gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ฝึกสมาธิเบื้องต้น ดับตัวตน ค้นธรรม โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร  (อ่าน 14670 ครั้ง)

ฝึกสมาธิเบื้องต้น ดับตัวตน ค้นธรรม โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร



ที่มา โครงการวิปัสสนากรรมฐาน หลักสูตร ดับตัวตน ค้นธรรม โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานังกโร ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เครดิต ถอดข้อความเสียงโดย คุณติ๊ด

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป้าหมายสำคัญคือ การกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน มีสติรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน เพื่อรู้เท่าทันในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และอารมณ์ปัจจุบันที่เราต้องกำหนดรู้ในขณะที่เราปฏิบัตินั้นมีหลายอย่าง อารมณ์หลัก ๆ ก็มีอยู่ ๔ อย่าง อย่างที่เราเข้าใจกันคือ การดูกายในกาย ดูเวทนาในเวทนา ดูจิตในจิต และ ดูธรรมในธรรม อันนี้เป็นอารมณ์หลัก ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่เรานั่งเจริญกรรมฐานอยู่ เพราะฉะนั้น อารมณ์หลักที่เกิดขึ้นนี่ อารมณ์ไหนที่ปรากฏ “ชัด” แก่จิตหรือแก่ความรู้สึกของเรา ตรงนั้นจะเป็น “อารมณ์ปัจจุบัน”
อย่างเช่น เรานั่งหลับตาพิจารณากำหนดรู้อาการพองยุบ หายใจเข้าท้องพองออก หายใจออกท้องยุบลง ถ้าขณะนั้นอาการพองยุบชัด อารมณ์หลักก็คืออาการพองยุบ แต่ถ้าขณะที่เรานั่ง อาการกระเพื่อมไหวที่ท้องไม่ชัด แต่ชัดที่บริเวณอื่น อย่างเช่น ส่วนบริเวณหทยวัตถุมีอาการกระเพื่อมเกิดขึ้น ตรงนั้นล่ะคืออารมณ์หลักที่เราต้องตามกำหนดรู้ ก็คือ “การดูกายในกาย” แล้วอีกอย่างหนึ่ง เวลาเราเจริญกรรมฐานแบบนี้ อีกอารมณ์ก็คือ “เวทนา” เมื่อเรานั่งแล้วมีเวทนาปรากฏขึ้นมา ไม่ว่าจะเกิดเวทนาส่วนไหนของร่างกายก็ตาม ถ้าเวทนาชัดกว่าอาการพองยุบ อารมณ์ปัจจุบันของเราก็คือเวทนา นั่นเป็นอารมณ์ที่เราต้องตามกำหนดรู้
นอกจากเวทนา ก็คือ “ความคิด” ที่ปรากฏขึ้นมา ขณะที่เราเจริญกรรมฐาน พอนั่งไปมีความคิดเยอะแยะมากมาย ลมหายใจหรืออาการพองยุบไม่ชัด เวทนาไม่มี มีแต่ความคิดอย่างเดียว ขณะนั้นความคิดก็คืออารมณ์ปัจจุบัน เขาเรียกว่า “ดูจิตในจิต” แต่คำว่า “จิตในจิต” นี่ หนึ่ง รู้ว่าคิดอะไร ? สอง รู้ว่าสภาพจิตใจเราเป็นอย่างไร ? รู้สึกสงบ รู้สึกโล่ง รู้สึกโปร่ง รู้สึกเบา รู้สึกว่าง ๆ รู้สึกมีความสุข นั่นคือลักษณะของจิตเช่นกัน

และอีกอย่างหนึ่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก แม้แต่ “จิตที่ทำหน้าที่รู้” เองก็เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้หรือตัวสติที่ทำหน้าที่รู้ เขามีอาการอย่างไร ? มีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดดับหรือไม่ ? อันนี้คือ “การดูจิตในจิต” หนึ่ง รู้ว่าคิดอะไร ? สอง รู้ว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร ? สาม แม้แต่จิตที่ทำหน้าที่รู้ เราก็ต้องรู้ว่าเขามีการเกิดดับหรือไม่ ? อันนี้คือละเอียดขึ้น

สี่ ก็คือสภาวะที่บอกว่า “ดูธรรมในธรรม” สภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราเจริญกรรมฐานนั้นเป็นอย่างไร ? สภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราเจริญกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาการพองยุบ อาการของเวทนา อาการของความคิด อันนี้คือสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นให้เราได้รับรู้ ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันจริง ๆ หรือมีอาการเกิดดับที่ปรากฏขึ้นมาเฉพาะหน้า มีแล้วหมดไป มีอาการกระเพื่อมไหว มีอาการแตกกระจาย หรือแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นมา ที่เรียกว่า “โอภาส” หรืออาการอื่น ๆ ที่สติเรารับรู้ ตรงนั้นจัดเป็นสภาวธรรมทั้งหมด รวมแล้วสภาวธรรมก็คืออาการของรูปนามนั่นเอง

ทีนี้ ในขณะที่เรากำหนดรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องตามรู้คืออะไร ? รู้ถึงอาการพองยุบ รู้ถึงอาการของเวทนา รู้ถึงอาการของความคิด รู้ถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้น และที่เราต้องสนใจกำหนดรู้จริง ๆ ควรจะรู้อะไร ? สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือ การกำหนดรู้อาการเกิดดับของอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รู้อาการเกิดดับของรูปนามที่ปรากฏขึ้น รู้อาการเกิดดับของอาการพองยุบ รู้อาการเกิดดับของเวทนา รู้อาการเกิดดับของความคิด รู้อาการเกิดดับของสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาเฉพาะหน้าเรา เขาเรียก “ตามกำหนดรู้อาการพระไตรลักษณ์” คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

เพราะฉะนั้น เวลาเราตามกำหนดรู้อาการ จึงต้องมี “เจตนา” ที่จะรู้ว่าอาการนี้ “เกิด” ในลักษณะอย่างไร ? “ดับ”ในลักษณะอย่างไร ? อย่างเช่น เราตามดูลมหายใจ หรือตามรู้อาการพองยุบ สังเกต เวลาเราหายใจเข้าไปนี่ ท้องพองออก พองออกแล้วมีอาการหยุดหรือหายไปก่อนไหม ก่อนที่จะยุบเข้าไป ? ยุบเข้าไปสุด มีอาการหยุด หายไปก่อนไหม ก่อนที่จะพองออกมา ? และการพิจารณาให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น แม้แต่ในขณะที่เขากำลังพองออก... เป็นเส้น หรือเป็นคลื่น หรือเป็นขณะ ขณะ ขณะ ? ต้องมี “เจตนา” ที่จะสังเกตอาการเกิดดับของพองยุบ ตรงนี้จะทำให้สติเรารู้อยู่กับปัจจุบันได้ต่อเนื่อง

และสิ่งที่เราต้องรู้ต้องสังเกตก็คือว่า อาการเกิดดับของพองยุบเรา “เปลี่ยนไป” ในลักษณะอย่างไร ? ยังคงเดิม หรือเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เร็วบ้าง ช้าบ้าง ? นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ เขาเรียก “รู้ความไม่เที่ยง” ดูการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่ใช่รู้แค่ว่า พองแล้วก็ยุบ พองแล้วก็ยุบ... หรือ ยุบแล้วก็พอง... ต้องมีเจตนาที่จะรู้ถึงอาการเกิดดับของพองยุบ เวทนาก็เช่นเดียวกัน การดูจิต ดูความคิด ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น เราเข้าไปรู้เวทนาที่ปรากฏขึ้นมานั้น มีอาการอย่างไร ? ไม่ใช่แค่ปวดมากปวดน้อย เวทนานั้นมี “การเปลี่ยนแปลง” อย่างไร ? อันนี้คืออารมณ์หลัก ๆ ที่เราต้องมีเจตนาที่จะรู้

ทีนี้ การกำหนดรู้อารมณ์หลัก ๆ เหล่านี้ เรารู้แล้วว่าขณะที่เรานั่ง อารมณ์อะไรที่ปรากฏชัดที่สุดสำหรับเรา อารมณ์หลักของแต่ละคนไม่เหมือนกันในการนั่งกรรมฐานแต่ละครั้ง บางคนนั่งแล้วอาการพองยุบชัดเจน บางคนนั่งแล้วความคิดมาก่อน แสดงว่าอารมณ์หลักของแต่ละคน ในแต่ละขณะ ก็อาจจะไม่เหมือนกัน เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ทุกครั้งเวลาเราปฏิบัติ ในแต่ละบัลลังก์ จุดเริ่มต้นสภาวะ อาจจะไม่ได้เริ่มด้วยพองยุบเสมอไป บางครั้งหลับตาความคิดมาก่อนแล้ว บางครั้งหลับตาลงก็เริ่มจากพองยุบ นั่งไปแป๊บหนึ่ง มีเวทนาขึ้นมา พองยุบไม่ชัดเจน นี่คือสภาวะที่ปรากฏขึ้นมา

เพราะฉะนั้น โยคีต้องสังเกตสภาวะของตัวเองว่า ขณะนี้มีอารมณ์อันไหนที่ปรากฏชัดสำหรับเรา สติเราจะได้รู้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราพยายามเลือกอารมณ์ อย่างเช่น พอเรานั่งกรรมฐานทุกครั้ง พอเริ่มนั่ง เราก็พยายามยึดพองยุบอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นมีความคิดปรากฏชัดกว่าพองยุบ เราก็พยายามบังคับจิตให้อยู่ที่พองยุบ ตรงนั้นมันจะเป็นสองอารมณ์ สังเกตว่าพอเป็นสองอารมณ์ อารมณ์ไหนมีกำลังมากกว่า จิตก็จะไปรับรู้อารมณ์นั้น นั่นคืออารมณ์ปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าให้มีสติอยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน เราต้องเข้าใจว่าขณะนั้นอารมณ์ปัจจุบันของเราคืออะไร แสดงว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดมีกำลังมากกว่า จิตเราเข้าไปรับรู้ความคิด ความคิดก็คืออารมณ์ปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้มีสติกำหนดรู้การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของความคิด การกำหนดรู้อย่างนี้ต้องมีเจตนา ไม่ใช่ไปพยายามบังคับให้มันดับ หรือไม่ให้คิด เข้าไป “รู้” ความคิดที่เกิดขึ้นดับอย่างไร ? เข้ามาแล้วหายแบบไหน ? จางหาย หรือว่าแวบหายไป หรือแตกกระจายไป ? อันนี้คือการกำหนดรู้อาการเกิดดับของความคิดที่เข้ามา 

อีกอย่าง การมีสติกำหนดรู้ ไม่ใช่เฉพาะขณะที่เรานั่ง อิริยาบถทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง แล้วก็นอน ให้มีสติกำหนดรู้ในทุก ๆ อิริยาบถ ถามว่า อิริยาบถ “ยืน” เรากำหนดอะไร ? “เดิน” กำหนดรู้อะไร ? “นั่ง” เราพอเข้าใจแล้ว เวลาเรานั่งกำหนดอะไร อย่างที่พูดไปเมื่อกี้ “นอน” ก็ไม่ต่างกับนั่ง เพราะอยู่ในอิริยาบถที่เรานิ่ง “ยืน” ก็ไม่ต่างกับอิริยาบถนั่ง เพราะเราหยุดนิ่ง

“เดิน” คือการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น การที่เราก้าวเท้าซ้ายขวา ไม่ว่าจะเป็น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สติเราอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด จะใช้คำบริกรรมหรือไม่ก็ได้ (ขวาย่างหนอ.. ซ้ายย่างหนอ.. อันนี้เขาเรียก “คำบริกรรม”) หรือให้รู้ชัดไปกับอาการเคลื่อนไหวไปเลย ให้มีสติเกาะติดไปกับอาการ ก้าวขวา รู้ชัด ก้าวซ้าย รู้ชัด พร้อมกับสังเกตในลักษณะเดียวกันว่า ในขณะที่เราก้าวเท้าแต่ละข้าง มีอาการอย่างไร ? เป็นเส้น หรือมีอาการสะดุด มีการเกิดดับเป็นขณะ ๆ ไป ? อันนี้คือวิธีสังเกตอาการเกิดดับในขณะที่เราเดินจงกรม






เรื่อง การกำหนด ที่มา โครงการวิปัสสนากรรมฐาน ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เครดิต ถอดข้อความเสียงโดย คุณติ๊ด
 
