gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ฝ่ายปกครองหาดใหญ่ จับรถหรูขนใบกระท่อมมาเต็มคันหนักกว่า 585กก.  (อ่าน 10256 ครั้ง)

ฝ่ายปกครองหาดใหญ่ จับรถหรูขนใบกระท่อมมาเต็มคันหนักกว่า 585กก.

ออฟไลน์ ทีมงานบ้านเรา

ฝ่ายปกครองหาดใหญ่ จับรถหรูขนใบกระท่อมมาเต็มคันหนักกว่า 585กก.

หาดใหญ่ ... ฝ่ายปกครอง อ.หาดใหญ่ นำ สมาชิก อส. ตั้งจุดตรวจตามมาตรการด้านความมั่นคงฯ สามารถจับกุมพ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางใบกระท่อม 585 กิโลกรัม และรถยนต์อีก 1 คัน

25 พ.ค.61 ตั้งแต่เวลา 04.30 น. นายทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอหาดใหญ่ นายครรชิต กปิลกาญจน์ ปลัดอาวุโส นายนิพนธ์ ชิตมณี ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ได้สั่งการให้ นายคทาวุฒิ พิมพ์ศักดิ์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นายณรงค์กร สุวรรณะ จ่ากองร้อย พร้อมด้วยสมาชิก อส.อ.หาดใหญ่ ที่ 4 ออกตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดเพื่อจำกัดเสรีฝ่ายตรงข้าม ป้องกันการเข้ามาก่อเหตุภายในพื้นที่ บริเวณ ถ.กาญจนวณิชย์ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ฯ สามารถจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดพืชกระท่อม ผู้ต้องหา 1 คน พืชกระท่อม น้ำหนัก 585 กิโลกรัม พร้อมด้วยรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต แคปติวา จำนวน 1 คัน

จึงได้แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมบันทึกจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา อาสาสมัคร พิทักษ์เมือง อ.หาดใหญ่
ศูนย์ข่าวบ้านเรา ฉับไวทุกข่าวสาร ทันทุกสถานการณ์ท้องถิ่น
แจ้งข่าว รายงานข่าว โทร.074-214222 อีเมลล์ webgimyong@gmail.com

แดง จิตสิทธิ

  • บุคคลทั่วไป

แดง สะเดา

  • บุคคลทั่วไป
มือสั่น คางสั่น จับตรวจฉี่ม่วงเลยครับ จับให้มั่น คั้นให้ตาย  ส.เดี๋ยวโดน

