gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 


  หัวข้อ / เริ่มโดย ตอบ / อ่าน กระทู้ล่าสุด
ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

ขอเชิญร่วมสร้างอาคารผู้ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าแสงธรรม

เริ่มโดย น้าเต่า

3383
อ่าน
5
ตอบ
16:10 น. วันที่ 26 ก.ย.60
โดย สายน้ำ

ผู้เขียน หัวข้อ: Dhammakaya  (อ่าน 4577 ครั้ง)

Dhammakaya

Bodhi Singapore

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 08:28 น. วันที่ 14 มิ.ย.60 »
. ส.สู้ๆ


สุเมโธ ชยสาโร

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 14 มิ.ย.60 »
ต้นเหตุ คือ เดียรถีย์ อลัชชี ชาวต่างประเทศ  ส.หลก


นกหัวขวด บ่อเกตุ

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: 19:18 น. วันที่ 15 มิ.ย.60 »
"หลวงพ่อปัญญานันทภิขุ"

หมั่นเสริมสร้างปัญญา อย่าแสวงหาสิ่งงมงาย
เกิดเป็นคนทั้งที ควรรู้จักหาปัญญาใส่ตัว อย่ามัววิ่งหาสิ่งงมงายอยู่เลย ปัญญานั่นแหละจะช่วยตนได้ สิ่งงมงายที่ไหนช่วยไม่ได้หรอก
หลวงพ่อสั่งสอนไว้ว่า เราไปวัด..คนไปวัดกันบ่อยๆ แต่ว่าไม่ค่อยจะไปเพื่อการศึกษา แต่ไปทำเรื่องอื่น ไปด้วยกิจกรรมเรื่องไสยศาสตร์มาก แล้ววัดต่างๆก็เหมือนกัน ส่งเสริมกันแต่ไสยศาสตร์ ส่งเสริมความโง่ของประชาชน ไม่ส่งเสริมความฉลาดไม่พยายามพูดจาแนะนำให้คนมีปัญญา ให้คนมีแสงสว่างส่องใจเพื่อจะได้ไม่เป็นทุกข์ แต่ว่าทำอะไรในทางไสยศาสตร์กันเสียมากเช่นว่าให้พระดูดวงชะตาราศี รดน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ หรือทำพิธีรีตองอะไรต่างๆ
แม้เป็นคนที่มีการศึกษา มีปัญญาตามโลกนิยม แต่ก็เป็นปัญญาประเภทต่ำๆ ไม่ใช่เป็นปัญญาตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นปัญญาชั้นสูง เป็นปัญญาที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง ปัญญาอย่างนี้มีกันน้อย แล้วก็มักจะไปทำอะไรอื่นคนชั้นผู้ใหญ่เช่นผู้บริหารชาติบ้านเมือง ก็ยังอยู่ในสภาพอย่างนั้นไปหาพระก็ไปเพื่อขอวัตถุ ไม่ขอธรรมะ...ไม่สนใจธรรมะ
การที่คนสนใจแสวงหาวัตถุนี้ ไม่ช่วยให้พระศาสนาเจริญไม่ช่วยให้พระเจริญในทางการศึกษาธรรมะ แต่หันไปศึกษาเรื่องไสยศาสตร์ เรียนวิชาหมอดู เรียนวิชาปลุกเสก ลงเลขลงยันต์แล้วก็ดังเหมือนกัน มีชื่อเสียงในหมู่คนโง่ ดังในหมู่ปัญญาชนที่ปนกับความโง่มากอยู่
การกระทำอย่างนี้ไม่ได้ช่วยให้ศาสนาเจริญก้าวหน้าอย่างไรแต่ว่าเขาก็หาเงินได้ เขาได้เงินจากคนปัญญาอ่อนไม่ทำให้คนดีขึ้น ไม่ทำให้คนฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย อยู่อย่างใดก็อยู่อย่างนั้น ยังหลงอยู่ยังงมงายอยู่อย่างนั้นฯ — ที่ สวนโมกขพลาราม... ส.สู้ๆ

แดง ภูเขาทอง

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: 08:15 น. วันที่ 16 มิ.ย.60 »
สรุปได้ว่า... ส.หลก


นกต่อ

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: 17:29 น. วันที่ 16 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


