gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า  (อ่าน 53293 ครั้ง)

สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 21:32 น. วันที่ 20 ก.ค.59 »
10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
เรื่องราวของประสบการณ์ประหลาด จิตวิญญาณ ภูต ผี ปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง ผี ขึ้นมาเมื่อไหร่ หลายคนคงหยุดนิ่งพร้อมกับความรู้สึกเสียวสันหลังวูบ เพราะไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะหลายคนก็เคยสัมผัสความสยอง จนถึงขั้นเอามาเล่าสู่กันฟังแบบสดๆ หน้าไมค์ในรายการเดอะช็อค รายการวิทยุสดที่นำเสนอ เรื่องผี วิญญาณและสิ่งเร้นลับ โดยเปิดสายให้คนทางบ้านมาเล่าประสบการณ์สยองของตัวเอง รายการนี้มีดีเจที่เชี่ยวชาญเรื่อง ผี ชื่อดังอย่างพี่ป๋อง กพล ทองพลับ และทีมงานที่ดำเนินรายการตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมากับเรื่องเล่านับหมื่นเรื่อง และบางเรื่องยังโด่งดังขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนต์อีกด้วย เรื่องที่ถูกเล่าในรายการเดอะช็อคเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาดูกัน

อันดับที่ 10 ลองของผีที่บ้านร้าง
เรื่องนี้แฟนรายการเดอะช็อคชื่อคุณต้นไปลองของที่บ้านร้างแถวชานเมืองที่หนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่ปล่อยร้างไว้นานมาก เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น คุณต้นไปลองของกับเพื่อนประมาณ 6-7 คน ขับรถกระบะกันเข้าไป พอขับเข้าไปถึงที่บ้านหลังนี้ ทุกคนกลับมีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปแล้ว รู้สึกกลัวกัน เพราะด้วยบรรยากาศด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ด้วยที่ว่าตัดสินใจมากันแล้วก็ลองเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ก็ขึ้นไปกัน พอขึ้นไปปุ๊บ ที่ข้างหน้าประตูเนี่ยมันล็อค มันเข้าไม่ได้ ก็เลยพยายามปีนขึ้นไปบนชั้นสอง ตอนแรกเพื่อนคุณต้นปีนขึ้นไปก่อน ปรากฏว่าเพื่อนรีบกระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วบอกว่ากลับกันดีกว่า คุณต้นเห็นอาการของเพื่อนแทนที่จะกลัว กลับอยากรู้ว่าเพื่อนไปเห็นอะไร ก็เลยขึ้นไปดูบ้าง พอขึ้นไปคุณต้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ อีกฟากหนึ่งของห้องที่มีกระจกไฟเบอร์กลาสกั้นอยู่ คุณต้นก็คิดว่าตัวเองตาฝาด ก็ขยี้ตาก็ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเลื่อนมาอยู่ที่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ก็รีบวิ่งลงมาหาเพื่อนที่รออยู่และพากันกลับ พอออกรถก็รู้สึกว่ามีบางอย่างติดอยู่ที่ล้อรถ ก็ลงมาดูกัน พอหยิบดูก็พบว่าเป็นเส้นผมกระจุกใหญ่ แถมตอนออกมาที่ทางออกของหมู่บ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่อีกด้วย ก็ขับฝ่าออกมากันด้วยความระทึก

อันดับที่ 9 บ้านเราเองแท้ๆ
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เป็นเรื่องของพี่กุ้งที่โทรมาเล่าให้ฟัง พี่กุ้งนี่ไปเรียนต่างประเทศมาซึ่งที่บ้านเขานี่ค่อนข้างจะมีตังค์ ก็เป็นบ้านใหญ่ คุณพ่อเขาเนี่ยปลูกบ้านไว้หลายหลัง ก็พอกลับไป พ่อเขาก็ยกบ้านหลังนี้ให้อยู่ พอไปอยู่แรกๆ ก็เจอเลย ในบ้านจะมีเตียงนอนที่ไปซื้อมือสองมา เป็นเตียงไม้ใหญ่ๆ แล้วในตอนที่นอนนี่เหมือนมีผู้ลายคนหนึ่งมายืนอยู่ปลายเตียง แล้วก็บอกว่าเอาที่กูคืนมา บอกอย่างนี้อยู่หลายคืน แล้วทีนี้พอคืนหลังๆ เนี่ยหลังจากผู้ชายแล้วก็มีผู้หญิงเข้ามาด้วย ผีผู้ชายจากที่ยืนอยู่ปลายเตียงก็เริ่มมานั่งคร่อมบนตัว แต่ผีผู้หญิงนี่แปลก ไม่ได้ยืนใกล้ๆ แต่ยืนอยู่ที่หน้าห้อง ตาแดงๆ และชี้หน้าด้วยความโกรธ ใส่ชุดคลุมท้องด้วย ซึ่งพี่กุ้งจะเจอผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก จนทนไม่ไหวไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อเขาก็เลยนิมนต์พระมาทำพิธี หลังจากทำพิธีแล้ว ผีผู้ชายหายไป เหลือแต่ผีผู้หญิง ซึ่งไม่ยอมไปซะที ทั้งๆ ที่ทำบุญให้แล้ว หลังจากนั้นก็เจอหนักขึ้นๆ บางทีนอนๆ อยู่ในห้องแล้วประตูหเองก็เปิดไปเห็นห้องโถงข้างหน้าเห็นผีผู้หญิงยืนชี้หน้าอยู่ ซึ่งในภายหลังน้องของพี่กุ้งได้โทรเข้ามาในรายการบอกว่าเขาพาเพื่อนที่ท้องมาอาศัยที่บ้านหลังนี้เนื่องจากพ่อไม่ยอมรับ แต่ก็เสียชีวิต ตายทั้งกลมอยู่ที่บ้านหลังนี้

อันดับที่ 8 เช่าแสนถูก
พี่ผู้ชายคนที่โทรมาเล่านี้ช่วงนั้นแกฐานะไม่ดีก็เลยไปหาบ้านเช่าถูกๆ แกก็อยู่กับแฟน เวลาที่อยู่บ้านหลังนี้เขาจะเจอกับผีผู้หญิงคนหนึ่ง แบบกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น ผีผู้หญิงคนนี้จะมาบอกให้ช่วย และสุดท้ายก็บอกว่าถ้าอยากเจอเขาให้ไปดูที่ข้างบ้านสิ พี่ผู้ชายคนนี้ทนไม่ไหวแกเลยไปขุดดูที่ข้างบ้าน ก็พบเป็นศพผู้หญิงคนนั้นนอนคุดคู้อยู่จริงๆ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมโดยชายคนรักที่พอฆ่าเธอแล้วก็ลากศพไปฝังไว้ที่ข้างบ้าน และต่อมาผีผู้หญิงคนนั้นก็มาให้โชคให้พี่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อีกด้วย

อันดับที่ 7 ผีเข้ากลางรายการ
วันนั้นมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อพี่น้ำมนต์ อายุแกก็เยอะแล้วล่ะ แกโทรศัพท์มาเล่าในรายการเดอะช็อค โดยตั้งชื่อเรื่องว่า "เค้าหาว่าเราเป็นผี" คือเหมือนกับว่าตัวของเขาานั้นมีสองร่าง มีตัวเค้าเองกับมีอะไรก็ไม่รู้มาคอยสิงอยู่ พี่เค้าโทรมาเล่าโดยที่ตอนแรกแกก็เกริ่นก่อนนะว่าถ้าเกิดพี่คุยไปแล้วพี่มีอาการอะไรแปลกไปก็อย่าตกใจนะ แล้วแกก็เล่าต่อว่าแกมักจะมีอะไรไม่รู้เข้ามาสิง แล้วช่วงเวลานั้นแกจะไม่รู้ตัว หรือบางทีมีคนเห็นว่าตัวพี่น้ำมนต์นั้นมักจะคุยอยู่คนเดียว คุยกันไปคุยกันมาแต่เป็นสองเสียง เหมือนเป็นการแบ่งบุคลิกกัน จนกระทั่งที่พี่เขาเล่าไปถึงกลางเรื่อง สักพักนึง พี่เขาก็เงียบ แล้วก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ แล้วก็พูดว่าเขาไม่ใช่คุณน้ำมนต์ เขาเป็นพญานาค ที่เข้ามาอยู่ในตัวพี่น้ำมนต์ เพราะพี่เขาเนี่ยเป็นคนที่บาปเยอะ ต้องเข้ามาสิงเพื่อพาไปบำเพ็ญเพียรทำความดีไถ่บาป จนสุดท้ายแกก็เงียบหายไปแล้วก็กลับมาเป็นพี่น้ำมนต์อีกครั้ง

อันดับที่ 6 กระจกโบราณ
เหตุการณ์นี้เกิดที่จังหวัดนนทบุรี ที่อาคารพาณิชย์สี่ชั้นของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ คนที่โทรมาเล่านี้ชื่อคุณเปิ้ล คุณเปิ้ลโทรมาเล่าว่าที่บ้านอาคารพาณิชย์หลังนั้นมีพี่สาวกับพี่เขยอาศัยอยู่ แล้วก็หลานอีกสองคนผู้ชายกับผู้หญิง ตัวพี่เขยเนี่ยชอบไปซื้อกระจกเก่าๆ ที่เป็นกระจกโบราณเนี่ยมาเก็บไว้ พอพี่เปิ้ลมาอยู่ด้วยก็มักจะได้ยินหลานชายเค้าซึ่งเป็นโตเป็นหนุ่มวัยรุ่นแล้วคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้ทุกคืน ซึ่งพี่เปิ้ลเขาสงสัยมาก พอถามหลานชายว่าคุยกับใคร หลานก็ไม่อยากจะบอกแล้วก็เฉไฉไปโรงเรียนเลย ด้วยความที่อยากรู้พี่เปิ้ลก็เลยเดินขึ้นชั้นสองเพื่อจะไปดูที่ห้องของหลานชาย ระหว่างที่ขึ้นบันไดพี่เปิ้ลก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจูงมือเด็กแล้วเดินหายเข้าไปในห้องของหลานชาย

อันดับที่ 5 เด็กพิเศษ
เรื่องนี้คนที่โทรศัพท์มาเล่าชื่อว่าคุณกร เขาเล่าว่าช่วงปิดเทอมเขาได้ไปพักที่บ้านญาติที่จังหวัดลพบุรี บังเอิญเขาไปรู้จักกับเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กพิเศษมีชื่อเล่นว่าอ๋อง แต่คนแถวนั้นเขาจะเรียกอ๋องกันว่า "เอ๋อ" ซึ่งบางคนในละแวกนั้นจะค่อนข้างกลัวและไม่อยากให้เข้าใกล้เด็กๆ เพราะคิดว่าอ๋องเป็นคนบ้าสติไม่ดี ครั้งแรกที่กรได้เจอและพูดคุยกับอ๋องนั้นก็เป็นบริเวณหน้าวัดที่อ๋องอาศัยอยู่ ซึ่งกรนั้นพอรู้จักชื่ออ๋องว่าบ้างก็ทักว่า อ้าว อ๋อง ไปไหนๆ คือเด็กพิเศษเวลาที่เขาพูด เข้าจะพูดสั้นๆ อ๋องชี้ไปที่จักรยานแล้วก็บอกว่า มันเสียๆ กรก็ปลอบใจอ๋องและพาอ๋องไปซ่อมรถจักรยานและเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นเพื่อนของทั้งคู่ เมื่อกรสนิทกับอ๋อง ความพิเศษของอ๋องก็ถูกถ่ายทอดมาให้กรรับรู้มากขึ้น

มีอยู่วันหนึ่งคุณกรมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อว่าคุณเก่ง ซึ่งอ๋องกับคุณเก่งไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันมาก่อน พอเก่งมาเยี่ยมหากรที่บ้านและอ๋องก็อยู่ด้วย อ๋องเห็นหน้าเก่งก็ชี้ไปที่หน้าของเก่งแล้วบอกว่า "เมีย" หลังจากนั้นประมาณสองสามชั่วโมงก็มีโทรศัพท์มาถึงคุณเก่งว่าภรรยาของเก่งที่ทำงานอยู่ที่โรงงานเย็บผ้านั้นได้รับอุบัติเหตุโดยจักรเย็บเข้าไปที่มือ ทุกคนในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่อ๋องพูดทักเก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดจึงมาเรียบเรียงดูความแปลกประหลาดที่เกี่ยวกับอ๋องนี้ ส่วนเก่งนั้นมีอาชีพที่เกี่ยวกับมูลนิธิอาสาสมัคร พอเก่งไม่ว่างต้องดูแลภรรยาเลยวานให้กรนั้นไปทำหน้าที่แทนระยะหนึ่ง โดยให้ทำงานคู่กับชาติที่เป็นคู่หูอาสาสมัครของเก่ง อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อไปถึงพบว่าเป็นเหตุการณ์รถพ่วงชนกับรถกระบะ แล้วรถกระบะก็ไถลไปชนกับมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่ง จากเหตุการณ์นีเทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตและหัวขาดหาหัวไม่เจอ กรกับชาติก็ลงไปช่วยกันหาหัวของศพตรงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ สักพักอ๋องก็พูดออกมาว่าล้อๆ กรเอะใจจึงเอาไฟฉายไปส่องหาที่ล้อรถบรรทุก ก็พบว่าหัวของศพติดอยู่ที่ร่องล้อจริงๆ ก็แปลกใจกันว่าอ๋องรู้ได้ยังไง

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด วันหนึ่งกรไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนและฝากสร้อยทองไว้กับอ๋องที่นั่งเล่นอยู่ข้างสนาม พอเตะบอลเสร็จก็เดินมาข้างสนามตรงที่อ๋องอยู่ก็พบว่าอ๋องหายไปไหนก็ไม่รู้ ซึ่งตัวคุณกรนั้นก็ไม่ได้คิดว่าอ๋องจะขโมยทองไปหรืออะไร เพียงแต่สงสัยว่าอ๋องหายไปไหนเท่านั้น จนกระทั่งกรต้องมาเข้าเวรของมูลนิธิพร้อมกับชาติ ระหว่างที่นั่งรถตรวจตรากันอยู่นั้นก็เจอเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนน พอขับรถเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นอ๋องที่ตัวเปียกอยู่ พอเข้าไปถามอ๋องก็บอกว่าหนาว ก็เลยพาตัวอ๋องมาเพื่อที่จะไปส่งที่บ้าน พอขับรถไปได้สักพักหนึ่ง อ๋องก็ทุบรถแล้วบอกให้หยุด พอจอดรถได้สักพักหนึ่ง ข้างหน้าก็เกิดเหตุการณ์รถสิบล้อชนประสานงากับรถบัสต่อหน้าต่อตากร ชาติ และก็อ๋อง พอช่วยเหลือเก็บกวาดอุบัติเหตุนี้แล้วก็เดินกลับกันมาที่รถ อ๋องก็ไม่อยู่ซะแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าอ๋องคงจะเดินกลับบ้านไปเอง

พอรุ่งเช้ากรก็มานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน และเปิดดูช่องเก็บที่กรมักจะเอาขนมมาใส่ไว้ให้อ๋องกิน ก็พบกระดาษทิชชู่ที่ห่อสร้อยทองที่กรฝากอ๋องตอนเตะบอล สักพักหนึ่งมีคนวอแจ้งว่ามีคนจมน้ำตาย พอกรขับรถไปดูก็พบว่าศพที่จมน้ำเป็นศพของอ๋องที่คาดว่าน่าจะตายตั้งแต่ตอนที่กรเตะบอลอยู่ เพราะช่วงเวลานั้นมีกลุ่มเด็กเล่นน้ำอยู่แล้วมีเด็กคนหนึ่งจมน้ำ อ๋องก็โดดลงไปช่วยทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นและเพิ่งจะพบศพตอนเช้านี้เอง

