กิมหยง

สังคมออนไลน์ => เรื่องราวแต่แรก => ข้อความที่เริ่มโดย: บาบ๋า ที่ 12:18 น. วันที่ 05 ก.พ.56

หัวข้อ: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:18 น. วันที่ 05 ก.พ.56
อ่านภาษาจีนไม่ออกนะครับผู้รู้ช่วยแปลด้วย
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:30 น. วันที่ 05 ก.พ.56
มีอีกครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:36 น. วันที่ 05 ก.พ.56
มีอีก
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:38 น. วันที่ 05 ก.พ.56
มีอีกคับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 18:05 น. วันที่ 05 ก.พ.56
ขอรายละเอียดนิดหนึ่งครับ

ขอความกรุณาถ่ายภาพวงกว้างของศาลด้วยครับ

เพราะผมไม่แน่ใจว่าเป็นศาลเจ้าหรือเปล่าครับ

อาจจะเป็นศาลของ เจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลบริเวณนั้นอยู่ครับ

เพราะเห็นองค์พระตั้งอยู่ติดพื้นดินครับผม

อีกอย่าง ภาษาจีนสี่คำ ที่เห็น ภาพแรกสุด เป็นคำอวยพร แปลได้ว่า "ให้องค์พระคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข"

และอีกสองคำที่มีอักษร ๓ ตัว สื่อความหมายว่า

ที่นี่เป็นศูนย์รวมทำให้เกิดบุญบารมี

ที่นี่เป็นศูนย์รวมทำให้ชนรุ่นต่อๆไปมีบุญบารมีสืบๆต่อไป

ส่วนอักษรจีนตัวเล้กๆนั้น จะสลักปีที่สร้างป้ายนี้ กับ ชื่อคนสร้างป้ายนี้ครับ แต่ไม่ใช่คนสร้างศาลน่ะครับ

ผมจึงสรุปว่า สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็น สถานที่ที่สร้างเป็นศาลขององค์เจ้าที่เจ้าทางของจีนที่ดูแลสถานที่บริเวณนั้นอยู่ เพื่อเป็นสถานที่ที่ให้คนมากราบไหว้ครับ


ถามอะไรหน่อยสิครับท่าน ท่านเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน บาบ๋าภูเก็ต หรือครับท่าน
ขอบคุณครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 10:02 น. วันที่ 06 ก.พ.56
ของเดิมเป็นศาลเรือนไม้ยกพื้นโบราณอายุประมาณ 130 ปี สร้างสมัยราชวงศ์ชิง เหตุที่ยกพื้นเนื่องจากอยู่ติดคลองบางกล่ำและมีน้ำหลากช่วงเดือนสิบสองครับ ไม่แปลกเลยที่บ้านคนเชื้อสายจีนในบางกล่ำจะเป็นเรือนไม้ยกพื้นโบราณ ศาลหลังแรกและหลังที่สองได้ผุพังไปแล้ว ที่เห็นเป็นศาลหลังที่สามสร้างด้วยปูนยกพื้น ส่วนองค์พระน่าจะเป็นพระสายฮกเกี้ยน บางบ้านจะมีพระจีนโบราณประจำตระกูลทุกบ้าน เพราะทุกบ้านในบ้านบางกล่ำหมู่ที่1 หมู่ที่ 2 และ 3 จะมีเชื้อสายฮกเกี้ยนอยู่จะเรียกได้ว่าจีนโบราณ ซึ่งสืบเชื้อสายมากกว่าร้อยปี จะเห็นได้ว่าผู้สร้างป้ายถวายมีแซ่ตัน สร้างกระถางธูปถวายมี แซ่ฉั่ว แซ่กิม ที่เรียกว่าบาบ๋าไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะบาบ๋าภูเก็ตเท่านั้น หมู่บ้านผมก็เรียกลูกผสมว่าบาบ๋าเหมือนกันครับ ทวดชาย และทวดหญิงผม มีเชื้อจีน ข้างละ 75 เปอร์เซ็นต์ เราก็เรียกว่าบาบ๋าครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 13:05 น. วันที่ 06 ก.พ.56
ท่านครับ ป้ายจีนทั้งสามอันนี้ มีตั้งแต่สร้างศาลเลยหรือครับ

เพราะที่คุณถ่ายปีพ.ศ.ที่สร้างป้าย อยู่ในปลายราชวงศ์ชิงครับท่าน

ปี แกโบ่ว อยู่ใน รัชสมัยของชวงท้งปีที่ ๒ ตรงกับ ปีพ.ศ. ๒๔๕๓ หรือ ค.ศ. ๑๙๑๐

ราชวงศ์ชิง  อยู่ในราว ปีพ.ศ. 2187 - 2455 ครับท่าน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:51 น. วันที่ 06 ก.พ.56
ป้ายเก่าทั้งหมดได้ถูกทาสีทับใหม่หมดแล้วครับเพื่อให้มองเห็นได้ชัด ป้ายน่าจะสร้างพร้อมกับศาลมั้งครับ แต่มีกระถางธูปที่เก่าแก่กว่าป้าย อยู่ใบนึง ระบุว่าสมัยถงจื้อปีที่ 8 ว่างๆผมจะถ่ายมาให้ดูเพิ่มเติมครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 10:11 น. วันที่ 07 ก.พ.56
ขอแก้ไขครับ อันนี้เป็นป้ายแรกสุดมีผ้าแดงปิดบังภาษาจีนเอาไว้ เมื่อวานให้พี่เขาไปดูมาให้อันนี้เก่าสุดครับอายุคงพอ ๆ กับสร้างศาล ระบุว่ารัชศกเสียงฟงปีที่ 2 ประมาณ 160 ปีมาแล้ว (อ่านว่า โฮ่วฝูเมี่ยว)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 10:17 น. วันที่ 07 ก.พ.56
ป้ายทั้ง 3 อัน สร้างถวายต่างวาระต่างสมัยกันครับ กระถางธูปก็เช่นกัน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 18:04 น. วันที่ 07 ก.พ.56
โอ้มีคนดูแลไหมครับ

ขอบคุณมากน่ะครับท่าน

มีพิกัด ศาลนี้ไหมครับ  ส.หัว

หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: arkanay ที่ 22:39 น. วันที่ 09 ก.พ.56
 ส.ยกน้ิวให้  "น่าสนใจครับ เอาไว้ทำเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนด้วยจักรยาน จากวัดหาดใหญ่ในออกมาเลย..."
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: Big MaHad ที่ 22:17 น. วันที่ 10 ก.พ.56
พูดถึงเรื่องบาบ๋า ผมว่าบาบ๋า ในบ้านเรา (ภูเก็ต/ พังงา/ หรือจะสงขลา ปัตตานี ก็ตามแต่) ผมว่าแตกต่างกับ บาบ๋า ปีนัง มะละกา หรือสิงคโปร์ มากครับ บาบ๋า ตามความหมายอย่างสากล คือลูกครึ่งที่เป็นชาย ระหว่างจีน และชาวพื้นเมืองในบริเวณคาบสมุทรมลายู เลยไปถึงฝั่งอินโด สุมมาตรา ชวา  ถ้าเป็นลุกครึ่งผู้หญิงก็เรียกว่าญอนญ่า หรือ เนียงยา ซึ่งคนพื้นเมืองแถบนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู นับถืออิสลาม และโดยส่วนมากบาบ๋า ก็มักจะมีพ่อเป็นจีน แล้ว แม่เป็นมลายู ดังนั้น เมื่อมีลูกจึงไม่เคร่งครัดในการที่จะต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม (บริบทสมัยก่อนนี้ ไม่เคร่งครัดนักในการเปลี่ยนศาสนาของชายเมื่อแต่งงานกับสาวมุสลิม) 

ครั้นมองทางฝั่งไทย คนพื้นเมืองในแถบภูเก็ต โดยมากก็เป็นคนสยาม ดังนัน้ เมื่อแต่งงานกับชาวจีน จึงไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือแนวคิดอะไรมากนัก เพราะทางฝั่งจีนก็นับถือพุทธ แต่อาจจะเน้นหนักในการนับถือบรรพบุรุษอย่างเข้มข้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกข้อแตกต่างนึงของบาบ๋าไทย และ บาบ๋ามาเลย์  ผมไม่แน่ใจนักว่า เราจะเรียกลุกครึ่งจีน และไทยในแถบสงขลา ปัตตานี หรือนคร ว่าบาบ๋าได้ด้วยไหม ถ้าเรียกว่าบาบ๋า เราก็ควรที่จะต้องสามารถบอกได้ว่า วัฒนธรรมใดของชาวจีนลุกครึ่งกลุ่มนี้ ที่แตกต่างกับชาวจีนลูกครึ่งกลุ่มอื่นๆที่ไม่ถูกเรียกว่า บาบ๋าครับ วัฒนธรรมเฉพาะของบาบ๋านัน้ในมาเลย์และสิงคดปร์ เขาจะเรียกว่าวัฒนธรรมเปอรานากัน อาจดูง่ายๆจากการแต่งงาน ที่จะมีพิธีการธรรมเนียมที่แตกต่างเฉพาะตัวออกไป รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วยครับ 
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 09:03 น. วันที่ 11 ก.พ.56
พูดถึงเรื่องบาบ๋า ผมว่าบาบ๋า ในบ้านเรา (ภูเก็ต/ พังงา/ หรือจะสงขลา ปัตตานี ก็ตามแต่) ผมว่าแตกต่างกับ บาบ๋า ปีนัง มะละกา หรือสิงคโปร์ มากครับ บาบ๋า ตามความหมายอย่างสากล คือลูกครึ่งที่เป็นชาย ระหว่างจีน และชาวพื้นเมืองในบริเวณคาบสมุทรมลายู เลยไปถึงฝั่งอินโด สุมมาตรา ชวา  ถ้าเป็นลุกครึ่งผู้หญิงก็เรียกว่าญอนญ่า หรือ เนียงยา ซึ่งคนพื้นเมืองแถบนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู นับถืออิสลาม และโดยส่วนมากบาบ๋า ก็มักจะมีพ่อเป็นจีน แล้ว แม่เป็นมลายู ดังนั้น เมื่อมีลูกจึงไม่เคร่งครัดในการที่จะต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม (บริบทสมัยก่อนนี้ ไม่เคร่งครัดนักในการเปลี่ยนศาสนาของชายเมื่อแต่งงานกับสาวมุสลิม) 

ครั้นมองทางฝั่งไทย คนพื้นเมืองในแถบภูเก็ต โดยมากก็เป็นคนสยาม ดังนัน้ เมื่อแต่งงานกับชาวจีน จึงไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือแนวคิดอะไรมากนัก เพราะทางฝั่งจีนก็นับถือพุทธ แต่อาจจะเน้นหนักในการนับถือบรรพบุรุษอย่างเข้มข้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกข้อแตกต่างนึงของบาบ๋าไทย และ บาบ๋ามาเลย์  ผมไม่แน่ใจนักว่า เราจะเรียกลุกครึ่งจีน และไทยในแถบสงขลา ปัตตานี หรือนคร ว่าบาบ๋าได้ด้วยไหม ถ้าเรียกว่าบาบ๋า เราก็ควรที่จะต้องสามารถบอกได้ว่า วัฒนธรรมใดของชาวจีนลุกครึ่งกลุ่มนี้ ที่แตกต่างกับชาวจีนลูกครึ่งกลุ่มอื่นๆที่ไม่ถูกเรียกว่า บาบ๋าครับ วัฒนธรรมเฉพาะของบาบ๋านัน้ในมาเลย์และสิงคดปร์ เขาจะเรียกว่าวัฒนธรรมเปอรานากัน อาจดูง่ายๆจากการแต่งงาน ที่จะมีพิธีการธรรมเนียมที่แตกต่างเฉพาะตัวออกไป รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วยครับ

ที่ท่านว่ามามันถูกต้องแล้วครับ ผมก็พึ่งรู้ว่า คนไทยเชื้อสายจีนในสงขลา เรียก บาบ๋า กำลังค้นอยู่ แต่ไม่มีครับ

แต่เป็นไปได้ว่า บรรพบุรุษ เป็นบาบ๋า แล้วมาแต่งงาน กับ คนไทยในท้องถิ่น แล้วเรียกตัวเองว่า บาบ๋า

อาจจะออกมารูปแบบนี้มากกว่าครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 09:08 น. วันที่ 11 ก.พ.56
เปอรานากัน

เปอรานากัน (มลายู: Peranakan) หรือ บ้าบ๋า-ย่าหยา (อังกฤษ: Baba-Nyonya, จีน: 峇峇娘惹, พินอิน: Bābā Niángrě, ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá) คือกลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน และสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ขึ้นมาโดยเป็นการนำเอาส่วนดีระหว่างจีน และมลายูมารวมกัน โดยชื่อ "เปอรานากัน" มีความหมายว่า "เกิดที่นี่"
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยาม "บ้าบ๋า" และ "ย่าหยา" ว่า "เรียกชายที่เป็นลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดในมลายูและอินโดนีเซีย ว่า บ้าบ๋า, คู่กับ ย่าหยา ซึ่งหมายถึงหญิงลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดใน มลายูและอินโดนีเซีย." อย่างไรก็ตามชาวเปอรานากันในจังหวัดภูเก็ตในประเทศไทยทั้งเพศชายและหญิง จะถูกเรียกรวม ๆ ว่า บ้าบ๋า ส่วน ย่าหยา เป็นเพียงชื่อของชุดสตรีเท่านั้น

เปอรานากัน เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูเนื่องจากในอดีต กลุ่มพ่อค้าชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าค้าในบริเวณดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในตอนต้นทศวรรษที่ 14 โดยแต่งงานกับชาวมลายูท้องถิ่น[1] โดยภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่ แม้แต่คนในระดับพระราชวงศ์ก็มีสัมพันธไมตรีระหว่างกันระหว่างสุลต่านมะละกากับจักรพรรดิราชวงศ์หมิง โดยในปี ค.ศ. 1460 สุลต่านมันโซชาห์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง และทรงประทับบนภูเขาจีน หรือ บูกิตจีนา (Bukit Cina) พร้อมเชื้อพระวงศ์อีก 500 พระองค์[2]
สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายูหากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บ้าบ๋า หรือบ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า ย่าหยา (Nyonya) และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของบรรพบุรุษโดยมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำวัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวมๆว่า จีนช่องแคบ (อังกฤษ: Straits Chinese ; จีน:土生華人) ต่อมาเมื่อสมัยอาณานิคมดัตช์ช่วงต้นทศวรรษ 1800 ได้มีชาวจีนอพยพเข้ามามากขึ้น จนทำให้เลือดมลายูของชาวเปอรานากันจางลง จนรุ่นหลังแทบจะเป็นจีนเต็มตัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมผสมผสานของชาวเปอรานากันจืดจางลงไปเลย การผสมผสานนี้ยังมีให้เห็นในการแต่งกายแบบมลายูเช่น ซารุง กบายา และชุดย่าหยา[3]ซึ่งถือเป็นการแต่งกายอันสวยงามที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและมลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิม อาหารแบบเฉพาะตัว และภาษาที่ผสมผสานคำทั้งมลายู จีน และอังกฤษไว้ด้วยกัน[4]

เปอรานากันในไทย


ในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนัง และมะละกา โดยคนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์[7][8][9] ชาวเปอรานากันในไทยใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ที่เจือไปด้วยคำศัพท์จากภาษามาเลย์, จีน และอังกฤษ ชาวเปอรานากันในภูเก็ต นิยมเรียกกันว่า บ้าบ๋า ได้ทั้งชายและหญิง

ที่มา วิกิพีเดีย
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: sirichot ที่ 21:56 น. วันที่ 10 เม.ย.56
อยู่บริเวณไหนของบางกลำครับ จะได้แวะไปไหว้บ้างครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:29 น. วันที่ 27 พ.ค.56
อยู่บริเวณหมู่ 3 ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ครับ อยู่ในพื้นที่่ส่วนบุคคลครับแต่ลองโทรไปได้ครับ 085-8953798
ปล.คำศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อญาติคนบ้านผมจะเหมือนกับปัตตานีครับ เช่น เฉ๊า = ทวด, กอง = ปู่หรือตา, เตีย = พ่อ, เหนี่ยว = แม่, ฉิก = น้องชายพ่อ, กู่ = น้องชายแม่, เฮีย = พี่ชาย, ชี้ = พี่สาว, เป็นภาษาฮกเกี้ยนโบราณครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ขอบคุณ ที่ 19:47 น. วันที่ 27 พ.ค.56

ขอบคุณ คุณข้างพลาซ่า และทุกท่านที่ให้ความรู้ ส.สู้ๆ ส.ยกน้ิวให้
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: นายช่างบ้านบ้าน ที่ 00:46 น. วันที่ 26 มิ.ย.56
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลทุกท่านเลย ผมเป็นลูกหลานจีนบาบ๋าภูเก็ตครับ แต่มาอยู่หาดใหญ่ครับผม ผมว่าฮกเกี้ยนฝั่งสงขลา ปัตตานี ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนึงครับ ผมขับรถผ่านบางกล่ำรอยต่อควนเนียงประจำสงสัยอยู่ครับว่าบ๋อง(สุสานฝั่งแบบจีน)มากครับ ผมขอร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมจีนของท้องถิ่นด้วยคนครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: นายช่างบ้านบ้าน ที่ 00:55 น. วันที่ 26 มิ.ย.56
อยู่บริเวณหมู่ 3 ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ครับ อยู่ในพื้นที่่ส่วนบุคคลครับแต่ลองโทรไปได้ครับ 085-8953798
ปล.คำศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อญาติคนบ้านผมจะเหมือนกับปัตตานีครับ เช่น เฉ๊า = ทวด, กอง = ปู่หรือตา, เตีย = พ่อ, เหนี่ยว = แม่, ฉิก = น้องชายพ่อ, กู่ = น้องชายแม่, เฮีย = พี่ชาย, ชี้ = พี่สาว, เป็นภาษาฮกเกี้ยนโบราณครับ
ขออนุญาตแชร์ที่บ้านบางครับ
ก้องจ้อ=ทวดผู้ชาย จ้อจ้อ=ทวดผู้หญิง
ก๊อง/หวั่นก๊อง=ปู้/ตา อาม่า=ยาย/ย่า
เตี้ย/ป๋า=พ่อ มะ/อี๋=แม่
ลุงฝ่ายพ่อ=แป๊ะ เมียลุงฝ่ายพ่อ=อึ้ม
อาผู้ชายฝ่ายพ่อ=เจก เมียอา=จิม
อาผู้หญิง=ก้อ ผัวอา=เตียว
พี่ชายหรือน้องชายฝ่ายแม่=กู๋
เมียพี่ชายหรือน้องชายฝ่ายแม่=กิ๋ม
พี่ชาย=โก เมียพี่ชาย=โส
 