บางครั้งปฏิบัติแล้วเกิดความสงสัย ไม่แน่ใจว่าจะกำหนดอารมณ์ไหนดี อย่างที่ถามมาว่า สงสัยว่าให้ดูที่ลมหายใจ ต้องดูที่พองยุบที่ท้อง ? การให้ดูที่ลมหายใจ ไม่ใช่เฉพาะลมหายใจอย่างเดียว แม้อาการพองยุบก็ต้องดู บางคนขณะที่หายใจเข้าออก อาการพองยุบไม่ชัดเจน แต่ไปชัดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เพราะฉะนั้น ก็ให้ไปสังเกตตรงที่ลมหายใจเข้าออก อันนี้ถึงบอกว่าให้ดูลมหายใจเข้าออก แล้วก็พองยุบ ดูทั้งสองอย่าง ไม่ใช่ทุกคนนะ เฉพาะบางคนที่รู้สึกว่าเรากำหนดลมหายใจได้สะดวก เราก็กำหนดลมหายใจไป ถ้ากำหนดที่อาการพองยุบได้ดี ก็กำหนดที่พองยุบไป
ที่บอกแล้วว่า “อารมณ์ปัจจุบัน” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะเวลาเราเจริญกรรมฐาน บางคนพอนั่งหลับตา พองยุบชัดเจนขึ้นมา ก็ต้องตามกำหนดรู้อาการพองยุบไป แต่บางคนพอหลับตาลง อาการเต้นของหัวใจชัด ก็ตามรู้อาการเต้นของหัวใจไป บางคนหลับตาลงแล้ว มีความคิดเกิดขึ้นมา ความคิดมากกว่าพองยุบ อารมณ์ปัจจุบันขณะนั้นก็คือความคิด จึงต้องตามกำหนดรู้อาการเกิดดับของความคิดไป เพราะอะไร ? เพราะนั่นคืออารมณ์ปัจจุบัน
ถ้าเราพยายามปฏิเสธอารมณ์ปัจจุบัน แล้วไปหาอารมณ์ที่เขายังไม่เกิด จิตเราก็จะไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว จะวุ่นวาย เราจะรู้สึกว่าสมาธิไม่พอ ไม่สามารถกำหนดพองยุบได้ เพราะความคิดเข้ามารบกวน ทั้ง ๆ ที่ความคิดเป็นอารมณ์ปัจจุบันขณะนั้น กลายเป็นว่าอารมณ์ปัจจุบันรบกวนอารมณ์ที่ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น จึงต้อง “กำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบันที่สุด” แต่ถ้าเราถนัดกำหนดที่พองยุบ ก็กำหนดพองยุบได้เลย
ทีนี้ การกำหนดอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดพองยุบ กำหนดลมหายใจ กำหนดความคิด หรือกำหนดเวทนา ถ้าจะให้ดี ควรกำหนดรู้อย่าง “ไม่มีตัวตน” กำหนดรู้อย่างไม่มีตัวตน คือกำหนดรู้แบบ “ไม่มีเรา” ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเรา มีแต่ “สติ” ตามรู้อย่างเดียว สังเกตว่า เวลาตามรู้อาการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าขณะกำหนดพองยุบ หรือการเดินจงกรมก็ตาม จะมีความรู้สึก “เรา” เป็นผู้ดู “เรา” เป็นผู้ตามรู้ตามดูอาการที่เกิดขึ้น ตรงนี้เขาเรียกว่า “ตามรู้อย่างมีตัวตน” ก็คือมีความรู้สึกว่าเป็นเรา ตรงที่ “ความรู้สึกว่าเป็นเรา” ตรงนี้ ก็ยังเป็น “บัญญัติ” 

ถ้าตามรู้ด้วยความรู้สึก “ไม่มีเรา” หรือตามรู้ด้วย “จิตที่ว่าง” การปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น และรู้ตามความเป็นจริง อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็จะชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพองยุบ หรืออาการเกิดดับในขณะที่เดิน อย่างที่บอกว่า “ให้สติเกาะติดกับอาการ” เหมือนที่ให้ขยับมือ เวลาสติเราเกาะติดไปกับอาการ เราจะกำหนดได้ปัจจุบันจริง ๆ ไม่ใช่แค่เป็นผู้ตามรู้ แต่สติรู้สึกชัดอยู่ที่เดียวกับอาการ ทีนี้ ทำยังไงถึงจะไม่มีตัวตน ? เคยเห็นความไม่มีตัวตนของตัวเองไหม ? ไม่เคยเลย บอกได้เลยนะ ไม่ผิดหรอก ธรรมะไม่มีผิด เรามาเรียน เรายังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวผิด ให้รู้ว่าผิดแล้วเราจะทำได้ถูก ให้รู้ผิดรู้ถูกแล้วจะทำได้ง่าย ถ้าไม่รู้ว่าที่ทำอยู่ผิดหรือเปล่า เราก็ยังผิดต่อไป แต่ถ้ารู้ว่าผิด เราจะแก้ได้ง่าย

การปฏิบัติธรรมเหมือนการทำวิจัย เขาเรียก “ธัมมวิจยะ” การสอดส่องธรรมหรือวิจัยธรรม อย่างที่เราพิจารณากำหนดรู้อาการพองยุบนี่ เพื่ออะไร ? เพื่อศึกษา วิจัย ให้เข้าใจ ให้เห็นตามความเป็นจริงถึงลักษณะของรูปนาม ที่บอกว่า รูปนามของเราเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เขาเกิดดับอย่างไร ? เราได้ยินได้ฟังมาเยอะแยะมากมายว่า รูปนามอันนี้เป็นของไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตลอดเวลา แล้วเขาดับในลักษณะอย่างไร ? อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายังไม่เห็นอาการเกิดดับของรูปนามตราบใด ตราบนั้นรูปนามนั้นก็ยังเป็น “ของฉัน” อยู่ตลอดไป ไม่เคยเห็นเป็นของคนอื่น ใช่ไหม ? เวลาปวดขึ้นมา ก็ “ฉัน” ปวด เมื่อยขึ้นมาก็ “ฉัน”เมื่อย ไม่มีสักแต่ว่าเมื่อย เพราะทนไม่ไหว

ทีนี้ วิธีการทำจิตให้ว่าง หรือการดับความรู้สึกว่าเป็นเรา ลองดูนะ แยกรูปนามกันได้แล้ว ใช่ไหม ? รู้นะอันไหนคือรูป อันไหนคือนาม ใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองแยกถูกหรือเปล่า ? ยังไม่แน่ใจนะ... ดี ไม่ผิดหรอก จะได้ชัดขึ้น ลักษณะของนามหรือลักษณะของจิต ที่จริงแล้วเกิดอยู่ทุกวันกับตัวเรา เพียงแต่เราไม่ใส่ใจ หรือไม่เข้าใจเท่านั้นเอง สังเกตดูนะ ใจเราขณะนี้รู้สึกยังไง ? รู้สึกหนัก รู้สึกเบา รู้สึกโล่ง ๆ รู้สึกสงบ รู้สึกแบบไหน ? รู้สึกเฉย ๆ ? รู้สึกยังไง ? สบาย ใช่ไหม ? นี่แหละคือลักษณะของจิต จำไว้นะ

จิตที่สบายสามารถเคลื่อนย้ายที่ได้ไหม ? ได้นะ นี่คือธรรมชาติของจิตเรา ถูกแล้วนะ จิตเคลื่อนย้ายที่ได้ เพราะธรรมชาติของจิต รับรู้อะไรเขาก็จะไปที่นั่น สังเกตดูว่า พออาจารย์ยกหนังสือขึ้นมา พอเห็นปุ๊บ จิตเราอยู่ที่ไหน ? ที่หนังสือ ใช่ไหม ? ไม่ได้อยู่ที่ตัว เห็นไหม จิตออกนอกตัวทันที นี่คือธรรมชาติของคนเรา ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ถามว่า ผิดไหมที่จิตออกนอกตัว ? ไม่ผิด ใช่ไหม ? เพราะเป็นธรรมชาติ แล้วผิดตรงไหน ? เพียงแต่จิตที่ไปรับรู้นั้นเป็นจิตฝ่ายกุศลหรืออกุศลเท่านั้นเอง ทุกครั้งที่เรารับรู้ ลองสังเกตดู ไม่ว่าดูอะไรก็ตาม จิตเราไปที่นั่นทันทีหรือเปล่า ? ไป ใช่ไหม ? คิดถึงบ้าน ก็ไปที่บ้าน แป๊บเดียว! การเดินทางของจิตไร้กาลเวลา ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็ใช้เวลาเท่ากัน

ทีนี้ ทำดูนะ ลองน้อมจิตมาข้างหน้าตัวเองในที่ว่าง ๆ ไม่ต้องไปไกลเกิน ถ้าไปไกลเกินเดี๋ยวจะหาไม่เจอ ประมาณสักช่วงแขนหนึ่ง แล้วสังเกตว่า จิตที่อยู่ในที่ว่าง ๆ รู้สึกอย่างไร ? รู้สึกหนัก รู้สึกเบา รู้สึกโล่ง รู้สึกโปร่ง รู้สึกอึดอัด รู้สึกว่าง ๆ รู้สึกแบบไหน ? รู้สึกยังไง ? เบา ๆ นะ ถูกแล้วนะ ใครรู้สึกเบา ๆ แล้วลองสังเกตต่อ ความรู้สึกที่เบาสามารถเคลื่อนย้ายที่ได้หรือเปล่า ? ได้นะ ถูกแล้วนะ ลองย้ายจิตที่เบา ๆ ไปที่แขน รู้สึกยังไงบริเวณแขนเรา ? รู้สึกหนัก ? เบา ? ลองอีกนิดหนึ่ง ย้ายจิตที่เบาไปที่สมองเรา รู้สึกเป็นไง ? ไม่ใช่ไปดูรูปร่างของสมองนะ ถ้าเราไปหารูปร่างของสมอง นั่นคือเราไปหารูป รู้สึกเป็นไง ? โล่ง ๆ นะ ถูกแล้วนะ

จริง ๆ แล้วการย้ายจิตที่เบา ก็คือ “การย้ายสติ” ของเรา เพราะฉะนั้น เวลาเรากำหนดอารมณ์ เราจะเห็นชัดว่าสติเราอยู่ที่เดียวกับอาการ หรือเป็นผู้ดูอยู่คนละที่ สังเกตเมื่อกี้ ที่ดูที่แขนแล้วรู้สึกหนัก ๆ นี่ จิตไม่ได้ไปอยู่ที่แขน แต่เป็นผู้ดูแขน ใช่ไหม ? ก็เลยรู้สึกว่าแขนหนัก ๆ เราเป็น “ผู้ดู” อยู่ แต่เมื่อเอาจิตที่ว่างเบาเข้าไปที่สมอง เราไม่ได้หารูปร่างของสมอง แต่ให้จิตที่เบาเข้าไปที่สมองเลย จะรู้สึกโล่ง ๆ เบา ๆ

ต่ออีกนิดหนึ่ง ไม่ทันเดี๋ยวค่อยว่ากัน ใครทันก็ตาม ใครสงสัยก็ให้ถาม ลองดูนะว่า ให้จิตที่เบา ๆ นี่กว้างเท่าบริเวณนี้ กว้างเท่าห้องนี้ รู้สึกเป็นไง ? โล่ง ๆ นะ สังเกตใจที่โล่ง รู้สึกว่างไหม ? ว่างนะ สังเกตใจที่โล่งว่างกับตัวที่นั่งอยู่ เขาเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน ? คนละส่วนนะ อันไหนใหญ่กว่ากัน ? ใจใหญ่กว่า นี่คือการแยกรูปแยกนาม เห็นไหม ใจก็คือนาม ตัวก็คือรูป และใจที่ว่างเบาสามารถรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้ ใจที่ว่าง ใจที่เบา ก็คือจิตที่ว่างนั่นเอง

ลองสังเกตต่ออีกนิดหนึ่ง เมื่อกี้พูดถึงความไม่มีเรา ลองสังเกต ใจที่ว่างเบาเขาบอกว่าเป็นใครหรือเปล่า ? หรือแค่รู้สึกว่าง ๆ เบา ๆ ? รู้สึกว่าง ๆ เบา ๆ ไม่บอกว่าเป็นใคร ไม่บอกว่าเป็นเรา ตรงนี้คือ “ความเป็นอนัตตา” ลองสังเกตต่ออีกนิดหนึ่ง ขณะที่ใจไม่บอกว่าเป็นเรา รู้สึกว่าง ๆ เบา ๆ แล้วย้อนกลับมาดูตัวที่นั่งอยู่ รู้สึกหนักหรือเบา ? (โยคีกราบเรียนว่า รู้สึกหนัก) สังเกตไหม ตอนที่หนักนี่ จิตเราอยู่ข้างในหรือข้างนอก ? ข้างใน ใช่ไหม ? ตอบถูกแล้ว

ทีนี้ลองดู ถ้าให้เขาอยู่ข้างนอก ข้างหน้าตัว รู้สึกเป็นไง ? (โยคีกราบเรียนว่า หนัก ๆ) ขณะที่อยู่ข้างนอกนะ ? ขณะที่หนัก จิตเราอยู่ในตัวหรือนอกตัว ? (โยคีกราบเรียนว่า นอกตัว) ขณะที่อยู่นอกตัว กำลังคิดถึงอะไร ? สิ่งอื่น ใช่ไหม ? เขาเรียก “จิตไปข้างนอก” กำลังมีความคิด แต่ไม่เห็นจิตที่อยู่นอกตัว เห็นแต่ว่าจิตกำลังไปเที่ยว กำลังคิดอยู่ “เห็นความคิด แต่ไม่เห็นจิตที่อยู่ข้างนอกตัว” อันนี้จะละเอียดนิดหนึ่ง เดี๋ยวค่อยแยกให้ชัดขึ้นอีก ไม่ผิดนะ ถ้าให้ใจโล่งกว้างกว่าตัวเรา แล้วก็ห่อหุ้มตัวเรา ลองดูว่า รู้สึกเป็นไง ? (โยคีกราบเรียนว่า เย็น ๆ เบา ๆ) เราจะรู้สึกได้ทันที นี่คือความรู้สึกจริง ๆ คือรู้สึกได้ว่าเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็น “การรับรู้แบบไม่มีตัวตน”

เพราะฉะนั้น เวลากำหนดอารมณ์ต่าง ๆ ก็เหมือนกัน ให้ความรู้สึกที่เบาหรือจิตที่เบาเข้าไปที่อาการ ลองดูนะ ขณะที่กำหนดพองยุบ ลองเอาจิตที่เบาไปที่พองยุบ แล้วตามรู้อาการพองยุบ รู้สึกเป็นไง ? อาการพองยุบมีความชัดเจนมากขึ้นหรือว่าเป็นอย่างไร ? ชัดเจนมากขึ้นนะ ตรงนี้คือสติเรามีกำลัง “จิตที่ว่าง สติจะมีกำลัง อาการก็จะชัด” ฉะนั้น เวลาเราตามรู้อาการพองยุบ ตามรู้อย่างไม่มีตัวตน ชัดแล้วเขาเกิดดับอย่างไร ? เปลี่ยนแปลงอย่างไร ? ตามรู้ไปแบบนี้ เกาะติดไป ใช้จิตที่ว่างกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น แม้แต่เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น

