gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: แรกวา เวลา 16:37 »

วัดบางทีงถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของย่านคลองบางกล่ำ กรมศิลปากรได้มาบูรณะปฏิสังขรเพื่อให้มิเกิดความทรุดโทรมมากกว่าวัดนี้มีความเป็นศิลปะไทยปนจีนฮกเกี้ยนได้อย่างลงตัว จะเห็นได้จาก กุฏิที่มีซุ้มประตูทางขึ้นลักษณะบ่อเก๋ง ลายฉลุประตูที่ดูแปลกตา
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 12:05 น. วันที่ 14 ก.ย.60 »

มีอีกครับ
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 12:03 น. วันที่ 14 ก.ย.60 »

เอารูปตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ ของวันที่ 9 กันยายน 2560 มาฝากนะครับ
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 16:15 น. วันที่ 08 ก.ย.60 »

เอาป้ายบรรพชนชาวบางกล่ำมาให้ดู คิดว่าป้ายนี้เป็นของคนจีนยุคแรก ๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัยที่บ้านบางกล่ำ ถ้าแปลจากภาษาจีน ป้ายนี้ได้ทำขึ้นในสมัยจักรพรรดิเต้ากวงปีที่ 4 เดือน 5 จีน ตรงกับ พ.ศ. 2367 อายุป้ายได้ 193 ปี คาดว่ายังคงตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ของไทย แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ลุ่มคลองบางกล่ำนี้มีชาวจีนอพยพมาตั้งรกรากไม่น้อยกว่า 200 ปี แล้วครับ ป้ายนี้สร้างให้นายจูข้วน แซ่เหง่า (ภาษาฮกเกี้ยนสำเนียงเจียงจิว)
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 12:26 น. วันที่ 04 ก.ย.60 »

ภาพบรรยากาศตลาดน้ำบางกล่ำ
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 12:22 น. วันที่ 04 ก.ย.60 »

เอาภาพบรรยากาศตลาดน้ำบางกล่ำ ช่วงเช้า ๆ มาให้ดูเครดิตภาพโดย ท่านนายอำเภอ สุวรรณ ช่วยนุกูล   ตลาดจะเปิดช่วงเวลา 12.00 น. ของ วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ครับ
ข้อความโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข)
« เมื่อ: 13:10 น. วันที่ 31 ส.ค.60 »

เรียบเรียงมาให้ใหม่น่ะครับ
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 21:40 น. วันที่ 26 ส.ค.60 »

วันนี้ยอมดำล่องคลองบางกล่ำถ่ายรูปมาอวดกันน่ะครับ พร้อมกับรูปศาลเจ้าแห่งนี้ริมคลองบางกล่ำ
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 16:04 น. วันที่ 21 ส.ค.60 »