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:23 น. วันที่ 25 ส.ค.56
สมัยโบราณยังไม่มีการใช้นามสกุลแต่ก็จะมีแซ่ประจำแต่ละบ้าน พอมาสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการใช้นามสกุลขึ้น ชาวบางกล่ำสมัยนั้นก็มีการเปลี่ยนเป็นนามสกุลกัน บางบ้านก็ยังหลงเหลือแซ่เอาไว้นำหน้านามสกุล ได้ลองถามคนเฒ่าคนแก่ดูว่านามสกุลอะไรแซ่อะไรกันบ้างแต่จะขอยกตัวอย่าง เช่น
วิไลรัตน์ เดิม แซ่เจียน เป็นนามสกุลพระราชทานให้กับกำนันหิ้น พ่อตากำนันเถ็กสมัยนั้น
นันทวงศ์ เดิม แซ่ฉั่ว กำนันตำบลบางกล่ำ คนแรกชื่อกำนันเหนียงนันทวงศ์
กัลยาศิริ เดิม แซ่โส๊ะ สส.วิรัติ กัลยาศิริ, สจ.บุญเจอกัลยาศิริ
ร่วมสุข เดิม แซ่เอียว พ่อท่านเอียด ร่วมสุข อดีตพระเกจิชื่อดังของวัดบางกล่ำ, พ่อท่านถิ้น ร่วมสุข อดีตเจ้าอาวาสวัดบางทีง, พ่อท่านดำ ร่วมสุข เจ้าอาวาสวัดบางเหรียง, พ่อท่านใหญ่ ร่วมสุข เจ้าอาวาสวัดบางกล่ำ
รุกขพันธ์ เดิม แซ่หลิ่ม
ตันเวชกุล เดิม แซ่ตัน
ลิ่มเส้ง  เดิม แซ่ลิ่ม
โข้ยหวั่นเส่ง เดิม แซ่โกย
ฉอบุญเหี้ยง เดิม แซ่ฉั่ว
เอี้ยวฉิ้ม เดิม แซ่เอียว
สุขชาญ เดิม แซ่เอียว
มีอีกเยอะเลยครับเพราะคนที่นี่จะมีบรรพบุรุษเป็นคนจีนกันทุกบ้านเลยครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: cyberguy ที่ 14:39 น. วันที่ 08 ธ.ค.56
มีใครพอรู้ประวัติความเป็นมาคนบางกล่ำบ้างพอเล่าให้ฟังได้บ้างไหมคับ เท่าที่อ่านมาคนบางกล่ำก็คือจีนเก่าเลยนะคับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บ๋าบา ที่ 01:02 น. วันที่ 21 ม.ค.57
ประวัติยาวนานมากครับ วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง มีคนจีนหลายรุ่นมาอยู่บางกล่ำ แต่รุ่นแรกๆ รู้สึกเป็นสมัยต้นรัตนโกสินทร์นะ ขนาดรุ่นทวดของแม่ผมอพยพมาก็น่าจะสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่นะ ก็มีคนไทยเชื้อสายอาศัยอยู่แล้วนะครับ แต่รู้สึกว่ารุ่นแรก ๆจะเป็น ต้นตระกูลนันทวงศ์ กัลยาศิริ ประมาณนี้ครับ ตอนนั้นหาดใหญ่คงเป็นป่าอยู่นะครับ คนจีนสมัยนั้นติดต่อกับเมืองสงขลากันทางเรือเพียงอย่างเดียวนะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:50 น. วันที่ 06 ส.ค.57
คุณฟ้าเปลี่ยนสีครับ สมัยโบราณไทยมีอาณาเขตกว้างขวางไปจนถึงมาเลย์เซีย ณ ปัจจุบัน เมืองสงขลาในสมัยนั้นก็เป็นหัวเมืองตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู คนจีนที่อพยพมาตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนถึง ร.  5   ถึง ร.6 ถ้าได้กับหญิงพื้นเมือง ลูกที่ออกมาจะเรียกว่าบ๋าเช่นกันครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นบาบ๋าปีนังแล้วอพยพมาไทยครับ เพราะปีนีงสมัยนั้นก็เป็นของไทย ไม่แปลกเลยใช่มั้ยครับว่าทำไมคุณทวดผมจึงเรียกว่าบาบ๋า ขนาดคุณตาผมยังเกิดในสมัย ร.5 เลยครับ ประมาณปี2449 ส่วนเตี่ยแกน่าจะเกิดช่วงต้น ๆ 2440 นะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:00 น. วันที่ 06 ส.ค.57
ขอแก้เป็น ต้น 2400 นะครับ
ผมเคยเห็นใบมรณะของคุณทวดหญิง แกเกิดราวๆ ปี 242x ประมาณนี้ครับ แสดงว่าเตี่ยแกที่มาจากเมืองจีนราวๆ ปี 241x  อันนี้ป็นการคาดคะเนนะครับ
ปล.พ่อของคุณทวดชาย และคุณทวดหญิงมาจากเมืองจีน ส่วนแม่ทั้งสองฝ่ายเป็นหญิงบ๋าบาดั้งเดิมที่อยู่บางกล่ำอยู่แล้ว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:30 น. วันที่ 06 ส.ค.57
หนังสือพิมพ์ลงว่าสงขลาคือไชน่าทาวน์แห่งแรกของไทย ในสมัยพระเจ้าตากทรงแต่งตั้งนายอารังนกจีนฮกเกี้ยนแซ่เฮา (แต้จิ๋วอ่านว่าโง้ว) ต้นตระกูล ณ สงขลา เป็นเจ้าเมือง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฟ้าเปลี่ยนสี ที่ 17:56 น. วันที่ 06 ส.ค.57
คุณฟ้าเปลี่ยนสีครับ สมัยโบราณไทยมีอาณาเขตกว้างขวางไปจนถึงมาเลย์เซีย ณ ปัจจุบัน เมืองสงขลาในสมัยนั้นก็เป็นหัวเมืองตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู คนจีนที่อพยพมาตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนถึง ร.  5   ถึง ร.6 ถ้าได้กับหญิงพื้นเมือง ลูกที่ออกมาจะเรียกว่าบ๋าเช่นกันครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นบาบ๋าปีนังแล้วอพยพมาไทยครับ เพราะปีนีงสมัยนั้นก็เป็นของไทย ไม่แปลกเลยใช่มั้ยครับว่าทำไมคุณทวดผมจึงเรียกว่าบาบ๋า ขนาดคุณตาผมยังเกิดในสมัย ร.5 เลยครับ ประมาณปี2449 ส่วนเตี่ยแกน่าจะเกิดช่วงต้น ๆ 2440 นะครับ

ครับ รับทราบครับ

ขอบคุณมาก ขอรับ  ส.หัว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:16 น. วันที่ 14 ส.ค.57
เซฟรูปเก่าๆมาให้ดูครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 08:56 น. วันที่ 07 ต.ค.57
วันที่ 7 กันยายน  บ่าย 3 โมงเป็นต้นไป เจอกันที่ บ้านทางไท โฮมสเตย์ คู่เลิฟตะลอนทัวร์ ล่องคลองบางกล่ำ สู่ทะเลสาบสงขลา  "ชี้ทิศ เสริมทาง สร้างไทย เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ชุมชน"
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:23 น. วันที่ 24 ต.ค.57
ปีที่ 2 รัชศกเสียนเฟิง เทียบได้ปี พ.ศ.2395
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 22:23 น. วันที่ 24 ก.พ.58
วันไหว้ตรุษจีนที่นี่เขาจะเรียกว่าไหว้ชื่อ เพราะชื่อบรรพชนผู้ล่วงลับจะถูกเขียนลงแผ่นกระดาษเป็นภาษาจีนยัดใส่ลงก้นกระถางธูป บางบ้านจะเขียนเป็นป้ายไม้ จะเก็บไว้ในห้องที่เป็นสัดส่วน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 23:08 น. วันที่ 05 เม.ย.58
การแต่งกายของหญิงชาวจีนบ้านบางกล่ำสมัย ร.5
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 23:14 น. วันที่ 05 เม.ย.58
 การแต่งกายของหญิงลูกจีนบ้านบางกล่ำเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ลุงคิด ที่ 21:49 น. วันที่ 27 พ.ค.58
เอาเพลงร้องเรือ/เพลงกล่อมเด็ก มาฝาก
     
           โลกสาวเหอ                  โลกสาวชาวบ้านตีน
  เทียมได้ผัวจีน                          นอนสาดเจ็ดชั้น
  แรกได้กับผัวไทย                       ผืนไหนกะผืนนั่น
  นอนสาดเจ็ดชั้น                         ไม่กันปากคนเหอ แหลง..
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:16 น. วันที่ 05 ก.ค.58
ฮวงซุ้ยชาวบางกล่ำอายุ 73 ปี ศิลปะฮกเกี้ยน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:00 น. วันที่ 17 ก.ค.58
แปลตามตัวนะครับ
海 = ทะเล
登 =  ปีน, ป่าย, ขึ้น
縣 = อำเภอ
แปลรวมน่าจะเป็น อำเภอที่น้ำทะเลขึ้นถึง (อาจหมายถึงบางกล่ำ เพราะคลองบางกล่ำมีน้ำขึ้นน้ำลง)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:26 น. วันที่ 28 ก.ค.58
เจอแล้วครับ 海登縣 อยู่ที่เมืองจีนครับไม่ใช่บางกล่ำ แม้ว่าผู้วายชนม์จะเกิดในเมืองไทย (บางกล่ำ) แต่บิดาซึ่งมาจากเมืองจีนมีการระบุที่มาของบิดาไว้ด้วย กว่าจะหาเจอไปค้นมาประวัติศาลเจ้าแห่งหนึ่งใต้หวันจาก internetระบุว่า 海登縣 อยู่ในจังหวัดเจียงจิว 漳洲府 มณฑลฮกเกี้ยน ครับ
正順廟(Are along Temple)
遠溯清乾隆十三年(公元一七四八年)九房祖邱相順公由   福建漳洲府海登縣  第三都永泰郡申興里鄭敦社新鞍庄迎請謝府元帥(大使爺公)神像遠渡重洋,托神庇護安抵台灣,於今崎漏(溫寮)定居,以捕魚、蝦、更塭為生,托大使爺公恩佑生活安定,大使爺公神靈顯赫,普及全崎漏(溫寮),信徒虔誠敬拜,於光緒戊年寅年(西元一八七八年)由董事:方有才、總理:邱文略、耆老:曾馬觀、陳位觀、邱智觀、邱查觀發起籌建正順廟,大使爺公為正順廟主神ㄝ,事後信徒安和樂利,此乃是大使爺公之神威庇護也。信徒感念其功績, 一致舉行建醮大典以答謝恩‧斯時不明其理,文先輩長者傳言,謂建醮時黃榜上確實明載正順廟主神大使爺公之名,何以變成三乃娘之名義?其哉!其神主神受玉皇大帝責備,下旨召開天朝評審大會,此時幸喜謝府三元帥北巡知情,說明建醮之由來及其過程,諸大神使清楚一切,終此了結而假名之神於評審位完就偷偷溜走,如何結束天朝評審大會就不明矣!
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:01 น. วันที่ 11 ส.ค.58
ขัดมาใหม่ครับอักษรชัดเจนครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:04 น. วันที่ 11 ส.ค.58
นางเขี่ยน แซ่จู้
31 กรกฎาคม 2485
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:33 น. วันที่ 11 ส.ค.58
海登縣 ปัจจุบันคือ เมืองไห่เฉิง  (海澄镇) อำเภอหลงไห่(龙海) จังหวัดจังโจว  (漳州) มณฑลฝูเจี้ยน (福建省) ประเทศจีน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:09 น. วันที่ 12 ส.ค.58
ฮวงซุ้ย ชายแซ่เล่า ริมคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:14 น. วันที่ 12 ส.ค.58
กลับด้าน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:55 น. วันที่ 14 ส.ค.58
ประวัติบ้านบางกล่ำ
      บ้านบางกล่ำ (ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบสงขลา) ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ (เดิมเป็นอำเภอหาดใหญ่ ได้แยกออกมาเป็นอำเภอบางกล่ำเมื่อ 8 กันยายน พ.ศ. 2538)  จ.สงขลา กินเนื้อที่โดยรวม 3 หมู่บ้านของอำเภอบางกล่ำ ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านบางกล่ำบน (สถานที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบางกล่ำ ณ ปัจจุบัน), หมู่ 2 บ้านบางกล่ำกลาง (สถานที่ตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ) และหมู่ 3 บ้านบางกล่ำใต้  บ้านบางกล่ำมีคลองบางกล่ำพาดผ่านและเชื่อมออกไปยังทะเลสาบสงขลาที่บ้านเกาะน้ำรอบ ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา เดิมชื่อว่า บางกลม เพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ของลำคลองที่โค้งและกลม
      ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีกลุ่มชาวจีนทยอยอพยพมาจาก อำเภอหลงไห่ (เหล็งห้าย 龍海) จังหวัดจังโจว (เจียงจิว 漳州) มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน 福建) ประเทศจีน ได้อาศัยเดินเรือมาทางอ่าวไทยเข้าสู่ทะเลสาบสงขลา และเข้ามาสู่คลองบางกลม ตั้งรกรากตามริมคลองบางกลม คนจีนสมัยนั้นพูดไทยไม่ชัด เลยเพี้ยนจากบางกลมเป็นบางกล่ำ
      แรกเริ่มเดิมทีคนที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง โดยยึดอาชีพปลูกพลู และละมุด ส่งขายทางเรือ และทางรถไฟ การปลูกสร้างบ้านเรือนจะเป็นไม้ยกพื้นแบบปักษ์ใต้ เนื่องด้วยทำเลที่ตั้งเป็นที่ราบลุ่มมีน้ำหลากช่วงปลายปี การสัญจรแต่เดิมใช้ทางเรือเท่านั้นเพื่อไปยังเมืองสงขลาซึ่งเป็นชุมชนเมืองใหญ่ในสมัยนั้น และชุมชนรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลา เช่น ระโนด การสัญจรทางรถไฟเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนการสัญจรทางรถยนต์จะมีถนนริมคลอง ปัจจุบันไม่มีได้สัญจรแล้วเพราะมีถนนตัดผ่านในหมู่บ้าน การสัญจรทางรถยนต์ก็เลยสะดวกสบายจนถึงปัจจุบัน
      ขนบธรรมเนียมประเพณี เนื่องด้วยเป็นหมู่บ้านคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ขนบธรรมเนียมของจีนที่สำคัญยังคงยึดถือมาตั้งแต่อดีตจีนถึงปัจจุบัน คือ ตรุษจีน (ไหว้ชื่อบรรพชน) และเฉ่งเบ่ง (ไหว้หลุมศพ) และการทำบุญวันว่างเดือนห้า การทำบุญเดือนสิบ ประเพณีชักพระ ซึ่งเป็นประเพณีของไทยภาคใต้
      สถานที่สำคัญ
       วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ เดิมชื่อวัดโคกขี้เหล็ก)  ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านบางกล่ำบน พระเกจิที่โด่งดัง คือ พ่อท่านขวัญ หลวงพ่อเอียด (พ่อท่านต้ม)
      วัดบางทีง เป็นวัดโบราณอายุหลายร้อยปี พระเกจิที่โด่งดัง คือ พ่อท่านเฒ่า พ่อท่านซุ้น พ่อท่านจูลิ่ม พ่อท่านแดง
      ศาลาทวดบ้านบางกล่ำ เป็นศาลเจ้าโบราณอายุร้อยหกสิบกว่าปี ตั้งอยู่ริมคลองบางกล่ำ
หมู่ที่ 3 บ้านบางกล่ำใต้
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:54 น. วันที่ 15 ส.ค.58
ประวัติศาลเจ้า (ศาลาทวด) แห่งนี้ เรียบเรียงโดย คุณปิยวิทย์ กัลยาศิริ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:01 น. วันที่ 24 ส.ค.58
ตะหลิว คนบางกล่ำ เรียกว่า เจียนสี่ 煎匙
มันแกว คนบางกล่ำเรียกว่า ฮวนขั่วะ 番葛
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:36 น. วันที่ 12 ก.ย.58
ชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากเมืองจีน ไม่ ใช่ว่าจะมาตั้งรกรากที่บางกล่ำเท่านั้น แต่ได้ตั้งรกรากตามพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา เช่น บ้านเกาะยอ (ตามประวัติบางกล่ำดินเผา ก็มีชาวจีนบ้านเกาะยอ อพยพมาอาศัยอยู่บ้านบางกล่ำและนำศิลปะการทำเครื่องปั้นดินเผามาด้วย)
บ้านบางเหรียง บ้านบางทีง บ้านเกาะยอ บ้านระโนด บ้านสทิงพระ หรือแม้แต่ บ้านกงหรา จังหวัดพัทลุง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:13 น. วันที่ 18 ก.ย.58
เจ้าของพิธานพาณิชย์ก็มาจาก อำเภอไห้เต็ง เมืองเจียงจิว ฮกเกี้ยนครับ
 ต้นตระกูลของหลวงพิธานพาณิชย์ เดิมอยู่ที่อำเภอไฮเต้ง มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน แล้วเดินทางอพยพมาทางภาคใต้เพื่อสร้างหลักฐานในประเทศไทย ผู้ที่มาคนแรกได้แก่ปู่ทวดของหลวงพิธานฯ ชื่อ อิน ต่อมาปู่ทานชื่อเล่ง และบิดาชื่อ กวย (หรือจันกิมกวย) ได้ติดตามมาโดยมาทำการค้าที่ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:25 น. วันที่ 24 ต.ค.58
ตอนนี้มีเฟสบุ๊คชื่อว่า "ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บางกล่ำ"  จะเป็นการนำเสนอวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลองบางกล่ำ ซึ่งได้มีการหารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและท่านได้มาเยี่ยมชมด้วย จะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดสงขลา
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:54 น. วันที่ 29 ต.ค.58
ความสมบูรณ์ของคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:44 น. วันที่ 29 ต.ค.58

