gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 44 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ท่านเปาบุ้นจิ้น
« เมื่อ: 17:37 น. วันที่ 27 พ.ย.60 »

การลงโทษแก่ภิกษุที่ทำผิดตามวิธีของสงฆ์เป็นอย่างไร?

การลงโทษแก่ภิกษุโดยใช้วิธีของสงฆ์ เรียกว่า นิคคหกรรม (การทำการลงโทษ)

#นิคคหกรรม มี ๗ อย่างคือ
๑. #ตัชชนียกรรม คือกรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้จะพึงขู่ เป็น
นิคคหกรรมซึ่งสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระปัณฑุกะและโลหิตกะ

๒. #นิยสกรรม คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำให้เป็นผู้ไร้ยศ ได้แก่ การถอดยศโดยให้กลับไปถือนิสสัยใหม่ เป็นนิคคหกรรมซึ่งสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้โง่เขลา ไม่ฉลาด ผู้มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ชอบอยู่คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีที่ไม่สมควร
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระเสยยสกะ

๓. #ปัพพาชนียกรรม คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้จะพึงถูกไล่ ได้แก่การขับออกจากหมู่ การไล่ออกจากวัด เป็นนิคคหกรรมซึ่งสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูลคือประจบคฤหัสถ์ และประพฤติเลวทรามจนเป็นข่าวเซ็งแซ่ ปรากฏ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระอัสสชิและปุนัพพสุกะ

๔. #ปฏิสารนียกรรม คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้จะพึงถูกสั่งให้กลับไปขอขมาคฤหัสถ์ หมายถึงถ้ามีภิกษุบางรูปด่าว่าคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา เป็นทายก เป็นผู้ทำงานอุปถัมภ์สงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุนั้นโดยให้สำนึกผิดแล้ว ให้กลับไปขอขมาคฤหัสถ์ที่ภิกษุนั้นด่าว่านั้น
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระสุธรรม

#อุกเขปนียกรรม คือกรรมอันสงฆ์พึงลงแก่ภิกษุผู้จะพึงยกเสีย เป็นนิคคหกรรมซึ่งสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติเป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ
๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระฉันนะ
๖. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระฉันนะ
๗. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิอันเลวทราม
ผู้เป็นต้นบัญญัติคือ พระอริฏฐะ
***ผู้ที่ถูกลงอุกเขปนียกรรม จะจัดเป็น #ภิกษุนานาสังวาสก์ ไม่มีสิทธิ์ร่วมสังฆกรรมกับภิกษุปรกติ

***ก็กรรม ๗ อย่างหล่านี้ #จะลงได้ก็ต่อเมื่อมีภิกษุผู้กระทำผิดร่วมอยู่ในสังฆกรรมด้วย (คือต้องระงับด้วยสัมมุขาวินัย) ดังนั้น ภิกษุผู้ลงกรรมลับหลัง จึงต้องอาบัติทุกกฏ

(ดูรายละเอียดได้ใน วิ.จูฬ. ๖/๑-๗๔/๑-๑๑๖, วิ.อฏฺ. ๓/๒๕๑-๕)

***การลงโทษภิกษุที่ทำผิดอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ได้ทำโดยสงฆ์ แต่ทำโดยอุปัชฌาย์ของภิกษุรูปนั้นๆ เรียกว่า #ทัณฑกรรม ได้แก่ การใช้ให้ตักน้ำ ผ่าฟืน เป็นต้น... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red Politics religion
« เมื่อ: 17:43 น. วันที่ 26 พ.ย.60 »

