gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ที่ดินวัดร้าง สำนักพุทธฯนำไปปล่อยเช่าแทนที่จะให้ชุมชนใช้ประโยชน์  (อ่าน 2450 ครั้ง)

ที่ดินวัดร้าง สำนักพุทธฯนำไปปล่อยเช่าแทนที่จะให้ชุมชนใช้ประโยชน์

Red Golden mountain

  • บุคคลทั่วไป
พุทธให้ถือเป็นบาป!!
อุบาสกและอุบาสิกาควรทราบว่าการให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่การทำบุญแต่เป็นการทำบาป เพราะทำลายพระพุทธศาสนาและเป็นเหตุให้ภิกษุไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย!!

การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ของอุบาสกจาก คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) เป็น บรรพชิต (นักบวชในพระพุทธศาสนา) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะการครองชีวิตของเพศบรรพชิตมีความแตกต่างไปจากเพศคฤหัสถ์โดยสิ้นเชิง

ฉะนั้นผู้ที่จะบวชเป็น “ภิกษุ” ต้องทำความเข้าใจกับตนเองให้ดีเสียก่อนว่า ตนเองมีอัธยาศัยที่จะครองชีวิตแบบ ภิกษุได้หรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยสะสมความรู้จากการศึกษาพระธรรมและอบรมขัดเกลากิเลสตนมาแต่ในอดีตชาติ ผู้ที่มีเป้าหมายจะบวชเป็น “ภิกษุ” เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะสนใจในการศึกษาพระธรรม เพื่อนำไปพัฒนาชีวิตการทำงานและในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ผู้ที่อยากบวชเพราะเชื่อตามๆ กันว่า เป็นประเพณีที่ผู้ชายต้องบวช รวมถึงผู้ที่อยากบวชเพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตน บุคคลเหล่านี้จะต้องตระหนักให้ดีว่าตนเองพร้อมที่จะสละเรื่องราวต่างๆ บุคคลที่เกี่ยวข้อง สิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินชีวิตอย่างสงบในเพศของ บรรพชิต

หลังจากเปลี่ยนเพศของ คฤหัสถ์ มาเป็นเพศของ บรรพชิต แล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามสิกขาบทในพระวินัย 227 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด!!

“ภิกษุ” มีหน้าที่ศึกษาพระธรรม (พระไตรปิฎก) ซึ่งประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) พระอภิธรรมปิฎก และฝึกฝนอบรมตนด้วยการเจริญสติ เจริญปัญญาเพื่อขัดเกลากิเลสตน หากประพฤติปฏิบัติตนเป็นอาบัติ (ล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ) มีโทษ 3 สถาน

คือ อาบัติปาราชิก เป็นโทษสถานหนัก ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ อาบัติสังฆาทิเสส เป็นโทษสถานกลาง ต้องอยู่ปริวาสกรรมเสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ อาบัติถุลลัจจัย อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ เป็นโทษสถานเบา ต้องปลงอาบัติ (แสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางวินัย) เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ในกรณีที่ “ภิกษุละเมิดสิกขาบทรับเงินทอง” เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งมีบัญญัติในข้อ 18 บัญญัติ ห้ามภิกษุรับเงินทอง ข้อ 19 บัญญัติห้ามภิกษุซื้อขายด้วยเงินทอง ภิกษุที่ละเมิดสิกขาบทจะต้องสำนึกและยอมรับผิดพร้อมกับสละของที่รับมาท่ามกลางหมู่สงฆ์เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ตามที่มีปรากฏอยู่ในสิกขาบทของพระวินัยในครั้งพุทธกาลนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อ “อุปนันทสากยบุตร” ได้รับภัตตาหารจากครอบครัวตระกูลหนึ่ง ซึ่งนิมนต์ไว้เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งภิกษุรูปนี้ไปรับภัตตาหารดังที่เคยปฏิบัติมา ในวันนั้นอุบาสกซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวนี้ได้แจ้งว่า วันนี้ไม่มีอาหารให้แต่จะไปซื้ออาหารเพื่อนำมาถวายให้ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้จึงขอรับเงินเพื่อไปซื้ออาหารเอง อุบาสกผู้นี้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีจึงกล่าวเพ่งโทษและติเตียนต่อหน้าภิกษุรูปนี้ทันทีว่า...

“ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้เป็นสมณะเชื้อสายสากยบุตรทำอย่างนี้ได้อย่างไร” และยังนำไปกล่าวโพนทะนาในภายหลังให้ผู้อี่นรับรู้ว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตด้วยจิตที่เป็นกุศล

เมื่อความนี้ได้ล่วงรู้ถึงพระพุทธองค์แล้วจึงทรงให้มีการประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขี้นกับภิกษุรูปนี้ โดยตรัสถามว่า “เธอประพฤติอย่างนี้จริงหรือ?” ภิกษรูปนี้กราบทูลว่า เป็นจริง พระพุทธองค์จึงทรงตำหนิติเตียนว่า “ความประพฤติที่เธอกระทำนั้นไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง”

พระพุทธพจน์องค์หนึ่งที่เกี่ยวกับเงินทองมีความว่า “เราไม่กล่าวเลยว่าให้ภิกษุในธรรมวินัยนี้แสวงหาเงินและทองโดยประการใดๆ เลย” ภิกษุที่มีความเคารพยำเกรงต่อพระวินัยจึงต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทอย่างเคร่งครัด โดยการศึกษาพระธรรมและหมั่นฝึกฝนรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริตอยู่เป็นนิจ

อาบัติที่เกิดจากการรับเงินและทองของภิกษุ หากไม่ได้ปลงอาบัติอย่างถูกต้องและถูกวิธีแล้วก็จะเป็นเหตุนำไปสู่อบายภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่เกิดอันปราศจากความเจริญ มี 4 ภูมิ คือ นรก เปรตวิสัย อสุรกายภูมิ และกําเนิดดิรัจฉาน

อุบาสกและอุบาสิกาจึงควรทราบว่า “การให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่เป็นการทำบุญแต่เป็นการทำบาป” นอกจากจะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นเหตุให้ “ภิกษุ” ไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย
…...................................
ปลาว่ายทวนน้ำ


Reddevils go

  • บุคคลทั่วไป
“สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ - 
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
- พุทธทาสภิกขุ

คราวหนึ่งมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า โดยทูลว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดที่ตรัส
ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้หรือไม่ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้
พระองค์ตรัสว่า “สพเพ ธมมา นาลํ อภินิเวสาย” สพเพ ธมมา แปลว่า สิ่งทั้งปวง นาลํ แปลว่า ไม่ควร
อภินิเวสาย เพื่อจะยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วพระองค์ก็ย้ำลงไปอีกทีหนึ่งว่า
ถ้าใครได้ฟังความข้อนี้ คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด
ในพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

ถ้าเรายอมรับสัจธรรมนี้ได้จิตใจของเราจะอ่อนลง ความยึดมั่นถือมั่นจะผ่อนคลายลง
อย่างที่ท่านเรียกว่า ปล่อยวาง มันลง เราก็จะหลุดออกจากความทุกข์ได้
เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ สะสมความเย็น ความปล่อยวางนี้ไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆเพิ่มขึ้นเอง
จนวันหนึ่งจะชัดเจนจนสังเกตได้ว่าเรื่องที่เราเคยทุกข์หนัก
พอพบเรื่องที่ควรจะทุกข์ เราจะทุกข์น้อยลง ....  ส.สู้ๆ


นก หวยแดง

  • บุคคลทั่วไป
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ที่เราไปชอบอะไรอบายมุขทั้งหลายที่หนาแน่นขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง อบายมุขเป็นกงจักรทั้งนั้น แต่มาเห็นเป็นดอกบัว

- พุทธทาสภิกขุ -

Red Devils go

  • บุคคลทั่วไป
มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เราสับสนว่า ตกลงแล้วบาปหรือไม่บาปกันแน่ พระไพศาล วิสาโล มาเฉลยให้ฟัง...
.
1. โกหกด้วยเจตนาดี
การโกหกสีขาว แม้จะเป็นไปเพื่อรักษาน้ำใจคนอื่น แต่รู้ไหมว่านี่แหละบาป!!!
พูดโกหกนั้นแม้จะมีเจตนาดี แต่ถ้าตั้งใจโกหก ก็ถือว่าผิดศีลทั้งนั้นแหละ หากคิดให้ดี คุณอาจจะโกหกเพียงเพื่อความสะดวกของคุณ แต่อาจจะเอาความปรารถนาดีต่อผู้อื่นมาเป็นข้ออ้างก็ได้ แต่ก็ยังมีส่วนดีตรงที่มีเจตนาดีนะ ต้องมองแยกเป็นส่วน ๆ ไป แต่ยังไงก็เถอะ...ถ้าจะให้ดีก็ควรมีทั้งเจตนาดีและพูดความจริงไปด้วยกัน
.
2. ทำหมันสัตว์
การทำหมันให้สัตว์เป็นบาป แต่บาปน้อยเพราะไม่ไช่การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ แต่บางเรื่องก็ต้องชั่งตรองเอาเองว่าบางทีอาจจะมีผลดีเกิดขึ้นก็ได้ เช่น การกำจัดเห็บหรือหมัด เป็นต้น
.
3. การุณยฆาต
ใครเคยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคงเข้าใจเรื่องนี้ดี การตัดสินใจทำให้ผู้ป่วยตาย เพื่อให้เขาจากไปอย่างสงบ แม้จะทำด้วยความปรารถนาดี ก็ถือเป็นปาณาติบาต แม้บาปจะน้อยกว่าการฆ่าด้วยความโกรธแค้นก็ตาม ขอแนะว่า...พยายามช่วยเขาอย่างถึงที่สุด จนกว่าเขาจะไปเอง
.
4. ตำหนิพระที่ประพฤติไม่ดี
บาปหรือไม่บาปอยู่ที่เจตนา หากเตือนด้วยความปรารถนาดี ก็ไม่บาป!!! แต่ถ้าตำหนิต่อว่าด้วยความโกรธเกลียด อันนั้นจึงจะเป็นบาป เพราะทำด้วยเจตนาที่เป็นอกุศล
.
5. ทำบุญด้วยความอึดอัดใจ
แม้เราจะทำบุญให้ทานโดยไม่เต็มใจ ก็ยังถือว่าได้บุญ แต่ก็มีบาปหรืออกุศลธรรมปนอยู่ด้วย เพราะมีความหงุดหงิด หรือความรำคาญ เช่น การทำบุญกฐิน ผ้าป่า ปัญหาของคุณอยู่ที่ตรงที่ คุณกลัวคนแจกซองต่อว่าหรือเปล่า ถ้าคุณแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง คุณก็จะไม่รู้สึกอึดอัด และเมื่อถึงเวลาที่คุณพร้อมจะทำบุญ  คุณก็จะทำด้วยความรู้สึกเป็นสุข เพราะคุณทำด้วยความเต็มใจ... ส.สู้ๆ