นกเขา เหลียงซาน

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: 19:45 น. วันที่ 18 มิ.ย.60 »
พระสารีบุตร เป็นผู้ช่วยเหลือพระผู้มีพระภาคเจ้าในการสั่งสอนธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ช่วยที่ดีเยี่ยมจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นธรรมเสนาบดีแม่ทัพธรรม พระผู้มีพระภาคทรงเป็นธรรมราชา คราวใดที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยย่อ ถ้าพอมีเวลาพระสารีบุตรจะช่วยขยายความหรือแนะนำภิกษุทั้งหลายต่อไปเพื่อความแจ่มแจ้งชัดเจน

คราวหนึ่ง ณ เชตะวันมหาวิหารเมืองสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเป็นธรรมทายาท คือเป็นผู้รับมรดกธรรมของพระองค์ อย่าเป็นอามิสทายาทรับมรดกอามิสโดยนัยดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นธรรมทายาทของเราเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทของเราเลย เรามีความเอ็นดูในพวกเธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ทำอย่างไรหนอสาวกของเราจะพึงเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท”

“ถ้าเธอทั้งหลายเป็นอามิสทายาท วิญญูชนก็จะติเตียนว่า ดูเถิดดูสาวกของพระโคดมล้วนเป็นอามิสทายาท หนักในอามิส มุ่งในอามิส ไม่เป็นผู้หนักในธรรมไม่มุ่งธรรม ถ้าเธอทั้งหลายเป็นธรรมทายาทก็จะไม่ถูกติเตียนจากวิญญูชน”

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้รับมรดกอามิสของเราไม่น่าสรรเสริญ ส่วนผู้รับมรดกธรรมของเราน่าสรรเสริญ เพราะการรับมรดกธรรมนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา เลี้ยงง่าย มีความเพียรสม่ำเสมือไม่ถอยหลัง ด้วยเหตุนี้แล พระภิกษุทั้งหลายเราจึงปรารถนาว่า ไฉนหนอสาวกของเราจะพึงเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท”

เมื่อพระศาสดาเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน พระสารีบุตรได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า “เมื่อพระศาสดาผู้ทรงเป็นครูของพวกเรา เสด็จอยู่สงัดแล้ว สาวกบางพวกมิได้ปฏิบัติตาม ส่วนสาวกบางพวกปฏิบัติตาม ทั้งนี้ เพราะเหตุไร”

ภิกษุทั้งหลายกราบเรียนว่า “ขอให้พระสารีบุตรอธิบายให้แจ่งแจ้งเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว จักได้ทรงจำไว้”

พระสารีบุตรจึงว่า “ที่สาวกบางพวกไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติตามความสงัดของพระศาสดานั้นก็เพราะ พระศาสดาตรัสให้ละสิ่งใดก็ไม่ละสิ่งนั้น แต่กลายเป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการท้อถอย ทอดธุระในความสงัด ภิกษุอย่างนี้ไม่ว่าเป็นเถระหรือเป็นใหญ่บวชนาน หรือเป็นผู้พูนกลาง หรือเป็นผู้ใหม่ ย่อมได้รับการติเตียนจากวิญญูชนสามสถานว่า”

“พระศาสดาตรัสแล้ว แต่สาวกไม่ศึกษาปฏิบัติตามในเรื่องความสงัด พระศาสดาทรงสอนให้ละสิ่งใดก็ไม่ละสิ่งนั้น เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการท้อถอย ทอดธุระในความสงัด ส่วนพระสาวกที่ศึกษาปฏิบัติตามความสงัดของพระศาสดา ก็เพราะเหตุที่ พระศาสดาสอนให้ละสิ่งใดก็ละสิ่งนั้น ไม่เป็นผู้มักมาก ไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดธุระในความสงัด ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้พูนกลาง หรือเป็นผู้ใหม่ ย่อมได้รับการสรรเสริญจากวิญญูชนสามสถาน ตรงกันข้ามกับภิกษุที่วิญญูชนพึงติเตียน”