ก่อนปรินิพพาน พระพุทธองค์ ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับบริษัท 4 เพราะเล็งเห็นว่า มีความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ดีพอที่จะรักษาและธำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้แล้ว จึงปรินิพพาน แต่บริษัท 4 ในกาลต่อมาไร้ซึ่งความเข้าใจ และถูกโลกธรรมครอบงำจิต นำพระพุทธศาสนาของพระองค์ไปแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ใส่ตนเองและพรรคพวก ยิ่งนานวันก็ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น จนสุดจะเยี่ยวยา หรือแก้ไขได้อีก จึงเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นๆ เข้ามารุกรานได้โดยง่ายดาย จึงไม่ต้องไปว่ากล่าวศาสนาอื่นๆหรอก พวกบริษัท 4 นั่นแหละ คือ ผู้ที่ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง และทุกวันนี้ มันเลวร้ายจน ไม่สามารถจะแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากจะแก้ไขจริงๆ จะต้องแก้ไขกัน "ทั้งระบบ" โดยทำให้พระพุทธศาสนา กลับไปเป็น พระพุทธศาสนาตามแบบอย่างของ "พระพุทธเจ้า" อย่างแท้จริงให้ได้เท่านั้น มิฉะนั้น ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ ส่วนพวกที่ออกมาประกาศตนว่า กระทำเพื่อช่วยปกป้องพระพุทธศาสนา ความจริงไม่ใช่ดอก เขาทำเพื่อปกป้องลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เขาและพรรคพวกมี และได้อยู่ต่างหาก เพราะหากถูกศาสนาอื่นทำลาย พวกเขานั่นแหละจะเป็นผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ที่มีและได้อยู่ทั้งหมด ถ้าถามผมว่า จะช่วยพระพุทธศาสนาอย่างไร ผมก็อยากจะตอบว่า ก็ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคร่งครัด อะไรที่ไม่ใช่พุทธศาสนาดั้งเดิม หรือเป็น พุทธศาสนาเนื้องอก ก็ให้ตัดทิ้งทำลายให้หมด แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้บริษํท 4 ที่เป็นพุทธแท้ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยการเร่งปฏิบัติธรรมให้ได้เป็นพระอริยบุคคลให้ได้มากที่สุด และจึงมาช่วยเหลือคนพุทธอื่นๆที่ยังพอจะช่วยเหลือได้ นั่นแหละ จึงจะช่วยพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปได้กว่าที่กำลังทำกันอยูในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อปกป้องรักษาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่ตนและพรรคพวกมีและได้ โดยการอาศัยพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ามาแสวงหากินกันจนร่ำรวย จนมียศศักดิ์ใหญ่โต โดยไม่มีจิตละอายและเกรงกลัวต่อบาปกรรมกันเลย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: โก๊ะตี๋ อารามบอย
« เมื่อ: 16:16 น. วันที่ 26 พ.ย.60 »


. ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red arrow bird
« เมื่อ: 20:36 น. วันที่ 23 พ.ย.60 »

การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"

เปรียบเหมือนผู้หนึ่ง ตกเข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบออกหนี จึงจะพ้นความร้อน ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าไปอยู่ในกองเพลิงแต่ไม่ได้พยายามหลีกหนีออก จะพ้นความร้อน ความไหม้อย่างไรได้ ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลผู้รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่ไม่ได้ละเสีย ก็ไม่ได้พ้นจากโทษ เหมือนกับผู้ที่ไม่พ้นกองเพลิง ฉะนั้น
การตัดสินพระธรรมวินัยแปดอย่าง พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (กล่าวคือคำสอนของพระศาสดา) จึงจะเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นสัตถุศาสน์( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม๘ ) คือ
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
มหาปเทส ๔

หมวดที่ ๒ เฉพาะในทางพระวินัย
๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร(กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร(อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
จึงเห็นได้ชัดข้อ ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร เมื่อมาพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้วางลาภยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมดสิ้น เพื่อตัดความกังวล( ปลิโพธ ๒ )แต่ปัจจุบันฆราวาสถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะ สิ่งนั้นจึงไม่ควร ตามพระธรรมวินัยนี้...
มหานิกาย กับ ธรรมยุต ก็มีพระธรรมวินัยเดียวกัน เมื่อเป็นพุทธสายเถรวาท คงต้องห้ามบัญญัติเพิ่ม หรือตัดทอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ความเจริญก็พึงอยู่ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย เป็นการมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red Politics
« เมื่อ: 21:16 น. วันที่ 21 พ.ย.60 »


"ดูก่อน อานนท์ ! พุทธบริษัททั้ง สี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำสักการะบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่ อานนท์ เอ๋ย ! ผู้ใด ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ( ตัดรากเหง้าขาดแล้ว กิ่งก้านสาขาแม้ไม่ต้องตัด ก็ตายเอง )เหตุเพราะสุขทุกข์มี การยึดมั่นถือมั่นจึงมี เพราะสุขทุกข์ดับ การยึดมั่นถือมั่นจึงดับด้วย"สุขกับทุกข์ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เป็นของติดกันอยู่ ครั้นวางสุข ทุกข์ไม่ต้องวาง มันก็หายไปเอง เข้าสู่พระนิพพานด้วยอาการแบบนี้ ให้ปลงเสียซึ่งการร้ายและการดี ที่บุคคลนำมากล่าว เช่น มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ สุขทุกข์ อย่ายินดียินร้าย ถึงแม้ในปัจจัย๔ ก็ให้มักน้อยในปัจจัย คือให้ละความโลเลในปัจจัย คือ เมื่อได้อย่างดี อย่างปราณีต ก็ให้บริโภค อย่างดีอย่างปราณีต ได้อย่างเลวทรามต่ำช้า ก็ให้บริโภคอย่างเลวทรามต่ำช้า ตามมีตามได้ ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วย อย่าได้อาลัยถึงซึ่งความสุข ให้ปลงใจ วางใจในโลกธรรม ๘ เสียให้หมดสิ้น คือ วางสุข วางทุกข์ วางบาปบุญคุณโทษ วางโลภ โกรธ หลง วางลาภยศ นินทา สรรเสริญ เหมือนดั่งไม่มีหัวใจ จึงชื่อว่า จิตของบุคคลนั้นย่อมเป็นเหมือนแผ่นดิน ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าหวังจะได้โลกุตระนิพพานเลย ถ้าทำตัวให้เหมือนแผ่นดินได้ในการใด พึงหวังเถิด ซึ่งโลกุตระนิพพาน คงได้ คงถึง โดยไม่ต้องสงสัย...ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการะบูชาเราตถาคต ด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม...

การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"...
ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: กองทัพมดแดง
« เมื่อ: 20:38 น. วันที่ 18 พ.ย.60 »

ชาวพุทธเราต้องฉลาด ต้องศึกษาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้รู้ว่าพระแท้จริงเป็นอย่างไร พระปลอมเป็นอย่างไร พระแท้ท่านอยู่อย่างไรท่านปฏิบัติอย่างไร ไม่มีใครศึกษาสนใจกันเป็นชาวพุทธแท้ๆ แต่สู้คนที่ไม่ใช่เป็นชาวพุทธไม่ได้ พวกชาวต่างประเทศนี้เขาศึกษาถึงแก่นเลย เวลาเขาเข้าหาศาสนานี้เขาเข้าไปในพระไตรปิฎกเลย ศึกษาพระพุทธประวัติ ศึกษาพระธรรมคำสอน เขาจึงไม่หลงกัน เขามาเมืองไทยนี้เขามาบวช เขาไม่ได้มาเพื่อจะมาหาลาภสักการะต่างๆ

พวกเราเป็นเหมือนไก่ได้พลอย มีของดีกลับเขี่ยทิ้งไปชอบของไม่ดี ชอบตัวหนอนตัวไส้เดือน ชอบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ชอบวัตถุมงคล ชอบเสกชอบเป่า ชอบฟังพระสวด พระสวดแล้วรู้สึกโอ้โหมีความสุขเหลือเกินได้บุญมาก แต่ไม่รู้ว่าสวดอะไรไม่เข้าใจความหมายเลย การสวดก็คือสวดพระธรรมคำสอนเป็นการสั่งสอน เพียงแต่ว่าไปสอนภาษาบาลีไม่สอนภาษาไทย คนฟังก็เลยไม่เข้าใจ เลยไม่ได้ปัญญา ถ้าตั้งใจฟังก็อาจจะได้สมาธิ คือเวลาฟังพระสวดแล้วตัวเองไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใจจดจ่ออยู่กับการฟัง ก็จะได้อานิสงส์ทำให้ใจสงบได้ แต่จะไม่ได้ปัญญา จะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติอะไรกัน สอนให้เราร่ำรวยหรือสอนให้เรายากจน ถ้าปฏิบัติถ้าศึกษาแล้วจะรู้ว่าสอนให้เรายากจน เพราะความรวยนี้เป็นทุกข์ ความรวยดับความทุกข์ไม่ได้ ความร่ำรวยจะเป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เกิดมากขึ้น เพราะรวยแล้วก็ไม่อยากจะจน กลัวความจน ความกลัวความจนนี้คือความทุกข์ แต่พวกเราทุกคน ในที่สุดก็ต้องจนกันหมด เวลาตายก็ไม่มีสมบัติเหลืออยู่เลยแม้แต่บาทเดียว เวลาจะตายนี้จะทุกข์มากคนที่กลัวความจน ความตายมันยังไม่ค่อยกลัว กลัวที่จะต้องจากทรัพย์สมบัติ จากสิ่งต่างๆไปมากกว่า คนที่ไม่มีอะไรจะจากนี้เวลาตายเขาไม่ค่อยเดือดร้อน อย่างขอทานนี้เวลาเขาตายนี้เขาไม่มีอะไรต้องเสียใจเสียดาย เขากลับดีใจว่าจะได้หมดทุกข์เสียที อยู่มาก็ทุกข์ทรมานเหลือเกิน

ศาสนาพุทธสอนให้เราให้มีความสุขใจ ให้รวยทางจิตใจ รวยด้วยทรัพย์ภายใน รวยด้วยทาน รวยด้วยศีล รวยด้วยภาวนา รวยด้วยมรรคผล นิพพาน เพราะอันนี้แหละเป็นทรัพย์ที่จะให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริง และจะเป็นทรัพย์ที่จะติดไปกับเราทุกภพทุกชาติ

