gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: สิ้นลุงข้วย พุทธปาน เพื่อนเกลอป๋าเปรมและตำนานคนถีบสามล้อเมืองบ่อยาง  (อ่าน 6696 ครั้ง)

สิ้นลุงข้วย พุทธปาน เพื่อนเกลอป๋าเปรมและตำนานคนถีบสามล้อเมืองบ่อยาง

ออฟไลน์ ฅนสงขลา

เวลา 15.00 น. (14 ส.ค.59) นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพนายข้วย พุทธปาน อายุ 96 ปี (เพื่อนพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) ที่เสียชีวิตด้วยโรคชรา ณ ศาลา 2 วัดสระเกษ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

สำหรับลุงข้วย พุทธปาน นอกเหนือจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมาตั้งแต่วัยเด็กของพลเอกเปรมแล้ว ลุงข้วย ก็ยังเป็นตำนานของคนถีบสามล้อรับจ้างคู่เมืองบ่อยางอีกด้วย ซึ่งลุงข้วย ยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวและยังใช้รถถีบสามล้อรับ-ส่งพลเอกเปรม ในเวลาที่เดินทางมาที่สงขลาอีกด้วย ทุกครั้งที่พูดถึงรถถีบชื่อของลุงข้วย ก็มักถูกล่าวถึงคู่กันเสมอ



ข้อมูลนายข้วย พุทธปาน จากโอเคเนชั่น เมื่อ 15 ก.พ.50 http://www.oknation.net/blog/bigtoh/2007/07/27/entry-1

 ข้วย พุทธปาน :"รัฐบุรุษ..ไม่เคยโกรธใคร"

           การเคลื่อนไหวขับไล่ คมช.ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ซึ่งมีการกล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างหนักทำให้กลุ่ม "คนรักป๋า" ไม่พอใจอย่างรุนแรง เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดผู้หนึ่งดึง "ประธานองคมนตรี" ลงมาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้อง พล.อ.เปรม ในหลายๆ พื้นที่
             เป็นการ "แสดงพลัง" กดดันเหล่าแกนนำ นปก. และกลุ่มผู้ชุมนุมให้หยุดพฤติกรรมจาบจ้วงรัฐบุรุษ แต่ท่าทีของ พล.อ.เปรม ก็ยัง "สงบนิ่ง" !!!
            แต่อาการนิ่งสงบ...สยบความเคลื่อนไหวเช่นนี้ "เพื่อนเก่า" อย่าง ข้วย พุทธปาน ชายชราวัย 88 ปี ซึ่งคบหากับ พล.อ.เปรม มาตั้งแต่ 7 ขวบย่อมรู้ซึ้งเป็นอย่างดี เขามองว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้คงเป็นแค่สายลมแผ่วๆ ที่เพียงผ่านมาลูบไล้ภูผาหิน บรรพตใหญ่ โดยไม่มีผลสะท้านสะเทือนใดๆ ต่อรัฐบุรุษผู้นี้
       
            แม้จะเป็นถึงเพื่อนเก่าของประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่สถานะทางสังคมของทั้งสองฝ่ายกลับแตกต่างกันอย่างลิบลับ โดย ลุงข้วย ยึดอาชีพขี่สามล้อมานานหลายสิบปี ก่อนจะเลิกราไป เพราะสังขารไม่เอื้อ แต่ลุงข้วย ก็ประทับใจไม่รู้ลืมที่ พล.อ.เปรม "ไม่เคยลืมเพื่อน" แม้จะยากดีมีจนแค่ไหนก็ตาม
           ...ลุงข้วย บอกเล่าถึงคุณความดีต่างๆ ของเพื่อนที่ยากจะหาใครเสมอเหมือน และช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว...เมื่อเทียบกับถ้อยคำที่จาบจ้างท่านอย่างเสียๆ หายๆ