กองทัพมดแดง

  • บุคคลทั่วไป
ชาวพุทธเราต้องฉลาด ต้องศึกษาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้รู้ว่าพระแท้จริงเป็นอย่างไร พระปลอมเป็นอย่างไร พระแท้ท่านอยู่อย่างไรท่านปฏิบัติอย่างไร ไม่มีใครศึกษาสนใจกันเป็นชาวพุทธแท้ๆ แต่สู้คนที่ไม่ใช่เป็นชาวพุทธไม่ได้ พวกชาวต่างประเทศนี้เขาศึกษาถึงแก่นเลย เวลาเขาเข้าหาศาสนานี้เขาเข้าไปในพระไตรปิฎกเลย ศึกษาพระพุทธประวัติ ศึกษาพระธรรมคำสอน เขาจึงไม่หลงกัน เขามาเมืองไทยนี้เขามาบวช เขาไม่ได้มาเพื่อจะมาหาลาภสักการะต่างๆ

พวกเราเป็นเหมือนไก่ได้พลอย มีของดีกลับเขี่ยทิ้งไปชอบของไม่ดี ชอบตัวหนอนตัวไส้เดือน ชอบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ชอบวัตถุมงคล ชอบเสกชอบเป่า ชอบฟังพระสวด พระสวดแล้วรู้สึกโอ้โหมีความสุขเหลือเกินได้บุญมาก แต่ไม่รู้ว่าสวดอะไรไม่เข้าใจความหมายเลย การสวดก็คือสวดพระธรรมคำสอนเป็นการสั่งสอน เพียงแต่ว่าไปสอนภาษาบาลีไม่สอนภาษาไทย คนฟังก็เลยไม่เข้าใจ เลยไม่ได้ปัญญา ถ้าตั้งใจฟังก็อาจจะได้สมาธิ คือเวลาฟังพระสวดแล้วตัวเองไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใจจดจ่ออยู่กับการฟัง ก็จะได้อานิสงส์ทำให้ใจสงบได้ แต่จะไม่ได้ปัญญา จะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติอะไรกัน สอนให้เราร่ำรวยหรือสอนให้เรายากจน ถ้าปฏิบัติถ้าศึกษาแล้วจะรู้ว่าสอนให้เรายากจน เพราะความรวยนี้เป็นทุกข์ ความรวยดับความทุกข์ไม่ได้ ความร่ำรวยจะเป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เกิดมากขึ้น เพราะรวยแล้วก็ไม่อยากจะจน กลัวความจน ความกลัวความจนนี้คือความทุกข์ แต่พวกเราทุกคน ในที่สุดก็ต้องจนกันหมด เวลาตายก็ไม่มีสมบัติเหลืออยู่เลยแม้แต่บาทเดียว เวลาจะตายนี้จะทุกข์มากคนที่กลัวความจน ความตายมันยังไม่ค่อยกลัว กลัวที่จะต้องจากทรัพย์สมบัติ จากสิ่งต่างๆไปมากกว่า คนที่ไม่มีอะไรจะจากนี้เวลาตายเขาไม่ค่อยเดือดร้อน อย่างขอทานนี้เวลาเขาตายนี้เขาไม่มีอะไรต้องเสียใจเสียดาย เขากลับดีใจว่าจะได้หมดทุกข์เสียที อยู่มาก็ทุกข์ทรมานเหลือเกิน