อันดับที่ 4 แฟนเก่า
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งโทรมาเล่า เรื่องของเรื่องเขามีแฟนแล้วก็มีนิสัยคล้ายๆ กันคือไม่ค่อยพูด และเนื่องจากเป็นช่วงที่ย้ายที่ทำงานใหม่จึงสนใจแต่เรื่องงานเพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน แต่ตัวผู้ชายก็พอรู้อยู่บ้างว่าแฟนสาวของเขานั้นกินยาเยอะมาก พอถามแฟนเขาก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่วิตามินบำรุงธรรมดา ตัวเขาก็ไม่ได้จะซักไซร้อะไรมากเพราะด้วยความที่ก็ยุ่งเรื่องงาน ก็ได้แต่บอกว่าตัวเองจะกินอะไรมากมายเนี่ย เดี๋ยวจะติดเอานะ จนมาช่วงหนึ่งตัวผู้ชายนั้นทำงานหนักมาก จนนอนที่ออฟฟิศเลย อยู่ไปเรื่อยๆ เขาเอะใจว่าพักนี้แฟนสาวของเขาไม่โทรมาหาเลย โทรไปก็ไม่รับสายจนกระทั่งปิดเครื่องไปเลย แต่ในระหว่างนี้เวลาที่เขากลับบ้านจะพบว่าเหมือนกับมีใครมาทำกับข้าวและซื้อของกินไว้ให้เขา แต่สุดท้ายเมื่อติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของแฟน พอไปถึงได้คุยกับพ่อและแม่ของแฟนก็ได้รู้ว่าแฟนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามอาทิตย์ก่อนเพราะป่วยเป็นลูคีเมีย

เมื่อรู้ว่าแฟนตัวเองตายไปเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วโดยที่ไม่รู้อะไรเลย และด้วยความที่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลแฟนเลย แต่ก็ฝืนกลับมาทำงานและใช้ชีวิตต่อให้ได้ เมื่อกลับมาทำงาน เขากลับมีความรู้สึกว่าเหมือนกับมีกับข้าวอยู่ในตู้เย็นยังกับตอนที่แฟนเขายังอยู่ ด้วยความสงสัยเขาเลยไปถามยามกับแม่บ้านที่ดูแลอพาร์ทเม้นต์ว่ามีใครเข้ามาที่ห้องของเขามั้ย ยามกับแม่บ้านก็บอกตรงกันว่า ก็แฟนคุณไง ซื้อกับข้าวมาทำทุกวันเลยแล้วประมาณซักเที่ยงคืนตีหนึ่งแฟนเขาก็กลับ เขาเลยไปปรึกษากับเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหนจริง ให้เอาแป้งฝุ่นโรยให้ทั่วห้อง

พอตื่นเช้ามาเขาก็ไปดูที่พื้นก่อนว่ามีรอยเท้ามั้ย ก็พบว่าไม่มีรอยอะไร แต่กลับปรากฏรอยเหมือนมีคนเอาแขนมาพาดไว้บนตัวของเขา พอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนคนอื่นฟัง ทุกอย่างมันก็เฉลยหมดเลยว่า มีอยู่วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง ทุกคนเห้นเหมือนกันหมดเลยว่าแฟนสาวของเขามาด้วยโดยนั่งอยู่ในรถ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้แน่ใจว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหน สุดท้ายเขาจึงจะบวชให้แฟน จนกระทั่งตอนสึก เจ้าอาวาสก็มาบอกกับเขาว่า โยม ที่โยมมาบวชเนี่ย เขารู้นะ วันที่โยมกำลังจะเดินเข้าโบสถ์ เขามาจับชายผ้าเหลืองโยมอยู่นะ

อันดับที่ 3 กระดานอาถรรพ์
คุณเบิร์ดเป็นคนโทรมาเล่าว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่าพ่อของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยรวมกลุ่มกันจะไปงานศพ บังเอิญว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานและตรงดิ่งมาที่วัดโดยที่ไม่ได้เตรียมชุดดำมาด้วย เพื่อนคนนี้ก็เดินหายไปสักพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับปลอกแขนสีดำ ซึ่งไปแกะมาจากพวงหรีด ด้วยความที่เฮฮากันตามประสาเพื่อนๆ และปากไม่ค่อยเป็นมงคล เพื่อนคนนี้ก็พูดขึ้นมาว่า งานศพทำไมต้องเป็นกระเพาะปลาวะ ถ้าเป็นงานเรานะจะจัดอาหารให้แบบดีๆ เลย เพื่อนคนอื่นก็ทักกันว่าทำไมพูดอย่างนั้น ก็คุยกันไป ระหว่างที่รอแท็กซี่กันอยู่ ก็หันไปเห็นกระดานงานศพ ด้วยความคะนองก็เลยเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของตัวเองลงไปในกระดานพร้อมวันเผาเสร็จสรรพ ด้วยความที่เขาเป็นคนห้าวๆ กับเพื่อนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเปิดว่าให้ตรงกับวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้มางานได้

เวลาผ่านไปสักพักจนวันหนึ่งเพื่อนคนนี้โทรมาคุยกับคุณเบิร์ดว่าพักนี้เขานอนไม่ค่อยหลับและมักจะฝันว่ามีใครก็ไม่รู้พาเขาไปยังสถานที่หนึ่ง เหมือนเป็นศาลาๆ หนึ่ง แล้วที่หน้าศาลาจะมีผู้ชายผมขาวๆ ซึ่งในฝัน เพื่อนได้เข้าไปคุยกับชายคนนี้ แต่ชายคนนี้ก็นั่งเฉยๆ ไม่ยอมพูดจากับเขาเลย คุณเบิร์ดเห็นเพื่อนไม่สบายใจก็เลยชวนให้เพื่อนไปนอนที่บ้านจะได้คุยปลอบเพื่อนไม่ให้คิดมาก จนเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งคุณเบิร์ดได้รับโทรศัพท์จากญาติของเพื่อนคนนี้ว่าเพื่อนล้มหน้าห้องน้ำและอาการหนัก พอไปเยี่ยมก็พบว่าเพื่อนปอดแฟบและสุดท้ายก็เสียชีวิต พอจะจัดงานศพก็หาวัดไม่ได้จนสุดท้ายกลับไปได้วัดเดียวกับที่พ่อของเพื่อนที่ตายก่อนหน้านี้

อันดับที่ 2 สาวชุดดำ
เรื่องสาวชุดดำเนี่ยเป็นเหมือนกับตำนานของเดอะช็อคก็ว่าได้ เพราะมีคนเจอและมาเล่าในรายการค่อนข้างบ่อย ส่วนมากที่จะไปเจอก็จะเป็นถนนเส้นประชาอุทิศ รัชดา ลักษณะที่เจอก็คล้ายๆ กันว่าเป็นผู้หญิงสองคนมายืนรอ เหมือนรอรถ และใส่ชุดสีดำที่เหมือนเพิ่งกลับจากไปเที่ยวย่านนั้น คนที่เจอและโทรมาเล่าก็จะเป็นแท็กซี่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องที่พีคที่สุดนั้นมีนักเที่ยวคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังในรายการ เขาไม่เคยฟังเดอะช็อคมาก่อน เขาเล่าว่าคืนวันที่เจอนั้นเขาไปเที่ยวกลางคืนเสร็จ ขากลับขับรถกลับมาคนเดียว มีผู้หญิงสองคนใส่ชุดสีดำ เหมือนสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกันด้วยนั้นโบกรถเขาอยู่ ตามประสาหนุ่มนักเที่ยวเห็นสาวโบกรถก็เลยจอดรับ คนนึงนั่งหน้า อีกคนนั่งหลัง

ระหว่างนั้นเขาก็คุย เท่าที่จำได้คือคนข้างหน้าที่นั่งคู่เขาคุยกันแบบถามคำตอบคำ ส่วนคนข้างหลังนั้นเงียบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย จนกระทั่งขับรถมาเกือบจะถึงวัดเสมียนนารีนั้นก็จอดติดไฟแดงและมีรถไฟผ่านมาพอดี เวลาตอนนั้นประมาณตีสามถึงตีสี่ ถนนตอนนั้นเงียบมาก มีรถของเขาจอดติดรถไฟอยู่คันเดียว ระหว่างที่ที่กั้นรถไฟกำลังจะยกขึ้น เขาหันไปดูที่เบาะข้างคนขับก็พบว่าไม่มีใคร หันไปดูที่เบาะหลังก็ไม่มีใครอีกเหมือนกัน มองไปมองมามองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนกระทั่งมองผ่านกระจกไปด้านหน้าก็เจอผู้หญิงทั้งสองคนที่เมื่อกี้นั่งรถของเขาอยู่ ไปนอนคลานอยู่ที่รางรถไฟ โดยที่ผู้หญิงคนหนึ่งตัวขาดครึ่งท่อน และอีกคนพยายามตะเกียกตะกายมาหา เขาตกใจมากสลบคารถไปเลย พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลโดยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่ามีตำรวจมาส่ง และทุกวันนี้เขาเป็นโรคหัวใจ ผีสาวชุดดำที่กลายเป็นตำนานนั้นเพราะไม่ได้มีคนเห็นเพียงแค่คนเดียว มีแท็กซี่เจอผู้หญิงสองคนนี้บ่อยมาก มีการให้เงินโดยสารกันจริงๆ พอมาเปิดดูเงินก็กลับกลายเป็นเศษใบไม้ ดอกไม้จันทร์

อันดับที่ 1 ผีช่องแอร์
เป็นเรื่องจากแฟนรายการคนหนึ่งชื่อว่าคุณบิว เป็นนักดนตรี วันหนึ่งเขาไปเล่นดนตรีที่หาดใหญ่ พอเล่นเสร็จก็กลับมาที่ห้องพักของโรงแรม ก็นั่งสังสรรค์ดื่มกินกันเหมือนทุกครั้งที่ไปเล่นดนตรีด้วยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาแถวๆ หน้าประตู ที่ข้างบนเป็นช่องแอร์ที่ไม่มีฝาปิด เพื่อนคนนี้ก็ยืนมอง คนอื่นก็ถามว่ามองอะไรวะ เพื่อนคนนั้นกลับไม่พูดไม่จาอะไร เดินออกจากห้องไปเลย เพื่อนอีกคนสงสัยว่าเพื่อนคนนั้นเป็นอะไร เมาหรือเปล่า ก็เลยเดินออกไปตามดู ก่อนออกจากห้องก็แหงนมองดูที่ช่องแอร์นี้เพราะเห็นเพื่อนมองก็เลยมองบ้าง พอแต่ละคนมองก็มีอาการเหมือนกันหมดคือพอแหงนมองช่องแอร์นี้ปุ๊บก็เดินออกจากห้องไปทันที จนสุดท้ายเหลือแต่คุณบิวคนที่โทรมาเล่า แกสงสัยว่าเป็นอะไรกันไปหมด แกก็เลยเดินออกมาดูบ้าง

พอเดินมามองเขาก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเบียดตัวเองอยู่ในช่องแอร์นี้แล้วห้อยหัวลงมา เขาก็รีบเดินออกมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมก็พบว่าเพื่อนๆ นั้นนั่งรอกันอยู่แล้ว แต่ความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้อยู่ตรงที่ กลุ่มเพื่อนๆ ที่เจอผีช่องแอร์ในวันนั้นได้ทยอยกันตายเรียงลำดับตามคนที่เจอก่อนจนกระทั่งเหลือคุณบิวกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไปอยู่เมืองนอกแล้ว ส่วนตัวเขานั้นตอนที่เล่าก็บอกว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขานั้นจะตายตามเพื่อนไปวันไหน ซึ่งเมื่อตามไปดูประวัติก็พบว่ามหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกับจะทำงานขายบริการถูกฆ่าตายที่ห้องนี้ โดยถูกฆ่าตัดหัวแล้วเอาหัวไปซ่อนไว้ในช่องแอร์นี้เพื่ออำพรางศพ

สยองขวัญ
จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 23:11 น. วันที่ 26 ส.ค.59 »
อากาศร้อนๆ ถ้าได้ดื่มน้ำผลไม้แช่เย็นสักแก้วหรือสักขวดก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็นแต่จะเลือกชนิดคั้นสด หรือชนิดใส่ขวดและกล่อง แบบไหนดีกว่ากัน

น้ำผลไม้แช่เย็นๆ ที่ดื่มปุ๊บแล้วสดชื่นปั๊บ ก็เพราะในน้ำผลไม้มีน้ำตาลฟรุคโตสที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วทันทีกว่าผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นๆ แถมความเย็นก็จะไปช่วยคลายร้อนในร่างกายให้รู้สึกสดชื่นขึ้น อันเป็นการทำงานของความหวานบวกกับความเย็นและถ้าจะให้ดีควรเป็นชนิดคั้นสดหรือสกัดเย็น

น้ำผลไม้สกัดเย็น
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นคำว่า “สกัดเย็น” ซึ่งเป็นกรรมวิธีการผลิตที่การันตีถึงของดีมีประโยชน์ โดยที่วิตามินต่างๆ ไม่ถูกทำลายไป คุณจึงเห็น
น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว ผลิตด้วยวิธีสกัดเย็นเต็มท้องตลาด รวมทั้งน้ำผลไม้สกัดเย็น เพราะความร้อนไม่ไปทำลายวิตามินต่างๆ
แต่ในทางกลับกันความร้อนก็สามารถไปฆ่าเชื้อโรคทำให้อาหารสะอาดและเก็บได้นานขึ้น น้ำผลไม้สกัดเย็น คือน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่ผ่าน
ความร้อน จึงควรดื่มทันทีที่คั้นเสร็จ หรือไม่ก็แช่เย็นไว้ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเติบโตได้เร็ว ปัจจุบันเทรนด์การดื่ม น้ำผลไม้สกัดเย็นเพื่อสุขภาพ เช่น เสริมวิตามินซี ช่วยบู๊ตอัพร่างกาย ดีท็อกซ์ (ขับสารพิษ) กำลังมาแรง

ดังจะเห็นได้จากในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือทาง อินเทอร์เน็ต และไม่ใช่น้ำผลไม้ชนิดเดียวอย่างน้ำส้มคั้นที่มีขายทั่วไปตามริมถนน แต่จะมีน้ำหลากหลายขึ้น เพราะเชื่อว่าน้ำผลไม้ชนิดเดียวหวานเกินไปจึงผสมน้ำผักรวมไปด้วยเพื่อให้ได้วิตามินครบถ้วน เช่น น้ำแอปเปิ้ลเขียวผสมเซเลอรี น้ำต้นข้าวสาลีอ่อน ผสมน้ำแอปเปิ้ลเขียวและน้ำฝรั่ง เป็นต้น

น้ำผลไม้สดเหล่านี้มักจะใส่ขวดแก้วหรือพลาสติกใสเนื้อแข็งคุณภาพดีเพื่อไม่ให้กรดในน้ำผลไม้ไปทำปฏิกิริยากับพลาสติก และยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการใส่ขวดสี่เหลี่ยม ขวดอ้วนกลมให้เหมือนกับยาเป็นต้น บางแบรนด์พิถีพิถันเรื่องอุปกรณ์การคั้น เพราะปัจจุบันมีหลากหลายแบบให้เลือก เครื่องที่ใหญ่เกินไปและคั้นได้จำนวนมาก ในขณะทำงานเครื่องจะเกิดความร้อนและทำให้น้ำผลไม้สูญเสียวิตามินได้ ดังนั้นบางแบรนด์จึงเลือกเครื่องคั้นหรือสกัดน้ำผลไม้ซึ่งมีส่วนที่เป็นตัวคั้น (ที่ต้องใช้ไฟฟ้า) ไม่ใหญ่เกินไป และยังแยกใช้เครื่องที่สกัดพืชหัว เช่น แครอต บีตรูต กับผลไม้อย่างส้มที่มีน้ำมาก คนละเครื่อง และมีเทคนิควิธีคั้นเพื่อเพิ่มเนื้อบีตรูต หรือแครอตลงไปด้วยนิดหน่อย เพื่อช่วยเพิ่มกากใย
ให้ร่างกายเป็นต้น

