gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง  (อ่าน 1033 ครั้ง)

กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง

Mr.Link

  • บุคคลทั่วไป
กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« เมื่อ: 16:05 น. วันที่ 12 ก.พ.60 »
เปิดประเด็น...

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.

Red Singapore

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 18:03 น. วันที่ 08 พ.ย.60 »
ปิดประเด็น... ส.หลก



Bodhi Bangladesh

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 18:06 น. วันที่ 08 พ.ย.60 »
มารยาทชาวไทย สืบสานจาก"ศีลาจารวัตร"

การบัญญัติมารยาท เป็นกฎเกณฑ์ใช้สืบต่อกันมา ต้นบัญญัติมารยาทต่างๆ ที่เก่าแก่และถือเป็นต้นแบบของมารยาทของชาวไทยปัจจุบัน คือ “เสขิยวัตร” ซึ่งเป็นหมวดพระวินัยในพระพุทธศาสนา

ความสง่างามใน “ศีลาจารวัตร” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น และพระพุทธองค์ทรงอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้มี “ ศีลาจารวัตร” ที่งดงามเรียบร้อย โดยทรงบัญญัติหมวด “พระวินัยเสขิยวัตร” ขึ้น

ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยหมวดนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สำรวม สง่างาม แก่ผู้ที่มาพบเห็นเข้า #เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไทยต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในประเทศไทย ชนชาติไทยจึงได้คุ้นเคยกับ “ศีลาจารวัตร” อันงดงามของพระภิกษุสงฆ์ จนซึมซับและถ่ายทอดกิริยามารยาทที่นุ่มนวลนั้น มาอบรมสั่งสอนลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันมา

“เสขิยวัตร” จึงเปรียบเสมือน #เพชรน้ำหนึ่งที่ทำให้คนไทยพิเศษ มีความอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีปรากฏในชนชาติอื่นมากนัก

จึงสมควรที่ลูกหลานไทยยุคปัจจุบันจะต้องกลับมาทบทวน ฝึกฝนตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวไทยนี้ไว้... ส.สู้ๆ

นก ศรแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 17:24 น. วันที่ 12 พ.ย.60 »
 

นก หวยแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 20:20 น. วันที่ 14 พ.ย.60 »


หวยแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 20:23 น. วันที่ 14 พ.ย.60 »


แดง นกแจ้ง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 16:43 น. วันที่ 15 พ.ย.60 »
นายแจ้ง เก็บขยะขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายนก ทำงานบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นางมืดเปิดโรงงานผลิตปลาหมึกกระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายแจ้ง นายนก นางมืด อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.หลก

Red Devils go

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 16:48 น. วันที่ 15 พ.ย.60 »


นก ศรแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 16:52 น. วันที่ 15 พ.ย.60 »


Red arrow bird

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 16:54 น. วันที่ 15 พ.ย.60 »


แดง พุทธวจน

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 15:25 น. วันที่ 30 ธ.ค.60 »
นำข่าวดีเกี่ยวกับศาสนาพุทธมาให้อ่าน  ทำไมคนอังกฤษถึงทยอยนับถือพระพุทธศาสนา?:

คนอังกฤษมักจะศึกษาพระพุทธศาสนากันเงียบๆ คนอังกฤษชอบอ่านหนังสือ ดังนั้น จะเห็นหนังสือพระพุทธศาสนาขายดีมากในอังกฤษ นอกจากนั้น คนอังกฤษจำนวนมากยังซุ่มทำสมาธิภาวนากันเป็นประจำ แม้กระทั่งสส.ในรัฐสภาก็นัดฝึกสมาธิกันทุกอาทิตย์

หน้าตึกบริติชมิวเซียม ไม่ห่างจากรัสเซลสแควร์เท่าใดนัก จะมีร้านขายหนังสืออยู่ร้านหนึ่งมีชื่อว่า Oriental Bookshop ร้านนี้เปิดมาหลายชั่วอายุคน มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก

สมัยผมเรียนอยู่ลอนดอน ผมเป็นขาประจำร้านหนังสือร้านนี้ ผมพักอยู่หออินเตอร์ซึ่งเป็นหอรวมของนักศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอนและอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินรัสเซล แสควร์ ผมแวะไปร้านนี้ประจำ  เจ้าของร้านเห็นว่าผมเรียนมาทางอินเดียศึกษาจึงคุยด้วยอย่างสนิทสนมเพราะแกก็สนใจพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยเฉพาะสายพระป่าแกนับถือมาก