ตลาดน้ำบางกล่ำ เปิดวันที่ 2กันยายน 2560 นี้เป็นต้นไปครับ ทุกๆศุกร์และเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น.ครับ
*ณ.บริเวณท่าน้ำบางหยี ม.4 บ้านบางหยี ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
**ขอเชิญเพื่อนๆมา " ช๊อป ชิม แชะ "กันนะครับ
**กิจกรรมในงาน
-ชิม..อาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลตามฤดูกาล ขนมพื้นบ้าน ผักผลไม้พื้นบ้าน
- ช๊อปของฝากที่ระลึก โอทอปบางกล่ำควนเนียง
-ชม..การแสดงศิลปะพื้นบ้าน บริการล่องเรือชมวิว 2 ฝั่งคลองบางกล่ำ เข้าวัดทำบุญกับวัดโบราณสถาน ชมบ้านแต่แรกสมัยก่อน
-แชะ.. มุมถ่ายภาพเซลฟี่สวยๆบริเวณท่าน้ำบางหยีในตลาดน้ำบางกล่ำ
**กำหนดการพิธีเปิดตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ
วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560
เวลา 13.00 - 14.00 น. - ดนตรีโพล์คซอง
- ชมการสาธิตการแข่งขันเรือยาว
- ประกวดการแข่งขันการขูดมะพร้าว
- ประกวดอาหารพื้นบ้าน
- ประกวดร้านค้าสวยงามและอนุรักษ์ธรรมชาติ
เวลา 14.00 – 15.30 น. แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ร่วมงานพร้อมกันบริเวณพิธีเปิด
เวลา 15.30 – 16.00 น. การแสดงหนังตะลุงทอล์คโชว์ นักเรียนโรงเรียนบ้านบางกล่ำ
เวลา 16.00 น. ประธานพิธีเดินทางมาถึง
เวลา 16.00 – 16.30 น. การแสดงนักเรียนโรงเรียนบางกล่ำวิทยารัชมังคลาภิเษก
เวลา 16.30 – 17.00 น. พิธีเปิดงาน
เวลา 17.00 – 17.30 น. การแสดงเพลงเรือ คณะอาจารย์เปลื้อง สุขสวัสดิ์ ณ บริเวณตลาด
เวลา 17.30 – 18.00 น. มอบรางวัลผู้ชนะการประกวด
เวลา 18.00 – 18.30 น. การแสดงมโนราห์จวบ
เวลา 18.30 – 20.00 น. การแสดงดนตรีอนุรักษ์วัฒนธรรม
................................................................
พิธีกรบนเวทีกลาง 1. นายกฤษเนตร เกษสระ ผอ.รพ.สต.บ้านหาร
2. นางโสเพ็ญ โพธิพงษา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
พิธีกรภาคสนาม 1. นายเปลื้อง สุขสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ
2. นายชาญวิทูร สุขสว่าง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางกล่ำ
3. นายวิโรจน์ แก้วชูเชิด ครู กศน.บางกล่ำ
**สอบถามเส้นทางมาตลาดน้ำได้ที่ 084-8564376 ได้ครับ
จาก คุณบุญโปรด จิตนวล ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 15:41 น. วันที่ 21 ส.ค.60 »

มาดูเรื่องท่องเที่ยวริมคลองบางกล่ำกันบ้าง สายน้ำที่บรรพบุรุษชาวบางกล่ำอาศัยทางเรือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาตั้งรกรากริมคลองแห่งนี้
วันนี้เวลา9.30น.ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่าน ทรงพล สวาสดิ์ธรรม มาตรวจเยี่ยมตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ โดยมีท่านทศพล สวัสดิ์สุข นายอำเภอบางกล่ำ ให้การต้อนรับ และวันที่ 2 กันยายน 2560 เวลา 14.00 น. เปิดทันตามกำนดครับ ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องมาเที่ยวงานกันครับ
**-ข้อมูลและภาพจากท่านปลัดอักษร บุตรโคตร ปลัดนักพัฒนาของอบต.บางกล่ำมากๆครับ
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 14:50 น. วันที่ 02 ก.ค.60 »

