ข่าวสารและสาระ > กระดานลานบุญ

ฝึกสมาธิเบื้องต้น ดับตัวตน ค้นธรรม โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร

<< < (2/2)

อภิสิทธิ์ ภู่ภักดี:

เจตนากำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนาม วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
ขอความเจริญธรรมจงมีแก่โยคีผู้ปฏิบัติทุก ๆ คน วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เราได้มานั่งอยู่ตรงนี้ มาปฏิบัติธรรมกัน สามวันผ่านไปรู้สึกเป็นไงบ้าง ? จับต้นชนปลายถูกบ้างหรือยัง ? อยากจะทบทวนอีกนิดหนึ่งในการกำหนดสภาวะในการปฏิบัติ ที่จริงพวกเราก็ปฏิบัติกันมาสักพักหรือระยะหนึ่งแล้ว บางคนก็ปฏิบัติมานานแล้วและทำได้ดี
ทีนี้ วิธีการกำหนดอารมณ์หรือกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้น หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า ที่กำหนดนั้นถูกหรือเปล่า หรือกำหนดอย่างไรถึงจะถูก และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาเรากำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้น บางครั้งไม่รู้ว่าขณะนั้นกำหนดอารมณ์อะไร หรืออารมณ์หลักที่เรากำลังตามรู้อยู่ในขณะนั้นคืออะไร อย่างเช่น ขณะที่นั่งกรรมฐาน เรากำหนดอารมณ์อะไรเป็นหลัก ? ในขณะที่ตามรู้อยู่ เรารู้สึกว่ากำหนดอาการพองยุบเป็นหลัก หรือกำหนดอาการของลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ? ตรงนี้จะต้องรู้ชัดในขณะนั้นเลยว่าเรากำลังตามรู้อาการอะไรอยู่ จะต้อง “รู้ชัดทันที”
จุดสำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา มี “เจตนา” อย่างเดียวคือ กำหนดรู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดและดับในลักษณะอย่างไร ? ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอาการของพองยุบ อาการของลมหายใจเข้าออก เป็นเวทนาที่เกิดขึ้น หรือมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีนิมิตเกิดขึ้น บางคนนั่งแล้วมีนิมิตเกิดขึ้นมา มีภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้น ภาพในที่นี้มีทั้งภาพคน ภาพต้นไม้ ภาพน้ำตก ภาพทุ่งหญ้า ภาพอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เมื่อนิมิตเหล่านี้เกิดขึ้น ควรทำอย่างไร ? นิมิตเหล่านี้เกิดขึ้น ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ว่า ภาพแต่ละภาพที่เกิดขึ้นมา เขามีแล้วดับอย่างไร ? ผ่านมาแล้วเลือนไป หายไป หรือแวบหาย หรือว่ากระจาย ค่อย ๆ เลือนไป ? สิ่งที่ต้องรู้ เจตนาของเรา คือเข้าไปรู้ว่าเขาเกิดขึ้นแล้วดับอย่างไร ? อันนี้อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่ง “ความต่อเนื่องของอารมณ์ที่เราตามรู้อยู่” เวลาเราตามรู้อาการของพองยุบ เราต้องสังเกตว่า เริ่มแรกเขาเป็นอย่างไร และขณะต่อ ๆ ไปเขาเป็นอย่างไร ? ที่อาจารย์ถามว่า อาการพองยุบมีลักษณะอย่างไร ? เกิดดับอย่างไร ? เราจะเล่าแค่มีพองแล้วก็ยุบ ถามว่า เขาชัดขึ้น หรือว่าค่อย ๆ เบาไป ค่อย ๆ บางไป ? นั่นคือสิ่งที่ต้องสังเกต และเมื่ออาการพองยุบหมดไปแล้วหรือหายไปแล้ว เราจะกำหนดอะไรดี ? ถ้าพองยุบหมดไปหรือหายไปแล้ว สังเกตดูว่า ขณะนั้นจิตใจเรารู้สึกอย่างไร ? เขาเรียก “สภาพจิต” รู้สึกอย่างไร ? รู้สึกสงบ รู้สึกเบา ๆ รู้สึกเฉย ๆ รู้สึกเงียบ ๆ รู้สึกนิ่ง ๆ หรือว่ารู้สึกว่าง ๆ ?
จุดที่ต้องสังเกตก็คือว่า เมื่อพองยุบหายไปแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย รู้แต่ว่าง ๆ ว่าง ๆ ในที่นี้หมายถึงข้างหน้าเราไม่มีอาการเกิดดับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สังเกตนะ เมื่อเรานิ่งในความว่าง เราสำรวจในความว่างนั้นแหละว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาในความว่าง ? ถ้าเรานิ่งสังเกต ก็จะมีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งปรากฏขึ้นมาในความว่างให้เราตามกำหนดรู้ต่อ อย่างเช่น พองยุบหายไป แล้วเรานิ่งในความว่าง มีความคิดปรากฏขึ้นมาให้รับรู้ เราก็ต้องไปรู้ความคิด รู้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาดับอย่างไร ?
อันนี้ต้อง “มีเจตนา” ที่จะรู้ว่า ความคิดเกิดขึ้นมาแล้วดับอย่างไร ? ไม่ใช่ ลองดูซิว่า ความคิดนี้จะคิดไปถึงไหน ? เจตนาต่างกันนะ! จะลองดูซิว่าความคิดนี้จะคิดไปถึงไหน จะยาวแค่ไหน ? กับเจตนาที่จะรู้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาแล้วเขาเกิดดับอย่างไร ? เจตนาตรงนี้จะแตกต่างกัน การเข้าไปกำหนดรู้อาการเกิดดับของความคิด เราก็จะเห็นลักษณะอาการดับของความคิด แต่ถ้าเราสังเกตดูว่า ความคิดจะไปถึงไหน ? มันก็จะไปเรื่อย ๆ เพราะอะไร ? ขณะที่เราคิดไป ก็จะปรุงแต่งไปด้วย แล้วก็คิดต่อ จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย เรื่อย... ทั้งบัลลังก์นั่นแหละ ออกจากบัลลังก์แล้วก็ยังคิดต่ออีก

เมื่อวานที่พูดย้ำว่า การกำหนดสภาวะการกำหนดอารมณ์ทุกครั้ง ต้องมี “เจตนา” ทำไมเราต้องมีเจตนารู้อาการเกิดดับของรูปนาม ? เราต้องมีเจตนาที่จะรู้ความจริงของรูปนาม ที่บอกว่า “สังขารเป็นของไม่เที่ยง สัญญาเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นของไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง” เรารู้ว่าขันธ์ ๕ ของเราเป็นของไม่เที่ยง แต่ก็ยังเข้าไปยึด เพราะอะไร ? “รู้” แต่ “ไม่เห็น” จึงเกิดความรู้สึกเข้าไปยึดว่าเป็นของเรา ความเป็นเราจึงเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏชัด

ถามว่า ขณะที่เรานั่งอยู่นี่ ขันธ์ไหนชัดที่สุด ? รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ? อันนี้แล้วแต่นะ แต่ละคนชัดไม่เหมือนกัน ที่อาจารย์ถามอย่างนี้เพราะว่าขันธ์ทั้ง ๕ ที่ปรากฏชัดแก่เรานั้น บางครั้งไม่ได้ชัดพร้อมกัน สังเกต ทำไมพระพุทธเจ้าถึงแยกเป็นขันธ์ ๆ ? บางครั้งรู้แต่วิญญาณขันธ์กับรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ไม่เกิด ใช่ไหม ? สังเกตไหม นี่คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเวทนาก็คือเวทนาทางจิต ที่เรียกว่า “อุเบกขาเวทนา” ไม่รู้สึกอะไร แค่รู้สึกว่านั่งอยู่แล้วก็ว่าง ๆ เฉย ๆ จะเป็นอย่างนั้นไป