แขกยุมแดง หนูเสน

  • บุคคลทั่วไป
เรื่องของ ความโลภ นั้น...ลองถ้าหากมันถูกปลุก ถูกกระตุ้น อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าแบบเต็มสูบ เต็มกำลัง อะไรๆ ก็เอาไม่อยู่ รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ไปด้วยกันทั้งนั้น และจนกว่าที่มันจะหมดเรี่ยว หมดแรง หมดพลังงาน เผาผลาญ ภายในตัวมัน...ทุกสิ่ง ทุกอย่าง รอบๆ ข้าง อาจหลงเหลืออยู่แค่เศษซากปรักหักพัง มีแต่ต้องฉิบหาย วายวอด กันไปเป็นแถบๆ...
-----------------------------------------------
สำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นผู้รองรับ การปลุกกระแสความโลภแบบต่อเนื่อง ยาวนาน มาเป็นปีๆ จะถึงขั้นต้องฉิบหายในปีนี้ หรือปีหน้า ปีโน้น หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจสรุปได้ ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ถ้าหาก นโยบายจำนำข้าว ของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าต่อไป แบบไม่คิดจะบันยะ บันยังใดๆ เอาเสียเลย ไม่วันหนึ่ง วันใด...คงไม่น่าจะเหลือเศษซากใดๆ เอาไว้ทำยา หรือเอาไว้ดูต่างหน้าแน่ๆ เรียกว่า ขนาดต้องควักเอาเงินรักษาสภาพคล่องออกมาใช้กันแล้ว...ก็ยังใช้ไม่พอ ขาดไปอีกนับเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน เหลือ ตัวช่วย เพียงอีกตัวเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ต้องสวดมนต์ภาวนาให้ ภาวะภัยแล้ง เป็นตัวช่วยหยุดยั้ง ช่วยลดปริมาณข้าวนาปรัง และนาปี ให้เหลืออยู่น้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้...
--------------------------------------------------
แต่ไม่ใช่เฉพาะกลไก ที่ถูกออกแบบให้รองรับความโลภ อย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น กระทั่งผู้ที่ถูกปลุกให้โลภ ถูกกระตุ้นให้โลภโดยตรง อย่างบรรดาเกษตรกร หรือชาวนาทั้งหลาย ผลพวงแห่งความโลภ ที่มันกำลังย้อนกลับกลายมาเป็น ผลกรรม นับวันดูจะแสดงตัวตน ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ท่านผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ในด้านการเกษตรและด้านสุขภาพ ท่านได้รวมตัวจัดสัมมนา เพื่อชี้ให้เห็นคุณและโทษ ของการนำเอาสารเคมีการเกษตรมาใช้ เพื่อเร่งผลผลิตการเกษตร ณ เวทีสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ และ เอ็กซ์ไซท์-ไทยโพสต์ ได้นำมารายงานเอาไว้เมื่อวานนี้ ซึ่งพอสรุปโดยคร่าวๆ ได้ว่า ด้วยเหตุที่ต้องการจะเร่งผลผลิต หรือต้องการจะปลูกข้าวให้ได้มากๆ เข้าไว้ จะได้เอามาจำนำกับรัฐบาลกันให้เยอะๆ บรรดาเกษตรกรส่วนใหญ่ จึงหันไปโหมใช้สารเคมีการเกษตร ระดับที่ทำให้ปริมาณการสั่งเข้า เพิ่มขึ้นเป็นกองภูเขา เลากา สูงกว่าตึกใบหยก ไปแล้วถึงขั้นนั้น...
----------------------------------------------------
ยิ่งแต่ละคน แต่ละราย ล้วนมีบัตรเครดิต รูดปรื๊ด...รูดปรื๊ด อยู่ในมือ ยิ่งส่งผลให้การใช้สารเคมีแต่ละประเภท เป็นไปแบบระเบิดเถิดเทิง หนักขึ้นไปใหญ่ เพราะการปลูกข้าว ผลิตข้าว ในแต่ละรุ่น มันได้กลายเป็น การลงทุน หรือกลายเป็น อุตสาหกรรมการเกษตร ไปแล้ว ไม่ใช่เป็น วิถีชีวิต แบบชาวนารุ่นก่อนๆ ดังนั้น...ไม่ว่าสารเคมีแต่ละประเภท มันจะ อันตราย หนักหนาสาหัสขนาดไหน หรือถึงขั้นบางประเทศ สั่งห้ามใช้กันไปแล้วก็มี แต่เพื่อให้ได้ปริมาณข้าวมากๆ เข้าไว้ เพื่อเอามาจำนำกับรัฐบาลกันให้เยอะๆ โดยจะเอาเงินที่ได้ ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ทีวี เอาไปซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก หรือเอาไปใช้หนี้ค่าหวย ฯลฯ หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่ แต่ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นจากราคารับจำนำ จากปริมาณผลผลิตที่เร่งปลูก เร่งใช้สารเคมี แทนที่จะทำให้ คุณภาพชีวิต ของเกษตรกรเหล่านี้ดีขึ้น มันกลับทำให้ชีวิตของเกษตรกรแต่ละชีวิต ถูกนำไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเปื่อยๆ ยิ่งขึ้นทุกที...
