gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก  (อ่าน 21819 ครั้ง)

ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก

คนหลง ในวันโลกแตก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: 22:35 น. วันที่ 20 ธ.ค.55 »



""" รับซาบ ครับพ้ม ท่านเจ้าคุณหลวง

เคยอ่านเจอ การพิมพ์ตัวใหญ่ เป็นการข่มขู่ วางอำนาจ และตะโกน

ลองพิมพ์ดู... ส-ดีใจ ส.ก๊ากๆ ส.หัว


... เค้ากลัวเรื่องโลกแตกกัน พรุ่งนี้แล้วซินะ....

 บล.เบยลาว ดื่มแล้วสะบายดี...ส.บ๊ายบาย ส.บ๊ายบาย ส.ยกน้ิวให้ ส-ดีใจ ส-ดีใจ ส.โอ้โห

ออฟไลน์ เณรเทือง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: 10:26 น. วันที่ 21 ธ.ค.55 »
ชาวพุทธ
1.ร้อยละ 80 เป็นแค่ในนามเท่านั้น แค่ระบุในบัตรประชาชน ก็แค่นั้น
2.หมิ่นศาสนาอื่น
3.ถามเรื่องศาสนา สักข้อ ก็ตอบไม่ได้ ศาสนาตามใจ หุหุ
ตอบ ข้อ 1.
มองโลกแง่ร้ายนะครับ ร้อยละ 80 เอามาจากไหน
ตอบ ข้อ 2.
เป็นการกล่าวหา
ตอบ ข้อ 3.
คนที่ตอบได้มีเยอะทำไมไม่ถาม

sdd

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: 19:30 น. วันที่ 21 ธ.ค.55 »
เพ้อเจ้อ แต่พิธีกรรม
หลักศาสนาก็คือหลักธรรมชาติของมนุษย์นี่แหละ
ไม่ใช่แค่สวดมนต์ตามทำนองได้ก็เรียกว่า เป็นคนเคร่งศาสนา ปากขยับ ตาก็ส่ายไปมา แตกต่างอะไรกับคนสวดมนต์ไม่เป็น

ทะนงแต่ตัวเอง คิดว่าบวชเรียนมาแล้ว แอบท่องจำคนอื่นมาแล้ว จะบรรลุเป็นโสดาบัน
เที่ยวมาคาดเดาคนอื่นว่าต่ำชั้นกว่า ไม่รู้จะเรียก เดียรถีย์ได้หรือเปล่า

คงไม่ต้องบอกว่าลัทธิไหน นิกายไหน ที่อาศัยศาสนา ห่มเหลือง มาหากิน
ตอนนี้ พรุ่งนี้ ก็จะสังฆทาน สาม สี่ร้อยวัดกันอีกแล้ว
ผู้จัดก็แอบแฝงเป็นผู้ใหญ่ผู้โตในสถาบันบางแห่งนี่แหละ... รอดูหนังมัวนใหญ่ข้างหน้า คงจะสนุกพิลึก ...
นี่ดีนะตัวเอ้ ระดับนโยบายประเทศลงมาเสียได้ ม่ายงั้นคงจับบวชหากินกันทั้งสถาบัน ....

ออฟไลน์ คุณหลวง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: 10:17 น. วันที่ 30 ธ.ค.55 »
ชาวพุทธ
1.ร้อยละ 80 เป็นแค่ในนามเท่านั้น แค่ระบุในบัตรประชาชน ก็แค่นั้น
2.หมิ่นศาสนาอื่น
3.ถามเรื่องศาสนา สักข้อ ก็ตอบไม่ได้ ศาสนาตามใจ หุหุ

สวัสดีครับท่านJATE_Gmail

    ยอมรับตรงๆๆนะครับว่าทีแรกที่อ่านกระทู้ของท่านแล้ว ผมรู้สึกว่า ผ่านๆไปเถอะ เพราะคงไม่ได้เข้ามาด้วยต้องการสาระมากมาย อาจต้องการกระแทกกระทั้นใครบางคนก็ได้ แต่ผมกลับลืมไม่ลง ยิ่งพออ่านซ้ำไปๆหลายเที่ยว   ผมก็กลับต้องขอโทษที่คิดในแง่ไม่ดีกับท่านไปก่อนนั้น

    เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดถึงนั้น มันเป็นสิ่งที่เคยทำร้ายจิตใจผมอย่างแสนสาหัสมาแล้ว ด้วยเหตุที่เราเจอแต่คนแบบที่ท่านว่า ในสังคมสงฆ์ที่ได้เข้าร่วมในระยะนั้นมีแต่การแก่งแย่งชิงดี วันๆได้แต่กิน นอน โม้ รับจ้างทำพิธีกรรม และยิ่งเข้าไปเจอการแก่งแย่ง ขัดขา เหยียบหัวกันขึ้นไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ วัตถุ ตำแหน่งต่างๆแล้วยิ่งได้แต่ท้อใจ

    แม้พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะยังคงสอนให้ศิษย์ทำอะไรๆเพื่อหน้าตา สรรเสริญ ลาภ ยศ เสียมากกว่าต้องการสืบพระศาสนา ทำได้แม้กระทั่งช่วยศิษย์โกงข้อสอบให้สอบผ่านกันมากๆ(ของบจากกกรมง่ายขึ้น รวมถึงตำแหน่ง) จนผมเห็นว่าการทำเพื่อพระศาสนานั้นเป็นเรื่องเกินกำลังของผมเสียแล้ว และผมถึงกับต้องการละทิ้งเรื่องของศาสนาออกไปจากชีวิตเสียเลยทีเดียว

    ผมเริ่มตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชเพื่ออะไร ศาสนามีดีอย่างไรจึงคนมากมายยอมสละตัวเองเข้าไปศึกษามาหลายรุ่นอายุคน การได้พบหนังสือประวัติหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพงจากสำนักสงฆ์ร้างแห่งหนึ่ง ทำให้ผมได้แน่ใจว่าศาสนามีดีกว่าที่ผมรู้ และผมควรจะรู้มากกว่านั้น

    ต่อมาเมื่อสนใจท่านพุทธทาส และได้อ่านเจอประวัติตอนหนึ่งของท่านสมัยเริ่มก่อตั้งคณะธรรมทาน ท่านต้องขอทุนจากโยมแม่ของท่าน ท่านต้องอธิบายโยมแม่อยู่นานว่าสิ่งที่ท่านจะทำนั้นมีค่ากว่าการสร้างโบสถ์อย่างไร และต้องตอบคำถามมากมายจากผู้เป็นแม่ที่ต้องสละเงินเพื่อนผีให้ลูกได้ทำอย่างที่ต้องการ มีคำถามหนึ่งท่าน(แม่)ถามว่า
 
    “สิ่งที่ลูกจะทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่คิดว่ามันจะเป็นการพลิกแผ่นดินไปหรือ”
     ท่านพุทธทาสตอบว่าไม่ได้เป็นการพลิกแผ่นดินหรอก เพียงทำไปตามกำลังจะทำได้เท่านั้น แต่หากวันหนึ่งจะมีคนใหญ่โต มีทุนทรัพย์มากๆเห็นคุณค่าแล้วทำด้วยนั้นก็อาจเป็นการพลิกแผ่นดินก็ได้

    จากตอนนี้เองที่ทำให้ผมเข้าใจว่า ตัวเองคิดอะไรเกินตัวไปเสียโดยมิได้รู้จักตัวเองเลยว่ามีอะไร แค่ไหน อย่างไร คิดแต่จะพลิกแผ่นดิน พอทำไม่ได้ก็จะวิ่งหนีอย่างคนขี้ขลาด ขี้แพ้ โทษแต่คนอื่นทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่ทำอะไรเลย นั่นทำให้ผมมีกำลังใจศึกษาและทำเพื่อพระศาสนาต่อไป

    เรื่องของศาสนานั้น หากเรามองศาสนาอย่างเป็นสถาบันหนึ่งอย่างที่เรามักเข้าใจ(และถูกทำให้เข้าใจอย่างนั้น) มันก็ออกจะเป็นเรื่องหนักหนาในการบำรุงรักษา และออกจะออกนอกแนวพระพุทธประสงค์อยู่พอสมควร

