gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 


  หัวข้อ / เริ่มโดย ตอบ / อ่าน กระทู้ล่าสุด
ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

เริ่มโดย น้าเต่า

3383
อ่าน
5
ตอบ
16:10 น. วันที่ 26 ก.ย.60
โดย สายน้ำ

ผู้เขียน หัวข้อ: Dhammakaya  (อ่าน 4577 ครั้ง)

Dhammakaya

เหลียง ธรรมกาย

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 15:49 น. วันที่ 29 มี.ค.60 »
::: ทำบุญ vs บ้าบุญ :::
.
วิธีการทำบุญในพระพุทธศาสนาเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ในพระไตรปิฎกระบุไว้ 10 อย่าง ได้แก่
.
-ทานมัย คือการบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรให้
-ศีล คือการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น
-ภาวนา คือการสวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ
-อปจารยะ คือมีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม
-เวยยาวัจจะ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ
-ปัตติทานะ คือการอุทิศส่วนบุญต่อผู้อื่น
-ปัตตานุโมทนา คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ
-ธัมมัสสวนะ คือการฟังธรรม
-ธัมมเทสนา คือการแสดงธรรม
-ทิฏฐุชุกัมม์ คือการปรับปรุงความคิดเห็นของตนให้ถูกต้อง
.
จึงรวมเป็น บุญกิริยาวัตถุ 10
.
สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมบ้าบุญ ที่เน้นความเป็นวัตถุนิยม
.
เวลาเดินทางไปท่องเที่ยวตามวัดวาอาราม ก็จะมุ่งเน้นเรื่องการไปทำบุญในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ยิ่งถ้าวัดไหนดัง เกจิไหนดี รับรองว่า เสาร์อาทิตย์ แทบไม่มีที่จอดรถ!!!
.
ในเเต่ละครั้ง ของการทำบุญ ส่วนมาก็จะมีวัตถุประสงค์เพื่อหวังให้ตนเองร่ำรวยยิ่งขึ้น หมดเคราะห์หมดโศก ได้โชคได้ลาภ ทำร้อยได้ล้าน ประมาณนี้
.
จนอาจจะเรียกได้ว่า ไม่ใช่เป็นการทำบุญ แต่เป็น “บ้าบุญ” เป็นการกระทำโดยขาดการพิจารณาถึงความเหมาะสม จนหลายคนตกเป็นเหยื่อของการทำบุญที่อาจส่งผลเสียให้กับตนเองเเละครอบครัว
... ส.หลก

Wattana Singapore

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 18:00 น. วันที่ 01 เม.ย.60 »
Up to date...

Mr.Thaksin

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 07:40 น. วันที่ 04 เม.ย.60 »
.


Leang Singapore

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 19:06 น. วันที่ 04 เม.ย.60 »
แท้จริงนั้น ไม่มี"อัตตา" ที่จะยกมาถกเถียงกัน ว่า "นิพพาน" เป็น "อัตตา" หรือไม่?