น้ำผลไม้เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นระดับพรีเมียมราคาสูง ไม่มีขายทั่วไปให้เห็นแต่จะขายเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือร้านอาหาร ร้านกาแฟ
ในย่านหรู และขายทางอินเทอร์เน็ตตามออเดอร์ ราคาขั้นต่ำประมาณขวดละ 100 บาท จึงไม่ใช่น้ำผลไม้ภาพลักษณ์เดิมๆ อย่างที่เคยเห็น ส่วนคุณภาพก็ตามราคาและพอมั่นใจได้ว่าจะเก็บแช่เย็นไว้อย่างดี

น้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์มีจริงไหม
นอกจากน้ำผลไม้สกัดเย็นแล้ว น้ำผลไม้พร้อมดื่มที่คุณคุ้นเคยซึ่งวางขายอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ทั้งชนิดขวดและชนิดกล่อง ทั้งผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศยี่ห้อแตกต่างกันไป จะมีฉลากที่เขียนกำกับไว้ ซึ่งบางคนอ่านแล้วจะงงๆ เช่น “น้ำผลไม้ 100%” (100% Juice) หมายถึงทำจากผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งล้วนๆ ไม่มีผลไม้อย่างอื่นปะปน “น้ำผลไม้ 100% จากน้ำผลไม้เข้มข้น” (100% Juice from Concentrate) หมายถึงทำจากน้ำผลไม้เข้มข้นมาเจือจางด้วยน้ำตามอัตราส่วน เพื่อให้มีคุณภาพเหมือนกับน้ำผลไม้ 100%

ส่วนน้ำผลไม้ที่ไม่ได้มาจากผลไม้ล้วนๆ ในฉลากต้องบอกตัวเลขกำกับด้วยว่าทำจากผลไม้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น น้ำส้ม 40% อีก 60% อาจเป็นน้ำแต่งสีแต่งกลิ่น ให้เหมือนน้ำส้มจริงๆ หรือมีส่วนผสมอื่น เช่น วุ้นน้ำมะพร้าว เกล็ดส้ม ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องระบุให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ต้องมีส่วนผสมที่เป็นผลไม้ไม่ต่ำกว่า 20% จึงจะใช้คำว่า “น้ำผลไม้” ได้จากข้อกำหนดเหล่านี้จึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีส่วนผสมอื่นๆ นอกจากน้ำผลไม้ เพราะฉะนั้นน้ำผลไม้จึงสามารถใส่สี กลิ่น รส เติมให้ถูกใจผู้บริโภคได้ แต่ต้องมีการระบุไว้ในฉลากให้ชัดเจน ถ้าคุณอ่านดีๆ จะเห็นว่าเขียนเป็นเปอร์เซ็นต์ (แต่ตัวเล็กมาก) บางแบรนด์ใช้คำว่า “ไม่เติมน้ำตาล” (No Sugar Added) แปลว่าไม่มีการเติมน้ำตาลลงไป เพื่อปรุงรสให้หวานกว่าธรรมชาติของผลไม้นั้น

น้ำผลไม้ต่างประเทศที่ระบุว่า “ทำจากน้ำผลไม้ 100%” (Made with 100% Juice) ก็คือมีน้ำผลไม้ 100% เป็นส่วนผสม อาจเป็นน้ำผลไม้หลายชนิดผสมกัน หรือเป็นน้ำผลไม้ 100% ผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ก็ได้ ส่วนน้ำผลไม้ที่ใส่ขวดหรือกล่องแบบใด จะดีกว่านั้นขึ้นอยู่กับระบบการฆ่าเชื้อโรค โดยทั่วไป ต้องฆ่าเชื้อด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก่อน จึงเก็บได้นานเป็นน้ำผลไม้พร้อมดื่มโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น เช่น ถ้าเป็นการพาสเจอไรซ์โดยให้ความร้อนด้วยอุณหภูมิ ที่ไม่สูงนัก พอๆ กับการต้มเดือด แล้วจึงนำน้ำผลไม้ ไปใส่ขวด/กล่อง วิธีนี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคทั้งหมดจึงเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าไว้นอกตู้เย็นก็จะเสียเร็วขึ้น ถ้าเป็นระบบสเตอริไรซ์จะบรรจุน้ำผลไม้ในขวด/กล่องหรือกระป๋องแล้วให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสและทำให้เย็นทันที ส่วนกระบวนการยูเอชทีคือให้ความร้อนน้ำผลไม้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 121 องศาเซลเซียสอย่างน้อย 0.1 วินาทีแล้วทำให้เย็นทันที ก่อนที่จะบรรจุลงในกล่องยูเอชทีที่ปลอดเชื้อ
ด้วยความร้อนที่สูงมากเช่นนี้ เชื้อโรคจึงตายหมด ไม่จำเป็นต้องเติมสารกันบูด น้ำผลไม้เหล่านี้จึงเขียนบนฉลากว่า “ไม่ใช้วัตถุกันเสีย” (No Preservatives) ทำให้คนซื้อที่ไม่อ่านละเอียดเข้าใจสับสนว่าน่าจะเป็นน้ำผลไม้บริสุทธิ์ (ที่มีวิตามินด้วย) และแน่นอนว่าความร้อนสูงขนาดนี้ย่อมทำลายวิตามินต่างๆ ไปโดยปริยาย น้ำผลไม้เหล่านี้จึงต้องเติมวิตามินต่างๆ กลับเข้าไปเพื่อให้นน้ำผลไม้กลับมามีวิตามินและคุณค่าทางอาหารอีกครั้ง ซึ่งจะเติมมากเติมน้อยเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือเท่ากับน้ำผลไม้คั้นสดหรือไม่ คุณก็ต้องอ่านฉลากให้ละเอียด

เรื่องของน้ำผลไม้ถ้าจะดื่มให้คลายร้อน มีวิตามินและคุณค่าอาหารเต็มเปี่ยมก็ดูจะยุ่งยากใช้ได้อยู่ คล้ายจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ไม่ง่าย หน้าร้อนนี้ ก่อนหยิบน้ำผลไม้พร้อมดื่มรสที่คุณชอบก็ควรอ่านฉลากให้ละเอียด ถ้ากลัวยุ่งยากและไม่ซีเรียสก็ดื่มสลับๆ กันไปทั้งชนิดพร้อมดื่มและคั้นสด เพราะถ้ามัวแต่คิดไปคิดมาอาจทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น น้ำผลไม้เลยไม่ได้ช่วยให้คลายร้อนกันพอดี

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 23:13 น. วันที่ 26 ส.ค.59 »
20 อันดับเมนูเส้นแปลก

ที่มาจากรายการโกโกริโกะเกมกึ๋ย
ภารกิจกินเมนูเส้นแปลกๆ ในท้องถิ่นต่างๆ ของ ญี่ปุ่น 20 เมนู จากโพลการสำรวจคน 1,000 คน โดยให้ดาราตลกประจำรายการมาทาน

อันดับที่ 20 ราเม็งหม้อหินอัดแน่นด้วยผัก



เริ่มกันที่ร้านอิชืยากิราเม็งคัสซันที่จังหวัดอิราบากิ อย่างที่ชื่อของร้านบอกเพราะที่นี่จะใช้หม้อหินในการทำ ความร้อนที่ได้ก็สูงมากกว่า 300 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว เส้นที่ใช้เป็นเส้นบะหมี่แบบขนาดอ้วนแล้วก็ตามด้วยผักต่างๆ ที่ผัดปรุงรสแล้ว เมื่อตกแต่งด้วยไช่ต้มผ่าซีกก็ตามด้วยน้ำซุปมิโสะร้อนๆ ลงไปก็เป็นอันเสร็จ เป็นราเม็งที่ทั้งร้อนสุดๆ และอร่อยสุดๆ ไปเลย

อันดับที่ 19 ราเม็งซุปสีฟ้า



ที่จริงแล้วเมนูนี้ทำขึ้นเมื่อสิบปีก่อน เมื่อทีมเบสบอลโยโกฮาม่าเบสสตาร์คว้าชัยชนะได้ในรอบ 38 ปีนั่นเอง สีฟ้าของน้ำซุปก็มาจากลิเคียว เหล้าหวานที่เลือกใช้เป็นเหล้าหวานสีฟ้านั่นเอง นำเหล้าหวานสีฟ้านี้ไปต้มให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมด จากนั้นก็เติมน้ำซุปไก่ลงไป ทำให้ออกมาเป็นน้ำซุปที่ไม่เลี่ยน ใส่เส้นแบบจีนแบบเส้นเล็ก หมูแดง ไข่ย่างรูปดาว และต้นหอมสับก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เป็นเมนูที่ไม่เหมือนใครช่างแปลกจริงๆ

อันดับที่ 18 มิโสะเระมิโสะสึเคะเมน



แม้จะเป็นเมนูที่มีเฉพาะในหน้าร้อนแต่ก็ยังติดอันดับเข้ามาได้ จุดเด่นก็อยู่ที่การจัดแต่ง เพราะจะโปะด้วยน้ำแข็งไสจนเต็มชามนั่นเอง และยังเสิร์ฟคู่กับน้ำแข็งไสที่เป็นของหวานด้วย ทั้งเส้นและซุปมาในแบบเย็นที่มีรสชาติเข้มข้น เป็นการรวมกันของน้ำแข็งไสและบะหมี่ที่แปลกใหม่ ช่างน่าทานซะจริงๆ

อันดับที่ 17 ฮิยาชิซาวาระเมน



เป็นราเม็งที่ใช้น้ำซุปอัดแก๊สให้เป็นฟอง น้ำซุปที่ใช้เป็นน้ำซุปกระดูกหมูและกระดูกไก่รสเข้มข้นผสมกับน้ำต้มสาหร่ายคอมบุและซาบะตากแห้ง ทำให้เย็นก่อนจะใส่เส้นทำเองของที่ร้านลวกแล้วใส่ลงไป ตามด้วยหน่อไม้ดองและหมูชาชูชิ้นใหญ่เป็นท็อปปิ้งและเครื่องอื่นๆ ลงไป และในขั้นตอนสุดท้ายก็ใส่น้ำซุปแบบญี่ปุ่นที่ผสมแก๊สลงไปก็เป็นอันเสร็จ ราเม็งกับน้ำซุปรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เชิญทานได้เลย

อันดับที่ 16 โซบะกับตะเกียบต้นหอม



มาจากร้านมิซายาวะ จังหวัดฟุกุชิม่า เป็นเมนูโซบะที่มาพร้อมกับต้นหอมยักษ์ทั้งต้น โดยให้ใช้ต้นหอมนี้แทนตะเกียบในการกิน นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความอร่อย จะเคี้ยวต้นหอมเข้าไปด้วยก็ไม่ว่ากันนะ

อันดับที่ 15 พิซซ่าอุด้ง



มาจากร้านอุงเป เป็นเมนูอุด้งที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน เริ่มจากนำของทะเลอย่างหมึก กุ้ง มาย่างบนกะทะร้อน ใส่เนย เกลือ และพริกไทยเล็กน้อย นำเส้นอุด้งไปผัดบนกระทะ ผัดให้เข้ากันกับน้ำจากของทะเล พอเส้นได้ที่ก็เอาเครื่องทะเลและผักต่างๆ มาวางลงไปด้านบน ราดด้วยพิซซ่าซอส โปะขีสไว้ด้านบน นำไปอบจนได้ที่ก็จะได้เป็นพิซซ่าอุด้งแสนอร่อย เป็นเมนูที่นำเอาอุด้งกับพิซซ่ามารวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชีสรสเข้มข้น เชิญทานได้เลย

อันดับที่ 14 ซุปทาโกะยากิพร้อมเส้น



ที่ร้านทาโกะยากิร้านดัง ร้านทาโกะเทสึ เริ่มต้นจากการทำทาโกะยากิกันก่อน น้ำซุปที่ใช้ได้จากกระดูกไก่จากไก่ในญี่ปุ่น และความพิถีพิถันอีกอย่างก็คือการใช้ไก่หนึ่งตัวสำหรับน้ำซุปหนึ่งชาม เส้นก็เป็นเส้นบะหมี่แบบเส้นเล็ก ใส่ทาโกะยากิเป็นท็อปปิ้ง 7 ลูกก็เป็นอันเสร็จ นับเป็นเมนูราเม็งที่มีน้ำซุปที่หอมและได้รสชาติของทาโกะยากิที่ไม่เหมือนใคร แถมราคายังถูกเพียง 500 เยนเท่านั้น

อันดับที่ 13 สลัดราเม็ง



จากร้านราเม็งเท็ตจัง ราเม็งรสชาติกระดูกหมูโชยุที่มีผักกาดแก้ววางที่ด้านบน ตามด้วยกะหล่ำปลีซอยและผักอื่นๆ มาวางเป็นท็อปปิ้ง แล้วก็ราดด้วยน้ำสลัดเฟรนช์เดรสซิ่ง ราเม็งร้อนๆ กับสลัดเย็นๆ ที่เข้ากันอย่างลงตัว ความเปรี้ยวของน้ำสลัดช่วยเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 12 ราเม็งน้ำซุปนม



มาจากร้านราเม็งบังฟุคุในโตเกียว น้ำซุปใสที่เคี่ยวจากส่วนต่างๆ ของหมู นำมาต้มแล้วเติมนมไปในปริมาณที่เท่ากัน จากนั้นเติมน้ำซอสที่หมักหมูชาชู แค่นี้ก็จะได้น้ำซุปที่หอมและรสชาติเข้มข้น เมนูนี้มีขายมานานกว่าสามสิบปีอีกด้วย

อันดับที่ 11 ราเม็งมะเขือเทศ



มาจากร้านราเม็งโด้ดิวอิตาเลี่ยนในเมืองทาจิคาว่า โตเกียว ราเม็งของร้านนี้ทั้งน้ำซุปและเครื่องต่างๆ ล้วนเป็นมะเขือเทศที่มีรสเปรี้ยว วิธีทำเริ่มจากนำเส้นที่ลวกแล้วราดด้วยน้ำซอสที่เคี่ยวจากมะเขือเทศลงไป โปะด้วยมะเขือเทศลูกเล็กหั่นครึ่งก็เป็นอันเสร็จ เป็นเมนูสำหรับคนชอบมะเขทอเทศอย่างแท้จริง ว่ากันว่าเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าผู้หญิงมากๆ แถมดูดีน่ากินอีกด้วย

อันดับที่ 10 มิโสะคาสึอุด้ง



ร้านซังโคคุอิจิที่มีเมนูราเม็งอร่อยจากทั่วประเทศ และเมนูที่เราพูดถึงก็เป็นเมนูที่มีการดัดแปลงของเมนูจากนาโกย่า หมูทอดทงคัตสิชิ้นใหญ่ที่วางบนเส้นอุด้งลวกอวบอ้วน แซมด้วยกะหล่ำปลีซอยราดด้วยซอสมิโสะสูตรพิเศษ หมูทอดที่กรอบนอกนุ่มใน มิโสะที่หวานเล็กน้อยทานกับเส้นอุด้ง ช่างเข้ากันได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 9 อิปป้งอุด้ง



ที่ร้านคามาอาเกะอุด้งในโตเกียว เป็นอุด้งเส้นใหญ่ยาวสุดๆ ที่จริงแล้วนี่เป็นอาหารที่ปรากฏอยู่ในนิยายของคุณอิเคะนามิ เซทาโร่มาก่อนด้วย มีฉากที่ฮาเซงาว่าเฮโซที่เป็นตัวละครหลักของเรื่องได้กินอุด้งเส้นใหญ่ยาวนี้อยู่ด้วย วิธีการทำก็คือการปั้นเส้นให้กลมแล้วตัดตามที่ความยาวที่ต้องการ นำไปลวกต่อให้สุก และเวลาในการลวกใช้เวลา 50 นาที สุดท้ายก็นำไปใส่ในน้ำเย็นเพื่อเพิ่มความเหนียวนุ่มก็เป็นอันเสร็จ เส้นมีความอ้วนราวๆ 3 เซ็นติเมตร อิ่มกันแน่นอน เสริ์ฟพร้อมกับงาและเครื่องเคียงต่างๆ ในเซ็ต