    เพราะพระศาสนาหรือธรรมะที่พระองค์ประกาศนั้น ความจริงมิใช่เรื่องใหญ่โต หรือเป็นเรื่องส่วนรวมอะไรเลย มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เราควรศึกษาเพื่อการดับทุกข์ของตนให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งการมุ่งดับทุกข์นั้นก็จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เห็นความทุกข์บ้างแล้วเท่านั้น มิใช่ทุกคน แม้คนที่ประกาศตนว่าเป็นสาวกพระพุทธองค์ก็มิใช่ทุกคนจะเห็นทุกข์และต้องการดับทุกข์ มีส่วนน้อยหรอกครับ

    สังเกตว่าพระพุทธองค์เองก็พบเจอคนมากมาย แต่ทำไมพระองค์จึงไม่สั่งสอนทุกคน ไม่เน้นทุกคน กลับเน้นไปที่บางคนเท่านั้น แม้แต่คนที่ศรัทธาในพระองค์ก็ตาม นั่นก็เพราะว่ามิใช่ทุกคนที่สนใจการดับทุกข์ พระองค์ต้องสอนคนที่สนใจต้องการก่อนเพื่อสร้างครูที่จะเผยแผ่ความรู้(เพื่อการดับทุกข์)ให้กว้างขวางแพร่หลายออกไปได้มากที่สุด
 
    และหากถามว่า หากเป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องส่วนรวมแล้วทำไมพระพุทธองค์และสาวกมากมายจึงต้องเสียเวลา ทุ่มเทมากมายเพื่อสั่งสอนคน  คำตอบคือ เพราะจิตเมตตาอันเกิดจากความรู้แจ้งแห่งทุกข์ การดับทุกข์ได้ และผลแห่งความสุขที่ได้รับ รวมถึงการแจ้งแห่งทุกข์ของสัตว์ที่วนวัฏฏ์นั้น ทำให้พระองค์และพระสาวกเหล่านั้นมุ่งมั่นที่จะบอกทางพ้นทุกข์เพื่อสรรพสัตว์จะสามารถพบสุขอันแท้จริงได้

    ดังนั้น ผู้ที่เห็นผลแก่ตนจึงสามารถบอกผู้อื่นได้อย่างแท้จริง มิใช่งมตามตำรา คำบอกเล่า และความเชื่อของตนไปอย่างตะพึดตะพือ

    ดังนั้น ปัญหาจึงมิใช่เปอร์เซ็นต์ของคนที่รู้จักศาสนา มิใช่....มิใช่ว่าใครจะตอบคำถามได้หรือไม่ แต่อยู่ที่เรารู้จักศาสนาแบบไหน และเราตอบคำถามตัวเองได้หรือไม่ เราเห็นทุกข์และต้องการดับทุกข์หรือไม่

    เราไม่สามารถทำให้คนสนใจศาสนาได้ทั้งหมด เราดับทุกข์ให้คนอื่นไม่ได้ การเอาคนอื่นเป็นเกณฑ์ที่คอยบงการกำหนดให้เราต้องทุกข์กับความคิดที่ทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมเขาไมเป็นอย่างนี้ จึงยิ่งเป็นการสร้างทุกข์แก่ตนโดยใช่เหตุ

    ความสุขเกิดจากใจที่เป็นอิสระไม่เป็นทาสของความคิดตนเอง(ทั้งที่คิดได้เองและคิดตามคนอื่น)นั่นเองครับ

       ท่านsdd ครับ พระเลวมีมาตั้งแต่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์แล้วครับ จึงได้มีพระวินัยบัญญัติออกมามากมาย แต่พระเลวก็มีอยู่ และจะมีต่อไป ส่วนการปฏิบัติธรรมแล้วหลงผิดนั้นก็มีมากมายเป็นธรรมดาครับ บางคนพอมีความรู้หน่อยก็อวดเอาๆ ความจริงพวกเขาเป็นคนน่าสงสารครับ เพราะความรู้สึกว่าตนไม่สำคัญจึงพยายามดันตนให้สำคัญให้ได้ ยิ่งได้แสดงตัวในชุมชนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทะนงตน โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร(ผมก็บ่อยครั้งครับ แห่ะๆ ส.แย่จัง) แผ่เมตตาให้เถอะครับ ใจเราจะได้สุข


สะบายดี...ในโลกที่ไม่เคยมีสังขารใดพอดีได้ยั่งยืน   ครับผม

ป.ล. สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับผม มีความสุขกับความไม่ได้ดั่งใจในคน สัตว์ สิ่งของรอบตัวนะครับ
สิ่งที่ไม่เหลือคือ  ความสงสัยในวิถีตน
สิ่งที่เหลือคือ  เดินทางต่อไป และต่อไป