 มุมมองท่านผู้ว้าสงขลา เรื่องท่องเที่ยวบางกล่ำ
 ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาร่วมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอและผู้นำทุกภาคส่วน ที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกษตร และวัฒนธรรม คลองบางกล่ำ - วัดคูเต่าคับสรุปผลการประชุมวันนี้ กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วน ที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา เรื่อง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกษตร และวัฒนธรรม คลองบางกล่ำ ตั้งแต่เวลา 9.30 - 12.00 น.
 มติในที่ประชุมจากการสรุปโดยย่อจากพี่วิชาญ บ้านทางไทโฮมสเตย์คับ
 มติที่ประชุมสรุปตรงกันว่า จะเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกษตร และวัฒนธรรม คลองบางกล่ำ ในวันที่ 19 ธันวาคม ที่จะถึงนี้


 https://www.facebook.com/100000652116807/videos/vb.100000652116807/1024401897591538/?type=2&theater
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:55 น. วันที่ 13 พ.ย.58
บ้านเก่าแก่สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ของชาวไทยเชื้อสายจีนบ้านบางกล่ำใต้  บ้านหลังนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่5ผู้สร้างคือ
นายอั่งแฮ่ แซ่อิ้ว ต้นตระกูลวิชัยพฤกษ์และอิชยพฤกษ์ ใช้ไม้ทั้งหมด7แพ ล่องมาจากเขาพระรัตภูมิ พื้นชานเปนกระดานไม้เคี่ยมรุ่นเก่า บนเรือนมีที่บูชาเทพโก้ยเซ่งอ๋อง และที่บูชาบรรพบุรุษ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:43 น. วันที่ 23 พ.ย.58
ประวัติบ้านบางกล่ำ (ปรับปรุง)
บ้านบางกล่ำ (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบสงขลา) ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ (เดิมเป็นอำเภอหาดใหญ่ ได้แยกออกมาเป็นอำเภอบางกล่ำเมื่อ 8 กันยายน พ.ศ. 2538) จ.สงขลา กินเนื้อที่โดยรวม 3 หมู่บ้านของอำเภอบางกล่ำ ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านบางกล่ำบน (เป็นสถานที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบางกล่ำ และองค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ), หมู่ 2 บ้านบางกล่ำกลาง และหมู่ 3 บ้านบางกล่ำใต้ บ้านบางกล่ำมีคลองบางกล่ำพาดผ่านและเชื่อมออกไปยังทะเลสาบสงขลาที่บ้านเกาะน้ำรอบ ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา เดิมชื่อว่า บางกลม เพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ของลำคลองที่โค้งและกลม
ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีกลุ่มชาวจีนทยอยอพยพมาจาก อำเภอไห่เติง 海登縣 (ไห้เต็ง) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอหลงไห่ 龍海縣 (เหล็งไห้) จังหวัดจังโจว (เจียงจิว 漳州府) มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน 福建省) ประเทศจีน ได้อาศัยเดินเรือมาทางอ่าวไทยเข้าสู่ทะเลสาบสงขลา และเข้ามาสู่คลองบางกลม ตั้งรกรากตามริมคลองบางกลม คนจีนสมัยนั้นพูดไทยไม่ชัด เลยเพี้ยนจากบางกลมเป็นบางกล่ำ
แรกเริ่มเดิมทีคนที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง โดยยึดอาชีพปลูกพลู และละมุด ส่งขายทางเรือ และทางรถไฟ การปลูกสร้างบ้านเรือนจะเป็นไม้ยกพื้นแบบปักษ์ใต้ เนื่องด้วยทำเลที่ตั้งเป็นที่ราบลุ่มมีน้ำหลากช่วงปลายปี การสัญจรแต่เดิมใช้ทางเรือเท่านั้นเพื่อไปยังเมืองสงขลาซึ่งเป็นชุมชนเมืองใหญ่ในสมัยนั้น และชุมชนรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลา เช่น ระโนด การสัญจรทางรถไฟเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนการสัญจรทางรถยนต์จะมีถนนริมคลอง ปัจจุบันไม่มีได้สัญจรแล้วเพราะมีถนนตัดผ่านในหมู่บ้าน การสัญจรทางรถยนต์ก็เลยสะดวกสบายจนถึงปัจจุบัน
 ขนบธรรมเนียมประเพณี เนื่องด้วยเป็นหมู่บ้านคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ขนบธรรมเนียมของจีนที่สำคัญยังคงยึดถือมาตั้งแต่อดีตจีนถึงปัจจุบัน คือ ตรุษจีน (ไหว้ชื่อบรรพชน) และเฉ่งเบ่ง (ไหว้หลุมศพ) และการทำบุญวันว่างเดือนห้า การทำบุญเดือนสิบ ประเพณีชักพระ ซึ่งเป็นประเพณีของไทยภาคใต้
 สถานที่สำคัญ
วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ เดิมชื่อวัดโคกขี้เหล็ก) ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านบางกล่ำบน พระเกจิที่โด่งดัง คือ พ่อท่านขวัญ หลวงพ่อเอียด (พ่อท่านต้ม)
ศาลาทวดบ้านบางกล่ำ เป็นศาลเจ้าโบราณอายุร้อยหกสิบกว่าปี ตั้งอยู่ริมคลองบางกล่ำ
หมู่ที่ 3 บ้านบางกล่ำใต้
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ปลาอั๊งจ๊อ ที่ 14:44 น. วันที่ 12 ธ.ค.58
บางกล่ำ มีคลองน้ำกร่อยไหลลงเลสาป   เห็นแล้วอยากไปตกปลา ตกกุ้งจังเลย  ขอให้รักษาสภาพแวดล้อมให้เหมือนเดิมนะครับ  อย่าให้เหมือนชุมชนอื่นๆ ที่แหล่งน้ำธรรมชาติ เน่าเสียหมด  ขอให้กำลังใจ คนในชุมชนครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:21 น. วันที่ 13 ธ.ค.58
ขอบคุณครับ คุณปลาอั๊งจ๊อ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:24 น. วันที่ 13 ธ.ค.58
รูปวิถีชีวิตเก่าๆ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:48 น. วันที่ 17 ธ.ค.58



คลองบางกล่ำ กับการพัฒนาสู่ขุมทรัพย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศผ่านแคมเปญสงขลามหาสนุก

« เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:49 »
อ้างถึง





ศูนย์ข่าวบ้านเรา.-จังหวัดสงขลายุคผู้ว่าฯทรงพล เป็นปีแห่งการเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เจ้าของแคมเปญท่องเที่ยวนครศรีดี๊ดี และแคมเปญกระบี่เมืองต้องมา ครั้งเดียวไม่เคยพอ และในวันนี้กำตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของสงขลาก็ได้ประกาศ 15 วาระสงขลา พร้อมผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 1 ตุลาคม 2558

1 ใน 15 วาระสงขลา นั่นคือแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวสงขลามหาสนุก ที่มีการเดินหน้าเยี่ยมชมและพัฒนาแหล่งเที่ยวต่างๆ อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในตัวเมืองสงขลา และอีกหนึ่งพื้นที่ที่กำลังได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นคลองบางกล่ำ สายคลองที่เป็นเสมือนแขนของทะเลสาบสงขลา ยื่นเข้ามาเป็นแนวกั้นระหว่างอำเภอบางกล่ำและอำเภอควนเนียง คลองสายนี้ได้ชื่อว่าเป็นคลองที่สะอาดและมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งของจังหวัดสงขลา เป็นคลองสามน้ำ (จืด กร่อย เค็ม) ปลาในสายคลองบางกล่ำจึงได้ชื่อว่าเป็นปลาที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของสงขลา

อำเภอบางกล่ำ เป็นอำเภอน้องใหม่ที่แยกออกจากหาดใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของบางกล่ำอยู่ใกล้เมืองหาดใหญ่มากกว่าหลายตำบลในหาดใหญ่เสียอีก บางกล่ำ มีมนต์เสน่ห์ความเป็นถิ่นธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์จากการเป็นพื้นที่ริมทะสาบและปลายน้ำคลองอู่ตะเภา วันนี้การขยายตัวของเมืองหาดใหญ่ได้ก่ออานสงค์ให้หลายธุรกิจย้ายหลักปักฐานไปในเขตบางกล่ำ โดยเฉพาะริมถนนที่ทอดยาวรวมหลายสิบกิโลของสายเอเชีย ลพบุรีราเมศวร์ และสนามบินพาณิชย์ บางกล่ำมี 4 ตำบล คือบางกล่ำ บ้านหาร แม่ทอม และท่าช้าง อำเภอนี้มีอีกสิ่งที่แปลกคือเกินครึ่งของพื้นที่ทั้งอำเภอเป็นเขตตำบลท่าช้าง

พูดถึงโครงการใหญ่ภายใต้การผลักดันของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม นั่นคือแคมเปญสงขลามหาสนุก และคลองสวยน้ำใส ที่ใช้คลองบางกล่ำเป็นพื้นที่โครงการนำร่อง และมีโครงการใหญ่คือการปรับปรุงท่าน้ำวัดบางหยี สู่การเป็นตลาดริมน้ำวิถีไทยคลองบางกล่ำ โดยในเบื้องต้ทราบมาว่าโครงการนี้มีการอนุมัติงบประมาณ 15 ล้านบาทในปี 59 และอีก 15 ล้านบาทในปี 60 ในการสร้างตลาดริมน้ำที่คลองบางกล่ำ มุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นตลาดวิถีไทยใกล้เมืองหาดใหญ่ เป็นศูนย์รวมสินค้าจากทะเสลาบสงขลา คลองบางกล่ำ สินค้าโอทอป ภูมิปัญญาชาวบ้าน และสิ้นค้าท้องถิ่นชุดชนิด


พื้นที่ริมคลองบางกล่ำที่ท่าน้ำวัดบางหยี ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดงานแข่งขันเรือยาวประเพณีจังหวัดสงขลา ที่จัดมายาวนานต่อเนื่องร่วม 20 ปี และเป็นงานแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดสงขลาอีกด้วย นอกจากผู้ว่าฯ ทรงพล แล้วบางกล่ำยังได้นายอำเภอนักพัฒนาอย่างนายสุวรรณ ช่วยนุกูล ที่ดูเหมือนจะมาตั้งหลักปักฐานเป็นลูกบางกล่ำเต็มตัวเมื่อเกษียณอายุราชการ แรงประสานจากผู้นำท้องที่สู่ผู้นำท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งเป็นทุนเดิมและมีมนต์เสน่ห์ของพื้นที่เป็นส่วนเติมเต็มให้บางกล่ำเป็นเพชรเม็ดงามที่กำลังได้รับการเจียระไนสู่สายตาสาธารณชนในเร็ววันนี้

อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการพัฒนา นั่นคือโครงการปรับปรุงสะพานแขวนคลองบางกล่ำ บริเวณหลังสถานีรถไฟบางกล่ำ ซึ่งเป็นสะพานแขวนสะลิงพื้นไม้ ที่ชาวบ้านในอดีตร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเดินไปยังสถานีรถไฟและตัวอำเภอบางกล่ำ โดยข้ามได้เฉพาะคนเดิม รถจักรยาน และจักรยานยนต์เท่านั้น สะพานในตำนานแห่งนี้กำลังจะได้รับการปรับปรุงด้วยงบประมาณเกือบ 2 ล้านบาท

จากแคมเปญการพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นทำให้วันนี้เศรษฐกิจริมคลองบางกล่ำ กำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเจ้าแรกคงต้องยกให้บ้านทางไท โฮมสเตย์ ของนายวิชาญ ช่วยชูใจ นักข่าวท้องถิ่นชื่อดังที่ไปเป็นเขยบางกล่ำ และสร้างบ้านพักก่อนขยับเป็นโฮมสเตย์ รวมถึงการล่องเรือท่องเที่ยวคลองบางกล่ำที่มีชื่อเสียงในวันนี้ ยังมีร้านพี่มาด ร้านเก่าแก่เชิงสะพานบางหยี ที่ขายมายาวนนานและมีที่นั่งเป็นเรือนแพในคลองบางกล่ำ ร้านบ้านนายช่าง บ้านดินเผาบางกล่ำ รวมถึงศิลปินดังอย่างแสง ธรรมดา ก็ไปตั้งหลักที่ริมคลองบางกล่ำด้วย

สงขลามหาสนุก กำลังผลักดันให้คลองบางกล่ำเป็นที่รู้จักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ของสงขลา  รวมถึงการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ อาทิ วัดคูเต่า วัดบางกล่ำ วัดท่าช้าง สถานีรถไฟบางกล่ำ และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างสวนผักบางเหรียง หาดปากบางภูมี ธนาคารข้าวควนรู หาดแหลมโพธิ์ ซึ่งหวังว่าการเริ่มต้นจุดประกายที่คลองบางกล่ำคงจะขยายความเจริญมาถึงพื้นที่เหล่านี้ด้วย และที่สำคัญอย่าลืมพัฒนาเส้นทางสายรองตั้งแต่หาดใหญ่ (จากบิ๊กซีคลองแห ผ่านเส้นอัมพวัน บ้านหาร บางกล่ำ ควนเนียง) ให้เป็นเส้นทางที่สมบูรณ์ มีไหล่ทาง ป้ายบอกทางที่ชัดเจนแก่ผู้ใช้เส้นทางด้วยนะครับท่านพ่อเมือง

 


  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 315.jpg (261.66 kB, 960x682 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 316.jpg (224.25 kB, 960x444 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 317.jpg (190.31 kB, 960x444 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 318.jpg (289.11 kB, 680x960 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 319.jpg (221.19 kB, 720x960 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 320.jpg (257.8 kB, 741x960 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 321.jpg (85.95 kB, 485x581 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 322.jpg (182.93 kB, 960x637 - ดู 6 ครั้ง.)
  (คลิกเพื่อดูต้นฉบับ) 323.jpg (71.42 kB, 525x487 - ดู 6 ครั้ง.)