อันดับที่ 8 คุโรโคะคุโระเมน



เป็นราเม็งจากโตเกียว เมนูที่ว่านี้มีเส้นที่เป็นสีดำน่ากลัว สีดำที่ว่าเป็นถ่านจากไผ่สำหรับทำอาหาร ผสมในแป้งที่ใช้ทำเส้น ถ่านที่ว่านี้กินเข้าไปมีประโยชน์มีแร่ธาตุต่างๆ และทำให้เลือดไหลเวียนดี มาในน้ำซุปรสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใครจริงๆ

อันดับที่ 7 โอจิยะอุด้ง



จากร้านมัตสึบายะ เมนูนี้เป็นการนำข้าวกับเส้นอุด้งมารวมกันแล้วเติมน้ำซุปลงไป เมื่อเดือดปุดๆ ขึ้นมาแล้วก็เติมไข่ ปลาอานาโกะ รวมทั้งเครื่องต่างๆ ลงไป เป็นเมนูเด็ดที่สืบทอดกันมาสามรุ่นของที่ร้าน เป็นเมนูอร่อยและราคาไม่แพงด้วย

อันดับที่ 6 สุกียากี้ราเมน



จากร้านจิฟุ จังหวัดเกียวโต และที่นี่เขามีวิธีการกินที่แปลกไม่เหมือนใคร น้ำซุปเป็นน้ำซุปรสโชยุ เส้นก็เป็นแบบเหนียวนุ่มเส้นตรง เนื้อหมูชาชูก็นำมาวางเรียงรอบชามให้ทั่ว โปะด้วยถั่วงอกและต้นหอมจำนวนมากก็เป็นอันเสร็จ ที่ได้ชื่อว่าสุกียากี้ก็เพราะว่าที่ร้านเขาจะให้จุ่มไข่ดิบก่อนทานนั่นเอง

อันดับที่ 5 ยากิโซบะในน้ำซุป



ร้านคามะอิโคะ จังหวัดอิบาระกิ ดูเผินๆ ก็เหมือนราเม็งทั่วๆ ไป แต่ที่จริงแล้วนี่ก็คือยากิโซบะในน้ำซุป วิธีการทำก็เริ่มจากผัดเนื้อไก่ในกระทะ ตามด้วยกะหล่ำปลี ตามด้วยเส้นที่ลวกแล้วผัดกับเครื่องที่เตรียมไว้ เติมซอสสูตรพิเศษแล้วผัดต่อไปอีกสักครู่ ก็จะได้ยากิโซบะแบบที่เราเห็นทั่วๆ ไป จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ เพราะหลังจากผัดเสร็จก็จะเติมซุปโชยุลงไป ความอร่อยของซอสกับโชยุกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวในรูปแบบใหม่ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมที่ในวันหยุดจะมีคิวต่อกันอย่างยาวเหยียด

อันดับที่ 4 เนงิราเม็งที่สุดแสนน่าตกใจ



ทันใดนั้นไฟก็พุ่งพรวดขึ้น ต้นหอมที่ใช้เป็นคุโจเนงิที่ขึ้นชื่อของเกียวโตเพราะว่าต้นหอมชนิดนี้ไม่เผ็ดและมีความนุ่มกว่า น้ำซุปต้มเคี่ยวจากเครื่องทะเลและกระดูกหมู ส่วนเส้นที่ใช้ก็เป็นแบบเส้นตรงทำพิเศษ โปะด้วยเนื้อหมูชาชูห้าชิ้นใหญ่ แล้วตามด้วยคุโจเนงิก็เป็นอันเสร็จ หลังจากเสิร์ฟก็จะราดด้วยน้ำมันเนงิร้อนๆ จนไฟพุ่งพรวด แม้จะราดน้ำมันแต่ก็ไม่ได้ทำให้เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย กลิ่นก็ยังหอมชวนทานอีกด้วย

อันดับที่ 3 ไบไบยากิโซบะ



เรามากันที่ร้านไบไบในย่านไชน่าทาวน์ที่เมืองโยโกฮาม่า เป็นเมนูที่ดูแปลกตาจริงๆ มีวิธีการทำดังนี้ เริ่มจากนำเส้นมาแผ่ไว้ให้ทั่วกระทะที่ร้อน จากนั้นก็ย่างเส้นไปด้วยหมุนกระทะไปด้วย เทน้ำราดที่มีผักต่างๆ และเนื้อหมูติดมันใส่ลงไป เทไข่ใส่ลงไปรอบๆ จากนั้นก็ย่างต่ออีกสักพัก พลิกด้านแล้วก็เทใส่จานก็เป็นอันเสร็จ กรอบนอกนุ่มในน่าทานมากๆ นุ่มๆ กรอบๆ ร้อนๆ อย่างนี้ เป็นใครก็อยากจะลองกินดูสักครั้ง

อันดับที่ 2 ชิเซนทันทันอิปป้งเมน



มาจากไชน่าทาวน์เช่นกันกับเมนูเส้นๆ ที่ตื่นตาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน จากร้านเคียวทาโร่ เป็นเส้นบะหมี่ที่ยืดออกเป็นเส้นเดียวกัน ที่ใช้เส้นเดียวอย่างนี้ถือเป็นอาหารมงคลที่คนจีนนิยม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เส้นอายุยืนยาว เส้นจะมีการชุบน้ำมันและจะยืดเส้นออกให้ยาว แล้วเชฟจะใช้มือยืดเส้นเป็นจังหวะค่อยๆ ปล่อยเส้นลงไปลวกในน้ำร้อน เส้นที่ทำออกมามีความยาวต่อเนื่องถึง 33 เมตรเลยทีเดียว เมื่อลวกเส้นเสร็จแล้วก็เอาไปใส่ในน้ำซุปสูตรพิเศษที่ทำจากน้ำรายุ ใส่หมูสับที่ผัดกับโทบันจัน ตามด้วยผักลวกและต้นหอมสับก็เป็นอันเสร็จ น้ำซุปมีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยช่วยเติมสีสันให้กับเมนูนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

อันดับที่ 1 ทงโคะสึเกี๊ยะไคสึเมนชาบู



ที่ร้านกะริวเค็นคากุระที่ย่านอิเคะบุคุโระ แม้จะเป็นสึเคะเมนแต่ก็ยังสามารถลิ้มรสน้ำซุปชาบูชาบูได้ถึงสองอย่างพร้อมๆ กัน และเพื่อให้ซุปร้อนตลอดทางร้านได้ติดตั้งเตาไฟฟ้าในแต่ละโต๊ะด้วย ทีนี้ก็สามารถทานได้ในขณะที่ร้อนๆ ไปตลอดนั่นเอง นอกจากนี้ยังนำนเนื้อไปจุ่มในน้ำซุปร้อนๆ ทานในสไตล์ชาบูชาบูได้อีกด้วย

อ่านเรื่องจัดอันดับอื่นที่นี่ จัดอันดับ

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 14:18 น. วันที่ 23 ก.พ.60 »
13 ตำนานผีเฮี้ยนของไทย
1. ผีฟ้าและเทพารักษ์
จะชอบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในน้ำหรือบนต้นไม้ บางทีจะเรียกว่าเทวดาหรือเจ้าที่ เช่น เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา ผีชนิดนี้จะถือว่าเป็นผีตามธรรมชาติ
2. ผีนางตะเคียน
ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาวและสวย มีอิทธิฤทธิ์มากมาย จะสิงสถิตย์ประจำต้นตะเคียน โดยเฉพาะต้นที่มีอายุเก่าแก่หลายปี คนไทยสมัยก่อนมักจะไม่นิยมนำไม้ตะเคียนมาปลูกบ้าน เพราะเชื่อว่ามีผีนางตะเคียนสิงอยู่ในนั้น
3. ผีปอบ
เป็นผีที่ไม่มีตัวตน ชอบสิงอยู่ในร่างคน กินตับไตไส้พุงของเจ้าของร่างจนหมด จึงออกไปจากร่างของคนที่ถูกผีปอบเข้าสิง และเมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากๆ จะทำเป็นเจ็บไข้ได่ป่วย ไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่พอเวลากลางคืน ก็จะแอบมากินเป็ดไก่สดๆ แบบดิบๆ จนเป็นที่สยดสยองของชาวบ้าน
4. ผีนางตานี
เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม และมีอภินิหารคล้ายกับผีนางตะเคียน แต่จะสิงสถิตย์อยู่ที่ต้นกล้วยตานี เล่ากันว่ามักจะปรากฏร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณจึงไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน เพราะกลัวผีนางตานี
5. ผีกองกอย
เชื่อว่าเป็นผีจำพวก ผีโป่ง ผีค่าง หรือผีป่า ชอบสูบเลือดที่เท้าคนกิน บางทีก็จะเรียกว่าผีดิบ รูปร่างเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัด บางคนก็ว่าชอบกระโดดขาเดียวไปไหนมาไหน และจะพบอยู่ในป่าลึก
6. ผีทะเลหรือผีพราย
เป็นผีที่สิงสถิตย์อยู่ในทะเล ทำให้เกิดคลื่นลม ชาวเรือมักจะสังเกตที่เสากระโดงเรือ ถ้าหากมีแสงเรืองขึ้นมา แสดงว่าจะถูกผีเรือเล่นงาน ต้องรีบหาทางเอาตัวรอด เพราะเรือนั้นใกล้จะจมลงแน่ๆ
7. ผีตายโหง
เป็นผีที่มีความดุร้ายมาก เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ถูกรถทับตาย ตกน้ำตาย วิญญาณจะไม่สงบเท่าที่ควร ไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ต้องรอให้มีคนมาตายแทนในสถานที่ที่ตัวเองตายตรงนั้น จึงจะไปเกิด บริเวณที่มีคนตายโหงจึงจะมีคนตายโหงอยู่เรื่อยๆ คนส่วนมากมักจะโดนผีประเภทนี้หลอกหลอนมากที่สุด เรียกว่าถ้าคุณไปไหนในเวลาค่ำคืน จงระวังผีตนนี้ไว้ให้ดี
8. ผีตายทั้งกลม
เป็นผีผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตายไปพร้อมกับลูกในท้อง จัดเป็นผีตายโหงด้วย เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ จึงมีความดุร้ายมาก เช่นผีแม่นาคพระโขนง เรียกว่าผีแบบนี้ใครได้เจอจะต้องขนลุกอย่างแน่นอน
9. ผีถ้วยแก้ว
เป็นการเล่นกับผี โดยวิธีเล่นจะจุดธูปเชื้อเชิญวิญญาณผีเร่ร่อน หรืออาจจะเป็นผีที่ตายโหง โดยการเล่นนั้นจะอัญเชิญผีถ้วยแก้วเข้ามาอยู่ในแก้ว โดยจะมีการทำตารางตัวอักษร สระ พยํญชนะ และตัวเลข แล้วใช้ถ้วยตะไลคว่ำลงบนกระดาษ ให้คนเล่น 4 คนใช้นิ้วแตะก้นแก้ว ตั้งคำถามให้ผีตอบ เมื่อมีวิญญาณมาสิงที่แก้วแล้ว ถ้วยแก้วนั้นก็จะเดินไปผสมตัวอักษรให้เป็นคำ เพื่อตอบคำถามของผู้เล่น
10. ผีอำ
เป็นการอำที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผีเวลาที่นอนหลับอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีใครมาบังคับให้ขยับตัวไม่ได้ มีคนมานั่งทับ ดึงแขนขา บ้างก็ทำให้อึดอัดหายใจไม่ออก ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนเหนื่อย
11. ผีเปรต
เป็นคนที่ตายไปแล้ว เมื่อตายกลายเป็นผีที่มีรูปร่างสูงโย่งเย่ง ผอมโซ คอยาว กินเลือดและกินหนอง เชื่อกันว่าสมัยที่เป็นคนนั้นทำบาปไว้อย่างมหันต์ เนรคุณ ด่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือทำร้ายผู้ทรงศีล บ้างก็เล่าว่าเปรตบางตัวมีกงจักรพัดอยู่บนหัว ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ต้องยืนตัวสั่นขาแข็ง ปรากฏกายบนโลกมนุษย์บ้าง หรือไม่ก็ต้องอยู่ในขุมนรกจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
12. ผีกระสือ
เป็นผีผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นหญิงแก่ชรา เวลากลางวันจะเป็นคนธรรมดา แต่จะหลบผู้คน ไม่สุงสิงกับใคร และจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยถอดเอาหัวกับตับไตไส้พุงลอยไปในเวลาค่ำคืน อาจจะเห็นเป็นดวงไฟสีเขียวเรืองๆ หรือสีส้มเรืองๆ ดวงใหญ่ส่องแสงวูบวาบ ชอบกินของสดคาว ของเน่าเหม็น ผีกระสือเวลาจะตายมักจะต้องมีทายาทสืบต่อโดยการคายน้ำลายถ่ายเข้าไปในปากลูกหลานหรือผู้สืบทอดคนใดคนหนึ่ง ถึงจะตายได้อย่างสงบ
13. ผีกระหัง
เป็นผีชนิดเดียวกับผีกระสือ ต่างกันตรงที่เป็นผีผู้ชาย ชอบกินของสกปรก เน่าเหม็นเหมือนผีกระสือ เวลาจะไปไหนจะมีกระด้งสองใบทำเป็นปีก และมีสากตำข้าวเป็นหาง

สยองขวัญ

จัดอันดับ


ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 21:13 น. วันที่ 24 ก.พ.60 »
การ์ตูนตาหวาน การ์ตูนผู้หญิง การ์ตูนสยองขวัญ การ์ตูนตาหวาน 18+ การ์ตูน Princess หมึกจีน แบบ pdf ดูในคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต ราคาเล่มละ 5 บาทเท่านั้น

ดูรายชื่อการ์ตูนได้ที่ สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน PDF
http://anyacartoon.lnwshop.com

ติดต่อแม่ค้า
ไลน์ fattycatty
อีเมล์ richyamazon@gmail.com

การ์ตูนมีหลากหลายแนว ทั้ง การ์ตูนความรักโรแมนติก 18+ แบบ hot love, Taboo
การ์ตูนโรแมนติกแนวชีค Romance, Darling, My Dear, Mini Romance
การ์ตูนโรแมนติกแนวย้อนยุค แบบ Lady หมึกจีน
การ์ตูนความรักแบบวัยรุ่น สดใส ไฮสคูล วัยเรียน แบบ Hischool, Cheese, Venus, Hello, Cherry, Strawberry,
การ์ตูนแนวอีโรติกสยองขวัญ 18+ ย้อนยุค Dark Fairy Tail ไม่เหมือนใคร แบบ Princess หมึกจีน
การ์ตูนแนวสยองขวัญ ผี ระทึกขวัญ ยุคเก่าๆ หาอ่านยาก เช่น ขวัญผวา, ก๊อก ก๊อก ก๊อก, กุกกัก















ดูรายชื่อการ์ตูนได้ที่ สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน PDF
http://anyacartoon.lnwshop.com

วิธีการสั่งซื้อ
1. กดที่รูปรถเข็น ถ้าเลือกอีกให้กดปิดเมนูไปก่อน เมื่อเลือกครบตามที่ต้องการแล้วก็กดทำรายการสั่งซื้อ เพื่อกรอกชื่อที่อยู่ค่ะ พอสั่งซื้อแล้วรอเมลตอบกลับยอดจากแม่ค้านะคะ พอสรุปยอด โอนเงินแล้วก็รอแม่ค้าส่งลิ้งค์ให้ค่ะ

2. หรือจดรายชื่อการ์ตูนที่ต้องการส่งไลน์หรืออีเมล์มาหาแม่ค้าได้เลยจ้า

ตัวอย่างการ์ตูน คลิ๊กลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดการ์ตูน
CHEESE 4
https://drive.google.com/file/d/0B2rHOMg8VlgMNVQ4ZEw2NFYwNFU/view?usp=sharing



ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 22:55 น. วันที่ 27 มี.ค.60 »
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ

เมื่อหลายปีมาแล้ว คุณนิวัตถูกย้ายไปทำงานทางภาคเหนือ งานที่ทำเป็นงานที่ต้องออกป่าเป็นครั้งเป็นคราว ตัวแกเป็นข้าราชการด้วย ก็ทำให้แกมีโอกาสได้เที่ยวป่ามามากพอสมควร ถึงแม้แกจะได้ออกป่าบ่อยครั้ง แต่แกก็ไม่ค่อยชอบล่าสัตว์ ชอบไปดูภูมิประเทศและก็ความสวยงามของธรรมชาติมากกว่า แกจะยิงสัตว์ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เช่นเพื่อการป้องกันตัวหรือว่าได้รับการขอร้องให้ช่วยยิงสัตว์ร้าย ที่รบกวนความสงบสุขของชาวบ้านเท่านั้น หน้าร้อนในปีนึงหลังจากที่แกไปอยู่ทางเหนือได้สักสองสามปี ก็มีงานที่จะต้องทำ ทางเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ใกล้กับเขตแดนประเทศพม่า

คุณนิวัตกับหัวหน้าและลูกน้องอีกสองคนต้องแวะค้างคืนที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ติดเขตแดนพม่า ตอนที่แกไปถึงหมู่บ้านนั้นใกล้จะค่ำแล้ว พอเข้าไปในหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านกำลังจับกลุ่มพูดจากันอยู่ ท่าทางของพวกเขาบ่งบอกว่าคงจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ หัวหน้าของคุณนิวัตก็ไปสอบถามผู้ใหญ่บ้านซึ่งรู้จักชอบพอกันดี ก็ได้ความว่า ผู้หญิงที่เป็นลูกบ้านของแกคนหนึ่งออกไปหาผัก เก็บเห็ดกับเพื่อนๆ แล้วก็เกิดหายตัวไป พวกชาวบ้านก็กำลังจะออกตามหา พอรู้อย่างนั้นหัวหน้าก็เลยให้ยืมไฟฉายทั้ง 3 กระบอกที่มี ให้พวกชาวบ้านเอาไป แล้วก็กำชับว่าให้รีบกลับก่อนหัวค่ำ อย่าเสี่ยงตามในเวลากลางคืน เพราะบริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่ อาจจะเกิดอันตรายกับคนที่ไปตามได้

หลังจากอาบน้ำและกินอาหารเย็นกันแล้ว ก็ได้รายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ใหญ่บ้านถึงผู้หญิงที่หายไปว่า เมื่อตอนบ่ายวันนั้น ผู้หญิงห้าหกคน ออกไปเก็บเห็ดหาผักอย่างเคย ใกล้ๆ หมู่บ้านนั่นเอง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป พอตกเย็นก็กู่เรียกกันเพื่อที่จะกลับบ้าน ก็ปรากฏว่าหายไปคนนึง พวกที่เหลือก็รีบกลับมาบอกทางบ้าน ก็เป็นเวลาพอดีกับที่พวกของคุณนิวัตไปถึง ที่เห็นเขากำลังจับกลุ่มกันนั่นแหละ หัวหน้าของคุณนิวัตก็ถามถึงเรื่องสัตว์ร้าย ผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่าไม่เคยเห็นเข้ามาใกล้หมู่บ้านนานแล้ว ถ้าจะมีก็ต้องเข้าไปในป่าลึกๆ สักสองสามกิโลเมตร รอบๆ หมู่บ้านก็เป็นป่าโปร่งมีไร่สลับอยู่เป็นบางส่วน ซึ่งไม่น่าจะมีสัตว์ร้ายเข้ามาใกล้ หรืออีกประการหนึ่งคือชาวบ้านก็ออกล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ ถ้ามีก็คงจะเคยเห็นกันบ้าง พอถึงเวลาประมาณสามทุ่ม พวกที่ออกตามผู้หญิงที่หายไปก็ทนอยกันกลับ โดยที่ไม่พบหรือได้ร่องรอยอะไรเลย

วันรุ่งขึ้นพวกของคุณนิวัตแทนที่จะได้เดินทางต่อก็ไปไม่ได้ พวกผู้ใหญ่บ้านนั้นขอร้องให้อยู่ต่อเพื่อรอดูว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่หายไป เช้าวันนั้นพวกชาวบ้านก็แยกย้ายกันออกไปตามหาอีกโดยแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เที่ยงวันนั้นตอนที่คุณนิวัตกำลังตรวจดูเอกสารที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านก็ได้ยินเสียงชาวบ้านเอะอะกันขึ้นก็ลุกออกมาดูที่นอกชาน ก็เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังหามแคร่ไม้ไผ่ที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ เข้ามา บนแคร่นั้นมีคนนอนอยู่ มีผ้าขาวม้าคลุมตั้งแต่หัวถึงน่อง ชาวบ้านที่เดินมาด้วยก็บอกว่าเป็นผู้หญิงที่หายไปเมื่อวานนี้ถูกเสือกัดตาย

หลังจากกินอาหารกลางวันกันแล้ว หัวหน้าซึ่งไปขลุกอยู่กับชาวบ้านตั้งแต่พบศพหญิงที่ถูกเสือกัดตายก็มาบอกคุณนิวัตว่า พวกชาวบ้านจะตามล่าเสือที่ฆ่าพวกของเขา โดยใช้วิธีนั่งซาก และพวกเขาก็ขอให้คุณนิวัตช่วยนั่งซากให้คู่กับพรานของพวกเขา คุณนิวัตก็ต้องจำใจตกลงเพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร และหัวหน้าก็ขอร้องให้ช่วยด้วย แล้วอีกประการหนึ่งก็เห็นใจชาวบ้านอยู่ไม่น้อย ถ้าลองได้มีเสือกินคนอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านอย่างนี้ พวกชาวบ้านก็คงไม่เป็นอันทำมาหากินแน่ อาวุธของพวกชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะดีพอด้วย

วิธีที่ชาวบ้านจะใช้ในการล่าเสือที่เรียกว่าการนั่งซากนั้นก็คือ การซุ่มยิงเสือโดยเอาซากอะไรก็แล้วแต่ที่เสือมันฆ่าแล้วกินไม่หมดมาเป็นเหยื่อล่อ เพราะว่าถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ๆ เช่น วัว ควาย กวาง หรือว่าคนก็แล้วแต่เมื่อเสือมันฆ่าแล้วมันกินไม่หมดในครั้งเดียว มันจะมากินใหม่เมื่อมันหิว วิธีนี้ถ้าจะให้ได้ผลดีก็ต้องพยายามไม่แตะต้อง หรือไม่เข้าไปใกล้ซากก็ยิ่งดี เพราะว่าเสือนั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาดและจมูกมันไวต่อกลิ่นมาก ข้อเสียของการนั่งซากอย่างหนึ่งก็คือ บางครั้งต้องเสียเวลานั่งหลายคืน กว่าเสือมันจะหิวแล้วก็ย้อนกลับมากิน

แต่สำหรับรายนี้คุณนิวัตก็ไม่ค่อยจะเข้าใจอยู่เหมือนกันว่า ในเมื่อพวกเขาคิดจะใช้วิธีนั่งซากแล้วทำไมถึงได้เอาศพกลับเข้ามา แทนที่จะทิ้งศพไว้ในที่ๆ เจอ แต่คุณนิวัตก็ไม่ได้ไปสนใจในเรื่องนี้มากนัก เมื่อได้รับการขอร้องก็จะนั่งซากให้คืนนึง แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะต้องออกเดินทางกันต่อไป

ในตอนบ่ายสี่โมง หัวหน้าก็มาบอกกับคุณนิวัตว่าชาวบ้านเตรียมสถานที่จะใช้นั่งซากไว้แล้ว ให้เตรียมตัวไปได้แล้ว คุณนิวัตก็จัดของที่จำเป็น มีปืนประจำตัว กระติกน้ำ กระติกกาแฟ ไฟฉาย ส่วนข้าวห่อกับกระบอกไม้ไผ่สำหรับใช้ปัสสาวะนี่ชาวบ้านเตรียมไว้ให้แล้ว กระบอกไม้ไผ่ที่สำหรับใช้ปัสสาวะนั้นจำเป็นมาก เพราะถ้าขึ้นห้างแล้วถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ จะไม่มีการลงจากห้างเลย จนกว่าจะรุ่งเช้าหรือว่ามีคนไปรับ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปวดปัสสาวะขึ้นมาก็จะต้องใช้กระบอกไม่ไผ่นี้ล่ะ จะปล่อยลงมาจากบนห้างไม่ได้เพราะถือว่าเป็นการผิดป่าอย่างหนึ่ง

ระยะทางจากหมู่บ้านถึงที่นั่งซาก ใช้เวลาเดินแต่ครึ่งชัวโมง ซึ่งก็คงห่างจากหมู่บ้านประมาณสองกิโลเมตร เมื่อไปถึงสถานที่ที่จะใช้นั่งซาก ก็ได้เห็นศพผู้หญิงที่ถูกเสือกัดตาย คุณนิวัตนั้นแทบจะหันหลังกลับ เพราะไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านเขาทำอะไรกัน คือพวกเขาเอาศพไปผูกติดไว้กับต้นไม้ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่หมด แถมยังผัดหน้าทาปากให้ศพอีกด้วย หัวหน้ารีบเข้ามาหาเมื่อเห็นคุณนิวัตมีท่าทางงงงัน แล้วหัวหน้าก็อธิบายให้ฟังว่าการกระทำทั้งหมดนี้เป็นวิธีของชาวพม่าคนหนึ่งซึ่งอยู่ในหมู่บ้านนี้มาหลายปีแล้ว แกมีอาชีพเก็บสมุนไพรไปขาย ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านด้วย พวกชาวบ้านเขาเรียกแกว่า หมอม่าน ม่านนี่เป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาคนล้านนาที่แปลว่าพม่า ชาวบ้านให้ความนับถือแกมาก ด้วยวิธีของแกนี้ แกรับรองว่า เสือตัวที่ฆ่าผู้หญิงคนนี้จะต้องมาแน่นอนภายในคืนนั้น

คุณนิวัตบอกว่าบอกตรงๆ พอรู้เรื่องแล้วก็ไม่อยากจะเสียเวลากับการนั่งซากในคืนนั้นเลย เหตุผลก็อย่างที่บอกไปว่า เสือเป็นสัตว์ที่ฉลาดและไวต่อกลิ่นแปลกปลอมมาก อย่าว่าแต่เอาซากมาเปลี่ยนเสื้อผ้าผัดหน้าทาแป้งเลย แม้แต่การเคลื่อนย้ายก็ไม่ควรทำ แต่ว่าคุณนิวัตก็ปฏิเสธไม่ได้เนื่องจากหัวหน้าขอร้องให้เห็นกับแกแล้ว ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นญาติกับผู้หญิงเคราะห์ร้ายก็ยังมายกมือไว้ปะหลกๆ บอกว่าถ้าหากคุณนิวัตไม่ยอมมานั่งห้างแล้วพรานอีกคนเขาก็จะไม่ยอมนั่งด้วย เมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็เลยตกลงกับหัวหน้าว่าถ้าได้ยินเสียงปืนแล้วก็ขอให้ออกมารับด้วยก็แล้วกัน แสดงว่ายิงเสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนรุ่งเช้าคุณนิวัตจะกลับไปเอง ก็นัดไปตามกลหลักการนั่งห้างทั่วๆ ไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในใจก็คิดว่า ไม่มีเสือบ้าเสือบอที่ไหนจะมาให้ยิงหรอกในเมื่อทำกับเหยื่อแบบนี้

อ่านต่อที่นี่ เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ

ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ
ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน
ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ
ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร
เรื่องเล่าสยองขวัญ
เล่าเรื่องสยองขวัญ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 22:53 น. วันที่ 10 เม.ย.60 »
10 อันดับการ์ตูนมังงะที่ต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิต
ก่อนอื่น! ต้องขอทำความเข้าใจกันสักนิดเผื่อว่าจะมีใครงง… มังงะ ที่เรากำลังพูดถึงนี้หมายถึง หนังสือการ์ตูน ส่วนที่เราเห็นตัวการ์ตูนขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวปล่อยพลังใส่กันเป็นฉากๆ มีเสียงคนพากย์เพิ่มอรรถรสความเมามันส์แบบนั้นคือ อนิเมะ ส่วนมากแล้วการ์ตูนเรื่องนึงมักมีทั้งมังงะและอนิเมะ ใครชอบแบบไหนเลือกรับชมกันตามสะดวก และก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า วันนี้จะพูดถึง มังงะ ลองมาดู 10 อันดับการ์ตูนมังงะที่ต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิต จะแจ่มแจ๋วขนาดไหนอย่าได้พลาดเชียว!

10. HunterxHunter


การ์ตูนมังงะที่เข้ามาในอันดับ 10 คือเรื่อง ฮันเตอร์ ฮันเตอร์ ที่เขียนโดย โยชิฮิโร โตกาชิ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของ กอร์น ฟรีคส์ เด็กชายที่ออกตามหา จิน ฟรีคส์ ผู้เป็นพ่อ และมีความใฝฝันจะเป็นฮันเตอร์ตามรอยพ่อเช่นกัน เรื่องราวระหว่างการเดินทางของเด็กชายคนนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างต้องไปอ่านกันดู ว่าแต่การ์ตูนเรื่องนี้…เขียนมากี่ปีแล้วนะ?

9. Berserk


เบอร์เซิร์ก ที่เขียนโดย เคนทาโร่ มิอุระ เรื่องราวของ กัซ นักดาบในยุคกลางที่เข้าร่วมสงคราม และเข้าร่วมต่อสู้กับพระเจ้า อันดับการ์ตูนมังงะเรื่องนี้มีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการ์ตูนที่มียอดขายถล่มทลายอยู่ในอันดับต้นๆ เช่นกัน

8. Slam Dunk


การ์ตูนที่ปลุกกระแสกีฬาบาสเก็ตบอลได้เป็นอย่างดี! สแลมดังก์ เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเขียนโดย ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ เรื่องราวของกีฬา ความรัก และพองเพื่อน ความน่าประทับใจเหล่านี้ไม่แปลกหรอก ที่เรื่องนี้จะเป็นการ์ตูนขวัญใจของใครหลายๆ คน

7. Fullmetal Alchemist


ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ หรือชื่อไทยว่า แขนกล คนแปรธาตุ เรื่องราวของสองพี่น้อง เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค ที่ศึกษาวิชาต้องห้ามอย่างการเล่นแร่แปรธาตุ เป็นการ์ตูนที่เขียนขึ้นโดย ฮิโระมุ อาราคาวะ เป็นมังงะที่อัดแน่นไปด้วยการต่อสู้สุดมันส์ แถมยังซ่อนฉากเรียกน้ำตาเอาไว้มากมายอีกด้วย

6. Fairy Tail


การ์ตูนแนวแฟนตาซีที่เขียนโดย ฮิโระ มาชิม่า เล่าถึงเรื่องราวความป่วน การต่อสู้ และการผจญภัยของเหล่าจอมเวทย์แห่งกิลด์ แฟรี่เทล การพบกันระหว่าง ลูซี่ หญิงสาวผู้มีความสามารถในการอัญเชิญเทพแห่งดวงดาว กับ นัตสึ บุตรบุญธรรมของมังกรอิกนีล ผู้สามารถใช้ไฟ ทั้งสองคนได้ร่วมต่อสู่กับจอมเวทย์คนอื่นๆ จนนำไปสู่เรื่องราวความสนุกสนาน ณ ที่แห่งนี้

5. Bleach


เทพมรณะ การ์ตูนชื่อดังผลงานการสร้างสรรค์ของ คุโบะ ไทเทะ เรื่องราวของ คุโรซากิ อิจิโกะ นักเรียนมัธยมปลายผู้สามารถมองเห็นวิญญาณ ได้พบกับยมฑูตนามว่า คุจิกิ ลูเคีย แล้วเรื่องราวความสนุกสุดมันส์ในการเป็นยมฑูตของอิจิโกะก็ได้เริ่มขึ้น

