gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่มีศาสนา  (อ่าน 63087 ครั้ง)

ไม่มีศาสนา

ระวังจิตพยาบาทย้อนกลับ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 12:15 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
การทำงานของจิตเมื่อพยาบาทใส่ผู้อื่นทุกอย่างที่ให้ความเลวร้ายหรืออยากให้เขาตายฉิปหายกับผู้อื่นจะย้อนกลับเข้าตัวหมดนี่คือเรื่องจริง ถ้าไม่ได้พัฒนาฝึกจิตให้อยู่ระดับสูงเข้าใจธรรมแท้จริงจะหลบเลี่ยงยากมากกำลังของจิตความเร็วการคิดมุมกลับต้องเร็วพอ มารรู้ว่ามาจากผู้ใด เมื่อท่านส่งจิตพยาบาทอย่างหนักออกนอกตัวมารผีตายโหงที่ตายด้วยความโกรธแค้นและพยาบาทมาสิงอยู่ในร่างผู้นั้นทันทีมันมาสิงอยู่ในร่างกายพร้อมที่จะแสดงอำนาจควบคุมเราเมื่อเรากลัวอะไรซักอย่างหรือจิตตก เมื่อจิตยึดติดกับความกลัวนานเข้าทุกย่างก้าวคือความวิบัติผิดพลาด คนที่ยิ่งถูกแช่งด่าอยากให้ตายยิ่งกลับจะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ชดใช้กรรมแล้วแต่คนที่ถูกแช่งต้องเจตนาดีมุ่งไปทางธรรมที่แท้จริงเท่านั้นหรือผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติอย่างแท้จริงเท่านั้น ต้องเข้าใจ โลกียะธรรมและโลกุตตะระธรรมให้ชัดเจนก่อน อย่าเลียนแบบมันเป็นความสามารถส่วนบุคคล และต้องพร้อมตายตลอดเวลาแล้วเท่านั้น

ควบคุมสั่งการโดยจิตถึงจิต

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: 12:31 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
ควบคุมเก็บอารมณ์ให้ตรงนี้มันเป็นลานบุญที่แท้จริงหน่อยนะครับ เย็นไว้นะโยมมันอยู่ที่ใจนะโยม คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้หรอกโยม

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: 14:36 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
แบบว่า ขอถามสำหรับคนที่สามารถสัมผัสธรรมมะ ในศาสนาพุทธนะค่ะ ว่าที่เค้าบอกว่าพอศึกษาธรรมมะแล้วมีความสุขมันมีจริงหรือ แล้วที่ทำแล้วมีความสุข หน่ะ ความสุขมันเป็นยังไง แบบว่าดิฉันไปไม่ถึงอ่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ ว่าทำยังไงถึงจะไปให้ถึงความสุขทางธรรมมะ อย่างมากก็สวดมนต์ฟังธรรมจากพระก็เท่านั้น ขอถามสำหรับคนเคยศึกษาหล่ะกัน เพราะความสุขภายนอกเราก็เห็นกันทุกคนอยู่แล้ว ไม่พ้น กิน ขี้ ปี้ นอน อันนี้เห็นอยู่แล้ว ไม่ได้ถามกวนหน่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ จะได้มีแนวทางได้ศึกษาไปได้ถึงความสุขทางธรรมบ้าง เอาแบบคนที่ไม่หลงนะ พอมีไหมค่ะ ส.ตากุลิบกุลิบ

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: 15:10 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
อ้างถึง
แบบว่า ขอถามสำหรับคนที่สามารถสัมผัสธรรมมะ ในศาสนาพุทธนะค่ะ ว่าที่เค้าบอกว่าพอศึกษาธรรมมะแล้วมีความสุขมันมีจริงหรือ แล้วที่ทำแล้วมีความสุข หน่ะ ความสุขมันเป็นยังไง แบบว่าดิฉันไปไม่ถึงอ่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ ว่าทำยังไงถึงจะไปให้ถึงความสุขทางธรรมมะ อย่างมากก็สวดมนต์ฟังธรรมจากพระก็เท่านั้น ขอถามสำหรับคนเคยศึกษาหล่ะกัน เพราะความสุขภายนอกเราก็เห็นกันทุกคนอยู่แล้ว ไม่พ้น กิน ขี้ ปี้ นอน อันนี้เห็นอยู่แล้ว ไม่ได้ถามกวนหน่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ จะได้มีแนวทางได้ศึกษาไปได้ถึงความสุขทางธรรมบ้าง เอาแบบคนที่ไม่หลงนะ พอมีไหมค่ะ

