนมเข้ามาคือ เจ้าหน้าที่จะเปิดฝาเพื่อนำตัวอย่างนมมาตรวจหาสารปฏิชีวนะ เมื่อห้องแล็บตรวจแล้วพวกเขาก็จะติดท่อเข้าไปเพื่อสูบนมออกมาจากถังไปเก็บไว้ในแท้งค์นมขนาดยักษ์ของโรงงาน เมื่อการผลิตชีสเริ่มขึ้นนมจะถูกส่งไปฆ่าเชื้ออย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิประมาณ 162 องศาฟาเรนไฮต์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด จากนั้นมันจะถูกส่งไปหม้อทำชีส ที่แปลกก็คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดในการทำชีสทุกชนิด ตั้งแต่ชีสสดชนิดเหลวไปจนถึงพาร์มิซานที่ต้องบ่ม นั่นก็คือการใส่เชื้อแบคทีเรีย เป็นที่ทราบกันว่าแบคทีเรียชนิดดีจะเป็นตัวบ่มชีส



เราต้องใส่แบคทีเรียชนิดดีลงไป และมันจะเป็นการเริ่มกระบวนการบ่ม สิ่งที่มันทำคือแบคทีเรียมันจะเริ่มกินแลคโตสหรือน้ำตาลนม ขณะที่แบคทีเรียที่ได้รับความช่วยเหลือจากความร้อนและการกวนที่พอเหมาะ กินน้ำตาลและหมักพวกมันเป็นกรดแลคติก พวกมันลดค่า pH ของนม นี่จะทำให้ชีสมีกลิ่นและรสฉุนเปรี้ยวในที่สุด ค่า pH ที่ลดลงจะทำให้โปรตีนนมแข็งเป็นก้อน ที่โรงงานอัลโต้นมพวกนี้จะถูกทำให้กลายเป็นเชดดาห์ชีส ดังนั้นก่อนที่นมจะแข็งเป็นก้อน คนทำชีสจะใส่สีย้อมที่ทำจากพืชที่เรียกว่าชาดลงไปเพื่อให้เชดดาห์ชีสมีสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์

การแข็งเป็นก้อนที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะเอนไซม์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเรนเน็ต (Rennet) แม้คนทำชีสปัจจุบันมักใช้เรนเน็ตที่สังเคราะห์จากพืช แต่ในอดีตมันถูกนำมาจากในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่นวัวหรือแกะ ภายในเวลาแค่สามสิบนาที เรนเน็ตเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนนมหม้อใหญ่นี้ให้กลายเป็นก้อนเหนียวเหมือนโยเกิร์ต นมประมาณ 55,000 ปอนด์จะใช้เรนเน็ตแค่ประมาณ 70 ออนซ์เท่านั้น จากนั้นมีดอัตโนมัติจะหั่นพวกมันเป็นชิ้นแข็งๆ ที่เรียกว่า เคิร์ด (Curd)  ส่วนของเหลวที่คัดออกมาเรียกว่า หางนม (Whey หรือ Milk Serum) นี่คือลักษณะสากลอย่างหนึ่งของการทำชีส ที่โรงนมไม่ว่าทั้งใหญ่และเล็ก ขนาดของเคิร์ดจะเป็นตัวกำหนดเนื้อและปริมาณความชื้นของชีส ยิ่งเคิร์ดมีขนาดบางเท่าไหร่ หางนมที่คั้นออกมาได้ก็ยิ่งมาก เชดดาห์ชีสจะถูกตัดจนบางเฉียบ มันจะได้เป็นชีสเนื้อแน่นที่แห้งสนิท

ต่อมาเราจะล้างเคิร์ด ซึ่งต้องลดอุณหภูมิลงเพื่อชะลอปฏิกิริยาของแบคทีเรียและขจัดแหล่งอาหารของพวกมันด้วยการล้างแลคโตสออกไปบ้าง จากนั้นเราจะทำให้เค็มด้วยการใส่เกลือซึ่งไม่เพียงเพื่อเพิ่มรสชาติให้ชีสแต่ยังเป็นการควบคุมแบคทีเรียอีกทางหนึ่งด้วย จากนั้นเคิร์ดจะถูกส่งไปยังจุดอัดชีส ซึ่งมันจะถูกส่งลงไปในแม่พิมพ์ที่รู้จักกันในวงการว่า "640" ซึ่งก็คือแม่พิมพ์ชีสขนาด 640 ปอนด์นั่นเอง แม่พิมพ์จะถูกส่งลงไปในเครื่องอัดไล่น้ำและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หลังจากทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วตัวอัดไล่น้ำจะกดลงมา แรงอัดทั้งหมดจะรีดเอาหางนมออกไปอีก แม่พิมพ์แต่ละชิ้นจะกดอัดประมาณ 8 นาที ด้วยแรงอัด 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI = Pounds per Square Inch)

เครื่องพลังไฮดรอลิคนี้ใช้สำหรับอัดชีสในระดับอุตสาหกรรม ส่วนคนทำชีสทั่วไปใช้วิธีง่ายๆ มานับพันปี คือใช้แรงคนรีดเอาหางนมออกไป แม่พิมพ์ถูกส่งไปอัดต่อในห้องสูญญากาศ พอเวลาผ่านไปชิ้นเคิร์ดจะหลอมรวมกันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เชดดาห์ชีส ขณะเดียวกันลึกลงไปในชีส แบคทีเรียที่เป็นตัวบ่มจะทำให้น้ำตาลนมแตกตัวเป็นกรดแลคติกที่มีกลิ่นฉุน ส่วนโปรตีนจะกลายเป็นสารประกอบที่มีรสฉุนจัดค่อยๆ เพิ่มรสชาติให้กับชีส และทั้งหมดนั้นคือขั้นตอนการทำชีสเพื่อถนอมนมไว้ไม่ให้เน่าเสีย เราทำให้โมเลกุลนมแตกตัวเป็นโมเลกุลที่แยกย่อยลงไปอีก การบ่มชีสส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นห่างจากโรงงานอัลโต้แดรี่ ซึ่งจะบ่มชีสในห้องเย็นประมาณ 10 วัน ก่อนที่จะเอาออกจากแม่พิมพ์ไปสู่พ่อค้าคนกลาง เป็นที่มาของ อิงลิชฟาร์มเฮ้าส์เชดดาห์แบบดั้งเดิมที่มากด้วยปริมาณและเทคโนโลยี

คนทำชีสในโลกนี้ผลิตชีสได้ปีละ 20 ล้านตัน มากกว่ายาสูบ เมล็ดกาแฟ ใบชาและเมล็ดโกโก้รวมกันทั้งโลก เพราะชีสไม่สามารถชั่งตวงวัดเป็นปริมาณเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของความชื่นชอบ ความหลงใหลไม่มีวันจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชีสกลิ่นฉุนอย่าง บรีเดอมัวร์ (Brie de Meaux) หรือชีสในชีสเบอร์เกอร์ ในฐานะอาหารพกพาที่เต็มไปด้วยโปรตีน มันยังเป็นส่วนสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์อีกด้วย

เรารับรองได้เลยว่ามีการทำชีสในนครบาธมากว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเฉพาะในแถบที่เรารู้จักในปัจจุบันว่าเป็นประเทศตุรกี อิหร่าน ซีเรีย อาจจะหลายพันปีก่อนมีนครบาธด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกากแห้งๆ ที่นักโบราณคดีขุดพบในหม้อดินเผาในบริเวณที่ปัจจบันคืออียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ 2-3 พันปีก่อนคริสตกาลตามการตรวจอายุด้วยเครื่องตรวจคาร์บอน

ระหว่างการคาดเดาประวัติศาสตร์ของผู้รู้กับตำนานคือทฤษฎีที่ว่ามันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องขอบคุณคนเลี้ยงแกะเร่ร่อนที่บังเอิญเอานมแกะใส่ถุงที่ทำจากกระเพาะแพะหรือแกะ ขณะที่พวกเขาพกถุงนม นมเกิดปฏิกิริยากับเยื่อบุกระเพาะซึ่งมีเชื้อเรนเน็ตอยู่ด้วย และทำให้มันกลายเป็นเคิร์ดแยกตัวกับหางนม ถ้าเราอัดเคิร์ดพวกนี้เข้าด้วยกัน มันก็คือชีส มีการคิดค้นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำมาตลอด 5-8 พันปี จนกลายมาเป็นชีสในปัจจุบันที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะมันเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งและมันเก็บได้นาน

ชีส 1 ออนซ์ มีโปรตีนเป็น 7 เท่าของนม 1 ออนซ์ และมีแคลเซียมมากกว่า 5 เท่า ชีสยังให้พลังงานจากไขมันที่เข้มข้นด้วย ซึ่งร้อยละ 40-50 ของน้ำหนักที่ปราศจากน้ำคือไขมัน แต่เดิมชีสโบราณทำจากนมของผู้ร่วมทางอย่างแพะ มีการเลี้ยงแพะมากว่า 7,000 ปีแล้ว พวกมันก็คือสัตว์ชนิดแรกๆ ที่มนุษย์เลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้ว่าชีสนมแพะอาจจะเป็นชีสชนิดแรกที่ถูกทำขึ้นบนโลก ในมหากาพย์โอดิสซี่ย์ของโฮเมอร์ เป็นมหากาพย์แห่งอารยธรรมตะวันตก ซึ่งคาดว่าโฮเมอร์แต่งเรื่องนี้เมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล บางส่วนในเรื่องได้พูดถึงไซคลอปส์ยักษ์ตาเดียวที่เลี้ยงแกะเอาไว้ เขากวนนมแพะและนมแกะเพื่อทำเป็นเคิร์ด รีดน้ำจากชีสในตะกร้าที่สานแน่นแล้วบ่มพวกมันในถ้ำ