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ศูนย์ข่าวบ้านเรา ฉับไวทุกข่าวสาร ทันทุกสถานการณ์ท้องถิ่น
แจ้งข่าว รายงานข่าว โทร.074-214222 อีเมลล์ webgimyong@gmail.com
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:46 น. วันที่ 18 ธ.ค.58
นโยบายผู้ว่าสงขลา
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:54 น. วันที่ 30 ธ.ค.58
ประวัติวัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ)
   วัดชลธาราวาส ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 บ้านบางกล่ำ ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา มีเนื้อที่ 12 ไร่เศษ ซึ่งอดีตนั้นตำบลบางกล่ำ ขึ้นกับอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เดิมทีมีชื่อเรียกว่าวัดโคกขี้เหล็ก สันนิษฐานว่าบริเวณที่ตั้งวัดแห่งนี้มีต้นขี้เหล็กขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากจึงมีการเรียกชื่อตามนั้น ต่อมาภายหลังทางคณะสงฆ์ได้ลงมติเห็นสมควรที่จะตั้งชื่อใหม่ตามความเหมาะสม และเห็นสภาพที่ตั้งของวัดอยู่ติดกับคลองบางกล่ำ จึงให้ชื่อวัดนี้เสียใหม่ว่า วัดชลธาราวาส มาจนกระทั่งปัจจุบัน
   เจ้าอาวาสองค์แรก
   วัดนี้ได้เริ่มตั้งขึ้นมาในสมัยของ ท่านพระอธิการขวัญ เกสโร แห่งวัดสุวรรณคีรี ท่าแหลมสน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งในสมัยนั้นเกิดเป็นโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งที่มีเม็ดขึ้นตามร่างกาย ในสมัยนั้นหยูกยาแผนปัจจุบันยังไม่เจริญขยายเข้ามาในเขตหมู่บ้านตามชนบทเหมือนอย่างปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องเสาะหาว่านยาสุมนไพรนำมาเพื่อใช้รักษาโรค ท่านพระอธิการขวัญ เกสโร จึงได้ออกหาว่านยาสมุนไพรเพื่อนำมาช่วยเหลือชาวบ้านในระแวกนั้น จึงได้ออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาว่านโดยอาศัยเรือใบลอยลำเป็นพาหนะ ในการเดินทางในครั้งนั้นมีผู้ติดตามคือ พระอ่อนแก้ว พระสีจันทร์ พระสิงห์ และนายนุ่นผู้ซึ่งเป็นศิษย์ติดตามมาด้วย พอเรือใบได้เข้าเขตคลองบางกล่ำท่านได้แวะพักซึ่งประชาชนชาวบางกล่ำส่วนใหญ่จะรู้จักท่านอยู่ก่อนแล้ว จึงได้ให้การต้อนรับท่านและคณะเป็นอย่างดี และได้ลงความเห็นว่าการจะนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำ ณ ที่บางกล่ำ โดยมี นายหยิ่มเซ่ง และนางฮ่อง และนายทองคำ มอบที่ดินของตนถวายเพื่อใช้สำหรับทำกิจของสงฆ์ต่อไป และยังมีชาวบ้านอีกหลายท่านที่ศรัทธาได้รวบรวมกันซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมอีกเพื่อความเหมาะสมของวัดวาอาราม ในครั้งนั้นส่วนใหญ่ก็มีหลายต้นตระกูลด้วยกันที่ได้ช่วยกันก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด เช่น ต้นตระกูลทิพย์มณี ต้นตระกูลร่วมสุข และต้นตระกูลวิไลรัตน์ รวมทั้งกำนันเส่งหิ้น วิไลรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านเปาะเซ่ง นายกิมเซ่ง ฯลฯ ซึ่งในครั้งนี้เกิดจากความศรัทธาของชาวบางกล่ำโดยแท้จริง จึงบังเกิดวัดแห่งนี้ขึ้นมา ณ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู โดยมีพระอธิการขวัญ เกสโรเป็นผู้ปกครองวัดนี้
   พระอธิการขวัญ เกสโร ในฐานะที่ท่านเป็นประธานในการสร้างวัดตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งมีเสนาสนะเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่พระสงฆ์ สามเณร ทางคณะสงฆ์เห็นสมควรที่จะให้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสจึงได้มีตราตั้งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพร้อมกับมีวัดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ได้ดำเนินการก่อสร้างให้เจริญขึ้นจากความศรัทธาร่วมแรงร่วมใจของชาวบางกล่ำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านได้เป็นที่เคารพของชาวบ้านอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
   ในด้านความรู้พิเศษท่านมีความสามารถในวิชาหมอแผนโบราณ ซึ่งชาวบานเกิดเจ็บป่าวก็ได้อาศัยท่านเป็นที่พึ่งช่วยเหลือรักษาเมื่อคราวเจ็บไข้ตลอดมา การพัฒนาทางด้านวัตถุภายในวัดนั้นก็เป็นไปอย่างสม่ำเสมอตามอัตภาพของชาวบ้านในสมัยนั้น ส่วนด้านการศึกษาก็ได้มีการสอนให้พระเณรได้ศึกษาธรรมวินัยในละแวกนั้นตลอดมาจนเป็นวัดที่ได้รับรองจากทางคณะสงฆ์ ท่านเจ้าอาวาสจึงได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาตามระเบียบเพื่อความถูกต้องของกฎบัญญัติ และได้รับพระบรมราชานุญาตในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาทางการได้เข้ามาปักเขตวิสุงคามสีมาท่านก็ได้มรณภาพด้วยโรคชรา รวมเวลาการปกครองของท่านตั้งแต่ต้นเริ่มสร้างวัดมาจนกระทั่งมรณภาพรวมทั้งสิ้น 36 ปี แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วก็ตาม แต่เกียรติคุณชื่อเสียงของท่าน ยังคงอยู่คู่กับวัดและฝังอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านเสมอมาอย่างไม่เสื่อมคลาย
   เจ้าอาวาสองค์ที่ 2
   หลังจากที่ท่านพระอาจารย์ขวัญ เกสโร ได้จากไป ตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่างลง ทางคณะศิษย์ของท่านพระอธิการขวัญ เกสโร ก็ได้ขึ้นทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนท่านคือ พระอธิการจันทร์ กุสุโม เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ได้ปฏิบัติภารกิจสนองคุณพระอาจารย์ ได้จัดงานศพและภารกิจต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ต่อไป เช่น การสร้างพระอุโบสถ เป็นลำดับ เพราะสมัยนั้นพระอุโบสถมาสร้างหลังวิสุงคามสีมาเสมอ เมื่อได้รับการก่อสร้างโบสถ์ก็ได้มีการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตตามระเบียบที่มีมาช้านาน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด โดยความร่วมมือของพระครูอนันต์นินท์นาท วัดโรงวาส (ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะอำเภอหาดใหญ่สืบต่อจากพระมหาชุมฐานุตตโม วัดโคกสมานคุณ) และความอุปถัมภ์ของพระครูปราการศิลปกฤต(จูหลิ่ม)เจ้าอาวาสวัดบางทีง ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ ในฐานะอาณาเขตติดต่อกันกับพระครูอุทิตเขตคณารักษ์ในระยะนั้น ฝ่ายคฤหัสถ์ก็มีขุนทิพย์มณี กำนันตำบลท่าช้าง และประชาชนในหมู่บ้านช่วยกันดำเนินงาน
   พระอธิการจันทร์ กุสุโม เจ้าอาวาสรูปนี้แม้จะเป็นเจ้าอาวาสในระยะเวลาไม่นานนักแต่ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างกว้างขวางทำให้วัดเจริญขึ้นกว่าเดิมมากจนได้รับการยกย่องทางฐานันดรศักดิ์รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลและเป็นพระอุปัชฌายะ ปกครองอยู่ 3 ปี เศษ ก็ลาสิกขาในปี พ.ศ. 2485 แม้ท่านจะลาสิกขาบทไปแล้วก็ตามแต่ท่านก็ได้สร้างผลงานฝากไว้เป็นอนุสรณ์แห่งหน้าที่การงาน ซึ่งเป็นถาวรวัตถุหลายชิ้นที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ก่อนที่ท่านจะลาสิกขา
   เจ้าอาวาสองค์ที่ 3
   นามเดิมท่านชื่อเอียด ร่วมสุข ปู่ของท่านเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนอพยพมาตั้งรกราก ณ ที่บ้านบางกล่ำ ราว ๆ ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 4 บิดาของท่านชื่อนายตุ้ม ร่วมสุข มารดาชื่อเป็น มีพี่น้องร่วมกัน 7 คน ชาย 3 หญิง 4 ท่านเกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ตรงกับวันอังคาร แรม 7 ค่ำ เดือน 11 (ไทย) ปีมะเมีย เมื่อยังเยาว์ได้ศึกษาเล่าเรียนกับวัดจนกระทั่งอ่านออกเขียนได้ตามประสาบ้านในละแวกชนบท แล้วออกมาช่วยเหลือทางบ้านในการประกอบอาชีพทำสวนไร่นา จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี จึงได้เข้าอุปสมบท ณ วัดชลธาราวาสแห่งนี้ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ โดยมี
   พระครูรัตโมลี วัดดอนแย้ อ.เมือง จ.สงขลา เป็นพระอุปัชฌาย์
   พระอธิการขวัญ เกสโร วัดชลธาราวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์
   พระคลิ้ง วัดชลธาราวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์
   เมื่ออุปสมบทเป็นพระเอียด สุวณโณ ก็เริ่มศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจในบทพระธรรมและยังเล่าเรียนในด้านไสยศาสตร์ควบคู่ไปด้วยพร้อมกัน
   วินัยบทสวดพระพุทธมนต์ต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่ประจำ ตลอดจนบทสวดพระภิกขุปาฏิโมกท่านก็สามารถท่องบ่นได้จบตั้งแต่ย่างพรรษาที่ 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ท่านได้เข้าสอบนักธรรมสนามหลวงและสอบได้ชั้นนักธรรมตรีในครั้งนั้น
 ปีต่อมาท่านจึงได้เข้าเป็นครูฝึกสอนนักธรรมเพื่อช่วยท่านอธิการขวัญ เกสโร อีกแรงหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 ท่านก็ได้สอบนักธรรมโทได้ จึงได้ดำรงตำแหน่งครูสอนนักธรรมโดยสมบูรณ์ เมื่อท่านอธิการจันทร์ กุสุโม ได้ลาสิกขาตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่างลง ทางคณะกรรมการวัดจึงได้เห็นพ้องให้ท่านรักษาการแทนเจ้าอาวาสที่ว่างอยู่ จนกระทั่งต่อมาทางคณะสงฆ์ได้ส่งตราตั้งเจ้าอาวาสมาแต่งตั้งให้พระเอียด สุวณโณ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 พร้อมกันนั้นท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางกล่ำ และตราตั้งเป็น “กรรมการตรวจธรรมสนามหลวง” ในครั้งนี้อีกตำแหน่งด้วย
   ต่อมาภายหลังได้รับตราตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตตำบลบางกล่ำอีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2498
ต่อภายหลังคณะสงฆ์ได้มีตราตั้งให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นตรี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2504 พระครูชั้นโทเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2519 ตามลำดับ ท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2538 และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2540
    เจ้าอาวาสองค์ที่ 4
   พระอธิการประพันธ์ สุทธิญาโณ (ป๊อกขิ้น ร่วมสุข) บิดาชื่อนายถั้น ร่วมสุข มารดาชื่อนางเที้ยม แซ่กัง
    เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 องค์ปัจจุบัน
   พ่อท่านใหญ่ ร่วมสุข
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 23:18 น. วันที่ 30 ธ.ค.58
โทษทีครับพิมพ์ผิดหลายจุดเลย ปู่ของพ่อท่านเอียดอพยพมาจากจีนราวปลายรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 ส่วนมารดาพ่อท่านเอียดชื่อแป้น พ่อท่านเอียดเกิดปี พ.ศ. 2449 ปีเดียวกับก๋งผมครับท่านเป็นหลานพี่หลานน้องกัน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:17 น. วันที่ 18 ม.ค.59
ภาพการโดยสารทางเรือในคลองบางกล่ำสมัยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว เป็นเรือของ ก๋งโส่ย กัลยาศิริ เตี่ยป้าไช้เหี่ยม รับส่งจากปากคลองบางกล่ำไปถึงท่าสถานีรถไฟบางกล่ำ ซึ่งในสมัยนั้นเขาจะขึ้นรถไฟไปตามที่ต่าง เช่น หาดใหญ่ ควนเนียง เป็นต้น ถนนในบ้านบางกล่ำยังไม่มี ผู้ที่จะโดยสารจะโยนก้อนหินลงไปในน้ำคนขับเรือเห็นก็จะจอด
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:54 น. วันที่ 01 ก.พ.59
ภาพถ่ายคลองบางกล่ำเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว (ภาพโดย สวนสวาร้อยปีโฮมสเตย์ บางกล่ำ)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 18:07 น. วันที่ 04 ก.พ.59
ขอแก้นะครับคำนี้ 海登 อ่านว่า  ไฮเท่ง  หรือ  ไฮเต้ง  ไม่ใช่ ไห้เต็ง ซึ่งจากประวัติของชาวฮกเกี้ยนดัง ๆ ในไทย เช่น
      ต้นตระกูลของหลวงพิธานพาณิชย์ เดิมอยู่ที่อำเภอไฮเต้ง มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน
      สกุลเศรษฐบุตรเป็นจีนฮกเกี้ยนบรรพบุรุษมาจาก อำเภอไฮเท่ง เมื่องเจียงจิว มณฑลฮกเกี้ยน
ซึ่งปัจจุบัน อำเภอไฮเท่ง ได้เปลี่ยนเป็น อำเภอหลงไห่ไปแล้ว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:41 น. วันที่ 06 ก.พ.59
พระประจำบ้านโบราณของชาวบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:49 น. วันที่ 06 ก.พ.59
[attach=4]
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:52 น. วันที่ 06 ก.พ.59
โทษทีครับ ไม่ชำนาญโพสบนมือถือค่อยแก้ให้วันทำงานน่ะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:01 น. วันที่ 09 ก.พ.59
แก้ใหม่แล้วนะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:04 น. วันที่ 09 ก.พ.59
new
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:17 น. วันที่ 09 ก.พ.59
โกยเซ่งอ๋อง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:19 น. วันที่ 09 ก.พ.59
จ้อซูก้ง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:19 น. วันที่ 09 ก.พ.59
จ้อซูก้ง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 21:35 น. วันที่ 10 ก.พ.59
นี่ก็พระประจำบ้านอีกครอบครัวนึง ของชาวบางกล่ำ (กวนอู และ กวนเป้ง)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:44 น. วันที่ 28 ก.พ.59
สมัยก่อน คงราวเกือบร้อยปีหรือมากกว่านั้น มักมีเรือสำเภาจีนบรรทุกถ้วยชามเครื่องกระเบื้อง จอดแวะอยู่ตรงอ่าวขาม (ปัจจุบันคือหมู่ 4 ตำบลบางเหรียง) ใกล้ๆ ปากคลองบางกล่ำ และมักทิ้งเศษกระเบื้องไว้ตรงนั้น ปรากฎว่าเมื่อกว่าสิบปีมาแล้วมีการลอกคลองบางกล่ำพบเศษถ้วยชามกระเบื้องจีนมากมาย แสดงว่าคลองบางกล่ำเป็นเส้นทางสำคัญในการค้าขายทางเรือมานานแล้ว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:52 น. วันที่ 01 มี.ค.59
เรือสำเภาจีนที่จอดอยู่ที่อ่าวขามนั่นจะนำเครื่องใช้ต่างๆจากเมืองจีนมาขายให้กับชาวจีนบางกล่ำสมัยนั้น เช่น ปิ่นโตจีน ดังรูป
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:43 น. วันที่ 03 มี.ค.59
บ้านโบราณชาวไทยเชื้อสายจีนบ้านบางกล่ำบน หมู่ 1 บ้านบางกล่ำ และหีบเหล็กโบราณ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 18:42 น. วันที่ 09 มี.ค.59
ภาพถ่ายบ้านทางไท ริมคลองบางกล่ำ ใกล้ ๆ เกาะน้ำรอบซึ่งจะมีปากคลองออกไปยังทะเลสาบสงขลา
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:14 น. วันที่ 12 มี.ค.59
ลองเขียนภาษาจีน คำว่า หับ โห้ หิ้น ซึ่งเป็นชื่อโรงสีแดงที่เมืองสงขลาถูกผิดขอโทษด้วยนะคับ
合 = หับ = ความร่วมมือ
和 = โห้ = ความกลมกลืน ,ความเป็นเอกภาพ
興 = หิ้น = ความเจริญรุ่งเรือง
ไม่เคยเห็นใครเขียนออกมาเป็นภาษาจีนเลยฝึกภาษาฮกเกี้ยนกันหน่อยครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:11 น. วันที่ 14 มี.ค.59
พระครูวิมลปัญญาสาร (หิ้น) ฉายา ติกฺขปญฺโญ อายุ 90 พรรษา 69 วิทยฐานะ น.ธ.โท สังกัดวัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ตำแหน่งอดีตเจ้าอาวาสวัดยูงทอง และอดีตเจ้าคณะอำเภอบางกล่ำ สถานะเดิมชื่อ นายโปหิ้น นามสกุล สุขชาญ  (陳保興) เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมพ.ศ.2466 ที่บ้านบางกล่ำกลาง บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา  โยม บิดามารดาเป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ชื่อคุณพ่อเฮี้ยว และคุณแม่เฉี้ยว สุขชาญ  (เดิมแซ่ตัน) เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 5 คน อุปสมบทเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2487 ณ วัดชลธาราวาส ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา พระอุปัชฌาย์ พระครูสุคนธศีลาจารย์ วัดคูเต่า ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา วิทยาฐานะ พ.ศ.2487 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบางทิง ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา พ.ศ.2492 สอบได้ น.ธ.โท จากสำนักเรียนคณะจังหวัดสงขลา สังกัดวัดชลธาราวาส อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา งานปกครอง พ.ศ.2527 เป็นเจ้าอาวาสวัดยูงทอง พ.ศ.2529 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะตำบลบางกล่ำ พ.ศ.2530 เปฌนเจ้าคณะตำบลบางกล่ำ พ.ศ.2530 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2542 เป็นเจ้าคณะอำเภอบางกล่ำ สมณศักดิ์ พ.ศ.2531 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่พระครูวิมลปัญญาสาร พ.ศ.2542 ฌป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโทพระครูวิมลปัญญาสาร ได้มรณภาพสาเหตุด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 ณ วัดยูงทอง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา สิริรวม อายุได้ 90 ปี 70 พรรษา
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 18:50 น. วันที่ 16 มี.ค.59
ปั้นดินเผาจาก 'ดินสามน้ำ' สินค้าเลื่องชื่อคน 'บางกล่ำ'
ทำมาหากิน : ปั้นดินเผาจาก 'ดินสามน้ำ' สินค้าเลื่องชื่อคน 'บางกล่ำ' : โดย...โต๊ะข่าวเกษตร
ย้อนกลับไปในอดีตพื้นที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา จะเลื่องชื่อเรื่องครื่องปั้นดินเผา โดยเฉพาะดินเหนียวที่มีเนื้อละเอียดอันเกิดจากการทับถมของตะกอนดินทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย จนได้ชื่อเป็น “ดินสามน้ำ” ซึ่งรุ่นปู่ย่าตายาย นำดินนี้มารังสรรค์เป็นงานฝีมือทำหม้อน้ำ ถ้วยชาม และอิฐ ถึงปัจจุบัน “ชาญชัย ทิพย์มณี” หนุ่มใหญ่ลูกหลานชาวบางกล่ำ เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงรื้อฟื้นการผลิตเครื่องปั้นดินเผาขึ้นอีกครั้ง
ชาญชัย ทิพย์มณี อยู่ที่ 39 หมู่ 1 ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ ใช้บ้านหลังนี้ค้นคว้าข้อมูลเรื่องราวของ “ดินบางกล่ำ” หรือ “ดินสามน้ำ” ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะสีสันเมื่อเผาด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมจะมีสีที่สวยงามเป็นธรรมชาติ แข็งแรงคงทน โดยใช้วิถีศึกษาข้อมูลจากคนเฒ่า คนแก่เพื่อเรียนรู้ประติมากรรมการปั้นที่เป็นต้นฉบับของชาวบ้านกล่ำโดยแท้ รวมถึงคุณลักษณะโดดเด่นของดินเหนียวซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีของชุมชน อีกทั้ง ยังไปศึกษาค้นคว้าเรียนรู้เกี่ยวกับงานเซรามิกถึง จ.ลำปางด้วย

โดยที่ชาญชัยบอกว่า ช่วงแรกก่อตั้งกิจการบางกล่ำดินเผาขึ้นในชุมชน โดยรวบรวมคนหนุ่มสาวเข้ามาฝึกฝนเกี่ยวกับงานปั้น เริ่มจากการผลิตเครื่องปั้นเป็นภาชนะสำหรับเด็กเล่น ของที่ระลึก ของใช้ ของประดับ ตกแต่งบ้าน ต่อมาได้พัฒนาการผลิตจากเครื่องดินเผาแบบพื้นบ้านมาสู่งานเครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบสี หรือเซรามิก หลังจากตลาดเริ่มตอบสนองต่อสินค้าจากชุมชนแห่งนี้มากขึ้น
“ช่วงแรกเราทำเพื่อหวังว่าจะช่วยกันสืบสานภูมิปัญญาของชุมชนให้คงอยู่ กระทั่งสินค้าเริ่มติดตลาดและมีออเดอร์เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจผลิตเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมุ่งมั่นผลิตชิ้นงานจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นเท่านั้น เพราะเราต้องการสะท้อนเอกลักษณ์ของบางกล่ำออกสู่ตลาดให้มากที่สุด” ชาญชัยกล่าว