ทีนี้ ที่เราพิจารณารู้อาการเกิดดับ สิ่งสำคัญก็เพื่อให้เรา “คลายจากอุปาทาน” และการรู้อาการเกิดดับของรูปนามก็เหมือนกับรู้ “ชีวิตใหม่” ชีวิตของเราคือรูปกับนาม ใช่ไหม ? มีแต่กายกับใจ ก็คืออาการของรูปนามนั่นเอง เมื่อไหร่ที่เราเห็นรูปนามเก่าดับไป เห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นมา ก็เหมือนกับชีวิตใหม่ แต่ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างละเอียด ต้องกำหนดรู้อย่างใส่ใจจริง ๆ ถามว่า ประโยชน์ของการเห็นอาการเกิดดับคืออะไร ? ดีอย่างไร ? มีโยคีอยากรู้ ทำไมเราต้องรู้อาการเกิดดับ ? รู้อาการเกิดดับแล้วดียังไง ? เคยสงสัยไหมว่า เห็นอาการเกิดดับแล้วได้ประโยชน์อะไร ? ไม่สงสัยนะ

การเห็นอาการเกิดดับของอารมณ์ต่าง ๆ นั้น ยิ่งอายุอารมณ์สั้นเท่าไหร่ การปรุงแต่งก็จะน้อยเท่านั้น อายุอารมณ์ตั้งอยู่นานเท่าไหร่ การปรุงแต่งก็จะมาก การเห็นอาการตั้งอยู่ของอารมณ์นานเท่าไหร่ การเข้าไปยึดก็จะมากขึ้นเท่านั้น แล้วขณะที่อารมณ์ตั้งอยู่แล้วเราก็ปรุงแต่ง ตรงนั้นเขาเรียกเป็น “มโนกรรม” ปรุงแต่งฝ่ายกุศลก็เป็นกุศลกรรม ปรุงแต่งฝ่ายอกุศลก็เป็นอกุศลกรรม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเห็นว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น สังเกตดูสิว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้ถึงอาการเกิดดับ จิตดวงนั้นเป็นอย่างไร ? เป็นกุศลหรืออกุศล ? เป็นกุศล ใช่ไหม ? จิตที่ตั้งมั่น ตัวสติ ตรงนั้นก็จะเป็นกุศล

เพราะฉะนั้น เวลาเราปฏิบัติ จึงให้มีเจตนารู้อาการเกิดดับของอารมณ์ต่าง ๆ ของรูปนามให้มาก สังเกตดูว่า ในชีวิตประจำวันของเรา จิตเราไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์แบบไหนมากกว่ากัน ? ทุกคนสังเกตดี ๆ การที่เราไปเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์อกุศล... ยกตัวอย่างง่าย ๆ ทุกคนเคยเป็นนั่นแหละ เวลาเรามีความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธที่ตั้งอยู่หนึ่งชั่วโมง จิตที่ทำกรรมที่เป็นอกุศลกรรมมีเท่าไหร่ ? กี่เรื่อง ? สังเกตไหม ? เยอะแยะมากมายเลยที่คิดขึ้นมา เพราะอาศัยโทสะเป็นเหตุ เป็นตัวหนุนให้อกุศลกรรมเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น... บางครั้งจากมโนกรรมก็เปลี่ยนมาเป็นวจีกรรม จากวจีกรรมไม่พอ ขยายต่อมาถึงกายกรรม เพราะอาศัยโทสะจิตอย่างเดียว

ทำไมถึงออกมาทางกายทางวาจาได้ ? เพราะจิตของเราเสพอารมณ์เหล่านั้นหลายพันรอบจนเอาไม่อยู่ ไม่มีทางออก ก็เลยต้องออกมาทางวจีกรรมกายกรรม กลายเป็นว่าครบสามองค์! แต่ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ครบองค์เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าอกุศลหรือความโกรธเกิดขึ้นแล้วเราเข้าไปรู้ แล้วเราดับความโกรธเราได้ จิตที่เสวยอกุศลกรรมก็จะลดลง จิตที่เสวยความทุกข์ก็จะสั้นลง เมื่ออายุอารมณ์นี้สั้นลง วิบากกรรมที่เราจะสร้างต่อไปก็จะน้อยลง เป็นการควบคุมกรรมตัวเอง หรือเป็นการตัดกรรมของตัวเอง ไม่ใช่ตัดวิบากนะ คนละอย่างกัน! เป็นการตัดกรรมที่จะสร้างต่อไป จากมโนกรรมเราก็หยุดมันเสีย เริ่มคิดแล้วก็ดับเสีย

เวลาเราโกรธ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? ทุกข์ ใช่ไหม ? วิธีดับทุกข์ ทำอย่างไร ? จะย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเราแล้ว เกี่ยวข้องกัน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าโกรธเมื่อไหร่ก็ทุกข์ แต่ก็ยังพอใจที่จะโกรธ แล้วมาถามครูบาอาจารย์ว่า ทำไมเราถึงชอบโกรธจัง ? แล้วใครจะไปรู้ด้วยล่ะ! ต้องถามว่า ทำไมเราเป็นคนโกรธง่ายจัง ? วิธีดับความโกรธ ทำอย่างไร ? วิธีดับความโกรธคือ ดับความรู้สึกว่าเป็นเรา เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออกเสีย ถ้าเอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก คือละอะไร ? ดับมานะทิฏฐิ ใช่ไหม ? เราเป็นคนมีมานะทิฏฐิมาก โกรธง่าย เป็นคนอารมณ์ร้อน ที่จริงธรรมชาติแล้วคนเรา “สร้างมาแตกต่างกัน” บางคนเกิดมามีโทสะจริต จะไวต่ออารมณ์ โกรธง่าย บางคนโกรธง่ายหายเร็ว บางคนโกรธง่ายหายช้า

สิ่งที่เราปฏิบัติอยู่นี้ การที่ให้พิจารณากำหนดรู้อาการเกิดดับ รู้วิธีดับอารมณ์ เพื่อให้เห็น “ธรรมชาติของจิต” จริง ๆ อารมณ์ที่เรารับรู้ เขาเกิดมาชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป ถ้ารู้ตามธรรมชาติของเขาจริง ๆ แต่เมื่อกระทบขึ้นมาแล้วมี “เรา” เป็นผู้รับ มี “เรา” เป็นผู้เสวยอารมณ์ รับอารมณ์ไปจนอิ่ม แล้วก็เผื่อแผ่ต่อผู้อื่น... สังเกตไหม เวลามีความสุข เราก็อยากเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ความโกรธก็แปลกดีเหมือนกัน พอมัน “อิ่ม” จนตัวเองเก็บไม่อยู่ ก็เผื่อแผ่ต่อผู้อื่น พอไม่มีคนรับ ก็ไม่ดีอีก! เราจะยัดเยียดให้เขา ต้องฟังนะ ต้องฟังฉันก่อน ต้องฟังฉันก่อน! พอเขาไม่อยากฟัง เขาเดินหนี ก็หงุดหงิดเอง แต่ความรู้สึกดี ๆ นาน ๆ จะนึกถึงกันที