@ลุงข้วย รู้จักกับป๋าเปรมได้อย่างไร?
                 ตอนนั้น พล.อ.เปรม อายุประมาณ 7 ขวบ ที่ได้รู้จักกัน เพราะบ้านอยู่ติดกัน ลอดรั้วมาเล่นกันทุกวัน บางวันลอดรั้วไปเล่นบ้านท่าน บางทีท่านก็ข้ามรั้วมาเล่นบ้านเรา (ปัจจุบันบ้านของ พล.อ.เปรม เป็นโรงแรมควีนส์อยู่ใจกลางเมืองสงขลา หรือบริเวณใกล้สี่แยกเรือนจำเก่า)
                 รู้จักกับ พล.อ.เปรม มาตั้งแต่เด็ก เคยปั่นรถจักรยานไปส่งกันที่โรงเรียน กลับมากินข้าวเที่ยงที่วัดดอนรักในตัวอำเภอเมืองด้วยกัน แต่กาลเวลาทำให้ต้องแยกย้ายกัน คนหนึ่งขึ้นมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จนได้ดิบได้ดีเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีกคนหนึ่งไปทำงานรับจ้าง และถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ 7 ปี ก่อนจะปลดประจำการ และหันมายึดอาชีพถีบสามล้อ

 @ชีวิตสมัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง?

               ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ลุงเรียนอยู่ที่โรงเรียนประชาบาล ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงเรียนวิเชียรชม จ.สงขลา ตอนนั้นลุงอายุประมาณ 11-12 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.3 แต่ท่านคงเรียนอยู่ระดับมัธยม เนื่องจากลุงเข้าเรียนช้ากว่า จำได้ว่าคุณพ่อ พล.อ.เปรม ท่านได้ซื้อรถจักรยานให้ 1 คัน เมื่อมีจักรยานเวลาจะไปไหนมาไหนมักจะชวนลุงไปด้วยเสมอ ส่วนใหญ่ลุงจะทำหน้าที่ปั่น แต่บางครั้งก็สลับกันปั่นเป็นครั้งคราว
               นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ยังให้ยืมรถจักรยานปั่นไปอวดเพื่อนๆ ด้วย แต่หลังจากที่ต้องไปส่งท่านที่โรงเรียนมหาวชิราวุธก่อน จากนั้นจึงให้ลุงปั่นจักรยานกลับไปที่โรงเรียนประชาบาล พอตอนเที่ยงก็ปั่นไปรับที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ แล้วรีบมุ่งหน้ากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้าน พล.อ.เปรม ทุกวัน เราก็พลอยอิ่มท้องไปด้วย เพราะแวะกินข้าวที่บ้าน พล.อ.เปรม ตลอด ไม่ต้องเสียเวลามุดรั้วกลับบ้านมากินข้าวที่บ้าน พอกินเสร็จ ก็รีบปั่นจักรยานไปโรงเรียน แวะส่งท่านที่มหาวชิราวุธก่อน เป็นแบบนี้ทุกวัน แต่บางครั้งท่านปั่นจักรยานเอง แล้วให้ลุงนั่งซ้อนท้ายผลัดกัน พอท่านเรียนจบที่โรงเรียนมหาวชิราวุธเราก็แยกย้ายกัน โดยต่างคนต่างไม่รู้กันว่าใครไปอยู่ที่ไหน
 แต่ก่อนจะแยกทางเดินได้ย้ำว่ามิตรภาพความเป็นเพื่อนจะยั่งยืนตลอดไป



 @ จากกันไปนานไหมกว่าจะได้พบกับ พล.อ.เปรม อีกครั้ง?

               ช่วงที่แยกกันจำได้แค่ว่านานมาก รู้ข่าวพอเลาๆ ว่าเพื่อนสนิทของเราคนนี้เป็นนายทหาร ไม่รู้ว่าประจำกรมกองอย่างไร ที่ไหน แต่เชื่อว่า ด้วยความสามารถที่มีติดตัว อีกทั้งเป็นคนเรียนเก่ง จะต้องได้เป็นใหญ่ถึงขั้นนายพลแน่นอน กระทั่งมารู้ข่าวว่า พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แล้วก็รู้ข่าวล่วงหน้าว่า จะมาสงขลา ซึ่งมีการเตรียมงานต้อนรับนายกรัฐมนตรี ก็อยากไปพบเพื่อนอีกครั้ง จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับขบวนประชาชนที่มารอต้อนรับผู้นำประเทศ ในเวลานั้นเหมือนกับประชาชนทั่วไปที่แห่แหนมารับนายกฯ เดินทางกลับบ้านเกิด