ขณะที่เรานั่ง จิตที่ว่างเบานี่ย้ายที่ได้ ใช่ไหม ? ทีนี้ลองพิสูจน์ดูว่า ถ้าใช้จิตที่ว่างเบาไปรองรับจุดกระทบ ระหว่างตัวกับอาสนะ หรือตัวกับพื้น รู้สึกไหมว่านั่งอยู่ที่ไหน ? รู้สึกหนักหรือเบา ? (โยคีกราบเรียนว่า เบา ๆ) ตรงนี้แหละ เวลาเรานั่งแล้วเราจะไม่ทรมาน ทุกครั้งที่นั่งกรรมฐาน เอาความว่างเบามารองรับ เราก็จะนั่งอยู่ในที่ว่าง ๆ เบา ๆ ไม่ใช่นั่งบนพื้นอย่างเดียว ไม่ใช่นั่งบนอาสนะ การกดทับรู้สึกเป็นไง ? ลอย ๆ ? การกดทับก็จะเบา เพราะฉะนั้น เมื่อกดทับเบา เวทนาก็จะเกิดช้านิดหนึ่ง นั่งอยู่บนความว่างเบา

รู้สึกดีไหมขณะที่นั่งอยู่ลอย ๆ ? ดี ใช่ไหม ? จริง ๆ แล้วนี่คือเราเอามาใช้ ไม่ใช่แค่มาทำนั่งแบบตัวลอย ๆ เบา ๆ แต่เจตนาก็คือว่า เมื่อเราใช้จิตที่ว่างมารับรู้อารมณ์ ขณะที่นั่งก็นั่งอยู่ในความว่าง ขณะที่เดิน ให้จิตที่เบาว่างคลุมตัว แล้วก็เกาะติดกับอาการเดิน สังเกตไป เราจะได้รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ อย่างไม่มีตัวตน และไม่มีการปรุงแต่ง ไม่ประกอบด้วยอกุศลจิต ไม่มีปรุงแต่งว่าชอบไม่ชอบ แต่จะรู้ว่าดีไม่ดี หนักหรือเบา ทุกข์ไม่ทุกข์หรือมีความสุข ไม่ใช่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ชอบหรือไม่ชอบก็จะเป็นตัวกิเลส ถ้ารู้ดีหรือไม่ดี หนักหรือเบา ทุกข์หรือไม่ทุกข์ เกิดจากปัญญาของเรา

ทีนี้เราปฏิบัติเพื่อเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ใช่ไหม ? เพราะฉะนั้น อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วทำให้เราเป็นทุกข์ ? ง่าย ๆ ลองพิสูจน์ดูนะ เมื่อกี้ไม่มีเราแล้วรู้สึก ? (โยคีกราบเรียนว่า เบา ๆ) รู้สึกเบา ๆ ว่าง ๆ สบาย ๆ ลองเติมความรู้สึกว่าเป็นเราเข้าไปสิ รู้สึกเป็นไง ? หนักทันที ใช่ไหม ? นี่คือความเคยชิน ความเคยชินก็คือ การเข้าไปยึดเอาว่ารูปนี้เป็นของเรา พอมีเราขึ้นมาน้ำหนักก็จะเกิดขึ้น ลองเอาความรู้สึกว่าเป็นเราออกจากตัว เบาทันที นี่แหละคือ “การละอัตตา” ไม่ยาก ใช่ไหม ? แค่เรารู้ว่าต้องทำยังไง

ไม่ใช่บอกว่าไม่ใช่ของเรา การที่เราไปปฏิเสธว่า รูปไม่ใช่ของเราโดยที่เรา “ไม่เห็น” ยังไงก็ยังหนัก แต่ถ้าเมื่อไหร่ “เห็นชัด” ว่า รูปกับนามเป็นคนละส่วนกัน แล้วแยกนามจากรูป จิตก็จะอิสระโดยอัตโนมัติเช่นกัน คือการปล่อยวางโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องไปบอกว่า “ฉันจะไม่ยึด ฉันจะไม่เอา” ถึงเราจะไม่คิดตรงนั้น จิตก็จะว่างได้เช่นกัน นี่คือ “ปัญญา” ที่เกิดจากการกำหนดรู้ตามความเป็นจริง

ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ขันธ์ ๕ ย่อลงมาเหลือแต่รูปกับนาม คือกายกับใจ แต่กายกับใจก็ยังเป็นคนละส่วนกันอีก ถามว่า มีส่วนไหนบ้างที่บอกว่าเป็นเรา ? ตัวไม่บอกว่าเป็นเรา จิตที่เบาก็ไม่บอกว่าเป็นเรา แล้วเหลืออะไร ? นี่คือการละอัตตา หรือดับความรู้สึกว่าเป็นเรา หรือเข้าสู่ความเป็นอนัตตา คือความไม่มีตัวตน อนัตตาในความหมายของความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่ธรรมชาติของรูปกับนาม ที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์

แม้แต่ “ความคิด” ที่เกิดขึ้นก็ตาม ลองสังเกตดูนะ เมื่อกี้ขณะที่เห็นว่าจิตที่ว่างเบากับตัวเป็นคนละส่วนกัน ทีนี้ขณะที่เราคิด คิดถึงเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง คิดแล้วมีมโนภาพเกิดขึ้นไหม ? บางครั้งมี บางครั้งไม่มี แต่มีรสชาติ ใช่ไหม ? เอาง่าย ๆ คิดถึงเรื่องที่ไม่สบายใจ แล้วรู้สึกเป็นไง ? (โยคีกราบเรียนว่า ทุกข์ใจ) รู้สึกหนักหรือเบา ? ความทุกข์เรารู้แล้ว... เหลืออะไร ? เหลือ “วิธีดับทุกข์”

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ แล้วข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์... ที่ทุกข์เพราะอะไร ? ไปยึดไว้ ใครเป็นผู้ยึด ? “ตัวเรา” เมื่อกี้บอกให้ดับความเป็นเรา แสดงว่าเหตุแห่งทุกข์คือ “มีเรา” ใช่ไหม ? เพราะความไม่รู้ว่าขันธ์ทั้ง ๕ เขาเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ใส่ “เรา” เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พอเติม “เรา” เข้าไปตัวเดียวเท่านั้นแหละ จิตก็จะเศร้าหมอง เป็นทุกข์ เกิดขึ้นมา

แต่ถ้า “ไม่มีเรา” ลองเอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก แล้วคิดถึงเรื่องนั้น ให้จิตที่ว่างเบา “กว้างกว่า” เรื่องที่คิด จิตใจรู้สึกเป็นยังไง ? เบา ใช่ไหม ? นี่คือคิดได้ แต่คิดด้วยจิตที่ว่าง ว่างจากตัวตน ไม่ใช่ว่างจากความคิด เมื่อว่างจากความเป็นเรา ถึงแม้จะคิดก็ไม่ทุกข์ นี่คือ “ปัญญา” ไม่ใช่ว่าว่างแล้วห้ามคิดอะไร ถ้าไม่คิดอะไร เราก็ทำอะไรไม่ได้ ใช่ไหม ? เวลาจะพูด จะหยิบ จะจับ จะเคลื่อนไหว ต้องประกอบด้วยตัวสังขาร คือการปรุงแต่งทางจิตของเรา คิดว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร ทำแล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร อันนี้ก็คือ “ตัวสังขาร” ทั้งหมด แต่สังขารเหล่านี้ประกอบด้วยตัวตนหรือเปล่า ? ประกอบด้วยโลภะจิต โทสะจิต โมหะจิต หรือเปล่า ? อันนี้เราจะรู้

ลองสังเกตดู จิตที่ว่างเบาและไม่บอกว่าเป็นเรา มีกิเลสตัวไหนเกิดขึ้นบ้าง ? ไม่มี เพราะไม่มีเรา โลภะก็ไม่เกิด โทสะก็ไม่เกิด โมหะก็ไม่เกิด เพราะอะไร ? เพราะการที่เห็นว่าไม่มีเรา นั่นคือตัวปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เขาเรียก “สัมมาทิฏฐิ” เห็นตามความเป็นจริงของรูปนาม ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่ใช่เราคิดเอา ตรงนี้แหละสำคัญ เห็นตามความเป็นจริงของรูปนามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดทางทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตาม และความจริงอีกอย่างหนึ่งที่เราพยายามกำหนดรู้อยู่ก็คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และไม่มีใครเป็นเจ้าของ แม้แต่รูปนามของเราเองเขาก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย เกิดดับตลอดเวลา

สังเกตว่า จิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน จิตที่ทำหน้าที่รู้หรือจิตที่ว่างกับเรื่องที่คิด ถามว่า เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน ? คนละส่วน ตรงนี้คือแยกนามกับนาม แยกจิตกับจิต นี่คือสิ่งสำคัญในการเจริญวิปัสสนา ต้องแยกรูปแยกนาม จึงจะไปแยกรูปกับรูป ก็คือรู้อาการเกิดดับของพองยุบ ว่าเขาเกิดแล้วดับ เขามีช่องว่างไหม ? มีอาการเกิดขึ้นมาแล้วดับไป เกิดขึ้นใหม่ ดับไป อยู่เรื่อย ๆ หรือเปล่า ? มีช่องว่างระหว่างพองกับยุบ หรือระหว่างพองกับพองเอง เขามีการเกิดดับเป็นขณะหรือเปล่า ? อันนี้คือ “การดูกายในกาย”

“การดูจิตในจิต” ก็อย่างที่พูดเมื่อกี้ รู้ว่าจิตเราเบา จิตเราว่าง รู้ว่าจิตคิดอะไร การดูจิตในจิต อย่างที่บอกแล้วว่า หนึ่ง รู้ว่าคิดอะไร ? สอง ดูว่าสภาพจิตเป็นยังไง ? จิตใจเรารู้สึกอย่างไร ? รู้สึกหนัก รู้สึกเบา รู้สึกโล่ง รู้สึกโปร่ง รู้สึกมีความสุข รู้สึกนิ่มนวล อ่อนโยน เบิกบาน อันนี้คือลักษณะของจิตทั้งหมด และนอกจากรู้ว่าคิดอะไร รู้ว่าแม้แต่จิตที่ทำหน้าที่รู้ความคิด ก็ยังเป็นคนละส่วนกัน จิตที่ทำหน้าที่รู้ตรงนี้ เขาเรียกว่า “วิญญาณรู้” “สติ” กับ “วิญญาณ” คือตัวเดียวกันนั่นแหละ วิญญาณรู้ทำหน้าที่รับรู้ สติก็คอยเตือนเรา จริง ๆ คือพอเรารู้ชัดในสิ่งที่รู้ เขาก็ครบไปในตัวอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น เวลาพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้น จึงบอกว่าให้ “รู้ชัด” ในอาการที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นไป แต่วันนี้ที่ให้เพิ่มขึ้นมาก็คือว่า ถ้าเรากำหนดรู้อย่างไม่มีตัวตน “ไม่มีเรา” มีแต่สติรู้ชัดในอาการที่เกิดขึ้น การปฏิบัติของเรา หรือว่าสภาวธรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร ? บางคนสงสัยว่า กำหนดรู้อาการเกิดดับแล้วได้อะไร ? คงไม่สงสัยกันแล้วนะ ก็อย่างที่บอกไปแล้ว คนที่จะเห็นอาการเกิดดับได้ต้องมีปัญญา ถามว่า กำหนดรู้อาการเกิดดับแล้วจะได้อะไร ? ก็คือได้ “ปัญญา” นั่นเอง ปัญญารู้ความเป็นจริงของรูปนามขันธ์ ๕ ของเรา มันไม่เที่ยง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา ไม่ควรไปยึดเอาว่าเป็นของเรา

อย่างที่เมื่อกี้ที่บอกว่า ให้นึกถึงเรื่องที่ไม่สบายใจ แล้วรู้สึกเป็นยังไง ? รู้สึกหนัก ที่หนักเพราะอะไร ? เพราะ “มีเรา” พอเอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก ความทุกข์ก็หายไป แสดงว่านั่นคือวิธีดับทุกข์ ใช่ไหม ? แต่ไม่ใช่ดับเรื่องราว คนละอย่างกันนะ เราดับทุกข์ก่อน แล้วไปดับเรื่องราวทีหลัง เวลาเราเจออารมณ์เข้ามากระทบ ทำให้จิตใจเรารู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายขึ้นมา สิ่งที่ควรทำก่อนคือ “ดับทุกข์” พอดับทุกข์แล้ว สมองเราโล่งขึ้น จิตเราสงบ ปัญญาก็เกิดขึ้น

แต่ถ้าขณะที่เราทุกข์ แล้วเราก็พยายามพิจารณา สังเกตว่าจิตเราจะหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์อันนั้น บางครั้งก็หาทางออกยาก เพราะอะไร ? เราถูกความทุกข์ครอบงำ เปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศร ความทุกข์เข้ามาที่ตัวเราแล้ว จะถอนลูกศรก่อนหรือจะถามหาคนยิงก่อน ? ถ้าเราตามหาคนยิง โอ้โห! แค่ลูกศรกระดิกนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว แต่ถ้าเราถอนลูกศร แล้วรักษาแผลให้หาย ไม่สายหรอก ยังตามหาคนที่ยิงได้

เพราะฉะนั้น การดับทุกข์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เวลาอารมณ์เข้ามากระทบ ควรดับทุกข์เราก่อน วิธีดับ ง่ายที่สุด แค่ถอนออก! ถอนอะไร ? “ถอนความรู้สึกว่าเป็นเรา” เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออกจากตัวเสีย แล้วความทุกข์ก็จะน้อยลงหรือดับไป ที่จริงแล้วนี่ คนเราเวลาทุกข์ จำเป็นต้องเจอปัญหาเฉพาะหน้าหรือเปล่า ? ไม่นะ บางทีแค่นั่งอยู่คนเดียวก็ร้องไห้เป็น พอนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาก็นั่งร้องไห้เป็นทุกข์ ขณะที่เราทุกข์นี่รู้สึกอึดอัด ใช่ไหม ? หนัก! เหมือนแบกโลกทั้งโลก!