     สิ่งที่มี หรือสภาวะที่มีอยู่จริง ท่านเรียกว่า "ธรรม" หรือเรียกให้จำเพาะลงไปอีกว่า "สภาวธรรม" ซึ่งแยกออกเป็น ๒ อย่าง คือ
     ๑. ธรรม หรือ สภาวธรรม ที่มีอยู่อย่างมีเงื่อนไข ขึ้นต่อเหตุปัจจัย เรียกว่า "สังขตธรรม" หรือ "สังขาร" เช่น รูป เวทนา เป็นต้น (ขันธ์ ๕)
    ๒. ธรรม หรือ สภาวธรรม ที่มีอยู่ โดยไม่ขึ้นต่อเหตุปัจจัย เรียกว่า "อสังขตธรรม" หรือ "วิสังขาร" ได้แก่ นิพพาน
     สำหรับมนุษย์ปุถุชน จะมีความยึดถือขึ้นมาต่อธรรมหรือสภาวธรรมนั้น ว่าเป็น"อัตตา/ตัวตน" (แยกกับตัวอื่น คนอื่น เป็นต้น) และ "อัตตนิยะ/สิ่งที่เนื่องด้วยตน" (เช่น ทรัพย์สินของตน)
     "อัตตา/ตัวตน" จึงเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นในจิตใจ ซ้อนบังสภาวธรรมอีกชั้นหนึ่ง แล้วมนุษย์ก็ยึดติดในภาพคืออัตตา/ตัวตน แต่อัตตา/ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงในความยึดถือหรือทิฏฐิของคนเท่านั้น ไม่มีอยู่จริง
     ความยึดถือในภาพอัตตา/ตัวตนนั้น เรียกว่า "อัตตทิฏฐิ" เมื่อมนุษย์มีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา/ตัวตนแล้ว ภาพอัตตา/ตัวตนนั้นก็จะกั้นบังเขา ไม่ให้เห็นสภาวธรรม หรือเห็นบิดเบือนผิดเพี้ยนไป ทำให้คับแคบ อึดอัด ผูกมัด ไม่โปร่งโล่งเป็นอิสระ เป็นที่มาของทุกข์ ทั้งทุกข์ในใจคน และทุกข์เนื่องจากการเบียดเบียนกันในสังคม
     เมื่อมีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา/ตัวตน ก็เป็นธรรมดาที่จะมองไม่เห็นสภาวธรรม เรียกว่า "ไม่เห็นธรรม" ไม่ว่าจะเป็น สังขตธรรม/สังขาร/ขันธ์ ๕ หรือ อสังขตธรรม/วิสังขาร/นิพพาน ตามเป็นจริง หรือตามที่มันเป็น
     แต่มนุษย์ปุถุชนรู้จักเพียงแค่ สังขตธรรม/สังขาร/ขันธ์ ๕ ยังไม่รู้จักนิพพาน สิ่งที่เขาจะยึดถือเป็นอัตตา/ตัวตนไว้ ก็คือ สังขตธรรม/สังขาร/ขันธ์ ๕ เท่านั้น
     เมื่อเขามองเห็นสังขาร/ขันธ์ ๕ นั้นตามเป็นจริง อัตตทิฏฐิ/ความยึดถือตัวตนก็หมดไป พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า อัตตทิฏฐิ/ความยึดถืออัตตาถูกละหมดไป จึงมองเห็นธรรมตามที่มันเป็น
     เมื่อมองเห็นธรรมตามเป็นจริง นอกจากมองเห็นสภาวธรรมที่เป็นสังขตะ/สังขาร/ขันธ์ ๕ ถูกต้องแล้ว ก็มองเห็นสภาวธรรมที่เรียกว่านิพพาน ที่เป็นอสังขตะ/วิสังขารด้วย
     ละอัตตทิฏฐิ/ความยึดถืออัตตาได้ จึงมองเห็นนิพพาน หรือว่าจะมองเห็นนิพพานก็เมื่อละความยึดถืออัตตา/ตัวตนแล้ว
     หรือว่า เมื่อลุนิพพาน ก็ไม่เหลืออัตตทิฏฐิ พูดเป็นสำนวนว่า ผู้บรรลุนิพพาน ไม่เห็นอัตตา ก็จึงเห็นแต่ธรรม หรือ เพราะมองเห็นธรรม ก็ไม่เห็นว่ามีอัตตา
     เมื่อภาพอัตตา(ที่เคยสร้างขึ้นมายึดไว้เอง) ซึ่งบังธรรมไว้ หายไป จึงมองเห็นธรรม ก็ไม่มีเรื่องอัตตา/ตัวตน ที่จะต้องมาพูดถึงกันอีก
     เพราะฉะนั้น ว่ากันโดยแท้โดยจริง จึงไม่มีเรื่องอัตตาที่จะมาพูดถึงกันอีก ในขั้นที่ว่า "นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่?"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
จากหนังสือ "กรณีธรรมกาย"

ลีกวนยู

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 14:07 น. วันที่ 05 เม.ย.60 »
การกินให้อิ่ม กับ การโลภในลาภปาก
ถือว่าเป็นคนละอย่างคนละเรื่องคนละประเด็น
ถ้ากินเพื่ออิ่มท้องแล้ว อาจจะกินอะไรง่ายๆ
ที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ติดใจในรสอาหาร
กินเพื่อให้กายสังขารอยู่ได้
แต่ถ้ากินเพื่อลาภปากแล้ว
ก็จะนำมาซึ่งการเข่นฆ่ามากมาย
และที่จะติดตามมาคือโรคภัยไข้เจ็บ

พระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า
ผู้ที่ทานเนื้อสัตว์คือ
ผู้ที่ดัดเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตาให้สิ้นไป
นอกจากนี้ความอาฆาตเคียดแค้นของสัตว์ที่ถูกฆ่า
ยังเป็นบ่อเกิดของโรคกรรม
ซึ่งเป็นมูลเหตุของกฎแห่งกรรมอีกด้วย
การไม่ทานเนื้อสัตว์นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง
มีพลานามัยดีแล้วยังช่วยให้จิตสงบ
มีสติและอารมณ์ดีมีเมตตา
และสามารถสลายแรงกรรมที่อาจก่อให้เกิดกรรม
การลดละบ้างก็จะทำให้ไม่เบียดเบียนต่อสัตว์ทั้งหลาย
ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ย่อมหวงแหนชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น
การแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะเป็นผลได้อย่างไร
ถ้าเรายังกินเนื้อเขาอยู่ ถ้าวิญญาณมีจริง
ร่างกายเราก็เป็นป่าช้าฝังซากศพสัตว์ทั้งหลาย
เขาคงมาทวงความเป็นธรรมคืนจากเราเป็นแน่แท้... ส.สู้ๆ

Leang & Link Singapore

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 21:24 น. วันที่ 06 เม.ย.60 »
#เป็
ใครจะร่วมกันปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนากับเรา ก็ช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ครับ... ส.สู้ๆ
พุทธให้ถือเป็นบาป!!
อุบาสกและอุบาสิกาควรทราบว่าการให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่การทำบุญแต่เป็นการทำบาป เพราะทำลายพระพุทธศาสนาและเป็นเหตุให้ภิกษุไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย!!

การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ของอุบาสกจาก คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) เป็น บรรพชิต (นักบวชในพระพุทธศาสนา) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะการครองชีวิตของเพศบรรพชิตมีความแตกต่างไปจากเพศคฤหัสถ์โดยสิ้นเชิง

ฉะนั้นผู้ที่จะบวชเป็น “ภิกษุ” ต้องทำความเข้าใจกับตนเองให้ดีเสียก่อนว่า ตนเองมีอัธยาศัยที่จะครองชีวิตแบบ ภิกษุได้หรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยสะสมความรู้จากการศึกษาพระธรรมและอบรมขัดเกลากิเลสตนมาแต่ในอดีตชาติ ผู้ที่มีเป้าหมายจะบวชเป็น “ภิกษุ” เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะสนใจในการศึกษาพระธรรม เพื่อนำไปพัฒนาชีวิตการทำงานและในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ผู้ที่อยากบวชเพราะเชื่อตามๆ กันว่า เป็นประเพณีที่ผู้ชายต้องบวช รวมถึงผู้ที่อยากบวชเพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตน บุคคลเหล่านี้จะต้องตระหนักให้ดีว่าตนเองพร้อมที่จะสละเรื่องราวต่างๆ บุคคลที่เกี่ยวข้อง สิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินชีวิตอย่างสงบในเพศของ บรรพชิต

หลังจากเปลี่ยนเพศของ คฤหัสถ์ มาเป็นเพศของ บรรพชิต แล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามสิกขาบทในพระวินัย 227 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด!!

“ภิกษุ” มีหน้าที่ศึกษาพระธรรม (พระไตรปิฎก) ซึ่งประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) พระอภิธรรมปิฎก และฝึกฝนอบรมตนด้วยการเจริญสติ เจริญปัญญาเพื่อขัดเกลากิเลสตน หากประพฤติปฏิบัติตนเป็นอาบัติ (ล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ) มีโทษ 3 สถาน

คือ อาบัติปาราชิก เป็นโทษสถานหนัก ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ อาบัติสังฆาทิเสส เป็นโทษสถานกลาง ต้องอยู่ปริวาสกรรมเสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ อาบัติถุลลัจจัย อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ เป็นโทษสถานเบา ต้องปลงอาบัติ (แสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางวินัย) เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ในกรณีที่ “ภิกษุละเมิดสิกขาบทรับเงินทอง” เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งมีบัญญัติในข้อ 18 บัญญัติ ห้ามภิกษุรับเงินทอง ข้อ 19 บัญญัติห้ามภิกษุซื้อขายด้วยเงินทอง ภิกษุที่ละเมิดสิกขาบทจะต้องสำนึกและยอมรับผิดพร้อมกับสละของที่รับมาท่ามกลางหมู่สงฆ์เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ตามที่มีปรากฏอยู่ในสิกขาบทของพระวินัยในครั้งพุทธกาลนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อ “อุปนันทสากยบุตร” ได้รับภัตตาหารจากครอบครัวตระกูลหนึ่ง ซึ่งนิมนต์ไว้เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งภิกษุรูปนี้ไปรับภัตตาหารดังที่เคยปฏิบัติมา ในวันนั้นอุบาสกซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวนี้ได้แจ้งว่า วันนี้ไม่มีอาหารให้แต่จะไปซื้ออาหารเพื่อนำมาถวายให้ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้จึงขอรับเงินเพื่อไปซื้ออาหารเอง อุบาสกผู้นี้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีจึงกล่าวเพ่งโทษและติเตียนต่อหน้าภิกษุรูปนี้ทันทีว่า...

“ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้เป็นสมณะเชื้อสายสากยบุตรทำอย่างนี้ได้อย่างไร” และยังนำไปกล่าวโพนทะนาในภายหลังให้ผู้อี่นรับรู้ว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตด้วยจิตที่เป็นกุศล

เมื่อความนี้ได้ล่วงรู้ถึงพระพุทธองค์แล้วจึงทรงให้มีการประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขี้นกับภิกษุรูปนี้ โดยตรัสถามว่า “เธอประพฤติอย่างนี้จริงหรือ?” ภิกษรูปนี้กราบทูลว่า เป็นจริง พระพุทธองค์จึงทรงตำหนิติเตียนว่า “ความประพฤติที่เธอกระทำนั้นไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง”

พระพุทธพจน์องค์หนึ่งที่เกี่ยวกับเงินทองมีความว่า “เราไม่กล่าวเลยว่าให้ภิกษุในธรรมวินัยนี้แสวงหาเงินและทองโดยประการใดๆ เลย” ภิกษุที่มีความเคารพยำเกรงต่อพระวินัยจึงต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทอย่างเคร่งครัด โดยการศึกษาพระธรรมและหมั่นฝึกฝนรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริตอยู่เป็นนิจ

อาบัติที่เกิดจากการรับเงินและทองของภิกษุ หากไม่ได้ปลงอาบัติอย่างถูกต้องและถูกวิธีแล้วก็จะเป็นเหตุนำไปสู่อบายภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่เกิดอันปราศจากความเจริญ มี 4 ภูมิ คือ นรก เปรตวิสัย อสุรกายภูมิ และกําเนิดดิรัจฉาน

อุบาสกและอุบาสิกาจึงควรทราบว่า “การให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่เป็นการทำบุญแต่เป็นการทำบาป” นอกจากจะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นเหตุให้ “ภิกษุ” ไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย... ส.ยกน้ิวให้

เบิร์ด ภาคภูมิ

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 15:34 น. วันที่ 07 เม.ย.60 »
พุทธศาสนาสอนเรื่องความจริง
ไม่ได้สอนในเรื่องของความเชื่อ

พระพุทธศาสนาสอนให้ช่วยตนเอง ไม่ได้สอนให้พึ่งคนอื่น หรือไปพึ่งเทพเจ้าองค์ใด

พระพุทธศาสนาสอนในเรื่องกฎแห่งการกระทำ
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

พระพุทธศาสนาสอนว่าในทุกสรรสิ่งในทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

ทุกๆสิ่งมีเกิดขึ้น แปรเปลี่ยน แล้วดับสลายไป

แม้แต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขต่างๆที่อยู่บนโลกนี้ไม่มีความแน่นอน มีเกิดดับเป็นธรรมดาธรรมชาติของเขาเอง ไม่มีอำนาจใดๆมาบังคับกฎแห่งธรรมชาติได้

เมื่อเรายอมรับความจริงในข้อนี้ จิตใจก็สบายใสๆสบายๆ

อะไรจะเกิดก็เป็นเรื่องธรรมดา
อะไรจะดับจะแปรเปลี่ยนก็สบายๆธรรมดาๆ



เทมาเส็ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 18:20 น. วันที่ 07 เม.ย.60 »
#โครงสร้างพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ
๑. พระวินัยปิฎก (อา ปา ม จุ ป)
๒. พระสุตตันตปิฎก (ที ม สัง อัง ขุ )
๓. พระอภิธรรมปิฎก (สัง วิ ธา ปุ ก ย ป)