“ท่านทั้งหลาย” พระสารีบุตรกล่าวต่อไป “บรรดาธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลายกิเลสเหล่านี้เป็นสิ่งต่ำทรามคือ ความโลภ ๑. ความคิดประทุษร้าย ๑. ความโกรธ ๑. ความผูกโกรธ ๑. การลบหลู่คุณท่าน ๑. การตีเสมอท่าน ๑. ความริษยา ๑. ความตระหนี่ ๑. ความเจ้าเล่ห์ ๑. ความมักอวด ๑. ความหัวดื้อ ๑. ความแข่งดี ๑. ความถือตัว ๑ ความดูหมิ่นผู้อื่น ๑. ความเมา ๑. ความประมาท ๑. รวมเป็นอุปกิเลสสิบหกประการ เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ทำให้จิตตกต่ำ”

“ท่านทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดประการ คือความเห็นชอบ ความตั้งกิจชอบ เป็นมรรคอันประเสริฐให้เกิดความเห็นให้เกิดความรู้ เป็นไปเพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพาน อันพระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ ตรัสไว้ดีแล้ว เพื่อท่านทั้งหลาย ท่านเดินตามทางนี้แล้วย่อมไปถึงที่สุดแห่งทุกข์อย่างแน่นอน”

เมื่อพระธรรมเสนาบดีกล่าวจบลง ภิกษุทั้งหลายชื่นชมยินดีต่อภาษิตของท่านยิ่งนัก พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนั้น เป็นผู้มีปกติสรรเสริญเพื่อนพรหมจารีตามคุณที่มีจริง เป็นจริง ปรารถนาสนทนากับพระภิกษุอื่นที่พระศาสดาทรงยกย่อง... ส.สู้ๆ

นกแล

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: 19:42 น. วันที่ 20 มิ.ย.60 »
มารทดสอบเพื่อดูว่า จริงหรือเท็จ พระหรือผี หินหรือหยก ไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรมาแรมนานแค่ไหนก็ตาม

ของโปรดมารหลักใหญ่ คือ

1.พวกที่เป็นผู้บำเพ็ญธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไป เช่น นักบวช ฆารวาสที่มีศีลมีธรรม หนทางแห่งความดี ย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่าคิดว่า มาทางธรรมแล้วจะได้เสพสุข จะไม่ได้เจออุปสรรค ความทุกข์ใดๆ เพราะธรรมะแท้จะทวนกระแสปุถุชน กระแสมาร ไม่ได้ไหลไปตามน้ำ
2. ผู้ที่มีจิตใจงดงาม ใจบุญ ใจเมตตา ใจพระ
3. ผู้ที่รู้ธรรมมากๆ ศึกษาทฤษฎีธรรมมาก อ่านมามาก และชอบสอนธรรมคนอื่น เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน เช่น ผู้ที่เป็นวิทยากร เป็นกูรู เป็นครูบาอาจารย์ที่เก่งและโด่งดัง เป็นผู้รู้มาก เป็นผู้บรรยายธรรม เป็นต้น
4. ศิราณีทั้งหลาย ชอบทำตัวเป็น consultant ผู้ที่เวลาสอนธรรมใคร มารจะจ้องทดสอบประชิดในจิตญาณทันที เช่น หากวันนี้ เราไปบอกคนอื่นให้มีเมตตาต่อสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ มารก็จะจัดสรรข้อสอบโดยที่เราไม่รู้ตัว บางคนสอนธรรมคนอื่นเรื่องรักษาศีล หรือคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ข้อใดก็ตาม ไม่นานนัก บุคคลที่สอนก็จะโดนทดสอบทันทีว่า ปากกับใจตรงกันจริงไหม พูดได้ ทำได้จริงไหม ช่วยคนอื่นได้แต่ตนเองเอาตัวรอดไหม พุดอะไรออกไป ให้สำรวมระวัง อย่าเป็นนักควบม้าที่ตกม้าตายเสียเอง
5. ผู้ที่หลงตนเองหรืออุปทาน ปรุงแต่งไปว่า ฉันคือพระอรหันต์ ฉันคือผู้เข้าถึงธรรม ฉันคือผู้ที่เก่งแล้ว รู้หมดแล้ว ใครสอนฉันไม่ได้ ฉันไม่เคยทำผิด คนเหล่านี้ดื้อมากๆ ego สูงมาก อัตตาตัวตน ตัวกูของกูมากและหนามากๆ (อันนี้ มีตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงกึ่งพุทธกาลนี้ ยิ่งมากล้น เนื่องด้วยโลกวัตถุ ความรู้ได้พัฒนาไปมาก ยิ่งป็นอาหารโปรดของมารมากๆ เพราะว่า มารจะหลอกให้ตนเองหลงไปเรื่อยๆจนกู่ไม่กลับ แม้สร้างบาปเวรกรรมไปมาก ก็จะไม่รู้ตัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นถูก)
6. พวกที่เคร่งครัดในรูปนามธรรมของศาสนา ลัทธิ ไม่เดินสายกลาง จิตใจแบ่งแยก ใจแคบ ยึดมั่นถือมั่นในอัตตา รูปลักษณ์ภายนอก รูปนาม เปรียบเทียบความแตกต่าง ธรรมะแท้ย่อมไร้รูปไร้นามโดยเช่นนั้น
7. พวกที่ยึดติด หลงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ ฌาณสมาธิ นั่งทางใน นิมิต อภิญญา เวทมนต์ คาถา ไสยศาสตร์มนต์ดำ ร่างทรง ร่างสื่อ ร่างแฝง กลลวงนี้อันตรายมากๆ พระพุทธองค์ไม่ค่อยใช้สิ่งเหล่านี้เพราะเป็นโลกียฌาณเท่านั้น มารสร้างภาพมายาหลอกจิตเราจนแยกไม่ออกเลยว่าจริงเท็จ อันนี้ ต้องไม่เข้าไปแวะข้องเลย เพราะถอดออกมายากมาก ต้องเห็นทุกข์ก่อน จึงจะเห็นธรรม เห็นนรก จึงจะสำนึกจริง การทำความดี มิจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเงื่อนไข เป็นคนดีได้ด้วยใจของตัวเองเท่านั้น ธรรมะคือธรรมชาติ คือ ธรรมดา Norm