การที่เราดับอารมณ์ได้เร็วเท่าไหร่ การสร้างกรรมของเราก็จะน้อยลง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า อกุศลกรรมสั้นลง แต่กุศลกรรมยาวขึ้น อกุศลจิตสั้นลง กุศลจิตตั้งอยู่นานขึ้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงเน้นการกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามเป็นสำคัญ และทุกครั้งที่เห็นอาการเกิดดับของรูปนาม เปรียบเสมือนการตัดภพชาติในตัว ทำไมถึงเรียกว่า “การตัดภพชาติ” ? เพราะการสร้างภพชาติเกิดจากการ “ตั้งอยู่” ของอารมณ์

ที่ยกตัวอย่างเรื่องความโกรธ เพราะเป็นอารมณ์ที่ชัดเจน เวลาเราโกรธปุ๊บ เราคิดไปสารพัด คิดไปถึงไหนไม่รู้ ไม่รู้จักจบ... แล้วถ้าเราตายตรงนั้น ตายในขณะที่เราโกรธ จะไปเกิดเป็นอะไร ? บางคนเกิดความไม่พอใจแล้วจองเวรหลายภพหลายชาติ บางคนก็อธิษฐานจิตด้วยว่า เกิดชาติหน้าขออย่าได้เจอกันอีกเลย! ทุกครั้งที่ทำบุญกรวดน้ำก็ขอ เกิดชาติหน้าอย่าได้เจอกันอีกเลย อธิษฐานจิตทุกครั้งหน้าคนนั้นก็โผล่มาทุกครั้ง แต่ถ้าแผ่เมตตาขอให้เขามีความสุข ขอให้มีความสุข... แล้วภาพเหล่านั้นจะเลือนไปจากความรู้สึกเรา จะเบาบางไปเรื่อย ๆ ๆ เพราะฉะนั้น เขาถึงสอนให้แผ่เมตตาให้กัน จะได้ไม่ยึดติด จะได้ไม่จองเวรซึ่งกันและกัน

การสร้างภพชาติอยู่ตรงนี้ เราสร้างต่อ แม้ว่าจะเป็นความสุข ถ้าเรายึดติดความสุข เราก็สร้างภพชาติต่อไป แต่การกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามที่เกิดขึ้นจะเป็นการตัดภพชาติ เพราะอะไร ? เมื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพาน ที่บอกว่าเป็นพระโสดาบันแล้ว เหลือ ๗ ชาติ ใช่ไหม ? แล้วชาติที่ผ่านมา เราเกิดมากี่ชาติแล้ว ? ไม่รู้! นี่แหละ เราระลึกไม่ได้ แต่เราเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงสำคัญว่า เรามี “เป้าหมาย” อย่างไร ? มีเป้าหมายแค่อยากปฏิบัติไปอย่างนั้นแหละ หรือปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ? ฉะนั้น ต้องมีความมุ่งมั่น

เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าของเราเป็นหลัก เป็นแม่แบบว่า เหตุใดพระองค์ทรงสละราชสมบัติ แล้วมุ่งสู่ความหลุดพ้น ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแก่กล้า ? เห็นไหม ต้องมีความมุ่งมั่นจริง ๆ เราไม่รู้หรอกว่าบุญกุศลบารมีที่เราทำมากี่ภพกี่ชาติแล้ว เพราะเราจำไม่ได้ แต่อย่างหนึ่งที่เรารู้ได้ก็คือว่า ถ้าเราไม่เคยทำมาก่อน เราจะไม่สนใจว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร ถ้าเราไม่เคยฟังมาก่อน เราจะฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าธรรมะดีอย่างไร เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเราก็ได้สั่งสมมาบ้าง เหลือแต่ทางไปข้างหน้าว่าเราจะเดินจริง ๆ หรือเปล่า ? ปรารถนาที่จะดับทุกข์จริง ๆ ไหม ? นั่นต่างหาก!

อย่างเช่น เวลาที่เราเข้ามาในนี้ เราตั้งจิตมาปฏิบัติธรรม เราตั้งใจมาจากบ้านว่าจะมาปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติได้สองวัน เข้าวันที่สามเริ่มเซ็งแล้ว รู้สึกมันซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ จะดูอะไรล่ะ ? ไม่รู้จะกำหนดอะไร ? สภาวะที่เกิดซ้ำก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ และความรู้สึกเซ็ง รู้สึกเบื่อ รู้สึกขี้เกียจ ก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นสภาพจิตเรา เขาเรียก “ตัวขี้เกียจ” ถ้าเบื่อแบบมี “เรา” เบื่อ เขาเรียกว่า “เป็นตัวกิเลส” ไม่ได้ดั่งใจ เรามาปฏิบัติเพื่ออะไร ? เพื่อละกิเลสไม่ใช่หรือ ? อย่าให้กิเลสเป็นผู้นำ ต้องบอกตัวเองเสมอว่า “ฉันกำลังเจริญสตินะ ฉันต้องกำหนดรู้ให้ทัน!”

โอ! ไม่ทัน... เอาใหม่! มันเริ่มมาแล้ว ความเซ็งเริ่มเกิดแล้ว... กำหนดให้ทัน! พอรู้ปุ๊บก็กำหนดทันที ไม่ต้องไปคร่ำครวญ เสียเวลา! ทำไมไม่เอาสติไปกำหนดรู้ จะได้ไม่เสียเวลา ? เราคิดให้มันง่าย เราทำแบบง่าย ๆ เรามาอยู่แบบง่าย ๆ เราสละอะไรข้างนอกมาแล้ว เรามาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะ “ขัดเกลาจิตใจ” ของเรา เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่มันกล้ำกรายเข้ามาในใจเรา ให้มีสติกำหนดรู้ดูว่าเกิดขึ้นมาแล้วเขาดับอย่างไร พอมีสติเข้าไปรู้ เขาหายอย่างไร ? นั่นแหละคือ “หน้าที่ของเรา” เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนอย่างนี้อุปสรรคจะน้อยลงเยอะ เรื่องข้างนอกไม่มารบกวน ทีนี้ เหลือแต่สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ มีอยู่ ๔ อย่าง ที่บอกว่า “ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม”

การดูเวทนาก็ต้องมีเจตนาที่ชัดเจน อย่างเมื่อตอนกลางวัน คุณโยมเขาเล่าว่าเวทนาเกิดขึ้น ต้องสู้ให้ชนะเวทนา จะต้องเอาชนะเวทนาให้ได้! อาจารย์ก็คิด เราจะเอาสภาวธรรมเป็นศัตรูเสียแล้ว! เวทนาที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ที่เราต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่ศัตรูของเรา! เป็นอารมณ์ที่ต้องกำหนดรู้ว่าเขาเกิดดับอย่างไร สิ่งที่เราต้องเอาชนะคือต้องเอาชนะใจตัวเอง ไม่ใช่เอาชนะเวทนา เวทนาไม่เที่ยงหรอก! เอาชนะใจตรงไหน ? เอาชนะใจตรงที่ว่าเราไม่ปฏิเสธเวทนา แล้วมีสติกำหนดรู้ว่าเวทนาที่เกิดขึ้นมา เกิดดับอย่างไร ? เปลี่ยนอย่างไร ? หนักเบาอย่างไร ? นั่นคือ “หน้าที่ของเรา”

