gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 


ผู้เขียน หัวข้อ: 10 มีนาคม วันสงขลา 176 ปีแห่งการวางรากฐานเมืองสู่การเป็นจังหวัดเมืองหลวงภาคใต้  (อ่าน 323 ครั้ง)

10 มีนาคม วันสงขลา 176 ปีแห่งการวางรากฐานเมืองสู่การเป็นจังหวัดเมืองหลวงภาคใต้

ออฟไลน์ ทีมงานบ้านเรา

10 มีนาคม วันสงขลา 176 ปีแห่งการวางรากฐานเมืองสู่การเป็นจังหวัดเมืองหลวงภาคใต้

จังหวัดสงขลา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ ด้วยความเพียบพร้อมและการเป็นศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ศูนย์รวมการค้า ศูนย์กลางคมนาคม การศึกษา ที่ตั้งของส่วนราชการระดับภูมิภาค ทำให้จังหวัดสงขลาพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง และด้วยความเป็นเมือเก่าที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์แห่งจังหวัดสงขลา

หลายคนอาจมีความสงสัยว่าทำไมจังหวัดสงขลา กำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม เป็นวันสงขลา เพราะจุดเริ่มต้นของเมืองสงขลาบ่อยาง ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกอบพิธีวางเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2385 โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเทียนชัยและไม้ชัยพฤกษ์ให้แก่พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) และให้สมเด็จพระอุดมปิฎก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระราชครูอัษฎาจารย์พราหมณ์
เป็นประธานฝ่ายพราหมณ์ ร่วมกันประกอบพิธีวางเสาหลักเมืองสงขลา ณ ศาลหลักเมืองสงขลา ซึ่งยังคงมีหลักฐานแสดงชัดเจนที่สุดมาจวบจนทุกวันนี้ และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ ให้มาบรรจุไว้ในเจดีย์หลวงบนเขาตังกวน ซึ่งเป็นสิริมงคลครั้งสำคัญของจังหวัดสงขลา

จังหวัดสงขลา โดยความร่วมมือของส่วนราชการ องค์กรการกุศล ภาคเอกชน ในนามองค์กร 15 ภาคีบริหารจัดการโครงการเรารักสงขลาเฉลิมพระเกียรติ ได้มีการจัดกิจกรรมมอบรางวัลคนดีศรีสงขลามาอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนกิจกรรมวันสงขลา เท่าที่ติดตามและได้ยินชื่องานวันสงขลา ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นในช่วงปี 2559-2560 ยุคของนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ส่วนในอดีตที่มีการจัดกิจกรรมมอบรางวัลคนดีศรีสงขลา เป็นประจำทุกปีไม่แน่ใจว่าได้ยึดวันจัดงานให้ตรงกับวันที่ 10 มีนาคมทุกปีด้วยหรือไม่ แต่ไม่เคยมีการประกาศอย่างชัดเจนว่าเป็นการจัดงานวันสงขลา

สำหรับในปี 2561 งานวันสงขลา จัดขึ้น ณ ศาลหลักเมืองสงขลา และบริเวณย่านเมืองเก่านครสงขลา โดยมีนายดลเดช
 พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานจัดงาน เริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตร ,พิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองสงขลา ,ขบวนเชิญผ้าพระบฏบูชาพระบรมสารีริกธาตุห่มเจดีย์หลวงขเขาตังกวน ,การพัฒนาพื้นที่สระบัวและป่าแหลมสนอ่อน ในช่วงเย็นมีขบวนแห่ชาวสงขลาสามวัฒนธรรม และพิธีเปิดงานวันสงขลา และงานมหกรรมหกรรมวัฒนธรรมชายแดนใต้ มีการแสดงมโนราห์ การแสดงทางวัฒนธรรม การเสวนา 176 ปี ย้อนเวลาลงเสาหลักเมือง และการออกร้านจำหน่ายสินค้าแบบย้อนยุค

ส่วนอีกหนึ่งกิจกรรรมจัดขึ้น ณ สวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นการจจัดงาน "เส้นทางสายไหมทางทะเลเมืองสงขลา Songkhla Maritime Silk Road" โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและร่วมบรรยายพิเศษ มีการจัดนิทรรศการเมืองสงขลาในอดีต และวีดีทัศน์เส้นทางสายไหมทางทะเลในภาคใต้ของประเทศไทย ,เรื่องเล่าความสัมพันธ์ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในภาคใต้ , การแสดงนาฏศิลป์-ดนตรี และการแสดงพลุดอกไม้ไฟ และการมอบโล่เกียรติคุณ “คนดีศรีสงขลา” ประจำปี 2560 ซึ่งมี 6 รางวัล ประกอบด้วย