--------------------------------------------------
อันตรายจากสารพิษที่อยู่ในสารเคมีการเกษตร ซึ่งถูกนำมาใช้ในการเร่งผลผลิตให้เยอะๆ เข้าไว้ เท่าที่ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ท่านได้แจกแจงเอาไว้ ต้องเรียกว่า...น่าขนหัวลุกเอามากๆ!!! ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่การทำให้เกิดความผิดปกติในดีเอ็นเอ ก่อให้เกิดมะเร็ง และโรคเรื้อรังนานาชนิด เกิดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง เพิ่มขึ้นถึง 4.4 เท่า เกิดการแบ่งตัวอย่างผิดปกติของเซลล์ตับ กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก เกิดการรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ ทำลายเอนไซม์ที่เยื่อหุ้มสมอง เกิดความผิดปกติของอสุจิ และการตายของอสุจิ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ทำให้น้ำหนักลด กล้ามเนื้อกระตุก กินน้อย โลหิตจาง เกิดอาการสั่น สูญเสียการทรงตัว น้ำนมลดลง ลูกอาจตายตั้งแต่เกิด ไปจนกระทั่งสามารถทำให้เกิดอาการ กลายพันธุ์ ไปเลยถึงขั้นนั้น ฯลฯลฯลฯ และจากการสำรวจ โดยโครงการประเมินความเสี่ยงของเกษตรกร จากสารกำจัดศัตรูพืช ในปีที่ผ่านมา จากจำนวนเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 500,000 ราย พบว่า เกษตรกรที่ตกอยู่ในอัตราเสี่ยงจากสาเหตุชนิดนี้ มีสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว...
-------------------------------------------------------
พูดง่ายๆ ว่า...ถึงจะได้เงิน ได้ทอง มาสนองตอบความต้องการ สนองตอบความโลภกันในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้า โอกาสที่จะตายกับตาย หรือถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตนั้น ย่อมมีความเป็นได้สูงเอามากๆ และไม่ใช่แต่เฉพาะตัวเอง ที่เป็นพ่อๆ-แม่ๆ ผัวๆ-เมียๆ เท่านั้น แต่ในอนาคตที่ยาวไกลไปถึงลูกๆ หลานๆ ซึ่งจะเกิดมาในแต่ละรุ่น ดีไม่ดีอาจต้อง กลายพันธุ์ ไปเป็นสัตว์ประหลาด เป็นมนุษย์ต่างดาว เอาเลยก็ไม่แน่ ทั้งนั้น ทั้งนี้...ล้วนเนื่องมาจากสาเหตุของความโลภ ที่ถูกปลุก ถูกกระตุ้น กันอย่างเป็นระบบ อย่างเป็นกระบวนการ ไล่มาตั้งแต่ยอดถึงฐานนั่นเอง...
---------------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...การที่มีผู้ออกมา เชลียร์เช็ด รัฐบาล ชนิดขนติดปาก ด้วยการให้ความยกย่อง เชิดชู นโยบายรับจำนำข้าว ถึงขั้นถือเป็นแนวนโยบาย ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ การเปลี่ยนแปลงประเทศ ก็อาจไม่ถึงกับผิดพลาดอะไร มากมายซักเท่าไหร่นัก เพียงแต่ว่ามันอาจไม่ใช่การปฏิรูป อันมีความหมายเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ออกจะเป็นไปในแบบ ปฏิรูด ซะมากกว่า คือมีแต่รูดลงไปกองกับพื้น ก่อนจะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื้น-ฟื้นไม่มี ไปอีกนานเท่านาน หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศจาก หน้ามือ ให้กลายเป็น หลังตีน ในชั่วเวลาข้ามคืน เพราะในเมื่อความโลภ มันได้ถูกปลุก ถูกกระตุ้น ถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าแบบเต็มสูบ เต็มกำลังเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็คงเอาไม่อยู่ กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ ที่เป็นผู้คิดค้นนโยบายชนิดนี้เองก็เถอะ ลักษณะอาการทุกวันนี้...คงไม่ต่างอะไรไปจาก คนขี่เสือ ไม่กล้าลง หาทางลงไม่เจอ และเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องโดนเสือรับประทาน ก็คงต้องปล่อยให้ประเทศทั้งประเทศ โดนแดก จนกว่าจะฉิบหาย วายวอด กันไปทั้งประเทศ ด้วยประการฉะนี้.