@พบกันอีกทีครั้งแรกที่ไหน แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?
               ช่วงนั้นคิดว่าท่านคงจำเราไม่ได้แล้ว เพราะจากกันหลายสิบปี แต่คิดว่าอย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติต้อนรับนายกรัฐมนตรี ในฐานะประชาชนสงขลาคนหนึ่ง เข้าแถวต้อนรับ ที่วัดดอนรัก ซึ่งเป็นวัดที่นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ต้องเดินทางเคารพบรรพบุรุษ และที่สำคัญ วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ซึ่ง พล.อ.เปรม และเพื่อนๆ อีกหลายคนเคยร่วมเล่นสนุกเฮฮาด้วยกัน
             วันนั้นจำได้ว่า ท่านเดินผ่านประชาชนที่มารอ แล้วหันมามองเรา ซึ่งยืนยิ้มตัวตรงแถวหน้าก็ตรงเข้ามาหาก่อน ยกมือมาแตะไหล่เบาๆ พร้อมกับทักทายด้วยภาษาถิ่นปักษ์ใต้ และใช้คำเดิมๆ ที่เคยพูดคุยกันเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พร้อมกับถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
            ด้วยความตกใจจึงรีบยกมือไหว้ทันที แต่พล.อ.เปรม พูดสวนกลับมาว่า "ข้วยไหว้เราทำไม" เป็นเพื่อนกันไม่ต้องไหว้ เราจึงตอบกลับไปว่า "ผมไหว้เพราะเป็นการเคารพนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นนายเปรมเพื่อนผม ผมไม่ไหว้" ท่านก็ยิ้ม ทำให้นึกย้อนบุคลิกที่เป็นคนกันเองในตอนเด็กๆ
             วันนั้นน้ำตาไหล เพราะท่านไม่ถือตัว ยังคงความเป็นเพื่อนอย่างแนบแน่น โอบไหล่เราอย่างไม่ถือตัวต่อหน้าคนทั้งวัด สร้างความปลาบปลื้มใจจนน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ท่านไม่ลืมภาษาถิ่น อีกทั้งไม่แสดงความรู้สึกแบ่งชนชั้น เพราะเราเป็นแค่ชาวบ้านรับจ้างถีบสามล้อ ขณะที่ พล.อ.เปรม เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ทำให้จำคำที่ท่านบอกว่ามิตรภาพไม่มีเส้นแบ่งชนชั้น ความเป็นเพื่อนจะทำลายกำแพงทุกอย่าง
             กาลเวลาไม่ได้เปลี่ยนใจและนิสัยคนเสมอไป เพราะสำหรับ พล.อ.เปรม แล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิมตั้งแต่ต้น ทั้งที่ต้องจากกันตั้งแต่ปี 2478 แล้วกลับมาพบกันอีกทีปี 2528 เป็นเวลากว่า 50 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ถูกทิ้งไว้ยาวนานมาก เป็นคนอื่นคงลืมไปแล้ว ยิ่งเป็นใหญ่เป็นโตคงไม่ต้องมาเสียเวลาสนใจเพื่อนที่อยู่ในอีกสังคมหนึ่งให้เสียเวลา แต่สำหรับเพื่อนคนนี้ไม่ใช่