วิธีทำชีสนมแพะพัฒนาต่อไป ไม่เพียงในกรีซแต่ยังเผยแพร่ไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งที่เรดวู้ดฮิลฟาร์ม ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ในการทำเฟต้าชีสของที่นี่ มีนมหนึ่งพันแกลลอนในเครื่องบ่ม ใส่เรนเน็ต แล้วสักพักมันก็จะเซ็ตตัวเป็นลิ่มก้อนเหมือนเต้าหู้หรือเจลลี่ คนทำชีสหั่นเคิร์ดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมค่อนข้างใหญ่และแยกมันจากหางนม จากนั้นก็ใส่เคิร์ดลงในแม่พิมพ์ มันอัดแน่นเข้าด้วยกันปละกลายเป็นชีสชิ้นหนึ่ง ที่นี่จะไม่กดอัดด้วยเครื่องจักร พอทิ้งไว้หนึ่งคืนพวกมันจะได้ที่ พอพรุ่งนี้เช้าก็จะใส่ก้อนเคิร์ดนี้ลงในน้ำเกลือสมุทร

คุณค่าของชีสในฐานะที่น้ำหนักเบาเป็นอาหารที่เก็บได้นาน เพิ่มขึ้นเมื่อวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะโรมันทำให้ศิลปะการทำชีส เค็ม แข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น เก็บได้นานและพกพาได้ง่าย มีทหารโรมันมากมายที่ต้องกินอาหาร และชีสก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งของพวกเขา ดังนั้นพวกทหารโรมันไม่ว่าจะไปที่ไหนจะไปหาฝูงวัว ฝูงแพะหรือแกะ อะไรก็ได้ที่มี จากนั้นก็รีดนมมาทำชีส ชีสโรมันที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันก็คือชีสนมแกะแห้งๆ มันๆ ที่แข็งมาก ซึ่งเราเรียกว่าโรมาโน่เปโคริโน (Romano Pecorino) แปลว่าชีสที่ทำจากนมแกะจากแถบโรม

ชีสแข็งอิตาลีที่ยอดเยี่ยมอย่าง กราน่า ปาดาโน่ (Grana Padano) กับ พาร์มิจิอาโน่ เร็จจิอาโน่ (Parmigiano Reggiano) ถูกทำต่อเนื่องมาราวๆ พันปี หรืออาจนานกว่านั้น ชาวโรมันไม่ใช่พวกเดียวที่ทำแผ่นชีสบ่มใหญ่ๆ แข็งๆ ต้นศตวรรษที่ 11 สูงขึ้นไปบนแอลป์ของสวิส คนเลี้ยงสัตว์ต้อนสัตว์ในฤดูร้อนตามลำพังให้พวกมันหากินหญ้าสมุนไพรหวานๆ บนภูเขาแล้วผลิตชีสแข็งก้อนใหญ่อย่าง กรูแยร์ (Gruy?re cheese) อาหารสำคัญที่ช่วยให้อยู่รอดผ่านฤดูหนาวอันโหดร้าย สวิสผลิตกรูแยร์อย่างต่อเนื่องมาอย่างน้อยหนึ่งพันปีแล้ว การคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้เต็มไปด้วยรู ทำไมจึงมีรูในชีสสวิส และนักบวชในยุคกลางที่ดื่มเหล้าจัด สร้างสรรค์ชีสที่ดีที่สุดและกลิ่นฉุนที่สุดในโลกได้อย่างไร

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านชีสระดับโลก ก็เหมือนก้าวเข้าไปในยันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ที่ๆ รวมชีสกลิ่นฉุนๆ ที่ดีที่สุดในโลกไว้อย่างแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านชีสที่เป็นมิตรและมีชื่อเสียงในแคลิฟอร์เนียหรือเบเวอร์ลี่ฮิลล์ หรือตลาดแฟร์เวย์ที่คราคร่ำ ห่างออกไปสามพันไมล์ที่นครนิวยอร์ค เราเกือบจะจัดอันดับร้านชีสดีๆ ได้จากกลิ่นที่เวลาเดินเข้าไปในร้าน ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน คุณก็เข้าร้านผิดแล้ว

ชีสมีกลิ่นเหม็นฉุนเพราะการทำงานของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งทำให้ไขมันและโปรตีนแตกตัวเป็นองค์ประกอบที่ระเหยง่าย อย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ อันเป็นที่มาของกลิ่นแรงๆ ชีสที่เหม็นฉุนที่สุดถูกทำขึ้นโดยนักบวชแบ๊บติสต์และเบเนดิกทีน (Baptist and Benedictine) ในยุคกลางซึ่งนำความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมที่นำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการทำชีสนั่นก็คือการบ่ม

ชีสที่เหม็นฉุนนั้นเพราะพวกมันถูกล้างน้ำมาอีกที พวกนักบวชเรียนรู้ว่าถ้าถูผิวหน้าของชีส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีสนมวัว การล้างด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ ไวน์ เบียร์ บรั่นดี หรืออาจจะเป็นน้ำองุ่นจะเป็นการให้อาหารแก่แบคทีเรียธรรมชาติที่อยู่นอกชีส ในอากาศ รวมทั้งในเนื้อชีสได้ทำงานเพื่อบ่มชีส นักบวชเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกโบราณหรือยุคกลาง พวกเขาทำให้การทำชีสนี้ยังคงอยู่ มันคือศิลปะ

ชีสมองต์เดอแคทส์ (Mont des Cats) เป็นชีสดั้งเดิมที่นักบวชยุคนั้นทำขึ้น มันกินแกล้มเนื้อแห้ง เบียร์และบทสวดสักสองบท ชีสนี้เหมาะมากๆ เอามากินแกล้มเบียร์อร่อยกว่าชีสที่มีเนื้อแข็งๆ พวกนักบวชก็เลยคิดสูตรชีสที่เหนียว เนื้อละเอียดและอร่อยมากๆ กินกับขนมปังดำและเบียร์ที่แรงๆ อาหารที่กินในสมัยนั้นทำให้พวกเขาแข็งแรงมากๆ

อีกหนึ่งตำนานของชีสสูตรแบ๊บติสต์คือชีสลิมเบอร์เกอร์กลิ่นฉุนที่โด่งดัง ที่สหกรณ์ชาเลตชีส มอนโร วิสคอนซิน นักทำชีส มารอน โอลสัน ทำชีสวิธีเดียวกับที่นักบวชทำมากว่า 1 ศตวรรษ เมื่อเคิร์ดแข็งตัวแล้วก็คลุกด้วยเกลือ จากนั้นก็ส่งไปยังห้องบ่มเพื่อให้ได้แบคทีเรียอันเป็นเอกลักษณ์ พรมน้ำไปบนผิวชีส มันคือน้ำผสมเกลือที่มีแบคทีเรียชนิดพิเศษ จากนั้นก็จะลวกมันและทำแต่ละด้านให้เป็นสี่เหลี่ยมสุดปลายก้อนชีส แบคทีเรียจะเริ่มเติบโต ทำให้โปรตีนในชีสแตกตัว เปลี่ยนมันจากชีสร่วนๆ ที่เป็นกรดมากให้กลายเป็นชีสนุ่มๆ มันทำให้ด้านนอกของชีสนิ่มเข้าไปถึงด้านใน ลิมเบอร์เกอร์อาจไม่ใช่ชีสพรมน้ำที่กลิ่นแรงที่สุด แต่มันอาจเป็นกลิ่นประเภทที่คนจำได้ เพราะบรีวีแบคทีเรียม (Brevibacterium) ในชีสลิมเบอร์เกอร์เป็นแบคทีเรียชนิดเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวของคนเรา ที่โรงงานของสหกรณ์ชาเลตชีสใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันนี้จากแผ่นไม้สนในห้องบ่มตั้งแต่ต้นปี 1900 ปัจจุบันชาเลตชีตคือบริษัทเดียวที่ผลิตลิมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ แต่ต้นศตวรรษที่ 20 ลิมเบอร์เกอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก

ถ้าคุณคิดว่าการทาแบคทีเรียเป็นวิธีที่น่ารังเกียจในการบ่มชีส คุณอาจอยู่ให้ห่างจากมิโมเล็ตต์ (Mimolette Cheese) เนยแข็งที่ถูกบ่มด้วยมูลชองไรในโพรงไม้ มันเป็นชีสโปรดของชาร์ล เดอ กูล (Charles de Gaulle) อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ถ้าเราดูที่ผิวจะเห็นตัวไรที่กินเข้าไปในผิวเหมือนตามด มันมีผลทำให้รสชาติแปลกออกไป เนื้อชีสจะค่อนข้างอ่อนอยู่กึ่งกลางระหว่างเชดดาห์กับอีดาม (Edam Cheese) สิ่งมีชีวิตที่นิยมใช้ในการบ่มชีสมากกว่าก็คือรา ราบนชีสถูกเพาะมาอย่างดี ไม่เหมือนที่ขึ้นตามห้องใต้ดินอับๆ

ในตระกูลเดียวกับบรี ชีสนมแพะที่เต็มไปด้วยรานี้เรียกว่า โครติน (crottin cheese) กับ คามิลเลีย (camilia) ถูกบ่มอยู่ที่เร้ดวู้ดฮิลล์ฟาร์ม ช่วงแรกของการผลิต คนทำชีสใส่การผลิตชีส ลงในนม ระหว่างขั้นตอนการบ่ม ราจะขึ้นอยู่บนผิวหน้าชีส เพราะมันต้องการอากาศ ชีสจะถูกเปลี่ยนองค์ประกอบ ราจะทำให้ไขมันเนยแตกตัวไปด้วย มันจะหมักชีสจากด้านนอกเข้าไปด้านใน คาเมมเบิร์ต (Camembert Cheese) กับ บรี (Brie Cheese) ถึงได้มีขอบหนืดๆ มันจะถูกหมักไปเรื่อยๆ จนกว่าชั้นในสุดจะเหลวเหมือนกัน

ชีสหนืดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือชีสสีฟ้าอย่างสติลตัน (Stilton) ของอังกฤษ กอกอนโซล่า (Gogonzola) ของอิตาลี และโดยเฉพาะ โรคฟอร์ท (Roquefort) ของฝรั่งเศส ตามที่เล่ากันมานมแกะสีฟ้าถูกบ่มในถ้ำที่ชื่อว่าโรคฟอร์ทและมีราขึ้นตามเนื้อชีส โรคฟอร์ทคือชีสนมแกะสีฟ้าที่ทำกันในแคว้นโอแวร์ญ (Auvergne) ของฝรั่งเศส มันคือนมแกะแท้ๆ และถูกบ่มอยู่ในถ้ำ พอถึงจุดนึงชีสจะขึ้นรา พอปาดออกอากาศจะเข้าไปและทำให้ราสีฟ้าเจริญเติบโต มันคือราสีฟ้าที่เรียกว่า เพนิซิเลียมโรคฟอร์ท ชีสโรคฟอร์ทไม่เหมือนใครเลย มันไม่เหมือนชีสสีฟ้าอื่นๆ

ชีสที่มีเอกลักษณ์อีกชนิดหนึ่งคือชีสเอ็มเมนทอลที่ทำในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วรูพวกนี้ในชีสสวิสนี้มาจากไหนล่ะ ในการทำชีสสวิสในขั้นตอนแรกๆ จะใส่แบคทีเรียชนิดพิเศษลงไป มันชื่อว่าแบคทีเรียโพรพิโอนิก ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในนมจะเติบโตในห้องบ่มที่อุ่นกว่าปกติ พอมันทำให้ชีสอุ่น แบคทีเรียโพรพิโอนิกก็จะเริ่มเติบโต พวกมันจะก่อตัวเป็นหย่อมเล็กๆ หย่อมพวกนี้จะเริ่มสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะดันให้ชีสโป่งเกิดเป็นรูด้านในชีส เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้ยังทำให้เกิดรสชาติที่เราเรียกกันว่าเป็นรสชาติแบบสวิส

รสชาติคือสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดของชีส ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของชีสแปรรูป ชีสที่ผ่านกระบวนการแล้วอาจแปรรูปได้หลายอย่าง อาจจะเป็นชีสแผ่นแบนๆ ไปจนถึงชีสที่เป็นครีมซอส มันถูกปรุงแต่งด้วยสารต่างๆ แล้วนำมาคืนรูปใหม่ ชีสที่ได้มีอายุที่นานกว่าตามธรรมชาติ ละลายได้สม่ำเสมอกว่าและผลิตได้ประหยัดกว่า เราพบกระบวนการนี้ได้ที่วิโนน่าฟู้ดส์ กรีนเบย์ วิสคอนซิน ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตชีสแปรรูปหลายชนิด รวมทั้งชีสซอสแบบเป็นขวด มันมีตราสินค้าเป็นรูปวัวบนกระป๋อง ชีสแปรรูปจะเริ่มจากชีสธรรมชาติอย่างเชดดาห์หรือโคลบี้ ที่โรงงานวิโนน่าแห่งนี้ เชดดาห์ชีสสีขาวก้อนละ 40 ปอนด์ถูกบด เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้สารเคมีแปรรูปแทรกซึมเข้าเนื้อชีสให้ได้มากที่สุดในหม้อผสม ที่จะใส่สารอิมัลซิไฟเออร์ ผงหางนม ไขมัน และน้ำ ผสมจนชีสมีเนื้อเหนียวข้น

ส่วนประกอบสำคัญในชีสแปรรูปทุกชนิดก็คือสารอิมัลซิไฟเออร์ที่จะทำให้มันรวมเข้ากับสารอื่นเป็นเนื้อเดียวกันทำให้ไขมันกระจายตัวและไม่แยกชั้นกันกับผงหางนมโปรตีนที่ใส่เข้ามาแม้เวลาจะผ่านไปและทำให้มันมีเนื้อนุ่มเนียน ส่วนผสมถูกหลอมและคนอยู่ตลอดเวลา มันคือขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งในการขึ้นรูปให้เนื้อชีส เนื้อของมันเกือบจะเหมือนพลาสติกภายในหม้อผสมที่มีอุณหภูมิร้อนมากๆ

ชีสแปรรูปชนิดแรกถูกวางจำหน่ายในปี 1915 โดยชายผู้ที่ประทับใจประวัติของชีสมากกว่าใครๆ เขาคือ เจมส์ แอล คราฟท์ อาชีพทำชีสของคราฟท์เริ่มต้นในชิคาโกในปี 1903 ในตอนแรกเขาลงทุน 65 เหรียญสหรัฐกับม้าและรถเทียมม้า จากนั้นก็เริ่มส่งชีสไปยังร้านของชำในท้องถิ่น แต่คราฟท์ไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น มันไม่มีความเสถียรในแง่ของรสชาติและคุณภาพของชีสและยังมีปัญหากับอายุการเก็บที่สั้นอีกด้วย

ปี 1911 เริ่มทดลองทำชีสที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนซึงสามารถขายเป็นกระป๋อง แต่ความร้อนทำให้ไขมันและโปรตีนแยกตัวกัน ในที่สุดคราฟท์ก็พบว่าการคนอย่างสม่ำเสมอและการใช้สารอิมัลซิไฟเออร์แก้ปัญหานี้ได้ ในไม่ช้าคราฟท์ก็ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ เขาได้ทำการเซ็นสัญญาว่าจะส่งชีสที่ไม่เน่าเสีย 6 ล้านปอนด์ให้กับกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนี่ก็คือสัญญาฉบับสำคัญที่ช่วยให้เจมส์ แอล คราฟท์พัฒนาธุรกิจของเขาขึ้นมา ธุรกิจกลายเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ปี 1923 ทำบริษัทชีสที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นในปี 1928 คราฟท์ก็วางตลาดก้อนชีสนุ่มๆ สีทองที่มีชื่อแสนไพเราะว่าเวลวีต้า (Velveeta)

สิ่งที่เวลวีต้าไม่เหมือนกับชีสอื่นๆ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า หางนมที่ถูกแยกออกไปตอนทำชีสถูกนำมาใส่กลับเข้ามาตอนแปรรูป และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบนั้นทำให้ชีสมีเนื้อครีมที่แปลกใหม่และคุณค่าทางสารอาหารที่ได้เพิ่มขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าร้อยละ 30 ของชีสที่ผลิตทั่วอเมริกานั้นคือชีสของคราฟท์ วิศวกรของคราฟท์ยังนำเทคโนโลยีหลักๆ ทั้งหมดมาใช้ในการผลิตชีสแปรรูป รวมทั้งหม้อที่กวนชีสได้อย่างต่อเนื่องก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เท่านั้นยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ของคราฟท์ยังคิดค้นการผลิตครีมชีสที่ไฮเทคจนน่าประหลาดใจ

ในยุค 1940 ออสการ์ เจ ลิ้งค์ ได้ผลิตเครื่องแยกครีมเพื่อทำครีมชีส ซึ่งทำให้เราแยกหางนมออกจากครีมชีสได้ภายใน 15 วินาที แทนที่จะเป็นชั่วโมงๆ เหมือนเมื่อก่อน เขายังคิดค้นหม้อต้มพิเศษที่ทำให้เรายืดอายุของสินค้าออกไปได้ถึง 120 วัน ครีมชีสคือชีสธรรมชาติไม่ใช่ชีสแปรรูป แต่การทำให้เนื้อครีมชีสนั้นสมบูรณ์แบบได้นั้นไม่ธรรมดาเลย และมันทำโดยไม่ใช้ครีม มันทำโดยการใช้ให้แบคทีเรียค่อยๆ จัดเรียงประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในนม ประจุไฟฟ้าที่มีในนมอยู่แล้วจะเป็นประจุลบเป็นส่วนใหญ่ มันจึงผลักกันเองและไม่เข้าใกล้กันและกัน นมจึงอยู่ในสภาพของเหลวไม่เป็นเจล แต่เมื่อเราใส่แบคทีเรียลงไป มันจะสร้างกรดบางอย่างและเปลี่ยนกลุ่มประจุไฟฟ้าในโปรตีนให้กลายเป็นประจุบวก ทีนี้พวกมันก็จะเริ่มดึงดูดกันและติดกัน เมื่อประจุมีความสมดุล ส่วนผสมข้นๆ จึงอยู่ในสภาพครีมโดยสมบูรณ์ไม่เหลวไม่แข็ง ณ จุดนั้นมันจะถูกให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อฆ่าแบคทีเรียให้มันหยุดทำงานและก่อตัวเป็นครีมชีส