ออฟไลน์ ฟ้าเปลี่ยนสี

  • จะร้อนรุ่มดั่งไฟฟอน หรือ เยือกเย็นดั่งธารน้ำ ขึ้นอยู่กับใจเรา
  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 8-2
  • *
  • "คิดถูกก็อยู่เย็น คิดเป็นก็ อยู่สบาย"
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: 15:42 น. วันที่ 30 ธ.ค.55 »
เราไม่สามารถทำให้คนสนใจศาสนาได้ทั้งหมด เราดับทุกข์ให้คนอื่นไม่ได้ การเอาคนอื่นเป็นเกณฑ์ที่คอยบงการกำหนดให้เราต้องทุกข์กับความคิดที่ทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมเขาไมเป็นอย่างนี้ จึงยิ่งเป็นการสร้างทุกข์แก่ตนโดยใช่เหตุ

    ความสุขเกิดจากใจที่เป็นอิสระไม่เป็นทาสของความคิดตนเอง(ทั้งที่คิดได้เองและคิดตามคนอื่น)นั่นเองครับ



อันนี้ผมถือเป็นคำมงคล ต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ ที่ท่านคุณหลวง ให้กับกระผม เลยน่ะครับ

ผมจึงขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย บันดลบันดาลสุขขจัดทุกข์ภัยให้ท่าน และ ครอบครัว จงเป็นสุข ด้วยครับ

เลี้ยงลูก อย่างมีความสุข น่ะครับท่าน  ส.หัว
ไม่ว่าเราจะมีความทุกข์เพียงไร เราก็มีความสุขกับชีวิตได้
เพราะเราเลือกที่จะ.."เข้าใจ" แทนการเลือกที่จะ.."เจ็บปวด"
"ยอมรับ" ในสิ่งที่เป็นอยู่ "ปล่อยวาง" ในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  "มีศรัทธา" กับสิ่งที่กำลังจะมาถึง และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

อย่าเชื่อ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: 00:47 น. วันที่ 31 ธ.ค.55 »
ศืล5 ไม่มี ไม่ครบ บกพร่อง อย่าปักใจเชื่อ ดูคนดีให้ดูที่ศีล ตัวเองยังหลงอยู่ จะพาผู้อื่นข้ามพ้นได้ไง  ยาก มันต้องสอนด้วยการปฏิบัติให้เห็น ปฏิบัติ ตน เองซะ ทานข้าว มื้อเดียว หยุุดเหล้าุยาของมึนเมา หมั่นภาวนา ถือ ศีล 8-10 วันพระ เราทำมานานแล้ว และยังทำอยู่ จะได้เข้าใกล้ธรรมของจริงกันซักที ไง การรู้ธรรมมันเป็น เรื่อง ที่รู้เฉพาะตน  ไม่ปฏิบัติ ก็มีดีแต่ปากเท่านั้น

อย่าเชื่อ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: 01:40 น. วันที่ 31 ธ.ค.55 »
มันจะกลายเป็นทำทองไม่รู้ร้อน หลงมัวเมาอยู่กับกิเลศ และหลงแก้ตัวให้ตัวเองอยู่รำ่ไปไง  เราต้องมองจุดบกพร่องของผู้อื่นเป็นกระจกสะท้อนเตือนตัวเองว่าอย่าทำไม่ทำ  แต่ไม่ใช่พยายามแก้ผู้อื่น มองจุดบกพร่องผู้อื่นเพื่อ แก้ตัวเอง  ศืลไง มีศีลกันรึเปล่า ศีล5 ให้สมบูรณ์ที่สุดเป็นอย่างน้อย ก็จบ ปากได้กลิ่นเหล้าเบียร์ มาเทศธรรม มันทำให้ธรรม เป็นของเล่นๆไปสิ  ฆาวาสที่ดีไม่บกพร่อง ต้อง ศีล5 เป็นอย่างน้อย จะไม่ตกอบายภูมิ แน่นอน

Kon long

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: 07:17 น. วันที่ 31 ธ.ค.55 »
หวัดดีปีใหม่ ขอให้สบายทั้งกายและใจนะขอรับ ส.หัว ส.หลก ส.ก๊ากๆ ส-ฝนเล็ ส-ฝนเล็บ