@หลังจากนั้นมีโอกาสพบกับพล.อ.เปรมอีกไหม?
            จากนั้นก็มีโอกาสพบกับ พล.อ.เปรม อีกอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนของทุกปี ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พบ และสอบถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาเพื่อน ท่านจะกลับมาบ้านเกิด ทำบุญตักบาตรให้บรรพบุรุษ
             เจอกันทีไร พล.อ.เปรม ก็จะให้เงินเราทุกครั้ง ไม่ลืมเตือนว่า อย่าเอาไปกินเหล้าอีก ผมจึงตอบกลับไปว่าผมเลิกเหล้าแล้ว
              ท่านกระเซ้ากลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าเอาเงินไปซื้อลูกข่างมาเล่นอีกนะ ทำเอาเราแทบอดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เพราะเหมือน พล.อ.เปรม กำลังนำเราย้อนกลับไปหาความรู้สึกเก่าๆ ในอดีต ตอนเป็นเด็ก พล.อ.เปรม เป็นเซียนลูกข่างตัวยง ในยุคนั้นแข่งกันกี่ครั้งกี่ครั้งก็แพ้ราบคาบ แต่ปีที่แล้ว ลุงไม่มีโอกาสได้พบกับท่าน เพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ป่วยออดๆ แอดๆ

@ช่วงที่แยกกันลุงไปทำอะไรที่ไหน?
              ก่อนหน้าปี 2478 เดินทางไปรับจ้างขุดดินอยู่ที่ จ.ปัตตานี ตอนนั้นคิดว่า พล.อ.เปรม คงอยู่ที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นย้ายกลับมายัง จ.สงขลา อีกครั้ง เพื่อเข้าเกณฑ์ทหารและถูกส่งไปประจำการอยู่ที่ ร.พัน 42 ร.4 ค่ายบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี (ปัจจุบัน คือ ค่ายอิงคยุทธบริหาร)
              ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกส่งไปอยู่ที่กลันตัน จากนั้นไปที่ตรังกานู และไทรบุรี ก่อนจะมาอยู่ที่ จ.พัทลุง ตามมาด้วยภูเก็ตในเวลาต่อมา กระทั่งกลับสงขลาในที่สุด
             ช่วงหลังเมื่อกลับมาอยู่ใน จ.สงขลา ช่วงนั้นเองมีโอกาสติดตามข่าวสารของบ้านเมืองมากขึ้นจนนำไปสู่การรับรู้ข่าวคราวของเพื่อนสนิทวัยเด็กผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เพื่อนรักวัยเด็กอยู่ที่อีสานเป็นผู้บัญชาการ ได้คิดอยู่ในใจว่า นายพลคนนั้น จะเป็นนายเปรม คนที่เป็นเพื่อนหรือเปล่า
            แต่เพียงได้คิดเท่านั้น ไม่ได้บอกใคร แต่มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกับเพื่อนสมัยเด็ก จน พล.อ.เปรม ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก และก้าวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงรู้ว่าเป็นคนคนเดียวกัน
              หลังปลดประจำการมาอยู่บ้านเกิดก็หันมายึดอาชีพถีบสามล้อรับจ้างในตัวเมืองสงขลา กระทั่งเลิกราไปเมื่อไม่นานมานี้ เพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย แต่ก่อนนั้นหาก พล.อ.เปรม เดินทางมา จ.สงขลา ลุงจะถีบสามล้อให้นั่งเพื่อเป็นการต้อนรับกลับบ้านเกิดแทบทุกครั้ง จึงทำให้มีโอกาสถามถึงสารทุกข์สุกดิบ
              ครั้งล่าสุด ก่อนที่ลุงจะหยุดประกอบอาชีพถีบสามล้อ คือ ครั้งที่ พล.อ.เปรม นั่งไปบ้านศรัทธา ซึ่งเป็นบ้านที่ชาวสงขลาสร้างไว้ให้ด้วยความรัก และความศรัทธา ลุงได้ยกรถสามล้อคู่ชีพให้กับท่าน ซึ่งท่านก็เตรียมให้นำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถาบันทักษิณคดีศึกษา

 @ป๋าเปรม วัยเด็กเป็นคนอย่างไร?