หลวงสำเร็จกิจจางวาง (ตันปุ่ย) ต้นตระกูลคณานุรักษ์ และเจ้าเมืองสงขลา (ต้นตระกูล ณ สงขลา) รวมทั้งคนจีนฮกเกี้ยนแถบ สงขลา ปัตตานี ก็มาจากที่เดียวกันครับ
  ครั้งสมัยหนึ่ง ณ ประเทศจีน มณฑลฮกเกี๋ยน福建省 จังหวัดเจียงจิวฮู漳州府 อำเภอเจียะแม้เกี่ยง (ม้าหิน) ตำบลถังโบ้ย มีหมู่บ้านราษฎรที่เจ๋าโป๋เจี่ย (หมู่บ้านหลังเง็ก) จีนพวกหนึ่งแซ่ตัน ตั้งเคหะสถานอยู่ตีนเขานำไท้บู้ซัว南太武山 หัวหน้าครอบครัวชื่อตันเต็ก ตันเต็กผู้นี้ทราบว่า ได้สืบเชื้อสายมาจากพระจีนตันเส็งอ๋อง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสมัยหนึ่งในประเทศจีน
บิดาของตันเต็กชื่อ ตันกวงเลี่ยง ตั้งตนเป็นผู้กู้ชาติจากพวกตาดที่เข้ามาครอบครองแผ่นดินประเทศจีน เรื่องมาเกิดขึ้นเมื่อสมัยพระนางซูสีไทเฮาครองอำนาจ ตันกวงเลี่ยงผู้นี้มีความสามารถเก่งกาจทางหมัดมวยและวิชาเพลงดาบและกระบี่เป็นเลิศ และเคารพนับถือพระเจ้ากวนอูเป็นสัจจะธรรม พรรคพวกตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะเถี้ยนตี่ฮวย พร้อมกับเครื่องหมายมีเป็นเบี้ยอีแปะ ด้านหน้าเขียนตัวอักษรเถี้ยน ด้านหลังเขียนตัวหนังสือว่า ตี่
ขณะเดียวกันในมณฑลฮกเกี๋ยนก็เกิดคณะกบฏบ๊อกเซอร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง โดยมีนายอั้งซิ่วจวนเป็นหัวหน้า มีบุคคลราษฎรเลื่อมใสเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากมาย นายอั้งซิ่วจวนได้ใช้ให้คนไปเกลี้ยกล่อมชักชวนคณะเถี้ยนตี่ฮวยเข้าเป็นพรรคพวกกันหลายครั้ง แต่นายตันกวงเลี่ยงไม่ยินยอมเพราะรังเกียจที่คณะบ๊อกเซอร์เป็นพวกนับถือคริสต์ คริสตศาสนากำลังระบาดอยู่ในประเทศจีนขณะนั้น เมื่อนายอั้งซิ่วจวนหัวหน้าคณะบ๊อกเซอร์เห็นว่าจะเป็นไมตรีกันไม่ได้ ขืนเอาไว้ก็จะเป็นภัยแก่ตัว เพราะอยู่ในมณฑลเดียวกัน จึงตัดสินกันด้วยกำลังกันจนคณะเถี้ยนตี่ฮวยที่มีกำลังคนน้อยกว่าแพ้ และพร้อมกันนั้นสมัครพรรคพวกของคณะเถี้ยนตี่ฮวยก็แตกความสามัคคี ส่วนมากลงความเห็นว่าประเทศชาติเป็นใหญ่ การที่หัวหน้าใช้อารมณ์เอาต่างศาสนามาเป็นข้ออ้างนั้นไม่ถูกต้องจึงให้ตีจาก
เมื่อนายตันกวงเลี่ยงพ่ายแพ้แก้คณะบ๊อกเซอร์ ก่อนหนีได้เรียกบรรดาลูกหลานที่ใกล้ชิดมาสั่งเสีย และแบ่งสมบัติเรือกสวนไร่นาแจกจ่ายกันถ้วนหน้า และสั่งลูกชายคนเดียวไว้ว่า ขอให้ตั้งตัวอยู่ในทางสมถะ การเป็นศัตรูกันระหว่างคณะเป็นเรื่องของชาติไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว จงพยายามตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตธรรม อย่าเบียดเบียนผู้อื่น อย่าเป็นขุนนาง อย่าเล่นการเมือง จงสั่งสอนลูกหลานไว้ อย่าได้หัดเพลงอาวุธจะร้อยวิชา ทางที่ดีจงเป็นชาวนาหรือพ่อค้าจะได้มั่งมีศรีสุขสืบไป อย่าเป็นขี้ข้าพวกตาด ต่อไปจะเกิดการจราจล และที่ดินนาของเราเสื่อมคุณภาพมากแล้ว หากไม่สามารถสละสมบัติในขณะนี้ได้ แต่สืบไปจงให้ลูกหลานออกไปหากินต่างเมืองเถิด สั่งเสร็จแล้วก็นำลูกน้องที่ยังจงรักภักดีจำนวนหนึ่งมุ่งขึ้นเขานำไท้บู้ซัว南太武山 ออกอำเภอไฮเต็ง海澄縣ลงเรือออกทะเลหายสาบสูญไป
