gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 


  หัวข้อ / เริ่มโดย ตอบ / อ่าน กระทู้ล่าสุด
ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

เริ่มโดย น้าเต่า

2875
อ่าน
4
ตอบ
17:11 น. วันที่ 16 มิ.ย.60
โดย สายน้ำ

ผู้เขียน หัวข้อ: Dhammakaya  (อ่าน 3497 ครั้ง)

Dhammakaya

ความหวังใหม่

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: 09:53 น. วันที่ 15 พ.ค.60 »
ชื่อว่า "คนอิ่ม" หมายถึงอิ่มจนปิดปาก กินไม่เข้า
เพราะได้ดื่มกินวิมุติภาพเข้าไปจนอ้วนพี
อิ่มเอมด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคอได้อีก
นี่คือ "อิ่ม" จนไม่อยากกินเหยื่อในโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด

************************

ธมฺมปีติ สุขํ เสติ - ผู้อิ่มในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
                                   -พุทธพจน์-
หลักกรรมเป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้ง พอพูดถึงความหมายที่ลึกซึ้ง ก็กลายเป็นเรื่องเกี่ยวเข้าไปถึงหลักใหญ่ๆ โดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาท

     ...ต้องมองเข้าไปถึงกระบวนการทำงานในจิตใจ และผลที่เกิดขึ้นในจิตใจแต่ละขณะๆ ทีเดียว ความหมายที่แท้จริงของกรรมมุ่งเอาที่นั่น คือความเป็นไปในจิตใจของแต่ละคน แต่ละขณะ กรรมที่จะแสดงออกมา ทางกาย ทางวาจาอะไรๆ ก็ต้องเริ่มขึ้นในใจก่อนทั้งนั้น
 
     ...ถ้าทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้ให้ชัดแจ้งแล้ว เราจะมองเห็นว่ากรรมเกี่ยวพันกับชีวิตของเราอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลาทุกขณะ...

     ...หลักกรรมเป็นกฎธรรมชาติ เป็นหลักแห่งความจริง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ว่าทำอย่างไรจะเชื่อ แต่กลายเป็นว่าทำอย่างไรจึงจะรู้จึงจะเข้าใจ...

โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ขอคัดค้านคำกล่าวที่ว่า "งานคือเงิน - เงินคืองาน"
ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา
ซึ่งสอนให้ทำงานในฐานะเป็น"หน้าที่"ที่ถูกต้อง
สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด
มิใช่ ทำเพื่อหาเงินมาปรนเปรอชีวิต
ให้หลงระเริงในอบายมุข หรือความเริงรมย์ต่างๆ
ซึ่งเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว"

-พุทธทาสภิกขุ-

ไทยรักไทย

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: 19:32 น. วันที่ 16 พ.ค.60 »
.

Hot news

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: 17:20 น. วันที่ 19 พ.ค.60 »
.



ผู้นำศาสนาต่างๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: 20:22 น. วันที่ 20 พ.ค.60 »

ใต้ร่มเย็น

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: 17:01 น. วันที่ 22 พ.ค.60 »
66/23  ส.สู้ๆ


Religion

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: 17:25 น. วันที่ 24 พ.ค.60 »
Harmony.   ส.สู้ๆ



มืดมา อิ่มไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: 08:40 น. วันที่ 01 มิ.ย.60 »
นอกจากเรื่องอิทธิปาฏิหารย์แล้ว วงการศาสนาและผู้คนที่เข้ามาสัมผัสกับศาสนา มักจะโน้มเอียงไปทางด้านความรู้สึกหรือในเรื่องที่เป็นด้านอารมณ์มาก คือชื่นชมหรือไปติดอยู่กับความรู้สึกที่ดีๆ อย่างลึกซึ้งดื่มด่ำหรือรุนแรง โดยเฉพาะ

๑. ศรัทธา เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง เลื่อมใส เชื่อมั่น มีกำลังใจ ขนลุกขนพอง ตื่นเต้น อัศจรรย์ เห็นตาม คล้อยตาม จนถึงยึดมั่นว่าจะต้องให้เป็นอย่างนั้น

๒. สุขซึ้ง มีความรู้สึกอิ่มใจ เอิบอาบซาบซ่าน ดื่มด่ำ รู้สึกว่าเข้าถึงอะไรบางอย่าง และเป็นสุขอย่างลึกซึ้ง

ความรู้สึก ๒ อย่างนี้ เป็นคุณค่าทางจิตใจ ที่ดีงาม เป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างสูง เป็นจุดเด่นของความรู้สึกทางศาสนา แต่ก็มีด้านลบที่เป็นโทษด้วย และบ่อยทีเดียวที่โทษร้ายแรงอย่างคาดคิดไม่ถึง