ออฟไลน์ คุณหลวง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: 09:00 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
    ขอบคุณครับท่านพี่คนข้างพลาซ่าที่ให้เกียรติผมอย่างมากมายเสมอมา และรู้สึกดีที่สิ่งที่ผมนำเสนอออกไปเป็นประโยชน์ แม้เพียงคน สองคน หรือแค่น้อยคนก็ยังดี และต่อไปนี้พี่ก็จะเป็นเป้าสายตาของคนดี เพราะมาคบคนเลวอย่างผม หากพี่ถอนตัวจากผม เขาก็จะให้เป็นพวกเป็นบริวาร หากไม่ถอนพี่ก็จะกลายเป็นคนเลวของเขาไปด้วยอีกคน  ส-เหอเหอ ส-เหอเหอ ส-เหอเหอ
 
    ผมเอง หากเปรียบเป็นทุเรียน ผมก็คงเป็นทุเรียนที่มีไอ้โม่เจาะอยู่เป็นบางพูบางวาง ซึ่งผมก็พยายามที่จะบอกออกมา เพราะคิดว่าหากวันหนึ่งเราท่านได้เจอกัน(ไม่ว่าตั้งใจหรือบังเอิญ)จะได้ไม่เสียความรู้สึก เพราะสิ่งที่ผมคุยในกระดานลานบุญเป็นเรื่องศาสนา เรื่องพ้นทุกข์ ซึ่งอาจจะขัดๆกันอยู่กับสภาพความเป็นอยู่จริงของผมที่ยังสนใจกิเลสของมัวเมาอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ท่านใดที่เห็นทุเรียนอย่างผมวางอยู่ หากสนใจก็เลือกพูเลือกยุม(ภาษากลางเรียกอะไรอ่ะ)ที่ดีไปนะครับ หากไปกินเอาไอ้โม่ก็โทษกันบ่ได้ ก็บอกอยู่ว่ามันมีไอ้โม่เจาะ บอกอยู่ว่าปุถุชน

    ก็เลยบอกมาเรื่อยว่าเราต่างเป็นเพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมศึกษา ไม่อยากให้มองเป็นคู่แข่งขัน(แต่บางทีผมก็ทำให้หลายท่านเสียความรู้สึก-ฮา) ต่างคนต่างยังศึกษาก็ต้องช่วยเหลือกันไปตามกำลัง จะไปหาคนสมบูรณ์แบบมาแจกแจงก็ยาก ทุกวันนี้ ความเชื่อส่วนตัวของผมเรื่องหนึ่งว่า ต่อให้พระพุทธองค์ลงมาโพสต์เองในเว็บก็จะยังมีคนด่าคนค้านอยู่ดี ประสาอะไรผมและใคร

    ส่วนท่านที่ใช้นามว่าอย่าเชื่อที่เข้ามาบอกท่านอื่นๆว่าอย่าเชื่อนั้น ผมว่าเลิกเถอะครับ ผมไม่กลัวความเสียหายต่อตัวผม แต่ผมว่ามันน่ารำคาญ ท่านผู้อ่านทุกท่านมีวิจารณญาณอยู่แล้วครับ หากท่านไม่เห็นด้วยก็เอาข้อมูลเอาสาระมาแก้กัน แจกแจงกัน การที่เข้ามาด่าคนอื่นแล้วยกย่องตัวเองนั้น มันไม่ได้ประโยชน์เลย ชักจูงด้วยสาระแก่นสารจะดีกว่าชักจูงด้วยการข่มการประจานผู้อื่นแล้วโฆษณาตัวเอง