4. Death Note


การ์ตูนแนวลึกลับ ผลงานเขียนเรื่องของ สึงุมิ โอบะ และวาดภาพโดย ทาเคชิ โอบาตะ เรื่องราวของยางามิ ไลท์ เด็กนักเรียนมัธยมปลายระดับหัวกะทิที่ได้พบกับสมุดเดธโน้ตของยมฑูต ลุค ที่สามารถฆ่าคนได้เพียงเขียนชื่อคนๆ นั้นลงในสมุดบันทึกเล่มนั้น ความเข้มข้นของเนื้อหา การหักมุม และมุขตลกร้ายที่แฝงอยู่ในเรื่องนำให้การ์ตูนเรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจทั้ง มังงะ และอนิเมะเลยทีเดียว

3. Dragon Ball


ชาลา-เฮด-ชาลา เรื่องราวของการออกตามหาดราก้อนบอลให้ครบ 7 ลูก เพื่อขอพรหนึ่งข้อจากเทพเจ้ามังกร เป็นผลงานการเขียนของ โทริยาม่า อากิระ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว… คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้หรอกเนอะ เรียกได้ว่าหลายคนโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้เลยล่ะ

2. Naruto


นินจาจอมคาถานารูโตะ เรื่องราวของเด็กหนุ่ม อุซึมากิ นารูโตะ ผู้มีปีศาจจิ้งจอกเก้าหางถูกผนึกไว้ในตัว! เขียนโดย มาซาชิ คิชิโมโตะ มังงะเรื่องนี้สร้างความสนุกให้กับผู้ชมมายาวนานกว่า 15 ปี จริงๆ แล้วเรื่องอื่นอาจจะนานกว่าอีก เพียงแต่เรื่องนี้เหล่าแฟนๆ ของนินจาหน้าแมวได้รับชมตอนจบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วน่ะสิ แถมตอนนี้ยังมีภาคต่อของลูกชายนารูโตะออกมาแล้ว ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสนุกสนานได้เท่ารุ่นพ่อรึเปล่า

1. One Piece


“ฉันจะเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เลย!” ประโยคที่ตัวเอกของเรื่องอย่าง กัปตันกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง มังกี้ ดี ลูฟี่ พูดไว้อยู่เสมอ เรื่องราวการผจญภัยในยุคทองของโจรสลัดที่ออกตามล่าหา วันพีช เขียนโดย เออิจิโร่ โอดะ จัดว่าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลกอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ถ้านับเวลานี่ก็ปาเข้าไป 17 ปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะจบ…ได้ข่าวแว่วๆมา(อีกละ) ว่านักวาดเขาวางแผนตอนจบไว้อีก 10 ปีข้างหน้า…สู้ต่อไปนะลูฟี่ และแฟนคลับวันพีชทั้งหลาย

สุดยอดไปเลยนะเนี่ย! การ์ตูนมังงะแต่ละเรื่องนี่แทบจะเป็นตำนาน ที่เราบอกว่าต้องหามาอ่านสักครั้งในชีวิตก็เพราะไม่อยากให้คุณพลาด! เรื่องราวความสนุกครบรส กินใจแบบนี้ไง ชอบแนวไหนไปหาอ่านกันดู

ขอขอบคุณที่มาจาก daily.rabbit.co.th/การ์ตูนห้ามพลาด

สยองขวัญ
จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 00:26 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
Serial Killer Definition
Like certain other terms—obscenity, for example—serial killing is surprisingly tricky to define. Part of the problem is that police definitions tend to differ from popular conceptions. According to some experts, a serial killer is any murderer who commits more than one random slaying with a break between the crimes. There is certainly some validity to this viewpoint. If (for example) Ted Bundy had been caught after committing only a couple of atrocities, he wouldn’t have gained worldwide notoriety—but he still would have been what he was: a demented personality capable of the most depraved acts of violence. Still, it’s hard to think of someone as a serial killer unless he’s killed a whole string of victims.

How many victims constitute a “string”? Again, it’s hard to be precise. The most infamous serial killers—Bundy, Gacy, Dahmer, etc.—are the ones responsible for double-digit murders. Most experts seem to agree, however, that to qualify as a serial killer, an individual has to slay a minimum of three unrelated victims.
The notion of a string implies something else besides sheer number. A serial killer must perpetrate a number of random killings with an emotional “cooling-off” period between each crime. This hiatus—which can last anywhere from hours to years—is what distinguishes the serial killer from the Mass Murderer, the homicidal nut who erupts in an explosion of insane violence, killing a whole group of people all at once. Thus, the official FBI definition of serial homicide is “three or more separate events with an emotional cooling-off period between homicides, each murder taking place at a different location.”
There are several problems with this definition, however. For one thing, not all serial killers commit their murders in different locations. The nearly three dozen victims of John Wayne Gacy, for example, all met their horrible deaths in the basement of his suburban ranch house. And there are murderers who commit three or more separate homicides over extended periods of time who aren’t serial killers: mob hitmen, for example.
What distinguishes a professional hitman from a serial killer, however, is that one kills for money—it’s his job—while the other kills purely for depraved pleasure. A hitman may enjoy his work, but murder isn’t his primary source of sexual gratification. The situation is different with psychos like Gacy, who reach the heights of ecstasy while perpetrating their atrocities. According to many experts, in other words, true serial killer always involves an element of unspeakable sexual Sadism.

Taking these issues into account, the National Institute of Justice offers a definition we find more useful than the FBI’s: “A series of two or more murders, committed as separate events, usually but not always committed by one offender acting alone. The crimes may occur over a period of time ranging from hours to years. Quite often the motive is psychological, and the offender’s behavior and the physical evidence observed at the crime scenes will reflect sadistic, sexual overtones.”

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 00:28 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
CANNIBALISM SERIAL KILLER
CANNIBALISM SERIAL KILLER

Ever since the Stone Age, human beings have indulged in cannibalism, either for dietary or ritual reasons. The prehistoric hominids known as Homo erectus enjoyed supping on the brains of their fellow cavemen. Aborigines throughout the world, from New Zealand to North America, routinely devoured the hearts of enemy warriors as a way of absorbing their courage. Ceremonial cannibalism was a central feature of the Aztec religion. And Fijians consumed human flesh (which they called puaka balava or “long pig”) just because they liked its taste.

In the Judeo-Christian tradition, however, cannibalism is regarded with such intense abhorrence that when faced with a choice between eating other humans or starving to death, some people have opted for the latter. (This was the case, for example, with several survivors of the famous 1972 plane crash that stranded a party of young Uruguayans in the high Andes.) As a result, of all the horrors associated with serial killer, cannibalism strikes many people as the worst. When Thomas Harris, author of The Silence of the Lambs, set out to create the most monstrous serial killer imaginable, the result was Dr. Lecter, aka “Hannibal the Cannibal,” whose idea of a gourmet meal is human liver with fava beans and a nice Chianti on the side.

In point of fact, however, real-life cannibal killers are relatively few and far between. For reasons that can only be surmised, Germany has produced a disproportionately high percentage of twentieth-century people eaters. During the social chaos of the 1920s, the hideously depraved Fritz Haarmann slaughtered as many as fifty young boys, dined on their flesh, then sold the leftovers as black-market beef. His equally degenerate countryman Georg Grossmann also supplemented his income by peddling human flesh, though his preferred victims were plump young females, whose meat he made into sausages. Yet another postwar German cannibal was Karl Denke, an innkeeper who killed and consumed at least thirty of his lodgers.

At about the same time in America, the sadomasochistic madman Albert Fish was roaming the country, preying on small boys and girls. He was finally executed for the abduction-murder of a pretty twelve-year-old named Grace Budd, parts of whose body he made into a stew. In recent years, the “Milwaukee Monster,” Jeffrey Dahmer, has served as a grotesque reminder that the forbidden urge to consume human flesh may still lurk beneath the surface of supposedly civilized life.

Appalling as they were, Dahmer’s crimes were outstripped by the Russian “Mad Beast,” Andrei Chikatilo, who—with a confirmed body count of fifty-two victims—holds the record as the worst serial killer of modern times. Among his countless atrocities, Chikatilo devoured the genitals of some of his victims—a practice that left him (according to his captors) with a telltale case of bizarre halitosis.

A cannibalistic contemporary of Chikatilo and Dahmer was Arthur Shawcross, whose wildly sadistic tendencies first found free play in the jungles of Vietnam, where (according to his own account) he raped, slaughtered, and cannibalized two peasant women during an army combat mission. Shawcross’s subsequent career of psychopathic violence included the murder of a ten-year-old boy whose genitals he devoured, and the strangulation of a string of prostitutes whose bodies he dumped in the woods in upstate New York. Occasionally, he would sneak back to the body weeks after the murder, then cut out and eat pieces of the decomposing corpse (a particularly abhorrent form of cannibalism technically known as necrophagy).

During the past twenty-five years or so, there have been a number of appalling cannibal killers who might well have become full-fledged serial murderers if they hadn’t been arrested after committing a single atrocity. These include Albert Fentress, a former schoolteacher in Poughkeepsie, New York, who, in the summer of 1979, lured an eighteen-year-old boy into his basement, cut off and ate the victim’s penis, then shot him to death; Issei Sagawa, a Japanese national living in Paris who, in 1981, killed his girlfriend, had sex with her corpse, then dismembered and ate parts of her body; Daniel Rakowitz, who likewise murdered and dismembered his girlfriend, then boiled her into a soup which he allegedly served to homeless people on New York’s Lower East Side in 1989; and Peter Bryan, a British schizophrenic arrested in 2004 after killing a friend and frying his brain for consumption.

Most bizarre of all is undoubtedly Armin Meiwes, a middle-aged German computer technician who, in 2001, advertised for a victim willing to be slaughtered and consumed (see Ads). When a forty-three-year-old man named Bernd-J?rgen Brandes showed up in response to this Internet posting, Meiwes—with Brandes’s full approval—sliced off the latter’s penis. The two men then shared a meal of the severed organ. Brandes was then stabbed to death, dismembered, and frozen for future consumption.

Meiwes was arrested shortly thereafter. Since Germany has no laws against cannibalism, he was charged with murder “for sexual satisfaction” and “disturbing the peace of the dead.” His attorney at his 2004 trial attempted to argue that since Brandes consented (indeed, eagerly cooperated) in his own death, the case should be classified as a mercy killing. The court was not convinced. Meiwes was convicted of manslaughter and sentenced to eight and a half years in prison, though in April 2005, prosecutors—objecting to the leniency of the sentence—won an appeal for a retrial.

Despite Meiwes’s claim that he had gotten his cannibalistic urges out of his system—“I had my big kick and I don’t need to do it again,” he declared—there is reason to doubt his word. Certainly, if he had chosen to indulge his unnatural appetites a second time, he would have had a varied menu to choose from. At his trial, a state police inspector testified that Meiwes’s computer files showed that his ad had drawn responses from 204 applicants looking to be his next meal.

In the realm of serial-killer cinema, cannibalism features prominently in Tobe Hooper’s splatter classic The Texas Chainsaw Massacre, about a family of deranged good ol’ boys who turn unwary teens into barbeque. Like Psycho and The Silence of the Lambs, Hooper’s movie was inspired by the crimes of Edward Gein. Ostensibly, investigators found unmistakable signs of cannibalism in Gein’s horror house—a human heart in a frying pan, a refrigerator stocked with paper-wrapped body parts. This allegation, however, was just one of many hysterical rumors that floated around in the wake of his crimes. Though Ghoulish Gein committed all sorts of unspeakable acts, cannibalism was apparently not one of them. He did, however, enjoy eating baked beans from a bowl made out of a human cranium.

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 00:29 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
CANNIBALISM and Serial Murder

CANNIBALISM and Serial Murder

Throughout history, many cultures have sanctioned and ritualized the consumption of human flesh, but cannibalism is generally banned today, since its practice requires either homicide or desecration of corpses (a criminal offense in most American jurisdictions). Still,
as bizarre as it seems in modern society, cannibalism is not particularly rare among serial killers, particularly those driven by sexual or sadistic MOTIVES.

Indeed, it has always been so. In ancient Mexico, where Aztecs sacrificed and cannibalized an estimated 15,000 victims yearly, Emperor Moctezuma was said to prefer dining on the same young boys he chose to share his bed. Cannibal killer ALBERT FISH also preferred the
flesh of children, while California’s EDMUND KEMPER devoured parts of at least two female victims, later terming the act a means of “possessing” them forever. The “CHICAGO RIPPERS,” four young Satanists, habitually severed and devoured the breasts of women they abducted, raped, and killed.

Cannibalism is not always a sexual act. For some, it may be a survival technique. Millions starved to death in Russia during the 1930s while Josef Stalin communized the nation’s agricultural system, and the tragedy was repeated 20 years later under Mao Zedong in the
People’s Republic of China. In both countries, many cases of cannibalism were reported (including parents who devoured their own children), but authorities responded in very different ways. Soviet officials executed an unknown number of cannibals, while sentencing some 350 others to life imprisonment; Chinese leaders, on the other hand, sometimes applauded acts of homicide and cannibalism, especially where the victims were members of the “reactionary” old guard. In Russia, at least one case of serial murder and cannibalism was also reported from Leningrad during the long Nazi siege, but details are elusive thanks to Soviet censorship. (Perhaps significantly, Russian slayer ANDREI CHIKATILO blamed his own forays into cannibalism on childhood stories concerning his older brother, allegedly murdered and eaten during the famine of the 1930s.)

There is at least one case on record of serial murder and cannibalism committed as acts of revenge. Embittered at the murder of his wife by members of the Crow Indian tribe, trapper John Johnston waged a ruthless vendetta in the Colorado Rockies, killing scores of tribesmen and devouring their still-warm livers, raw, as a gesture of contempt. When Hollywood tackled his story a century later, handsome Robert Redford took the lead as Jeremiah Johnson, a romantic hero, with no trace of “Liver-eating Johnston” to be found on-screen.

Reports of cannibalism flourished in the 1990s, perhaps because of the subject’s sensational nature. In October 1997, Ugandan police arrested Ssande Sserwadda, accused by his wife of cannibalism. In custody, Sserwadda freely admitted the charge, reporting that he learned the practice from his parents. He told the court, “We are a family of cannibals, we always have been, and I feel queasy if I go too long without tasting human meat. But just because we like to eat human flesh, does that mean we’re bad people?” Sserwadda admitted eating seven corpses in the past year, then added that his brother “is the really greedy one. He’s eaten dozens.” Presuming that Sserwadda dined on corpses without committing murder, the court sentenced him to three years in prison. He shocked the judge by asking if he could take a human leg, introduced as evidence at trial in 2001, to prison with him for a snack. “It’s still got plenty of meat on it. It’s a shame to let it go to waste.” In Nigeria, authorities jailed two alleged cannibals at Lagos, in February 1999. The suspects, identified as Clifford Orji and Tahiru, lived beneath a local bridge and were accused by neighbors of supplying human organs to black-magic practitioners. Raiders found the pair grilling parts of a fresh corpse, and seized the flesh and various bones as evidence. A police spokesman accused Orji and Tahiru of murdering women, and claimed they preferred “young, fine girls with long hair.” No disposition for that case was available at press time, but new reports of widespread cannibalism emerged from the neighboring Congo region in 2003. There, dwindling tribes of pygmies complained to the United Nations that rural guerrillas regularly killed and devoured members of their race, driving their people toward extinction. Reports published in Europe, during August 2003, described mobile armies of “child soldiers” dragooned by their elders to fight in a long-running civil war, subsisting on flesh from their slain enemies as they prowled the countryside.

Modern Asia has no shortage of cannibalism reports. In January 2001, Western journalists revealed that human flesh (dubbed saram hoki) was sold in the marketplace at famine-blighted Hoeroung, North Korea. Films and photographs supported the claim, depicting parts of a dismembered child in one cooking pot. Reporter Carla Garapedian told the world, “All of the North Koreans we interviewed knew about it.” North Korean officials declined to comment. A year later, in March 2002, authorities in Hyderabad, India, alleged that members of “a nameless sect” consumed human flesh as part of a puja ritual designed to help them find hidden treasure. No charges were filed in that case, but several alleged cannibals were reportedly slain by their neighbors on suspicion of practicing evil magic.