ทีนี้ ลองระลึกนึกถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ เดี๋ยวจะบอก “วิธีดับทุกข์” คิดแล้วรู้สึกเป็นไง ? หนัก ๆ ? เมื่อกี้บอกว่าให้เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก ตอนนี้ลองขยายให้กว้าง มันจะเป็นก้อนหนัก ๆ ขึ้นมาบริเวณหัวใจของเรา ใช่ไหม ? มันจะแน่นตรงนี้ ลองปล่อยให้เขากว้างกว่าตัว แล้วกว้างออกไปไม่มีขอบเขต ลองดูว่ารู้สึกเป็นไง ? ขยาย “ความรู้สึกหนัก” ให้กว้างออกไป ไม่ใช่ขยายเรื่องที่ทำให้หนักนะ คนละอย่างกัน! ขยายความรู้สึกหนักให้กว้างออกไป... เบา ค่อย ๆ จางไป หายไป นี่คือวิธีดับทุกข์ที่ง่าย ๆ เพราะอะไร ?

เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตเรากว้าง จิตเราก็จะว่าง ไม่มีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตน เมื่อจิตว่าง ธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิด ไม่สามารถตั้งอยู่บนความว่างได้ เขาจะสลายไปจะดับไป แต่ที่ตั้งอยู่ได้เพราะมีผู้รับ มี “เรา” เป็นผู้รับ เพราะฉะนั้น นี่คือวิธีดับทุกข์ที่ง่ายที่สุด ก็อยู่ที่ว่าเราจะทำบ่อยแค่ไหน เราเป็นผู้ฝึก ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราทำได้หรือเปล่า ตอนที่นั่งกรรมฐาน เอาแต่นึกถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วมันหนักขึ้นมา ลองดู ขยายออกแล้วมันหายไหม ? ขยายได้ไหม ? ปล่อยออกไปจนเรารู้สึกเกิดความชำนาญ พอคิดถึงเรื่องทุกข์ปุ๊บ มันแวบขึ้นมา มันก็ดับ แวบขึ้นมา ก็ดับ.. เขาเรียก “ทำให้เป็นวสี”

ไม่ใช่ไม่ใส่ใจนะ รู้ชัดว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้วและดับอย่างไร แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจในเรื่องที่ทำให้ทุกข์ ปัญหาก็จะหมักหมม มันก็จะพันกันมากขึ้น ๆ จนหนาแน่นขึ้น จนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะตัดยังไง ปัญหาบางอย่างเราผูกมันไว้ ยึดมันไว้ จนหาทางออกไม่เจอ... หาทางออกไม่เจอ แล้วทำยังไง ? ก็ออกทางมันเข้านั่นแหละ จริง ๆ ก็คือ ดับความรู้สึกว่าเป็นเรา และถอยออกมาดู โยมลองดูนะ ขณะที่นึกถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ ให้เรื่องที่คิดอยู่ข้างหน้า และให้จิตเรา “กว้างกว่า” แล้วเป็น “ผู้ดู” เขา เรื่องนั้นรู้สึกใหญ่หรือเล็ก ? เล็กนิดเดียว! แต่เราขยายให้เขาใหญ่ แล้วก็มาคลุมตัวเอง แล้วก็ไปไม่เป็นแล้ว ก็เลยกลายเป็นเรื่องหนัก

ที่อาจารย์พูดนี่ ไม่ใช่แค่เราทำได้ตรงนี้แล้วผ่าน เพราะสิ่งที่เราทำได้ เราเป็นผู้ได้ประโยชน์ โยคีเป็นผู้ได้ประโยชน์ ไม่ใช่อาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้เรานำไปใช้บ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ และดับทุกข์ได้ เพราะเราปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ถึงแม้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ เขาเรียกเป็น “ตทังคะ” ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว ต่อไปก็คือว่า การที่เราเจริญสติอย่างต่อเนื่องเพื่อดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น เราต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น มีสติต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นขณะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุก ๆ อิริยาบถ ให้มีสติรู้ถึงอาการ

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าเรารับรู้ด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ตาม จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะทานอาหาร แปรงฟัน อาบน้ำ... ลองดูว่า ถ้าใช้จิตที่ว่าง เบา เป็นผู้รับรู้ไปเรื่อย ๆ สังเกตดู จิตใจเรารู้สึกเป็นยังไง ? รู้สึกดี ? รู้สึกมีกิเลสตัวไหนเกิดขึ้นบ้าง ? สังเกตแบบนี้ ให้เห็นจิตตัวเองบ่อย ๆ ดูกาย ดูจิต รู้การเคลื่อนไหว ดูสภาพจิตเราเป็นยังไง

เพราะฉะนั้น เวลาเราปฏิบัติ ที่บอกว่าเรารู้อาการเกิดดับของรูปนาม ไม่ว่าจะเป็นดูพองยุบ รู้เวทนา หรือรู้ความคิด ผลที่เกิดขึ้นก็คือเกิดกับ “จิตใจ” ของเรา ขณะที่เรากำหนดทันพองยุบมากขึ้น เห็นอาการของพองยุบเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ นี่ สภาพจิตใจรู้สึกเป็นยังไง ? จิตเราตื่นตัวขึ้น ผ่องใสขึ้น หรือสงบมากขึ้น หรือนิ่งมากขึ้น ตรงนี้เราจะรู้สึกได้ “ทันที” โดยที่ไม่ต้องคิดและไม่ต้องบังคับ แค่สังเกตและกำหนดรู้ให้ชัดเท่านั้นเอง ผลจากการปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นมากับจิตของเรา เพราะการที่จะละกิเลส ก็คือละกิเลสที่เกิดขึ้นกับ “จิต” ของเรา ไม่ใช่เกิดขึ้นที่กาย

กายของเราเป็นไปตามอำนาจของจิต อยู่ที่ว่าจิตตรงนั้นเป็นจิตประเภทไหน ที่มีกำลังพอที่จะสั่งกายเราให้ทำตามได้ เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตที่มีกำลัง ง่าย ๆ ก็คือ จิตฝ่ายดีหรือไม่ดี... รู้สึกใจไม่ดีเลย แล้วมันก็ผลักให้เราไป มันเป็นตัวเร่งเร้ากระตุ้นเรา การที่จะกระตุ้นออกทางกายได้ก็คือ จิตเราเสวยอารมณ์อันนั้นจนเต็ม จนมันเก็บไม่อยู่แล้ว ก็เลยต้องแสดงออกทางกายทางวาจา จิตเราเสพอารมณ์ไม่รู้กี่พันรอบจนกว่าอาการทางกายจะเกิดขึ้น ฉะนั้น เราดับที่จิตของเรา

เราจะหยุดอารมณ์ภายในของเรายังไง ? เมื่อไหร่ก็ตามที่ “มีเรา มีเรา มีเรา” ก็จะรู้สึก ยิ่งแน่น.. ยิ่งแน่น... และจิตฝ่ายอกุศลจะมีกำลังมากขึ้น มากขึ้น... จนทำให้รูปเราเป็นไปตาม หน้านิ่วคิ้วขมวด ตัวเล็ก ๆ ก็หนัก! จากที่ตัวบาง ๆ ก็เดินเสียงดังสนั่น สังเกตไหมว่า เมื่อเราแยกรูปนาม ให้จิตกว้างกว่ารูป รูปที่เคยหนักกลับว่างเปล่าและเบาไป เพราะอะไร ? นี่คือ อุปาทานที่ถูกละไป หรือคลายไป โดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น มีสติ รู้ชัดในอารมณ์ที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่เราทำ การปฏิบัติธรรมต้องมีเจตนาชัดเจนว่า เราตามรู้อะไร ดู “จิต” หรือ ดู “อาการของรูป”

กลับมาที่อารมณ์หลัก เราตามรู้อาการของพองยุบหรืออาการของลมหายใจเข้าออก เขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร ? ต้องมี “เจตนา” ถ้าไม่มีเจตนา รู้แต่พองยุบ พองหนอ.. ยุบหนอ.. พองหนอ.. ยุบหนอ... สังเกตดูว่า ถ้าเรารู้แค่ พองหนอ.. ยุบหนอ... สติเราอยู่ที่เดียวกับพองยุบ หรืออยู่ข้างนอก ? เรากลายเป็นผู้ตามดู หรืออยู่ที่เดียวกับอาการ ? ถ้าทำวิจัย สติจะต้องอยู่ “ที่เดียวกับ” อาการ จะได้เห็นชัดว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ใช่แค่รู้ว่าเปลี่ยนแปลง แต่รู้ว่าเปลี่ยนอย่างไร เร็ว ช้า ชัดมากขึ้น หรือบางลง จางลง น้อยลง หรือว่าพองยุบหายไปหมดแล้ว อันนี้ก็ต้องรู้ชัด

เคยไหม บางครั้งหาพองยุบไม่เจอ ? มี ใช่ไหม ? เพราะอะไร ? ไม่ใช่เพราะสติอ่อน บางครั้งรู้สึกหายังไงก็ไม่เจอ ตรงที่เราหา สติเราอ่อนหรือเปล่า ? รู้ชัด ใช่ไหม ? ไม่ใช่อ่อน! แต่พองยุบหายไป เพราะจิตเราละเอียดขึ้น มันเริ่มเพิกบัญญัติ จะไปสู่ปรมัตถ์ ไปสู่ความว่างแล้ว พองยุบหายไป ก็จะมีอารมณ์อื่นเกิดมาแทน ได้สังเกตไหม มีอะไรเกิดขึ้นมา ? บางครั้งมี “ความคิด” ขึ้นมา แต่บางครั้งไม่มีความคิด กลับว่าง ๆ เลยหาอะไรไม่เจอ ทีนี้จะทำยังไง ?

อันนี้สำคัญมาก ๆ สำหรับนักปฏิบัติ ส่วนใหญ่ก็คือ พอพองยุบหายไป แล้วหาอารมณ์ให้กำหนดไม่เจอ จะรู้สึกว่าไม่ดีแล้ว ไม่มีอารมณ์หลักให้กับจิต ยิ่งไม่มีความคิด ไม่มีเวทนา มัน “ว่าง” อย่างเดียว ก็จะรู้สึกว่าเป็นสมถะหรือเปล่า ? สังเกตดี ๆ ในความว่างนั้นลึก ๆ แล้ว เขามีอะไรอยู่ ? มีอาการอย่างไรเกิดขึ้นหรือไม่ ? นี่คือสิ่งที่โยคีต้องสังเกต พอเรามีเจตนาที่จะรู้ อาการเกิดดับที่ละเอียดกว่าพองยุบเขาก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็น ให้ได้ตามกำหนดรู้ต่อ ยังมีสภาวะที่ละเอียดกว่าพองยุบอยู่ นอกจากความคิด นอกจากเวทนา

เพราะฉะนั้น เวลาเรากำหนดอารมณ์ กำหนดสภาวะให้ต่อเนื่อง ถ้าพองยุบหายไป ให้รู้ชัดว่าหายไป หายไปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นต่อ ? อารมณ์ที่เกิดต่อจากพองยุบ นอกจากความคิด นอกจากอาการที่บอกมา ว่าในความว่างมีจุดเล็ก ๆ มีจุดใส ๆ ขึ้นมา หรือมีอาการระยิบระยับเกิดขึ้น ยังมี “เสียง” ที่เข้ามา เสียงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงแอร์ เสียงคน เสียงลม เสียงอะไรก็ตาม ที่ปรากฏชัดเข้ามาในความว่างเมื่อพองยุบหายไป ต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์นั้นต่อทันที เพราะนั่นคืออารมณ์ปัจจุบันที่เราต้องตามรู้ เพราะฉะนั้น จะมีอารมณ์เข้ามาให้เรารู้ตลอด สติเราก็จะต่อเนื่องตลอดเหมือนกัน

เมื่อไม่มีเสียง ไม่มีพองยุบ ไม่มีความคิด ไม่มีเวทนา สิ่งที่ต้องรู้ต่อก็คือว่า “สภาพจิตใจ” ขณะนั้นรู้สึกยังไง ? สงบ เบา ว่าง ใส สว่าง หรือว่า สลัว ๆ ? เคยสังเกต เคยเห็น ใช่ไหม ? เคยเห็น แต่ไม่แน่ใจ ก็เลยไม่ได้ตามรู้เขา เลยเหมือนกับไม่มีอะไร ที่จริงแม้แต่ความสว่างข้างหน้าเรา ความใส ความสลัว หรือเป็นเงาที่ผ่าน นั่นคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากพองยุบ หรือที่เกิดขึ้นในความว่าง เป็นอารมณ์ที่เราต้องกำหนดรู้ ดูว่าเขาเกิดดับในลักษณะอย่างไรและต่อจากนั้นเขาจะเปลี่ยนอย่างไร ? พออารมณ์นั้นหมดไป มีอะไรเกิดขึ้นมาต่อ ?