สิ่งศักดิ์สิทธฺ์จึงเตือนย้ำว่า การจะชนะมารในใจได้ ต้องย้อนมองส่องตัวเองทุกเวลา สำนักขอขมา ขอบคุณ ขอโทษ อโหสิ อยู่อย่างปิดทองหลังพระ ทำความดีอะไร ก็อย่าไปป่าวประกาศเพื่อเรียกร้องสรรเสริญ ภาพพจน์ที่ดีใดๆทั้งนั้น เป็นคุณสมบัติของผู้ที่น้อมใจลงต่ำ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนธรรมดาๆ เป็นไปอย่างธรรมชาติ แต่แฝงไปด้วยปัญญา การเป็นคนดี ไม่ได้เป็นคนจิตใจที่ดีงามอย่างเดียว แต่ต้องมีสติและปัญญาด้วย ถึงจะอยู่กับกิเลส กับมาร กับอุปสรรคทุกอย่างได้อย่างสันติสุข เรียบง่าย ทุกข์สุขล้วนอยู่ที่ใจ สร้างได้ ก็ต้องดับได้ด้วยตนเอง มารจะหลอกจิตตนเสมอว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี นี้คือ จิตของมาร จะทำให้เราท้อและถอยในที่สุด หรืออาจทำให้เรากลายเป็นคนชั่วไปเลยก็ได้ พระพุทธองค์เมตตาเสมอว่า จงอยู่ในความไม่ประมาท และอย่าล้อเ่ล่นกับหนทางธรรม ให้เคร่งครัดในกาย วาจา ใจทุกขณะจิตตลอดชีวิต... ส.สู้ๆ

นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: 10:47 น. วันที่ 21 มิ.ย.60 »
พระสงฆ์ (ความหมาย) สงฆ์ หรือ สงฺฆ ในภาษาบาลี แปลว่า หมู่
เช่นในคำว่าภิกษุสงฆ์ แปลว่า หมู่ภิกษุ ใช้ในความหมายว่า ภิกษุทั้งปวงก็ได้
พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเลื่อมใส สละเรือนออกบวช
ถือวัตร ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาสั่งสอนและกำหนดไว้ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน
พระสงฆ์ จัดเป็นรัตนะหนึ่งในจำนวนรัตนสามหรือพระรัตนตรัย  ซึ่งได้แก่พระพุทธรัตน พระธรรมรัตน พระสังฆรัตน  พระสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งสละเรือนออกบวชตามพระพุทธเจ้า หลังจากได้ฟังคำสั่งสอนแล้วเกิดความเลื่อมใส ต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ปฏิบัติตามธรรมและวินัยที่กำหนดไว้เฉพาะสำหรับภิกษุ จำนวน ๒๒๗ ข้อ บางครั้งเรียกว่า สงฆ์  ซึ่งพระสงฆ์ รูปแรกของโลก คือ พระอัญญาโกณทัญญะ
ในทางพระพุทธศาสนาแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ สมมติสงฆ์ และพระอริยสงฆ์
สมมติสงฆ์ คือ สงฆ์โดยทั่วไปที่เป็นหมู่ของภิกษุ เรียกว่าพระสงฆ์ หรือสมมติสงฆ์ สงฆ์โดยสมมติ
เพราะว่าเป็นภิกษุตามพระวินัยด้วยวิธีอุปสมบทรับรองกันว่าเป็นอุปสัมบันหรือเป็นภิกษุขึ้น
เมื่อภิกษุหลายรูปมาประชุมกันกระทำกิจของสงฆ์ก็เรียกว่า สงฆ์
พระอริยสงฆ์ หมู่ภิกษุชนที่ได้ฟังเสียงซึ่งออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือได้ปฏิบัติตามธรรมะ
ได้ความรู้พระธรรม  คือ ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน จนถึงได้บรรลุโลกุตตรธรรม
ธรรมะที่อยู่เหนือโลกตามพระพุทธเจ้า ซึ่งพระอริยสงฆ์คือคู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ ๘ บุรุษ ได้แก่คู่ มรรค - ผล
๐ พระโสดาบัน   ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระโสดาปฏิมรรค ๑ พระโสดาปฏิผล ๑
๐ พระสกทาคามิ ๑คู่๒ บุรุษ คือ พระสกทาคามิมรรค ๑ พระสกทาคามิผล ๑
๐ พระอนาคามิ   ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระอนาคามิมรรค ๑ พระอนาคามิผล ๑
๐ พระอรหันต์     ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระอรหัตมรรค ๑ พระอรหัตผล ๑
อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐ เป็นผู้ละสังโยชน์ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพหรือผูกพันสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์ได้ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต้น เมื่อละได้มากเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์
สังโยชน์ ๑๐
๑.   สังกายทิฏฐิ ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
๒.   วิจิกิจฉา ความสงสัยในผลกรรม การเวียนว่ายตายเกิด
๓.   สีลัพพตปรามาส การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
๔.   กามราคะ ความติดใจในกามารมณ์
๕.   ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
๖.   รูปราคะ ความติดใจในรูป เช่น สิ่งล้ำค่าสวยงาม
๗.  อรูปราคะ ความติดใจในสิ่งไม่มีรูป  เช่น คำสรรเสริญ
๘.   มานะ ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ติดในยศศักดิ์
๙.   อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต  ไม่สงบใจ
๑๐. อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ ๔
ลำดับพระอริยบุคคล
๑.  พระโสดาบัน ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๓ ได้ ยังต้องกลับมาเกิดอีก แต่ไม่เกิน ๗ ชาติแล้วจะบรรลุนิพพาน คือ
ได้เป็นพระอรหันต์
๒.  พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๓ ได้ และจิตคลายจากราคะ โทสะ โมหะ ได้มากขึ้น จะเกิดอีกเพียง
ครั้งเดียวแล้วจะบรรลุนิพพาน
๓.  พระอนาคามี ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๕ ได้ บรรลุชั้นนี้แล้วจะเลิกการครองเรือน หันมา ประพฤติพรหมจรรย์
ละสังขารแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก
๔.  พระอรหันต์ ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ ข้อ เมื่อละสังขารแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก คือ นิพพาน
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ หรือปฏิเวธธรรม ทำให้ได้บรรลุ มรรคผล นิพพาน ตั้งแต่ ชั้นต้นไปตามลำดับ ดังนี้
๑.  โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน เป็นเหตุให้ละกิเลส สังโยชน์ ในข้อที่ ๑ - ๓ ได้
๒.  โสดาปัตติผล คือ  ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน
๓.  สกทาคามิมรรค คือ มรรคที่มีคุณธรรมสูงกว่าพระโสดาปัตติมรรค ทำให้ละกิเลส ข้อ ๑ - ๓ ได้ และราคะ โทสะ
โมหะ ในจิตเบาบางมากแล้ว
๔.  สกทาคามิผล คือ ผลที่พระสกทาคามิผลพึงเสวย เพราะทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง
๕.  อนาคามิมรรค คือ มรรคที่ละกิเลสอย่างหยาบ ข้อ ๑ - ๕ ได้
๖.  อนาคามิผล คือ ความสุขที่พระอนาคามีได้รับเพราะละกิเลสอย่างหยาบได้ ผู้บรรลุพระอนาคามีแล้วจะบวช
ไม่มีใครอยู่ในเพศฆราวาสเลย
๗.  อรหัตมรรค คือ ญาณเป็นเครื่องละกิเลสอย่างละเอียด หรือสังโยชน์ ข้อ ๖ - ๑๐ รวมทั้งข้อ ๑ - ๕ ได้โดยสิ้นเชิง
๘.  อรหัตผล คือ  ผลที่พระอรหันต์พึงได้รับเพราะละการยึดมั่นถือมั่นในกิเลส
มรรค คือ  ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด เป็นทางให้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคล
ผล คือ  ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค หรือ ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผล
เกิดเอง ในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้น ๆ
นิพพาน คือ  สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว
ที่บรรลุคุณธรรม ๘ ข้อนี้ ตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรคขึ้นไป เรียกว่า พระอริยบุคคล หากบรรพชาเรียกว่า พระอริยสงฆ์... ส.สู้ๆ