วันหนึ่ง เจ้าของร้านเล่าให้ผมฟังว่าเกือบจะศตวรรษมาแล้ว มีบาทหลวงใหญ่ของลอนดอนท่านหนึ่ง เดินเข้ามาที่ร้านหนังสือนี้แล้วตวาดใส่ปู่ของเจ้าของร้านในปัจจุบันว่า 'พวกคุณมาขายทำไมหนังสือพระพุทธศาสนา? รู้มั้ย พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิเดียรถีย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่เคารพพระเจ้า' ว่าแล้วก็บอกพิษภัยของลัทธิศาสนาประเภทอเทวนิยมอย่างพระพุทธศาสนาต่างๆ นานา

เจ้าของร้านก็ฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็พยายามอธิบายแบบถนอมน้ำใจว่า

'ถูกแล้วครับ พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม  เป็นอันตรายต่อศาสนาเทวนิยมอย่างศาสนาคริสต์เรามาก อันนี้ ผมเห็นด้วย แต่จะไม่เป็นการดีหรอกหรือครับถ้าเราจะอ่านหนังสือทางพระพุทธศาสนาให้ละเอียดเพื่อให้รู้เขารู้เรา และจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่ศาสนาของเรา'

บาทหลวงท่านนั้นพยักหน้า พูดออกมาว่า 'เออจริง' เจ้าของร้านเห็นดังนั้นจึงรีบคะยั้นคะยอให้บาทหลวงท่านนั้นซื้อหนังสือของตนเอง บาทหลวงที่ว่าก็เลยควักกระเป๋า ขึ้นมาแล้วจ่ายเงินไปหลายร้อนปอนด์ซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาหลายเล่ม รวมทั้งเรื่องราวกรรมฐานในประเทศไทยและพม่าด้วย เสร็จแล้ว ก็หอบหนังสือปึกใหญ่กลับไปอ่านที่บ้านด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ 'ให้รู้เขารู้เรา'

วันดีคืนดี แกก็กลับมาซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอีก บอกว่า 'น่าสนใจอ่าน ยังไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาดีพอ' เจ้าของร้านดีใจมากที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมซื้อทีละมากๆ

หลังจากอ่านหนังสือพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นอเทวนิยมอยู่เป็นปี บาทหลวงท่านนั้นเปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแต่เป็นขาประจำซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอยู่บ่อยๆ เขายังเปลี่ยนไปเป็นพุทธมามกะและข้อสำคัญ ยังเป็นกรรมการพุทธสมาคมประจำกรุงลอนดอนที่นายคริสตมาส ฮัมฟรีย์ก่อตั้งขึ้นอีกต่างหาก เสียดาย ผมจำชื่อแกไม่ได้

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ผมฟังครับ แม้ว่าคำบรรยายอาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่เนื้อหาหลักๆ ประมาณนี้แหละครับ ที่เหลือท่านก็ไปคิดเอาเอง

ถ้าจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป พระสงฆ์มีกิจอยู่ ๒ อย่างที่จะต้องพัฒนาตัวเอง ๑.เรียนคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้แตกฉาน หากจะเลือกสายปริยัติ อธิบายปรัชญาหรือตรรกะของพระพุทธศาสนาได้อย่างแตกฉาน ๒.ปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ถึงแก่นถ้าจะเลือกสายปฏิบัติ

ถ้าพระสงฆ์เก่งอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ แล้วฝรั่งมาเจอ จอดทุกป้ายแน่ แต่ถ้าไม่เป็นสักอย่าง อย่าไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศเลย อายเขา ท่านจะทำได้แค่ช่วยนำประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้คนไทยเท่านั้น

ใครคิดตามที่ผมเขียนได้ ก็ขออนุโมทนา
ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
๘ ธันวาคม ๒๕๖๐
http://www.dailynews.lk/2017/12/06/features/136449/brexit-buddhism

Banrai Reddy 4×100

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 21:36 น. วันที่ 16 ม.ค.61 »
แง่คิดดีๆ ....ถูก ผิด แล้วได้อะไร?

คุณคิดว่าข้อใดถูก
8 x 3 = 23 หรือ
8 x 3 = 24 ?

คุณตอบข้อไหน ?

เรื่องจริงที่เกิดกับ "เอี้ยนหุยและขงจื้อ"

เรื่อง 8 x 3 = 23
เอี้ยนหุย กับ พ่อค้า ขายผ้า ในตลาด

พ่อค้าบอกว่า 8 x 3 = 23

เอี้ยนหุย รีบบอก พ่อค้าทันทีว่า 8 x 3 = 24

(พ่อค้าไม่รู้ว่า เอี้ยนหุยเป็นลูกศิษย์ขงจื้อ)

ทั้งคู่เถียงกันอยู่นาน ในสิ่งที่ตัวเองถูก สั่งสอนมา
สุดท้ายก็เดินทาง ไปหาขงจื้อ
ด้วยกันเพื่อให้ ขงจื้อ ตัดสิน