ฝ่ายลูกชายตันเต็ก เมื่อได้รับคำสั่งจากบิดาก็ปฏิบัติตามทุกประการ ต่อมานายตันเต็ก หัวหน้าหมู่บ้านหลังเง็ก เกิดบุตรชาย ๒ คน คนพี่ชื่อเจียง คนน้องชื่อปุ่ย คนพี่เจริญรอยตามบิดา แต่สำหรับคนน้องแล้วตรงกันข้าม นิสัยมักเกะกะเสเพลชอบคบเพื่อนฝูง ไม่ชอบทำนา เล่นการพนันทุกชนิด ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อตันปุ่ยอายุได้ ๑๗ ปี ได้มีเพื่อนฝูงมาชักชวนออกไปจากบ้านนานถึง ๒ ปี โดยไม่ปรากฎข่าวคราว บิดาและพี่ชายเข้าใจว่าหายสาบสูญไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกคณะบ๊อกเซอร์เพื่อกู้ชาติ
อยู่มาวันหนึ่งตันปุ่ยได้มาปรากฎตัวขึ้นที่หมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง และเข้าคำนับบิดาและพี่ชายแสดงความจำนงค์ขอลาเดินทางออกนอกประเทศ และยินยอมมอบส่วนสมบัติทรัพย์สินของตนยกให้พี่ชายจนหมดสิ้นแต่ผู้เดียว เพียงแต่ขอสุกรสัก ๑๐๑ ตัว บิดาและพี่ชายเห็นว่าจะห้ามปรามทัดทานไม่ได้แล้ว ก็อนุญาต เมื่อตันปุ่ยรวบรวมสุกรได้ครบตามจำนวนแล้ว ก็ลาบิดาและพี่ชายตลอดจนญาติมิตร เสร็จแล้วให้ฆ่าสุกรตัวแรกร่ำลาบรรพบุรุษตามธรรมเนียม แล้วออกเดินทางไปกับเพื่อนฝูงทันที
สมัยนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่า ผู้ใดในจังหวัดเจียงจิวฮู漳州府เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านอำเภอใด ก็จะนำสัตว์เป็นสุกร หรือแพะ แกะ เป็ด ไก่ ที่นำไปค้าด้วย (ยกเว้น ม้าและวัวสำหรับไถนา จะไม่ยอมซื้อขายเด็ดขาด เพราะในจังหวัดนี้ขัดสนสัตว์ ๒ ชนิดนี้ที่สุด มีกฏห้ามไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดฆ่าและกินเนื้อเด็ดขาด) ไปมอบให้กับ เป้าจิ้นก๋อง หัวหน้าหมู่บ้านนั้น ๑ ตัวก่อน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยจากการถูกลักขโมยหรือปล้นสดมภ์ แต่สำหรับตันปุ่ยแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อถึงตำบลใดส่วนมากนายตำบลออกมาให้การต้อนรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดี (เข้าใจว่าระหว่างที่ตันปุ่ยหายไป ๒ ปี คงจะปูพื้นฐานทางนักเลงไว้) เมื่อตันปุ่ยจะลาออกเดินทางก็ให้ยัดเยียดสุกรให้หมู่บ้านตำบลละคู่ โดยคำพูดเพียงประโยคเดียวขอฝากให้เลี้ยงไว้เป็นทุนสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปหาตนเมื่อตนต้องการ จนถึงท่าเมืองเอมุยแล้วให้จำหน่ายสุกรที่ไปบ้างบางส่วน แลกเรือสำเภาได้ ๑ ลำ พาสมัครพรรคพวกรวม ๒๕ คน มุ่งสู่ทะเลโดยปราศจากจุดหมายใดๆ
ครั้นต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชย์ ณ กลางทะเลหัวเขาแดง เมืองสงขลา ปรากฎมีเรือสำเภาจีน ๑ ลำ กางใบเข้ามาทอดสมอเทียบท่า ในลำเรือปราศจากสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ข้าวสารก็เหลือน้อยเต็มที มีแต่สุกรอยู่ ๒ - ๓ ตัว แต่คนจีนในเรือต่างยิ้มแย้มแจ่มใสดี นายอากรเจ้าท่าลงไปสอบถามการเป็นมาค้าขายตามระเบียบ มีจีนผู้หนึ่งมีลักษณะดี ตัวเล็กผอมขาวท่าทางเจ้าปัญญา คือ ตันปุ่ยนั้นเอง ลุกขึ้นตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองฮกเกี๋ยน ทราบกิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองที่นี่เป็นจีนฮกเกี๋ยนแซ่เง่า อยู่จังหวัดเดียวกัน จึงให้ตั้งหน้าเดินทางมาขอพึ่งบารมีทำมาหากินเพราะทางเมืองจีนปัจจุบันนี้เกิดยุคเข็ญถูกกบฏบ๊อกเซอร์อั้งซิ่วจวนรบกวนข้าวในนาเมื่อเก็บเกี่ยวได้แล้วก็ถูกแบ่งไปเพื่อใช้ในการกู้ชาติ พอทหารหลวงมาปราบกลับซ้ำร้ายเข้าไปอีก เป็ดไก่สุกรที่เลี้ยงไว้ ก็ถูกทหารหลวงจับไปฆ่ากินหมด พวกข้าพเจ้าจึงอดอยาก ต้องบากหน้าทนลำบากเพื่อมาหาที่พึ่งใหม่ แต่เกิดมาถูกพายุและหลงทิศทางอยู่กลางทะเลเสียหลายเดือนจนอาหารในเรือขาดแคลน พวกเราพากันมารวม ๒๕ คน แต่ขึ้นบกเสียกลางทาง ๑๗ คน เพราะทนอดอยากไม่ไหว แลสินค้าที่นำมาก็ได้แวะขายตามรายทาง แลกเปลี่ยนเงินทองให้พรรคพวกไปทำทุนหากินหมดแล้ว