แถกยุมแดง หนูสังข์

  • บุคคลทั่วไป
เพิ่งกลับจากเมืองสุไหงปัตตานีประเทศมาเลเซีย ในอดีตเมืองนี้เป็นแค่เมืองทางผ่านไปปีนังเล็กกว่าและเจริญน้อยกว่าหาดใหญ่บ้านเราซะอีก เพียงไม่เกินสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคของ ดร.มหาเธร์ เมืองนี้เจริญขึ้นผิดหูผิดตาผังเมืองใหม่ขยายตัวได้อย่างลงตัวและสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย มีศูนย์การค้าเกิดขึ้นหลายแห่งล่าสุดคือ C-Mart ริมมอเตอร์เวย์เลย ถึงแม้จะไม่ใหญ่เท่า Central และ Robinson แต่ก็ไม่น้อยหน้ากว่า ผิดกับหาดใหญ่บ้านเราสิบปีที่แล้วกับเดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างนอกจากมีห้างยักษ์ใหญ่เข้ามากับบรรดาซุปเปอร์สโตร์อย่างLotus และ Big C ผนวกกับบรรดาร้านสะดวกซื้อ seven eleven ที่ผุดขึ้นมาแทนที่โชว์ห่วย ในส่วนของผังเมืองไม่มีการวางแผน ดูหาดใหญ่ทุกวันนี้ดูเละเทะไร้ระเบียบ การจราจรติดขัด ชีวิตความเป็นอยู่ของคนมาเลเซียรายได้สูงกว่าคนไทย แต่สินค้าอุปโภคบริโภคถูกกว่าบ้านเราไม่น้อยขนาดสินค้าไทยในห้างฯยังถูกกว่าไปซื้อที่โลตัสหาดใหญ่ ทั้งที่เป็นสินค้าจากเมืองไทยรุ่นใหม่ซะด้วย ขนาดของกินผมไปซื้อข้าวมันไก่สั่งไก่สับหนึ่งตัวแค่ 24 ริงกิต(ประมาณ 240 บาท) บ้านเราราคานี้ได้ไม่ถึงตัว เริ่มอิจฉาคนมาเลย์ที่มีรัฐบาลไม่ค่อยจะโกงกิน เอาใจใส่ประชาชนสินค้าที่มีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันจะถูกควบคุมไม่ให้ราคาแพง เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง และ อาหาร น้ำมันเบนซิน97 ราคาลิตรละ 29 บ.(บ้านเรา 40 ต้นๆ) เบนซิน 95 ราคาลิตรละ 25 บ.(บ้านเรา 37-38 บาท) ไม่สงสัยเลยทำไมคนหาดใหญ่เลือกใช้น้ำมันมาเลย์ ขณะที่ขนส่งมวลชนอย่างรถไฟ ที่สถานีรถไฟสุไหงปัตตานีมีการสร้างใหม่เพื่อรองรับรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนโดยตรงรุ่นใหม่(ความเร็ว 160 กม./ชม. รฟท ของเราวิ่งได้แค่ 90 กม./ชม.) ในขณะนี้ระบบราง เสาไฟฟ้าและอาณัติสัญญาณได้ดำเนินการไปจนถึงปาดังเบซาร์เรียบร้อยแล้วน่าจะประมาณไม่เกินหนึ่งปี นั่งจากปาดังไป KL ไม่เกิน 4 ชม. ไปสิงคโปร์ ไม่น่าเกิน 8 ชม. รถไฟที่สะดวกสะดวกสบายรวดเร็วที่สำคัญไร้มลพิษและปลอดภัย เพราะมีแนวรั้วปิดข้างรางตลอดแนว แถมเป็นระบบรางคู่ไม่ต้องรอสับหลีกแบบบ้านเรา ที่ยังดักดานไม่เปลี่ยนแปลง แต่เพ้อเจ้อให้ข่าวจะสร้าง Hi-speed train จาก กทม.