ศรัทธาที่แรงกล้า อาจหลงงมงาย และกลายเป็นความยึดมั่นรุนแรง จนถึงกับเขม้นหมายว่าจะต้องให้เป็นอย่างที่ตนเชื่อ อาจถึงกับไปบังคับข่มคนอื่นให้เชื่อตาม หรือเชื่อจนไม่คิดพิจารณา เขาจะบอกให้ทำอะไร ก็ทำได้ทุกอย่าง จะไปรบราฆ่าฟันทำสงครามอย่างไรก็ได้ ดังที่ได้เกิดสงครามศาสนาที่โหดเหี้ยมร้ายแรงกันเรื่อยมาตลอดประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก

ความรู้สึกสุขอย่างลึกซึ้ง ดื่มด่ำเอิบอาบทั่วสรรพางค์ อาจส่งผลไปเสริมศรัทธาให้มั่นยิ่งขึ้น บางทีก็ทำให้หลงผิด เข้าใจว่าตนได้บรรลุผลวิเศษที่เป็นจุดหมายอย่างนั้นๆ เช่น เป็นนิพพานหรือแล้วแต่อาจารย์หรือผู้สอนจะบอก อาจทำให้หลงเพลิดเพลินอยากปลีกตัวไม่ยุ่งกับใคร หรือปล่อยทิ้งกิจการงาน หรือลืมปัญหา ใช้เป็นที่หลบทุกข์ และตกอยู่ในความประมาท

(คัดลอกจากหนังสือ กรณีธรรมกาย โดย พระพรหมคุณาภรณ์ ป. อ. ปยุตฺโต หน้า ๑๘๐-๑๘๑)

อิ่มมา มืดไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: 17:37 น. วันที่ 03 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


สว่างมา สว่างไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: 20:04 น. วันที่ 07 มิ.ย.60 »
.


มืดมา มืดไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: 08:21 น. วันที่ 10 มิ.ย.60 »
. ส.หลก



ศรแดง ISIS

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: 07:20 น. วันที่ 11 มิ.ย.60 »
. ส.สู้ๆ


ไอสิส

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: 17:07 น. วันที่ 11 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


หลีโชติ หัวถนน

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: 08:09 น. วันที่ 12 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