พร้อมกันนี้ ชาญชัย ยังบอกถึงจุดแข็งของผลิตภัณฑ์เซรามิกดินสามน้ำบางกล่ำ คือดินเหนียวเนื้อละเอียด ซึ่งผ่านกระบวนการหมักเก็บอย่างดีก่อนเข้าสู่เตาเผาด้วยอุณหภูมิความร้อนที่ 1,250 องศาเซลเซียส จนได้สีสันสวยงามเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเหมาะสำหรับการตกแต่งบ้านเรือน โรมแรม รีสอร์ท สปา หรือที่พักตากอากาศ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะผ่านการศึกษาและออกแบบเพื่อให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ สนนราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน
เซารามิก "ดินสามน้ำ” จากบางกล่ำ นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์ด้วยการใช้แนวคิดภูมิปัญญาที่มีอยู่ โดยใช้วัสดุธรรมชาติในชุมชนแล้วเพิ่มด้วยการเติมเสน่ห์ให้สินค้า ตลอดจนมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนทำให้เกิดความโดดเด่นและแตกต่างไปจากผู้ประกอบการรายอื่น
สนใจในผลงานหรือจะสอบถามรายละเอียดต่างๆ โทรไปสอบถามได้ที่ 0-7432-8308 ชาญชัย บอกยินดีให้คำปรึกษารวมทั้งยินดีถ่ายทอดความรู้ให้ทุกๆคนที่ชื่นชอบในเรื่องการปั้นด้วย
- See more at: http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216645.html#sthash.OpCoqssv.dpuf
ประวัติความเป็นมา
การผลิตดินเผาบางกล่ำ มีประวัติการผลิตประมาณ135 ปี มาแล้ว โดยแบ่งการผลิตออกเป็น
 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1
   ประมาณ พ.ศ 2417 –2487 โดยได้มี คนจีน คนไทย อพยพมาจากตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลาและจากตำบลสทิ้งหม้อ อำเภอสิงหนคร มาอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลบางกล่ำ ได้นำศิลปะการปั้นหม้อ ปั้น โอ่ง ไห มาเผยแพร่ โดยนายหุ้ย วิไลรัตน์ ชาวบางกล่ำ คนแรกที่ได้สร้างเตาเผาบริเวณริมคลองบางกล่ำโดยได้นำดินเหนียว ดินพรุที่มีอยู่ทั่วไปในตำบลมาปั้นเป็นอ่าง โอ่ง และไหจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนต่อมาอุตสาหกรรมกระเบื้องเคลือบและสังกะสีเคลือบและสังกะสีเจริญรุ่งเรือง ด้วยเหตุที่ทนทานกว่าและสีสันที่สวยงามทำให้คนในชุมชนนิยมใช้กระเบื้องเคลือบและสังกะสีเคลือบแทนเครื่องใช้ที่ทำจากดินเผาทำให้ผลิตภัณฑ์ดินเผาบางกล่ำต้องหยุดกิจการลง
ระยะที่ 2
    ประมาณ พ.ศ 2517 -2520 นายปรีชา กัลยาศิริ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบางกล่ำได้ริเริ่มนำดินเหนียวในอำเภอบางกล่ำ มาผลิตเป็นอิฐเผาซึ่งโรงอิฐของอดีตผู้ใหญ่บ้านปรีชา ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ ทำอิฐอยู่ได้ประมาณ 3 ปี ก็ต้องหยุดกิจการเนื่องจากตลาดมีความต้องการน้อยและขาดแรงงานในพื้นที่
 ระยะที่ 3
 ประมาณ พ.ศ 2528- ปัจจุบัน เยาวชนในหมู่ที่ 1 ตำบลบางกล่ำซึ่งมีสายเลือดรักศิลปะการปั้น คือนายชายชัย ทิพย์มณี ได้ศึกษาค้นคว้าด้านดินเผาบางกล่ำจากผู้อาวุโสในชุมชนและบุคคลภายนอกที่มีความรู้ด้านดินเผา และได้สร้างเตาเผาขนาดเล็กเผาเครื่องปั้นประเภทกระถางต้นไม้ และกระปุกออมสิน นำออกขายในตลาดอำเภอหาดใหญ่และอำเภอเมืองสงขลา แต่ตลาดให้การตอบรับน้อย จึงได้นำดินเหนียวบางกล่ำไปปรึกษาผู้รู้เพื่อเปลี่ยนจากดินเผาธรรมดาเป็นดินเผาเคลือบเซรามิคซึ่งเมื่อเผาแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์ที่สีสันสวยงามตามธรรมชาติเมื่อนำไปจำหน่ายในร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่กรุงเทพมหานคร มีลูกค้าคนไทยให้ความสนใจมากมาย รวมทั้งลูกค้าต่างฯประเทศก็ให้ความสนใจและได้สั่งซื้อสินค้ารูปแบบต่างฯเป็นจำนวนมาก นายชาญชัย ทิพย์มณี ได้รวมกลุ่มชาวบ้านโดยเน้นที่กลุ่มเยาวชนในพื้นที่จัดตั้งกลุ่มดินเผาบางกล่ำถ่ายทอดศิลปะการปั้นดินเผาแก่สมาชิกกลุ่ม
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:34 น. วันที่ 07 เม.ย.59
ปากคลองบางกล่ำมีเกาะชื่อว่าเกาะกลม วิวทะเลสาบสงขลาตรงปากคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:54 น. วันที่ 11 เม.ย.59
บรรยากาศร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแสงธรรมดา ริมคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 07:47 น. วันที่ 17 เม.ย.59
สะพานวัดบางทีง ข้ามคลองบางกล่ำ (ฝั่งตะวันตกของคลองบางกล่ำคือบ้านบางเหรียง บ้านบางทีง บ้านบางกล่ำบน ฝั่งตะวันออกของคลองบางกล่ำคือบ้านเกาะน้ำรอบ บ้านบางหยี บ้านบางกล่ำใต้(นางตุง) บ้านบางกล่ำกลาง บ้านบางกล่ำบน) กับหนุ่มสาวชาวบางทีง (ตอนนี้เป็นชาวกรุงไปแล้ว)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:46 น. วันที่ 28 เม.ย.59
ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:20 น. วันที่ 30 เม.ย.59
ฮวงซุ้ยต้นตระกูลกัลยาศิริ (แซ่ซอ) หลานชายได้ย้ายฮวงซุ้ยมาจากหมู่บ้านไถ่กัง อำเภอไฮเท่ง เมืองเจียงจิว มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีนมาฝังที่เมืองสงขลา และย้ายมาที่บ้านควนโส ตระกูลนี้มีลูกหลานมากมายนับเกือบ 10 ชั่วคนแล้ว ที่มีชื่อเสียงคือ คุณวิรัติ กัลยาศิริ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:27 น. วันที่ 01 พ.ค.59
ปากคลองบางกล่ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาที่บ้านเกาะน้ำรอบ และบ้านบางเหรียง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:33 น. วันที่ 01 พ.ค.59
คลองบางกล่ำแตกสาขาเป็นคลองเกาะน้ำรอบ ที่บ้านเกาะน้ำรอบ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 10:32 น. วันที่ 12 มิ.ย.59
ประวัติต้นสวาร้อยปีขอบางกล่ำ เรียบเรียงโดยคุณปิยวิทย์ กัลยาศิริ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:51 น. วันที่ 26 มิ.ย.59
สมัยอดีตเจ้าเมืองไทรบุรีจะขี่ช้างมาชนไก่กับเจ้าเมืองสงขลาที่บ้านบางกล่ำ ลุงทุ่มซึ่งเป็นเลี้ยงไก่ของเจ้าเมืองไทรบุรีไม่มีลูกจึงขอเด็กชายถิ้ว ทิพย์มณี อายุ 7 ขวบ ไปเลี้ยงที่เมืองไทรบุรี จนกระทั่งเติบใหญ่และมีครอบและเสียชีวิตที่นั่น ทายาทของท่าน คือ ดาโต๊ะบ๊อบบี้ อ่องจูเถี้ยม(ทิพย์มณี) เพิ่งกลับมาเยือนถิ่นเกิดของเตี่ยที่บ้านบางกล่ำเมื่อ 27 พฤษภาคม 2559
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:28 น. วันที่ 27 มิ.ย.59
ดาโต๊ะบ๊อบบี้ อ่องจูเถี้ยม(ทิพย์มณี) คนยืน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:50 น. วันที่ 27 มิ.ย.59
แปะถิ้ว ทิพย์มณี(แซ่อ่อง)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: thespecialist ที่ 03:55 น. วันที่ 07 ก.ค.59
ขอบคุณมากครับ  ส.ใส่แว่นกันแดด
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:52 น. วันที่ 15 ส.ค.59
ปี พ.ศ. 2503 อำเภอไฮ่เติง 海登縣 ได้รวมกับอำเภอหลงซี 龍溪縣 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเหล่งไห้ 龍海縣 จนถึงปัจจุบัน
Present-day Longhai is the only county-level city within the prefecture-level city of Zhangzhou. It was formed from the merger of the former Longxi (龍溪縣) and Haicheng (海澄縣) counties on August 15, 1960.
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:02 น. วันที่ 15 ส.ค.59
ปี พ.ศ. 2503 อำเภอไห่เฉิง(ไห่เติง) 海澄縣(海登縣) ได้รวมกับอำเภอหลงซี  龍溪縣 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอหลงไห่ 龍海縣 จนถึงปัจจุบัน (ปล.ชื่อเภอสำเนียงจีนกลางง่ายต่อการค้นหา)
Present-day Longhai is the only county-level city within the prefecture-level city of Zhangzhou. It was formed from the merger of the former Longxi (龍溪縣) and Haicheng (海澄縣) counties on August 15, 1960.
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:17 น. วันที่ 16 ส.ค.59
อำเภอไห่เฉิง (ไห่เติง)
海澄县
维基百科,自由的百科全书
跳转至: 导航、 搜索
海澄县,中国古旧县名。
明朝嘉靖四十五年(1566年)析龙溪县之靖海馆及漳浦县部分地置,治所在今福建省龙海市东南海澄镇,属漳州府。清朝时,仍属漳州府。1960年与龙溪县合并,改名龙海县。以两县各取一字得名。县治石码镇。明后期曾为中国重要的对外贸易港口之一,成化、弘治之际有“小苏杭”之称。
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:51 น. วันที่ 31 ส.ค.59
ภาพกิจกรรมปลูกต้นโกงกางริมคลองบางกล่ำ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภาพโดย คุณบุญโปรด  จิตนวล
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:40 น. วันที่ 01 ก.ย.59
สงขลามหาสนุก http://pantip.com/topic/35547354
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:41 น. วันที่ 05 ก.ย.59
แผนที่ท่องเที่ยวบ้านบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:41 น. วันที่ 09 ก.ย.59
ภาพบรรยากาศการลงพื้นที่ตรวจดูสถานที่ท่าน้ำบางหยีเพื่่อเตรียมความพร้อม เมื่อวันที่ 8กย.59 ในงานประเพณีแข่งเรือยาวจังหวัดสงขลา ต้นเดือนพย.59โดยมีท่านนายอำเภอสุวรรณ ช่วยนุกูล ท่านรองนายก.อบจ.สงขลาท่านธนกร จันทร์สว่างเป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารท้องถิ่นท่านปลัดอักษร บุตรโคตร ท่านประธานสภา สมโภช นันทวงศ์ครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: jobyjob ที่ 14:05 น. วันที่ 23 ก.ย.59
อยากไปเที่ยวมากๆเลยครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:22 น. วันที่ 06 ต.ค.59
คลองบางกล่ำ สายคลองที่เป็นเสมือนแขนของทะเลสาบสงขลา ยื่นเข้ามาเป็นแนวกั้นระหว่างอำเภอบางกล่ำ
 และอำเภอควนเนียง คลองสายนี้ได้ชื่อว่าเป็นคลองที่สะอาดและมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งของจังหวัดสงขลา
 เป็นคลองสามน้ำ (จืด กร่อย เค็ม) ปลาในสายคลองบางกล่ำจึงได้ชื่อว่าเป็นปลาที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่ง
 สถานที่นี้ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแห่งแรกของสงขลาอีกด้วย
 ดูตามแผนที่จะเห็นว่าคลองบางกล่ำไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา และมีอีกคลองที่ขนาบอยู่ข้างๆนั่นคือคลอง ร.1
 ที่เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวงช่วยเรื่องระบายน้ำที่ท่วมเข้าหาดใหญ่
 พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนหัวใจของการระบายน้ำและคนที่นี่จึงหันมาอนุรักษ์คลองแห่งนี้ให้สะอาดต่อไป
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 18:00 น. วันที่ 17 ต.ค.59
วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา หลานๆ เหลน ๆ ทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู นิมนต์พระ และจ้างคนมาขุดฮวงซุ้ย เพื่อเอากระดูกทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู ไปไว้ที่บัวคู่กับทวดหลี่ห้วน แซ่กัง สามีที่วัดแจ้ง สงขลา ซึ่งภาพถ่ายนี้อายุราว 80 ปี ได้ระบุปีที่เสียชีวิต หมิ่นก๊กที่ 24 ราวๆ พ.ศ. 2479 ส่วนฮวงซุ้ยนี้สร้างปีหมิ่นก๊กที่ 31 ราวๆ พ.ศ.2485 ทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู มีบิดาที่มาจากอำเภอไฮเท่ง มณฑลฮกเกี้ยนชื่อ นายถู่นู้  แซ่จู มาตั้งรกรากที่บ้านบางกล่ำราวสมัยร.5 มีภรรยาชื่อนางม่าเหนี่ยว ทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู สมรสกับนายหลี่ห้วน แซ่กัง ซึ่งมาจากฮกเกี้ยนเช่นกัน ตอนหลังได้ไปตั้งรกรากที่ระโนด ทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู เสียชีวิตราว อายุ 46 ปี ทำพิธีกงเต๊กที่ระโนดและเผาที่นั่น สามีได้นำกระดูกใส่โลงบรรทุกเรือมาฝัง ณ ที่แห่งนี้
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:22 น. วันที่ 19 ต.ค.59
...
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:03 น. วันที่ 07 พ.ย.59
แปลกดีเหมือนกันฮกเกี้ยนมีไฮเท่ง 海澄 ส่วนแต้จิ๋วมี เท่งไฮ้ 澄海 ตัวอักษรเขียนเหมือนกันแต่สลับหน้าหลังกันเท่านั้น
ติดชายทะเลเหมือนกัน และที่สำคัญก็อยู่ไม่ไกลกันนะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: jobyjob ที่ 15:15 น. วันที่ 08 พ.ย.59
ผมชอบเรื่องราวแนวนี้มากครับ ดูประวัติศาสตร์และเก่าแก่ดีครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:40 น. วันที่ 01 ธ.ค.59
เรื่องเล่าของ "เรือทองคำ"  แห่งวัดบางทีงซึ่งวัดเก่าแก่หลายร้อยปีริมคลองบางกล่ำ สมัยพ่อท่านเฒ่าคาดว่าในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ช่วงที่เป็นฤดูกาลชักพระจะมีการนำเรือที่ชื่อว่า "ทองคำ" มาแห่เรือพระล่องไปตามคลองบางกล่ำพายไปยังแหลมโพธิ์สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องยนต์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมชักพระ และมีการนำเอาเรือทองคำมาแข่งซึ่งไม่ว่าจะแข่งมากี่ครั้งก็ไม่เคยแพ้ พระยาวิเชียรเจ้าเมืองสงขลาเห็นว่าเป็นเรือเก่าแก่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และขลัง ก็คิดจะเอาไปเป็นสมบัติคู่บารมีของตนเอง แต่พ่อท่านเฒ่าท่านไม่ให้ก็เลยหาอุบาย เอาขวานจามเรือจนทองเรือทะลุและฝังทรายเอาไว้ จึงทำให้มีเรือหลงเหลือจนตราบจนทุกวันนี้
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:51 น. วันที่ 01 ธ.ค.59
ตั้งแต่มีศาลเจ้าแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางกล่ำมาเกือบสองร้อยปี เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจของชาวฮกเกี้ยนแห่งชุมชนบางกล่ำ และสถานที่แห่งนี้ยังไปท่าเรือแห่งการค้าขาย มีชาวต่างบ้านต่างเมืองนำสินค้ามาขาย เช่น แขกมลายูจากเมืองปัตตานี กริช หม้อทองเหลือง, ชาวจีนก็นำเครื่องถ้วยชามจีนมาขาย, คนไหหลำนำโอ่งไหหลำมาขาย, โอ่งเขียวไข่กา, ปูนขาว เป็นต้น ส่วนที่นี่จะเป็นศูนย์กลางของการปลูกพลูและขายพลูให้กับคนต่างถิ่น การใช้เงินตราสมัยนั้นสกุลเงินไทยมีน้อยมากจะใช้เงินดอลลาร์สิงค์โปร์เป็นส่วนใหญ่ดังรูป
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 13:53 น. วันที่ 01 ธ.ค.59
เครดิตเหรียญข้างบนให้กับคุณปิยวิทย์ กัลยาศิริ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:45 น. วันที่ 01 ธ.ค.59
เหรียญชนิดนี้เรียกว่า The British Trade Dollar ครับ หรือ Great Britain Silver Trade Dollar หรือ Britannia Trade Dollar ผลิตโดยประเทศอังกฤษ  มีการผลิตขึ้นระหว่างปี 1895-1935 โดยอังกฤษนำมาใช้ในเมืองอาณานิคม คือส่วนของ Straits Settlements (สิงคโปร์ มะละกา ปีนัง) ฮ่องกง และ ลาบวน (Labuan) ครับ  จะว่าไปแล้วการเกิดขึ้นของเหรียญชนิดนี้เป็นผลพวงมาจากการที่จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นในปี 1839-1843 และ 1856-1860 ประกอบกับการพบเกาะสิงคโปร์(1819) และเกาะฮ่องกง (1842) จึงซึ่งเป็นเหตุให้ชาติตะวันตกต่างหลั่งไหล่เข้ามายังตะวันออกไกล และทำให้เกิดการค้าขายอย่างคับคั่ง จึงต้องมีการผลิตเหรียญขึ้นใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนนั่นเอง
โดยมีโรงงานผลิต 3 แห่งด้วยกันดังนี้ครับ
1 เมืองบอมเบย์ (Bombay) ประเทศอินเดีย โดยมีจุดสังเกตที่จะมี ตัว B อยู่ตรงง่ามกลางของสามง่ามของเทพีที่ชื่อ Britannia นะครับ ไม่ใช่เทพี อาเธนา นะครับคุณ~สายลมแห่งความเดียวดาย~ แต่จะมีเหรียญที่ผลิตในปี 1895, 1897 และ 1898 บางเหรียญที่ม่มีตัว B ปรากฎอยู่ครับ
ดังนั้นเหรียญของผมนี้ก็ผลิตจาก เมืองบอมเบย์ นี่เองครับ
2. เมืองกัลกัตตา (Calcutta) ประเทศอินเดีย โดยมีจุดสังเกตที่จะมี ตัว C แทรกอยู่ระหว่างเท้าซ้ายกับโล่ห์ของเทพีครับ แต่จะมีบางเหรียญที่ผลิตในปี 1900 ที่ไม่มีตัว C ปรากฏครับ
3. เป็นโรงผลิตของราชวงศ์ (Royal Mint) ในเมืองลอนดอน ซึ่งจะเป็นเหรียญที่ผลิตในปี 1925 และ 1930 เท่านั้นครับ และจะไม่มีรอยสลักใดๆกำกับไว้
ช่างผู้ทำบล๊อกเหรียญชนิดนี้คือ G. W. De Saulles  จากโรงผลิตที่ลอนดอน จากนั้นจึงส่งไปทำการผลิตที่โรงผลิตที่บอมเบย์ กัลกัตตาและที่ลอนดอนเอง  เหรียญที่ผลิตได้จะถูกส่งผ่านไปยังธนาคารที่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ปีนัง และเซี่ยงไฮ้ เป็นหลัก
รายละเอียดของเหรียญขอบเหรียญเป็นรอยเฟือง หนักประมาณ 30 กรัม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 39 mm หนา 2.95 mm เนื้อเหรียญประกอบด้วยเงิน 90% ทองแดง 10%
ส่วนรายละเอียดด้านหลังเหรียญก็พบแล้วครับว่าตัวอักษรจีน  อ่านว่า Yi Yuan ตามที่คุณ ~สายลมแห่งความเดียวดาย~ บอกมาครับ ก็คงจะสื่อว่า 1 หยวน หรือมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญ
ส่วนอักษรอารบิก อ่าว่า Satu Ringgit ซึ่งเป็นคำภาษามาเลย์แต่ใช้อักษรอารบิกเขียน โดย Satu (ซาตู) = 1 และ Ringgit (ริงกิต) = หน่วยเงินมาเลย์ ครับ หายสงสัยแล้วเย้ๆๆ ส่วนลายแบบจีนตรงกลางเหรียญนั้น เป็นสัญลักษณ์ ของความมีอายุยืน (longevity) ครับ
ส่วนด้านหน้าเหรียญก็อย่างที่อธิบายไปแล้วครับเป็นรูปเทพี Britannia หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก wiki นะครับ ซึ่งก็อาจจะเทียบเคียงได้กับพระสยามเทวาธิราช ครับ