ก็ขอให้เราศึกษาธรรมะกันให้มากๆ เราจะได้ไม่หลงทางกัน จะได้ไม่ถูกหลอก นี่มันมีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นมาตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว พอจางหายไปสักสองสามปีก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ลองนับมาซิ เวลาโผล่ขึ้นมาใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นกันคิดว่ามีศาสดาองค์ใหม่มากันแล้ว แล้วเดี๋ยวก็เกิดเรื่องฉาวกันตามมา แล้วพอสงบตัวไปสักพัก ก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ก็มาแนวเดิมมาแนวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ชาวบ้านก็ชอบเพราะชาวบ้านไม่เคยศึกษาธรรมะกัน ไม่รู้ว่าของที่วิเศษวิโสจริงๆนั้นเป็นอย่างไร คิดว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้เป็นของวิเศษ ไม่ได้คิดว่าการดับความทุกข์นี้เป็นของวิเศษกัน เวลาสอนให้ดับความทุกข์นี้ไม่ชอบกันไม่อยาก ให้รักษาศีลไม่เอา ให้ภาวนาให้นั่งสมาธินี้ไม่เอา ถอยหนี ให้พิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้ยิ่งไม่เอาใหญ่เลย พอคิดคำว่าตายเท่านั้นไม่เอาแล้วไม่มงคลแล้ว เพราะขาดการศึกษาเป็นพุทธแต่ชื่อ พุทธในทะเบียนบ้าน ไม่ใช่พุทธแท้

พุทธแท้ต้องรู้จักพระพุทธเจ้า ต้องรู้จักพระธรรมคำสอน ต้องรู้จักพระอรหันตสาวก นี่ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าวิเศษตรงไหน วิเศษอย่างไร คำสอนของพระพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านวิเศษอย่างไรพวกนี้ไม่รู้จัก จะรู้จักแต่พระที่แจกวัตถุมงคลเท่านั้น ถ้าที่ไหนมีแจกวัตถุมงคลนี้ คนไปเป็นหมื่นเป็นแสน พอไปแจกธรรมะนี้กระจายเลย... ส.สู้ๆ
 
ข้อความโดย: Red Devils go
« เมื่อ: 15:51 น. วันที่ 17 พ.ย.60 »

มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เราสับสนว่า ตกลงแล้วบาปหรือไม่บาปกันแน่ พระไพศาล วิสาโล มาเฉลยให้ฟัง...
.
1. โกหกด้วยเจตนาดี
การโกหกสีขาว แม้จะเป็นไปเพื่อรักษาน้ำใจคนอื่น แต่รู้ไหมว่านี่แหละบาป!!!
พูดโกหกนั้นแม้จะมีเจตนาดี แต่ถ้าตั้งใจโกหก ก็ถือว่าผิดศีลทั้งนั้นแหละ หากคิดให้ดี คุณอาจจะโกหกเพียงเพื่อความสะดวกของคุณ แต่อาจจะเอาความปรารถนาดีต่อผู้อื่นมาเป็นข้ออ้างก็ได้ แต่ก็ยังมีส่วนดีตรงที่มีเจตนาดีนะ ต้องมองแยกเป็นส่วน ๆ ไป แต่ยังไงก็เถอะ...ถ้าจะให้ดีก็ควรมีทั้งเจตนาดีและพูดความจริงไปด้วยกัน
.
2. ทำหมันสัตว์
การทำหมันให้สัตว์เป็นบาป แต่บาปน้อยเพราะไม่ไช่การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ แต่บางเรื่องก็ต้องชั่งตรองเอาเองว่าบางทีอาจจะมีผลดีเกิดขึ้นก็ได้ เช่น การกำจัดเห็บหรือหมัด เป็นต้น
.
3. การุณยฆาต
ใครเคยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคงเข้าใจเรื่องนี้ดี การตัดสินใจทำให้ผู้ป่วยตาย เพื่อให้เขาจากไปอย่างสงบ แม้จะทำด้วยความปรารถนาดี ก็ถือเป็นปาณาติบาต แม้บาปจะน้อยกว่าการฆ่าด้วยความโกรธแค้นก็ตาม ขอแนะว่า...พยายามช่วยเขาอย่างถึงที่สุด จนกว่าเขาจะไปเอง
.
4. ตำหนิพระที่ประพฤติไม่ดี
บาปหรือไม่บาปอยู่ที่เจตนา หากเตือนด้วยความปรารถนาดี ก็ไม่บาป!!! แต่ถ้าตำหนิต่อว่าด้วยความโกรธเกลียด อันนั้นจึงจะเป็นบาป เพราะทำด้วยเจตนาที่เป็นอกุศล
.
5. ทำบุญด้วยความอึดอัดใจ
แม้เราจะทำบุญให้ทานโดยไม่เต็มใจ ก็ยังถือว่าได้บุญ แต่ก็มีบาปหรืออกุศลธรรมปนอยู่ด้วย เพราะมีความหงุดหงิด หรือความรำคาญ เช่น การทำบุญกฐิน ผ้าป่า ปัญหาของคุณอยู่ที่ตรงที่ คุณกลัวคนแจกซองต่อว่าหรือเปล่า ถ้าคุณแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง คุณก็จะไม่รู้สึกอึดอัด และเมื่อถึงเวลาที่คุณพร้อมจะทำบุญ  คุณก็จะทำด้วยความรู้สึกเป็นสุข เพราะคุณทำด้วยความเต็มใจ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: นก หวยแดง
« เมื่อ: 08:36 น. วันที่ 15 พ.ย.60 »