แดง เทพเทพา

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: 21:09 น. วันที่ 12 มิ.ย.60 »
ทำไมพระพุทธศาสนาจึงเสื่อมสูญไปจากประเทศอินเดีย ก็่ไม่ใซ่ว่ามีคนอื่นมารังแกอะไร หามิได้ มาในตอนปลายเรียกว่าอิสลามรังแกบ้าง แต่ส่วนสำคัญที่สุดนั้น ก็คือว่า พระเราไม่ยืนหยัดอยู่ในหลักการของ พระพุทธศาสนา พูดตามภาษาปัจจุบันว่า ใม่มีจุดยืนที่แน่นอน จุดยืนแน่นอนไม่มี แต่ว่ากวัดแกว่งไปตามอารมณ์คน อารมณ์โลก
.
ต้องการจะเอาพวกมาก ต้องการเอาบริษัท ต้องการลาภสักการะจากคนเหล่านั้นๆ เลยโน้มเอียงไปตามความต้องการของคน คนต้องการอะไร ก็ทำสิ่งนั้นให้ ทำหนักเข้าๆ ชาวบ้านก็มองเห็นว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่เหมือนกับนักบวชพราหมณ์ คือเหมือนกับนักบวชพราหมณ์ทั้งหลายที่มีอยู่ก่อนยุคพระพุทธเจ้า พราหมณ์ทำไสยศาสตร์ ทำน้ำมนต์ สวดวิงวอน บนบานศาลกล่าว เซ่นเจ้า เซ่นผี ไหว้เทวดา
.
พระสงฆ์ก็ทำอย่างนั้น เมื่อทำเหมือนกับพราหมณ์แล้ว ก็มีพราหมณ์มาก่อนพระพุทธเจ้า ก่อนพระสงฆ์ แล้วทำไมเราจะต้องมานับถือพระสงฆ์อีก นับถือพราหมณ์แบบเดิมดีกว่า เพราะเหมือนกันแล้ว เลยหมดเท่านั้นเอง คือหมดไปจากอินเดีย ก็เพราะว่าพระเราลดตัวลงไปทำทุกอย่างที่พราหมณ์กระทำ
.
จนชาวบ้านเห็นว่าพระกับพราหมณ์เหมือนกันเสียแล้ว แล้วก็เลยไม่นับถือพระ ไม่สนใจพระต่อไป พระก็เลยหายไปจากประเทศอินเดีย ไม่มีพระเหลืออยู่ เวลานี้พึ่งแตกหน่อใหม่ขึ้นมาบ้างไม่กี่หน่อ เพราะว่าเอาพันธุ์ไปจากลังกาบ้าง ไปจากประเทศไทยบ้าง ได้ไปปลูกไปเพาะ ให้เกิดเชื้อขึ้นในประเทศอินเดีย นี่คือการสูญพันธุ์
.
ในบ้านเมืองของเราเวลานี้ เรียกว่ามีพันธุ์นักบวชอยู่ แต่ว่าพันธุ์ปลอมก็มี พันธุ์แท้ก็มี มันก็จะทำให้เสื่อมต่อไปเหมือนกัน ถ้าเราอยู่กันในรูปส่งเสริมความเชื่องมงาย ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ต่อไปคนก็จะเสื่อมศรัทธามากขึ้น โดยเฉพาะคนใหม่ๆ
.
ในยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าในวิชาการ ไม่มีความเชื่ออย่างนั้น เขาก็มองเห็นว่า นักบวชในพระพุทธศาสนานี่ไม่ได้เรื่องอะไร เพราะไปทำสิงที่นอกเรี่องนอกราวของพระพุทธศาสนา คนเหล่านั้นก็จะไม่เข้าวัด ไม่ฟังธรรม ไม่ศึกษาพระศาสนา จิตใจก็จะห่างจากหลักธรรมะ สังคมก็อยู่ในความมืดบอด
.
เหตุที่จะทำให้เกิดความมืดบอดก็เพราะว่า เราเอาน้ำมันปลอมมาใส่ตะเกียง ควันมันก็โขมงขึ้นมา ปิดบังดวงตาคนไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา อันนี้คือความผิด เป็นสิ่งที่เราควรจะช่วยกันปรับปรุง แก้ไข ไม่ให้เกิดขึ้นในวงการของพุทธบริษัทต่อไป นี่เรื่องหนึ่ง
.
อีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นว่า มีคนหลงใหลใฝ่ฝันกันอยู่ เช่นเรื่องการทรงเจ้าเข้าผีอะไรต่างๆ เชิญวิญญาณเข้าทรงอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าวิญญาณของผู้นั้นผู้นี้มาเข้าทรงจริงหรือไม่ การทรงเจ้าเข้าผีนั้น
.
อยากจะบอกให้ญาติโยมรู้ไว้ แล้วก็บอกต่อๆ กันไปว่า ไม่ใช่วิธีการของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ บทใดในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา ว่าให้ภิกษุไปทรงเจ้าเข้าผี ไปเชิญวิญญาณเข้ามาสิงสู่ แล้วก็สนทนาอะไรๆ กับคนที่ต้องการจะรู้จะเข้าใจ
.
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรากระทำอย่างนั้น ไม่มีหลักการอย่างนั้นในวงการพระศาสนา เรื่องทรงเจ้าเข้าผีทั้งหลายทั้งปวงนั้น ความจริงก็เป็นเรื่องการสกดจิตของบุคคลผู้นั้นเอง เพียงให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เป็นไปตามที่เขาต้องการ เขาสร้างขึ้น สร้างอำนาจจิตขึ้น แล้วก็พูดไปตามอำนาจของความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจในขณะนั้น
.
คนฟังก็ไปเชื่อ เพราะว่าคนที่ไปนั้นเชื่อไปตั้งแต่บ้านแล้ว ไม่ได้ใส่แว่นไปด้วย ไม่ได้เอาปัญญาไปด้วย สุดแล้วแต่เขาทำอะไรก็เชื่อมันทั้งหมด เจ้าว่าอย่างนั้น เจ้าพ่อว่าอย่างนั้น เจ้าพ่อว่าอย่างนี้ ก็หลงเชื่อไป กลายเป็นเหยื่อของคนทรงเจ้าเข้าผี หรือของคณะที่ทรงเจ้าเข้าผี ที่จะเรียกร้องเอาอะไรจากคนนั้นได้โดยไม่ลำบากใจ เพราะคนเราถ้าเชื่อแล้วมันทำได้ทั้งนั้น
.