ส่วนโล่ห์นั้นก็เป็นลายมาจากธง Union Jack ครับซึ่ง เป็นการประกอบของลายกากบาท 3 อันของธงจาก Saint George of England, Saint Andrew of Scotland และ Saint Patrick of Ireland หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก wiki เช่นกันครับในส่วนบริเวณ Straits Settlements มีการใช้เหรียญชนิดนี้ถึงปี 1903 จากนั้นจึงมีการผลิตเหรียญใช้ขึ้นมากันเอง ยังคงเหลือใช้แต่ที่ฮ่องกงที่เดียวหลังจากนั้น และผลิตเป็นครั้งสุดท้ายในปี 1935  จนกระทั่งมีการนำออกจากระบบหมุนเวียนเงินตรา เมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม 1937 ครับ
เอวังก็จบด้วยประการฉะนี้ครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 12:12 น. วันที่ 09 ธ.ค.59
พระราชดำรัสในล้นเกล้าฯ ร. ๕ กล่าวถึง ชาวจีนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
ชนทุกชาติเชื้อต่างร่มเย็น เมื่อได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้า...
 .“...พวกจีนทั้งหลาย ได้รู้ประจักษ์ แลพอใจในประโยชน์แลความสุข อันเขาทั้งหลายได้รับจากความปกครองของเรา ว่าดีกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะความจริงแต่โบราณนานมาจนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ย่อมมีพระหฤทัยเมตตาปราณีแก่พวกจีน ว่าเป็นพลเมืองอันดี มีความอุตสาหะทำมาหากิน ให้เกิดประโยชน์ขึ้นในแผ่นดินเป็นอันมาก...แลเป็นผู้ซึ่งถือเอาเมืองที่ตนมาอยู่ เหมือนอย่างเมืองของตัว แลการที่อยู่กินปนกันกับคนไทยสืบมาช้านาน ก็ย่อมมีอัธยาศัยเป็นคนไทยแท้มากขึ้นโดยลำดับ โดยรับเข้าสมาคมแห่งชาติของเราโดยสนิท ย่อมมีส่วนด้วยในความสุข แลความทุกข์ของเมืองเรา เหมือนกับคนไทยทั้งหลาย ...”
พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบข้าราชการจีน แลพวกพ่อค้าจีน พุทธศักราช ๒๔๔๐
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: Pornpun Wieczorek ที่ 13:47 น. วันที่ 14 ม.ค.60
สวัสดีค่ะ คุณบาบ๋า
ดิฉันได้อ่าน 'เอารูปศาลโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู' ดิฉันสนใจเรื่องนี้มาก
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: Pornpun Wieczorek ที่ 13:55 น. วันที่ 14 ม.ค.60
เท่าที่อ่านมาทั้งหมด คุณเป็นคนมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับชาวจีนที่อาศัยในแถบนี้ดีมาก ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่กำลังศึกษาค้นหาบรรพบุรุษของตนเอง ข้อเขียนของคุณช่วยดิฉันได้มากเลย ดิฉันจึงอยากกล่าวคำว่า ขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:38 น. วันที่ 16 ม.ค.60
ขอบคุณครับคุณ Pornpun Wieczorek
วันก่อนผมได้ดูยูทูปชาวเปอรานากันของรัฐกลันตันแล้วรู้สึกว่ามันคล้ายบ้านเรามากเลย เป็นชาวมาเลย์เชื้อสาย = มาเลย์+จีน+สยาม  ครับเขาพูดไทยได้การปลูกบ้านเรือนก็ยกพื้นแบบปักษ์ใต้บ้านเราเลยครับ แต่จะมีที่เป็นจีนคือ
มุงหลังคากระเบื้องแบบจีน จะเอากระเบื้องดินเผามาจากสงขลา (คาดว่าทำที่เกาะยอ) บ้านเป็นสัดส่วนมีห้องบูชาเทพเจ้าจีนและบรรพบุรุษ และที่สำคัญเป็นจีนฮกเกี้ยนด้วยครับ เขาเล่าให้่ฟังว่ามีจีนที่อพยพมาจากปัตตานี่สมัยเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาอยู่ที่กลันตันเยอะเลยครับ และที่สำคัญจีนฮกเกี้ยนฝั่งอ่าวไทยมาจากเมืองจีนคนละที่กับจังหวัดภูเก็ตครับ คนจีนภูเก็ตจะเป็นคนจีนฮกเกี้ยนที่มาจากจังหวัดจ่วนจิว泉州  ส่วนคนจีนฮกเกี้ยนฝั่งอ่าวไทไม่ว่าจะเป็นสงขลา ปัตตานี นราธิวาส พวกนี้จะมากจากจังหวัดเจียงจิว漳州 ภาษาที่ใช้แตกต่างกันนิดหน่อยเช่น สงขลาเรียกพี่ชายว่า เฮีย (เรียกเหมือนแต้จิ๋วเลยครับ) ฝั่งภูเก็ตเรียกว่า โก, สงขลาเรียกทวดว่า เฉ๊า ภูเก็ตเรียก จ้อ, สงขลาเรียกพี่สาว ฉี๊ ภูเก็ตเรียกว่า จี้ เป็นต้นครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: Pornpun Wieczorek ที่ 00:49 น. วันที่ 17 ม.ค.60
สวัสดีค่ะ
        ดีใจและขอบคุณมากที่คุณให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ ดิฉันขอแนะนำตัวนิดหนึ่งนะคะ พื้นเพเดิมของดิฉันทั้งพ่อแม่ ทวดปู่ย่าตายาย ฯลฯ เป็นคนจีนที่อาศัยในเกาะยอ สมัยก่อนพ่อเคยทำกิจการโรงเผากระเบื่องมุงหลังคา (จากจุดนี้ทำให้ดิฉันอ่านพบข้อความของคุณ และเป็นประโยชน์กับดิฉันในการตามหาที่ไปที่มาของบรรพบุรุษมาก) ปัจจุบันนี้พ่ออายุ 91 ปีแล้ว และได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภออื่นนานแล้ว แต่ความตั้งใจของพ่อยังคงเหมือนเดิม คืออยากรู้จักญาติพี่น้องที่เมืองจีน ปัญหาที่ยากมากในการตามหาก็คือ พ่อหรือญาติคนอื่นๆไม่มีหลักฐานอะไรเลย พ่อเล่าให้ฟังตอนพ่อเป็นเด็กว่า เคยได้เห็นทวดและญาติๆ ลงเรือสำเภาไปไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนที่เมืองจีนทุกปี พ่อจะได้กินขนมไหว้เจ้าที่ทวดนำกลับมาจากเมืองจีน โดยเฉพาะขนมเข่ง พ่อเล่าว่าลูกโตเกือบเท่ากระด้ง แต่ด้วยความเป็นเด็กพ่อไม่เคยถามว่าทวดไปเมืองไหนกัน พอทวดเสียก็ไม่มีใครไปอีกเลย จึงขาดการติดต่อตั้งแต่นั้นมา
       เท่าที่ดิฉันอ่านข้อความของคุณ ทำให้ได้ความรู้ว่า ชาวจีนฮกเกี้ยนที่อาศัยในแถวๆนี้ มาจากอำเภอและจังหวัดไหนในเมืองจีน อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลพื้นฐานในการค้นหาต่อไป
       ขอความกรุณานะคะ ถ้าคุณมีความเห็นหรือคำแนะนำใดๆที่เป็นประโยชน์สำหรับดิฉันๆขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

       พรพรรณ วิทโชเร็ค
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:12 น. วันที่ 17 ม.ค.60
ขอบคุณมากครับคุณ Pornpun Wieczorek
คือ ทวดของคุณมีฮวงซุ้ยมั้ยถ้ามีฮวงซุ้ยซึ่งฮวงซุ้ยต้องจากรึกเป็นภาษาจีนเท่านั้นผมพอจะอ่านออก และคัดลอกไปยัง google เพื่อเทียบเมืองที่มาได้ครับ
อย่างของทางน้าสะใภ้ผมเป็นคนปากช่อง ปู่ กับ ย่า มาจากฮกเกี้ยน ฮวงซุ้ยแกก็ฝังที่ปากช่องนั่นแหละ แต่ผมเลยถามเตี่ยแกยังอยู่นะถามว่ามาจากไหนแกบอกว่ามาจาก แปะเจี๊ยะ白石 (หินขาว) ผมเลยถอดมาได้ดังนี้ 福建省漳州市漳浦县霞美镇白石村村委会向白石村 ดูแผนที่มันอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับคนบางกล่ำครับ บังเอิญมั้ยละครับ และที่สำคัญปู่แกยังมีญาติอยู่ที่เกาะยอด้วยนะครับตอนนี้

หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 10:17 น. วันที่ 21 ม.ค.60
วันนี้ตั้งใจถ่ายรูปพระเก่าประจำตระกูลของเฉ๊าเอ่งห้อง วรรณะ(สุขชาญ) ได้รูปบ้านเก่ามาด้วยอายุตั้ง120 ปี
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:02 น. วันที่ 21 ม.ค.60
ขอโทษทีครับตุงหัวอีกแล้วต้องเอามาลงคอมค่อยโพสต์ครับ บ้านเฉ๊าเอ่งห้อง วรรณะ(สุขชาญ) หลังที่ตั้งห้องพระนี้ของเดิมเป็นของนายเอ่งเลี่ยน (เฮีย) อายุบ้านประมาณ 120 ปีได้แล้ว ในอดีตพระจีนนี้จะมีการแห่กันครับ เขาจะมีครบทุกอย่างเหมือนที่คนจีนทำกันครับ คนจีนแท้ๆได้ล้มหายตายจากไปนานเป็นร้อยปีแล้ว ไม่มีเหลือแล้วครับประเพณีจีน จะมีแค่สองอย่างที่ทำกันคือ ไหว้ตรุษจีน กับไหว้เช็งเม้ง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:55 น. วันที่ 21 ม.ค.60
เอารูปจากกล้องถ่ายรูปมาลง
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:56 น. วันที่ 21 ม.ค.60
รูปจากกล้องถ่ายรูป
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: Pornpun Wieczorek ที่ 23:43 น. วันที่ 21 ม.ค.60
วันนี้ตั้งใจถ่ายรูปพระเก่าประจำตระกูลของเฉ๊าเอ่งห้อง วรรณะ(สุขชาญ) ได้รูปบ้านเก่ามาด้วยอายุตั้ง120 ปี
ฺขอบุคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ ฮวงจุ้ยของทวดก็อยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งบนเกาะยอ (ความจริงควรเรียกว่าที่ฝังศพส่วนตัวมากกว่าเพราะมีทวดคนเดียวที่นำไปฝังบนยอดเขาที่สูงชันมาก พ่อเล่าว่าโลงศพต้องใช้คนจำนวนมากหามขึ้นไป) ดิฉันเคยไปไหว้ครั้งหนึ่ง  เป็นที่น่าสังเกตุว่าบริเวณรอบๆที่ฝังศพ ถ้าไม่สังเกตุจะไม่รู้เลยว่าตรงนั้นมีศพฝังอยู่และคนที่รู้ก็มีแต่พ่อของดิฉันคนเดึยว การฝังศพพ่อบอกว่า ในสมัยนั้นคนงานจะขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วทำเหมือนบังเก้อร์ เอาโลงศพใส่เข้าไป ใช้ปูนโบกรอบๆแล้วกลบด้วยดินอีกครั้งหนึ่ง มีเพียงแผ่นหินบางๆฝังไว้ตรงหลุมศพเท่านั้น ไม่มีการจารึกอักษรใดๆ จากจุดนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากในการค้นหามาก เพราะเหมือนเป็นความตั้งใจของทวดที่ไม่ต้องการให้พวกเราลูกหลานรู้ที่ไปที่มาของท่าน ในทางตรงกันข้ามทำให้ดิฉันอยากรู้มาก จึงได้เริ่มต้นค้นหาแต่เหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรจริงๆ ดิฉันได้แต่ภาวนาขอให้ตัวเองเป็นผู้มีบุญวาสนาได้มีโอกาสพบหนทางและมีผู้ช่วยเหลือชี้แนะแนวทาง
ดิฉันใคร่อยากถามว่าญาติของปู่คุณที่อยู่ในเกาะยอชื่ออะไรคะ อยู่หมู่บ้านไหน ดิฉันจะได้ถามพ่อว่ารู้จักไหมหรือว่าเป็นญาติกัน เพราะปกติพ่อจะมีญาติเกือบทั้งเกาะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ


หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 08:51 น. วันที่ 23 ม.ค.60
รูปจากกล้องถ่ายรูปจะชัดกว่าครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 17:14 น. วันที่ 24 ม.ค.60
ก่อนตรุษจีนเอาภาพบ้านเก่าและป้ายบรรพชนเก่าแก่เกือบสองร้อยของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนบ้านบางกล่ำ จากป้ายบอกสมัยจักรพรรดิเต้ากวง (สมัยรัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์จักรี) เป็นป้ายชายแซ่อู๋ 吴 (ฮกเกี้ยน = แซ่เหง่า, แต้จิ๋ว = แซ๋โง้ว)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 08:08 น. วันที่ 28 ม.ค.60
ไหว้ตรุษจีน คนบางกล่ำ เรียกว่า ไหว้ชื่อ ก็ถูกของเขาจริงๆ ครับ ก็ไหว้ชื่อบนป้ายวิญานแบบข้างบนนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นรุ่นที่สอง (เกิดที่นี่ไม่ได้มาจากเมืองจีนเหมือนรุ่นที่หนึ่ง)  ส่วนมากไม่ได้ทำเป็นป้ายไม้ครับ แต่จะให้ซินแซ(แบบฮกเกี้ยน)   เขียนชื่อเป็นภาษาจีนลงบนกระดาษวางไว้ก้นถ้วย(กระถางธูปที่วางหน้าโลงศพ) ที่นี่เขาเรียกว่า ถ้วยชื่อ ตั้งไว้บนหิ้งและไว้ในวันก่อนวันตรุษจีนหนึ่งวัน
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 20:38 น. วันที่ 08 มี.ค.60
ขอนอกเรื่องสักหน่อยนะครับ สามีคนปัจจุบันของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ชื่อเอกเป็นลูกหลานของชาวบางกล่ำแท้ๆเลยครับ ปู่ชื่อ ก๋งเฉี้ยง ย่าชื่อ ยายขู้ พ่อชื่อ แปะภพ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:09 น. วันที่ 13 มี.ค.60
รูปหัวตุงอีกแล้วครับเอามาลงใหม่
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:12 น. วันที่ 13 มี.ค.60
วัดบางทีงแม้ว่าจะอยู่ในตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ก็ตามแต่ทำเลที่ตั้งนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งคลองบางกล่ำ ดังนั้นประวัติศาสตร์คนแถวนี้จึงมีที่มาที่ไปอันเดียวกันแค่อยู่คนละฝั่งคลองแค่นั้นเองครับ
ประวัติของ
พระครูรัตภูมิคณานุรักษ์
อดีตเจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ
ชีวประวัติย่อ
      ท่านพระครูรัตตภูมิคณาณุรักษ์ มีนามเดิมว่า “ซุ่น  เซี่ยมสิม 沈順” เป็นบุตรของ
นายฬ่อ  เซี่ยมสิม  (沈魯) และ นางห้อง (峰) ซึ่งบิดาของท่านอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยนของประเทศจีน มารดาของท่านเป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนดังเดิมในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านบางทีง ตำบลบางเหรียง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2435 ตรงกับวันพุธ แรม 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง
      มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน คือ
         1. นางมิตร
         2. ท่านพระครูรัตตภูมิคณานุรักษ์ (ซุ่น)  沈順
         3. นางเอ้ง 沈永
         4. นายฉุ้นเลี่ยง 沈春良
      ท่านพระครูรัตตภูมิคณานุรักษ์ ได้มรณภาพด้วยโรคชราที่โรงพยาบาลสงขลา เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำเดือนยี่ปีฉลูตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2516 เวลา 22.30 น. สิริรวมอายุ 81 ปี 6 เดือน 5 วัน นับตั้งแต่บรรพชาอุปสมบทมาจนวันมรณภาพรวมพรรษาอายุ 60 ปี พอดี
การบรรพชาอุปสมบท
      ท่านได้บรรพชาอุปสมบทเมื่ออายุได้ 22 ปี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 เวลา 13.15 น. ณ วัดบางทีง ต.บางเหรียง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
         - พระครูสุวรรณวาสี (วัดดอน) เป็นพระอุปัชฌายะ
         - พระสมุห์ เซ่ง (成) ธัมมสาโร วัดบางทีง เป็นกรรมวาจาจารย์
         - พระพลัด ปัญญาพโล (วัดท่าม่วง) เป็นอนุสาวนาจารย์
      ได้นามฉายาว่า อมโร
การศึกษา
      เมื่อสมัยท่านเป็นเด็กได้อยู่วัดบางทีง กับท่านสมุห์ เซ่ง(成) ท่านได้ศึกษาภาษาไทยพออ่านออกเขียนได้ ครั้นเมื่อท่านได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว หลังจากนั้นท่านได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยและขอมจนชำนาญ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมปรากฏผลดังนี้
      พ.ศ. 2464 สอบได้นักธรรมตรี
      พ.ศ. 2473 สอบได้นักธรรมโท
      พ.ศ. 2478 สอบได้นักธรรมเอก
สมณศักดิ์
      โดยที่ท่านได้รับภารธุระพระศาสนาด้วยอุสาหะวิริยะและด้วยความเอาใจใส่เป็นอันดี ทางราชการและทางคณะสงฆ์ได้เห็นคุณธรรมนั้น ๆ ปรากฏ จึงได้ยกย่องให้มีสมณศักดิ์ประดับเกียรติประวัติมาโดยลำดับ คือ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2474 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัด ซึ่งเป็นตำแหน่ง
ฐานาของท่าน พระครูศีลประกฤต
      วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2494 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ
      วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2494  ได้รับพระราชทินนามว่า พระครูรัตตภูมิคณานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอรัตตภูมิ
      วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2503 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นเอง ในราชทินนามเดิม
การในเขตปกครอง
      ในธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารวัด และเขตการปกครองของท่านฯ นั้น นับตั้งแต่ท่านฯ ได้รับมอบหมายแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสและคณะอำเภอรัตภูมิ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2494
ท่านฯ ได้ปฏิบัติกรณียกิจอำนวยให้เกิดประโยชน์และความเจริญแก่วัดและในเขตการปกครองของท่านฯ หลายสถาน
หน้าที่และการงาน
ในเขตการปกครอง
      ท่านฯ ได้กวดขันให้ภิกษุสามเณรรักษาระเบียบแบบแผนประเพณี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และเพื่อให้การปกครองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่านฯ ได้ออกระเบียบกติกาของวัดขึ้นทุก ๆ วัด โดยเฉพาะในเขตการปกครองของท่านฯ ท่านฯ ได้ทำตัวอย่างเป็นอันดีเสมอมา อันนี้เป็นที่ทราบกันดีของภิกษุสามเณร และวัดที่อยู่ในเขตการปกครองของท่านคือ เขตอำเภอรัตภูมิ
ในการศึกษา
      โดยเฉพาะความประสงค์ของท่านฯ ต้องการให้วัดบางทีงเป็นแหล่งการศึกษาพระปริยัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้จากที่ท่านฯ สนับสนุนด้วยประการต่าง ๆ เช่น ก่อนจะสอบไล่พระปริยัติธรรม ท่านฯได้จัดหาอุปกรณ์การสอบแจกแก่พระภิกษุสามเณรทุกรูป และภายหลังจากการสอบไล่พระปริยัติธรรมแล้ว หากมีภิกษุสามเณรรูปใดสอบไล่ได้ ท่านฯมีการให้รางวัลเป็นพิเศษและเลี้ยงพระเป็นการฉลองด้วย เพราะท่านฯ เอาใจใส่ในเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ นับตั้งแต่ท่านฯ เป็นครูอาจารย์ ทำการสอนด้วยตัวท่านฯ เองและอำนวยการให้ภิกษุอื่น ๆ ได้ช่วยทำการสอน ควบคุมวิธีการเรียนการสอนด้วยตัวท่านฯ เอง ทั้งในฐานะเป็นเจ้าอาวาสและในฐานะเป็นเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งผลการศึกษานั้นนับตั้งแต่ท่านฯ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอเป็นต้นมา ท่านฯ ได้เป็นประธานและคณะกรรมการควบคุมสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวง วัดควนเนียง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปรากฏว่ามีผู้ที่เรียนพระปริยัติธรรมและสอบไล่ได้เป็นจำนวนมาก และมีผู้ที่สอบไล่ได้เปรียญก็มีมากเช่นกัน โดยเฉพาะในสมัยทีท่านฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอรัตภูมินั้นท่านฯ ก็ทำการสอนพระปริยัติธรรมด้วยตัวท่านฯ เองมาจนตลอดชีวิตของท่านฯ
ในการเผยแผ่
      นอกจากท่านฯ แสดงธรรมสั่งสอนพุทธบริษัทโดยปฏิภาณโวหารเป็นประจำในวันธรรมสวนะแล้ว ท่านฯ ยังได้อำนวยการให้มีการเผยแผ่ด้วยประการอื่น ๆ อีกหลายประการเป็นต้นว่า กวดขันความเป็นอยู่ของภิกษุสามเณรให้อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย และระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีของวัดไว้
ในการสาธารณูปการ
      พ.ศ. 2496 สร้างสะพานประชาสามัคคี ข้ามคลองวัดบางทีง สร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล ได้หาทุนจัดสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล ที่วัดบางเหรียง ต.บางเหรียง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา มีชื่อว่าโรงเรียนวัดบางเหรียงและพระครูรัตตภูมิคณานุรักษ์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2501
      พ.ศ. 2502 สร้างสะพานประชาอนุสรณ์ ข้ามคลองวัดบางเหรียง
สร้างสำนักสงฆ์ 3 แห่ง คือ
         1. สำนักสงฆ์บ่อบัวแก้ว และกุฎิ-โรงครัว
         2. สำนักสงฆ์ต้นเลียบ (ดอนยวน) และกุฏิ 5 หลัง
         3. สำนักสงฆ์หนองข้อง และกุฏิ
      สรุปรวมความแล้ว วัดบางทีงและในเขตการปกครองของท่านฯ ในสมัยที่ท่านฯ  ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอรัตภูมิเป็นเวลา 22 ปีกว่า ได้เจริญขึ้นโดยลำดับทั้งในด้านการศึกษา การเผยแผ่ แล้วในด้านการปกครอง ท่านฯ ก็พยายามกวดขันภิกษุสามเณร ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และระเบียบแบบแผนประเพณีอันดีงามของวัดตลอดมา ท่านฯ พยายามทำนุบำรุงรักษาศิลปกรรมถาวรวัตถุต่าง ๆ ในเขตการปกครองของท่านฯ เป็นอันดีเสมอมา
(คัดลอกมาจากที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงศพพระครูรัตตภูมิคณานุรักษ์ อดีตเจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา 19 พฤษภาคม 2518)
      

หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:15 น. วันที่ 28 มี.ค.60
พอดีไปเปิดเจอเวปไซต์ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com ในหัวข้อ
เช็งเม้ง (ไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ)
มีรูปการไหว้เช็งเม้งของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ดูเป็นแบบจีนโบราณ ก็เช็คดูปรากฎว่าเป็นการไหว้เฉ่งเบ่ง ของคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนแถบสงขลาบ้านเรานี่เอง ฮ่องสุย(ฮวงซุ้ย) นี้ เป็นของตระกูลกัลยาศิริ การไหว้แบบนี้คิดว่ามีเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยนที่มาจากเมืองเจียงจิวเท่านั้น และแม้ว่าอพยพมาอยู่ที่บางกล่ำก็ยังรักษารูปแบบการไหว้ที่ไม่เหมือนใครเอาไว้ รูปถ่ายนี้อายุกว่า 30 ปี แล้วครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:17 น. วันที่ 28 มี.ค.60
ปัจจุบันลูกหลานตระกูล กัลยาศิริ นี้ก็ยังมีการปฏิบัติต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: ฮกโล่ ที่ 17:24 น. วันที่ 04 เม.ย.60
เพลงซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์และคติของชาวฮกเกี้ยน
https://youtu.be/wflMFaDSJDo
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: oscarpuhe ที่ 15:38 น. วันที่ 05 เม.ย.60
ประวัติของ พระครูรัตภูมิคณานุรักษ์ อ่านแล้วได้ความรู้ขึ้นเยอะ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:55 น. วันที่ 26 เม.ย.60
ประวัติพ่อท่านต้ม (เอียด) วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ)
ประวัติพระครูพิพัฒน์ชลธาร (เอียด สุวณโณ) วัดชลธาราวาส (วัดบางกล่ำ)

ต้นตระกูลของท่านเป็นคนจีนฮกเกี้ยน แซ่เอียว (楊) ที่มาอพยพจากแผ่นดินใหญ่มาเมืองไทยราวปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีด้วยกัน 5 คนพี่น้องเป็นชาย 4 คน หญิง 1 ซึ่งเป็นน้องสาวคนสุดท้อง (ชื่ออั้ง楊紅) พี่ชาย 1 ใน 4 คน นั้นคือปู่ของท่านชื่อนายเอ่ง แซ่เอียว 楊永 เริ่มแรกทำมาหากินที่บ้านกงหราจังหวัดพัทลุง เจ้าเมืองพัทลุงสมัยนั้นเกิดชอบน้องสาว พี่ชายทั้ง 4 คนเลยพาหนีมาอยู่ที่บ้านบางกล่ำ ซึ่งสมัยนั้นก็มีคนจีนอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว 5 คนนี้พี่น้องนี้ก็ได้ภรรยา/สามี ซึ่งเป็นคนบ้านบางกล่ำ ได้บุตรชาย/บุตรสาว ต่อมาสมัยในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงทรงโปรดให้มีการตั้งนามสกุล บิดาของท่านได้ตั้งนามสกุลขึ้นมาเป็น ร่วมสุข ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นามเดิมของท่านชื่อเอียด เป็นบุคคลที่ 4 ของครอบครัว โดยมีพี่น้องรวม 7 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 4 คน บิดาชื่อ นายตุ้ม ร่วมสุข楊敦 มารดาเป็นคนไทยชื่อนางแป้น อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1 ตำบลบางกล่ำ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2449 ตรงกับวันอังคาร แรม 7 ค่ำ เดือน 11 (ไทย) ปีมะเมีย เมื่อวัยเยาว์ได้ศึกษาเล่าเรียนกับวัดจนกระทั่งอ่านออกเขียนได้แล้วออกมาช่วยเหลือทางบ้านในการประกอบอาชีพทำสวนไร่นา จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดชลธาราวาส เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ โดยมีพระครูรัตนโมลี วัดดอนแย้ อ.เมือง จ.สงขลา เป็นพระอุปัชณาย์ พระอธิการขวัญ เกสโร วัดชลธาราวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระคลิ้ง วัดชลธาราวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเป็นพระเอียด สุวรรโณ ก็เริ่มศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจในบทพระธรรมและยังเล่าเรียนในด้านไสยศาสตร์ควบคู่ไปด้วยพร้อมกัน วินัยบทสวดพระพุทธมนต์ต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่เป็นประจำ ตลอดจนบทสวดพระภิกขุปาฏิโมกข์ท่านก็สามารถท่องบ่นได้จบตั้งแต่ย่างเข้าพรรษาที่ 4 ต่อมาในปี 2476 ท่านก็ได้เข้าสอบนักธรรมสนามหลวงและสอบได้นักธรรมชั้นตรีในครั้งนั้น ปีต่อมาท่านจึงได้เข้าเป็นครูฝึกสอนนักธรรมเพื่อช่วยท่านอธิการขวัญ เกสโร อีกแรงหนึ่ง ต่อมาในปี 2480 ท่านก็ได้สอบผ่านนักธรรมชั้นโท และได้รับตำแหน่งเป็นครูสอนนักธรรมโดยสมบูรณ์ เมื่อเจ้าอาวาสในขณะนั้น คือ ท่านอธิการจันทร์ กุสุโม ได้ลาสิขาตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่างลง คณะกรรมการวัดจึงเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะให้พระเอียด สุวณโณ รักษาการแทนเจ้าอาวาสที่ว่างลงอยู่ขณะนั้น ท่านจึงได้ทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสองค์เดิมต่อมา จนกระทั่งทางคณะสงฆ์ได้ส่งหนังสือตราตั้งเจ้าอาวาสแต่งตั้งให้ พระเอียด สุวณโณ รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอธิการจันทร์ต่อไป พร้อมกันนั้นท่านยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบางกล่ำ และตราตั้งเป็น “กรรมการตรวจธรรมสนามหลวง” ในครั้งนี้อีกด้วย