-เชียงใหม่ ขนาดระบบรางคู่ยังไม่มีปัญญาสร้างเลย นี้เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยที่ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างเมืองไทยกับมาเลเซีย
            เห็นแล้วได้แต่ปลงสังเวชกับคนไทยทั้งประเทศว่า เรานอกจากจะไม่พัฒนาเดินหน้าแล้วยังจะย่ำอยู่กับที่อีก เพราะประเทศไทยมีแต่นักการเมืองคดโกง โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อน นักฉวยโอกาส ไม่คิดจะเข้ามาพัฒนาบ้านเมืองนอกจากกอบโกยอย่างเดียว ข้าราการก็ไม่ทำงาน ขี้เกียจเอาเปรียบประชาชน หวังเศษเงินใต้โต๊ะในการทำงาน นี้คือความแตกต่างระหว่างนักการเมืองและข้าราชการของประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อเทียบกับของเรา ไทยกำลังเข้าสู่ยุคเสื่อมสุดๆมีแต่เรื่องงี่เง่าทางการเมือง สังคมเสื่อมทรามเต็มไปด้วยคดีฆ่ากันรายวัน จี้ปล้น ฉกชิงวิ่งราว ขมขื่น ประชาชนส่วนหนึ่งก็มัวแต่ดื่มด่ำกับละครน้ำเน่าที่เอาแต่มันในอารมณ์แต่ไม่ประเทืองปัญญา จนกระทั่งมีเด็กเลียนแบบผูกคอตายแต่ กบว.ก็ยังเงียบเหมือนปากอมสากกะเบือกันหมด
             เมื่อไหร่คนไทยจะตื่นซะทีอย่าคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสันดานของนักการเมืองจอมปลอมทั้งหลาย พวกท่านควรเปลี่ยนแปลงตัวเองเลิกแบ่งสีแบ่งพวก มาช่วยกันแก้ไขผลักดันให้มีการแก้ไขที่มาที่ไปของบรรดาคนที่อาสาจะมาทำงานการเมือง มีบทลงโทษที่รุนแรงและไม่มีหมดอายุความ ถ้าทำความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจต้องชดใช้ส่วนตัว ประชาชนทั้งประเทศต้องเป็นผู้ที่เลือกนายกฯโดยตรงไม่ใช่เลือกผ่านบรรดา สส. องค์กรอิสระทั้งหลายต้องเลือกโดยประชาชนโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่แต่งตั้งและลากตั้งเข้ามา ถ้าเราทำได้ประเทศไทยจะสามารถเดินไปข้างหน้าไปอย่างมีสง่าราศี ทุกวันนี้ในอาเซียน(ถ้าไม่รวม พม่า เขมร ลาว เวียตนาม) ไทยมีอัตราเจริญก้าวหน้าต่ำที่สุด ดูแค่หาดใหญ่ที่เดียวก็พอ    กลุ้มใจ