#๑. พระวินัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ ส่วนใหญ่คือ
๑. ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยวินัยของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อ มี ๒ เล่ม
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยวินัยของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ มี ๑ เล่ม
๓. มหาวรรค ว่าด้วยขันธกะต่างๆ เช่น มหาขันธกะ เป็นต้น มี ๑๐ ขันธกะ แบ่งเป็น ๒ เล่ม
๔. จุลวรรค ว่าด้วยขันธกะต่างๆ ตั้งแต่ขันธกะที่ ๑๑-๑๒ ว่าด้วยวัตร ธรรมเนียมประเพณีต่างๆ
ของพระสงฆ์ มี ๒ เล่ม
๕. ปริวาร ว่าด้วยคู่มือวินัย เป็นคำถามตอบวินัยโดยย่อๆ ทุกวิภังค์ และขันธกะ มี ๑ เล่ม

 

 
#๒. พระสุตตันตปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ ส่วนใหญ่ คือ
๑. ทีฆนิกาย รวมพระสูตรยาวๆ มีพรหมชาลสูตร เป็นต้น มี ๓ เล่ม
๒. มัชฌิมนิกาย รวมพระสูตรขนาดกลาง มีทั้งหมด ๓ เล่ม
๓. สังยุตตนิกาย รวมพระสูตรขนาดเล็กเป็นหมวดๆ มี ๕ เล่ม
๔. อังคุตตรนิกาย รวมหมวดธรรมตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงเกิน ๑๐ มีทั้งหมด ๕ เล่ม
๕. ขุททกนิกาย ชุมนุมบทธรรมทั้งหลายทั้งที่ยาวและสั้นมีทั้งหมด ๑๕ คัมภีร์ มีทั้งหมด ๑๕ เล่ม