ต่อมาภายหลังได้รับตราตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตตำบลบางกล่ำ ท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ภายหลังได้รับตราตั้งเป็น พระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นตรี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2504 พระครูสัญญาบัตรชั้นโทเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2519 ตามลำดับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:47 น. วันที่ 16 พ.ค.60
ได้มีโอกาสคุยกับคนจีนจริงที่อยู่ที่ฮกเกี้ยนบ้านเกิดของบรรพบุรุษคนบางกล่ำผมได้ความรู้่มากขึ้นเยอะเลยครับว่าคนฮกเกี้ยนในฝั่งทะเลอ่าวไทยของเรา ไม่ว่าจะเป็น สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ฯลฯ จะมาจากเมืองเดียวกันหมดเลย ผมได้เอาป้ายฮวงซุ้ยของทวดเขี้ยนเหนี่ยวให้เขาดู เขาก็บางอ้อมาเลยว่าไม่ไกลจากบ้านเขา และอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของต้นตระกูล ณ สงขลา (แซ่เหง่า/โง้ว) บ้านเกิดของเตี่ยทวดเขี้ยนเหนี่ยว แซ่จู (ทวดถู่นู๊ แซ่จู) อยู่แถบเขาไท่อู่ซาน ตรงกันข้ามกับเกาะเซี่ยะเหมิน (เอ้หมึง) ชื่อว่าหมู่บ้านกู่โถวซาน ที่เขามาร์ควงกลมไว้่นั่นแหละบอกที่อยู่ในเมืองจีนเลยครับ และเขาก็บอกว่าคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อพยพมาจากที่นี่ก็มีเยอะ ปัจจุบันเขาได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอไห่เฉิง (ไฮเท่ง) เป็นเมืองหลงไห่ (เหล่งไฮ) ขึ้นกับเมืองจังโจว (เจียงจิว) มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) และวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นี้ เขาจะมางานหลักเมืองสงขลาครับ  你墓碑有寫,我知道哪裡了. 墓碑有寫:南太武山.跟廈門島對岸. 是的海澄. 不過現在改了名字。叫福建省漳州市龍海市南太武山. 畫圓圈,那個就是地址。具體位置. 就是這個地方這裡很多人去東南亞國家。那座山,在我們這很出名.
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 11:22 น. วันที่ 20 พ.ค.60
รูปถ่ายเก่า ๆ ของจีนบาบ๋ายุค ค.ศ. 1927 ที่ฝรั่งโพสต์ในเวป www.teakdoor.com
นายโซ้ย  กัลยาศิริ
นายเลี่ยง  กัลยาศิริ
กำนันแดง  กัลยาศิริ
นายมง  กัลยาศิริ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 14:50 น. วันที่ 02 ก.ค.60
หลวงสำเร็จกิจจางวาง (ตันปุ่ย) ต้นตระกูลคณานุรักษ์ และเจ้าเมืองสงขลา (ต้นตระกูล ณ สงขลา) รวมทั้งคนจีนฮกเกี้ยนแถบ สงขลา ปัตตานี ก็มาจากที่เดียวกันครับ
  ครั้งสมัยหนึ่ง ณ ประเทศจีน มณฑลฮกเกี๋ยน福建省 จังหวัดเจียงจิวฮู漳州府 อำเภอเจียะแม้เกี่ยง (ม้าหิน) ตำบลถังโบ้ย มีหมู่บ้านราษฎรที่เจ๋าโป๋เจี่ย (หมู่บ้านหลังเง็ก) จีนพวกหนึ่งแซ่ตัน ตั้งเคหะสถานอยู่ตีนเขานำไท้บู้ซัว南太武山 หัวหน้าครอบครัวชื่อตันเต็ก ตันเต็กผู้นี้ทราบว่า ได้สืบเชื้อสายมาจากพระจีนตันเส็งอ๋อง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสมัยหนึ่งในประเทศจีน
บิดาของตันเต็กชื่อ ตันกวงเลี่ยง ตั้งตนเป็นผู้กู้ชาติจากพวกตาดที่เข้ามาครอบครองแผ่นดินประเทศจีน เรื่องมาเกิดขึ้นเมื่อสมัยพระนางซูสีไทเฮาครองอำนาจ ตันกวงเลี่ยงผู้นี้มีความสามารถเก่งกาจทางหมัดมวยและวิชาเพลงดาบและกระบี่เป็นเลิศ และเคารพนับถือพระเจ้ากวนอูเป็นสัจจะธรรม พรรคพวกตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะเถี้ยนตี่ฮวย พร้อมกับเครื่องหมายมีเป็นเบี้ยอีแปะ ด้านหน้าเขียนตัวอักษรเถี้ยน ด้านหลังเขียนตัวหนังสือว่า ตี่
ขณะเดียวกันในมณฑลฮกเกี๋ยนก็เกิดคณะกบฏบ๊อกเซอร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง โดยมีนายอั้งซิ่วจวนเป็นหัวหน้า มีบุคคลราษฎรเลื่อมใสเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากมาย นายอั้งซิ่วจวนได้ใช้ให้คนไปเกลี้ยกล่อมชักชวนคณะเถี้ยนตี่ฮวยเข้าเป็นพรรคพวกกันหลายครั้ง แต่นายตันกวงเลี่ยงไม่ยินยอมเพราะรังเกียจที่คณะบ๊อกเซอร์เป็นพวกนับถือคริสต์ คริสตศาสนากำลังระบาดอยู่ในประเทศจีนขณะนั้น เมื่อนายอั้งซิ่วจวนหัวหน้าคณะบ๊อกเซอร์เห็นว่าจะเป็นไมตรีกันไม่ได้ ขืนเอาไว้ก็จะเป็นภัยแก่ตัว เพราะอยู่ในมณฑลเดียวกัน จึงตัดสินกันด้วยกำลังกันจนคณะเถี้ยนตี่ฮวยที่มีกำลังคนน้อยกว่าแพ้ และพร้อมกันนั้นสมัครพรรคพวกของคณะเถี้ยนตี่ฮวยก็แตกความสามัคคี ส่วนมากลงความเห็นว่าประเทศชาติเป็นใหญ่ การที่หัวหน้าใช้อารมณ์เอาต่างศาสนามาเป็นข้ออ้างนั้นไม่ถูกต้องจึงให้ตีจาก
เมื่อนายตันกวงเลี่ยงพ่ายแพ้แก้คณะบ๊อกเซอร์ ก่อนหนีได้เรียกบรรดาลูกหลานที่ใกล้ชิดมาสั่งเสีย และแบ่งสมบัติเรือกสวนไร่นาแจกจ่ายกันถ้วนหน้า และสั่งลูกชายคนเดียวไว้ว่า ขอให้ตั้งตัวอยู่ในทางสมถะ การเป็นศัตรูกันระหว่างคณะเป็นเรื่องของชาติไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว จงพยายามตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตธรรม อย่าเบียดเบียนผู้อื่น อย่าเป็นขุนนาง อย่าเล่นการเมือง จงสั่งสอนลูกหลานไว้ อย่าได้หัดเพลงอาวุธจะร้อยวิชา ทางที่ดีจงเป็นชาวนาหรือพ่อค้าจะได้มั่งมีศรีสุขสืบไป อย่าเป็นขี้ข้าพวกตาด ต่อไปจะเกิดการจราจล และที่ดินนาของเราเสื่อมคุณภาพมากแล้ว หากไม่สามารถสละสมบัติในขณะนี้ได้ แต่สืบไปจงให้ลูกหลานออกไปหากินต่างเมืองเถิด สั่งเสร็จแล้วก็นำลูกน้องที่ยังจงรักภักดีจำนวนหนึ่งมุ่งขึ้นเขานำไท้บู้ซัว南太武山 ออกอำเภอไฮเต็ง海澄縣ลงเรือออกทะเลหายสาบสูญไป
ฝ่ายลูกชายตันเต็ก เมื่อได้รับคำสั่งจากบิดาก็ปฏิบัติตามทุกประการ ต่อมานายตันเต็ก หัวหน้าหมู่บ้านหลังเง็ก เกิดบุตรชาย ๒ คน คนพี่ชื่อเจียง คนน้องชื่อปุ่ย คนพี่เจริญรอยตามบิดา แต่สำหรับคนน้องแล้วตรงกันข้าม นิสัยมักเกะกะเสเพลชอบคบเพื่อนฝูง ไม่ชอบทำนา เล่นการพนันทุกชนิด ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อตันปุ่ยอายุได้ ๑๗ ปี ได้มีเพื่อนฝูงมาชักชวนออกไปจากบ้านนานถึง ๒ ปี โดยไม่ปรากฎข่าวคราว บิดาและพี่ชายเข้าใจว่าหายสาบสูญไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกคณะบ๊อกเซอร์เพื่อกู้ชาติ
อยู่มาวันหนึ่งตันปุ่ยได้มาปรากฎตัวขึ้นที่หมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง และเข้าคำนับบิดาและพี่ชายแสดงความจำนงค์ขอลาเดินทางออกนอกประเทศ และยินยอมมอบส่วนสมบัติทรัพย์สินของตนยกให้พี่ชายจนหมดสิ้นแต่ผู้เดียว เพียงแต่ขอสุกรสัก ๑๐๑ ตัว บิดาและพี่ชายเห็นว่าจะห้ามปรามทัดทานไม่ได้แล้ว ก็อนุญาต เมื่อตันปุ่ยรวบรวมสุกรได้ครบตามจำนวนแล้ว ก็ลาบิดาและพี่ชายตลอดจนญาติมิตร เสร็จแล้วให้ฆ่าสุกรตัวแรกร่ำลาบรรพบุรุษตามธรรมเนียม แล้วออกเดินทางไปกับเพื่อนฝูงทันที
สมัยนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่า ผู้ใดในจังหวัดเจียงจิวฮู漳州府เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านอำเภอใด ก็จะนำสัตว์เป็นสุกร หรือแพะ แกะ เป็ด ไก่ ที่นำไปค้าด้วย (ยกเว้น ม้าและวัวสำหรับไถนา จะไม่ยอมซื้อขายเด็ดขาด เพราะในจังหวัดนี้ขัดสนสัตว์ ๒ ชนิดนี้ที่สุด มีกฏห้ามไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดฆ่าและกินเนื้อเด็ดขาด) ไปมอบให้กับ เป้าจิ้นก๋อง หัวหน้าหมู่บ้านนั้น ๑ ตัวก่อน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยจากการถูกลักขโมยหรือปล้นสดมภ์ แต่สำหรับตันปุ่ยแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อถึงตำบลใดส่วนมากนายตำบลออกมาให้การต้อนรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดี (เข้าใจว่าระหว่างที่ตันปุ่ยหายไป ๒ ปี คงจะปูพื้นฐานทางนักเลงไว้) เมื่อตันปุ่ยจะลาออกเดินทางก็ให้ยัดเยียดสุกรให้หมู่บ้านตำบลละคู่ โดยคำพูดเพียงประโยคเดียวขอฝากให้เลี้ยงไว้เป็นทุนสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปหาตนเมื่อตนต้องการ จนถึงท่าเมืองเอมุยแล้วให้จำหน่ายสุกรที่ไปบ้างบางส่วน แลกเรือสำเภาได้ ๑ ลำ พาสมัครพรรคพวกรวม ๒๕ คน มุ่งสู่ทะเลโดยปราศจากจุดหมายใดๆ
ครั้นต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชย์ ณ กลางทะเลหัวเขาแดง เมืองสงขลา ปรากฎมีเรือสำเภาจีน ๑ ลำ กางใบเข้ามาทอดสมอเทียบท่า ในลำเรือปราศจากสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ข้าวสารก็เหลือน้อยเต็มที มีแต่สุกรอยู่ ๒ - ๓ ตัว แต่คนจีนในเรือต่างยิ้มแย้มแจ่มใสดี นายอากรเจ้าท่าลงไปสอบถามการเป็นมาค้าขายตามระเบียบ มีจีนผู้หนึ่งมีลักษณะดี ตัวเล็กผอมขาวท่าทางเจ้าปัญญา คือ ตันปุ่ยนั้นเอง ลุกขึ้นตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองฮกเกี๋ยน ทราบกิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองที่นี่เป็นจีนฮกเกี๋ยนแซ่เง่า อยู่จังหวัดเดียวกัน จึงให้ตั้งหน้าเดินทางมาขอพึ่งบารมีทำมาหากินเพราะทางเมืองจีนปัจจุบันนี้เกิดยุคเข็ญถูกกบฏบ๊อกเซอร์อั้งซิ่วจวนรบกวนข้าวในนาเมื่อเก็บเกี่ยวได้แล้วก็ถูกแบ่งไปเพื่อใช้ในการกู้ชาติ พอทหารหลวงมาปราบกลับซ้ำร้ายเข้าไปอีก เป็ดไก่สุกรที่เลี้ยงไว้ ก็ถูกทหารหลวงจับไปฆ่ากินหมด พวกข้าพเจ้าจึงอดอยาก ต้องบากหน้าทนลำบากเพื่อมาหาที่พึ่งใหม่ แต่เกิดมาถูกพายุและหลงทิศทางอยู่กลางทะเลเสียหลายเดือนจนอาหารในเรือขาดแคลน พวกเราพากันมารวม ๒๕ คน แต่ขึ้นบกเสียกลางทาง ๑๗ คน เพราะทนอดอยากไม่ไหว แลสินค้าที่นำมาก็ได้แวะขายตามรายทาง แลกเปลี่ยนเงินทองให้พรรคพวกไปทำทุนหากินหมดแล้ว
สมัยก่อนการเดินเรือไม่มีเข็มทิศ ถือความชำนาญเป็นใหญ่ โปรดเข้าใจเสียด้วยว่าการเดินทางผ่านทะเลจีนนั้นอันตรายที่สุด เสี่ยงต่อชีวิตและสินค้าที่นำไปมาค้าขายมาก คนไทยถือว่าผู้ใดสามารถนำเรือหรือลูกเรือผ่านทะเลจีนได้นับว่าโชคดี เพราะนอกจากจะถูกมรสุมทางทะเลแล้ว ยังจะต้องผจญกับโจรสลัดที่มีอยู่ทุกเกาะแก่งกลางทะเลอีกด้วย จึงให้สักมังกรพันมือหรือทำเครื่องหมายใดๆ ไว้เป็นที่ระลึกอวดชาวเรือด้วยกันว่าข้าพเจ้านี้ได้ผ่านทะเลจีนมาแล้ว คนเรือเขาให้เกียรติกันเช่นนี้
คนจีนสมัยก่อนเข้าเดินเรือสามารถและปลอดภัย เพราะมีจุดหมาย เช่นเรือสำเภาของตันปุ่ยเป็นต้น เริ่มต้นที่เอมวย 廈門(เอมุย) ก็หมายซัวเถา 汕頭 ออกจากซัวเถา หมายเกาะไฮหลำ海南 ออกจากเกาะไฮหลำ หมายฮานอย แล้วเลียบแหลมเขมร มาเข้าอ่าวไทยตามลำดับ เขาไม่เสี่ยงออกกลางทะเลเป็นอันขาด เพราะถือสินค้าในเรือเสมือนชีวิตของลูกเรือทุกคน จึงไม่ค่อยปรากฎว่า เรือสินค้าจีนอัปปางกลางทะเล จากแหลมเขมรก็ต้องมุ่งไปตราดหรือจันทบุรี ระยอง ชลบุรี ตามลำดับ
ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะนั้นพระยาตานี (ตวนสุหลง) พระยาหนองจิก (ตอนจิก) พระยายะลา และพระยาระแงะ รวมกัน ๔ เมือง ยกกำลังเข้าตีเมืองยะหริ่ง พระยายะหริ่งสู้ไม่ได้จึงหนีไปอาศัยพระยาสงขลา (เทียนเส็ง ณ สงขลา) ต่อมาทางกรุงเทพฯ ได้โปรดเกล้าให้พระยาเพ็ชรบุรีเป็นแม่ทัพรวบรวมกำลังอยู่ที่เมืองสงขลา เพื่อจัดกำลังพลไปปราบพระยาตานีและพวก ซึ่งถือเป็นกบฏ ตันปุ่ยและพรรคพวกอาศัยอยู่ในจวนพระยาสงขลาจึงได้โอกาสนำสมัครพรรคพวกชาวจีนอาสาออกสู้รบและกระทำการจนสำเร็จกิจ ตามคำสั่งของพระยาเพ็ชรบุรีและพระยาสงขลาจนได้รับความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง พระยาสงขลาจึงขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ตันปุ่ยเป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ครั้นเมื่อเดินทัพมาถึงเมืองปัตตานี ตันปุ่ยซึ่งเป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวางมองเห็นที่ดิน ณ ที่หัวตลาดจีน มีชัยภูมิดี เหมาะสมกับการทำมาหากินทางค้าขาย เพราะใกล้ริมแม่น้ำและทะเล จึงได้เข้าขออนุญาตต่อแม่ทัพทั้งสอง ขอที่ดินและคนจีนที่สวามิภักดีอยู่ในกองทัพให้ตั้งรกรากอยู่ ณ ที่ปัตตานี เพื่อป้องกันการจราจลและโจรผู้ร้ายของบรรดาพวกกบฏที่ยังหลงเหลืออยู่ และจะได้ไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าเมืองคนไทยกับเจ้าเมืองคนมลายู เพราะตนเป็นคนจีน คงจะให้ความเชื่อถือและเจ้าเมืองทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ประสานสามัคคีเป็นธรรมได้ แม่ทัพทั้งสองเห็นชอบกับความคิดของตันปุ่ยจึงให้ออกประกาศแต่งตั้งให้หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เป็นนายกองหัวหน้าคณะคนจีน ณ บัดนั้น พร้อมกับมอบบรรดาคนจีนที่อยู่ในกองทัพผู้สมัครจะอยู่ช่วย ควบคุมเชิงทั้ง ๒ ฝ่ายไว้พอสมควร และประกาศยกที่ดินที่หัวตลาดทั้งหมดให้แก่จีนปุ่ยและพรรคพวกทำมาหากินเลี้ยงชีพสืบต่อไปชั่วลูกหลาน

หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 15:41 น. วันที่ 21 ส.ค.60
มาดูเรื่องท่องเที่ยวริมคลองบางกล่ำกันบ้าง สายน้ำที่บรรพบุรุษชาวบางกล่ำอาศัยทางเรือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาตั้งรกรากริมคลองแห่งนี้
วันนี้เวลา9.30น.ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่าน ทรงพล สวาสดิ์ธรรม มาตรวจเยี่ยมตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ โดยมีท่านทศพล สวัสดิ์สุข นายอำเภอบางกล่ำ ให้การต้อนรับ และวันที่ 2 กันยายน 2560 เวลา 14.00 น. เปิดทันตามกำนดครับ ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องมาเที่ยวงานกันครับ
**-ข้อมูลและภาพจากท่านปลัดอักษร บุตรโคตร ปลัดนักพัฒนาของอบต.บางกล่ำมากๆครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 16:04 น. วันที่ 21 ส.ค.60
ตลาดน้ำบางกล่ำ เปิดวันที่ 2กันยายน 2560 นี้เป็นต้นไปครับ ทุกๆศุกร์และเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น.ครับ
*ณ.บริเวณท่าน้ำบางหยี ม.4 บ้านบางหยี ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
**ขอเชิญเพื่อนๆมา " ช๊อป ชิม แชะ "กันนะครับ
**กิจกรรมในงาน
-ชิม..อาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลตามฤดูกาล ขนมพื้นบ้าน ผักผลไม้พื้นบ้าน
- ช๊อปของฝากที่ระลึก โอทอปบางกล่ำควนเนียง
-ชม..การแสดงศิลปะพื้นบ้าน บริการล่องเรือชมวิว 2 ฝั่งคลองบางกล่ำ เข้าวัดทำบุญกับวัดโบราณสถาน ชมบ้านแต่แรกสมัยก่อน
-แชะ.. มุมถ่ายภาพเซลฟี่สวยๆบริเวณท่าน้ำบางหยีในตลาดน้ำบางกล่ำ
**กำหนดการพิธีเปิดตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ
วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560
เวลา 13.00 - 14.00 น. - ดนตรีโพล์คซอง
- ชมการสาธิตการแข่งขันเรือยาว
- ประกวดการแข่งขันการขูดมะพร้าว
- ประกวดอาหารพื้นบ้าน
- ประกวดร้านค้าสวยงามและอนุรักษ์ธรรมชาติ
เวลา 14.00 – 15.30 น. แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ร่วมงานพร้อมกันบริเวณพิธีเปิด
เวลา 15.30 – 16.00 น. การแสดงหนังตะลุงทอล์คโชว์ นักเรียนโรงเรียนบ้านบางกล่ำ
เวลา 16.00 น. ประธานพิธีเดินทางมาถึง
เวลา 16.00 – 16.30 น. การแสดงนักเรียนโรงเรียนบางกล่ำวิทยารัชมังคลาภิเษก
เวลา 16.30 – 17.00 น. พิธีเปิดงาน
เวลา 17.00 – 17.30 น. การแสดงเพลงเรือ คณะอาจารย์เปลื้อง สุขสวัสดิ์ ณ บริเวณตลาด
เวลา 17.30 – 18.00 น. มอบรางวัลผู้ชนะการประกวด
เวลา 18.00 – 18.30 น. การแสดงมโนราห์จวบ
เวลา 18.30 – 20.00 น. การแสดงดนตรีอนุรักษ์วัฒนธรรม
................................................................
พิธีกรบนเวทีกลาง 1. นายกฤษเนตร เกษสระ ผอ.รพ.สต.บ้านหาร
2. นางโสเพ็ญ โพธิพงษา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
พิธีกรภาคสนาม 1. นายเปลื้อง สุขสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ
2. นายชาญวิทูร สุขสว่าง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางกล่ำ
3. นายวิโรจน์ แก้วชูเชิด ครู กศน.บางกล่ำ
**สอบถามเส้นทางมาตลาดน้ำได้ที่ 084-8564376 ได้ครับ
จาก คุณบุญโปรด จิตนวล ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า ที่ 21:40 น. วันที่ 26 ส.ค.60
วันนี้ยอมดำล่องคลองบางกล่ำถ่ายรูปมาอวดกันน่ะครับ พร้อมกับรูปศาลเจ้าแห่งนี้ริมคลองบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 13:10 น. วันที่ 31 ส.ค.60
เรียบเรียงมาให้ใหม่น่ะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 12:22 น. วันที่ 04 ก.ย.60
เอาภาพบรรยากาศตลาดน้ำบางกล่ำ ช่วงเช้า ๆ มาให้ดูเครดิตภาพโดย ท่านนายอำเภอ สุวรรณ ช่วยนุกูล   ตลาดจะเปิดช่วงเวลา 12.00 น. ของ วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 12:26 น. วันที่ 04 ก.ย.60
ภาพบรรยากาศตลาดน้ำบางกล่ำ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 16:15 น. วันที่ 08 ก.ย.60
เอาป้ายบรรพชนชาวบางกล่ำมาให้ดู คิดว่าป้ายนี้เป็นของคนจีนยุคแรก ๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัยที่บ้านบางกล่ำ ถ้าแปลจากภาษาจีน ป้ายนี้ได้ทำขึ้นในสมัยจักรพรรดิเต้ากวงปีที่ 4 เดือน 5 จีน ตรงกับ พ.ศ. 2367 อายุป้ายได้ 193 ปี คาดว่ายังคงตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ของไทย แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ลุ่มคลองบางกล่ำนี้มีชาวจีนอพยพมาตั้งรกรากไม่น้อยกว่า 200 ปี แล้วครับ ป้ายนี้สร้างให้นายจูข้วน แซ่เหง่า (ภาษาฮกเกี้ยนสำเนียงเจียงจิว)
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 12:03 น. วันที่ 14 ก.ย.60
เอารูปตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ ของวันที่ 9 กันยายน 2560 มาฝากนะครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 12:05 น. วันที่ 14 ก.ย.60
มีอีกครับ
หัวข้อ: Re: เอารูปศาลเจ้าโบราณร้อยกว่าปีแถวบางกล่ำมาให้ดู
เริ่มหัวข้อโดย: บาบ๋า (วรเอก ร่วมสุข) ที่ 16:37 น. วันที่ 19 พ.ย.60
วัดบางทีงถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของย่านคลองบางกล่ำ กรมศิลปากรได้มาบูรณะปฏิสังขรเพื่อให้มิเกิดความทรุดโทรมมากกว่าวัดนี้มีความเป็นศิลปะไทยปนจีนฮกเกี้ยนได้อย่างลงตัว จะเห็นได้จาก กุฏิที่มีซุ้มประตูทางขึ้นลักษณะบ่อเก๋ง ลายฉลุประตูที่ดูแปลกตา