ทีนี้ วิธีการสู้กับเวทนา เราต้องสู้ด้วย “ปัญญา” อย่าใช้กำลัง! เราเป็นผู้เจริญสติ เราต้องใช้ปัญญา เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น ขณะแรกสิ่งที่เราต้องทำคือ ให้สังเกตว่าจิตที่ทำหน้าที่รู้กับเวทนาที่เกิดขึ้น เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน ? แต่อยากให้เรารู้ชัดอีกนิดหนึ่งว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความปวด เป็นอาการคัน หรือเป็นอาการชา ? เวทนาที่พูดถึงคืออาการอะไร ? ถ้าเป็นความปวด เขาปวดบริเวณไหน ? ปวดที่หัวเข่า ปวดที่หลัง ปวดที่ไหล่ หรือปวดที่ศีรษะ ถ้าเรารู้ตำแหน่งของความปวด แล้วเราจะรู้ตำแหน่งของจิตเรา ถ้าเราไม่รู้ตำแหน่งของความปวด เราจะไม่รู้เลยว่าจิตของเราอยู่ที่ไหน

ลองสังเกตดี ๆ นะ ถ้าเรารู้ว่าปวดอยู่ที่เข่า แล้วเราสังเกตจะเห็นว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้อยู่ใกล้ ๆ หัวเข่า หรืออยู่ข้างนอกหัวเข่า ถ้าสังเกตอย่างนี้ เราก็จะเห็นว่า จิตเราอยู่ที่เดียวกับเวทนา หรือคนละที่กับเวทนา อันนี้อย่างหนึ่ง นี่เราใช้ “ปัญญา” ในการสู้กับเวทนา หนึ่ง แยกเวทนากับจิตของเรา สอง ถัดจากนั้น ให้ดูใกล้ ๆ นั่นแหละ เมื่อเราเห็นว่าจิตกับเวทนาเป็นคนละส่วนกัน ให้สังเกตต่อว่า จิตกับเวทนา อันไหนมีกำลังมากกว่ากัน ? ถ้าจิตเรามีกำลังน้อยกว่าเวทนา ให้ถอยออกมาก่อน ไม่ต้องมุ่งเข้าไป

วิธีทำให้จิตมีกำลัง ทำยังไง ? แค่เรา “นิ่ง” แล้วก็ “ขยายจิต” เราให้กว้างขึ้น ให้กว้างขึ้น กว้างขึ้น... แล้วจิตก็จะมีกำลังมากกว่าเวทนา ถามว่า ขณะที่จิตมีกำลังมากขึ้น หรือสติมีกำลังมากขึ้น เวทนายังคงเดิมหรือเปลี่ยนไป ? เราจะรู้ได้ในขณะนั้น ไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมา จริง ๆ เราจะรู้สึกได้เลยว่า พอจิตเรารู้สึกกว้างขึ้น เวทนามันเริ่มเบาลง หรือแรงขึ้น แรงขึ้นอีก... เราจะรู้สึกได้ทันที!

ทีนี้ เมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือว่า เวทนาที่เกิดขึ้น เขาตั้งนิ่งหรือมีอาการขยับ ? รอบ ๆ เวทนามีอาการขยับ ๆ เบา ๆ หรือว่า นิ่ง ๆ ? ลองพิจารณาดู แล้วถ้ารอบ ๆ มันนิ่ง ๆ แล้วตรงกลางเวทนาเป็นยังไง ? ถ้าตรงกลางเวทนามีอาการเป็นจุด แล้วก็แวบ หาย... แวบ หาย... ให้ไปรู้ตรงอาการเปลี่ยนแปลง ตรงที่มีอาการแวบ หาย... การกำหนดเวทนาต้องมีเจตนาที่จะรู้อาการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดดับ ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาหาย อันนี้คือ “เราสู้ด้วยปัญญา” เราไปรู้ตรงที่ว่าเขาเกิดแล้วก็แวบ ขยับ... นั่นคือความไม่เที่ยงของเวทนาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เมื่อกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ เวทนาก็จะเปลี่ยนไป

แต่จะมีอีกลักษณะหนึ่งก็คือว่า เวลาเรากำหนดเวทนา แทนที่เราจะรู้ถึงความไม่เที่ยงของเวทนา เราจะไปรู้ “กำลังของเวทนา” ตรงไหนที่เรียกว่า “กำลังของเวทนา” ? พอปวดขึ้นมาก็ปวด ปวด... ไปย้ำ “ปวดหนอ...” ไม่ผิดนะ เพียงแต่ให้สังเกตว่าเราจะสู้ หรือว่าไปรู้ความปวด หรือรู้การเปลี่ยนแปลงของเวทนา ? นิดเดียว! เรากำหนดรู้ความปวด ...เดี๋ยวปวด เดี๋ยวจาง เดี๋ยวปวด เดี๋ยวจาง... อันนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าปวดอย่างเดียว พอปวดขึ้นมา เราก็ ปวด ปวด... จิตเราเลยไปเสวยความปวดมากกว่าไปรู้การเปลี่ยนแปลง เคยสังเกตไหม ? เราจะไปสนใจแต่ว่าปวดมากเลย ปวดมากเลย ปวดมากเลย ปวดมากเลย... ไม่ไหวแล้ว ขยับดีกว่า!”

อีกอย่างหนึ่ง ที่บอกว่าไปรู้การเปลี่ยนแปลง โดยธรรมชาติของความปวด ถ้าปวดในลักษณะเดียวแล้วนิ่ง ๆ เราจะทนได้ยากมาก ๆ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีอาการเดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ถ้าปวดแล้ว ปวดมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น... ไม่นานหรอก ที่เขาใช้คำว่า “ทนพิษบาดแผลไม่ไหว” ใช่ไหม ? เดี๋ยวก็ทนไม่ไหว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะปวดแล้วก็หายปวด ปวดแล้วก็หยุด ปวดแล้วก็หยุด...

ทีนี้ วิธี “สู้ด้วยปัญญา” อีกวิธีหนึ่งก็คือว่า ขณะที่ความปวดแรงขึ้นมา แล้วเขาเบาลง เราก็เอาจิตเข้าไปตรงที่เขา “เบา” ปวดขึ้นมาอีก เบาลง เอาสติเราเข้าไปตรง “ความเบา” ทีละขณะ เขาเรียกช่องว่างระหว่างความปวด “ช่องว่างระหว่างอารมณ์” ปวดเป็นขณะ ๆ เมื่อสติเข้าไปเขาก็จะเปลี่ยนไป เราก็สังเกตว่า เมื่อจิตเราเข้าไปในช่องว่างบ่อย ๆ ปุ๊บ เวทนารู้สึกเป็นยังไง ? เปลี่ยนไปอย่างไร ? นี่คือการสู้กับเวทนาด้วยปัญญา เวทนาไม่เที่ยง เขาแสดงความไม่เที่ยงอยู่ แทนที่เราจะรู้ถึงความไม่เที่ยง เราไปรู้รสชาติของเวทนาคือความปวด ปวดมาก ๆ นี่คือวิธีการกำหนดสภาวะ การกำหนดอารมณ์ต่าง ๆ จึงต้องมีเจตนา

และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า พอปฏิบัติไปสักพัก รูปเริ่มล้าตาเริ่มโรย ตื่นเช้า นอนดึก ตื่นเช้า นอนดึก... พอตอนนั่งก็ “หลับ” ตอนนั่งก็ “ง่วง” บางทีแม้เดินก็ยังหลับ เพราะอะไร ? สังเกตนิดหนึ่งว่า เกิดจากรูปเราล้า หรือว่าสมาธิมาก ? ที่จริงแล้ว อาการพวกนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเวลาเรากำหนดอารมณ์แล้วอารมณ์หลักของเราไม่ชัดเจน จะออกแบบคลุมเครือ กำหนดอาการเดินการก้าวเท้าก็คลุมเครือไม่ชัดเจน พองยุบก็คลุมเครือ ถูกคลุมด้วยความง่วง เพราะฉะนั้น เมื่อความง่วงเกิดขึ้น ทำยังไง ? ก็ “ทน” ทนนั่ง นั่ง นั่ง... นั่งจนหายง่วง กว่าจะหายง่วงได้ ก็ได้ตื่นหนึ่ง! เป็นเรื่องปกติ

“วิธีแก้ความง่วง” พอเริ่มง่วงให้เปลี่ยนอิริยาบถ ให้ลุก เปลี่ยนอิริยาบถเสีย เปลี่ยนอิริยาบถแล้วยังง่วงอยู่ ไม่ไหว ล้างหน้า ล้างหน้าแล้วยังง่วงอยู่ ไม่ไหวจริง ๆ ไปนอนซะ สักตื่นหนึ่ง ตื่นขึ้นมาแล้วค่อยปฏิบัติต่อ ขณะที่เรานั่งหลับกับไปนอนหลับ ไม่ต่างกันเลย แต่ถ้านอนหลับ ตื่นขึ้นมาสดชื่น ถ้านั่งหลับ พอลืมตาขึ้นมา งัวเงีย ที่พูดนี่คือถ้าไม่ไหวจริง ๆ แต่ถ้าความง่วงนั้นเกิดจากสมาธิมาก วิธีคือ “ให้รู้ชัดในอารมณ์” มีอารมณ์หลักชัดเจนเมื่อไหร่ ความง่วงก็จะหายไป

เมื่อตอนกลางวันบอกวิธีแก้ความง่วง ตอนนี้ก็ยังง่วงอยู่ ใช่ไหม ? ปกติสังเกตไหม เวลาความง่วงมา เขามายังไง ? ความง่วงจะมาตอนจิตเราไม่มีอารมณ์หลัก ตอนที่เรารู้สึกว่าง ๆ บางครั้งความคิดเป็นผู้พาความง่วงเข้ามา ใช่ไหม ? พอเริ่มว่างแล้ว ก็เริ่มมีความคิดบาง ๆ เราก็เพลิดเพลินกับความคิด แป๊บเดียว วูบ! วูบหายไป... รู้สึกตัวอีกที หายไปไหนเมื่อกี้ ? เหมือนตกจากที่สูง เหมือนตกภวังค์ ใช้คำว่า “ตกภวังค์” ได้ไหม ? ได้ ก็คือหลับไป บางทีหลับไปวูบหนึ่ง รู้สึกขึ้นมา สดชื่น ตาใสเชียว อันนั้นเขาเรียกหลับไปตื่นหนึ่งแล้ว เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเวลานั่งปฏิบัติ ไม่ว่าใครก็ตาม เหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

วิธีแก้ ที่บอกว่า “ให้ทำจิตให้ว่าง” ทำได้ใช่ไหม ? ลองอีกที เอาจิตออกมาข้างนอก ในที่ว่าง ๆ พอจิตเราว่างปุ๊บ จิตรู้สึกเป็นยังไง ? สลัวหรือใส ? ตื่นตัวหรือว่าเบลอ ? ตื่นตัว ใช่ไหม ? เก่งนะ! ลองเอาจิตที่ว่าง ๆ มาไว้ที่หน้าดูสิ รู้สึกเป็นยังไง ? ตาเรารู้สึกเป็นไง ? สว่างขึ้น! เพราะเวลาเราง่วง มันเริ่มสลัว แล้วเริ่มมืด เริ่มมืด... ถ้ามืดต่ำกว่าเปลือกตาเมื่อไหร่ รับรองหลับ! สังเกตดูดี ๆ เวลาเรานั่งปฏิบัติ อย่าสักแต่ว่ารู้ ต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วผลที่ตามมาเป็นยังไง ไม่ใช่ไปหาแต่อาการอื่น พอความง่วงเข้ามาไม่สนใจ ไปรู้แต่อาการอื่นอย่างเดียว รู้พองยุบอย่างเดียว ดูลมหายใจอย่างเดียว ความง่วงไม่ใช่สภาวะ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ นั่นเข้าใจผิด!

สังเกตดูเลยว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความง่วงเกิดขึ้น อารมณ์อื่นจะไม่ชัดเจน ใช่ไหม ? พองยุบก็เลือนลาง ลมหายใจก็จะหาไม่เจอ แม้แต่ความคิดเองก็ยังเบาบาง เวทนาไม่มีหรอก ถ้ามีเวทนาก็จะไม่ง่วง เพราะฉะนั้น วิธีก็คือว่า พอความง่วงเริ่มมา ให้เอาสติเราเข้าไปรู้ความง่วง แล้วก็ส่งไปไกล ๆ หรือขยายให้กว้างออก ขยายให้กว้างออก... ลองดูสิ ใครที่กำลังง่วงอยู่แล้ว ลองดูนะ ขยายให้กว้างออกไป... ทำให้บริเวณสมองเรารู้สึกเป็นไง ? ได้ไหม ?

ทีนี้ บางครั้งเราขยายออกไปแล้ว สมองเราโล่งแล้ว ตาเราเริ่มใสขึ้นนิดหนึ่ง แต่ถ้าสังเกตดี ๆ เขายังมี “เศษ” ของความง่วงอยู่รอบ ๆ ตัว พอเราเผลอปึ๊บ เขาก็จะผลุบเข้ามา แล้วก็จะง่วงต่อ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็เข้าไปใหม่ ขยายใหม่... ทีนี้ วิธีแก้ก็คือว่า ให้เขา “ไปไกล ๆ” ไม่ต้องเหลือเศษ ถ้าขยายออกไปจนสุดจนหมดนี่ จิตเราก็จะตื่นทันที! อันนี้คือ “การต่อสู้กับความง่วง” จิตก็จะตื่นขึ้นมา ยิ่งพอจิตเริ่มตื่น จิตเริ่มใสขึ้น ยิ่งเพิ่มความนิ่งมากขึ้น เมื่อเพิ่มความนิ่งขึ้น สมาธิตั้งมั่นขึ้น สติมีกำลังมากขึ้น ความง่วงก็จะหายไป นั่นคือการต่อสู้กับความง่วง นอกจากที่เล่ามาแล้วว่าล้างหน้า เดิน เปลี่ยนอิริยาบถ

ความง่วงที่เกิดจากสมาธิมาก อีกวิธีที่ง่ายก็คือ “เพิ่มความรู้สึกที่ตื่นตัว" เพิ่มความตื่นตัวจะว่าง่ายก็ไม่ง่ายนะ เพราะเราไม่รู้จักความตื่นตัว ความตื่นตัวเป็นยังไง ? นึกออกไหม ? รู้จักความตื่นตัวไหม ? (โยคีกราบเรียนว่า กำหนดเร็ว ๆ) ขณะนี้นั่ง จิตตื่นไหม ? ตื่น ใช่ไหม ? ต้องกำหนดเร็วไหม ? ไม่ต้อง! แต่เรารู้สึกได้ว่าลักษณะของจิตตื่นเป็นอย่างไร ไม่งัวเงีย ใช่ไหม ? จิตจะเบิกบาน เหมือนกับใส จิตที่ตื่นตัวจะ “สว่าง” นั่นหมายถึงว่าเรามีสติดี ที่พูดอย่างนี้ต้องรู้จักสังเกต ต้องดูจิตตัวเองด้วย ไม่ใช่รู้แค่อาการอย่างเดียว ถ้าเรารู้แค่อาการอย่างเดียวก็คือรู้แค่อาการของรูปอย่างเดียว เราต้อง “รู้ของนาม” ด้วย

เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้นี่ รู้รูปรู้นาม ดูกายดูจิต ดูอาการเกิดดับของรูปนาม โดยธรรมชาติเราจะรู้สึกได้ทันทีเลย พอถามว่า ขณะนี้ใจรู้สึกเป็นยังไง ? บางทีก็มานั่งคิด... เอ๊! ใจฉันเป็นยังไง ? ที่จริงเราจะรู้สึกเลยว่า อ๋อ! เฉย ๆ ว่าง ๆ เงียบ ๆ หรือรู้สึกสบาย ๆ เราจะรู้สึกทันทีว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร แค่เรา “สังเกต” ก็จะรู้ว่าจิตเราเป็นอย่างไร นี่คือลักษณะของจิต นี่คือวิธีการต่อสู้กับอารมณ์ วิธีแก้ความง่วง จากเวทนามาถึงความง่วงแล้ว...

การกำหนดอารมณ์ มีโยคีสงสัยว่า เมื่อพองยุบหายไป เหลือแต่ความว่างอย่างเดียว ว่างจริง ๆ นะ ถ้าความว่างจริง ๆ จะว่างแม้กระทั่ง “รูป” ที่นั่งอยู่ ถ้าพองยุบหายไป แล้วยังมีรูปอยู่ ให้ไปรู้ที่ “จุดกระทบ” การที่เรารู้ที่จุดกระทบที่รู้ว่านั่ง บางคนรู้ว่านั่งหนอ รู้ถูกหนอ รู้นั่งหนอ... จุดที่ต้องสังเกตก็คือว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้ ที่ไปกำหนดอาการนั่ง รู้แล้วเขาดับไปหรือเปล่า ? รู้แล้วเขาดับไป ต้องกำหนดซ้ำแต่ละครั้ง ใช่ไหม ? เรากำหนดซ้ำ รู้ว่านั่งหนอ รู้ว่านั่งหนอ... ตัวคำกำหนดหรือตัวจิตที่ทำหน้าที่กำหนด เขามีอาการกำหนดแล้วเขาหมดไป แล้วต้องกำหนดใหม่หรือเปล่า ? สังเกตตัวนี้ เดี๋ยวอาการเกิดดับก็จะปรากฏขึ้นมา อันนี้อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อาการพองยุบหายไป แล้วมาดูที่รูป ยังรู้สึกว่ามีรูปอยู่ มีตัวนั่งอยู่ แต่ไม่มีพองยุบ รูปที่นั่งอยู่มีลักษณะอย่างไร ? มีความหนา มีความทึบ มีความโปร่ง มีความบาง หรือเป็นแค่ขอบ ๆ เป็นเส้น ๆ อยู่ ? อันนี้สังเกตดี ๆ ถ้าเขามีความทึบ นั่นคืออารมณ์ที่เราต้องรู้ต่อ มีสติเข้าไปรู้อาการที่มันทึบ ๆ ดูแล้วเขาเปลี่ยนยังไง ? เข้าไปกำหนดรู้อาการตรงนั้น ถ้าใส ๆ ก็ไปรู้ความใสที่รูปอีก เข้าไปแล้วความใสนั้นเขาเปลี่ยนยังไง ? ใสขึ้น หรือใสแล้วจางหาย ใสแล้วจางหาย... หรือเปล่า ? นั่นคืออารมณ์ที่ต้องกำหนดรู้ โดยที่เราไม่ต้องไปรอพองยุบ เพราะพองยุบหายไปแล้ว

เพราะฉะนั้น กลับมาที่รูปนี่ ต้องรู้ว่า “ที่รูปเป็นยังไง ?” แต่ถ้ากลับมาที่รูปแล้ว มีอาการยิบยับยิบยับตามรูป นั่นคืออาการเกิดดับของรูป ไม่ว่าจะเกิดตำแหน่งไหนของรูปเราก็ตาม ให้สังเกตอาการนั้น แล้วตามกำหนดรู้อาการนั้นว่าเขามีแล้วหมดยังไง ? ดับอย่างไร ? มีสติเข้าไปรู้ต่อ และถ้ามารู้ที่รูปที่ว่าง ๆ เข้าไปข้างในแล้ว รู้สึกว่าเขามีอาการกระเพื่อมไหวเบา ๆ นิดหนึ่ง นิดหนึ่ง... ให้ตามรู้อาการกระเพื่อมไหวไป จากเบาแล้วเปลี่ยนไปยังไง ? น้อยลง ๆ หรือว่าจากที่เบาแล้ว อาการกระเพื่อมไหวเริ่มชัดขึ้น ชัดขึ้น ? อาการกระเพื่อมไหวเราจะรู้สึกได้ว่า เขาจะแคบลง เล็กลง หรือว่ากว้างขึ้น กว้างขึ้น ? ถึงแม้ไม่เห็นแต่รู้สึกได้

ตรงที่ “รู้สึกได้” นั่นแหละสำคัญ! ไม่ใช่ว่าต้องเห็นทุกครั้ง ที่รู้สึกได้และไม่เห็น นั่นคือเป็นสภาวะที่ละเอียด ลองสังเกต ไม่มีพองยุบ แต่รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง นั่นแหละสภาวะดี ที่จะเข้าสู่ปรมัตถ์ ที่เราสามารถรู้สึกได้ ถ้าไม่รู้สึกจริง ๆ คือว่างหมดเลย รูปไม่มี อะไรไม่มี ตรงนั้นเรียกว่า “ไม่มี” จริง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีรูป แต่ก็มีใจรู้ มีจิตที่ทำหน้าที่รู้ว่าว่าง ขณะที่ว่างไม่มีรูป ความว่างที่เกิดขึ้นจิตเราว่าง ถ้าจิตว่างเมื่อไหร่ ลองสังเกตดูว่า บรรยากาศข้างหน้าเป็นอย่างไร ? สว่าง ใส สงบ โล่ง นิ่มนวล ขุ่นมัว หรือ มืด ? ตรงนี้เราจะเห็นแน่นอน ไม่เชื่อลองหลับตาดูสิ

สังเกตดูว่า พอเราหลับตาปุ๊บ ข้างหน้าเป็นอย่างไร ? สว่าง ใช่ไหม ? พอเห็นว่าสว่าง โยมก็เอาจิตเข้าไปในความสว่างนั้น ดูว่าเขาเปลี่ยนอย่างไร ? เขาเปลี่ยนอีกไหม ? นั่นคืออารมณ์ของจิตที่เราต้องตาม เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น จิตสว่าง เขาเรียกอะไร ? โอภาส ใช่ไหม ? คำว่า “โอภาส” ภาษาบาลีก็คือ ความสว่าง มีความสว่างขึ้นมา เราก็เข้าไปในความสว่างนั้นแหละ ขณะที่สว่าง จิตใจรู้สึกดีไหม ? ดี รู้สึกสบาย เมื่อกี้รู้สึกเป็นไง ? สว่างหรือสลัว ? สว่างนะ

