gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ความบิดเบือนเรื่อง ขายสมบัติชาติ หลังการแปรรูป ปตท  (อ่าน 169 ครั้ง)

ความบิดเบือนเรื่อง ขายสมบัติชาติ หลังการแปรรูป ปตท

ออฟไลน์ happyties

ข่าว ซาอุดิอาระเบียเตรียมขายหุ้น IPO ของ Aramco แล้วมามองย้อนถึงสถานการณ์ในประเทศไทย เพราะตั้งแต่มีการแปรรูป ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็มักถูกกลุ่มที่พยายามปลุกระดมทางการเมือง คอยบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการ “ขายสมบัติชาติ” อยู่เสมอ โดยไม่มองว่าหลังการแปรรูป ปตท รัฐหรือประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการแปรรูปในครั้งนั้น

ย้อนกลับไปในปี 2544 ได้มีการจัดจำหน่ายหุ้น บมจ. ปตท. ซึ่งแปรสภาพมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำนวน 920,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 35 บาท รวมมูลค่า 32,200,000,000 บาท เพื่อระดมทุนด้วยเหตุผล สำคัญ 3 ข้อ คือ

1.   ปตท. ต้องการเงินทุน เพื่อไปแก้ไขปรับสถานการณ์การเงินบริษัทในเครือทั้งหลาย การที่ ปตท. ระดมทุนในครั้งนี้ถือเป็นผลดีต่อรัฐ เพราะผลกำไรที่เกิดจากบริษัทในเครือก็มีผลต่อบริษัทแม่ และปันผลเป็นรายได้สู่รัฐ โดยที่รัฐไม่ต้องควักเงินลงทุนและถือความเสี่ยงเพิ่ม ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจในยุค IMF รัฐยังขาดสภาพคล่องทางการเงิน

2.   ปตท. มีโอกาสที่จะได้ลงทุนในอุตสาหกรรมการกลั่น และปิโตรเคมีที่บอบช้ำหนักหลังวิกฤติ ทำให้ราคาถูก อีกทั้งรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณมาให้ได้ ปตท. จึงจำเป็นที่จะต้องระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อโรงกลั่น นั่นหมายความว่ารัฐที่ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. สามารถเป็นผู้กำหนดนโยบายของโรงกลั่น และควบคุมราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับต้นทุนและราคาที่เป็นธรรมกับประชาชน (คำว่าราคาที่เป็นธรรมไม่ได้แปลว่าราคาถูกแบบไม่ลืมหูลืมตา) โดยที่รัฐก็ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

3.   รัฐบาลหวังว่า การจำหน่ายหุ้น IPO ปตท. ที่มีขนาดใหญ่ จะปลุกความสนใจในตลาดหุ้นไทยให้กลับมาได้ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับใครที่มีความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจจะเข้าใจว่า การที่ตลาดหุ้นตกต่ำนั้นกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ นักลงทุนให้ความสนใจน้อยลง เงินเข้าประเทศน้อยลง รัฐเก็บภาษีจากการทำธุรกิจต่างๆ ได้น้อย ทั้งยังมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศด้วย



จากผลดังกล่าวจะเห็นว่า การที่ ปตท. แปรรูปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นั้นมีผลต่อรายได้รัฐและเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง โดยที่รัฐไม่ต่างจากเสือนอนกิน ที่ไม่ต้องหาเม็ดเงินมาลงทุนในช่วงที่ประเทศรัดเข็มขัด หรือถือความเสี่ยงต่อการลงทุนใดๆ เพิ่มเติม โดยผลจากการแปรรูปในครั้งนั้น จะเห็นว่ารัฐสามารถเก็บรายได้หลังจากการแปรรูปมากขึ้น ทั้งในรูป ภาษีเงินได้และเงินปันผล



  แล้วมันคือการขายชาติหรือไม่? … ลองดูสถานการณ์ประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งถือเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยปิโตรเลียม การที่ประเทศซาอุดิอาระเบียเตรียมขายหุ้น IPO จำนวน 49% ของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Aramco ในปี 2018 โดยเริ่มต้นจาก 5% ก่อน เพื่อลดการขาดดุล อย่างนี้เรียกว่าขายชาติหรือไม่ล่ะ? อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วสินทรัพย์ในดินก็ยังเป็นของรัฐ แม้จะขายหุ้นออกไป แต่รัฐก็ยังสามารถเป็นผู้กำหนดนโยบายได้เหมือนเดิม การพยายามขายหุ้นก็คือการระดมทุนชนิดหนึ่งที่ทำกันเป็นปกติทั่วโลก คนที่เข้ามาซื้อหุ้นก็คือหนึ่งในผู้ลงทุนที่ถือความเสี่ยง และได้รับปันผลเมื่อบริษัทสามารถทำกำไรได้เช่นกัน ซึ่งสถานการณ์ของ ปตท. ก็ไม่แตกต่างกัน มันเป็นสากลที่เขาทำกันเพื่อระดมทุน โดยรัฐยังสามารถกำหนดกรอบและนโยบายต่างๆ ได้เช่นเดิม แต่อาจเพราะประเทศไทยมีกลุ่มคนที่พยายามบิดเบือนเรียกคะแนนเสียงอยู่เยอะกระมัง จึงกลายเป็นว่าการระดมทุนในครั้งนั้น มันเป็นการขายสมบัติชาติในสายตาบางคนที่ถูกข้อมูลบิดเบือนไปเสียแล้ว

ที่มา www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ทำไมต้องขายสมบัติชาติ/

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]