                ป๋าเปรมเป็นคนใจเย็นสุขุมรอบคอบตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่สำคัญ ไม่เคยโกรธใครเลย พร้อมให้อภัยได้เสมอ หากย้อนไปสมัยเด็ก ป๋าเปรม มีแต่เพื่อนๆ และคนรอบข้างต่างรุมรัก เพราะความเป็นคนอัธยาศัยดี สุภาพ เล่นกีฬาเก่ง อารมณ์ดี และที่สำคัญหล่อไม่หยอก
               ทุกครั้งยามเพื่อนในกลุ่มมีปัญหา ท่านจะใช้วิธีพูดคุยกันด้วยเหตุและผล และคอยชักชวนเพื่อนๆ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์จนทุกคนในยุคนั้นเลือกให้ท่านเป็นผู้นำเสมอ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมเรียน หรือเล่นก็ตาม

 @กลุ่ม นปก.กล่าวพาดพิงป๋าเปรม รู้สึกอย่างไร?
             ไม่อยากวิจารณ์กลุ่มผู้ชุมนุม เพราะแต่ละคนย่อมรู้ดีว่าพูดอะไรออกไป เขาจะต้องรับผิดชอบในสิ่งนั้น เพราะคำพูดเป็นนายเราเสมอ ส่วนตัวเชื่อว่าป๋าเปรมนั้นมั่นใจว่าคงไม่ถือสา เพราะคนเหล่านั้นยังเด็กมาก เมื่อเทียบกับประสบการณ์ผ่านร้อนและหนาวของท่าน อีกทั้งด้วยคุณวุฒิ และวัยวุฒิของป๋าเปรม เรื่องแค่นี้คงไม่เอาไปใส่ใจ เพราะมีเรื่องอีกมากที่ท่านต้องคิดเพื่อสร้างประโยชน์แก่บ้านเมือง
              อยากถามว่าคนที่ออกมาพาดพิง พล.อ.เปรม เขารู้จักตัวท่านดีมากน้อยแค่ไหน และพวกคุณทั้งหลายเคยเห็นกับตาหรือเปล่าว่า พล.อ.เปรม คิดร้ายต่อบ้านเมือง พวกคุณควรย้อนถามตัวเองว่าได้ทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง ศาสนา และพระมหากษัตริย์บ้างหรือยัง
             วันนี้ไม่ว่าบ้านเมืองจะเผชิญมรสุม หรือปัญหาต่างๆ มากมายก็เชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่สะทกสะท้านกับแรงลมที่พุ่งเข้ามาปะทะ เชื่อว่าจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองให้กลับสู่ภาวะปกติ เหมือนเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่ผ่านมาที่สามารถร่วมกับคนไทยฟันฝ่าจนไปวิกฤติไปได้ทุกครั้ง
             สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เชื่อว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้ใหญ่ ไม่ถือสาหาความอะไร เพราะท่านไม่เคยโกรธใครมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่สำคัญ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความดีของคน และวันนั้นประชาชนจะเห็นเอง

@ในฐานะเพื่อนจะปกป้องศักดิ์ศรีเพื่อนอย่างไร?
              ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรี และไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเหยียดหยามด้วยกันทั้งนั้น ขอถามว่าคนเหล่านั้นที่ขึ้นเวทีพูดพาดพิง พล.อ.เปรม ได้รับความเจ็บช้ำใจในเรื่องอันใด มีหลักฐานไหมว่าประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษไปพาดพิงให้พวกคุณได้รับความเสื่อมเสีย ควรคิดให้มากว่าวันนี้สิ่งที่แสดงออกมานั้นมีคุณกับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไร หากไม่ใช่ คุณเองอาจเป็นคนทำลายศักดิ์ศรีตัวเอง
              อยากให้หยุดแล้วคิดว่า อะไรที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ควรยุติ แล้วหันมาทำในสิ่งที่เป็นคุณต่อชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วล้วนเข้าใจ และให้อภัยผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่าแน่นอน

 @สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงกลุ่ม นปก.บ้าง?

             การแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ต้องมีหลักฐานหากจะกล่าวพาดพิงใคร
 ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน เพราะผลการกระทำเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครคือตัวจริง และใครคือตัวปลอม

++++++++++++++++++++++++++++++


ฅนสงขลา เสวนาการเมือง
www.facebook.com/songkhla191

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]