- ข้าราชการดีเด่น ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยทักษิณ ผู้ทุ่มเทการสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ โดยเฉพาะมโนราห์ ที่ได้ทุ่มเทการสอนให้กับนักศึกษาและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง
- นักธุรกิจดีเด่น ได้แก่ นายรังษี รัตนปราการ วิศวกรอาวุโส นักธุรกิจที่ประสบความเร็จและสำนึกรักบ้านเกิดเป็นผู้ร่วมผลักดันโครงการสงขลาสู่เมืองมรดกโลกฃ
- เกษตรกรคนดีศรีสงขลา ได้แก่ นายเกษม สังข์ทอง ประธานอาสาสมัครเกษตรอำเภอระโนด ผู้สร้างสวนเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยังมีจิตอาสาถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
- เยาวชนดีเด่น ได้แก่ นางสาวจุฬานันท์ ขันติกุลานนท์ จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย นักเรียนผู้มีผลการเรียนดี มิวินัย และเป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองการแข่งกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซียในปี 2560
- องค์กรดีศรีสงขลา ได้แก่ มูลนิธิสานฝันปันรัก ผู้บริหารโรงเรียนสานฝันปันรักมูลนิธิ โรงเรียนเพื่อเด็กโอกาสกับเด็กพิการให้ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ ไวคคุณ เป็นประธานมูลนิธิ
- ครอบครัวดีศรีสงขลา ครอบครัวนายไพฑูรย์ คชเสนีย์ เป็นครอบครัวที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต ซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบอาชีพ และมีจิตสาธารณะ

สำหรับจังหวัดสงขลาในปัจจุบัน มีขนาดพื้นที่ 7,393,889 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,853,249 ไร่ มีขนาดใหญ่ เป็นอันดับที่ 27 ของประเทศ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของภาคใต้รองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช แบ่งเขตปกครองเป็น 16 อำเภอ คือ เมืองสงขลา,หาดใหญ่,รัตภูมิ,ควนเนียง,บางกล่ำ,คลองหอยโข่ง,ระโนด,สทิงพระ,กระแสสินธุ์,สิงหนคร,นาทวี,เทพา,สะบ้าย้อย,จะนะ,นาหม่อม,สะเดา

- ตราประจำจังหวัด สังข์ทองบนพานแว่นฟ้า
- ดอกไม้ประจำจังหวัด เฟื่องฟ้า
- ต้นไม้ประจำจังหวัด สะเดาเทียม
- คำขวัญประจำจังหวัด นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้   

อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี รัฐเคดาห์ และรัฐเปอร์ลิสของประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล

*ประวัติความเป็นมาฉบับเต็มจาก www.songkhla.go.th
ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองสงขลา ปรากฏเป็นครั้งแรกในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับ-เปอร์เซีย ระหว่าง ปี พ.ศ.1993-2093 ในนามของเมืองซิงกูร์ หรือซิงกอร่า แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักร สยามของนายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลา ว่า "เมืองสิงขร" จึงมีการสันนิษฐานว่า คำว่า สงขลา เพี้ยนมาจากชื่อ "สิงหลา" (อ่าน สิง-หะ-ลา) หรือสิงขร

เหตุผลที่สงขลามีชื่อว่า สิงหลา แปลว่าเมืองสิงห์ โดยได้ ชื่อนี้มาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อินเดีย แล่นเรือมาค้าขาย ได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว เมื่อมองแต่ไกล จะเห็นเป็นรูป สิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดีย จึงเรียกเมืองนี้ว่า สิงหลา ส่วนไทยเรียกว่า เมืองสทิง เมื่อมลายูเข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิง ก็เรียกว่า เมืองสิงหลา แต่ออกเสียงเพี้ยนเป็นสำเนียงฝรั่งคือ เป็น ซิงกอร่า (Singora) ไทยเรียกตามเสียงมลายูและฝรั่งเสียง เพี้ยนเป็นสงขลา อีกเหตุผลหนึ่งอ้างว่า สงขลา เพี้ยนมา จาก "สิงขร" แปลว่า ภูเขา โดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่ บริเวณเชิงเขาแดง ต่อมาได้มีการพระราชทานนาม เจ้าเมืองสงขลาว่า "วิเชียรคีรี" ซึ่งมีความหมายสอดคล้อง กับลักษณะภูมิประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า "สงขลา" เดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ) เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็นอา และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็ว ตัดหะ และ นะ ออก คงเหลือ สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็น ซิงกอรา

สงขลา เป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวสืบต่อกันตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการค้นพบหลักฐาน ได้แก่ ขวานหิน ซึ่งเป็นเครื่องมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อำเภอสทิงพระ ประวัติ ความเป็นมา และวัฒนธรรมสมัยที่ เมืองสทิงพระเจริญ เค บูรล์เบท ได้ให้ทัศนะว่า สทิงพระ คือศูนย์กลางของอาณาจักรเซี้ยะโท้หรือเซ็กโท เป็นแหล่งหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดียโดยตรงในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 7 ศตวรรษ เพราะมีร่องรอยทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ที่แสดงให้เห็นว่าเมืองสทิงพระเป็น ศูนย์กลางการปกครองดินแดน รอบ ๆ ทะเลสาบสงขลาในสมัยนั้น