ดูข่าวเมื่อปีก่อนโน้น คนอเมริกันที่ไปฆ่าตัวตายที่ประเทศกาน่า จำนวนเท่าไร เป็นร้อยๆ ฆ่าตัวตายตามคำสังของผู้ที่เป็นผู้นำในศาสนา ให้ฆ่าตัวตาย เพื่อชีวิตที่ดีกว่าต่อไป คนเหล่านั้นมันเชื่อด้วยความงมงาย ไม่ได้คิดมาก มีแต่ความเชื่อ หลับหู หลับตาเชื่อ สุดแล้วแต่เขาจะจูงไปในทางไหน ผลที่สุดเขาให้ฆ่าตัวตายมันก็ยอมฆ่าตัวตาย อันนี้คือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับหลักการในทางพระพุทธศาสนา
.
พระพุทธเจ้าของเราสอนความเชื่อเหมือนกัน แต่พระองค์บอกว่า ต้องเชื่อด้วยปัญญา ไม่ได้เชื่อด้วยความงมงาย ไม่ได้เชื่อง่าย เชื่อดาย ตามที่เขาแสดง เขาทำให้เราดู แต่เราจะต้องเอาไปคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ว่าสิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
.
แล้วจึงจะปลงใจเชี่อลงไป แต่ว่าในเบื้องต้นนั้น เราควรจะมีความเชื่อเป็นหลักประจำจิตใจว่า สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนา ให้ถือหลักอันนี้ไว้ก่อน ว่าสิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา สิ่งใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เราผู้เป็นพุทธบริษัท จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะไม่เข้าไปยุ่ง จะไม่ไปสนใจ ไม่ไปหา ไม่ไปทำอะไรกับคนเหล่านั้น เราไม่ยอมไป เราไม่ยอมโง่กับคนพวกนั้น
.
อันนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เรา ตกเป็นเหยื่อของนักต้มมนุษย์ทั้งหลาย ที่อาศัยผี อาศัยเจ้า หรืออาศัยวิญญาณของใครๆ มาทรง แล้วก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราว เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้น เพราะเราไม่ยอมหลับหูหลับตาเชื่อ เราเชื่อมัน ในพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ใครเขาทำอะไรกันที่ไหน เราไม่ไป เพราะไปมันไม่ได้อะไร ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางจะดับกิเลส ไม่ใช่ทางที่จะให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือนิพพาน
.
เราก็ไม่ไป ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียเงินทอง ในการที่จะไปเอาสิ่งเหล่านั้น ไปหาสิ่งเหล่านั้น ไปถึงพวกนั้นก็ว่า คนโง่มาอีกหมู่หนึ่งแล้ว เขาก็ยิ้มเยาะ ยิ้มเยาะเราที่ไปหา มาให้กูต้มอีกแล้ว แล้วมันก็ต้มตามชอบใจ ขูดตามชอบใจ มันเสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัท เสียศักดิ์ศรีของปัญญาชน ที่ไปให้พวกทรงเจ้าเข้าผีต้มยำได้ตามชอบใจ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร
.
ยิ่งเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วละก็ ยิ่งไม่สมควรเป็่นการใหญ่ เขาจะนิมนต์ไปทำพิธีอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา เราก็ไม่ควรกระทำ ไม่ควรไปร่วมมือกระทำกับคนเหล่านั้น เราควรกล้าที่จะพูดกับใครๆ เสียบ้างว่า สิ่งนั้นมันไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
.
ฉันเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จะให้ไปทำอะไรที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ฉันกระดาก ฉันอายในความเป็นพุทธบริษัทของฉัน เราก็ไม่ต้องไป แม้จะได้ลาภสักการะ ได้จากการ ไปทำพิธีอย่างนั้น มันไม่พอกืนอะไร เราไม่ทำก็ยังไม่ตาย เรายังมีข้าวฉัน มีกุฏิอยู่ มียาแก้โรค มีปัจจัยสี่ใช้ ทำไมจะต้องไปนั่งรับจ้างทำสิ่งโง่ๆ กับคนโง่ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น อันนี้มันน่าคิด
.
ความจริงควรจะคิดอย่างนั้น ถ้าเราคิดอย่างนั้น พระศาสนาของเราจะสดใสขึ้น จะก้าวหน้าขึ้น เพราะเราไม่ยอมทำอะไรแบบโง่ๆ ให้คนทั้งหลายที่มาขอให้เรากระทำ เราไม่ทำสี่งเหล่านั้น เพราะเราถือว่า ไม่ใช่แนวปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสอนในทางพระศาสนา ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเสียหาย
.
เหมือนกับสำนักที่ล่มไปนั้น มีพระไปอยู่หลายรูป พระเหล่านั้นขาดการศึกษา ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ในเรื่องอะไร ไปตามความโง่เท่านั้นเอง ไปอยู่ก็มีอาหารกินสบาย มีอะไรสะดวก ก็เลยอยู่มันต่อไป อยู่ให้มันโง่ต่อไป จนกระทั่งสำนักล้มไปแล้ว ก็ใด้ออกไปหาที่อืนอยู่ต่อไป อย่างนี้มันก็มี