    อย่างความดีของท่านที่ท่านยกมาโฆษณาหลายๆทีนั้น มันสมบูรณ์แบบจนขี้(ขออนุญาตใช้คำนี้นะครับ ขออภัยท่านที่สาแล้วกินไปอ่านไปด้วยครับ)ต้องไม่เหม็นแล้วครับ หากท่านยังขี้เหม็นก็อย่าโฆษณามาก เพราะมันเป็นการโฆษณาเกินจริง ผมเชื่อในสิ่งที่ท่านพุทธทาสบอกว่า คนที่ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง(เป็นอยู่โดยชอบ)แล้ว แม้แต่ขี้ก็ไม่เหม็น ร่างของท่านพุทธทาสไม่เคยเหม็น แม้วันหามไปเผาก็ไม่เหม็น น้ำเหลือง น้ำที่ไหลมาจากร่างของท่านก็ไม่เหม็น ผู้ที่ซับไว้ต่างยอมรับว่าหอมและยิ่งหอมทวีขึ้น ประวัติหลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ ตอนอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นยามอาพาธก็ชัดเจน ท่านกอบขี้ของท่านหลวงปู่มั่นไปทิ้งด้วยมือเปล่า ไม่เหม็น ผมเองยังขี้เหม็น

    แล้วท่านยังขี้เหม็นอยู่ไหม?

    โศลกธรรมของท่านพุทธอิสระ ที่ผมใส่ไว้ในช่องลายเซ็นนั้นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาบอกแก่ทุกท่านที่อ่าน(ไม่ว่าสื่อใดก็ตาม)ว่า.....ลูกรัก เชื่อผู้อื่นนั้นชั่ว ไม่ฟังผู้อื่นนั้นเลว ไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นอัปรีย์.....เป็นโศลกธรรมที่งดงามและได้ใจความเป็นอย่างยิ่ง การเอาแต่เชื่อก็ชั่ว เพราะไม่ใช้หัวคิด การไม่รู้จักฟังก็เลว เพราะหลงตัวเอง ไม่เป็นตัวของตัวเองก็อัปรีย์ เพราะไหลไปเรื่อยไร้แก่นสาร สังคมบ้านเราที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ก็เพราะอย่างนี้ เชื่อๆๆๆๆๆๆไม่ฟังๆๆๆๆๆไหลไปเรื่อยทะเลาะไปเรื่อย ไม่รู้ว่าแก่นสารอยู่ที่ไหนและที่ทำนั้นเพื่ออะไร

    การที่มองคนอื่นแล้วปรับปรุงตัวเองนั้นดี แต่ที่ดีจริงต้องมองตัวเองด้วยสายตาที่ยอมรับตามความเป็นจริงแล้วปรับปรุง คนอื่นกับเรามีดีเลวต่างกัน จะมองคนอื่นแล้วแก้ตัวเองคงจะไม่ถูกนัก ผมยังกินเบียร์ท่านมองผมแล้วแก้ไขตัวท่านอย่างไร หรือการยกมาข่ม มาประจานว่าปุถุชนเป็นการแก้ไขตัวท่านเองอย่างนั้นหรือ? ผมเป็นปุถุชนหลงกิเลส ท่านมองผมแล้วท่านแก้ไขตัวเองอย่างไร อริยะอย่างท่านแก้ไขตัวเองอย่างไร หรือการยกมาข่มมาประจานว่าปุถุชนเป็นสิ่งที่อริยะอย่างท่านภาคภูมิใจ

    ผู้เป็นอริยะก็เป็นไปเถิด สาธุด้วย แต่เป็นอริยะอย่างไรก็ไม่อาจเป็นอรหันต์ หากเชื่อตามอรรถกถาจารย์บางท่านที่แปลงสารว่า พระศาสนาคงอยู่เพียงห้าพันปี และตั้งแต่สองพันปีขึ้นไปไม่มีพระอรหันต์อีก มีแค่พระอนาคามีและต่ำกว่านั้น แล้วกลับมองข้ามสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า......ตราบใดที่ยังมีผู้เป็นอยู่โดยชอบแล้วตราบนั้นโลกจะยังไม่สิ้นพระอรหันต์..........หรือว่าทุกวันนี้ไม่มีผู้เป็นอยู่โดยชอบแล้ว ผู้เป็นอริยะย่อมเป็นอยู่โดยชอบไปตามลำดับ

    ซ้ำกลับคิดตู่คุณแห่งพระธรรมอันว่าด้วย...อกาลิโก สามารถปฏิบัติและให้ผลได้โดยไม่จำกัดกาล...เพราะจำกัดกาล ปีเท่านั้นๆจะมีแค่นี้ๆ ขนาดตอนไร้พระศาสนายังมีพระอริยะที่เรียกกันว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเลยครับ

    ผมยอมรับว่าผมเคยจี้ใจดำท่านมาตอนทดสอบอริยะของท่าน แต่หากอริยะอย่างท่านมีความสามารถเพียงแค่อิจฉาที่ไม่มีคนยอตัวเอง แล้วพยายามประจานปุถุชนอย่างผม(ที่ดันมีปุถุชนด้วยกันยอ... ส-เขิน) มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี ยิ่งมาท้าสละชีพเพื่อธรรมด้วยการทรมานตัวเองยิ่งน่าสงสาร เพราะการฝึกขั้นอุกฤษณ์นั้น มันจะได้รับผลสองอย่าง หนึ่งคือ ได้แค่ทน ทนได้ด้วยร่างกายและใจที่เอาแต่ทนๆๆๆ กับสองสามารถละกิเลสส่วนนั้นๆให้เบาบางลง  อย่างแรกนั้นส่วนมากภายหลังจะเอามาอวด มาบอก มาโฆษณาให้คนรู้ ว่าฉันผ่านมาหนักอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนอย่างที่สองนั้นไม่พูดถึงหากไม่จำเป็นไม่เห็นประโยชน์

    ความพ้นทุกข์นั้นจะเกิดขึ้นสองแบบคือ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ และปัญญาแตกฉานไปในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ในความดับและทางดับทุกข์แล้วละได้ การถึงที่สุดแห่งทุกข์นั้นเกิดจากการปฏิบัติที่เข้มข้นจริงจัง จนเกิดความทุกข์ขึ้นเต็มที่ในจิตใจ จนใจมันยอมรับทุกข์ไม่ได้อีกมันก็จะปล่อยวางออกไป บางครั้งก็จำเพาะเรื่อง บางครั้งสามารถละทั้งยวง อย่างพระอานนท์ที่รีบปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุอรหันต์ในคืนก่อนวันสังคายนา เร่งๆๆๆจนไม่ไหวแล้วร่างกายก็ไม่ไหว ใจก็ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาล่ะๆพักก่อนดีกว่า จังหวะนี้เองใจที่มันทุกข์สุดแล้วๆ(แต่มีสติคุมอยู่)มันก็ทิ้งเลย อตัมมยตาเลย กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย มันทุกข์นี่หว่า แต่คนที่ไม่มีสติควบคุมนี่อาจจะหลงได้เลย

    ส่วนแบบที่สองมีปัญญาแตกฉานไปในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ในความดับและทางดับทุกข์นั้น ก็ยกตัวอย่างได้อย่างพระสารีบุตรที่นั่งถวายงานพัดขณะพระพุทธองค์เทศนาแก่นายเล็บยาว ท่านก็ส่งจิตไปในกระแสธรรมนั้นจนรู้แจ้งเห็นจริงโดยไม่ต้องถึงที่สุดแห่งทุกข์ แต่เห็นแจ้งแล้วมันละเหตุแห่งทุกข์ไปเอง ไม่ต้องทรมานร่างกายหนักๆ

    แบบแรกนี่ บางท่านเร่งทำเต็มที่ แต่ยังไม่ทันถึงที่สุดแห่งทุกข์ ใจมันเลยยังไม่วาง บางท่านทุกข์เต็มที่ แต่ทนจนไม่มีสติ เลยมีแต่ประสบการณ์มาอวดและหลงว่าบรรลุธรรมแล้ว ไม่ยอมรับทุกข์ที่เป็นเพราะไม่เห็นไม่รู้จักทุกข์ หรือใช้ความคิดว่าตนบรรลุธรรมแล้วมาปิดความจริงของใจไว้ บางท่านมีข้อวัตรเข้มข้น แต่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องอย่างนี้ๆเท่านั้นจึงดี บางท่านมีข้อวัตรเข้มข้นเพื่ออวด เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ
 
    มันมาก มันละเอียดครับ อย่ารีบร้อน

สะบายดี...ในวันที่ปีใหม่เริ่มเก่าลงเรื่อยๆครับ
สิ่งที่ไม่เหลือคือ  ความสงสัยในวิถีตน
สิ่งที่เหลือคือ  เดินทางต่อไป และต่อไป

ออฟไลน์ เณรเทือง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: 10:33 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
คิดเสียว่าเค้ายั่วยุให้ท่านได้เขียนสิ่งดีๆนะครับ

อย่าเชื่อ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: 11:23 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
จยย อย่าตบะแตกรับปีใหม่ อย่าได้โอดโอยรำพังและรำพัน

ฅ ฅนหลง

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: 11:26 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
.