สมัยก่อนการเดินเรือไม่มีเข็มทิศ ถือความชำนาญเป็นใหญ่ โปรดเข้าใจเสียด้วยว่าการเดินทางผ่านทะเลจีนนั้นอันตรายที่สุด เสี่ยงต่อชีวิตและสินค้าที่นำไปมาค้าขายมาก คนไทยถือว่าผู้ใดสามารถนำเรือหรือลูกเรือผ่านทะเลจีนได้นับว่าโชคดี เพราะนอกจากจะถูกมรสุมทางทะเลแล้ว ยังจะต้องผจญกับโจรสลัดที่มีอยู่ทุกเกาะแก่งกลางทะเลอีกด้วย จึงให้สักมังกรพันมือหรือทำเครื่องหมายใดๆ ไว้เป็นที่ระลึกอวดชาวเรือด้วยกันว่าข้าพเจ้านี้ได้ผ่านทะเลจีนมาแล้ว คนเรือเขาให้เกียรติกันเช่นนี้
คนจีนสมัยก่อนเข้าเดินเรือสามารถและปลอดภัย เพราะมีจุดหมาย เช่นเรือสำเภาของตันปุ่ยเป็นต้น เริ่มต้นที่เอมวย 廈門(เอมุย) ก็หมายซัวเถา 汕頭 ออกจากซัวเถา หมายเกาะไฮหลำ海南 ออกจากเกาะไฮหลำ หมายฮานอย แล้วเลียบแหลมเขมร มาเข้าอ่าวไทยตามลำดับ เขาไม่เสี่ยงออกกลางทะเลเป็นอันขาด เพราะถือสินค้าในเรือเสมือนชีวิตของลูกเรือทุกคน จึงไม่ค่อยปรากฎว่า เรือสินค้าจีนอัปปางกลางทะเล จากแหลมเขมรก็ต้องมุ่งไปตราดหรือจันทบุรี ระยอง ชลบุรี ตามลำดับ
ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะนั้นพระยาตานี (ตวนสุหลง) พระยาหนองจิก (ตอนจิก) พระยายะลา และพระยาระแงะ รวมกัน ๔ เมือง ยกกำลังเข้าตีเมืองยะหริ่ง พระยายะหริ่งสู้ไม่ได้จึงหนีไปอาศัยพระยาสงขลา (เทียนเส็ง ณ สงขลา) ต่อมาทางกรุงเทพฯ ได้โปรดเกล้าให้พระยาเพ็ชรบุรีเป็นแม่ทัพรวบรวมกำลังอยู่ที่เมืองสงขลา เพื่อจัดกำลังพลไปปราบพระยาตานีและพวก ซึ่งถือเป็นกบฏ ตันปุ่ยและพรรคพวกอาศัยอยู่ในจวนพระยาสงขลาจึงได้โอกาสนำสมัครพรรคพวกชาวจีนอาสาออกสู้รบและกระทำการจนสำเร็จกิจ ตามคำสั่งของพระยาเพ็ชรบุรีและพระยาสงขลาจนได้รับความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง พระยาสงขลาจึงขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ตันปุ่ยเป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ครั้นเมื่อเดินทัพมาถึงเมืองปัตตานี ตันปุ่ยซึ่งเป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวางมองเห็นที่ดิน ณ ที่หัวตลาดจีน มีชัยภูมิดี เหมาะสมกับการทำมาหากินทางค้าขาย เพราะใกล้ริมแม่น้ำและทะเล จึงได้เข้าขออนุญาตต่อแม่ทัพทั้งสอง ขอที่ดินและคนจีนที่สวามิภักดีอยู่ในกองทัพให้ตั้งรกรากอยู่ ณ ที่ปัตตานี เพื่อป้องกันการจราจลและโจรผู้ร้ายของบรรดาพวกกบฏที่ยังหลงเหลืออยู่ และจะได้ไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าเมืองคนไทยกับเจ้าเมืองคนมลายู เพราะตนเป็นคนจีน คงจะให้ความเชื่อถือและเจ้าเมืองทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ประสานสามัคคีเป็นธรรมได้ แม่ทัพทั้งสองเห็นชอบกับความคิดของตันปุ่ยจึงให้ออกประกาศแต่งตั้งให้หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เป็นนายกองหัวหน้าคณะคนจีน ณ บัดนั้น พร้อมกับมอบบรรดาคนจีนที่อยู่ในกองทัพผู้สมัครจะอยู่ช่วย ควบคุมเชิงทั้ง ๒ ฝ่ายไว้พอสมควร และประกาศยกที่ดินที่หัวตลาดทั้งหมดให้แก่จีนปุ่ยและพรรคพวกทำมาหากินเลี้ยงชีพสืบต่อไปชั่วลูกหลาน

ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 11:22 น. วันที่ 20 พ.ค.60 »

รูปถ่ายเก่า ๆ ของจีนบาบ๋ายุค ค.ศ. 1927 ที่ฝรั่งโพสต์ในเวป www.teakdoor.com
นายโซ้ย  กัลยาศิริ
นายเลี่ยง  กัลยาศิริ
กำนันแดง  กัลยาศิริ
นายมง  กัลยาศิริ
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 11:47 น. วันที่ 16 พ.ค.60 »

ได้มีโอกาสคุยกับคนจีนจริงที่อยู่ที่ฮกเกี้ยนบ้านเกิดของบรรพบุรุษคนบางกล่ำผมได้ความรู้่มากขึ้นเยอะเลยครับว่าคนฮกเกี้ยนในฝั่งทะเลอ่าวไทยของเรา ไม่ว่าจะเป็น สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ฯลฯ จะมาจากเมืองเดียวกันหมดเลย ผมได้เอาป้ายฮวงซุ้ยของทวดเขี้ยนเหนี่ยวให้เขาดู เขาก็บางอ้อมาเลยว่าไม่ไกลจากบ้านเขา และอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของต้นตระกูล ณ สงขลา (แซ่เหง่า/โง้ว) บ้านเกิดของเตี่ยทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู (ทวดถู่นู๊ แซ่จู) อยู่แถบเขาไท่อู่ซาน ตรงกันข้ามกับเกาะเซี่ยะเหมิน (เอ้หมึง) ชื่อว่าหมู่บ้านกู่โถวซาน ที่เขามาร์ควงกลมไว้่นั่นแหละบอกที่อยู่ในเมืองจีนเลยครับ และเขาก็บอกว่าคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อพยพมาจากที่นี่ก็มีเยอะ ปัจจุบันเขาได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอไห่เฉิง (ไฮเท่ง) เป็นเมืองหลงไห่ (เหล่งไฮ) ขึ้นกับเมืองจังโจว (เจียงจิว) มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) และวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นี้ เขาจะมางานหลักเมืองสงขลาครับ  你墓碑有寫,我知道哪裡了. 墓碑有寫:南太武山.跟廈門島對岸. 是的海澄. 不過現在改了名字。叫福建省漳州市龍海市南太武山. 畫圓圈,那個就是地址。具體位置. 就是這個地方這裡很多人去東南亞國家。那座山,在我們這很出名.
ข้อความโดย: บาบ๋า
« เมื่อ: 14:55 น. วันที่ 26 เม.ย.60 »

ประวัติพ่อท่านต้ม (เอียด) วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ)
ประวัติพระครูพิพัฒน์ชลธาร (เอียด สุวณโณ) วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ)