ในพุทธศตวรรษที่ 19 ชื่อเมืองสทิงพระเริ่มเลือนหายไป และเกิดชุมชนแห่งใหม่ใกล้เคียงขึ้นแทน เรียกว่า "เมืองพัทลุงที่พะโคะ" ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ต่อมาระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 20-22 พวกโจรสลัดมลายูได้เข้าคุกคามบ่อย ๆ ทำให้เมืองพัทลุงที่พะโค๊ะค่อย ๆ เสื่อม หลังจากนั้นเกิดชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น 2 แห่ง บริเวณรอบทะเลสาบสงขลา คือ บริเวณเขาแดงปากทะเลสาบสงขลา และได้กลายเป็นเมืองสงขลาริมเขาแดง และอีกแห่งที่บางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และกลาย เป็นเมืองพัทลุง

ระหว่างปี พ.ศ.2162-2223 เมืองสงขลาริมเขาแดงมีความเจริญด้านการค้าขายกับต่างประเทศ โดยมีเจ้าเมืองเชื้อสายมลายูอพยพมาจากอินโดนีเซีย พวกมลายูเหล่านี้ได้หลบหนีการค้าแบบผูกขาด ของพวกดัทช์มาเป็นการค้าแบบเสรีที่สงขลา โดยมีอังกฤษ์เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในระยะแรกระหว่าง ปี พ.ศ.2162-2185 เจ้าเมืองสงขลาเป็นมุสลิม หลังจากนั้นในช่วงปี พ.ศ.2185-2223 เจ้าเมืองสงขลาเป็นกบฎ ไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดจึงถูกสมด็จพระนารายณ์มหาราช ปราบปรามจนราบคาบ และถูกปล่อยให้ทรุดโทรม และตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง

จนถึงช่วงปี พ.ศ.2242-2319 เมืองสงขลาไปตั้งขึ้นใหม่ที่บริเวณ บ้านแหลมสน เรียกว่า เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ตั้งตัวเมืองสงขลาปัจจุบัน เมืองสงขลา ได้พัฒนาเป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ ในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อ พ.ศ.2310 ประเทศสยามเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ได้เกิดก๊กต่าง ๆ ขึ้น เจ้าพระยานคร ซึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่ ได้ตั้ง นายวิเถีย ญาติมาเป็นเจ้าเมือง เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊กเจ้านครได้แต่งตั้งให้ จีนเหยี่ยง แซ่เฮ่า ซึ่งเป็นนายอากรรังนก เป็นเจ้าเมืองในปี 2318 ได้รับพระราชทินนามเป็น "หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ" (ต้นตระกูล ณ สงขลา) เชื้อสายของตระกูลนี้ได้ปกครองเมืองสงขลาติดต่อกันมาไม่ขาดสายถึง 8 คน (พ.ศ.2318-2444)

จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2379 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) โปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ก่อสร้างป้อมกำแพงเมือง ระหว่างที่ก่อสร้าง ตวนกู อาหมัดสะอัด ชักชวนหัวเมืองไทรบุรี ปัตตานี และหัวเมืองทั้ง 7 ยกมาตีสงขลา เมื่อปราบปรามขบถเรียบร้อยแล้ว จึงได้สร้างป้อม และกำแพงเมืองสงขลาจนเสร็จ และได้จัดให้มีการฝังหลักเมืองและได้ย้ายเมืองสงขลา มายังฝั่งตะวันออกของแหลมสน "ตำบลบ่อยาง" คือ ในเขตเทศบาลนครสงขลา ปัจจุบัน

ครั้นถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครอง ได้ทรงจัดตั้ง มณฑลเทศาภิบาลขึ้น และได้ส่งพระวิจิตรวรสาสน์ (ปั้น สุขุม) ลงมาเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจราชการ เมืองสงขลา ในปี พ.ศ.2438 เป็นแห่งแรก และในปี พ.ศ.2439 จึงได้จัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.2439-2458) และเป็นที่ตั้งศาลาว่าการภาคใต้ (พ.ศ.2458-2468) นอกจากนี้เมืองสงขลาเคยเป็น ที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาล และอุปราชภาคใต้ จนสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงปี พ.ศ.2475 ได้มีการยุบมณฑลและภาค เปลี่ยนเป็นจังหวัด สงขลาจึงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้จนถึงปัจจุบัน

ศูนย์ข่าวบ้านเรา ฉับไวทุกข่าวสาร ทันทุกสถานการณ์ท้องถิ่น
แจ้งข่าว รายงานข่าว โทร.074-214222 อีเมลล์ webgimyong@gmail.com

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]