ในปี 1940 นอร์แมน คราฟท์ น้องชายของเจมส์ ออกแบบระบบกระบอกเย็นที่ไม่เหมือนใคร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดเอาไว้มาหลายปี ชีสแผ่นสำเร็จรูป ชีสที่ผ่านการให้ความร้อนมาแล้วจะไหลเข้าไปในกระบอกที่ทำความเย็นขนาดใหญ่ มันจะสร้างแผ่นชีสที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและแผ่นนั้นก็จะถูกตัดออกเป็นริ้วอย่างรวดเร็ว และจะถูกตัดขวางอีกทีเพื่อให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมที่ใส่พอดีกับขนมปัง ซึ่งปกติจะผลิตออกมาเป็นปึกๆ ละ 8 แผ่น จากนั้นก็บรรจุหีบห่อ ฟังดูแล้วเหมือนมันง่าย แต่ก็ถือว่านอร์แมน คราฟท์นั้นเข้าใจคิดมากในยุคนั้น ในที่สุดเมื่อชีสแผ่นนี้ถูกวางจำหน่ายใน ปี 1950 มันเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก จากนั้นก็กลายเป็นสินค้าสำคัญจนเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นชีสอเมริกัน ปัจจุบันชีสแต่ละแผ่นยังคงถูกหั่นมาจากโรงงานคราฟท์ จากรายงานประจำปี ชีสของคราฟท์สามารถผลิตได้ถึง 7,200 ล้านแผ่น ปี 1952 คราฟท์วางตลาด Whiz Cheese ชีสแปรรูปความชื้นสูงชนิดทาที่สามารถทาได้เรียบเนียนมากขึ้น

เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #69 เมื่อ: 11:55 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)



ประเทศจีนที่ซึ่งประวัติศาสตร์และตำนานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งมันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเรื่องจริงออกจากนิทานในดินแดนที่สสารไม่จีรัง เหมือนหมอกยามเช้าในหุบเขาลุ่มแม่น้ำเหลือง กองหินมหึมาที่เรียกว่ากำแพงเมืองจีน โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินทันทีทันใดเหมือนมังกรหลับใหล หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณและโลกปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของมันถูกห้อมล้อมด้วยเรื่องเล่าขานของเหตุการณ์นองเลือดและความบ้าคลั่ง มันถูกกล่าวว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ยาวที่สุดในโลก มังกรหินขนาดมหึมาที่ขนาดของมันไม่เพียงแต่น่าเกรงขาม แต่ยังเป็นแนวคิดของมันเอง มันเป็นการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของความอัปยศ ความขัดแย้งของชาติ เป็นหลักการทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมของประเทศจีนสมัยใหม่ด้วย

กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของประเทศจีนในปี 1972 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินเข้าไปในระหว่างการเยือนเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศจีน เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าคุณต้องพูดได้ว่า มันต้องเป็นกำแพงอันยิ่งใหญ่ ถูกสร้างโดยคนของประเทศที่ยิ่งใหญ่" แต่ชาวจีนเองไม่รู้สึกภูมิใจกับมันเสมอไป มุมมองเดิมของจีนต่อกำแพงก็คือพวกเขาคิดว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลที่กดขี่ ความอ่อนแอทางทหารและความไร้ประโยชน์ มันเป็นสัญลักษณ์ของการทนทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองแบบกดขี่ มันเริ่มขึ้นที่บริเวณภูเขาบรรจบกับทะเล ที่ชางไห่กวนและทอดยาวผ่านภาคเหนือของจีนไปจรดขอบทะเลทรายโกบี ก่อให้เกิดระบบที่เรียกว่ากำแพงยาวซึ่งกินระยะทางหลายพันไมล์ของดินแดนจีน และความสง่างามของมันได้รับการเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวางทั้งในนิทานและในตำนาน

ถึงกระนั้นโลกตะวันตกก็ไม่ได้รับรู้ถึงการปรากฏอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลากว่า 1,500 ปี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ มันไม่ปรากฏอยู่ในภาพวาดของจีนสมัยนั้น หรือในบันทึกของมาโคโปโลตอนที่เขามาประเทศจีนในศตวรรษที่ 13 ในความเป็นจริงชาวจีนไม่ได้เรียกมันว่ากำแพงอันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ที่โลกตะวันตกหลงใหลมันจนตั้งชื่อนี้ให้ ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีแนวคิดแบบตะวันตกที่สถาปนาให้กำแพงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศจีน และชาวจีนก็ยอมรับแนวคิดนี้ เพื่อให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของประเทศจีน

ในปี 1908 นักเขียนและนักผจญภัย วิลเลี่ยม เอดการ์ กิล (William Edgar Geil) กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางตลอดแนวกำแพง ข้อสังเกตของเขาเป็นคำเชื้อเชิญมากกว่าคำชมเชย และคำประกาศอันน่าอับอายของเขาถูกนำมากล่าวซ้ำจนถึงปัจจุบันว่า "กำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์แห่งยุคทองของจีน มันยาว 1,700 ไมล์ และเป็นสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์" ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากดวงจันทร์ เรื่องราวนี้ถูกแพร่ออกไปตอนที่มีการขึ้นสู่อวกาศ และมันก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักบินอวกาศ ในหมู่คนที่เคยออกไปอยู่ในอวกาศว่า คุณไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากอวกาศได้ และนักบินอวกาศมักจะบอกว่า มีคนไม่น้อยที่ถามคำถามนี้ แต่เรื่องเล่าอื่นๆยังคงอยู่และแทบไม่เคยได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์

มีการคำนวณทุกชนิดในศตวรรษที่ 19 ออกมาว่า คุณเอาหินทุกก้อนจากกำแพงมาเรียงใหม่ได้รอบเส้นศูนย์สูตร หรือว่ามันมีมวลเท่ากับบ้านทุกหลังในอังกฤษและสก็อตแลนด์ และเรื่องเหล่านี้ก็อยู่มาจนถึงในศตวรรษที่ 20 ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันมีกำแพงเมืองจีนจริงหรือไม่ มันเต็มไปด้วยความสงสัยว่ากำแพงเมืองจีนเคยปรากฏอยู่ในฐานะแนวป้องกันชิ้นเดียวยาวต่อเนื่องข้ามภาคเหนือของประเทศจีน มันน่าจะเป็นกำแพงไม่ต่อเนื่องหลายชุดที่สร้างในเวลาต่างๆ กัน โดยผู้คนต่างๆ กัน เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ กัน แล้วนำมาต่อกัน ปล่อยให้ผุพัง สร้างใหม่ และขยายออกในช่วงราวๆ 2,000 ปี เมื่อคนคิดถึงกำอพงเมืองจีน พวกเขาคงจะคิดถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่โต ยาวต่อเนื่องกันหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีน แน่นอนว่าความจริงมันต่างจากนั้นมาก กำแพงถูกสร้างเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าซากปรักหักพังทางโบราณคดีเลย และในพื้นที่ห่างไกลของจีนส่วนใหญ่มันก็ถูกทับถมไปแล้ว

ส่วนของกำแพงที่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิงที่ยังเหลืออยู่ ส่วนที่พวกเขาสร้างในศตวรรษที่ 16 นั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นกำแพงอิฐตันอยู่บนภูเขาสูงชันพร้อมด้วยหอสังเกตการณ์ และมันก็ยากมากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาสร้างมันจนเสร็จได้อย่างไร สำหรับขนาดอันใหญ่โตและมิติอันหนักแน่นของมัน กำแพงเมืองจีนยังคงมีปริศนาซ่อนอยู่ มันไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง และแม้แต่ในปัจจุบัน ไม่มีใครแน่ใจถึงความยาวและเส้นทางแท้จริงของมัน ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีนที่ตกมาถึงเรา คือการผสมผสานอันแปลกประหลาดของความจริงและจินตนาการ หลักฐานอันหนักแน่นเพียงเล็กน้อยหลอมรวมกับเรื่องเล่าขานและตำนาน และมันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกมันออกจากกัน

ไม่เคยมีอารยธรรมใดที่ดูจะนิยมการสร้างกำแพงมากกว่าชนชาติจีนอีกแล้ว การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกสมัยยุคหินกลางหรือนีโอลีธิก (Neolethics) ส่วนสำคัญของเมืองถูกล้อมรอบด้วยคันดินถม อันที่จริงแล้วคำว่าชางที่แปลว่าเมืองในภาษาจีนยังแปลว่ากำแพงอีกด้วย กำแพงเมืองจีนคือกำแพงซ้อนกำแพง กำแพงเมืองจีนเป็นส่วนปกป้องกำแพงที่ซ้อนกันอยู่ทั้งปวง รวมถึงกำแพงของบ้านพักอาศัยด้วย กำแพงเป็นส่วนลึกล้ำทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมจีน พวกเขาสร้างกำแพงล้อมรอบบ้านและวัด เทพเจ้าของกำปพงและอาคารมีอำนาจเหนือขอบเขตความเป็นและความตาย คนจีนสร้างกำแพงเพื่อระบุขอบเขตของพวกตน เพื่อป้องกันผู้แปลกหน้าจากที่ห่างไกล กำแพงในบางแห่งอาจมีความสำคัญในบางพิธีกรรมด้วย ประเทศจีนสมัยก่อนเป็นอาณาจักรที่ปราศจากความสงบ การที่ชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและอาณาจักรข้างเคียงที่ตื่นตัวทุกครั้งเมื่อมีสัญญาณของความอ่อนแอ กำแพงจึงถูกมองว่าเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์