ต้นตระกูลของท่านเป็นคนจีนฮกเกี้ยน แซ่เอียว (楊) ที่มาอพยพจากแผ่นดินใหญ่มาเมืองไทยราวปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีด้วยกัน 5 คนพี่น้องเป็นชาย 4 คน หญิง 1 ซึ่งเป็นน้องสาวคนสุดท้อง (ชื่ออั้ง楊紅) พี่ชาย 1 ใน 4 คน นั้นคือปู่ของท่านชื่อนายเอ่ง แซ่เอียว 楊永 เริ่มแรกทำมาหากินที่บ้านกงหราจังหวัดพัทลุง เจ้าเมืองพัทลุงสมัยนั้นเกิดชอบน้องสาว พี่ชายทั้ง 4 คนเลยพาหนีมาอยู่ที่บ้านบางกล่ำ ซึ่งสมัยนั้นก็มีคนจีนอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว 5 คนนี้พี่น้องนี้ก็ได้ภรรยา/สามี ซึ่งเป็นคนบ้านบางกล่ำ ได้บุตรชาย/บุตรสาว ต่อมาสมัยในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงทรงโปรดให้มีการตั้งนามสกุล บิดาของท่านได้ตั้งนามสกุลขึ้นมาเป็น ร่วมสุข ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นามเดิมของท่านชื่อเอียด เป็นบุคคลที่ 4 ของครอบครัว โดยมีพี่น้องรวม 7 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 4 คน บิดาชื่อ นายตุ้ม ร่วมสุข楊敦 มารดาเป็นคนไทยชื่อนางแป้น อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1 ตำบลบางกล่ำ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2449 ตรงกับวันอังคาร แรม 7 ค่ำ เดือน 11 (ไทย) ปีมะเมีย เมื่อวัยเยาว์ได้ศึกษาเล่าเรียนกับวัดจนกระทั่งอ่านออกเขียนได้แล้วออกมาช่วยเหลือทางบ้านในการประกอบอาชีพทำสวนไร่นา จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดชลธาราวาส เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ โดยมีพระครูรัตนโมลี วัดดอนแย้ อ.เมือง จ.สงขลา เป็นพระอุปัชณาย์ พระอธิการขวัญ เกสโร วัดชลธาราวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระคลิ้ง วัดชลธาราวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเป็นพระเอียด สุวรรโณ ก็เริ่มศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจในบทพระธรรมและยังเล่าเรียนในด้านไสยศาสตร์ควบคู่ไปด้วยพร้อมกัน วินัยบทสวดพระพุทธมนต์ต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่เป็นประจำ ตลอดจนบทสวดพระภิกขุปาฏิโมกข์ท่านก็สามารถท่องบ่นได้จบตั้งแต่ย่างเข้าพรรษาที่ 4 ต่อมาในปี 2476 ท่านก็ได้เข้าสอบนักธรรมสนามหลวงและสอบได้นักธรรมชั้นตรีในครั้งนั้น ปีต่อมาท่านจึงได้เข้าเป็นครูฝึกสอนนักธรรมเพื่อช่วยท่านอธิการขวัญ เกสโร อีกแรงหนึ่ง ต่อมาในปี 2480 ท่านก็ได้สอบผ่านนักธรรมชั้นโท และได้รับตำแหน่งเป็นครูสอนนักธรรมโดยสมบูรณ์ เมื่อเจ้าอาวาสในขณะนั้น คือ ท่านอธิการจันทร์ กุสุโม ได้ลาสิขาตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่างลง คณะกรรมการวัดจึงเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะให้พระเอียด สุวณโณ รักษาการแทนเจ้าอาวาสที่ว่างลงอยู่ขณะนั้น ท่านจึงได้ทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสองค์เดิมต่อมา จนกระทั่งทางคณะสงฆ์ได้ส่งหนังสือตราตั้งเจ้าอาวาสแต่งตั้งให้ พระเอียด สุวณโณ รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอธิการจันทร์ต่อไป พร้อมกันนั้นท่านยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบางกล่ำ และตราตั้งเป็น “กรรมการตรวจธรรมสนามหลวง” ในครั้งนี้อีกด้วย

ต่อมาภายหลังได้รับตราตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตตำบลบางกล่ำ ท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ภายหลังได้รับตราตั้งเป็น พระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นตรี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2504 พระครูสัญญาบัตรชั้นโทเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2519 ตามลำดับ
ข้อความโดย: oscarpuhe
« เมื่อ: 15:38 น. วันที่ 05 เม.ย.60 »

ประวัติของ พระครูรัตภูมิคณานุรักษ์ อ่านแล้วได้ความรู้ขึ้นเยอะ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]