.....หวัดดีครับ ท่านเจ้าคุณหลวง และทุกท่าน



ปล่อยวางกันบ้างนะครับ  อย่าไปถือสา อย่าไปถือ มันหนักคับ... ส.ก๊ากๆ ส.ยกน้ิวให้ ส.สู้ๆ ส-ดีใจ

ออฟไลน์ คุณหลวง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: 11:41 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
     ผมไม่คิดว่าเขายั่วยุหรอกครับท่านพี่เณรเทือง ขอบคุณที่ท่านพี่คัดสิ่งดีๆออกมาได้ และไม่ได้แบกไว้หรอกครับท่านพี่ฅนหลงครับ

   เพียงแต่อยากให้ท่านผู้นี้พูดธรรมมากกว่าการเข้ามายกตนข่มท่าน ความจริงสิ่งดีๆที่ถ่ายทอดมาก็หลายส่วน หากเพียงแค่ตัดความอยากชนะผมไปเสียได้เท่านั้นจะงามมากทีเดียว

    ผมเลยเตือนให้คิด แต่การเขียนกับการพูดต่างกัน เพราะว่าหากท่านพี่ได้เห็นได้คุยกับผมเรื่องนี้ ผมว่าเราจะมีเพียงเสียงหัวเราะครับ หัวเราะเบิกบานมิใช่เย้ยหยัน เพราะคนแบบนี้ผมเจอมาแรงกว่าท่านนี้มากครับ เล่นผมซะแทบกระอักเลือด สุดท้ายทุกวันนี้ เขา(คนที่ผมเคยเจอและอยู่ด้วยกันจริงๆ)ก็ยอมรับว่าตัวเองหลงไปมาก และละพยศไปมากทีเดียว

    กับท่านๆนี้ ผมก็เพียงคล้ายกับโดนลูกมางอแงใส่นะครับ ทั้งฉุนทั้งเอ็นดู ก็เลยดุซะบ้าง ปรามๆว่าอย่าเหลิงไปเลยลูก คนดูถูกคนไม่เคยดีจริงสักคนในชีวิตพ่อที่เคยเจอมา พ่อเองก็เคยเป็นอย่างนั้นลูก แต่ก็เข้าใจเด็กกำลังเหลิงบางทีต้องให้เขาประสบการณ์เองบ้างจึงจะรู้จักคิด หรือท่านพี่เห็นอย่างไร

    ส่วนหนึ่งของชีวิตผมมอบให้ธรรมะและทางพ้นทุกข์ อีกส่วนผมยังกั๊กไว้สนุกกับโลก เพราะโลกยังไม่แตก หากโลกแตกวันใด ผมคงสนใจธรรมะอย่างเดียว ส.หลก ส.หัว ส.หัว ส.โบยบิน ส.โบยบิน


สะบายดี...
วันที่ฝนต๊ก ฝนตกครับ ส.กลิ้ง ส.กลิ้ง ส.กลิ้ง
สิ่งที่ไม่เหลือคือ  ความสงสัยในวิถีตน
สิ่งที่เหลือคือ  เดินทางต่อไป และต่อไป

อวดเก่ง

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: 12:14 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
ความคิดคุณยังแค่เด็กๆคุณหลวงเปรียบสะเหมือนขี้แยน้ำมูกไหลแล้ววิ่งไปฟ้องแม่ตบะความอดทนไม่มีเลย

ออฟไลน์ คุณหลวง

Re: ทำไมพุทธเราจึงมีระบบเจ้าสำนัก
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: 12:51 น. วันที่ 03 ม.ค.56 »
ความคิดคุณยังแค่เด็กๆคุณหลวงเปรียบสะเหมือนขี้แยน้ำมูกไหลแล้ววิ่งไปฟ้องแม่ตบะความอดทนไม่มีเลย

    น้อมรับคำวิจารณ์ครับท่าน

    (เสมือน มิใช่ สะเหมือนครับ)

สะบายดี...
สิ่งที่ไม่เหลือคือ  ความสงสัยในวิถีตน
สิ่งที่เหลือคือ  เดินทางต่อไป และต่อไป

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]