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

นก หัวขวด

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: 16:53 น. วันที่ 13 มิ.ย.60 »
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ที่เราไปชอบอะไรอบายมุขทั้งหลายที่หนาแน่นขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง อบายมุขเป็นกงจักรทั้งนั้น แต่มาเห็นเป็นดอกบัว

- พุทธทาสภิกขุ -

ที่ใดที่มีความโกรธที่นั่นไม่มีสติ ที่ใดมีสติที่นั่นไม่มีความโกรธ ความโกรธเปรียบเสมือนหนู สติเปรียบเสมือนแมว ที่ใดมีแมวที่นั่นไม่มีหนู ที่ใดมีหนูที่นั่นไม่มีแมว ฉะนั้นสติจึงเป็นธรรมซึ่งใช้เป็นคู่ปรับกับความโกรธได้เป็นอย่างดี ถ้าเราอยากจะหนีความโกรธ เราก็ควรฝึกสติในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อเรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ ก็คือเรามีความตื่นรู้อยู่ในทุกอิริยาบถ จิตของเราที่มีความตื่นรู้เป็นอารมณ์แล้ว ก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับที่ความโกรธจะแทรกตัวเข้ามา ฉะนั้นสันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่า ใครโกรธคนนั้นกำลังขาดสติ ถ้าเราอยู่กับคนที่เขากำลังโกรธ คือ

ประการแรก เราต้องไม่โกรธไปกับเขา เพราะถ้าเราโกรธไปกับเขา หรือเอาตัวเองไปเป็นพวกเขาปุ๊บ เราถูกลากเข้าไปในสมรภูมิแห่งความโกรธเรียบร้อยแล้ว

ประการที่ 2 เราต้องสามารถควบคุมความคิดของตัวเองไม่ให้ตกเป็นฝักเป็นฝ่าย ทั้งฝ่ายคนที่กำลังโกรธแบะฝ่ายคนที่มากระตุ้นให้เขาโกรธ แต่เราควรวางตัวเป็นกลางเพื่อจะได้มองเห็นคนที่กำลังโกรธอยู่ข้างหน้าของเราอย่างชัดเจนว่าเขากำลังโกรธแล้วนะ เขากำลังเริ่มมีอาการวิปริตผิดเพี้ยนแล้วนะ เมื่อเราสังเกตเห็นเขาอย่างชัดเจน เราจะได้เตรียมพร้อมว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร

ประการที่ 3 เราต้องวางตัวให้เป็นคนที่ใจเย็นที่สุดในนาทีอย่างนั้น นั่นคือใจเย็น พูดเย็น แล้วก็ทำเย็น ใจเย็นก็หมายความว่าอย่าไปซ้ำเติมเขา ว่าเขากำลังหลุด เขากำลังเสียศูนย์นะ พูดเย็นก็คือพยายามพูดในลักษณะเตือนสติเขาให้กลับมาอยู่กับเหตุผล และทำเย็นก็คืออยู่ใกล้ๆ เขาแล้วแสดงออกอย่างชัดเจนว่า คนที่เรากำลังโกรธนั้นยังมีคุณเป็นเพื่อนอยู่นะ เมื่อเขารับรู้ได้ถึงความเมตตาของเราในนาทีอย่างนั้น ความโกรธก็จะค่อยๆ ลดความแรงลง

ประการที่ 4 พาเขาออกจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาโกรธให้เร็วที่สุด

ประการที่ 5 ควรพาเขาไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติ น้ำมีปฏิสัมพันธ์เป็นพิเศษกับความตื่นรู้ในหัวใจคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะนั่งสมาธิอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเรรัญชรา ท่านอาจารย์พุทธทาสเลือกสวนโมกข์ก็เพราะมีธารน้ำไหล วัดทุกวัดที่พระพุทธเจ้าเคยจำพรรษาล้วนแล้วแต่มีสระน้ำแห่งการตื่นรู้อยู่ใกล้ๆ พาคนที่เขากำลังโกรธไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติ จากนั้นควรชวรเขาไปทำงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ชวนไปกินข้าว ชวนไปทำงาน ชวนไปร้องเพลง หรือชวนพูดคุยก็ได้ เพื่อเคลื่อนย้ายพลังงานแห่งความโกรธซึ่งเป็นอกุศลจิตชนิดหนึ่ง ให้ออกมาจดจ่ออยู่กับงานซึ่งกำลังอยู่ข้างหน้าเขา เมื่อมาถึงขั้นเคลื่อนย้ายพลังงานอย่างนี้สำเร็จแล้ว ก็เริ่มพูดคุยกับเขาด้วยวาจาสุภาษิต คือพูดด้วยเมตตา ใช้เหตุใช้ผล ถึงขั้นนี้แล้วอาตมภาพคิดว่า ความโกรธนั้นเย็นตัวลงมากแล้ว

วิธีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สุด ถ้าอยากจะตัดความโกรธออกจากชีวิตเลย คือ "เจริญวิปัสนากรรมฐาน" เพราะเมื่อเรามีความตื่นรู้ อยู่ในทุกๆอิริยาบถ ความโกรธจะแทรกเข้ามาในจิตใจเราไม่ได้ คนที่ปล่อยให้ความโกรธแทรกเข้ามาในจิตได้ก็แสดง ชัดเจนว่าเขายังเป็นคนที่ขาดสติ ธรรมชาติของจิตจะรับอารมณ์ได้ทีละเรื่อง ถ้าจิตของเราอยู่กับสติ ความโกรธก็ไม่เข้ามา ถ้าจิตเราอยู่กับความโกรธ สติก็ไม่เข้ามาดังนั้นเราจึงควรให้พื้นที่แห่งจิตของเราอยู่กับสติมากกว่า เพราะวิธีนี้เป็นวิธีป้องกันความโกรธที่ได้ผลดีที่สุด " ถ้าเราอยากจะหนีความโกรธ เราก็ควรฝึกสติในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อเรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ ก็คือเรามีความตื่นรู้ในทุกอิริยาบถ จิตของเราที่มีความตื่นรู้เป็นอารมณ์แล้ว ก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับที่ความโกรธจะแทรกตัวเข้ามา "

วิธีระงับความโกรธแบบง่ายๆ
>>ท่าน ว.วชิรเมธี<< วิธีที่อาตมภาพใช้ระงับความโกรธอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ทันทีที่กระทบก็ให้ธรรมะกระเทือน นั่นคือถ้าเริ่มรู้สึกว่ากรุ่นๆ ฉุนเฉียวขึ้นมาปุ๊บ เอาสติไปจับจ้องตรงอาการกรุ่นๆ ฉุนเฉียวนั้น เพราะสติไปอยู่ตรงนั้นความโกรธมันจะขี้อายมาก มันจะถอยห่างจากไปทันตา สิ่งนี้อาตมภาพฝึกมาจนกระทั่งว่าทุกวันนี้สามารถจัดการความโกรธได้ในระดับที่เรียกว่าน่าพอใจทีเดียว ก่อนหน้านั้นอาตมภาพเคยเป็นคนโกรธง่าย ฉุนเฉียว ใครพูดอะไรไม่ถูกหูจะทะลุกลางปล้อง แต่ครั้งหนึ่งหลังจากที่อาตมภาพผ่านการอบรมวิปัสสนากรรมฐานเข้มเรียบร้อยแล้ว นับแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่าสิบปี อาตมภาพสามารถพลิกตัวเองไปเป็นอีกคนหนึ่งได้อย่างสบาย สามารถทนต่อความโกรธของคนอื่น ทนต่อความโง่ของคนอื่น ทนต่อความฉลาดของคนอื่น โดยไม่มีอาการตีโพยตีพายหรือทะลุกลางปล้องอีก สามารถฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างสงบเยือกเย็นและสังเกตุดูปฏิกริยาของตัวเองได้อย่างสงบ เพราะทุกครั้งที่ความโกรธเกิดขึ้น แทนที่จะรอรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันกับความโกรธ เราเป็นฝ่ายเห็นความโกรธเสียก่อน วิธีปฏิบัติอย่างนี้อาตมภาพตั้งชื่อว่า "ปฏิบัติอย่างเห็นมันก่อน" เพราะถ้าเราไม่เห็นมันก่อนเราก็จะเสร็จมันก่อนนั่นคือ "ถ้าใจเราโกรธปุ๊บ เอาสติไปดูใจ ความโกรธก็หายไป เพราะใจของเรานั้นรับอารมณ์ได้ทีละเรื่อง สติอยู่ตรงไหนความโกรธก็หายไป ณ ตรงนั้น นี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด ทำที่นี่ เดี๋ยวนี้ได้ผลทันที"ไม่มีขั้นตอนอะไรมากมาย แต่สำหรับคนทั่วไปซึ่งไม่เคยฝึกดูใจมานั้น อาตมภาพขอแนะนำว่าทันทีที่คุณโกรธ

1. ควรพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่โกรธนั้นให้เร็วที่สุด
2. งดการพูดทุกถ้อยกระทงความ เพราะถ้าคุณพูด สิ่งที่ไม่ควรพูดจะหลุดออกจากปาก
3. งดการตัดสินใจทันที คนที่ตัดสินใจในนาทีที่มีความโกรธครอบงำกลุ้มรุมหัวใจนั้น การตัดสินใจจะด้อยประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยอคติ
4. พาตัวเองเดินไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำเพื่อเรียกสติ
5. ควรหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาทำเพื่อเป็นการถ่ายเทพลังความโกรธให้ไปอยู่ที่เนื้องาน
6. หางานอดิเรกมาทำ เพราะงานอดิเรกนั้นมักจะเป็นงานที่เรารัก พออยู่กับงานที่เรารัก จิตใจก็เริ่มแช่มชื่นเบิกบานฟื้นคืนกลับมาเป็นจิตใจที่มีประสิทธิภาพแล้ว
7. ขั้นตอนสุดท้าย ฝึกเจริญสติที่เรียกกันว่า "เมตตาพรหมวิหาร" คือ ฝึกตื่นรู้ดูใจไปพร้อมๆ กันนั้นก็ฝึกมองคนที่เราโกรธ ว่าเขาก็เป็นเพื่อนมนุษย์เช่นเดียวกับเรา ปลูกฝังเมตตาภาวนาอยู่เสมอพร้อมๆ กับที่ฝึกตื่นรู้ดูใจ
หากทำได้ถึงขั้นที่ 7 แล้ว ความทุกข์จากความโกรธจะไม่มาแผ้วพานเราอีกเลย และทุกครั้งที่ความโกรธมาเยือนเราก็สามารถพลิกความโกรธเป็นเมตตาได้ตลอดไป การที่คนยังไม่สามารถละความโกรธออกได้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม จึงพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเอง เมื่อพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเองก็ไม่สามารถปล่อยวางความโกรธได้ กลายเป็นว่าในขณะที่เขากำลังหาความยุติธรรมให้ตัวเองนั้น เขาได้สร้างความอยุติธรรมให้ใจของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เห็นไหม นั่นแหละจึงเป็นรากฐานของการผูกโกรธ คือเราคิดว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงไปโกรธตอบ เพื่อให้คนนั้นได้รับผลแห่งการกระทำที่สาสมที่สุด แท้ที่จริงคนสองจำพวกนี้ไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะ เป็นคนแพ้ทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งโกรธคนอื่นหรือกระตุ้นให้คนอื่นโกรธก็แพ้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ฝ่ายหนึ่งไปโกรธตอบ ด้วยอาการที่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็แพ้ใจตัวเอง ทั้งฝ่ายที่กระตุ้นให้โกรธและฝ่ายที่โกรธ สุดท้ายทั้งคู่ก็แพ้อย่างราบคาบให้แก่กิเลสที่ชื่อความโกรธเหมือนกัน

จะพลิกความโกรธให้เป็นเมตตาได้อย่างไร
>> ท่าน ว.วชิรเมธี << การที่จะพลิกความโกรธให้เป็นความเมตตานั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยาก แต่ขอแนะนำว่าให้ทำตามขั้นตอนที่อาตมภาพแนะนำมาก่อนหน้านั้นก่อน จากนั้นเมื่อเราสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้แล้วจึงหันกลับมาทบทวนตัวเอง แล้วหันหลังกลับไปทบทวนคนที่ทำให้เราโกรธ ว่าทั้งเราทั้งเขาต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฎมาด้วยกันแท้ๆ แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัว ซึ่งเรียกว่าทุกข์หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ทำไมจะต้องมาสร้างกรรมใหม่ต่อกันและกันอีก เรา แต่ละคนแบกกรรมของตัวเองก็เรียกว่าหนักอึ้งพอแล้วนะ ถ้าเรายังมาโกรธกันและกัน มาสร้างกรรมสร้างเวรใหม่ก็เท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มภาระแห่งความทุกข์ลงไปบนเป้หลังของเราให้หนักอึ้งยิ่งขึ้นเมื่อคิดได้อย่างนี้ว่าเราต่างก็มีภาระมากพอแล้ว ก็จะเห็นทั้งเราเห็นทั้งเขากลายเป็นเสมือนสัตว์ผู้ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์เสมอกัน แท้ที่จริงทั้งเราทั้งเขาเป็นบุคคลที่ควรแก่การสังเวช ควรแก่ความสงสาร ควรแก่ความเมตตาทั้งคู่เลย ฉะนั้นอย่ามาเสียเวลาโกรธกันอยู่อีกเลย เมตตากันไว้ดีกว่า แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา ภาวนาให้เขามีความร่มเย็นเป็นสุขมีอายุยืนยาว มีสุขภาพกายสุขภาพจิตแข็งแรงสมบูรณ์ มีครอบครัวที่มั่นคง มีหน้าที่การงานที่สูงส่งแล้วนึกถึงเขาแต่ในทางที่ดีงาม ถ้าทำได้อย่างนี้ ปลูกจิตที่ประกอบด้วยไมตรีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดกระแสแห่งเมตตาจิตจากเราก็จะส่งไปถึงเขา พอเขารับรู้ได้ เขาก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุข แล้วก็จะสามารถหันมาปฏิสัมพันธ์ต่อเราด้วยความเมตตาอารีเหมือนที่เรามีต่อเขาเช่นเดียวกันเมื่อเราตักน้ำไปรดต้นไม้ ถ้าต้นไม้ชุ่มเย็น เชื่อไหม น้ำที่เปื้อนเราก็ทำให้ร่างกายเราชุ่มเย็นเหมือนกัน นั่นแหละ คนที่รดน้ำคือเมตตาให้คนอื่น ความชุ่มเย็นนอกจากเกิดกับเป้าหมายแห่งความเมตตาของเราแล้ว ก็ยังเกิดขึ้นกับจิตใจของเราเองด้วย ต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำงอกงามฉันใด คนที่คอยรดน้ำให้ต้นไม้ ก็มีความงอกงามเพิ่มขึ้นในจิตในใจฉันนั้น ฉะนั้นผู้รู้หรือนักปราชญ์จำนวนมากจึงมักจะตรัสรู้ บรรลุธรรมท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่น เพราะแมกไม้ที่ร่มรื่นเป็นที่มาของจิตใจที่รื่นรมย์ในชีวิตของเรา เมตตาเปรียบเสมือนสายน้ำ และเปรียบเสมือนผืนป่าอันร่มรื่น ถ้าเราปลูกฝังบ่มเพาะเมตตาจิตลงในใจของเรามากขึ้นๆ ตัวเราเองก็จะรื่นรมย์ เหมือนกับว่าเรามีธารน้ำหลังไหลอยู่ภายใน ใครมาใกล้ก็พลอยชุ่มเย็นตามไปด้วย ฉะนั้นการแผ่เมตตาให้คนที่เราโกรธนั้น อย่าไปแผ่ตอนที่เราโกรธแต่ควรฝึกให้มันเป็นวิถีชีวิตของเราทุกวันๆ จนกระทั่งเมตตากับวิถีชีวิตของเรากลายเป็นเนื้อเดียวกัน