ความต่อเนื่องของการเจริญสติอยู่ตรงนี้ มีอารมณ์ใหม่เกิดขึ้น ให้เรามีสติตามกำหนดรู้ต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อเรารู้ถึงอารมณ์ใหม่ที่ปรากฏขึ้นมามีการเกิดดับตลอดเวลา จิตเราก็จะไม่ยึดติดกับของเก่า ไม่ยึดติดอยู่กับอดีตว่าต้องเป็นอย่างนั้น นี่คือ “ธัมมวิจจยะ” การสอดส่องธรรม รู้ต่อไปว่าอะไรเกิดขึ้นมา แล้วเกิดดับอย่างไร เพราะทุก ๆ อารมณ์ตั้งอยู่ในกฏของไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่เสมอ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เนือง ๆ อุปาทานการยึดมั่นถือมั่นในรูปนามก็จะค่อย ๆ ละไปดับไป

สังเกตไหมว่า การที่เราพิจารณารู้อาการเกิดดับของรูปนาม ไม่ว่าจะเป็นพองยุบ เป็นเวทนา เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องกิเลสเลย เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องโลภะ โทสะ โมหะเลย เพราะอะไร ? เพราะถ้าเรากำหนดรู้อย่างไม่มีตัวตน และมีสติอยู่กับปัจจุบัน โลภะ โทสะก็ไม่เกิด แต่ในขณะเดียวกัน ขณะที่เห็นอาการเกิดดับของรูปนาม สิ่งที่ตามมากลับทำให้จิตเราผ่องใสขึ้น สะอาดขึ้น เบาขึ้น โล่งขึ้น สว่างขึ้น นั่นล่ะ เหตุผลว่าทำไมเราต้องกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนาม

ทุก ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ทั้งหมด เมื่อเรามีเจตนาที่จะรู้อาการเกิดดับของเขา ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์กรรมฐานทั้งหมด เพราะฉะนั้น การเจริญกรรมฐานไม่ต้องเลือกเวลา ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากหรอก การเจริญสติ แค่เรามีสติรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่เรารู้ “เจตนา” ของเราชัดเจนว่าเราจะรู้อะไร ถ้าเรารู้ดับทุกข์ เราก็จะดับทุกข์ได้ อ้อ! ดับแบบนี้ ถ้าจะรู้อาการเกิดดับของรูปนาม ก็ต้องทำอย่างนี้ เมื่อทำไปแล้ว สภาพจิตใจเราเป็นยังไง ผลที่ตามมาเป็นยังไง เราก็ต้องรู้

ไม่ใช่อาจารย์บอกว่าดี ก็ดี! ครูบาอาจารย์บอกว่าดีก็ดี โดยที่ตัวเองงง ๆ ว่ามันดีตรงไหน อันนั้นไม่ได้! ที่เขาเรียกว่าเป็น “ปัจจัตตัง” ที่จริงเรารู้ได้ด้วยตนเอง รู้ได้ด้วยตนเองก็คือ ผลที่เกิดขึ้นเราจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร แต่วิธีการปฏิบัติ เรายังต้องอาศัยครูบาอาจารย์ชี้แนะ ไม่งั้นเราก็ทำไม่ถูก เมื่อทำไม่ถูก การปฏิบัติของเราจะเป็นอย่างไร ? ผลของการปฏิบัติของเราจะเป็นอย่างไร ? อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราต้องการที่จะปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เป้าหมายของเราชัดเจนแล้วจะง่าย ถึงแม้ไม่ดับอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ดับชั่วขณะหนึ่ง ครั้งละชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นอานิสงส์อย่างมากแล้ว อยู่ที่เราดับบ่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ทุกข์เต็มที่แล้วค่อยดับ บางครั้งก็จะมีแหละ เวลามีความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่รีบดับ อยากเสวยความทุกข์ให้เต็ม รู้สึกอิ่มหนำสำราญใจ แล้วค่อยดับ เขาเรียก “จนสะใจ” แล้วค่อยดับ บางทีก็จะเป็นอย่างนั้น

การที่เรามากำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนาม ที่จริงแล้วคือ รู้ “ก่อน” ที่ความทุกข์จะเกิดด้วยซ้ำ การที่เรามาฝึกจิตของเรา ปัญญาของเรา ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมชาติของรูปนาม แล้วจะไม่ทุกข์กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ไม่ต้องรอให้ทุกข์ก่อนแล้วค่อยทำ ทำตอนที่ยังไม่ทุกข์นี่แหละ สติเราจะดี! เมื่อทุกข์ขึ้นมาเราก็จะได้รู้เท่าทัน อ๋อ! เคยเห็นแล้ว ทุกข์ทางกายเราอาศัยการเปลี่ยนอิริยาบถ ทุกข์ทางใจอาศัยเปลี่ยนอะไร ? ทุกข์ทางใจก็ต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติใหม่ วิธีเปลี่ยนก็คือ ต้องเห็นความจริง แล้วเราก็ยอมรับความจริงตรงนั้นได้ ความทุกข์ก็จะน้อยลง ความจริงคือ ไม่มีอะไรเป็นของเรา มีแต่รูปนามที่กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัย แล้วเกิดดับอยู่เนือง ๆ

รู้สึกเป็นไง ? เข้าใจขึ้นบ้างไหม ? ปกติอาจารย์จะใช้วิธีส่งอารมณ์เป็นสำคัญ เวลาปฏิบัติก็ให้โยคีปฏิบัติกัน ถ้าสงสัยก็จะได้บอกชัด ๆ ว่าควรกำหนดอย่างไร อันนี้พูดรวม ๆ ถ้าโยคีฝึกได้ อาจารย์ก็สบายขึ้นเยอะ เวลานั่งก็จะรู้สึกนั่งอยู่บนที่ว่าง ๆ เบา ๆ เวลาตามรู้อารมณ์เกิดดับ ก็จะรู้อย่างไม่มีตัวตน ไม่ต้องเครียด! ปฏิบัติธรรมไม่ต้องเครียด เคร่งได้ แต่ไม่ต้องเครียดหรอก แต่ทำต้อง “เคร่ง” คือทำจริง แต่ถ้าเครียด ไม่ใช่แล้วนะ บอกวิธีแก้ความเครียด วิธีดับทุกข์แล้ว ฉะนั้น ต้องนำไปใช้


เรื่อง ตามดูสภาวะในสติปัฏฐาน ๔ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่มา โครงการวิปัสสนากรรมฐาน ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เครดิต ถอดข้อความเสียงโดย คุณติ๊ด
เจริญธรรมโยคีผู้ปฏิบัติธรรมทุก ๆ คน ขอให้นั่งตามสบายนะ นั่งฟังธรรมนั่งสบาย ๆ แล้วถ้าทำตามได้ก็ทำ ถ้าทำตามไม่ทันก็ไม่เป็นไร หลังจากที่ได้สอบอารมณ์มาวันหนึ่ง รู้สึกว่าโยคีเริ่มมีความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติมากขึ้น ทีนี้จะพูดทบทวนอีกครั้งหนึ่งในวิธีการปฏิบัติหรือการกำหนดอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราปฏิบัติธรรมอยู่นี้ สติปัฏฐาน ๔ ที่เราต้องมีสติกำหนดรู้ ที่เป็นอารมณ์หลัก ๆ เลยก็คือ ดูกายในกาย ดูเวทนาในเวทนา ดูจิตในจิต และ ดูธรรมในธรรม เมื่อเช้าก็มีโยคีถามว่า การกำหนดรู้สติปัฏฐาน ๔ นั้นเป็นอย่างไร ? การดูกายในกายเป็นอย่างไร ? การดูจิตในจิตเป็นอย่างไร ? การรู้เวทนาในเวทนานั้นทำอย่างไร ? ก็ได้อธิบายให้ฟังพอสังเขป ทีนี้มาทบทวนอีกนิดหนึ่ง
การดูกายในกาย ก็มีอยู่ ๒ ส่วน กายอย่างหนึ่ง คือร่างกายของเราเอง อาการของร่างกายทั้งหมด ทีนี้การดูกายในกาย ดูอย่างไร ? อาการของกายอย่างหนึ่งที่ปรากฏ และแสดงให้เราได้รู้ ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ที่ปรากฏให้เรารับรู้อยู่เสมอ ก็คืออาการของพองยุบ อาการของลมหายใจเข้าออก อาการต่าง ๆ ที่เกิดภายในร่างกายของเรา ก็คืออาการของกาย ตั้งแต่ศีรษะลงไป อาการอะไรที่ปรากฏขึ้นมาที่บริเวณร่างกายของเราในขณะที่เราเจริญกรรมฐาน นั่นคืออาการของกายทั้งสิ้น อาการของกายหรืออาการของรูป เรียกว่า “รูป” อย่างหนึ่ง ร่างกายจัดเป็นรูป ตัวที่ทำหน้าที่รู้คือ “สติ” หรือ “จิต” ของเรา
การตามรู้กายในกายเพื่ออะไร ? อันนี้สำคัญ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายอันนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น หลักของวิปัสสนากรรมฐานจึงให้พิจารณารู้ถึงความไม่เที่ยงของกายหรือของรูป รู้ถึงอาการพระไตรลักษณ์ คืออาการเกิดดับของกายที่เกิดขึ้นมา อาการที่เกิดในกายที่ปรากฏขึ้นมาในแต่ละคน ความชัดเจนก็อาจจะแตกต่างกันออกไป บางคนจะชัดที่พองยุบ บางคนชัดที่ลมหายใจเข้าออก บางคนชัดที่อาการเต้นของหัวใจ เพราะฉะนั้น การที่เราเข้าไปกำหนดรู้อาการพองยุบ สังเกตไหมว่า ท่านให้เราพิจารณารู้ถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็คือพิจารณารู้ถึงความเป็นอาการพระไตรลักษณ์ ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

เรา “รู้” ว่าสังขารร่างกายจิตใจของเรามีการเปลี่ยนแปลงเกิดดับอยู่เสมอ แต่ถามว่า เคย “เห็น” บ้างหรือยัง ? อันนี้สำคัญนะ การที่เรากำหนดรู้เพื่อให้เราเห็นด้วยตนเอง เห็นจริง ๆ ว่าเขาเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เชื่อตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้น เวลาที่เราพิจารณากำหนดรู้อาการของพองยุบ จึงต้องมี “เจตนา” ที่จะรู้ว่า พองออกไปแล้วเขาดับยังไง ? ยุบเข้ามาแล้วดับยังไง ? และระหว่างพองออกไป อาการพองเขาเป็นเส้น หรือมีอาการสะดุด มีอาการดับเป็นขณะ ๆ ? อันนี้คือการสังเกตรายละเอียดของอาการพองยุบ รู้อาการเกิดดับของอาการพองยุบ หรือที่เรียกว่า “ดูกายในกาย”

ถามว่า ขณะที่เรารู้กายในกาย รู้อาการเกิดดับของกายของเรา เรา “เห็นจิต” เราด้วยไหม ? อันนี้เป็นผลที่ตามมา เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน เห็นถึงอาการเกิดดับของอาการพองยุบ หรืออาการของลมหายใจเข้าออก ลองสังเกตดูนะ จิตใจรู้สึกยังไง ? มีความนิ่ง หรือซัดส่าย ? กระสับกระส่าย หรือมีความสงบ ? ตรงนั้นเป็นตัวบอกว่าสภาพจิตใจเราเป็นยังไง หรือเมื่อตามกำหนดรู้อาการเกิดดับของพองยุบไปเรื่อย ๆ แล้วจิตเรารู้สึกผ่องใสขึ้น ว่างมากขึ้น เบามากขึ้น นิ่งมากขึ้น หรือเปล่า ? อันนี้คือผลที่ตามมา

ผลที่เกิดขึ้นตรงนี้เพราะอะไร ? การที่เรามีเจตนาตามรู้อาการเกิดดับของพองยุบ และเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน สมาธิก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ที่เขาเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” แม้การตามรู้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ แต่ละขณะ แต่ละขณะ สมาธิก็จะปรากฏขึ้นมาในตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องเกิด เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น ที่บอกว่า “ดูกายในกาย” คือการตามรู้อาการเกิดดับของอาการต่าง ๆ ที่อาศัยร่างกายเราเกิด

บางครั้งโยคีนั่งกรรมฐาน อาการพองยุบหายไป เหลือแต่ความว่าง ทีนี้ เมื่อรู้สึกว่าง ๆ จะกำหนดอะไร ? ให้สังเกตดูว่า “สภาพจิต” ขณะนั้นเป็นอย่างไร ? รู้สึกสงบ รู้สึกเบา รู้สึกว่าง ๆ รู้สึกโล่ง ๆ ? ดูเข้าไปในใจของเรา ลึก ๆ แล้วรู้สึกอย่างไร ? เมื่อรู้สึกว่าง ๆ ให้ “นิ่ง” ในความว่าง แล้วสังเกตว่าในความว่างนั้น มีอาการอะไรปรากฏขึ้นมาให้รับรู้ ? ลองสังเกตดู อาจจะมี “เสียง” ที่ปรากฏชัดเข้ามาในความว่างนั้น หรือมี “ความคิด”ปรากฏเข้ามาในความว่างนั้น หรือมี “เวทนา” ปรากฏขึ้นมาในความว่างนั้น ในขณะที่พองยุบหายไป ให้เราสำรวจตรงนี้ก่อน

ถ้าสำรวจแล้ว ไม่มีอารมณ์ไหนเลยที่ปรากฏชัดในความรู้สึกที่ว่างหรือจิตที่ว่าง ให้เพิ่ม “ความนิ่ง” แล้วสังเกตลงไปในจิตที่ว่างในความรู้สึกที่ว่างนั่นแหละว่า ลึก ๆ แล้วเขายังมีอาการเปลี่ยนแปลง มีอาการเกิดดับอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่หรือเปล่า ? ต้องสังเกตให้ดี สภาวะที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ไม่มีรูปร่างแต่สามารถรู้สึกได้ สิ่งหนึ่งที่เราต้องสังเกตก็คือ ในความว่างที่เกิดขึ้น สภาพจิตใจเรารู้สึกยังไง ? รู้สึกโล่ง ๆ ว่าง ๆ ? และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า รู้สึกสว่าง หรือมืดสนิท หรือสลัว ๆ ? อาการเหล่านี้เป็นอารมณ์ของจิตเราทั้งสิ้นที่เราสามารถกำหนดรู้ได้ เมื่อเราพิจารณาอย่างนี้จะมีสภาวะให้เราได้กำหนดอย่างต่อเนื่อง การที่เราพิจารณารู้ถึงอาการที่ปรากฏในความว่าง เขาเรียก “มีอารมณ์ที่เป็นรูปละเอียด” ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับรู้ ซึ่งเป็นรูปปรมัตถ์