ถึงอย่างไรจิตก็ต้องมีอารมณ์ที่รับรู้ เหมือนกับเราดูกระดานไวท์บอร์ด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเรานิ่ง ๆ มองที่ไวท์บอร์ด เราจะสังเกตเห็นว่า การมองของเราชัดเจนเท่ากันตลอด หรือว่าเดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด เดี๋ยวชัดเดี๋ยวจาง... ในตำแหน่งเดิมนะ ? ตรงนี้คือลักษณะของการรับรู้ของจิตเรา ที่เกิดขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนแปลง ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ พอเรายิ่งนิ่งมากขึ้น สมาธิมีกำลังมากขึ้น สติมีกำลังมากขึ้น อาการเกิดดับการเปลี่ยนแปลงก็จะค่อย ๆ ชัดขึ้น แต่ละเอียดกว่าพองยุบ

และยังมีละเอียดกว่านี้ ยังมี “ความว่าง” ที่ว่าง “ต่างจากนี้” ว่างแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็ยังมี “จิต” ที่ทำหน้าที่รู้ว่าว่าง เขาเรียก “วิญญาณรู้” หรือ “ธาตุรู้” หรือ “ใจรู้” แล้วแต่ว่าจะเรียกอย่างไร จิตที่ทำหน้าที่รู้ก็ “ไม่เที่ยง” แล้วเราจะทำยังไง ? เราก็มา “ดูจิต” ดวงนี้ว่า เขารู้ว่าว่าง แล้วเขา “ดับ” ไปไหม ? เกิดมารู้ แล้วดับหรือเปล่า ? เราต้องสังเกตตัวนี้ ถ้าไม่เห็นอาการเกิดดับของจิตที่ทำหน้าที่รู้ ก็จะทำให้เราเข้าไป “ยึด” ว่าเราเป็นผู้รู้ จิตกลายเป็นจิตดวงเดียวที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทุก ๆ อารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนั้นผิดตรงไหน ในเมื่อจิตก็ว่าง แล้วก็มีแต่ตัวรู้อย่างเดียว ?

ถ้าเข้าไปยึดว่าจิตนั้นเป็นของเราเมื่อไหร่ ก็จะผิด! พระพุทธเจ้าบอกว่า หนึ่งลัดนิ้วมือเดียวจิตเกิดแสนโกฏิดวง และจิตจะ “เกิดขึ้น” ต่อเมื่อ “มีอารมณ์ให้รับรู้” รับรู้แล้วก็ดับไป รู้แล้วก็ดับไป... แล้วก็เกิดใหม่ เมื่อมีอารมณ์ใหม่ขึ้นมา เขาก็เกิดมารับรู้ แล้วก็ดับไป เขาเรียกเป็น “อนันตรปัจจัย” เกิดต่อเนื่องไม่ขาดสาย รู้แล้วดับไป จิตดวงนี้ดับไป จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นมา เกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะเห็นว่า จิตดวงนี้ดับไป จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นมา “ต่าง” จากดวงนี้อย่างไร ? ตรงนี้แหละเราจะได้เห็น “จิตประภัสสร” ว่าเป็นยังไง เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝึกให้เกิดความเคยชิน และต้องมีเจตนาที่ชัดเจน

เวลาเราเดินจงกรม ถ้าใครที่ยังละคำกำหนดไม่ได้ หรือยังติดคำกำหนดอยู่ ให้คำกำหนด “เกาะติดกับอาการ” แล้วสังเกตว่า “อาการที่เคลื่อนไป” นั้นเป็นอย่างไร ? ในขณะที่เราก้าวเท้าไป เขาเป็นเส้น หรือเป็นคลื่น หรือมีอาการดับเป็นขณะ ขณะ ขณะ... แล้วก็หายไป ? การกำหนดอาการเดิน บางครั้งจะชัดตอนที่ “ยก” อย่างเดียว ตอนก้าวรู้สึกว่าว่าง ๆ ไป แล้วก็ตอน “กระทบ” อีกทีหนึ่ง ทีนี้ ระหว่าง “กระทบ” กับ “ยก” อันไหน “ชัด” กว่ากัน ?

บางครั้งตอน “ยก” ชัดกว่า ให้เน้นที่ ยกครั้งนี้ดับอย่างนี้ ก้าวต่อไปยกแล้วดับแบบนี้ ก้าวต่อไปยกแล้วดับอย่างนี้... สังเกตแบบนั้นไปได้เลย พอสักพักเขาเปลี่ยนเป็น “จุดกระทบ” ชัด พอกระทบแล้วดับอย่างนี้ กระทบแล้วดับอย่างนี้... ตอนยกไม่ชัด เราก็สังเกตอาการกระทบแล้วดับอย่างไร ? กระจายไป เลือนไป หรือเหยียบเหมือนเหยียบลงบนปุยเมฆ แล้วก็กระจายไป ? นั่นคือ สังเกตอาการเกิดดับแบบนี้ เราเกาะติดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่สังเกต “จุดที่ชัดที่สุด” ในขณะนั้น นี่คือวิธีกำหนดรู้อาการเกิดดับในขณะเดินจงกรม

อิริยาบถย่อยก็เหมือนกัน ขณะที่เราหันซ้ายหันขวา หันซ้ายหันขวา... ขณะที่เราหันนี่ สังเกตไหมว่าอาการเคลื่อนเขาเป็นเส้น หรือว่ามีอาการสะดุด สะดุด สะดุด ? เคยสังเกตไหม ? เคยนะ การที่เราหันแล้วเห็นอาการเกิดดับเป็นขณะ สะดุด สะดุดนั้น นั่นคืออาการเกิดดับของรูป เห็นไหมว่า การเคลื่อนไหวในครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่ได้เป็นอันเดียวกัน ยังเกิดดับเป็นขาด เป็นช่วง ๆ บางครั้งจะเห็นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น เหมือนการคลี่พัดแล้วเป็นชิ้น ๆ ๆ ๆ ไป นั่นคือการสังเกตอาการเกิดดับเช่นเดียวกัน

ทีนี้ ในอิริยาบถย่อยเราทำช้า ๆ ไม่ทันการ เวลาต้องทำอะไรเร็ว ๆ เราก็ไปรู้ที่ “จุดกระทบหรือจุดสัมผัส” ว่ากระทบแล้วเขาดับอย่างไร ? กระทบแล้วดับยังไง ? ตอนเคลื่อนไปอาจจะรู้สึกแค่เบาไป ขณะเดียว แต่พอเราจับปึ๊บ รู้สึกไหม พอเราแตะ มันจะมีอาการกระทบ กระทบแล้วเขากระจาย หรือกระทบแล้วแวบหาย ? นั่นคือการเกิดดับในขณะที่เรามีการสัมผัสกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง กายกระทบกายสัมผัสแล้วก็มีอาการดับไป

ที่จริงก็ไม่ต่างกับเท้าสัมผัสพื้น กระทบปึ๊บเขามีอาการยังไง ? เพียงแต่ว่าขณะที่เคลื่อนไปอาจจะไม่เห็น ถ้าเราจำเป็นต้องทำอะไรเร็ว ๆ แต่ถ้ามีเวลา เราก็ค่อย ๆ สังเกตไปให้ชัด เรากำหนดได้ทั้งสองแบบ ถ้ามีเวลาก็พิจารณาให้ละเอียดไป แต่ถ้าไม่มีเวลา ที่จำเป็นต้องทำอะไรเร็ว ๆ เพื่อให้สติเรารู้ทัน ให้ “รู้ชัด” ในอาการที่เกิดขึ้น รู้ชัดทันที อาจจะ “วางคำบริกรรม” ไว้ก่อน หรือคำบริกรรมจะไวที่สุดก็คือ เรา “คิด” เอา รู้สึก “ถูก ถูก” ไม่ต้องเติมอีกคำหนึ่ง ถ้าสองคำก็จะยาวนิดหนึ่ง จะช้า ไม่ทัน!