กบแดง บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป

เรด บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
ถ้าคนที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วชนิดเป็นดำกับขาว ถ้ามีการเลือกตั้งเมื่อใด ประเทศไทยก็เปิดโหมดกลียุครอไว้ได้เลย สงครามโซเชี่ยลคงถล่มกันไฟลุกจรดเมฆ จากนั้นก็ลามปามไปสู่โลกจริง สงครามเผาบ้านเผาเมืองคงตามมาในไม่เนิ่นช้า
.
คงต้องอัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่เป็นอมตะตลอดกาลมาให้สดับกันอีกครั้งหนึ่ง
.
“บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่อยู่ที่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
.
สรุปความสำคัญได้ดังนี้ คือ
๑. ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง
๒. ควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ
๓. อย่าให้คนชั่วก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้
.
แล้วใครจะเป็นผู้ทำตามรับสั่งนี้ได้ ถ้าไม่ใช่คนไทย แต่ถ้าคนไทยยังแยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือคนดี อะไรคือคนชั่ว บ้านเมืองคงถึงซึ่งความวิบัติฉิบหายเป็นแน่แท้  จะวัดว่าใครคือคนดี ใครคือคนชั่ว ต้องเอาศีลเอาธรรมมาเป็นเครื่องวัด จะปล่อยให้ใจคิดนึกเอาเองไม่ได้ เพราะใจเรายังมีกิเลส ยังมีความหลงผิดอยู่
.
คนเราย่อมมีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องเป็นความเห็นต่างที่สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติ อันจักนำไปสู่การพัฒนาความดีที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่นนั้น ยิ่งเห็นต่างมาก ก็ยิ่งมีประโยชน์มาก จะไม่ทำให้คนไทยโกรธกัน จะไม่ทำให้คนไทยทะเลาะกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็เจตนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองด้วยกัน
.
แต่ถ้าเป็นความเห็นต่างที่แอบแฝงเจตนาชั่วร้ายที่คอยจ้องบ่อนทำลายสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เจตนาจะสร้างความแตกแยกในสังคมไทย ให้คนไทยเกลียดกันทะเลาะกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างที่เคยเป็นมา
.
จงรู้ไว้เถิดว่า นั่นไม่ใช่ความเห็นต่าง แต่เป็นแผนปฏิบัติการอุบาทว์ชาติชั่วเลวทรามต่ำช้าของบุคคลบางจำพวก ที่มุ่งคิดร้ายทำลายชาติ ทำลายสถาบัน ต่างหาก
.
ถ้าสถานการณ์การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยังไม่เป็นเอกภาพ คือ มีเจตนาเป็นหนึ่งเดียว ที่ต่างมุ่งหวังสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ประเทศชาติ โดยไม่มีเจตนาชั่วร้ายแอบแฝง ไม่มีเจตนาที่จะคิดคดทรยศต่อชาติ ไม่มีเจตนาที่จะโกงชาติ ปล้นชาติ ขายชาติ ดังนี้ การเลือกตั้งก็ถือเป็นการดีการชอบแท้ เป็นการเลือกตั้งที่สะอาด ไม่ใช่การเลือกตั้งสกปรกเลอะเทอะ
.
แต่ถ้าการเลือกตั้งเป็นเพียงกรรมวิธีที่จะเปลี่ยนผ่านให้คนชั่วได้เข้ามาสู่อำนาจ ได้ เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ เข้ามาบ่อนทำลายประเทศชาติ เข้ามาคิดคดทรยศชาติ โกงชาติ ปล้นชาติ เหมือนอย่างที่เคยผ่านมา ถ้าเป็นเช่นนั้น การเลือกตั้งก็หามีประโยชน์อันใดไม่ คนไทยจะโหยหาการเลือกตั้งไปเพื่อประโยชน์อะไร?
.
ยังไม่ทันจะได้เลือกตั้ง กลิ่นอายของการทะเลาะวิวาทขัดแย้งกันก็โชยมาจนเหม็นคละคลุ้งไปหมดแล้ว ถ้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเมื่อไร บ้านเมืองคงจะหาความสงบสุขไม่ได้อีกต่อไป ก็คงจะมีการประท้วงรายวันเกิดขึ้นตลอดเวลา การใช้ปากใช้ตัวอักษร เป็นหอกเป็นดาบทิ่มแทงกัน คงมันหยดติ๋ง ๆ อย่างถึงใจของพวกที่ต้องการจะป่วนบ้านป่วนเมือง
.
ก็ดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี พวกที่ทำไม่ดีกับประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อทำกรรมหนัก ๆ เข้า ก็เท่ากับสั่งสมบาปกรรมไปเรื่อย ๆ ประเดี๋ยวก็ฉิบหายไปเองตามกรรมของเขา
.
บ้านเมืองจะเจริญไปไม่ได้หรอก ถ้าหากยังมีพวกคิดคดทรยศต่อชาติอยู่อย่างเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง มันต้องพังกันไปข้างหนึ่งนั่นแหละ! เปรียบเหมือนความมืดกับความสว่าง ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้ ต้องเลือกเอาอันใดอันหนึ่ง มีมืดก็ต้องไม่มีสว่าง
.
แต่เชื่อเถอะ! ประเทศไทยของพวกเราเป็นแดนที่มีพระพุทธศาสนาเจริญสูงสุดในโลก พระอริยบุคคลยังมีอยู่อีกมากมายในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย บุญบารมีของท่านเหล่านั้น จะปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาและประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรไปอีกนานแสนนาน  จนกว่าจะถึง ๕๐๐๐ ปี ประเทศไทยจะต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน
.
ดังนั้น คนที่คิดร้ายทำลายชาติ เนรคุณชาติ ทรยศชาติ จิตใจก็หมักหมมอยู่กับด้วยบาป และเป็นบาปหนัก ไฟบาปจะเผาใจเขาให้ทุรนทุรายเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา
.
คนดีก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปให้ดีก็แล้วกัน ทำไปตามสมควรแก่เหตุที่มาเกี่ยวข้อง จงตั้งใจทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อตนเองจะได้รับผลดีสืบต่อไป