ในสมัยพุทธกาลเวลาที่พระอริยสาวกเจอกัน ท่านมักจะถามว่า ท่านสารีบุตร ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ท่านสารีบุตรก็จะตอบว่า ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยเมตตาพรหมวิหาร ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยสุญญตาพรหมวิหาร ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยกรุณาพรหมวิหาร คำว่าวิหารแปลว่าคุณธรรมประจำจิตประจำใจ เราทุกคนควรฝึกหัดจิตฝึกใจของเราให้มีเมตตาเป็นเรือนใจ เอาไว้เป็นพื้นฐาน ถ้าเรามีเมตตาเป็นเรือนใจเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาโกรธขึ้นมา เราไม่ต้องภาวนามากมาย แค่กลับมาแผ่เมตตาก็จะแสดงปาฏิหาริย์แห่งความชุ่มเย็นให้ปรากฏ อาตมภาพลองสังเกตดูว่า ถ้าเราเป็นคนที่มีเมตตา แม้แต่เดินผ่านสัตว์ซึ่งดุร้ายเกรี้ยวกราด มันก็กระดิกหางให้เรา ที่วัดนี้ตรงปากซอยมีสุนัขดุมาก แขกไปใครมา แม้แต่เด็กวัดซึ่งเจออยู่ทุกวันมันก็เห่า ก็กระโดดงับ พอาตมภาพเดินผ่าน ทั้งๆที่มันวิ่งมาจะงับลูกศิษย์ของอาตมาแท้ๆ มาถึงอาตมามันก็หยุด เพราะในใจอาตมานึกแผ่เมตตาและเขาจะรับสัมผัสได้เสมอไปเป็นอย่างนี้ แม้แต่ต้นไม้ทั้งหลายที่เราปลูกไว้ที่หน้ากุฏินี้ เวลาเราแผ่เมตตาให้เขา เราก็จะสัมผัสได้ถึงความชุ่มเย็นที่เขาแสดงออกให้เห็น ถ้าเรามีจิตที่ละเมียดละไมการที่คนจำนวนมากแผ่เมตตาแล้วไม่ได้ผล เพราะเขามัวแต่จะแผ่เมตตา แต่ไม่มีเมตตาที่จะนำไปแผ่ เห็นไหม ก่อนแผ่เมตตาต้องสร้างเมตตาจิตขึ้นในจิตในใจของตัวเอง จนกระทั่งว่าให้ผลเป็นความชุ่มเย็นในจิตในใจของตัวเองก่อน แล้วจากนั้นจึงค่อยแผ่ออกไป กระแสแห่งเมตตาก็จะค่อยๆเลื่อนไหลไปถึงคนที่เป็นเป้าหมายที่เราแผ่เมตตาแต่ปาก แต่ใจของเขานั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธอยู่เหมือนเดิม ฉะนั้นรากฐานของการแผ่เมตตาที่แท้จริงอยู่ที่ "ใจ" ไม่ใช่ที่ "ปาก"
รักแท้ คือ กรุณาดำเนินมาจนถึงบทสุดท้าย โดยทำให้เราเห็นว่า ความรักมีกี่มิติ มีผลดีผลเสีย และผลข้างเคียงอย่างไร หวังว่าเมื่อได้อ่านจบครบทุกตอนแล้ว เราทุกคนจะมีมุมมองต่อความรักด้วยทรรศนะใหม่ และมีความสุขทุกครั้งเมื่อมีความรัก เนื่องเพราะ "รักแท้ คือ กรุณา" รักแท้มาเมื่อไหร่ ความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานและการเป็นผู้ให้ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

ว.วชิรเมธี

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]