ตอบให้เข้าใจง่าย ถ้าแบบพุทธ การเข้าถึงธรรมมะ คือการปรับใจของเราครับ ให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับ สมบัติพัสถาน หรือยึดติดกับบุคคลใด แต่ถ้าถามผม ผมให้ทำใจให้พอดีครับ เรารักสมบัติบ้านช่องของเรา ก็รักแต่พอดี เรารักใครก็รักแต่พอดี เสียใจก็แต่พอดี ดีใจก็แต่พอดี สะสมก็แต่พอดี เกลียดใครก็เกลียดแต่พอดี รักหรือเกลียดเป็นอารมณ์ที่ธรรมชาติให้มา ทิ้งไม่ได้ แต่ควบคุมได้ ทางสายกลางนี่้แหละครับ คือคำตอบ อย่าทำตนให้เป็นพระอรหันต์เลย จะอยู่ลำบาก กิเลสมีแต่พอดี ชีวีจะเป็นสุข

ธรรมมะเกิดมาก่อนศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยดึกดำบรรพ์ คนหาอาหารด้วยการล่าสัตว์ เมื่อได้อาหารมา ก็มาแบ่งกัน ช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน ตั้งแต่ยังไม่มีภาษาเขียนด้วยซ้ำ ศาสนาเพิ่งมามีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี่เอง

พระธรรม เกิดก่อนพระพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อันธรรมมะนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว เราเป็นเพียงผู้ค้นพบ" คนค้นพบธรรมนั้น อาจมีอยู่แล้ว อาจมีหลายคน แต่อาจไม่ชัดเจน โดดเด่นเท่าพระพุทธเจ้า

เรื่องกิน ขี้ ปี้ นอน นั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าอะไร ๆ มันพอดี มันก็ดี

ส่วนตัวไม่สนับสนุนให้คนเป็นพระอรหันต์ เพราะเห็นว่า ไม่ใช่ทางสายกลาง





จากมิติที่4

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: 15:52 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
แบบว่า ขอถามสำหรับคนที่สามารถสัมผัสธรรมมะ ในศาสนาพุทธนะค่ะ ว่าที่เค้าบอกว่าพอศึกษาธรรมมะแล้วมีความสุขมันมีจริงหรือ แล้วที่ทำแล้วมีความสุข หน่ะ ความสุขมันเป็นยังไง แบบว่าดิฉันไปไม่ถึงอ่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ ว่าทำยังไงถึงจะไปให้ถึงความสุขทางธรรมมะ อย่างมากก็สวดมนต์ฟังธรรมจากพระก็เท่านั้น ขอถามสำหรับคนเคยศึกษาหล่ะกัน เพราะความสุขภายนอกเราก็เห็นกันทุกคนอยู่แล้ว ไม่พ้น กิน ขี้ ปี้ นอน อันนี้เห็นอยู่แล้ว ไม่ได้ถามกวนหน่ะค่ะ อยากรู้จริงๆ จะได้มีแนวทางได้ศึกษาไปได้ถึงความสุขทางธรรมบ้าง เอาแบบคนที่ไม่หลงนะ พอมีไหมค่ะ ส.ตากุลิบกุลิบ
ความสุขคือกิเลศอย่างละเอียด ครับจุดสุดยอดของพุทธไม่ใช่ที่ความสุข แต่เป็นการปล่อยวางการวางเฉยเป็นกลาง เห็นทุกอย่างมันเป็นไปตามกรรม ถ้า กินขี้ปี้นอนนี้ ยังยึดติดอยู่อีกมากต้องไปอ่านพระไตรปิฏกอีกวันละ2ชั่วโมงสักสามเดือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแน่นอน อย่าเชื่อ ลองไปพิสูจดู   

มั่นใจในภูมิธรรม

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: 16:19 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
ตอบให้เข้าใจง่าย ถ้าแบบพุทธ การเข้าถึงธรรมมะ คือการปรับใจของเราครับ ให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับ สมบัติพัสถาน หรือยึดติดกับบุคคลใด แต่ถ้าถามผม ผมให้ทำใจให้พอดีครับ เรารักสมบัติบ้านช่องของเรา ก็รักแต่พอดี เรารักใครก็รักแต่พอดี เสียใจก็แต่พอดี ดีใจก็แต่พอดี สะสมก็แต่พอดี เกลียดใครก็เกลียดแต่พอดี รักหรือเกลียดเป็นอารมณ์ที่ธรรมชาติให้มา ทิ้งไม่ได้ แต่ควบคุมได้ ทางสายกลางนี่้แหละครับ คือคำตอบ อย่าทำตนให้เป็นพระอรหันต์เลย จะอยู่ลำบาก กิเลสมีแต่พอดี ชีวีจะเป็นสุข