#๓. พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเป็น ๗ ส่วนใหญ่ๆ คือ
๑. สังคณี-ประมวลธรรมเป็นชุดๆ เรียกว่ามาติกา มี ๑ เล่ม
๒. วิภังค์-การจำแนกธรรมออกเป็นขันธ์ ธาตุ เป็นต้น มี ๑ เล่ม
๓. ธาตุกถา-นำข้อธรรมมาจัดเข้าในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ครึ่งเล่ม
๔. ปุคคลบัญญัติว่าด้วยบัญญัติต่างๆ มีครึ่งเล่ม
๕. กถาวัตถุ-ปัญหาถามตอบของนิกายต่างๆ ๑๘ นิกาย มี ๑ เล่ม
๖. ยมก-ว่าด้วยคำอธิบายหลักธรรมออกพิสดาร เป็นคู่ๆ มี ๒ เล่ม
๗. ปัฏฐาน-ว่าด้วยปัจจัยต่างๆ ๒๔ โดยพิสดาร มีทั้งหมด ๖ เล่ม
----------------------------
#ความสำคัญและคุณค่าของพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกมีความสำคัญและคุณค่าสำคัญหลายประการ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ๒๕๔๓: ๖๘–๗๑) ได้แก่ ดังนี้
      ๑. พระไตรปิฎกเป็นที่รวมไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ อันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้เอง ซึ่งตกทอดมาถึงสมัยพวกเรา ทำให้เรารู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกเป็นสำคัญ
      ๒. พระไตรปิฎกเป็นที่สถิตของพระศาสดาของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นที่บรรจุพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้เป็นศาสดาแทนพระองค์ เราจะเฝ้าหรือรู้จักพระพุทธเจ้าได้จากพระดำรัสของพระองค์ที่ท่านรักษากันไว้ในพระไตรปิฎก
      ๓. พระไตรปิฎกเป็นแหล่งต้นเดิมของคำสอนในพระพุทธศาสนา คำสอน คำอธิบาย คัมภีร์ หนังสือ ตำรา ที่อาจารย์และนักปราชญ์ทั้งหลายพูด กล่าวหรือเรียบเรียงไว้ที่จัดว่าเป็นของในพระพุทธศาสนา จะต้องสืบขยายออกมาและเป็นไปตามคำสอนแม่บทในพระไตรปิฎก ที่เป็นฐานหรือเป็นแหล่งต้นเดิม
      ๔. พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอ้างอิงในการแสดงหรือยืนยันหลักการที่กล่าวว่า เป็นพระพุทธศาสนา จะเป็นที่น่าเชื่อถือหรือยอมรับได้ด้วยดี เมื่ออ้างอิงหลักฐานในพระไตรปิฎก ซึ่งถือว่า เป็นหลักฐานอ้างอิงขั้นสุดท้ายสูงสุด
      ๕. พระไตรปิฎกเป็นมาตรฐานตรวจสอบคำสอนในพระพุทธศาสนา คำสอนหรือคำกล่าวใด ๆ ที่จะถือว่าเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาได้ จะต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัยซึ่งมีมาในพระไตรปิฎก (แม้แต่คำหรือข้อความในพระไตรปิฎกเอง ถ้าส่วนใดถูกสงสัยว่าจะแปลกปลอม ก็ตรวจสอบด้วยคำสอนทั่วไปในพระไตรปิฎก)
      ๖. พระไตรปิฎกเป็นมาตรฐานตรวจสอบความเชื่อถือและข้อปฎิบัติในพระพุทธศาสนา ความเชื่อถือหรือข้อปฏิบัติตลอดจนพฤติกรรมใด ๆ จะวินิจฉัยว่าถูกต้องหรือผิดพลาดเป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็โดยอาศัยพระธรรมวินัยที่มีมาในพระไตรปิฎกเป็นเครื่องตัดสิน
      ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกจึงเป็นกิจสำคัญยิ่งของชาวพุทธ ถือว่าเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา หรือเป็นความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนากล่าวคือ ถ้ายังมีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ยังดำรงอยู่ แต่ถ้าไม่มีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก แม้จะมีการปฏิบัติก็จะไม่เป็นไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะไม่ดำรงอยู่คือจะเสื่อมสูญไป
      นอกจากความสำคัญในทางพระพุทธศาสนาโดยตรงแล้วพระไตรปิฎกยังมีคุณค่าที่สำคัญในด้านอื่น ๆ อีกมาก โดยเฉพาะ
      ๑. เป็นที่บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับลัทธิ ความเชื่อถือ ศาสนา ปรัชญา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เรื่องราว เหตุการณ์ และถิ่นฐาน เช่น แว่นแคว้นต่าง ๆ ในยุคอดีตไว้เป็นอันมาก
      ๒. เป็นแหล่งที่จะสืบค้นแนวความคิดที่สัมพันธ์กับวิชาการต่าง ๆ เนื่องจากคำสอนในพระธรรมวินัยมีเนื้อหาสาระเกี่ยวโยง หรือครอบคลุมถึงวิชาการหลายอย่าง เช่น จิตวิทยา กฎหมาย การปกครอง เศรษฐกิจ เป็นต้น
      ๓. เป็นแหล่งเดิมของคำศัพท์บาลีที่นำมาใช้ในภาษาไทย เนื่องจากภาษาบาลีเป็นรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งของภาษาไทย การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกจึงมีอุปการะพิเศษแก่การศึกษาภาษาไทย
      รวมความว่า การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกมีคุณค่าสำคัญ ไม่เฉพาะแต่ในการศึกษาพระพุทธศาสนาเท่านั้นแต่อำนวยประโยชน์ทางวิชาการในด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น ภาษาไทย ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา โบราณคดี รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา และจิตวิทยา เป็นต้น

-----------------------------
จิรํ ติฏฺฐตุ โลกสฺมึ สมฺมาสมฺพุทธสาสนํ.
ขอพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงอยู่ในโลกสิ้นกาลนาน..

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์

-----------------------
*ดูเพิ่มเติม คลิกลิงค์
http://www.mcu.ac.th/mcutrai/index.htm
------------------------
http://www.84000.org/
-------------------------

DSI & Police

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 08:21 น. วันที่ 09 เม.ย.60 »
พระบรมราโชวาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร
(รัชกาลที่ 10 ในปัจจุบัน)
การเป็นตำรวจนั้นคงไม่ยากนัก แต่การเป็นตำรวจที่ดีนั้นยากมาก
…เพราะตำรวจต้องทำงานหนักและลำบากตรากตรำ งานปราบอธรรม อำนาจมืด และเหล่ามิจฉาชีพทั้งหลาย เป็นงานที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ เป็นงานที่สลับซับซ้อนซึ่งมีปัญหามากมาย และอันตรายรอบด้าน
ดังนั้น การที่จะเป็นตำรวจที่ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ตำรวจจะต้องเป็นผู้มีความแกร่งกล้าสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ มีวิญญาณและอุดมการณ์ของตำรวจอย่างซื่อตรงและมั่นคง พร้อมเสมอที่จะสละความสุขส่วนตัว เพื่อสันติสุขของประชาชนอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ เพียบพร้อมด้วยขันติธรรมและคุณธรรม สามารถยับยั้งชั่งใจตนเองไม่ให้มัวเมาในอำนาจและลาภผลโดยมิชอบได้อย่างสิ้นเชิง เช่นนี้ย่อมถือว่าท่าน “เป็นตำรวจที่ดีของประชาชน” อย่างแท้จริง
พระบรมราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาพระราชทานแก่ตำรวจทั่วประเทศ... ส.สู้ๆ