เอี้ยนหุย ก็บอก ต่อหน้า ขงจื้อว่า

ถ้า 8 x 3 = 23 ผมจะถอดยศ ถอดหมวกออก

แต่ถ้า 8 x 3 = 24 พ่อค้าคนนี้ต้องโดนตัดหัว

ขงจื้อได้ยินดังนั้น ก็ตัดสินว่า "8 x 3 = 23"

เอี้ยนหุย รู้สึกเสียใจมากที่อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพตัดสินเช่นนี้
คิดว่า ขงจื้อคงจะเลอะๆ เลือนๆ แล้ว
จึงถอดหมวกลง อย่างฉุนเฉียว แล้วตีตนจากไป
แต่ก่อนจะจากไป ขงจื้อ ก็ได้บอกกับ เอี้ยนหุยว่า

"เจ้าจงอย่าอยู่
ใต้ต้นไม้
และถ้าเจ้าจะ
คิดฆ่าใคร เจ้า จงคิดให้ดีเสียก่อน"

ระหว่างทางกลับมี ฝนตกหนัก
เอี้ยนหุย จึงรีบวิ่งเข้าไป หลบใต้ต้นไม้
พลันก็แว๊ปปขึ้นมาในหัวว่า อ.บอกไว้ว่า

"ห้ามอยู่ใต้ต้นไม้"

ก็รีบวิ่งออกมา จากต้นไม้

ทันใดนั้น ฟ้าก็ผ่าต้นไม้ ต้นนั้น !! เอี้ยนหุยตกใจมาก
แต่ก็รู้สึกขอบคุณ ขงจื้อมากที่เตือน
นึกในใจว่า ขงจื้อรู้ได้ยังไงว่า จะเกิดเรื่องนี้ ///

หลังจากนั้น ก็รีบเดินทาง กลับบ้าน
พอถึงบ้าน เนื่องจาก ดึกมากแล้ว ไม่อยากให้ภรรยาตื่น
จึงใช้มีดงัด ประตู เข้าไป แล้วใช้ มือคลำทางเอา

พอถึงห้องนอน เอี้ยนหุยคลำเจอคน 2 คนนอนอยู่
เขานึกใจในด้วย ความโมโหว่า

"อะไรกันเนี๊ยะ ข้าฯไป เรียนรู้วิชา กับ อ.ขงจื้อ
กลับมา ภรรยามีชู้เลยเหรอ"

ขณะที่กำลังจะเอามีดฟัน ก็นึกได้ว่า อ.เตือนไว้ว่า

"คิดจะฆ่าใคร ต้องคิดให้ดี"

เขาจึงจุดเทียนแล้ว ดูว่า 2 คนที่นอน อยู่นั้น เป็นใคร ?
สิ่งที่เขาเห็นนั้นคือ ภรรยาและน้องสาวของภรรยานอนอยู่ !!!!!!!!
เขานึกเลยว่าถ้าเขาไม่เชื่อคำของขงจื้อ ก็จะมีคนตาย 2 คน
ซึ่งเป็นภรรยาของเขาเอง และน้องสาว ของภรรยา!!

เอี้ยนหุย ไม่รีรอ ที่จะเดินทาง กลับไปถามขงจื้อ
ว่าท่านรู้ได้อย่างไร ว่าจะเกิดสิ่งต่างๆนี้

ขงจื้อจึงบอกว่า " ถ้าข้าตัดสินว่า 8 x 3 = 24 "

พ่อค้าคนนั้นต้อง ตาย ใช่ไหม ?

# จงใจสอนผิด เพื่อไม่ให้มีคน ล้มตาย

# แม้ไม่ใช่ คณิตศาสตร์ ที่ถูกต้อง

# แต่คุณธรรม ต่างหากที่ถูกต้อง

# เสียเกียรติ แต่ อย่าให้ผู้อื่น เสียชีวิต

# คนที่กำลังโกรธ ฉุนเฉียว มักจะ วู่วาม ทำอะไรโดย ไม่คิดหน้าคิดหลัง

..ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

..ทะเลาะกับคนเฒ่าคนแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

..ทะเลาะกับครู หรืออาจารย์ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

..ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

..ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

..ทะเลาะกับเจ้านาย (ที่เป็นเพื่อน) หรือผู้มีอำนาจ ต่อให้ชนะก็แพ้อยู่ดี

*****************

ดังนั้น รู้จักยอม และหยุด แล้วพูดว่า"ไม่เป็นไร" แล้วค่อยหาหนทาง แก้ไขต่อไปอย่าง มีสติ จะได้ไม่ต้อง เสียใจ ภายหลัง... ส.สู้ๆ



Red arrow bird

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 10:11 น. วันที่ 17 ม.ค.61 »


มีเกิยรติ ภูเขาแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรณีศึกษา พุทธวจน วัดนาป่าพง
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 18:44 น. วันที่ 18 ม.ค.61 »


 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]