จนสิ้นศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล บริเวณที่กลายเป็นประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งระหว่างรัฐที่ยาวนานถึง 500 ปี มันประกอบด้วยรัฐที่ปกครองด้วยระบบขุนนางและรัฐเล็กๆ ที่ปกครองด้วยระบบศักดินาที่มารวมตัวกันหลายแห่งมารวมตัวกันอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซึ่งมีอำนาจทางจิตใจและพิธีกรรมมากกว่าในทางปฏิบัติ จนถึงกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เกียรติยศและพันธไมตรีที่มอบให้จักรพรรดิต้องหลีกทางให้กับความเห็นแก่ตัวและการเข่นฆ่า มันคือช่วงสงครามระหว่างแคว้นที่ชาวจีนเริ่มสร้างกำแพงขึ้นอย่างจริงจัง แคว้นฉีสร้างกำแพงขึ้นตามแนวชายแดนด้านใต้เพื่อป้องกันศัตรูจากแคว้นฉู แคว้นฉูสร้างกำแพงตามแนวชายแดนด้านเหนือเพื่อป้องกันตนเองจากแคว้นฉิน แคว้นเยนและแคว้นเฉาสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตนเองจากพวกเร่ร่อนทางเหนือและจากกันและกัน กำแพงมีความยาวทั้งหมดประมาณ 2,800 ไมล์ กำแพงถูกสร้างขึ้นตามแนวชายแดนของแคว้นต่างๆ ที่ทำสงครามกัน

ในยุคหนึ่งมีแคว้นต่างๆ ถึง 120 แคว้น เมื่อถึงช่วงสูงสุดของสมัยสงครามระหว่างแคว้น และมีเพียง 7 แคว้นที่เหลืออยู่ มีการทำลายแคว้นเล็กๆ มากมายทั่วทั้งประเทศจีน ที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามระหว่างแคว้นคือ ปรัชญาชีวิตหลักของจีนที่เริ่มก่อตัวขึ้น ขณะที่มีผู้มีความรู้พยายามคิดว่า สิ่งใดผิดพลาดและจะแก้ไขมันอย่างไร ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ขงจื๊อเห็นถึงความจำเป็นในการเคารพกฎและความสำคัญระหว่างมนุษย์และสวรรค์อย่างเคร่งครัดและเสียใจกับการมีสงครามและกำแพง ลัทธิกลุ่มหนึ่งคือลัทธิเต๋าค้นพบคำตอบในธรรมชาติและเชื่อว่า ทุกสิ่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาพลังหยินและหยาง เพราะฉะนั้นการดิ้นรนและสงครามจึงเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าปรัชญาเหล่านี้กลายเป็นนโยบายระหว่างรัฐ มันคงเป็นไปได้ยากที่กำแพงจะถูกสร้างขึ้นมา

แต่แคว้นฉินใช้ระบอบการปกครองเบ็ดเสร็จด้วยกฎหมายการลงโทษและการให้รางวัล มีเรื่องเล่าที่ดีมากเกี่ยวกับคนดูแลมงกุฏและคนดูแลเสื้อคลุม ในคืนหนึ่งที่ฮ่องเต้หลับอยู่หน้าบริเวณเตาผิง คนดูแลมงกุฏจึงนำเสื้อมาคลุมให้ท่าน ฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาถามว่า ใครห่มเสื้อคลุมให้ฉัน ผู้ดูแลมงกุฏก็ตอบว่าข้าเอง แล้วฮ่องเต้ก็สั่งให้นำตัวไปประหารทันทีเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา เรื่องเหล่านี้เป็นแนวทางของกองทัพฉินในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พวกเขาเริ่มเคลื่อนกำลังข้ามแผ่นดินจีนผนวกเอาแคว้นต่างๆ เข้าไปเหมือนหนอนไหมกัดกินใบหม่อนตามบันทึกนักประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น 246 ปี ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์สำคัญก็เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องที่เกิดขึ้น เด็กชายอายุ 13 ก้าวเข้าสู่บัลลังค์ของแคว้นฉิน เขาเป็นที่รู้จักในนามของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิคนแรกของประเทศจีน ตำนานกล่าวว่าเขาบินไปยังดวงจันทร์ด้วยพรมวิเศษในความฝัน เมื่อมองลงมาเขาเห็นอาณาจักรของเขามีภัยคุกคามจากศัตรูมากมาย เขาปลุกบรรดาที่ปรึกษาขึ้นมาแล้วบอกว่า ข้าจะสร้างกำแพงที่ยิ่งใหญ่

ในปี 1974 ชาวนาที่กำลังขุดบ่อน้ำพบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าทึ่ง มันคือหลุมฝังตุ๊กตากระเบื้องพลทหาร พลธนู รถม้าศึกและม้า ทั้งหมดนี้มีขนาดเท่าของจริงและแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันดูราวกับว่ามีต้นแบบมาจากของจริง ทุกวันนี้ตุ๊กตามากกว่า 6,000 ตัวถูกขุดขึ้นมา กองทัพกระเบื้องเคลือบที่ถูกออกแบบให้สู้ศึกเพื่อฮ่องเต้ในโลกหน้า หรือบางทีเพื่อคุ้มกันการหลับใหลชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรของพระองค์ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นหลุมฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน หรือที่ขนานนามกันว่าปฐมกษัตริย์ ตามบันทึกที่ตกทอดสู่ราชวงศ์ต่อมา การขึ้นครองราชย์ของจิ๋นซีฮ่องเต้มีที่มาค่อนข้างคลุมเครือ พระมารดาของพระองค์เป็นนางระบำสาวเสน่ห์แรงและเป็นภรรยาน้อยของพ่อค้าเร่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากพอกับความร่ำรวย ขณะที่เข้ามาค้าขายในพระราชวัง พ่อค้าขอให้เธอเต้นรำกับรัชทายาทของราชวงค์ฉิน เมื่อพระองค์ตกหลุมรักเขาก็ยกเธอให้พระองค์ โดยไม่เคยเอ่ยปากเลยว่านางกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอยู่ องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน แล้วจากนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ก็สืบทอดบัลลังค์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะที่ฮ่องเต้น้อยเติบโตขึ้น พระองค์เริ่มแสดงอุปนิสัยแปลกๆ และเกิดอาการวิตกกังวล พระองค์สั่งเนรเทศพระมารดา และสั่งพระบิดาอดีตพ่อค้าที่ว่าราชการแทนในวัยเยาว์ของพระองค์ให้ฆ่าตัวตาย พระองค์เรียกโหร หมอผี และที่ปรึกษาเจ้าเล่ห์ ไร้ศีลธรรมหลายคนให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด ประมาณ 234 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ส่งกองทัพออกไปเพื่อพิชิตแผ่นดินจีนที่บรรพบุรุษได้เริ่มไว้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างแคว้นก็มีแคว้นอิสระแยกตัวออกมา และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสองแคว้น จนเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ประเทศจีนก็รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อแคว้นฉินทำลายแคว้นฉีจนได้ จิ๋นซีฮ่องเต้ประกาศว่าตนคือจักรพรรดิของแผ่นดินใหม่ที่พระองค์ตั้งชื่อว่าจีน ตามราชวงค์ของพระองค์ และรีบรวมอำนาจอย่างรวดเร็ว จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างอาณาจักรขึ้น ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน พระองค์สร้างระบบถนนภายในประเทศ พระองค์สร้างมาตรฐานให้กับอักษรจีน พระองค์รวมสกุลเงินจีนต่างๆเป็นหนึ่งเดียว พระองค์สร้างมาตรฐานให้อาณาจักร พระองค์ทำให้มันเป็นเอกภาพ พระองค์ยังสนใจเรื่องเวทมนต์ การเล่นแร่แปรธาตุอย่างเหลือเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์สามารถเอาชนะความตายและเป็นอมตะได้ พระองค์อยากเป็นคนครองโลก

จิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งมาตรฐานการชั่ง ตวง วัด ด้วยระบบที่มีพื้นฐานอยู่บนเลขหก อันเป็นเลขมหัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์ประกาศว่าสีดำคือสีที่มีพลังลึกลับของพระองค์เป็นสีทางการสำหรับเสื้อผ้าและธงของอาณาจักรและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ และออกพระราชบัญญัติว่าราชวงศ์ฉินจะปกครองตลอดไป จากนั้นพระองค์ก็ตัดสินพระทัยสร้างกำแพง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าความคิดของการสร้างกำแพงเมืองจีนเข้ามาอยู่ในพระทัยของจักรพรรดิเมื่อใด หรือทำไมพระองค์ตัดสินพระทัยสร้างมัน ตำนานหนึ่งเล่าว่าหนึ่งในโหรของพระองค์ทำนายว่าราชวงค์ของพระองค์จะล่มสลายด้วยฝีมือของเผ่าคนเถื่อนจากภาคเหนือ ส่วนเรื่องอื่นก็เกี่ยวกับความฝัน ลางบอกเหตุ และความตั้งพระทัยของจักรพรรดิที่จะสร้างอนุสรณ์ถึงความรุ่งเรืองของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส

จิ๋นซีฮ่องเต้แต่งตั่งให้นายพลเม้งเทียน นายทหารผู้แข็งขันและมากด้วยความสำเร็จรับผิดชอบการสร้างกำแพง เพื่อจะแบ่งแยกผู้คนที่มีอารยธรรมจากพวกคนเถื่อน และปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่พื้นที่ว่างเปล่าทางเหนือ  กำแพงเริ่มต้นตั้งแต่ทะเลเหลืองทางตะวันออกไปจนถึงทะเลทรายโกบีทางตะวันตก มันต้องมีความสูง 24 ฟุต และมีความกว้างมากพอที่นายทหาร 8 นายจะเดินเรียงหน้ากระดานได้ กำแพงต้องสร้างตามลักษณะภูมิประเทศตราบเท่าที่เป็นได้และต้องไม่สร้างเป็นเส้นตรง เพราะเชื่อว่าปีศาจเดินทางได้เป็นเส้นตรงเท่านั้น เทคนิคการสร้างกำแพงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละที่ และมีกำแพงของจิ๋นซีฮ่องเต้เหลืออยู่น้อยมากจนไม่สามารถบอกได้ว่ามันถูกสร้างอย่างไร กระนั้นนักวิชาการเชื่อว่ามันถูกใช้เป็นแนวไว้สำหรับสร้างเพิ่มเติมตามรากฐานของมัน