อีกอย่างหนึ่ง การที่จะกำหนดอิริยาบถย่อยได้ทัน สติจะต้อง “ใหญ่กว่ารูป” สติจะต้อง “กว้างกว่าตัว” ลองสังเกตดูนะว่า ถ้าให้จิตเราหรือสติของเรากว้างกว่าตัว เวลาเราจะขยับนี่ รู้สึกทันทีไหม ? รู้สึกทันที เราจะรู้สึกได้เร็ว เพราะการเคลื่อนไหวอยู่ใน “สายตา” ของสติเรา อยู่ในสายตาของความรู้สึกเรา โดยที่เราไม่ต้องวิ่งไป จะรู้สึกขึ้นมาทันที ตรงนี้สติจะไว เพราะสติเราใหญ่ อาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะมีเกราะป้องกัน เราก็จะรู้ทัน รู้ทัน รู้ทัน... เพราะฉะนั้น จะเร็วแค่ไหนก็ได้! ทุกคนทำได้! เพียงแต่ว่าจับหลักให้ถูกนิดหนึ่ง อันนี้พูดไว้ก่อนนะ ถ้าสงสัยพรุ่งนี้ค่อยถาม

การกำหนดอารมณ์ ที่อยากให้เราพิจารณาก็คือว่า หนึ่ง เรารู้ “เป้าหมาย” ของเราว่า เรามาปฏิบัติธรรม เรามาเจริญสติ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอารมณ์อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา จะเกิดที่ใจ จะเกิดที่กาย หน้าที่เราคือ มี “สติ” กำหนดรู้ว่าเขาเกิดแล้วดับอย่างไร เรามาพิจารณารู้อาการพระไตรลักษณ์ของรูปนาม เพื่อการไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปนาม เพื่อการดับทุกข์ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปก็คือ “เจตนา” ของเรา เรามาพิจารณาการดับทุกข์ แต่เมื่อเกิดความไม่สบายใจขึ้น เรามักจะลืม และไม่ได้กำหนดว่าความทุกข์นั้นดับอย่างไร เราแก้อย่างไร รู้แต่ว่าไม่ได้ดั่งใจ

อารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อ หดหู่ ห่อเหี่ยว มีความสุข มีความสงบ มีเวทนาทางกายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดจากเวทนาสภาวะ เราก็ “ต้องกำหนดรู้” เวลาเรามีไข้ขึ้นมา แล้วมีสติกำหนดรู้ แยกระหว่างจิตเรากับอาการไข้ จิตเราเศร้าหมองไหม ? อันนี้เป็นการฝึกเอาไว้เลยว่า พอถึงเวลาหนึ่ง เราจะได้ไม่ต้องไปทุกข์กับเขา แต่ต้องรักษานะ ต้องหายามาทานด้วย ไม่ใช่มีไข้แล้ว ทน ทน ทน... โดยที่ไม่รักษา แต่ถ้าเรามีสติกำหนดรู้ สู้จริง ๆ จิตเรามีกำลัง บางอย่างก็หายได้! แต่ต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่าเราสู้ไหวหรือไม่ไหว

แต่ถ้าเป็นเวทนาที่เกิดขึ้น อย่างที่บอกว่า บางครั้งลักษณะการนั่งของเรา เราพยายามเกร็งตัวมากเกินไป นั่งตัวตรง แต่ข้างหลังยุบ แล้วเราพยายามพยุงเอาไว้ เราจะปวดหลัง มันจะตึงเป็นเส้นจนถึงไหล่ แต่ถ้าข้างหลังสูงนิดหนึ่ง มันจะเป็นตัวหนุนและไม่ยุบ อาการเวทนาก็จะเกิดช้านิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้สังเกตดูนะถ้ามีอาการปวดตึงในขณะนั้น แต่ถ้าให้ดีก็คือนั่งพื้นแข็ง ๆ แล้วตัวเราจะนิ่ง มันไม่ยุบ เมื่อไม่ยุบ อาการปวดหลังก็จะน้อย อันนี้คือตามหลัก ลองสังเกตดูแล้วกัน ใครที่ปวดหลังแล้วนั่งนิ่ม ๆ มันจะต้องใช้กำลังมากกว่าปกติ ร่างกายเราต้องเกร็งมากกว่าปกติ ขอฝากเอาไว้

วันนี้ก่อนที่จะเลิก เรามาแผ่เมตตาอีกนิดหนึ่ง ทุกวัน ๆ ที่เราทำบุญมา... ทำบุญตรงไหน ? บุญที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของเรานี่แหละ “ภาวนามัย” บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นมีอานิสงส์มาก มีอานิสงส์มากเพราะอะไร ? เพราะใจเราปราศจากกิเลส หรือเพราะจิตที่ผ่องใส จิตที่เป็นมหากุศลตรงนี้แหละจึงเป็นอานิสงส์มาก ไม่ว่าเราปรารถนาสิ่งใด แผ่ให้ใคร พ่อแม่ญาติพี่น้อง เขาก็จะได้รับ ท่านกล่าวไว้ว่า “ถ้าอยากให้พ่อแม่พี่น้องได้รับอานิสงส์ ก็จงเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน”

เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เราได้ทำมาสามวัน และปัจจุบันจิตที่กำลังสงบจิตที่กำลังดีอยู่นี้ เราก็มาแผ่เมตตา ตั้งจิตปรารถนาดี แผ่เมตตาให้กับผู้มีพระคุณทั้งหลาย ถ้าใครรู้สึกว่าจิตเรายังไม่มีกำลัง หรือว่าง ๆ ไม่มีพลัง ลอง “น้อมนึกถึงบุญกุศล” ที่เราได้ทำ นึกถึงความสุข ความรู้สึกดี ๆ ที่เราได้รับ แล้วน้อมเข้ามาใส่ตัว น้อมเข้ามาใส่ใจของเราให้ “เต็ม” เต็มที่ใจของเรา ก่อนที่เราจะแผ่ความสุขให้คนอื่น ใจเราต้องมีความสุข...

การที่เราจะแผ่บุญให้คนอื่น ใจเราต้องเป็นบุญ ใส่ให้เต็ม แล้วก็ให้ “ล้น” ออกไป แล้วก็แผ่ให้ “กว้างออกไป ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ” แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้อานิสงส์ผลบุญที่เราทำนี้ จงถึงผู้มีพระคุณทั้งหลาย ให้ท่านได้อนุโมทนา ไม่ว่าจะเป็นเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่อื่นก็ตาม ขอให้ได้รับอานิสงส์ผลบุญที่เราได้ทำ ถ้ามีทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป

สุดท้ายนี้ ก็ขออานิสงส์ผลบุญกุศลต่าง ๆ ที่เราได้ทำมา ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ที่ทำมาและกำลังทำอยู่นี้ จงมาเป็นตบะ เป็นพลว เป็นปัจจัย ให้เราทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนาทุก ๆ คนเทอญ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[*] หน้าที่แล้ว

ตอบ

Go to full version