และเมื่อกำหนดรู้ถึงอาการเกิดดับแล้ว “ผลที่ตามมา” เราจะต้องรู้ว่า เมื่อกำหนดรู้อย่างนี้แล้ว สภาพจิตใจเป็นอย่างไร ? และเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของรูป อย่างเช่น บางครั้งเราจะเห็นว่ารูปนี้ค่อย ๆ สลาย ค่อย ๆ เลือน ค่อย ๆ หายไป บางคนจะรู้สึกว่า พอดูแล้ว อ้าว! แขนหาย ตัวหาย หรือว่าหัวหาย ที่จริงก็คือการละบัญญัติ เขาเรียกว่า “จิตเราเพิกบัญญัติ” ไม่ติดความเป็นรูปร่างความเป็นกลุ่มก้อน พอรู้ตรงไหนเขาก็หายไป ว่างไป เลือนไป เหมือนรูปนี้สลายไป ส่วนอารมณ์ปรมัตถ์ที่แสดงอาการพระไตรลักษณ์ ไม่มีรูปร่าง ไม่เป็นกลุ่มก้อน ไม่เป็นเรื่องราว แต่แสดงอาการเกิดดับอยู่เนือง ๆ อันนี้คือการกำหนดรู้กายในกาย

และการกำหนดรู้กายในกายอีกอย่างหนึ่ง ที่บอกว่านอกจากเห็นว่าเขาไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลง เกิดดับอยู่เสมอแล้ว สังเกตดูว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้หรือสติที่ทำหน้าที่กำหนดรู้กับอาการ เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน ? เป็นคนละส่วน ขณะที่เห็นเป็นคนละส่วน ลองสังเกตดูว่า มีส่วนไหนบ้างที่บอกว่าเป็นเรา ? ตัวบอกว่าเป็นเราหรือเปล่า ? จิตหรือสติที่ทำหน้าที่รู้เขาบอกว่าเป็นเราหรือเปล่า ? หรือเป็นแต่เพียงผู้รู้ มีแต่ “สติ” กำหนดรู้เท่านั้น ? มีแต่ “จิต” ที่ทำหน้าที่รู้กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการกระเพื่อม อาการเคลื่อนไหว หรือมีอาการเกิดดับอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นมา ก็มีแค่ “สติ” ตามกำหนดรู้เท่านั้นเอง

ทีนี้ ถามต่อไปว่า เมื่อเห็นอาการของรูปนามในลักษณะอย่างนี้แล้ว ควรเข้าไปยึดเอาว่าเป็นของเราหรือเปล่า ? เราต้องพิจารณาดูว่า ถ้าเรายึดว่าเป็นของเราเมื่อไหร่ จะเป็นอย่างไร ? อันนี้เราพิสูจน์ได้ ธรรมะที่บอกว่า เอาความรู้สึกที่เป็นเราออก จิตใจเป็นอย่างไร ? เติมความรู้สึกว่าเป็นเราเข้าไป รู้สึกอย่างไร ? นี่คือการดับความเป็นตัวตน เมื่อเราเห็นว่ารูปไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป รูปไม่บอกว่าเป็นเรา จิตที่ทำหน้าที่รู้ไม่บอกว่าเป็นเรา เราเห็นจริง ๆ เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ตรงนี้แหละเขาเรียก “เห็นตามความเป็นจริง” ไม่ใช่เห็นตามความคิด แต่เห็นตามความจริง เกิดจากการพิจารณา เกิดจากการกำหนดรู้ หรือเกิดจากการสังเกตของเรา ตรงนี้เรียกว่า “ปัญญา”

“สัมมาทิฏฐิ” รู้ชัดว่ารูปนามเป็น “คนละส่วนกัน” รู้ชัดว่ารูปนามมีการ “เกิดดับอยู่ตลอดเวลา” เป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป นี่คือการพิจารณารู้กายในกาย เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว รู้สึกไหมว่า จิตเราคลายจากอุปาทาน คลายจากการยึดมั่นถือมั่นว่ารูปเป็นของเรา ตรงที่ “คลายจากความยึดมั่นถือมั่น” เป็นอย่างไร ? “ลักษณะของจิตที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นกับรูปอันนี้” เป็นอย่างไร ? รู้สึกอย่างไร ? โล่ง ๆ ว่าง ๆ เบา ๆ นี่คือลักษณะของจิตที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เขาจะปรากฏขึ้นมา เพราะฉะนั้น เวลาเราปล่อยวางแล้ว จิตจะเป็นอย่างไรเรารู้สึกได้ ถ้าปล่อยวางได้จริง

แต่บางครั้งเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ ได้ยิน ได้เห็น มีการสัมผัส รู้รส รู้กลิ่น แล้วเกิดมีตัวตนขึ้นมา มีความรู้สึกว่าเป็นเราเกิดขึ้น เราควรทำอย่างไร ? เราก็ต้องพิจารณาว่า อารมณ์ที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ ของเรา ให้คุณหรือให้โทษกับเรา ? ถ้าให้คุณ อย่างเช่น เสียงของธรรมะ เราควรทำอย่างไร ? น้อมเข้ามาใส่ตัว ฟัง ทำความเข้าใจ เพื่อที่เรานำไปปฏิบัติได้ แต่ถ้าเป็นเสียงที่ไม่พึงปรารถนา เสียงที่ก่อให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญ เสียงที่พอเข้ามากระทบแล้วใจเรารู้สึกไม่ดี ในเมื่อเราห้ามเสียงนั้นไม่ให้เกิดไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ “ดับที่ใจ” ของเรา ดับความรู้สึกไม่พอใจ ดับความรู้สึกรำคาญ

เพราะฉะนั้น สังเกตง่าย ๆ ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกรำคาญเกิดขึ้น ถามว่า มีตัวตนไหม ? มีความรู้สึกว่าเป็นเราหรือเปล่า ? จิตเราขณะนั้นรู้สึกกว้างหรือแคบ ? วิธีแก้ก็คือ ดับความรู้สึกว่าเป็นเรา เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก หรือให้จิตเรากว้างกว่าเสียงที่ได้ยิน เขาเรียก “แยกรูปแยกนาม” เสียงเป็นรูป จิตที่ทำหน้าที่รู้เป็นนาม แค่ให้จิตเรากว้างกว่าเสียง ความรำคาญก็จะหายไป ต่อไปก็จะกลายเป็นว่า เสียงก็สักแต่ว่าเสียง ที่เราได้ยิน เกิดขึ้นแล้วดับไป

ถ้าจะให้ดีขึ้นอีก แทนที่เราจะปฏิเสธเสียง ให้มีสติกำหนดรู้อาการเกิดดับของเสียงนั้นเสีย เอาเสียงนั้นมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน เอามาเจริญวิปัสสนา ด้วยการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา พิจารณารู้อาการเกิดดับของเสียงนั้นว่า เสียงที่เกิดขึ้นเขาเกิดดับในลักษณะอย่างไร ? เกิดขึ้นมาแล้วกระจาย หรือจางไป หรือแวบหาย แวบหาย แวบหาย...? สังเกตรู้อาการเกิดดับตรงนี้ ความรำคาญก็จะหายไป หนึ่ง นอกจากไม่รำคาญไม่หงุดหงิดแล้ว สอง ได้ปัญญา ได้เจริญสติด้วย ได้มีสมาธิด้วย คือถ้าเราไม่ปฏิเสธอารมณ์ ทุก ๆ อารมณ์เป็นอารมณ์ของการเจริญกรรมฐานได้

ถึงกล่าวไว้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ที่เราต้องกำหนดรู้ นั่นหมายถึงว่า ทุก ๆ อารมณ์ก็เป็นอารมณ์กรรมฐานได้เมื่อเรามี “เจตนา” ที่จะกำหนดรู้ว่าเขาเกิดดับอย่างไร เพราะอะไร ? การกำหนดรู้อาการเกิดดับของเสียงที่เกิดขึ้น จิตเราจะไม่เข้าไปปรุงแต่ง จะไม่มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เพียงแต่รู้ว่าเสียงนั้นเกิดและดับอย่างไร ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่กำหนดรู้อาการเกิดดับของเสียง ให้จิตหรือสติอยู่ที่เดียวกับเสียง แล้วสังเกตว่า เวลาเสียงนั้นดับไปแต่ละขณะ จิตหรือสติที่เข้าไปรู้เสียงดับด้วยหรือไม่ ? เสียงที่อาจารย์พูดไป ลองสังเกตดู เอาสติเข้าไปไว้ที่เสียง เวลาเสียงดับ จิตเราดับด้วยไหม ?

การที่พิจารณาอย่างนี้นี่แหละ คือการใช้ “ปัญญา” ในการรับรู้อารมณ์ นอกจากไม่ปรุงแต่งแล้ว ยังได้ประโยชน์อีกต่างหาก นี่คือการเจริญวิปัสสนา อยู่ที่ “เจตนา” ของเราว่าจะไปรู้แบบไหน ถ้าเราจะไปรู้บัญญัติ คือรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น บางอย่างจำเป็นต้องฟัง ฟังเสียงธรรมะ ถ้าอยากจำได้ ก็ให้ฟังแบบใจเรากว้างกว่าเสียง แล้วฟังเอาเรื่องราวนั้น แต่ถ้าจะฟังแล้วรู้อาการเกิดดับ ให้สติเราหรือจิตของเราไปอยู่ที่เดียวกับเสียง แล้วก็รู้อาการเกิดดับของเสียง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่สติเราอยู่กับปัจจุบันจริง ๆ เราเห็นแค่อาการเกิดดับของเสียง แต่จะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น อยู่ที่เจตนาของเราว่าเราจะรู้จุดไหน รู้เรื่องอะไร

การพิจารณาดูกายในกาย เราก็จะเห็นจิตเราด้วย ไม่ใช่แค่รู้ว่ากายทุกข์ กายร้อน กายเย็น กายปวด... ตรงที่รู้สึกปวด เมื่อย ชา คัน เคร่งตึง ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อันนั้นจัดเป็น “เวทนา” จัดอยู่ใน “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เขาเรียก “การดูเวทนาในเวทนา” การพิจารณาเวทนาในเวทนา เวทนาก็มีอยู่ ๒ ส่วน หนึ่ง เวทนาทางกาย ที่มีอาการเจ็บ ปวด เมื่อย ชา คัน อาการเคร่งตึง หนัก อีกอย่างหนึ่งก็คือ เวทนาทางใจ คือ รู้สึกโล่ง โปร่ง ว่าง เบา มีความสุข เฉย ๆ ถ้าเป็นภาษาธรรมก็บอกว่า รู้สึกสุข ทุกข์ อุเบกขา โทมนัส โสมนัส ก็คือรู้สึกดีไม่ดี รู้สึกสบายใจ รู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยว นั่นคือลักษณะของเวทนาทางจิตที่เกิดขึ้น ถ้าย่อให้สั้นก็คือ ลักษณะของความทุกข์หรือสุข ที่เกิดขึ้นกับจิตของเรา

อย่างเวลาเรานั่งกรรมฐานแบบนี้ แน่นอน เจอทุกคนแหละเวทนา ใช่ไหม ? นั่ง พอจะใกล้หนึ่งชั่วโมง เริ่มมาแล้ว! บางที ๓๐ นาทีก็เริ่มมีแล้ว ปวดหลังบ้าง ปวดไหล่บ้าง ปวดขาบ้าง ปวดที่จุดกระทบบ้าง บางคนก็จะปวดหัวบ้าง นั่นคือจัดเป็นเวทนา บางทีเราสงสัยว่า เวทนาที่เกิดขึ้น เกิดจากอะไร ? เกิดจากกิเลสของเราหรือเปล่า ? เกิดจากความเครียดของเราหรือเปล่า ? หรือเกิดจากสภาวธรรม ? อันนี้ต้องสังเกต เพราะเรานั่งอยู่ในอิริยาบถเดียวนาน ๆ เวทนาทางกายก็ปรากฏ ซึ่งเป็นธรรมชาติของรูปเรา

เราจะได้ประโยชน์จากการกำหนดเวทนาอย่างไร ? การตามรู้เวทนาในเวทนามีอยู่สองส่วนก็คือ เวทนาทางกายกับเวทนาทางใจ เวทนาทางกาย เมื่อมีความปวดเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำเริ่มแรกคือ ให้สังเกตว่า “ความปวดที่เกิดขึ้นกับจิตที่ทำหน้าที่รู้ เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน” อันนี้คือสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่แค่คิดว่ามันต้องเป็นคนละส่วนกัน ถ้า “คิด” นั่นหมายถึงว่าเรา “ไม่เห็น” แต่เป็นการอนุมานหรือตรรกะ เมื่อเป็นการอนุมานหรือตรรกะ สภาวธรรมที่บอกว่า “เวทนาไม่เที่ยง” ก็จะไม่ปรากฏชัดในความรู้สีกเรา รู้แต่ว่ามีเวทนามีความปวดเกิดขึ้น หายไปตอนไหนไม่รู้ เกิดตอนไหนก็ไม่เห็น รู้แต่ว่ามีความปวด พอขยับก็หายไป เผลอก็หายไป เรียกว่าไม่เห็นอาการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของเวทนา

เราพิจารณากำหนดรู้ถึง “ความเป็นคนละส่วน” ระหว่างจิตที่ทำหน้าที่รู้หรือสติที่กำลังกำหนดอยู่กับเวทนา ที่ต้องสังเกตอย่างนี้เพื่ออะไร ? เพื่อเราจะได้รู้หรือเห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ของเราที่เรียกว่า “เวทนาขันธ์” จิตที่ทำหน้าที่รู้ก็คือ “วิญญาณขันธ์” ถามว่า เป็นอะไร ? เวทนาจัดเป็นนาม จิตก็จัดเป็นนาม เราจะได้แยกนามกับนาม แยกให้รู้ว่าความปวดที่เกิดขึ้นกับจิตที่ทำหน้าที่รู้ เขาเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน อันนี้อย่างหนึ่ง และจะได้เห็นว่าเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น มาบีบคั้นจิตของเราให้เศร้าหมองหรือเปล่า ? หรือเวทนาก็สักแต่เวทนา ?

เวทนาทางกายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาทางจิตก็ส่วนหนึ่ง ถ้าเวทนาทางกายทำให้ใจเราเศร้าหมอง สังเกตดูว่า ขณะนั้นเรามีตัวตนหรือเปล่า ? ความเศร้าหมองคืออะไร ? กิเลส ใช่ไหม ? กิเลสจะเกิดขึ้นได้ก็อาศัยความมีตัวตน คือความมีเรา เมื่อมีความรู้สึกว่าเป็น “เรา” เกิดขึ้น ความชอบไม่ชอบก็เกิดขึ้นทันที แต่ถ้า “ไม่มีเรา” ก็จะมีแต่ความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้น จึงต้องให้กำหนดรู้ว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้กับเวทนาที่เกิดขึ้น เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน

ต่อไปเราก็จะได้พิจารณาถึงสัจธรรมความเป็นจริงของเวทนา ที่บอกว่า “เวทนาไม่เที่ยง” เป็นอย่างไร ? “เวทนาที่เป็นทุกข์” เป็นอย่างไร ? ทุกขลักษณะ คือหมายถึงว่าเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เราไปรู้ว่าความปวดที่เกิดขึ้นมา ที่ตั้งอยู่นี้ เขามีลักษณะอย่างไร ? นิ่ง ๆ หรือ มีอาการเดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา เดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา หรือ ปวดขึ้นมาแล้วก็จางหาย เดี๋ยวแปล๊บ หาย หรือ ปวดขึ้นมาแล้วก็กระจายไป แล้วก็หายไป... ตรงนั้นคือลักษณะอาการเกิดดับของเวทนา

ประโยชน์ที่เราจะได้จากการกำหนดเวทนาก็คือว่า ถีนมิทธนิวรณ์จะหายไป คือความง่วงจะหายไป จะทำให้จิตตื่น จิตเราก็จะใส สังเกตดูว่า ถ้าใครปวดมาก ๆ แล้วหลับได้ คนนั้นเก่งมาก! เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความปวดมาก ๆ เราจะหลับไม่ได้เลย จิตต้องตื่นตัวที่จะรับรู้ เพราะฉะนั้น นี่คือประโยชน์หรืออานิสงส์ของการกำหนดเวทนา นอกจากเราจะเห็นว่ารูปนี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เป็นที่ตั้งของเวทนา ที่เราบังคับบัญชาเขาไม่ได้แล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับ เราจะได้เห็นตามความเป็นจริงว่า แม้เวทนาที่เกิดขึ้นก็มีการเปลี่ยนแปลง และเวทนาไม่ได้บอกว่าเป็นเรา

เมื่อเรากำหนดรู้ว่าจิตที่ทำหน้าที่รู้กับเวทนาเป็นคนละส่วนกัน เวทนาก็สักแต่เวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัยของเขา เราจะได้ประโยชน์ตรงที่ว่าเรามีสติกำหนดรู้ แล้วจิตเราจะตื่นตัว นั่นหมายถึงว่าสติเราจะมีกำลังมากขึ้น ใครที่มีสมาธิมากจนนั่งแล้วหลับ นั่งแล้วหลับ... ลองดูว่า เมื่อมีเวทนาขึ้นมา แล้วไปกำหนดรู้อาการเกิดดับของเวทนา เดี๋ยวความง่วงก็จะหายไป อันนี้คือการกำหนดรู้เวทนา

นอกจากรู้ว่ารูปอันนี้เป็นที่ตั้งของกองทุกข์ เวทนาไม่ใช่ของเรา และเวทนากับจิตเป็นคนละส่วนกันแล้ว ฝากโยคีสังเกตว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำหนดรู้ในลักษณะอย่างนี้ สภาพจิตเราเป็นอย่างไร ? รู้สึกตื่นตัว ผ่องใส หรือว่าสลัว ๆ มัว ๆ หดหู่ เศร้าหมอง ? อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่โยคีต้องพิจารณาหรือต้องสังเกต ถ้าอาจารย์เฉลยไปก่อน เราก็จะคอยรออย่างเดียว เดี๋ยวก็หาไม่เจออีก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้คือ รู้ได้ด้วยตนเองว่าเขาเป็นอย่างไร เพียงแต่บอกเอาไว้ว่าจุดนี้คือสิ่งที่เราต้องสังเกต เมื่อเวทนาไม่บอกว่าเป็นเรา สภาพจิตใจเป็นอย่างไร ? และเมื่อเห็นเวทนาไม่เที่ยง ควรไหมที่จะไปยึดว่าเป็นของเรา ?

การที่เรากำหนดเวทนาในขณะนี้ ขณะที่ร่างกายของเรายังแข็งแรง อานิสงส์จะเกิดขึ้น ตอนที่ร่างกายของเรายังแข็งแรงและทนได้ สติมีกำลังพอที่จะกำหนดได้นั้น ฝึกเอาไว้! เมื่อถึงเวลาสุดท้าย เมื่อมีเวทนาเยอะ ๆ จิตจะคลายจากอุปาทานโดยอัตโนมัติ จิตเขาจะปล่อยวางได้ง่าย ไม่ไปเกาะเกี่ยวกับเวทนานั้นจนเกิดความเศร้าหมอง เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เราจะบ๊ายบายจากโลกนี้ไป เวทนาจะเกิดขึ้น แล้วเราทำยังไงถึงจะไม่ทุกข์กับเวทนา หรือเวทนานั้นไม่บีบคั้นให้จิตเราเกิดความเศร้าหมอง อันนี้การดูเวทนาในเวทนา นี่คือการพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้องมี “เจตนา” นะ

สภาวธรรมที่เกิดขึ้น อาจารย์พูดแบบกว้าง ๆ เขาอาจจะต่างจากนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ “ความไม่เที่ยง” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ลักษณะของอาการเกิดดับของรูปนามที่เกิดขึ้นนั้น เราจะเห็นขณะเกิด ขณะตั้งอยู่ หรือขณะดับไป สังเกตไหม บางครั้งเวลาเราตามรู้อาการต่าง ๆ ดูอาการพองยุบ บางทีก็เห็นแต่พองอย่างเดียว ยุบไม่เห็น พองแล้วก็หาย พองแล้วก็หาย... บางทีก็เห็นแต่ยุบอย่างเดียว ยุบแล้วหาย ยุบแล้วหาย... ไม่เห็นตอนพอง

อาการลมหายใจของเราก็เหมือนกัน บางครั้งเห็นแค่อาการเกิดกับตั้งอยู่ แต่ไม่เห็นตอนดับ นี่คือลักษณะของสภาวะที่จะปรากฏให้เราได้เห็น แต่ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “เจตนา” ของเรา ต้องตั้งใจที่จะกำหนดรู้จริง ๆ การปฏิบัติธรรมต้องมีความเพียร เพียรที่จะกำหนดรู้ เพียรที่จะเจริญสติกำหนดรู้อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดดับในลักษณะอย่างไร ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถหลักหรืออิริยาบถย่อยก็ตาม ให้มีสติกำหนดรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร

เวทนาทางจิตเป็นอย่างไร ? อย่างที่บอกว่ารู้สึกไม่สบาย รู้สึกเป็นทุกข์ รู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยว รู้สึกมีความสุข รู้สึกนิ่มนวลอ่อนโยน รู้สึกเบิกบาน นั่นคือเวทนาทางจิต ทีนี้ เมื่อมีเวทนาทางจิตเกิดขึ้น เราควรกำหนดรู้อย่างไร ? ไม่ว่าจะเป็นเวทนาทางกายหรือทางจิต ก็ตั้งอยู่ในกฏของไตรลักษณ์อย่างเดียวกัน คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แม้แต่ความสุขที่เกิดขึ้น ความสุขก็ไม่เที่ยง ไม่ใช่ห้ามความสุขเกิด แต่ความสุขก็ไม่เที่ยง แล้วความทุกข์ล่ะเที่ยงไหม ? ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาเขาดับอย่างไร ? ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมา ถ้าดับได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ที่บอกวิธีดับทุกข์ ดับได้แล้วนะ ? อย่างเมื่อคืนที่บอกว่า นึกถึงเรื่องที่ไม่สบายใจ แล้วจิตใจรู้สึกเป็นยังไง ? อึดอัด รู้สึกหนัก นั่นคือลักษณะของเวทนาทางใจ เพราะฉะนั้น เวลาเราดับ ก็ดับที่ใจ คิดให้มันดับได้ไหม ? ถ้าคิดได้ก็ดี บางครั้งเราคิดจะดับความทุกข์ ใช้ความคิดให้ดับ ดับ ดับ ดับ ดับ... เขาก็ไม่ยอมดับเสียที! แสดงว่าเราทำไม่ถูก แค่มี “ความอยาก” ที่จะดับ แต่ดับไม่ถูกวิธี เขาก็ไม่ดับ

วิธีที่จะให้ความทุกข์ดับไป ก็อย่างที่บอกแล้วว่า ความทุกข์อาศัย “ความรู้สึกว่าเป็นเรา” อาศัย “ตัวตน” เกิด เพราะฉะนั้น วิธีดับคือ “ดับความรู้สึกว่าเป็นเรา” เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออกอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ขยายจิตของเราให้กว้างออก” ความทุกข์ก็จะหายไป พอความทุกข์หาย เวทนาทางจิตตัวไหนเกิด ? พอความทุกข์หายไป จิตเราก็จะรู้สึกว่าง รู้สึกสงบ รู้สึกนิ่ง หรือเฉย ๆ เขาเรียก “อุเบกขาเวทนา” หรือมีความสุขเกิดขึ้น มีความสบายใจลึก ๆ เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “โสมนัสเวทนา” นั่นคือเวทนาทางจิต

เพราะฉะนั้น เวลาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์อะไร ไม่ว่าจะเป็นสภาวะไหนเกิดขึ้น จึงต้อง “รู้ชัด” ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ภายในหรืออารมณ์ภายนอก เป็นอาการของรูปหรือเป็นอาการของนาม ก็ต้องรู้ว่าเขาเกิดแล้วดับอย่างไร นี่คือเวทนาทางจิตเรา ความสุขที่เกิดขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะติด ถ้าใครเอาความสุขติดตัวไปได้ทุกวัน ถือว่าเก่งมาก ๆ ไม่ต้องกลัวติดสุขหรอก เราแสวงหาแต่ความสุขกันทั้งนั้นแหละ อยากจะให้ความสุขอยู่กับตัวอยู่กับใจเรา แต่ว่ามันอยู่ได้ไม่นาน เพราะความสุขตั้งอยู่ได้ไม่นาน ความทุกข์จึงเข้ามาได้

ทีนี้ วิธีหาความสุขแบบง่าย ๆ ที่จริงความสุขอยู่ไม่ไกล มีความสุขแล้วเอามาทำอะไร ? ความสุขที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากจิตเป็นกุศล ก็จะเป็นต้นทุนให้เราทำกุศลได้มากยิ่งขึ้น โยมเคยนึกถึงบุญที่โยมทำบ้างไหม ? เคย ใช่ไหม ? ใครไม่เคยระลึกถึงบุญที่ตัวเองทำเลย ? ไม่มี ใช่ไหม ? เป็นคนฉลาด บุญที่ทำเอาไว้นำมาใช้ประโยชน์ ลองดูนะ ทำใจให้ว่าง แล้วเอาใจที่ว่าง ๆ เบา ๆ มาไว้บริเวณหัวใจของเรา เขาเรียก “บริเวณหทยวัตถุ” จากคอถึงลิ้นปี่ ใส่เข้าไปแล้วรู้สึกเป็นไง ? โล่ง ๆ นะ รู้สึกโปร่ง ๆ เบา ๆ ขณะที่ใจเราโล่งเบา ระลึกถึงบุญที่เราทำ แล้วน้อมเอาบุญนั้นใส่เข้ามาในใจที่ว่าง ๆ โล่ง ๆ ลองดูว่า ทำให้จิตใจเราเป็นอย่างไร ?