นายพลเม้งเทียนเริ่มด้วยการสร้างหอคอยก่อน โดยสร้างจากอิฐและหินโดยมีฐานเป็นเศษหิน หอคอยเหล่านี้สูงประมาณ 40 ฟุต มีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 ฟุต เมื่อสร้างหอคอยเสร็จแล้วมันจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกำแพงหิน เพื่อป้องกันผู้รุกรานและปีศาจร้าย ป้อมปราการที่ใหญ่พอที่จะบรรจุทหารได้หลายร้อยนายถูกจัดวางอยู่ในระยะธนู 2 ดอก เพื่อให้สามารถคุ้มกันพื้นที่ระหว่างนี้ได้ หอคอยโผล่ออกมาจากกำแพงเหมือนป้อมปืน ดังนั้นฝ่ายป้องกันสามารถยิงใส่ผู้รุกรานได้ตลอดแนวกำแพง มีการประมาณว่าชาวแคว้นฉินภายใต้การดูแลของนายพลเม้งเทียน ก่อสร้างกำแพงใหม่หลายร้อยไมล์ส่วนที่เหลือเป็นการก่อสร้างเพิ่มจากของเดิมที่แคว้นอื่นทำไว้แล้วรวมกับของใหม่ สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อมกำแพงรุ่นก่อนๆที่สร้างในสมัยสงครามระหว่างแคว้น พวกเขาใช้เทคนิคการบดอัดดิน เป็นเทคนิคเดียวที่พวกเขารู้จัก ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างจากกำแพงในยุคนีโอลีธิกส์เลย เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง

ในภูเขาทางทิศตะวันออก ดินแห้งถูกนำมาถมระหว่างกำแพงหินหรืออิฐจนได้ระดับที่แน่นพอเพียง จากนั้นหินหรืออิฐจะถูกนำมาเรียงทับหน้าเพื่อป้องกันฝนชะล้างและใช้เป็นถนน ห่างออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นหินตะกอนละเอียดที่เรียกว่าดินเหลือง คนงานจะเทดินที่ผสมกับน้ำลงในพิมพ์ไม้แล้วนำไปก่อเป็นโครงสร้างให้แข็งแรงเมื่อมันแห้งแล้ว บนพื้นที่แห้งแล้งของที่ราบฝั่งตะวันตก กำแพงถูกสร้างจากใบต้นปาล์ม ต้นกก แสม กับกรวดและโคลน ไปจนสิ้นสุดที่ริมทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เลยไปจากนั้นเป็นดินแดนที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้าย นายพลเม้งเทียนสร้างกำแพงเหล่านี้เสร็จภายในเวลาน้อยกว่า 10 ปี หรือเสร็จก่อน 210 ปีก่อนคริสกาล แต่เรื่องราวที่คาดการณ์เกี่ยวกับมูลค่าของมันในแง่ความทุกข์ทรมานและชีวิตที่สูญเสีย เรื่มแพร่กระจายออกไปแล้ว

แรงงานจำนวนมากมาจากการเกณฑ์ชาวนาผสมกับนักโทษ ทหารที่ถูกจับได้ ขุนนางตกยาก นักปราชญ์ และคนอื่นๆที่ถูกเรียกว่าเป็นศัตรูของอาณาจักร เป็นที่กล่าวกันว่าทุกๆสิบคนที่ถูกเกณฑ์มา มีเพียงสามคนรอดกลับบ้าน จักรพรรดิมีคำสั่งอีกว่า ใครก็ตามที่แอบหลับจะต้องถูกฝังทั้งเป็นไว้บนกำแพงนั่นเอง ความทรงจำอันแพร่หลายของการสร้างกำแพงก็คือ ชาวนาถูกกวาดต้อนมาทำงานแล้วก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย โดยถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเสียชีวิตในผืนป่าที่ห่างไกล มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และมีเรื่องเล่าว่า ศพของชาวนาถูกโยนทิ้งลงไปในช่องว่างระหว่างกำแพง ซึ่งเป็นที่ใส่เศษหิน ความเลวร้ายนี้ถูกระบายออกมาผ่านบทกวีมากมาย ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตำนานของคุณนายเม็ง หนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เด็กๆเรียนในช่วงยี่สิบปีแรกของการปกครองระบบสังคมนิยม เป็นเรื่องของหญิงคนหนึ่งตามหาสามีของเธอที่ถูกจิ๋นซีฮ่องเต้ส่งไปเป็นแรงงานทาสที่กำแพงนั่น แล้วเธอก็พบว่าเขาตายแล้วและอาจจะถูกฝังอยู่ในกำแพงเหมือนกับหลายๆคน ดังนั้นกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นผลงานของความกดขี่ของระบอบขุนนาง ซึ่งถูกสร้างโดยหยาดเหงื่อของคนธรรมดาภายใต้การทารุณของทรราชย์ ขณะที่ในตอนนี้กำแพงนั้นถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ความยั่งยืนของอารยธรรมของมัน เป็นการแสดงพลังอำนาจ ประวัติศาสตร์

เมื่อการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด หนึ่งในโหรของจักรพรรดิกล่าวว่า กำแพงจะไม่มีวันเสร็จ ถ้าไม่มีการฝังคนหนึ่งหมื่นคนทั้งเป็นในนั้น จักรพรรดิรู้สึกว่าพระองค์ไม่อาจเสียคนขนาดนั้นได้ จิ๋นซีฮ่องเต้แก้ปัญหาด้วยการหาชายคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขามีตัวอักษรที่มีความหมายว่าหนึ่งหมื่นมาฝังไว้ในกำแพงแทน ประมาณกันว่ามีคนงานสร้างกำแพงหนึ่งล้านคนระหว่างการทำงานที่ยาวนานหลายปีในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้เสียชีวิตมากมายจากภูมิอากาศ ความเหนื่อยล้า และความอดอยาก แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าศพของพวกเขาถูกฝังตรงที่เสียชีวิตอยู่ในสุสานยาวที่สุดในโลกตลอดกาล หลังจากรวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียวไม่ทันถึงสิบปี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก โครงการสาธารณะเช่น คลอง ถนน และระบบเกษตรกรรม ได้รับการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้เมื่อมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงประกาศว่าไม่มีใครจะเอาชนะอาณาจักรของพระองค์ได้ แต่มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

แม้ขณะที่กำแพงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงถลำลึกลงไปในเรื่องไสยศาสตร์และความวิปลาส สองร้อยสิบสามปีก่อนคริสกาล พระองค์ตัดสินพระทัยว่าประวัติศาสตร์ควรเริ่มต้นที่พระองค์และสั่งให้เผาหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหมด ใครที่พบว่ามีหนังสือเหล่านี้อยู่ในครอบครองหลังการประกาศจะถูกส่งไปใช้แรงงานสร้างกำแพง หรือถูกฝังทั้งเป็น ประมาณการว่านักปราชญ์ 460 คนเสียชีวิต เมื่อบุตรชายองค์โตและเป็นรัชทายาทของพระจักรพรรดิคัดค้านนโยบายนี้ เขาก็ถูกเนรเทศให้ไปช่วยงานนายพลเม้งเทียนทางเหนือ ขณะที่จักรพรรดิมีพระชนม์มายุเพิ่มขึ้น ความลุ่มหลงกับความตายของพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะมีบันทึกว่าพระองค์เข้าเยี่ยมชมการก่อสร้างกำแพงของพระองค์เพียงครั้งเดียว และมีรายงานว่าพระองค์ออกเดินทางค้นหายาที่จะทำให้เป็นอมตะถึง 5 ครั้ง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เมื่อมีอายุได้ 49 พรรษา ในการเดินทางครั้งหนึ่ง การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อาจเกิดจากยาที่มีสารอันตรายอย่างตะกั่วหรือสารหนูที่พระองค์เสวยเข้าไปเพื่อเสาะหาชีวิตอมตะ

ราชวงค์ของพระองค์ล่มสลายด้วยน้ำมือของบุตรชายคนที่สองที่ชื่อ อู๋ไห่ การที่รัชทายาทอันชอบธรรมอยู่ระหว่างการถูกเนรเทศ ทำให้อู๋ไห่ขึ้นครองราชย์อาณาจักรฉิน พร้อมความเจ้าเล่ห์ โหดร้ายที่เหมือนพระบิดา แต่ขาดซึ่งความเข้มแข็งและความเป็นผู้นำแบบจิ๋นซี เขาสั่งขังที่ปรึกษาทั้งหมดของพระบิดา รวมทั้งนายพลเม้งเทียน ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายหลังจากไตร่ตรองความโชคร้ายของตนและกล่าวว่า เขาสมควรตาย เพราะเขาละเมิดชี่ อันเป็นการไหลของพลังงานโลกด้วยการก่อสร้างกำแพงที่ละเมิดพื้นที่ภูเขา แม่น้ำ และพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ  อู๋ไห่ครองราชย์ได้เพียงสี่ปี ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะล้มล้างเขา และประเทศจีนกลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกครั้ง ราชวงค์อันยิ่งใหญ่ที่หวังจะได้อยู่ตลอดกาล กลับได้อยู่เพียง 15 ปี นับเป็นการปกครองที่สั้นที่สุดที่เคยปกครองจีน

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #70 เมื่อ: 11:55 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
อร่อยเต็มอิ่มด้วยอาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์น

ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น และหลงใหลในการทานซูชิเป็นที่สุดขอแนะนำาว่าต้องไปร้าน YTSB เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาด ด้วยเทคนิคการทำาซูชิที่แปลกแตกต่างจากที่อื่น และรสชาติซอสที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นสูตรลับที่เชฟคิดค้นขึ้นมาเอง สำหรับร้านนี้แล้วทุกอย่างต้องพรีเมี่ยม
เท่านั้น

เริ่มต้นกันด้วยจานแรกที่ต้องบอกว่าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนอย่าง Yellow Spy คือแซลมอนแมงโก้ ซูชิ ที่นำมะม่วงกับปลาแซลมอนมาอยู่ด้วยกัน โดยทางร้านจะเลือกมะม่วงที่ไม่หวานจนเกินไป มีรสชาติเปรี้ยวนิดหน่อย และด้านในก็จะมีอะโวคาโดกับไข่กุ้ง เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสกะทิที่ราดอยู่ข้างๆ จานพอตักเข้าปากปุ๊บจะรู้สึกฟินกับรสชาติที่ต้องบอกเลยว่าคล้ายๆ กับข้าวเหนียวมะม่วงบ้านเรานี่เอง และน่าทึ่งมากๆ ก็คือเป็นอาหารญี่ปุ่นแต่ทำารสชาติออกมาคล้ายอาหารไทย จานนี้ต้องคอนเฟิร์มเลยว่าทั้งแปลกและอร่อยในเวลาเดียวกัน

Aburi Sushi ขึ้นชื่อว่าซูชิ ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน แต่สำหรับที่นี่ จานนี้เป็นซูชิที่มีความพิเศษตรงที่แต่ละคำจะมีซอสที่ปรุงขึ้นพิเศษด้วยสูตรลับเฉพาะของทางร้านนี้เท่านั้นสามารถทานได้เลยโดยไม่ต้องจิ้มโชยุ บอกได้คำาเดียวเลยว่าซูชิทั้ง 5 คำนี้ รสชาติจะอร่อยแตกต่างกันออกไป รับรองว่าทานคำแรกเข้าไปจะหยุดทานไม่ได้อีกเลย

Rossini เป็นวากิวไส้ฟัวกราส์และหน่อไม้ฝรั่ง ส่วนด้านนอกเป็นเนื้อคาโกชิมาเเบบ A5 เป็นเนื้อที่ค่อนข้างดีมาก ตรงส่วนที่เป็นเนื้อจะมีน้ำมันแทรกอยู่ทุกสัดส่วน แนะนำให้ทานคู่กับซอส เพราะซอสมีความโดดเด่นด้านพริกไทยดำาที่บดผสมเข้าไปจะมีความเผ็ดนิดๆ ที่ช่วยตัดความเลี่ยนได้เป็นอย่างดี นอกจากซอสจะช่วยตัดความเลี่ยนแล้วยังช่วยให้ซูชิจานนี้อร่อยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Sakura Sashimi มาถึงจานที่เอาใจคนชอบทานปลาดิบกันบ้าง โดยปลาดิบที่ถูกเสิร์ฟมานี้มีความสดขั้นเทพเพราะรับวัตถุดิบมาจากประเทศญี่ปุ่น แล้วยังได้รับคำยืนยันจากเชฟมาว่าสดแน่นอน ต้องลองทานดูถึงจะรู้ว่าสดยังไงและรับรองว่าไม่ใช่ของค้างคืนแน่นอน คุณภาพเน้นๆ เนื้อปลาแน่นๆ หนาๆ ทานเข้าไปแล้วความสดเต็มๆ คำเลยทีเดียว

ต่อกันด้วย Spider Salad หรือสลัดปูนิ่มที่คัดสรรวัตถุดิบเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นผักที่ต้องมีความสด กรอบ ส่วนปูนิ่มก็กรอบอร่อยมากๆ นำมาคลุกเคล้ากับน้ำซอสถึง 3 อย่างยังเพิ่มสีสันด้วยไข่ปู เวลาเคี้ยวจะกรุบๆ ในปาก จานนี้แนะนาว่าให้ทานทันที รับรองว่าเป็นความกลมกล่อมที่อร่อยสุดๆ ไปเลย

อาหารคาวจานสุดท้าย Gindara Saikyo Sugi – Ita Yaki เมนูนี้ต้องใช้เวลาทำนานถึง 2 วัน โดยผ่านกรรมวิธีที่พิถีพิถันไม่ว่าจะหมักเนื้อปลา 1 คืน การย่างปลาที่ความสุก 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงนำไม้ซีด้ามาประกบเนื้อปลา และนำไปย่างอีกหนึ่งรอบ ซึ่งจะช่วยให้เนื้อปลาหอมมากยิ่งขึ้น ต้องบอกเลยว่าความหอมอร่อยของเมนูนี้ก็อยู่ที่ไม้นี่แหละ ซึ่งไม้แพงกว่าเนื้อปลาซะอีก ต้องลองทานดูแล้วจะรู้ว่าจานนี้
อร่อยขนาดไหน มีทั้งกลิ่นหอมๆ ของมิโสะและกลิ่นหอมไม้อยู่ในตัว เนื้อปลาก็แน่นมาก ฟินขนาดนี้รีบโทรไปจองโต๊ะเลยดีกว่า

ปิดท้ายกันด้วยของหวาน Chocolate Lava เป็นขนมหวานที่ผสมผสานระหว่างความเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเข้าด้วยกัน เค้กช็อกโกแลตเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมชาเขียว ความอร่อยที่เอาใจสาวกขนมหวานก็คือเนื้อเค้กด้านนอกจะกรอบส่วนด้านในจะนุ่มและมีช็อกโกแลตลาวาทะลักออกมา ซึ่งรสชาติไม่หวานและไม่ขมจนเกินไปทานคู่กับไอศกรีมชาเขียวเข้ากันสุดๆ แต่ถ้าใครที่กลัวจะเลี่ยนจนเกินไป เรามีสตรอว์เบอร์รี่เอาไว้แก้เลี่ยนอีกด้วย

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #71 เมื่อ: 11:56 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
BOTTOMS UP
ดื่มด่ำกับความคลาสสิกและความชิคของร้านอาหารใจกลางทองหล่อ

ซัมเมอร์ปีนี้เริ่มต้นกันด้วย Bottoms Up wine.beer & bistro bar ร้านที่ผสมผสานความชิคและความหรูหราเอาไว้อย่างลงตัว ภายในร้านจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของงานศิลปะแบบอาร์ติสต์แกลเลอรี่ที่น่าสนใจ อิ่มอร่อยกับ International Fusion Food ที่เน้นอาหารอิตาเลียนเป็นพิเศษ พร้อมทั้งจิบเครื่องดื่มทั้งไวน์กว่า 15,000 ขวดให้เลือก เบียร์และค็อกเทลอีกมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการร้านที่มี Movement ที่สนุกสนาน ได้ฟังดนตรีสดเจ๋งๆ ทุกวันเป็นอย่างยิ่ง

อยู่ที่ไหน : 888 ซ.สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ปากซอยธารารมณ์ 2 ถ้าเอาสะดวกก็ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้วลงสถานีทองหล่อ
เปิด - ปิดเมื่อไหร่ : เปิดตั้งแต่ 16.00-01.00 น. ทุกวัน
ราคาเท่าไหร่ : ราคาอาหารเริ่มต้นตั้งแต่ 90-690.- ไวน์และแชมเปญ 850-25,500.- เบียร์ขวดละ 200-540.- เบียร์สด 130-250.- ซอฟต์ดริงก์ และน้ำผลไม้ 30-80.- ค็อกเทลและม็อกเทลแก้วละ 140-280.- รวมทั้งยังมีวิสกี้และเครื่องดื่มอีกเพียบ

อะไรอร่อย : วอร์มกระเพาะด้วยเมนูเบาๆ อย่าง ‘Tuna Salad with Honey Lemon Dressing’ และ ‘Bottoms Up Spicy Salad’ ก่อนที่จะเข้าสู่เมนคอร์สทั้ง ‘Wague Lamb with Demi-glaze Sauce’ เนื้อแกะวากิว เนื้อนุ่มที่ไม่อยากให้พลาด รวมถึง ‘Grilled Salmon with Lemon Cream Sauce’ เนื้อปลาแซลมอนย่างกำลังดี ปิดท้ายด้วย Durain Cr?me Brulee เมนูอาหารหวานที่ควรสั่งให้สาวๆ เป็นอย่างยิ่ง ส่วนค็อกเทล Elyx Cosmo ที่ใช้วอดก้าคุณภาพเยี่ยมจากสวีเดน ผสมกับผิวส้มซึ่งให้รสเปรี้ยวอมหวาน น่าจิบสุดๆ

เมนูอาหาร

SEINIKU-TEN Premium Yakiniku Restaurant

Seiniku ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง เนื้อชั้นดีหรือเนื้อที่คัดมาอย่างดี ส่วน Tenpo แปลว่า ร้านค้า จึงเกิดเป็น Seiniku-ten Premium
Yakiniku เพื่อให้ท่านได้ลิ้มลอง สุดยอดเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยบรรยากาศร้านแบบแนวๆ เหมือนได้นั่งทานในญี่ปุ่นกับหลากหลาย
เมนูทั้ง A La Carte ที่ได้คัดสรรเนื้อวัววากิว ซึ่งเป็นเนื้อวัวชั้นเลิศจากวัวดำของญี่ปุ่นที่มีทั้งเนื้อมัตสึซากะ เนื้อโกเบ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่งตรงจากญี่ปุ่นมาให้ท่านได้ลิ้มลองในราคาที่ใครๆ ก็ทานได้ นอกจากนี้ยังมีเมนู All You Can Eat ที่มีทั้งเนื้อวัวนำเข้าจากนิวซีแลนด์ หมูดำคุโรบูตะ ซีฟู้ด ที่มีทั้งปลาไข่ ปลา แซลมอนและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ พร้อมมิโซะซอสเข้มข้นสูตรพิเศษที่อร่อยกลมกล่อมจนลืมน้ำจิ้ม

อยู่ที่ไหน : ทองหล่อ เยื้องๆ
โรงพยาบาลคามิลเลี่ยน จอง

เปิด-ปิดเมื่อไหร่ : ทุกวัน 12.00-23.00 น. ครัวปิด 22.00 น.