Eastern Europe has produced its share of cannibals in recent years. Ilshat Kuzikov, a 37-year-old resident of St. Petersburg, Russia, was convicted in March 1997 of killing and devouring at least three male acquaintances since 1992. Officers who raided his home found dried ears hanging on the walls and soft-drink bottles filled with human blood. Four years later, in April 2001, authorities in Chisinau, Moldova, arrested two women for selling human organs in the city’s marketplace. A full-scale investigation was announced, but its results are presently unknown. Four Ukrainians were jailed at Kiev in July 2002, charged with killing a teenage girl and devouring her body. Police claimed that the prisoners, including three men and a woman, had killed at least six victims for their flesh. The latest kidnapping had also involved an abortive $3,000 ransom demand. Detectives found “several books on black magic” at one suspect’s home, suggesting that the murders sprang from Satanism. Once again, no disposition of the case has been reported.


Across the Atlantic, accused cannibal Dorangel Vargas was arrested by police in San Crist?bal, Venezuela, in February 1999. A former mental patient who was briefly held on similar charges in 1995, Vargas confessed to murdering and eating 10 men over the past two years. “Sure I eat people,” he told reporters. “Anyone can eat human flesh, but you have to wash and garnish it well to avoid diseases.” Notwithstanding those admissions and the reported discovery of human remains at his home, some observers defended Vargas as a hapless “scapegoat,” allegedly framed by illicit organ-traffickers. No judgment in the Vargas case had been announced by press time for this volume. On April 14, 2001, police in Kansas City, Kansas, charged 21-year-old Marc Sappington with murdering and cannibalizing three men over the past week. Dismembered remains of one victim, 16-year-old Alton Brown, were found in Sappington’s basement. Held in lieu of $2 million bond, Sappington was examined for psychiatric abnormalities by analysts who reported his fascination with Milwaukee cannibal-killer JEFFREY DAHMER. After being certified as sane, Sappington faced trial in July 2004. Jurors convicted him across the board, on three counts of murder plus one count each of kidnapping and aggravated burglary.

In 2004, European authorities announced their discovery of an Internet cannibal network that “links maneaters from Austria to America.” That revelation emerged from the murder trial of German defendant Armin Meiwes, a cannibal who advertised online for a “young well-built man who wants to be eaten” and thus met Bernd-Jurgen Brandes, whom he killed and devoured in 2001. Defense attorneys for Meiwes submitted that he should be freed because Brandes volunteered to be slain and consumed. Jurors convicted Meiwes on a reduced charge of manslaughter, sending him to prison for eight and a half years, but police were more concerned with evidence that two more victims may have been eaten in Europe. German criminologist Rudolf Egg told reporters, “There are several hundred people with cannibalistic tendencies in Germany alone, and many thousands around the world.” Inspector Isolde Stock announced that Meiwes’s e-mail correspondence with members of various “cannibal forums” would fill two large trucks if it were printed out. The haul included several thousand photos of nude men, downloaded from the prisoner’s computers, in addition to scenes of torture.

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 00:29 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
BERKOWITZ, David Richard
New Yorkers are accustomed to reports of violent death in every form, from the mundane to the bizarre. They take it all in stride, accepting civic carnage as a price of living in the largest, richest city in America. But residents were unprepared for the commencement of an allout reign of terror in July 1976. For 13 months, New York would be a city under siege, its female citizens afraid to venture out by night while an apparent homicidal maniac was waiting, seeking prey.

The terror came with darkness on July 29, 1976. Two young women, Donna Lauria and Jody Valenti, had parked their car on Buhre Avenue in Queens, remaining in the vehicle and passing time in conversation. If they saw the solitary male pedestrian at all, they didn’t take note of him. In any case, they never saw the pistol that he raised to pump five shots through the windshield. Donna Lauria was killed immediately; her companion survived and got off “easy,” with a bullet in one thigh.

The shooting was a tragic incident, but in itself was not unusual for New York City. There was scattered sympathy but no alarm among the residents of New York’s urban combat zone . . . until the next attack.

On October 23, Carl Denaro and Rosemary Keenan parked outside a bar in Flushing, Queens. Again, the gunman went unnoticed as he crouched to fire a single bullet through the car’s rear window. Wounded, Carl Denaro survived. A .44-caliber bullet was found on the floor of the car, and detectives matched it to slugs from the Lauria murder.

Just over one month later, on November 26, Donna DeMasi and Joanne Lomino were sitting together on the stoop of a house in the Floral Park section of Queens. A man approached them from the sidewalk, asking for directions, but before he could complete the question he had drawn a pistol, blasting at the startled women. Both were wounded, Joanne paralyzed forever
with a bullet in her spine.

Again the slugs were readily identified, and now detectives knew they had a random killer on their hands. The gunman seemed to favor girls with long, dark hair, and there was speculation that the shooting of Denaro in October may have been an “accident.” The young man’s hair was shoulder length; a gunman closing on him from behind might have mistaken Carl
Denaro for a woman in the darkness.

Christmas season passed without another shooting, but the gunman had not given up his hunt. On January 30, 1977, John Diel and Christine Freund were parked and necking in the Ridgewood section of New York, when bullets hammered out their windshield. Freund was killed on impact, while her date was physically unscathed. Virginia Voskerichian, an Armenian exchange student, was walking toward her home in Forest Hills on March 8, when a man approached and shot her in the
face, killing her instantly. Detectives noted that she had been slain within 300 yards of the January murder scene.

On April 17, Alexander Esau and his date, Valentina Suriani, were parked in the Bronx, a few blocks from the site of the Lauria-Valenti shooting. Caught up in each other, they may not have seen the gunman coming; certainly they had no time to dodge the fusillade of bullets that killed them both immediately, fired from pointblank range.

Detectives found a crudely printed letter in the middle of the street, near Esau’s car. Addressed to the captain in charge of New York’s hottest manhunt, the note contained a chilling message.

The note described “Sam” as a drunken brute who beat the members of his family and sent his son out hunting “tasty meat,” compelling him to kill. There would be other letters from the gunman, some addressed to newsman Jimmy Breslin, hinting at more crimes to come and fueling the hysteria that had already gripped New York. The writer was apparently irrational but no less dangerous for that, and homicide investigators had no clue to his identity.

On June 26, Salvatore Lupo and girlfriend Judy Placido were parked in Bayside, Queens, when four shots pierced the windshield of their car. Both were wounded; both survived. On July 31, Robert Violante and Stacy Moskowitz parked near the Brooklyn shore. The killer found them there and squeezed off four shots at their huddled silhouettes, striking both young people in the head. Stacy died instantly; her date survived, but damage from his wounds left Violante blind for life.

It was the last attack, but homicide detectives didn’t know that yet. A woman walking near the final murder scene recalled two traffic officers writing a ticket for a car parked close to a hydrant; moments later, she had seen a man approach the car, climb in, and pull away with squealing tires. A check of parking ticket records traced an old Ford Galaxy belonging to one David
Berkowitz, of Pine Street, Yonkers. Staking out the address, officers discovered that the car was parked outside; a semiautomatic rifle lay in plain view on the seat, together with a note written in the “Son of Sam’s” distinctive, awkward style. When Berkowitz emerged from his apartment, he was instantly arrested and confessed his role in New York’s reign of terror.

The story told by Berkowitz seemed tailor-made for an INSANITY DEFENSE in court. The “Sam” referred to in his letters was a neighbor, one Sam Carr, whose Labrador retriever was allegedly possessed by ancient demons, beaming out commands for Berkowitz to kill and kill again. On one occasion he had tried to kill the dog, but it was useless; demons spoiled his aim, and when the dog recovered from its wounds, the nightly torment had redoubled in intensity.

A number of psychiatrists described the suspect as a paranoid schizophrenic, suffering from delusions and therefore incompetent to stand trial. The lone exception was Dr. David Abrahamson, who found that Berkowitz was sane and capable of understanding that his actions had been criminal. The court agreed with Abrahamson and ordered Berkowitz to trial. The gunman soon pled guilty and was sentenced to 365 years in prison.

Ironically, Berkowitz seemed grateful to Dr. Abrahamson for his sanity ruling and later agreed to a series of interviews that Abrahamson published in his book Confessions of Son of Sam (1985). The interviews revealed that Berkowitz had tried to kill two women during 1975, attacking them with knives, but he turned squeamish when they screamed and tried to fight him off. (“I didn’t want to hurt them,” he explained, confused. “I only wanted to kill them.”) A virgin at the time of his arrest,
Berkowitz was prone to fabricate elaborate lies about his bedroom prowess, all the while intent upon revenge against the women who habitually rejected him. When not engaged in stalking female victims, Berkowitz reportedly was an accomplished arsonist: a secret journal listed details of 300 fires for which he was allegedly responsible around New York. In his conclusion, Dr. Abrahamson described his subject as a homicidal exhibitionist who meant his crimes to be a public spectacle and harbored
fantasies of “dying for a cause.”

There is another side of David Berkowitz, however, and it surfaced shortly after his arrest, with allegations of his membership in a satanic cult. In letters mailed from prison, Berkowitz described participation in a New York cult affiliated with the lethal “Four P Movement,” based in California. He revealed persuasive inside knowledge of a California homicide, unsolved
since 1974, and wrote that “There are other Sams out there—God help the world.” According to the story told by Berkowitz in prison, two of neighbor Sam Carr’s sons were also members of the killer cult that specialized in skinning dogs alive and
gunning victims down on darkened streets. One suspect, John Charles Carr, was said to be the same “John Wheaties” mentioned in a letter penned by Berkowitz, containing other clues that point to cult involvement in the random murders. Calling themselves “The Children,” the cultists operated from a base in Untermeyer Park, where mutilated dogs were found from time to time. Cult members represented the “Twenty-Two Disciples of Hell” mentioned in another “Son of Sam” letter.

Suspect John Carr fled New York in February 1979 and “committed suicide” under mysterious circumstances in Minot, North Dakota, two days later. Brother Michael Carr died in a single-car crash in October 1979, and New York authorities reopened the
“Sam” case after his death.

Newsman Maury Terry, after six years on the case, believes there were at least five different gunmen in the “Son of Sam” attacks, including Berkowitz, John Carr, and several suspects—one a woman—who have yet to be indicted. Terry also notes that six of the seven shootings fell in close proximity to recognized occult holidays, the March 8 Voskerichian attack emerging as the sole exception to the pattern. In the journalist’s opinion, Berkowitz was chosen as a scapegoat by the other cultists, who then defaced his apartment with weird graffiti, whipping up a bogus “arson ledger”—which includes peculiar, out-of-order entries—to support a plea of innocent by reason of insanity.

Berkowitz himself confirmed the occult connection in conversations with fellow inmates and letters mailed from prison. One such, posted in October 1979, reads: I really don’t know how to begin this letter, but at one time I was a member of an occult group. Being sworn to secrecy or face death I cannot reveal the name of the group, nor do I wish to. This group contained a mixture of satanic practices which included the teachings of Aleister Crowley and Eliphaz [sic] Levi. It was (still is) totally blood oriented and I am certain you know just what I mean. The Coven’s doctrine are a blend of Druidism, the teachings of the Secret Order of the Golden Dawn, Black Magick and a host of other unlawful and obnoxious practices.

As I said, I have no interest in revealing the Coven, especially because I have almost met sudden death on several occasions (once by half an inch) and several others have already perished under mysterious circumstances. These people will stop at nothing, including murder. They have no fear of man-made laws or the Ten Commandments.

As Maury Terry noted, both the satanic Process Church of Final Judgment and its spin-off successor, the “Four P” cult, were “offshoot, fringe-type” movements spawned by Scientology. Both groups were also linked to the Charles MANSON FAMILY in California—as was convicted killer William Mentzer, named by Berkowitz in prison interviews as the triggerman in the January 1977 shooting of John Diel and Christine Freund. Investigation of the alleged cult continues, supported by testimony from convicted cannibal killer Stanley Dean Baker, but no further indictments have been filed to date.

TOP 15 HORROR MOVIES INSPIRED BY REAL PEOPLE
10 EVIL PEOPLE WHO DID GREAT THINGS
10 CREEPY VIDEO GAME URBAN LEGENDS
10 BANNED FOODS
5 MOST MYSTERIOUS UNEXPLAINED TIME TRAVELERS
5 MOST MYSTERIOUS SOUNDS EVER RECORDED
10 VERY BIZARRE TRENDS FROM AROUND THE WORLD
5 MONSTERS FROM URBAN LEGENDS THAT ACTUALLY EXIST
5 DEADLY UFO ATTACKS ON EARTH
12 MOST EXPENSIVE FRUITS IN THE WORLD
30 WEIRD AND WONDERFUL NATURAL PHENOMENA
10 ROADS AROUND THE WORLD YOU WOULD NEVER WANT TO DRIVE ON
6 STRANGEST KOREAN FOODS
10 CREEPY URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD
5 MYSTERIOUS PEOPLE WHO HAVE FINALLY BEEN IDENTIFIED
5 MOST TOXIC ABANDONED GHOST TOWNS ON EARTH
10 CREEPIEST WEBSITES
15 MOST BIZARRE HOBBIES AROUND THE WORLD
22 STORIES BEHIND COUNTRY NICKNAMES AROUND THE WORLD
18 BONE CHILLING URBAN LEGENDS FROM AROUND THE WORLD
TOP 15 SCARY GHOST SIGHTINGS CAUGHT ON CAMERA BY YOUTUBERS
TOP 5 MOST VENOMOUS SPIDERS IN THE WORLD
10 MURDERS BLAMED ON VIDEO GAMES
10 TECHNOLOGIES INSPIRED BY VIDEO GAMES

TOP LIST BLOW YOUR MIND

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 00:31 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก

10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก
1. บอร์ลีย์ เรกทอรี, เอสเซ็กซ์, อังกฤษ
บ้านผีสิงบอร์ลีย์ เรกทอรี โด่งดังมากในอังกฤษช่วงสมัยยุค 20-30 พอๆ กับการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บางเรื่องก็อธิบายได้ และบางเรื่องจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรแปลกๆ ที่เคยมีคนพบมากมายว่าคืออะไร

2. บ้านเวลลีย์, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
นักเขียนนาม เดอเทรซี เรกูลา บรรยายประสบการณ์ของเธอถึงบ้านหลังนี้ว่าเคยเห็นหน้าต่างชั้นบนเปิด ทั้งที่มันปิดมานานและพอเข้าไปในบ้านเธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในหลายจุด ได้กลิ่นซิการ์ในห้องโถง ได้กลิ่นน้ำหอมตรงทางเดิน และได้คุยกับเด็กสาวที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นวิญญาณ!