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ที่เราไปชอบอะไรอบายมุขทั้งหลายที่หนาแน่นขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง อบายมุขเป็นกงจักรทั้งนั้น แต่มาเห็นเป็นดอกบัว

- พุทธทาสภิกขุ -
ข้อความโดย: นก ศรแดง
« เมื่อ: 17:22 น. วันที่ 12 พ.ย.60 »


ข้อความโดย: Reddevils go
« เมื่อ: 11:47 น. วันที่ 08 พ.ย.60 »

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ - 
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
- พุทธทาสภิกขุ

คราวหนึ่งมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า โดยทูลว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดที่ตรัส
ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้หรือไม่ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้
พระองค์ตรัสว่า “สพเพ ธมมา นาลํ อภินิเวสาย” สพเพ ธมมา แปลว่า สิ่งทั้งปวง นาลํ แปลว่า ไม่ควร
อภินิเวสาย เพื่อจะยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วพระองค์ก็ย้ำลงไปอีกทีหนึ่งว่า
ถ้าใครได้ฟังความข้อนี้ คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด
ในพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

ถ้าเรายอมรับสัจธรรมนี้ได้จิตใจของเราจะอ่อนลง ความยึดมั่นถือมั่นจะผ่อนคลายลง
อย่างที่ท่านเรียกว่า ปล่อยวาง มันลง เราก็จะหลุดออกจากความทุกข์ได้
เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ สะสมความเย็น ความปล่อยวางนี้ไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆเพิ่มขึ้นเอง
จนวันหนึ่งจะชัดเจนจนสังเกตได้ว่าเรื่องที่เราเคยทุกข์หนัก
พอพบเรื่องที่ควรจะทุกข์ เราจะทุกข์น้อยลง ....  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red Golden mountain
« เมื่อ: 17:12 น. วันที่ 06 พ.ย.60 »

พุทธให้ถือเป็นบาป!!
อุบาสกและอุบาสิกาควรทราบว่าการให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่การทำบุญแต่เป็นการทำบาป เพราะทำลายพระพุทธศาสนาและเป็นเหตุให้ภิกษุไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย!!

การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ของอุบาสกจาก คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) เป็น บรรพชิต (นักบวชในพระพุทธศาสนา) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะการครองชีวิตของเพศบรรพชิตมีความแตกต่างไปจากเพศคฤหัสถ์โดยสิ้นเชิง

ฉะนั้นผู้ที่จะบวชเป็น “ภิกษุ” ต้องทำความเข้าใจกับตนเองให้ดีเสียก่อนว่า ตนเองมีอัธยาศัยที่จะครองชีวิตแบบ ภิกษุได้หรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยสะสมความรู้จากการศึกษาพระธรรมและอบรมขัดเกลากิเลสตนมาแต่ในอดีตชาติ ผู้ที่มีเป้าหมายจะบวชเป็น “ภิกษุ” เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะสนใจในการศึกษาพระธรรม เพื่อนำไปพัฒนาชีวิตการทำงานและในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ผู้ที่อยากบวชเพราะเชื่อตามๆ กันว่า เป็นประเพณีที่ผู้ชายต้องบวช รวมถึงผู้ที่อยากบวชเพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตน บุคคลเหล่านี้จะต้องตระหนักให้ดีว่าตนเองพร้อมที่จะสละเรื่องราวต่างๆ บุคคลที่เกี่ยวข้อง สิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินชีวิตอย่างสงบในเพศของ บรรพชิต

หลังจากเปลี่ยนเพศของ คฤหัสถ์ มาเป็นเพศของ บรรพชิต แล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามสิกขาบทในพระวินัย 227 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด!!