ราคาเท่าไหร่ : กินไม่อั้น 2 ชม. แบบ All You Can Eat ในราคา 559.- รวมซูชิ เครื่องดื่ม (ชาเขียว น้ำอัดลม ชามะนาว) แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศญี่ปุ่นแบบเต็มๆ ก็อย่าได้รอช้าสั่งสาเกมาให้ไว แต่ถ้าชอบไวน์ก็สั่งได้มีไว้คอยบริการเช่นกัน

อะไรอร่อย : Set Menu เป็นเมนูแนะนำ เพื่อความอร่อยที่ลงตัว โดยการจับคู่เนื้อ หมูหรือปลา กับเครื่องเคียงที่มีทั้งผักยำ คิมูจิ มิโซะซุป ผลไม้สด

เมนูอาหาร

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #72 เมื่อ: 11:56 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
TOM CLANCY’S GHOST RECON:WILDLANDS
ครั้งแรกของเกมซีรีส์ Tom Clancy’s Ghost Recon สำหรับการสวมบทบาทเป็นทหารหน่วยพิเศษพร้อมพวก อีก 3 กับเกมยิงออนไลน์รูปแบบ “โอเพ่นเวิลด์” ทุกพื้นที่ในเกมจึงกลายเป็นภารกิจสุดท้าทายในเขตรอยต่อระหว่าง โบลิเวียและเปรู ต้องปะทะกับเหล่าองค์กรค้ายาเสพติด ที่กฎหมายกลายเป็นสิ่งไร้อำานาจใดๆ เป้าหมายคือต้องหาทางทลายองค์กรเหล่านี้และยังต้องหาทางโค่นล้มรัฐบาลฉ้อโกงลงให้จงได้

ULTIMATE MARVEL VS. CAPCOM 3
เกมมันส์ห้ำหั่นกันกับสามกลุ่มนักรบอย่างอัศวิน ไวกิ้ง และซามูไร ใช้ทักษะการต่อสู้แตกต่างกัน รวมถึงไหวพริบในการวางแผนรุกเข้าฐานกองกำาลังศัตรูฝ่ายตรงข้าม สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึง 8 คน แบบ4 ปะทะ 4 คอนเฟิร์มว่ากราฟิกงดงามสมจริงและสุดโหด

MASS EFFECT: ANDROMEDA
ปฏิบัติการของพลซุ่มยิงที่แม่นราวกับจับวางชื่อว่าคาร์ล แฟร์เบิร์น ผู้เข้าร่วมกับกลุ่มนักสู้ชาวอิตาเลียนในกองกำาลังต่อต้านลัทธิเผด็จการชาตินิยมอย่าง เบนิโต มุสโสลินี อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถเล่นคนเดียว หรือเล่นร่วมกันได้

KINGDOM HEARTS HD I.5 + II.5 REMIX
เกมซิ่งของสิงห์มอเตอร์ไซค์ภาคที่สอง มาสนองนักบิดผู้กระหายความเร็วและความท้าทาย ไปกับรถจักรยานยนต์ระดับแรงๆ มากกว่า 200 รุ่น จากหลากหลายแบรนด์ดัง เพิ่มเติมภาพการแข่งขันและสนามหลากหลายท่ามกลางสภาพอากาศที่ยากเกินคาดเดา

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
เทคโนโลยี

ออฟไลน์ อินดี้

Re: แหล่งรวมบทความสารคดี
« ตอบกลับ #73 เมื่อ: 11:56 น. วันที่ 18 ก.ย.60 »
101 เมนูซูชิ



ซูชิเป็นอาหารชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย หลายคนคงเคยได้กินซูชิมาแล้ว ซูชินิยมใช้อาหารทะเลสดๆ หั่นหรือแล่เป็นแผ่นบาง จัดวางอย่างสวยงาม ขนาดพอดีคำเพื่อรสสัมผัสที่อร่อยและดูน่าทาน การปั้นซูชิและการจัดวางซูชิเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพราะซูชินิยมใช้อาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์สดๆมาทำ ถ้าทำไม่ดีหรือใช้ของไม่สดจะทำให้ดูไม่น่ากินและรสชาติแย่ ซูชิมีชื่อเรียกตามวัตถุดิบและรูปร่าง มาดูกันซิว่าซูชิทั้ง 101 อย่างมีอะไรบ้าง

1. ข้าวปั้นหน้าปลามากุโร่, มากุโร่ นิกิริ (Maguro Nigiri)



ข้าวปั้นหน้าปลาทูน่าเนื้อแดง ใช้ปลาทูน่าทุนนัส (Thunnus Tuna) หรือ ปลาทูน่าครีบเหลือง เนื้อแดงไขมันต่ำ เป็นปลาทูน่าพันธุ์เล็ก

2. ข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวา, กัปปะมากิ (Kappa Maki)



มากิก็คือข้าวห่อสาหร่าย ส่วนที่เรียกว่ากัปปะเพราะว่า ตัวกัปปะปิศาจชนิดหนึ่งของญี่ปุ่นชอบกินแตงกวา

3. ข้าวปั้นซูชิหน้าปลาแซลมอน, ซาเกะนิกิริ (Sake Nigiri)



4. ข้าวห่อสาหร่ายหน้าไข่ปลาแซลมอน (Ikura Gukan)



5. ข้าวปั้นซูชิหน้าปลาทูน่า (Toro)



โทโร่เป็นเนื้อส่วนท้องที่มีไขมันเยอะของปลาทูน่าครีบน้ำเงินหรือปลาทูน่ายักษ์

6. ข้าวปั้นซูชิหน้าไข่หอยเม่น, อุนิ (Uni)



จริงๆ แล้วอุนิไม่ใช่ไข่หอยเม่นแต่มันคืออัณฑะหรือรังไข่ของหอยเม่น

7. ข้าวปั้นซูชิหน้ากุ้งแบบดิบ, อามะเอบิ นิกิริ (Amaebi)



8. ข้าวปั้นซูชิหน้ากุ้งแบบปรุงสุก, เอบิ นิกิริ (Ebi Nigiri)



9. ซูชิปลาฮามาจิ (Hamachi)



ฮามาจิเป็นชื่อเรียกปลาบุรี (ปลาหางเหลือง) ขนาดที่ยังเล็กอยู่

10. ซูชิหน้าปลาไหล, อานาโกะ (Anago)



ปลาอานาโกะเป็นปลาไหลชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม ปลาไหลที่นำมาทำเป็นซูชินิยมปรุงสุกโดยการย่างหรือต้ม น้ำซอสที่ใช้ปรุงจะนิยมให้ออกรสหวานเค็ม

11. ซูชิหน้าปลาหมึก (Ika Nigiri)



12. ซูชิหน้าหอยโอตาเตะ (Hotate Nigiri)



โฮตาเตะหรือหอยเชลล์ญี่ปุ่น

13. ซูชิหน้าไข่หวานย่าง (Tamagoyaki)



14. ซูชิหน้าปลาหมึกยักษ์ (Tako Nigiri)



15. ซูชิหน้าปลากะพง (Tai)



16. ซูชิหน้าปลาอาจิ (Aji)



ปลาอาจิ (Japanese Jack Mackerel) เป็นปลาทูสายพันธุ์หนึ่ง

17. ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า, เท็กกะมากิ (Tekkamaki)



18. ซูชิหน้าปลาซาบะ (Saba)



ส่วนใหญ่จะนำปลาซาบะมาดองเค็มก่อนแล้วทำเป็นหน้าซูชิ

19. แคลิฟอร์เนียโรล (California Roll)



เป็นซูชิสไตล์ตะวันตกที่เป็นที่นิยมมาก คือเป็นมากิที่ม้วนกลับด้านให้สาหร่ายถูกข้าวห่ออยู่ด้านใน เป็นข้าวห่อม้วนสาหร่ายไส้ในเป็นแตงกวา อาโวคาโด ปูอัด หรือแล้วแต่เชฟสร้างสรรค์

20. ฟุโตะมากิ (Futomaki)



เป็นข้าวห่อสาหร่ายที่มีส่วนประกอบของไส้ในที่หลากหลาย ที่นิยมก็คือ คัมเปียว (ฟักหรือน้ำเต้าหมักด้วยโชยุและน้ำตาล หั่นเป็นเส้นๆแล้วตากแห้ง) ไข่หวาน แตงกวา เห็ด

21. ซูชิหน้าปลาอุนากิ (Unagi)



อุนากิเป็นปลาไหลน้ำจืด ต้มในน้ำซอสหวาน

22. ซูชิหน้าปลาอายุ (Ayu)



23. ข้าวห่อสาหร่ายไส้นัตโตะหรือถั่วหมัก(Natto Maki)



24. ซูชิหน้าปลาซันมะ (Sanma)



25. เนกิโทโร่ (Negitoro)



เนื้อส่วนท้องปลาทูน่าบลูฟินสับกับต้นหอม ทำเป็นไส้ข้าวห่อสาหร่าย

อ่านต่อที่นี่ค่ะ
101 เมนูซูชิ part 2 -->
101 เมนูซูชิ part 3 -->
101 เมนูซูชิ part 4 -->

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  เว็บจัดอันดับ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]