3. เรย์นแฮมฮอลล์, นอร์ฟอร์ค, อังกฤษ
เป็นสถานที่บันทึกภาพผีชื่อดัง เลดี้บราวน์ ผีผู้หญิงที่ถ่ายได้ตรงบันไดของบ้าน อดีตเคยเป็นของครอบครัวทาวน์เซนด์มา 300 ปี แต่หลังจากภาพผีผู้หญิงแล้วก็ไม่มีรายงานว่าพบอะไรแปลกประหลาดที่นี่อีก

4. โรงนาไมร์ทเลส, หลุยส์เซียนา, สหรัฐฯ
โรงนาไมร์ทเลส สร้างในปี 1796 โดยนายพล เดวิด แบรดฟอร์ด ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่มีผีสิงชุมที่สุดในอเมริกา กล่าวกันว่าอย่างน้อยก็ตั้ง12 ตน โดยมีรายงานว่าเป็นผีฆาตกร 10 ราย แต่ในบันทึกพบเพียงฆาตกรนาม วิลเลียม วินเตอร์ นอกจากนี้ยังมีวิญญาณผีผู้หญิงที่เป็น
ทาสอีกต่างหาก

5. สถานกักกันอีสเทิร์นสเตต, ฟิลาเดลเฟีย, สหรัฐฯ
ออกแบบโดย จอห์น ฮาวิลแลนด์ และเปิดทำการในปี 1829 รู้จักกันว่าเป็นสถานกักกันแห่งแรกในโลก เป็นการปฏิวัติสถานกักกันหรือเรือนจำ และเมื่อปี 2007 รายการทีวีชื่อ ‘Most Haunted’ ได้เข้าไปถ่ายทำด้วยการไปที่ห้องขังของอดีตเจ้าพ่อ อัล คาโปนส์ หนึ่งในทีมงานบอกขณะทำการสำรวจว่าเป็นสถานที่มีปีศาจร้ายมากมายที่สุดเท่าที่เคยพบ ส่วนทีมงานอีกรายก็อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือมั่ว

6. ทาวเวอร์ออฟลอนดอน, ลอนดอน, อังกฤษ
พระราชวังและป้อมปราการของลอนดอน เรียกสั้นๆ ว่า เดอะทาวเวอร์ เป็นโบราณสถานกลางกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำเทมส์ เป็นที่รู้กันดีว่าคือสถานสิงสู่ของผี แอนน์ โบลีน หนึ่งในมเหสีของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ซึ่งถูกกุดหัวในวังแห่งนี้เมื่อปี 1536 และที่เห็นกันบ่อยๆ คือวิญญาณที่ว่ากันว่าเป็นเธอเดินถือหัวไปไหนมาไหนนั่นเอง

7. โรงพยาบาลเวฟเวอรีฮิลล์, เคนตักกี, สหรัฐฯ
เปิดทำการเมื่อปี 1910 มีคนไข้วัณโรคราว40-50 คน โด่งดังจากรายการทีวีในฐานะโรงพยาบาลที่มีผีสิงเยอะสุดในอเมริกาฝั่งตะวันออก ทั้งเป็นหนึ่งใน‘สถานที่น่ากลัวที่สุดบนโลก’ ทางช่อง เอบีซี/ฟ็อกซ์ เป็น ‘โปรเจกต์เหนือธรรมชาติชื่อดัง’ ในรายการทางช่อง วีเอช 1 ออกอากาศทาง
รายการ ‘ล่าผี’ ช่องไซไฟแชนแนล และจากการเข้าไปลองท้าผีหลายครั้งก็พบอะไรแปลกๆ หลายสิ่ง เช่น เสียงแปลกๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยิน, เงาอะไรก็ไม่รู้, อยู่ๆ ก็เย็นยะเยือก รวมถึงเสียงกรีดร้องก้องตามทางเดิน

8. ควีนแมรี, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
เรือควีนแมรี เป็นของบริษัทเดินเรือ คูนาร์ด ไลน์ ล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ระหว่างปี 1936-1967 ก่อนจะถูกขายไปยังลองบีช แคลิฟอร์เนีย ในปี 1967 และถูกแปลงเป็นโรงแรม ส่วนที่ว่ากันว่ามีผีสิงชุกที่สุดคือแถวที่เคยเป็นห้องเครื่อง บริเวณที่เคยมีเด็กหนุ่มตายเพราะหนีไฟไหม้ มีคนเคยได้ยินและบันทึกเสียงเคาะ รวมทั้งเสียงโครมครามตามท่อแถวประตูได้หลายครั้ง และตรงบริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับก็เคยมีคนเห็น ‘ผู้หญิงชุดขาว’ รวมทั้งผีเด็กที่มีคนบอกว่ามักชอบโผล่มาตรงแถวสระน้ำอีกต่างหาก

9. ทำเนียบขาว, วอชิงตัน ดีซี, สหรัฐฯ
อดีตประธานาธิบดีแฮร์ริสันเคยบอกว่าได้ยินเสียงรื้อค้นหาอะไรของใครก็ไม่ทราบ ดังมาจากห้องใต้หลังคาของทำเนียบขาว ส่วนอดีตปธน. แอนดรูว์ แจ็คสัน ก็คิดว่าในห้องนอนของเขามีผีสิง และเคยมีคนเห็น เอบิเกล อดัมส์ อดีตสตรีหมายเลข 1 ลอยไปลอยมาอยู่ตรงทางเดิน แต่ผี อับราฮัม ลินคอล์น เหมือนจะมีคนเห็นมากที่สุด เอลีนอร์ รูสเวลต์ เคยบอกว่าเหมือนลินคอล์นมายืนมองเธอขณะอยู่ในห้องนอนของเขา และอีกครั้ง เจ้าหน้าที่รายหนึ่งก็อ้างว่าเห็นด้วยสองลูกตาว่าท่านปธน.รายนี้กำลังนั่งถอดบูตอยู่ที่เตียง

10. ปราสาทเอดินเบิร์ก, เอดินเบิร์ก, สกอตแลนด์
ถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีผีชุกชุมมากที่สุดในสกอตแลนด์ ส่วนเมืองเอดินเบิร์กเองก็ถูกยกย่องแบบหลอนๆ ว่าเป็นเมืองที่มีผีเยอะสุดๆ ในยุโรปเหมือนกัน บางทีก็มีคนเห็นผีเป่าปี่สกอตต์, คนตีกลองหัวขาด วิญญาณคนคุกฝรั่งเศสจากสงคราม 7 ปี รวมไปถึงผีนักโทษอเมริกันที่จับมาจากสงครามปฏิวัติในอเมริกา และยังมีหมาผีที่มาจากสุสานหมาอีกด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 00:32 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
10 ผีและปีศาจชื่อกระฉ่อน!
10 ผีและปีศาจชื่อกระฉ่อน
1. กษัตริย์แฮมเล็ต
แม้จะมีผีปรากฏอยู่ในบทละครของ วิลเลียม เช็กสเปียร์ หลายตนจากหลายเรื่อง แต่กษัตริย์แฮมเล็ต เหมือนจะรู้จักกันดีที่สุดในนาม‘ผีของบาร์ด’ และเป็นส่วนประกอบสำคัญใน ‘Hamlet’ เพราะถึงแฮมเล็ตจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องเหมือนชื่อเรื่อง แต่ถ้าหากขาดผีพ่อของเขา มันก็คงไม่มีเรื่อง

2. ฟลายอิ้งดัตช์แมน
ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน เป็นเรือเมื่อศตวรรษที่ 17 ตามคำกล่าวของนักเดินเรือมักปรากฏเป็นแสงแปลกๆ หากใครเจอนั่นคือลางร้ายหายนะจะมาเยือน ตามตำนานเล่าว่าเรือลำนี้และลูกเรือโดนสาปเพราะกัปตันไม่ยอมรับลูกเรือและผู้โดยสารที่กำลังโดนพายุถล่ม แม้จะร้องขออ้อนวอนอย่างไรก็ตามเลยทำให้พระเจ้าไม่พอใจ สาปให้กลายเป็นเรือผี ตามรายงานบอกว่าเคยมีคนพบแถวนอกชายฝั่งแอฟริกาใต้เมื่อปี 1923 และยังเห็นกันจะจะในหนัง ‘Pirates of the Caribbean’ อีกด้วย

3. แม่มดเบลล์
ตำนานผีคลาสสิกของชนอเมริกันที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง แถวฟาร์มของ จอห์น เบลล์ ในเทนเนสซี ระหว่างปี 1817 และ 1821 เมื่อนายเบลล์ได้ยิงสัตว์แปลกๆ ตัวหนึ่งที่เข้ามาในฟาร์มแต่มันก็หายวับไปก่อน หลายสัปดาห์ต่อมาครอบครัวของเขาก็โดนผีสิง มีเสียงประหลาดๆ เขย่าบ้านจนสั่น และทำร้ายลูกสาวของเขา นักเขียนบางรายบอกว่าแม่มดเบลล์ อย่างที่ใครๆ เรียกเป็นเรื่องจริง แต่ก็อีกฟากก็บอกมีพยานน้อยไปจนยากจะเชื่อ

4. แคสเปอร์
เด็กๆ กลัวผีกันทั้งนั้นแต่ผีเด็กนาม ‘แคสเปอร์’ จากหนังสือการ์ตูนของฮาร์วี คอมิก แตกต่างออกไป เพราะเขาก็เป็นผีเหงาๆ ไม่ค่อยจะมีเพื่อน เนื่องจากใครเห็นเป็นเผ่นไปหมดแคสเปอร์เลยต้องหาเพื่อนใหม่ๆ อยู่เสมอเคยถูกสร้างเป็นหนังคนแสดงกับแคสเปอร์ซีจีเมื่อปี 1995 จนโด่งดังและต้องมีภาคต่อตามมาในรูปของหนังวิดีโอ

5. บลัดดี แมรี
หากท่องชื่อนี้ 3 ครั้ง เด็กๆ จะได้เจอผีเพราะตำนานพื้นบ้านบลัดดี แมรี คือหญิงโหดที่ฆ่าลูกตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ถ้าอยากเจอเธอก็แค่เข้าไปในห้องน้ำ ปิดไฟ ยืนมองที่หน้ากระจก กล่าวชื่อเธอ 3 ครั้งเท่านั้นเอง ใครอยากลองก็เรียนเชิญ

6. ผีโรงละครดรูรี เลน
มีโรงละครมากมายหลายโรงแถวโคเวนท์ การ์เดน ในเขตเวสต์เอนด์ ของลอนดอน ละครหลายเรื่องเปิดแสดงแถวนี้มากว่า 300 ปี นักแสดงมากมายเกิดขึ้น รวมทั้งเรื่องผีๆ ด้วย เพราะที่ ดรูรี เลน ลือกันว่ามีผีหลายตนสิงสู่ รวมถึงผีเหล่านักแสดง โด่งดังชวนขนหัวลุกสุดๆ ต้องยกให้ ‘ผู้ชายชุด
เทา’ หรือผีในสภาพของขุนนางติดดาบ

7. ผีนักโบกรถ
มีตำนานมากมายเกี่ยวกับผีที่ชอบมาโบกรถให้รับไปด้วย ก่อนจะหายไป เช่นเรื่องหนึ่งที่มีสองสามีภรรยากำลังขับรถตอนกลางคืน ไม่แถวมอนตานา ก็มินนิโซตา แล้วเจอเด็กหญิงตีนเปล่ากับผ้าคุมไหล่สีเขียวยืนโบกอยู่ข้างทาง แล้วสองคนก็รับเธอขึ้นมา เธอไม่พูดจาอะไร จนใครคนหนึ่งถามถึงบ้านของเธอ เด็กหญิงก็ชี้มือไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปและพอเลี้ยวรถจะไปทางนั้น เด็กหญิงก็หายวับไปเลย

8. ผีคริสต์มาส
ใน ‘A Christmas Carol’ นิยายชื่อดังของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ‘เอบีเนเซอร์ สครูจ’ ผู้ใจดำได้เปลี่ยนหัวใจตัวเองเพราะผีคริสต์มาสจากอดีตที่แสดงให้เห็นคริสต์มาสจากช่วงต่างๆ ในชีวิตของเขา และก็เหมือนกับผีอีกหลายตนที่วันๆ ไม่ได้เอาแต่แหกตาหลอกคนแต่ยังให้บทเรียนถึงมิตรภาพกับชีวิตคนเป็นๆ ได้เหมือนผีในเรื่องนี้

9. ฆ่าพ่อค้าเร่
วันหนึ่งในช่วงต้นยุค1840 ที่ไฮเดสวิลล์ ในนิวยอร์ก มีพ่อค้าเร่มาขายอุปกรณ์ในครัวให้ที่บ้านของนายและนางเบลล์ คนใช้หญิงจึงเชิญเขาเข้ามาในบ้าน และขอให้พักอยู่นั่นสัก 2-3 วัน จากนั้นเธอก็หายไปไม่มาทำงาน จนต่อมาอีกเป็นสัปดาห์ เธอก็กลับมาทำงานที่บ้านผัวเมียเบลล์อีก ก่อนจะโดนผีหลอก เพราะในครัวมีแต่อุปกรณ์ที่พ่อค้าทิ้งเอาไว้ ส่วนตัวเขาหายไปแล้ว โดยหญิงคนใช้ไม่รู้ตัวเลยว่า เธอฆ่าเขาไปแล้วโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัวแต่ก่อนจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง ขอบอกว่าขี้ฮกทั้งเพ เพราะสองพี่น้อง แม็กกี กับเคที ฟ็อกซ์ ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ ยอมรับในเวลาต่อมาว่าเรื่องทั้งหมดล้วนแหกตารวมถึงเรื่องฆ่าพ่อค้าอะไรนี่ก็ด้วย

10. สลิมเมอร์
ผีสีเขียวตัวป้อมๆ ลอยไปลอยมาอยู่ในหนัง‘Ghostbuster’ ทั้งฉบับคนเป็นๆ และหนังการ์ตูนทีวี แถมยังโด่งดังจนได้เลื่อนขั้นเป็นดารานำในการ์ตูน ‘The Real Ghostbusters’ พิสูจน์อีกครั้งว่าผีกับเด็กเข้ากันได้ดี และโดยไม่ต้องหน้าตาน่ารักแบบแคสเปอร์ด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ

ออฟไลน์ อินดี้

Re: สาวๆ มาอ่านการ์ตูนฟรีกันจ้า
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 00:32 น. วันที่ 21 พ.ค.60 »
20 อันดับการ์ตูนที่ดีที่สุดตลอดกาลใน Shonen Jump ของนักอ่านชาวญี่ปุ่น
ทางนิตยสาร Da Vinci ได้ทำการรวบรวมสถิติการ์ตูนที่ดีที่สุดตลอดกาลของนักอ่านชาวญี่ปุ่น ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อจัดอันดับการ์ตูนขวัญใจที่ดีที่สุดตลอดกาลของนิตยสาร Shonen Jump จะมีเรื่องอะไรบ้าง ลองไปดูกันดีกว่า

? 20  การ์ตูน To LOVE Ru  (Kentaro Yabuki: Author, Saki Hasemi: Original)
? 19  การ์ตูน City Hunter (Tsukasa Hojo)
? 18  การ์ตูน Haikyu  (Haruichi Furudate)
? 17  การ์ตูน Katekyo Hitman REBORN!  (Amano Akira)
? 16  การ์ตูน BLEACH  (Kubo Taito)
? 15  การ์ตูน DEATH NOTE  (Takeshi Obata: Author, Tsugumi Ohba: Original)
? 14  การ์ตูน Hikaru no Go  (Ken Obata)
? 13  การ์ตูน Rurouni Kenshin  (Nobuhiro Watsuki)
? 12  การ์ตูน Kuroko's Basketball  (Tadatoshi Fujimaki)
? 11  การ์ตูน HUNTER ? HUNTER  (Yoshihiro Togashi)

อันดับที่ 10 : การ์ตูน Saint Seiya โดย อ.คุรุมาดะ มาซามิ



อันดับที่ 9 : การ์ตูน Naruto โดย อ.คิชิโมโตะ มาซาชิ



อันดับที่ 8 : การ์ตูน Hokuto no Ken โดย อ.บุรอนสัน และ อ.ฮาระ เทะสึโอะ



อันดับที่ 7 : การ์ตูน Kochira Katsushika-ku Kameari Kouen Mae Hashutsujo (KochiKame) โดย อ.อากิโมโตะ โอซามุ



อันดับที่ 6 : การ์ตูน Captain Tsubasa โดย อ.ทาคาฮาชิ โยอิจิ



อันดับที่ 5 : การ์ตูน Jojo no Kimyou na Bouken โดย อ.อารากิ ฮิโรฮิโกะ



อันดับที่ 4 : การ์ตูน Slam Dunk โดย อ.อิโนะอุเอะ ทาเคฮิโกะ



อันดับที่ 3 : การ์ตูน Gintama โดย อ.โซราชิ ฮิเดอากิ



อันดับที่ 2 : การ์ตูน One Piece โดย อ.โอดะ เอย์อิชิโระ



อันดับที่ 1 การ์ตูน ขวัญใจของนักอ่านชาวญี่ปุ่นตลอดกาลก็คือ : Dragonball โดย อ.โทริยาม่า อากิระ



source https://pantip.com/topic/32855036

ขายการ์ตูนออนไลน์

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]