“ภิกษุ” มีหน้าที่ศึกษาพระธรรม (พระไตรปิฎก) ซึ่งประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) พระอภิธรรมปิฎก และฝึกฝนอบรมตนด้วยการเจริญสติ เจริญปัญญาเพื่อขัดเกลากิเลสตน หากประพฤติปฏิบัติตนเป็นอาบัติ (ล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ) มีโทษ 3 สถาน

คือ อาบัติปาราชิก เป็นโทษสถานหนัก ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ อาบัติสังฆาทิเสส เป็นโทษสถานกลาง ต้องอยู่ปริวาสกรรมเสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ อาบัติถุลลัจจัย อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ เป็นโทษสถานเบา ต้องปลงอาบัติ (แสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางวินัย) เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ในกรณีที่ “ภิกษุละเมิดสิกขาบทรับเงินทอง” เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งมีบัญญัติในข้อ 18 บัญญัติ ห้ามภิกษุรับเงินทอง ข้อ 19 บัญญัติห้ามภิกษุซื้อขายด้วยเงินทอง ภิกษุที่ละเมิดสิกขาบทจะต้องสำนึกและยอมรับผิดพร้อมกับสละของที่รับมาท่ามกลางหมู่สงฆ์เสียก่อนจึงจะพ้นอาบัติ

ตามที่มีปรากฏอยู่ในสิกขาบทของพระวินัยในครั้งพุทธกาลนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อ “อุปนันทสากยบุตร” ได้รับภัตตาหารจากครอบครัวตระกูลหนึ่ง ซึ่งนิมนต์ไว้เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งภิกษุรูปนี้ไปรับภัตตาหารดังที่เคยปฏิบัติมา ในวันนั้นอุบาสกซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวนี้ได้แจ้งว่า วันนี้ไม่มีอาหารให้แต่จะไปซื้ออาหารเพื่อนำมาถวายให้ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้จึงขอรับเงินเพื่อไปซื้ออาหารเอง อุบาสกผู้นี้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีจึงกล่าวเพ่งโทษและติเตียนต่อหน้าภิกษุรูปนี้ทันทีว่า...

“ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้เป็นสมณะเชื้อสายสากยบุตรทำอย่างนี้ได้อย่างไร” และยังนำไปกล่าวโพนทะนาในภายหลังให้ผู้อี่นรับรู้ว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตด้วยจิตที่เป็นกุศล

เมื่อความนี้ได้ล่วงรู้ถึงพระพุทธองค์แล้วจึงทรงให้มีการประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขี้นกับภิกษุรูปนี้ โดยตรัสถามว่า “เธอประพฤติอย่างนี้จริงหรือ?” ภิกษรูปนี้กราบทูลว่า เป็นจริง พระพุทธองค์จึงทรงตำหนิติเตียนว่า “ความประพฤติที่เธอกระทำนั้นไม่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง”

พระพุทธพจน์องค์หนึ่งที่เกี่ยวกับเงินทองมีความว่า “เราไม่กล่าวเลยว่าให้ภิกษุในธรรมวินัยนี้แสวงหาเงินและทองโดยประการใดๆ เลย” ภิกษุที่มีความเคารพยำเกรงต่อพระวินัยจึงต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทอย่างเคร่งครัด โดยการศึกษาพระธรรมและหมั่นฝึกฝนรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริตอยู่เป็นนิจ

อาบัติที่เกิดจากการรับเงินและทองของภิกษุ หากไม่ได้ปลงอาบัติอย่างถูกต้องและถูกวิธีแล้วก็จะเป็นเหตุนำไปสู่อบายภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่เกิดอันปราศจากความเจริญ มี 4 ภูมิ คือ นรก เปรตวิสัย อสุรกายภูมิ และกําเนิดดิรัจฉาน

อุบาสกและอุบาสิกาจึงควรทราบว่า “การให้เงินทองแก่ภิกษุ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ไม่ใช่เป็นการทำบุญแต่เป็นการทำบาป” นอกจากจะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นเหตุให้ “ภิกษุ” ไปสู่อบายภูมิหลังมรณภาพอีกด้วย
…...................................
ปลาว่ายทวนน้ำ

ข้อความโดย: Bird red arrow
« เมื่อ: 09:47 น. วันที่ 06 พ.ย.60 »

มีคนจำนวนไม่น้อย ...

ทั้งที่เป็นคนฉลาด ไม่ได้เป็นคนปัญญาอ่อน
แต่พอได้รู้ ได้เห็น ได้ฟัง อะไร เชื่อฝังใจเลย
__ ถ้าเรื่องที่เชื่อนั้น ถูก ก็ดีไป
แต่ถ้าเชื่อมาแบบผิดๆ บางทีก็ทำให้เกิดปัญหา

___ กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล
__ กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

__ 1. มา อนุสฺสวเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
__ 2. มา ปรมฺปราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
__ 3. มา อิติกิราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
__ 4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
__ 5. มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
__ 6. มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
__ 7. มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
__ 8. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
__ 9. มา ภพฺพรูปตา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ
__ 10. มา สมโณ โน ครูติ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

__ ต่อเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย
__. และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Bird darkness
« เมื่อ: 18:32 น. วันที่ 04 พ.ย.60 »