ยำใบเหลียง

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: 11:40 น. วันที่ 21 มิ.ย.60 »
พูดมาก เสียมาก     พูดน้อย เสียน้อย     ไม่พูด ไม่เสีย     นิ่งเสีย โพธิสัตว์

หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม " หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "
คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด
ธรรมประจำใจ
พูดมาก เสียมาก   พูดน้อย เสียน้อย   ไม่พูด ไม่เสีย   นิ่งเสีย โพธิสัตว์
ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ
สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้
แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก
ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ
จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย
บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา  ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย  แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย
ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น
ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน  เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ  ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ
อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด  อยู่กันอย่างไม่ยินดี  อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ  เหนือนินทา  เหนือความผิดหวัง  เหนือความสำเร็จ  เหนือรัก  เหนือชัง
ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง... ส.ยกน้ิวให้

นกเขาคู่รัก

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: 16:24 น. วันที่ 21 มิ.ย.60 »
. ส.หลก

ปูแดง ภูเขาทอง

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: 19:35 น. วันที่ 21 มิ.ย.60 »
. ส.หลก

ชาตินก Go

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: 20:59 น. วันที่ 25 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


หลีเหลียงเจี๋ย

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #57 เมื่อ: 16:34 น. วันที่ 26 มิ.ย.60 »
. ส.หลก

หลีเหลียงเจี๋ย

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #58 เมื่อ: 16:35 น. วันที่ 26 มิ.ย.60 »
. ส.หลก


นกเขา เณรขวด

  • บุคคลทั่วไป
Re: Dhammakaya
« ตอบกลับ #59 เมื่อ: 20:43 น. วันที่ 27 มิ.ย.60 »
"...แม้จะอยู่ในวัด อยู่ในโบสถ์ ได้เห็นพระพุทธรูป
เห็นพระภิกษุสงฆ์ และแม้ได้ยินเสียงแสดงธรรม
แต่จิตใจมิได้รับเข้ามา

ไม่มีพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ
ไม่มีสรณะคือที่พึงของจิตใจ
คือจิตใจไม่ได้พึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

ไม่มีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
ที่นำจิตใจไปสู่ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ
ก็ชื่อว่าไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้เห็นพระธรรม
ในอนาคตก็เหมือนกัน
.
แต่จะในครั้งไหนๆ ก็ตาม ครั้งพุทธกาลก็ตาม
ในบัดนี้ก็ตาม  ในอนาคตเบื้องหน้าก็ตาม
ได้มีจิตใจเป็นพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ
จิตใจคิดพึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
อาศัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
คือที่พึงนำจิตใจ ไปสู่ ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติได้
ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าได้เห็นพระธรรม
พระพุทธเจ้าพระธรรมพร้อมทั้งพระสงฆ์ดั่งกล่าวนี้
จึงรวมอยู่ในคำว่า อมตธรรม เป็นธรรมะที่ไม่ตาย
เป็นอกาลิโกไม่ประกอบด้วยกาลเวลา
ดำรงอยู่ทุกกาลสมัย..."
 .

 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก... ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]