สำนักพุทธฯ

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 14:54 น. วันที่ 09 เม.ย.60 »
ร.๑๐ พระราชทานพระราโชวาท เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ๑ เม.ย.๒๕๖๐

 
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระราโชวาทแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ๑ เม.ย. ๒๕๖๐
พระราโชวาท พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน วันเสาร์ที่ ๑ เม.ย. ๒๕๖๐
งานราชการนั้น คืองานของแผ่นดิน มีผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคน. ดังนั้น ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานของแผ่นดิน จึงต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนให้ถ่องแท้ แล้วร่วมกันคิดร่วมกันทำ ด้วยความอุตสาหะเสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยถือประโยชน์ที่จะเกิดจากงานเป็นหลักใหญ่. งานของแผ่นดินทุกส่วน จักได้ดำเนินก้าวหน้าไปพร้อมกัน และสำเร็จประโยชน์ที่พึงประสงค์ คือยังความเจริญมั่นคงให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนได้แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป... ส.สู้ๆ





NCPO

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 21:48 น. วันที่ 09 เม.ย.60 »
ทหารไทยมีภารกิจล้วน      .เพื่อชาติ
ทั้งรบเพื่อรักษาเอกราช     .ชาติไว้
ยังพัฒนาชาติเพื่อราษฎร์   .ได้อยู่ เป็นสุข
ชาติเจริญมั่นคงทำให้        .ชนะสิ้นสงคราม

ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
9 เมษายน 2560         

“.....เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าทหารไทยนั้น นอกจากจำทำหน้าที่สู้รบป้องกันประเทศ และธำรงรักษาเอกราชอธิปไตย กับทั้ง
อิสรภาพของชาติไว้ให้สมบูรณ์ยืนยงมาแล้วยังได้ทำหน้าที่พัฒนาบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่
ของประชาชน อันเป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้อง
ปฏิบัติโดยเคร่งครัดอีกประการหนึ่ง
หน้าที่ประการหลังนี้ต้องถือว่าเป็นภารกิจหลัก
อย่างหนึ่งของทหาร เสมอเหมือนถึงการสู้รบ เพราะการพัฒนาให้บ้านเมืองเจริญมั่นคง
ให้ประชาชนเป็นคนดีมีวิชามีสถานะความเป็นอยู่
ที่ดี มีกำลังเข้มแข็งที่จะช่วยตนเอง และรวมกันเป็นปึกแผ่นได้แข็งแกร่งนั้น
สามารถป้องกันระงับเงื่อนไขสงครามและการต่อสู้ เอาชนะความยากไร้และศึกศัตรูภายนอกภายใน
ได้ทั้งหมด.....”

พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนาม
ของทหารรักษาพระองค์
วันที่ 3 ธันวาคม 2533

Cr. ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและท่านเจ้าของภาพด้วยครับ
1. แหล่งข้อมูล :  http://www.thaiheritage.net/king/rama9/rama91.htm
2. ที่มาของภาพ :  http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/king%27s%20speech%202007_01.html, http://www.thailandlife.com/thai-festivals/coronation-day.html

***หมายเหตุ :
1. ถ้าจะแชร์ ไม่ต้องขออนุญาตครับ
แต่โปรดอ้างที่มาให้ชัดเจน
2. หากจะวิจารณ์โปรดใช้คำสุภาพด้วยครับ
และโปรดสะกดคำให้ถูกต้อง

Red Devils

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 17:53 น. วันที่ 05 พ.ค.60 »
.


ลีกวนยู

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 17:26 น. วันที่ 06 พ.ค.60 »
.

Golden mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 21:07 น. วันที่ 07 พ.ค.60 »
Buddhist is non profit organization. ส.สู้ๆ

ภูเขาทอง

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 19:38 น. วันที่ 14 พ.ค.60 »
.

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]