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีทางอยู่สองทาง คือทางหนึ่งไปสู่ลาภสักการะ ทางหนึ่งไปสู่ความดับกิเลส เราไม่สรรเสริญเส้นทางที่จะให้ไปสู่ลาภสักการะ เราไม่พอกพูนเส้นทางนั้น แต่เราสรรเสริญเส้นทางที่จะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อความขูดเกลา เพื่อพระนิพพานมากกว่า" อันนี้เป็นเครื่องชี้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่า ขลังๆ หรือว่าศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดช

เราได้ยินคำว่าปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์มันมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ในคัมภีร์ได้เอ่ยชื่อไว้ เอ่ยไว้ก็เพื่อจะบอกให้พระรู้ว่า ปาฏิหาริย์นั้นมีอะไรบ้าง มีอิทธิปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง

อิทธิปาฏิหาริย์ ก็คือการแสดงฤทธิ์เดชได้ต่างๆ เช่นว่าเหาะเหินเดินอากาศ ดำดินอะไรก็ตามเรื่องเถอะ เรียกว่าสำเร็จด้วยฤทธิ์ เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างหนึ่ง,

อาเทสนาปาฏิหาริย์ หมายความว่า ทายใจคนได้ ทายความคิดของคนได้ ใครมานั่งลงคิดอะไร บอกว่า คุณกำลังคิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้ นี่ทายใจได้ อย่างนี้เรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ว่าวิเศษวิโสอะไร มันเป็นวิชากลางบ้าน ที่มีอยู่ในประเทศอินเดียสมัยนั้น พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้กระทำ ห้ามไม่ให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ห้ามไม่ให้ใช้วิธีอาเทสนาปฏิหาริย์ คือการดักใจคน เพราะว่าการกระทำอย่างนั้น มันไปเหมือนกับวิชาเล่นกลหรือปาหี่ที่เขาเล่นกันอยู่ทั่วๆ ไป

นักบวชในพระพุทธศาสนาไม่ใช่นักบวชประเภทปาหี่ ประเภทแสดงกลให้คนดู อะไรต่างๆ เช่นเสกข้าวทิพย์บ้าง เสกอะไรให้เป็นปลา เสกเกสรบัวให้เป็นปลา เสกให้เป็นปลาช่อน เสกแล้วเอาไปขาย ได้เงิน
อุบาสกคนนั้นก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน เมื่อวานนี้ บอกว่าที่วัดหน้าพระลานนี่ เคยมีพระองค์หนึ่งมาปักกลดในศาลา คือว่าเพียงแต่ปักกลดนอน ก็คือกางมุ้งนอนนั่นเอง แต่คนก็หลงไหลแล้ว หลงว่าพระองค์นี้อยู่ในกลด ความจริงกลด มันก็คือมุ้งนั่นเอง ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไร ไปไหนที่แบกกลดนั่นก็เพื่อจะเอาไปกางนอน กางมุ้ง กลดก็คือมุ้ง อยู่ในกลดแล้ว ยุงมันไม่กิน ไม่ใช่ว่าเพิ่มความวิเศษอะไร
ทีนี้ก็อยู่ในกลดแล้วก็มีปาฏิหาริย์ว่า เสกดอกบัวให้เป็นปลาได้ อุบาสก

คนนี้เวลานั้นแกเป็นพระ สึกแล้วก็เลยเห็นว่าพระองค์นี้มาหลอกชาวบ้าน แกก็พยายามที่จะจับ ว่าจะทำอย่างไร คือให้คนไปซี้อปลาหมอบ้าง ปลาช่อนบ้าง ตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ตัวใหญ่มันก็ลำบากหน่อย เล่นกลยาก ตัวมันใหญ่ลำบากเอามาใส่ไว้ในภาชนะ ซ่อนไว้ในกลดของตัวนั่นเอง แล้วเวลาจะเสกก็ต้องปิดกลดลงเสีย ให้นั่งห่างๆ นั่งใกล้กลมันก็แตกน่ะซิ แล้วก็เวลาเสกเอาดอกบัว เอาเกสรใส่ลงไปในบาตร แล้วก็นั่งเสกๆๆ ไป พอเสกไปนานๆ ก็ยกพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง พระพุทธรูปนี่ข้างล่างกลวง ก็เจาะรูไว้ เอาถุงปลาไปใส่ไว้ในรูนั้น แล้วเวลายกมาก็เปิดปากถุง เอาวางปากบาตร แล้วก็เสกคลำพระพุทธรูปเรื่อยๆ ไป ปลามันก็ได้น้ำ มันได้ไอน้ำ ก็รู้ว่าอ้ายนี่มีน้ำอยู่ในนี้ มันก็ออกจากถุงลงไปว่ายปร๋ออยู่ในน้ำ พอปลาลงไปว่ายสักพัก แล้วก็ยกบาตรมาวาง ในนั้นมีปลา กลีบบัวหายไป คือเก็บกลีบบัวไว้เสีย แล้วก็เอาปลาออกมา ญาติโยมก็ซื้อปลาตัวละพัน ถ้าเป็นปลาช่อนตัวละสามพัน ไม่ใช่เล็กน้อย ก็ได้เงินไปหลายเหมือนกัน