ช่วยกันระวังอย่าให้คนชั่วเข้าไปมีอำนาจ อย่าเห็นแก่เศษเงินที่เขาโยนให้ และไม่ต้องไปแช่งชักหักกระดูกเขาหรอก ถึงเวลาที่บาปให้ผล คนชั่วก็จะมีอันเป็นไปฉิบหายไปเอง ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะเจริญไปไม่ได้ หากยังมีคนชั่วคอยขัดขวางความเจริญอยู่
.
คนดีต้องมีมากกว่าคนชั่ว ต้องพยายามให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จะทำอย่างไรได้ ก็ต้องช่วยกันทำ เพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน หากไทยไม่ช่วยไทย ก็แล้วใครจะมาช่วยเรา
.
ดังนั้น ใครอยากฉิบหายไปเร็ว ๆ ก็จงพากันทำชั่วให้หนัก ๆ รีบคด รีบโกง รีบปล้นชาติ รีบขายชาติ รีบบ่อนทำลายชาติ เอาให้หนัก ๆ ไปเลย อย่ารีรอ กรรมชั่วจะได้ให้ผลเร็ว ๆ ไว ๆ เมื่อใดที่คนชั่วกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี หรือไม่ก็ต้องทำชั่วจนถึงซึ่งความพินาศฉิบหายโดยเร็วพลัน จนเหลือน้อย ๆ นั่นแล ประเทศไทยก็จึงจะเจริญ
.
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำดีก็ได้ดีเอง ใครทำชั่วก็ได้ชั่วเอง พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ย่อมเป็นจริงตลอดกาล... ส.สู้ๆ

แดงแจ้ง บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป

กบแดง บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
" อบายมุข " ทุกข์หน ต้นฉิบหาย           
เส้นทางสาย ไร้เจริญ เทินเสื่อมถอย
ดั่งกงจักร มักเห็น เช่นบัวลอย                       
กรรมทรามพร้อย ถอยหลัง ขวางจำรุญ

      " ของมึนเมา " เข้ากาย ไร้สติ               
ลืมชั่ว-ดี จิถูก-ผิด จิตสถุน
ยิ่งเสพติด ฤทธิ์ร้าย ทำลายสกุล                   
ใครหมกมุ่น สูญงาน ลานโรคภัย

      " เที่ยวกลางคืน " ฝืนเริง บันเทิงสถาน   
ศูนย์รวมพาล มารทั่ว มั่วสาไถย
ชักชวนกัน นันทนา กาม์-เมรัย                       
นอนตื่นสาย ไร้สติ ไม่มีพลา

      " ดูละเล่น " การแสดง แล้งแก่นสาร       
ทอดทิ้งงาน สนานสนุก สุขหรรษา
ไม่สรรค์สร้าง กิน-นั่ง-นอน รอนเวลา             
สิ้นคุณค่า น่าเสียดาย ในชีพชนม์

      " เล่นพนัน " ผลาญทรัพย์ นับไม่ไหว     
ล้มละลาย ใช้หนี้ ราวีผล
ลัก-ชิง-โกง ปล้น-ฆ่า ฯลฯ น่าวิกล                 
โฉดชั่วฉล ผลพนัน ผันจิตใจ

      " คบคนชั่ว " เป็นมิตร ผิดถนัด               
สารพัด อนาถทิศ จิตผลักไส
คนเลวทราม นำพา สาระภัย                       
อยู่เดียวดาย สุขใจกว่า อย่าคบพาล

      " ขี้เกียจคร้าน " ภารกิจ ผิดหน้าที่         
ชั่วชีวี มิจำเริญ เมินสุขศานติ์
ตกระกำ ลำบากแร้น แสนทรมาน                 
ทั้งวงศ์วาน พาลตกต่ำ ยากตามตน

      อยากเจริญ ก้าวหน้า อย่าประพฤติ         
หนทางมืด ยึดเยื้อง เนื่องอกุศล
อย่าคล้อยตาม ความเขลา เบากมล             
 เกิดเป็นคน ฝึกฝนจิต พินิจเทอญ ฯ  ส.สู้ๆ

แดงแจ้ง ทุ่งลุง

  • บุคคลทั่วไป

แดงมืด ทุ่งปรือ

  • บุคคลทั่วไป

กบแดง บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
สมมุติ...
นายกบ เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายวิน ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายมืดเปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายวิน นายกบ นายมืด อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.สู้ๆ



 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]