ธรรมมะเกิดมาก่อนศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยดึกดำบรรพ์ คนหาอาหารด้วยการล่าสัตว์ เมื่อได้อาหารมา ก็มาแบ่งกัน ช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน ตั้งแต่ยังไม่มีภาษาเขียนด้วยซ้ำ ศาสนาเพิ่งมามีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี่เอง

พระธรรม เกิดก่อนพระพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อันธรรมมะนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว เราเป็นเพียงผู้ค้นพบ" คนค้นพบธรรมนั้น อาจมีอยู่แล้ว อาจมีหลายคน แต่อาจไม่ชัดเจน โดดเด่นเท่าพระพุทธเจ้า

เรื่องกิน ขี้ ปี้ นอน นั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าอะไร ๆ มันพอดี มันก็ดี

ส่วนตัวไม่สนับสนุนให้คนเป็นพระอรหันต์ เพราะเห็นว่า ไม่ใช่ทางสายกลาง





คุณ เข้าใจผิดแล้วนะ จุดสูงสุดที่ชาวพุทธพระนักปฏิบัติ ปราถนา คือ อรหันต์ ที่คุณฟันธงผิดแน่นอน โดยรวมคุณเริ่มเข้าใจธรรมแล้ว แต่อย่ารีบตัดบทแบบนี้ คุณไปอ่านดูศึกษาธรรมให้เยอะเข้มข้นกว่านี้ อย่าร้อนวิชา แต่ฟันธงว่าทางสายกลางไม่ใช่อรหันต์นี้ ผิดแน่นอน จุดสูงสุดของพุทธคือการหลุดพ้นคือ อรหันต์ เข้า นิพพาน เชื่อ เรา เดี๋ยวจะกลายเป็นพระเทวทัต หลงว่าเป็นศาสดาเสียเอง อ่อนลงนิดนึงนะ แต่ดีแล้ว วะรีรัน  อย่าเชื่อ ยิ่งศึกษามาก ท่านทุกคนจะรู้ว่าเราให้สุดยอดธรรมของจริงแก่ทุกคน ไปอ่านดูในพระไตรปิฎกเยอะๆเลย แล้วค่อยมาขอขมาพระรัตนตรัย ท่านให้อภัยคนที่พร้อมหันเข้าหาธรรมตลอด เชื่อ อาจารย์ วะรีรัน ใจเย็นอ่านศึกษาให้เยอะ รึจะดีเบตกันก็ได้มาเลย ท้าเจ้าอาวาสหลายๆวัดด้วยถ้าเกิดเข้ามาอ่านมาดีเบตร่วมกันเลยมาๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: 16:45 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
คุณเข้าใจผิด คุณคิดผิด คุณไม่เข้าถึง คุณยัง..บลา บลา บลา คนเรามีความคิดความเชื่อไม่เหมือนกัน ขอร้องล่ะ อย่าตัดสินคนอื่นเลย อย่าปักใจเชื่อว่าตัวเองถูกฝ่ายเดียว คนอื่นผิด

ใครเป็นคนเขียนพระไตรปิฏก มีการแต่งเติมสาระที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าหรือไม่ พระไตรปิฏกถูกสังคายนามากี่ครั้งแล้ว มีการแปลความหมายที่ไม่เหมือนเดิมหรือไม่

ที่แน่ ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้เขียนเอง ท่านสั่งสอน กว่าจะมีคนมาเขียนพระไตรปิฎกก็นานมากแล้ว และพระไตรปิฎกก็ไม่ได้มีเล่มเดียว มีเป็นสิบแบบ ทั้งของแบบมหายาน และนิกายอื่น ๆ ก็มี ข้อความข้างในก็ไม่เหมือนกัน บางข้อความขัดแย้งกันด้วยซ้ำ เช่น กินเนื้อบาป กินเนื้อไม่บาป

พระพุทธเจ้าท่านยังบอกว่า "อย่าเชื่อตามหนังสือ" ไตรปิฎกก็เป็นหนังสือ ก่อนเชื่ออะไรต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน

ผมมีความคิดเห็นแบบนี้แหละ ขอถามสักข้อว่า "หากวันนี้ท่านได้บรรลุอรหันต์ ท่านจะทำอย่างไร"

ไปบวชเลยเหรอ แล้วคนที่บ้านล่ะ จะทำยังงัย ทิ้งพวกเขาไปหรือ การงานท่านล่ะ ทำงัย ทิ้งเลยเหรอ หรือท่านไม่บวช แล้วท่านจะอยู่ยังงัยล่ะ อยู่ได้เหรอ ในสังคมที่มีแต่คนมีกิเลส

พระเทวทัตนั้นเลว ใช่ แต่อย่างน้อยเขาก็มีความเชื่อของเขา เขาเชื่อตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง

แล้วคุณล่ะครับ มีความคิดเป็นของตัวเองแล้วยัง หรือวัน ๆ เอาแต่นั่งอ่านพระไตรปิฎก ที่มีข้อความอัศจรรย์ อ่านแล้วปลื้ม มีความสุข แล้วบอกตัวเองว่า นี่แหละความจริง ต่างจากนี้ไม่จริงทั้งสิ้น ใครคิดต่างจากพระไตรปิฎกนั้นผิดแน่นอน เป็นพวกพระเทวทัต

หนังสือธรรมมะนั้นอ่านได้ครับ ดีด้วย แต่เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งคุณต้องเลิกอ่านแล้วลองมาศึกษาตัวเอง ว่าเราเป็นยังงัย แล้วนำธรรมมะที่อ่านมานั้น มาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง

ลองทำดู อาจค้นพบอะไรดี ๆ บ้างก็ได้

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: 17:01 น. วันที่ 07 ก.ค.55 »
จะให้ดีเบตอะไรหรือ ก็ความเชื่อไม่เหมือนกัน คนนึงบอกข้าวผัดอร่อย อีกคนบอกก๋วยเตี๋ยวอร่อย แล้วมานั่งเถียงกันแล้วมันจะได้อะไรขึั้นมา

คนบ้าเท่านั้นแหละที่ทำ

ศาสดาวะรีรัน

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: 04:21 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
คุณเข้าใจผิด คุณคิดผิด คุณไม่เข้าถึง คุณยัง..บลา บลา บลา คนเรามีความคิดความเชื่อไม่เหมือนกัน ขอร้องล่ะ อย่าตัดสินคนอื่นเลย อย่าปักใจเชื่อว่าตัวเองถูกฝ่ายเดียว คนอื่นผิด

ใครเป็นคนเขียนพระไตรปิฏก มีการแต่งเติมสาระที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าหรือไม่ พระไตรปิฏกถูกสังคายนามากี่ครั้งแล้ว มีการแปลความหมายที่ไม่เหมือนเดิมหรือไม่

ที่แน่ ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้เขียนเอง ท่านสั่งสอน กว่าจะมีคนมาเขียนพระไตรปิฎกก็นานมากแล้ว และพระไตรปิฎกก็ไม่ได้มีเล่มเดียว มีเป็นสิบแบบ ทั้งของแบบมหายาน และนิกายอื่น ๆ ก็มี ข้อความข้างในก็ไม่เหมือนกัน บางข้อความขัดแย้งกันด้วยซ้ำ เช่น กินเนื้อบาป กินเนื้อไม่บาป

พระพุทธเจ้าท่านยังบอกว่า "อย่าเชื่อตามหนังสือ" ไตรปิฎกก็เป็นหนังสือ ก่อนเชื่ออะไรต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน

ผมมีความคิดเห็นแบบนี้แหละ ขอถามสักข้อว่า "หากวันนี้ท่านได้บรรลุอรหันต์ ท่านจะทำอย่างไร"

ไปบวชเลยเหรอ แล้วคนที่บ้านล่ะ จะทำยังงัย ทิ้งพวกเขาไปหรือ การงานท่านล่ะ ทำงัย ทิ้งเลยเหรอ หรือท่านไม่บวช แล้วท่านจะอยู่ยังงัยล่ะ อยู่ได้เหรอ ในสังคมที่มีแต่คนมีกิเลส

พระเทวทัตนั้นเลว ใช่ แต่อย่างน้อยเขาก็มีความเชื่อของเขา เขาเชื่อตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง

แล้วคุณล่ะครับ มีความคิดเป็นของตัวเองแล้วยัง หรือวัน ๆ เอาแต่นั่งอ่านพระไตรปิฎก ที่มีข้อความอัศจรรย์ อ่านแล้วปลื้ม มีความสุข แล้วบอกตัวเองว่า นี่แหละความจริง ต่างจากนี้ไม่จริงทั้งสิ้น ใครคิดต่างจากพระไตรปิฎกนั้นผิดแน่นอน เป็นพวกพระเทวทัต

หนังสือธรรมมะนั้นอ่านได้ครับ ดีด้วย แต่เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งคุณต้องเลิกอ่านแล้วลองมาศึกษาตัวเอง ว่าเราเป็นยังงัย แล้วนำธรรมมะที่อ่านมานั้น มาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง

ลองทำดู อาจค้นพบอะไรดี ๆ บ้างก็ได้
เออ วะรีรันว่ามา ยกข้อมูลมาเยอะๆ เดี๋ยวจะแยกให้ดูว่าอะไรเป็นอะไร รู้ไม๊ว่ากิเลศความห่วงหาอาทร นั้น คือกิเลศอย่างละเอียด ตัวเองยังไม่พ้น จะช่วยคนอื่นให้พ้นได้อย่างไร คนตาบอดจูงคนตาบอดลงเหว แต่ยกคำสอนในพระไตรปิฎกมาบอกได้แต่อย่าบิดเบือน เพราะพระไตรปิฎกเป็นตัวแทนพระศาสดา พระพุทธองค์ พระอานนท์ คือ อุปัทฐาก และแรกเริ่ม อรหันต์ ก็รวบรวมพระไตรปิฎก คำสอน สาระแก่นสารมันยังอยู่ ถ้าว่ากันแบบนี้ พระเทวทัตสิงอยู่ชัดๆแน่นอน

อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: 04:33 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
049 ผู้ที่ไม่เถียงกับใคร ๆ

๔๗. ปัญหา คนเราที่ไม่รู้ความจริงแท้ ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันและทะเลาะวิวาททุ่มเถียงกัน มีคนประเภทใดบ้างที่ไม่ทุ่มเถียงกับใคร ๆ ?

พุทธดำรัส ตอบ “อัคคิเวสสนะ เวทนา ๓ อย่างนี้คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ อัคคิเวสสนะ สมัยใดได้เสวยสุขเวทนาในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น ในสมัยใดได้เสวยทุกขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยไม่ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่ทุกขเวทนา เท่านั้น ในสมัยใดได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยแต่ทุกขเวทนา ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา
“อัคคิเวสสนะ สุขเวทนา...... ทุกขเวทนา....... อทุกขมสุขเวทนา.....ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่งขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คล้ายไปดับไปเป็นธรรมดา
“อัคคิเวสสนะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งใน ทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา ทั้งอทุกขมสุขเวทนา เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับใคร ๆ โวหารใดที่ชาวโลกพูดกันก็พูดไปตามโวหารนั้น แต่ไม่ยึดมั่นด้วยทิฐิ”

ทีฆมขสูตร ม. ม. (๒๗๓)
ตบ. ๑๓ : ๒๖๗-๒๖๘ ตท.๑๓ : ๒๒๖-๒๒๗
ตอ. MLS. II : ๑๗๙-๑๘๐


อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: 04:35 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
033 กินเนื้อสัตว์บาปหรือไม่

ปัญหา มีพุทธศาสนิกชนบางพวกเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเพราะเป็นการส่งเสริมให้คนอื่นฆ่า ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร ?

พุทธดำรัส ตอบ “..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....”

ชีวกสูตร ม. ม. (๕๗)
ตบ. ๑๓ : ๔๘-๔๙ ตท.๑๓ : ๑๓ : ๔๗
ตอ. MLS. II : ๓๓

อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: 04:36 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
156 เป็นอรหันต์แต่ไม่มีฤทธิ์

ปัญหา ภิกษุที่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วจะต้องมีฤทธิ์ สามารถกระทำปาฏิหาริย์ได้ทั้งนั้นหรือ ?