ศาสนาพุทธสอนให้เราให้มีความสุขใจ ให้รวยทางจิตใจ รวยด้วยทรัพย์ภายใน รวยด้วยทาน รวยด้วยศีล รวยด้วยภาวนา รวยด้วยมรรคผล นิพพาน เพราะอันนี้แหละเป็นทรัพย์ที่จะให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริง และจะเป็นทรัพย์ที่จะติดไปกับเราทุกภพทุกชาติ

ก็ขอให้เราศึกษาธรรมะกันให้มากๆ เราจะได้ไม่หลงทางกัน จะได้ไม่ถูกหลอก นี่มันมีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นมาตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว พอจางหายไปสักสองสามปีก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ลองนับมาซิ เวลาโผล่ขึ้นมาใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นกันคิดว่ามีศาสดาองค์ใหม่มากันแล้ว แล้วเดี๋ยวก็เกิดเรื่องฉาวกันตามมา แล้วพอสงบตัวไปสักพัก ก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ก็มาแนวเดิมมาแนวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ชาวบ้านก็ชอบเพราะชาวบ้านไม่เคยศึกษาธรรมะกัน ไม่รู้ว่าของที่วิเศษวิโสจริงๆนั้นเป็นอย่างไร คิดว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้เป็นของวิเศษ ไม่ได้คิดว่าการดับความทุกข์นี้เป็นของวิเศษกัน เวลาสอนให้ดับความทุกข์นี้ไม่ชอบกันไม่อยาก ให้รักษาศีลไม่เอา ให้ภาวนาให้นั่งสมาธินี้ไม่เอา ถอยหนี ให้พิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้ยิ่งไม่เอาใหญ่เลย พอคิดคำว่าตายเท่านั้นไม่เอาแล้วไม่มงคลแล้ว เพราะขาดการศึกษาเป็นพุทธแต่ชื่อ พุทธในทะเบียนบ้าน ไม่ใช่พุทธแท้

พุทธแท้ต้องรู้จักพระพุทธเจ้า ต้องรู้จักพระธรรมคำสอน ต้องรู้จักพระอรหันตสาวก นี่ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าวิเศษตรงไหน วิเศษอย่างไร คำสอนของพระพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านวิเศษอย่างไรพวกนี้ไม่รู้จัก จะรู้จักแต่พระที่แจกวัตถุมงคลเท่านั้น ถ้าที่ไหนมีแจกวัตถุมงคลนี้ คนไปเป็นหมื่นเป็นแสน พอไปแจกธรรมะนี้กระจายเลย... ส.สู้ๆ
 

Red Politics

  • บุคคลทั่วไป

"ดูก่อน อานนท์ ! พุทธบริษัททั้ง สี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำสักการะบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่ อานนท์ เอ๋ย ! ผู้ใด ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ( ตัดรากเหง้าขาดแล้ว กิ่งก้านสาขาแม้ไม่ต้องตัด ก็ตายเอง )เหตุเพราะสุขทุกข์มี การยึดมั่นถือมั่นจึงมี เพราะสุขทุกข์ดับ การยึดมั่นถือมั่นจึงดับด้วย"สุขกับทุกข์ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เป็นของติดกันอยู่ ครั้นวางสุข ทุกข์ไม่ต้องวาง มันก็หายไปเอง เข้าสู่พระนิพพานด้วยอาการแบบนี้ ให้ปลงเสียซึ่งการร้ายและการดี ที่บุคคลนำมากล่าว เช่น มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ สุขทุกข์ อย่ายินดียินร้าย ถึงแม้ในปัจจัย๔ ก็ให้มักน้อยในปัจจัย คือให้ละความโลเลในปัจจัย คือ เมื่อได้อย่างดี อย่างปราณีต ก็ให้บริโภค อย่างดีอย่างปราณีต ได้อย่างเลวทรามต่ำช้า ก็ให้บริโภคอย่างเลวทรามต่ำช้า ตามมีตามได้ ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วย อย่าได้อาลัยถึงซึ่งความสุข ให้ปลงใจ วางใจในโลกธรรม ๘ เสียให้หมดสิ้น คือ วางสุข วางทุกข์ วางบาปบุญคุณโทษ วางโลภ โกรธ หลง วางลาภยศ นินทา สรรเสริญ เหมือนดั่งไม่มีหัวใจ จึงชื่อว่า จิตของบุคคลนั้นย่อมเป็นเหมือนแผ่นดิน ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าหวังจะได้โลกุตระนิพพานเลย ถ้าทำตัวให้เหมือนแผ่นดินได้ในการใด พึงหวังเถิด ซึ่งโลกุตระนิพพาน คงได้ คงถึง โดยไม่ต้องสงสัย...ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการะบูชาเราตถาคต ด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม...

การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"...
ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]