อุบาสกนั้นก็เข้าไปคัดค้าน คัดค้านมากเข้า เกือบไปเหมือนกัน อุบาสกที่คัดค้านนั้น คือเกือบถูกรุม ถูกรุมตีนรุมมือ เข้าให้กันเลยทีเดียว เพราะว่าคนโง่มันมากกว่าคนฉลาด เราไปคัดค้านคนโง่มันก็หาว่าไม่เชื่อ อ้ายนี่มันพวกนอกศาสนา คนในศาสนากลับหาว่าเป็นคนนอกศาสนา พวกนอกศาสนากลับยกตนเองว่าเป็นคนในศาสนา
ปัญญานันทภิกขุ
ข้อความโดย: Dark Bird Go.
« เมื่อ: 15:47 น. วันที่ 04 พ.ย.60 »

พุทธศาสนาสอนเรื่องความจริง
ไม่ได้สอนในเรื่องของความเชื่อ

พระพุทธศาสนาสอนให้ช่วยตนเอง ไม่ได้สอนให้พึ่งคนอื่น หรือไปพึ่งเทพเจ้าองค์ใด

พระพุทธศาสนาสอนในเรื่องกฎแห่งการกระทำ
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

พระพุทธศาสนาสอนว่าในทุกสรรสิ่งในทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

ทุกๆสิ่งมีเกิดขึ้น แปรเปลี่ยน แล้วดับสลายไป

แม้แต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขต่างๆที่อยู่บนโลกนี้ไม่มีความแน่นอน มีเกิดดับเป็นธรรมดาธรรมชาติของเขาเอง ไม่มีอำนาจใดๆมาบังคับกฎแห่งธรรมชาติได้

เมื่อเรายอมรับความจริงในข้อนี้ จิตใจก็สบายใสๆสบายๆ

อะไรจะเกิดก็เป็นเรื่องธรรมดา
อะไรจะดับจะแปรเปลี่ยนก็สบายๆธรรมดาๆ... ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: นกมืด ศรแดง
« เมื่อ: 12:26 น. วันที่ 04 พ.ย.60 »

ในวงการพระศาสนาเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข สิ่งถูกต้องให้คงอยู่ ทำลายสิ่งผิดให้หายไป พุทธบริษัทก็เป็นแต่เพียงชื่อ ไม่ได้เป็นโดยน้ำใจ ไม่ได้เป็นโดยการปฏิบัติตามสัจจธรรม อันเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พระศาสนาก็จะเสื่อมหายไป จะเหลืออยู่แต่เพียงโบสถ์ เหลืออยู่แต่พระพุทธรูป สำหรับคนไปไหว้ สั่นติ้ว ขอหวย ขอเบอร์ หรือไปขออะไรๆ ต่างๆ มันก็ไม่มีค่าอะไร ในทางดับทุกข์ ไม่มีค่าอะไรในทางที่จะขูดเกลากิเลเลส ให้หมดไปจากจิตใจของเราเป็นเด็กอมมือ นับถือศาสนาแบบเด็กอมมือไป อันนี้คือความเสื่อมมาโดยลำดับ ในวงการพระศาสนา
ความเสื่อมอย่างนี้เกิดขื้นเพราะอะไร ก็เพราะว่า เราเป็นคนใจกว้างมากเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร เราปล่อยกันเกินไป ไม่ประท้วงพุทธบริษัท ที่กระทำกิจนอกลู่นอกทาง ไม่เฉพาะแต่ญาติโยมชาวบ้าน แม้พระสงฆ์ในทางพระศาสนา ก็ไม่ได้กวดขันเคร่งครัด ให้ปฏิบัติถูกตรง ตามหลักธรรมคำสอนชองพระพุทธเจ้า
ในเมืองไทยเราเวลานี้ มีพระประเภทนอกรีดนอกรอย ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์ เป็นหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ในรูปต่างๆ ซึ่งอยากจะพูดให้เข้าใจว่า นั่นมันไม่ถูกต้อง ไม่ใช่หลักคำสอนใน ทางพระพุทธศาสนา การทำตนเป็นคนขลัง เป็นคนศักดิ์สิทธิ์เป็นหลวงพ่อ เป็นเกจิอาจารย์ที่โด่งดังกันอยู่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นพวกนอกรีดนอกรอย ไม่ได้เข้าแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่ได้เอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปสอนคน ให้รู้ให้เข้าใจ ให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่ว่าเอาไสยศาสตร์บ้าง เอาเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ไปสอนประชาชน ทำให้คนเกิดการหลงผิดในพระพุทธศาสนา... ส.สู้ๆ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]