คำตอบ ไม่ได้เสมอไป ตามเรื่องสุสิมสูตรว่าเมื่อพระสุสิมะได้ยิน ภิกษุหลายรูป ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์จึงเข้าไปหาแล้วก็ถามว่า ท่านเหล่านั้นแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ไหม มีหูทิพย์ตาทิพย์ไหม เมื่อภิกษุเหล่านั้นตอบว่าแสดงฤทธิ์ก็ไม่ได้ มีหูทิพย์ตาทิพย์ก็ไม่ได้ พระสุสิมะ จึงแสดงความประหลาดใจว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านเหล่านั้นตอบว่า ท่านหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา เป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกะ
พระสุสิมะยังไม่หายสงสัย จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามเรื่องนี้

พระพุทธองค์ตรัสถามเธอว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ควรถือว่าเป็นเราเป็นของของเรา เป็นตัวตนของเราหรือไม่ พระสุสิมะทูลว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นตนของเรา พระพุทธองค์ทรงสอนต่อไปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แบ้วจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระสุสมะในเรื่องปฏิจจสุมปบาทว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา และภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯลฯ เพราอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ในสายดับทุกข์พระองค์ทรงแสดงว่า เพราะชาติดับ ชรา มรณะ จึงดับ ฯลฯ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ในที่สุดทรงถามว่า “ดูก่อนสุสิมะ เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด... ด้วยทิพย์ โสตธาตุอันบริสุทธิ์..... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น.... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ.... บ้างหรือหนอ ?”
พระสุสิมะทูลตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แสดงว่า พระอรหันต์ผู้ได้บรรลุเพราะอาศัยปัญญา เกิดความรู้จริงเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ”

นัยสุสิมสูตร นิ. สํ. (๒๘๑-๓๐๑)
ตบ. ๑๖ : ๑๔๖-๑๕๕ ตท. ๑๖ : ๑๓๒-๑๔๑
ตอ. K.S. II : ๘๕-๙๑





อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #57 เมื่อ: 04:38 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
104 อำนาจจิต

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไรหนอเสือกไสไปได้ โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ?

พุทธดำรัส ตอบ “โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกใสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือ จิต ”

จิตตสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๒๘๑)
ตบ. ๑๕ : ๕๔ ตท. ๑๕ : ๕๓
ตอ. K.S. I : ๕๕

อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #58 เมื่อ: 04:39 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
083 สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรไหว้

ปัญหา ขึ้นชื่อวาเป็นสมณพราหมณ์ ครองเพศบรรพชิตแล้ว เราควรเคารพกราบไหว้บูชาทั้งนั้นหรือ ? หรือว่ามีสมณพราหมณ์ประเภทใดบ้างที่ไม่ควรเคารพกราบไหว้ ?

พุทธดำรัส ตอบ “.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย สมณพราหมณ์ เหล่าใดยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ..... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต.... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้ว ยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังมีความประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่สมณพราหมณ์ เช่นนี้ ไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นั่นเพราะเหตุไร เพราะว่าแม้พวกเราก็ยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้วยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ก็เมื่อเราทั้งหลายไม่เห็น แม้ความประพฤติสงบของสมณพราหมณ์ พวกนั้นที่ยิ่งขึ้นไป ดังนั้น ฉะนั้นท่านสมณพราหมณ์ เหล่านั้นจึงไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๓)
ตบ. ๑๔ : ๕๒๙ ตท. ๑๔ : ๔๕๔
ตอ. MLS. III : ๓๔๐


อิสระพุทธโท

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #59 เมื่อ: 04:40 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
084 วิธีสังเกตสมณพราหมณ์แท้

ปัญหา เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสมณพราหมณ์ พวกไหนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ ?

พุทธดำรัส ตอบ “.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าปริพาชกเจ้าลัทธิอื่น ถามท่านทั้งหลายอย่างนี้ว่า ก็อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายเช่นไร จึงเป็นเหตุให้พวกท่านกล่าวพึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะแล้ว หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อจัดโมหะ ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่าความจริงท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ย่อมเสพเฉพาะเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าดงเป็นที่ไม่มีรูปอันรู้ได้ด้วยจักษุ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีกลิ่นอันรู้ได้ด้วยฆานะ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีโผฏฐัพพะอันรู้ได้ด้วยกาย ซึ่งคนทั้งหลายสัมผัสแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย
“นี้แล อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายของพวกข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้พวกข้าพเจ้ากล่าวถึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะแน่ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะแน่ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะแน่....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๕)
ตบ. ๑๔ : ๕๓๑-๕๓๒ ตท. ๑๔ : ๔๕๖
ตอ. MLS. III : ๓๔๑-๓๔๒


 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]