สังเกตดูนะว่า ขณะที่เราน้อมถึงบุญเข้ามาในใจที่ว่าง ๆ ใจที่ว่างของเรากว้างเท่าไหร่ ให้บุญนั้นเต็มใจที่ว่าง ใส่เข้าไปให้เต็ม เต็มทั้งตัวจนล้นจากตัว ถ้าใจเรากว้างเท่าศาลา ก็ให้บุญนั้นกว้างเท่าศาลาเหมือนกัน เต็มใจของเรา รู้สึกเป็นไง ? อิ่มเอิบนะ ขณะที่ใจเราอิ่ม มีความอยากเกิดขึ้นไหม ? ไม่มี มีอยากอย่างเดียว “อยากให้” ใช่ไหม ? อยากให้ความสุขนี้กับคนอื่น อยากให้เขามีความสุข เพราะอะไร ? ใจเราจะเต็มได้ด้วยบุญ ใจเราไม่ได้เต็มด้วยวัตถุ

แล้วถ้าอยากให้ความสุขนี้อยู่นาน ๆ ให้ “พอใจ” แล้วก็ “ดู” เขาอยู่เรื่อย ๆ ถ้าอยากให้ความสุขนี้ตั้งอยู่นาน เอาใจที่สุขนี้แหละไป “รับรู้ทุก ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้น” ปกติเราก็ใช้จิตหรือใจทำหน้าที่รับรู้อารมณ์อยู่แล้ว เปลี่ยนนิดหนึ่ง เปลี่ยนจากใจที่เป็นโทสะเป็นโมหะมาเป็นความสุขเสีย ตรงนี้กุศลก็จะเกิดขึ้น ให้ใจที่เป็นสุขทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ แล้วไม่ต้องกลัวติดด้วย ลองสังเกตต่ออีกนิดหนึ่ง ให้ใจที่สุขของเรากว้างเท่าท้องฟ้าเลย รู้สึกเป็นไง ? ใจที่สุขเขาบอกว่าเป็นเราหรือเปล่า ? หรือแค่รู้สึกสุข ?

ไม่มีเราก็สุขได้! ไม่มีเราไม่จำเป็นต้องแห้งแล้ง ลองเอาใจที่เป็นสุขมาไว้ที่หน้า หน้าตาตัวเองรู้สึกเป็นยังไง ? หน้าตาผ่องใส รู้สึกเบิกบาน รู้สึกผ่องใส ไม่ห่อเหี่ยว แต่งจิตแล้วก็แต่งกาย เราแต่งแต่กาย ไม่แต่งจิต หน้าตาก็ห่อเหี่ยว หดหู่ ดูไม่มีชีวิตชีวา ทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่ ถ้าเรามีความสุข โลกนี้ก็งดงามสำหรับเรา ดูอะไรก็ดี ดูอะไรก็งดงาม แต่ไม่ใช่หลงในโลก ไม่ใช่ยึดติดกับความสวยงาม แต่เป็นเพราะจิตเรามีความงดงามหรือมีความสุข โลกนี้ก็จะเป็นอะไรที่สวยงาม

และที่บอกว่าไม่ให้ติดในสุข ความสุขตรงนี้ยังมี “การเปลี่ยนแปลง” อยู่ เมื่อมีความสุขเกิดขึ้น ให้มีสติเข้าไปดูในความสุขที่มีอยู่แล้วว่าเขาเปลี่ยนยังไง ? ความสุขที่เกิดขึ้นมีความละเอียดประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกหรือเปล่า ? นี่คือสิ่งที่เราต้องสังเกต ถ้าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เราก็จะไม่ติดในความสุข เพราะความสุขไม่เที่ยง ไม่ใช่สุขแล้วทุกข์ สุขแล้วทุกข์ สุขแล้วทุกข์... แต่ความสุขก็ยังมี “ความประณีต” ที่แตกต่างกันออกไป นี่คือการดูเวทนาทางจิตของเรา จิตที่มีความละเอียดที่ประณีตมากขึ้น จากที่หยาบ ๆ ก็กลายเป็นคนที่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น วิถีจิตหรือลักษณะของจิตที่เปลี่ยนไป เราจะเห็นได้เราต้องรู้ที่จิตหรือดูที่จิต ไม่ใช่ “คิดว่า” แต่ต้อง “เห็นว่า” เป็นอย่างไร นี่คือการดูจิต

กลับเข้ามาสู่การดูจิตในจิต ดูเข้าไปในความสุข แล้วลองดู ความสุขเรายิ่งกว้างยิ่งละเอียดมากขึ้นหรือเปล่า ? การพิจารณาดูจิตในจิตก็คืออย่างนี้ ที่บอกว่า “ดูจิตในจิต” มีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน หนึ่ง รู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไร ? รู้สึกหนัก รู้สึกเบา มีความสุข มีความสงบ อันนี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า รู้ว่าคิดอะไร ? คิดเรื่องอะไร ? อันนี้คือรู้บัญญัติ แต่ถ้ารู้ว่า ความคิดที่เกิดขึ้น เกิดดับในลักษณะอย่างไร ? อันนี้คือรู้อย่างวิปัสสนา รู้อาการเกิดดับของความคิดที่เกิดขึ้น และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า แม้แต่จิตที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่าง ๆ หรือใจรู้ เขามีอาการรู้แล้วดับไป แล้วเกิดมารู้ใหม่ แล้วดับไปใหม่หรือเปล่า ? นี่คือสิ่งที่ต้องสังเกตรู้

ที่ว่าดูจิตในจิต หนึ่ง รู้ว่า “จิตใจเป็นอย่างไร ?” ที่เรียกว่า “สภาพจิต” รู้สึกนิ่มนวลอ่อนโยน ว่าง เบา สงบ หดหู่ เป็นทุกข์ และ “รู้ว่าคิดอะไร ? ความคิดที่เกิดขึ้นเกิดดับในลักษณะอย่างไร ?” และ “จิตที่ทำหน้าที่รู้เอง เกิดดับในลักษณะอย่างไร หรือเกิดดับด้วยหรือไม่ ?” นี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติจะต้องสังเกต ต้องพิจารณา อันนี้เป็นสภาวะที่ละเอียดนะ อาจจะอาศัยเวลานิดหนึ่ง วันนี้ยังไม่เห็น วันต่อ ๆ ไปอาจจะเห็นก็ได้

“สภาวธรรม” คืออะไร ? สภาวธรรม คือ อาการของรูปนามที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เรามีสติ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ก็คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ธรรมารมณ์ที่เกิดกับใจ อะไรบ้างที่เกิดกับใจของเรา ? อย่างที่กล่าว ไม่ใช่เฉพาะความคิดที่เกิดกับใจของเรา รู้สึกดีไม่ดี เป็นทุกข์เป็นสุข หนัก เบา เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่งตึง ก็คืออาการของรูปนามนั่นเอง ทีนี้ การดูธรรมในธรรม สภาวธรรมที่เกิดขึ้นเขามีการเปลี่ยนแปลงเกิดดับอย่างไร ? การกำหนดรู้อย่างนี้แหละที่จะทำให้เราคลายจากอุปาทาน เพราะอะไร ?

โดยธรรมชาติของจิตคนเราจะไม่ชอบเกาะเกี่ยวอยู่กับของไม่เที่ยง ไม่ชอบเกาะเกี่ยวอยู่กับของเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สังเกตว่า อะไรที่เปลี่ยนบ่อย ๆ เราจะรู้สึกรำคาญ ใช่ไหม ? เดี๋ยวก็เปลี่ยน เดี๋ยวก็เปลี่ยน เดี๋ยวก็เปลี่ยน... อยู่เรื่อย ๆ หงุดหงิด รำคาญ ไม่ชอบ แต่อะไรที่แช่อยู่นาน ๆ เราก็จะมีความสุข เพราะฉะนั้น เวลาปฏิบัติ เมื่อไหร่ฉันจะสงบสักที จะได้แช่อยู่กับความสงบนาน ๆ สบาย... พอเรานั่งแช่อยู่กับความสงบนาน ๆ รู้สึกดี ที่จริงก็คือ “ติด” นั่นเอง ใช่ไหม ? แต่ถ้ารู้สึกว่าสงบ แล้วสังเกตอาการเกิดดับของรูปนามที่เกิดขึ้น ต่อไปแม้ในอิริยาบถย่อย จิตเราก็จะรู้สึกว่างได้เหมือนกัน จิตเราก็จะรู้สึกอิสระ รู้สึกว่าง ไม่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

แต่เมื่อเรายังเป็นผู้ฝึกอยู่ จึงต้องมี “อารมณ์หลัก” ให้เราตามรู้กำหนดรู้ การฝึกต้องมีหลัก ไม่ใช่ว่ารู้ได้เหมือนกับคนที่ชำนาญแล้ว ไม่ใช่จะรู้ได้เหมือนกับคนที่เขาคล่องแคล่ว ที่เป็นปกติ ที่เป็นธรรมดา ที่เป็นธรรมชาติของเขาแล้ว เขารู้ยังไงก็ได้ แต่ในเมื่อเรายังเป็นผู้ฝึกอยู่ ก็ต้องมีอารมณ์หลักให้กับจิต ในแต่ละขณะ ในแต่ละบัลลังก์ อารมณ์หลักของเราก็จะเปลี่ยนไป จากที่เคยกำหนดพองยุบ อาจจะเปลี่ยนมาเป็นเวทนา หรืออาจจะมีแสงขึ้นมาให้เราได้ตามรู้ แสงสีที่เกิดขึ้นก็คืออาการของรูปนั่นเอง ถ้าจิตไปรู้อาการที่เกิดขึ้นแล้วจิตเราดับไปด้วย ก็คือ “เห็นอาการเกิดดับของรูปนาม”

วันนี้ที่แสดงเรื่องสติปัฏฐาน ๔ ก็คิดว่าโยคีคงจะมีความเข้าใจมากขึ้นในการปฏิบัติธรรม ในการกำหนดพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ก็ให้เราได้นำไปพิจารณา ขอฝากอีกนิดหนึ่งว่า ที่อาจารย์พูดมา ถ้ายังไม่ตรงกับสภาวะที่เราเป็นหรือไม่เห็น ก็ไม่ต้องพยายามหานะ ให้รู้อารมณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เฉพาะหน้าเราเป็นหลัก ต่อไปก็จะเป็นไปเอง ถ้าเราไปหาว่า เอ! อาจารย์พูดว่ามันเป็นอย่างนี้ มันจะเกิดตอนไหน แล้วไปพยายามบังคับ ไม่ต้องนะ!

แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า การกำหนดอารมณ์ การปฏิบัติ ถ้าเราบังคับหรือตั้งใจจนเกินไป ก็จะทำให้เกิดความอึดอัด เกิดอาการปวดหัว วิธีก็คือ ให้ถอยออกมา แล้วมีสติกำหนดรู้ รู้ในสิ่งที่เขาเป็น ตามรู้ไปเรื่อย ให้รู้ให้ชัด แต่ไม่ต้องบังคับให้อารมณ์นั้นชัด ความแตกต่างก็คือว่า เรารู้ชัดในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่บังคับให้เขาชัด อย่างเช่น อาการบางอย่างจะเบา ๆ บาง ๆ ก็รู้ชัดว่าเขาเบาบาง ไม่ใช่บังคับให้เขามีความหนาแน่นหรือให้เขารุนแรง รู้ชัดในสิ่งที่เขาเป็น รู้ชัดในสิ่งที่เห็น ไม่ใช่บังคับให้ชัดขึ้นมา

อาจารย์พูดข้ามไปนิดหนึ่ง วิธีหาความสุขแบบง่าย ๆ ต้องมี “ฉันทะ” ก็คือว่า “ให้รู้จักพอใจในความไม่ทุกข์ของเรา” เคยเห็น “ความไม่ทุกข์” ของตัวเองไหม ? เคยเห็นใช่ไหมเวลาเราไม่ทุกข์ ? เมื่อไหร่ที่เห็นความไม่ทุกข์ แล้วเติมความพอใจลงไปในความไม่ทุกข์ ลองดูสิว่า รู้สึกยังไง ? ความสุขก็จะเกิดขึ้นมาทันที! แค่รู้จักพอใจในความไม่ทุกข์ นั่นแหละง่าย ๆ บางครั้งเรามัวแต่ดิ้นหาความสุขจนมองข้ามความไม่ทุกข์ของตัวเอง เพราะฉะนั้น สังเกตดี ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าเราไม่ทุกข์ ให้พอใจ แล้วความสุขจะเกิดขึ้นมา

วันนี้หมดเวลาแล้ว ก่อนที่จะลุกให้แผ่เมตตาก่อน เมื่อกี้บอกวิธีระลึกถึงบุญ ต่อไปวิธีแผ่บุญ ยังมีอยู่ไหมบุญเมื่อกี้ ? ยังมีอยู่นะ น้อมถึงบุญนะจะแผ่เมตตา การแผ่เมตตานี่อาจารย์จะไม่ใช้คำพูด เราตั้งจิตอธิษฐานเอา การที่เราจะแผ่เมตตาหรือแผ่บุญ เราต้องมีบุญก่อน การที่เราจะแผ่ความสุข ใจเราต้องสุขก่อน ถ้าใจเราไม่สุข เราจะแผ่ความสุขให้ใคร เขาจะได้รับสุขได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น ที่อาจารย์ให้น้อมถึงบุญเมื่อกี้ นั่นแหละ! น้อมเข้ามาดูนะ...

น้อมบุญเข้ามาที่ใจของเราก่อนให้เต็ม แล้วแผ่ออกไปให้กว้าง ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่าเราจะให้บุญนี้กับใครบ้าง นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงผู้มีคุณทั้งหลาย แล้วส่งบุญนี้ไป ส่งใจที่เป็นบุญที่มีความอิ่มใจไปที่พ่อแม่หรือผู้มีคุณทั้งหลาย สังเกต เวลาเราระลึกถึงใครก็ตาม ก็จะมีมโนภาพขึ้นมา ลองดูว่า ถ้าเราส่งความสุขความอิ่มใจนี้เข้าไป หน้าตาเขาเป็นยังไง ? เราส่งไปถึงไหม ? ลองดูนะ นี่คือวิธีแผ่บุญ

แผ่ออกไปไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้อนุโมทนาในส่วนบุญกุศลที่เราได้ทำ ไม่ว่าจะเกิดจากการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ที่เราทำมาและกำลังทำอยู่นี้ ขอให้ท่านเหล่านั้นได้อนุโมทนาในส่วนบุญกุศลที่เราได้ทำ เมื่ออนุโมทนาแล้ว ถ้ามีทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป พร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่สถานที่นี้หรือสถานที่อื่นก็ตาม ขอให้ได้ร่วมอนุโมทนาในส่วนบุญกุศลที่เราทำ

สุดท้ายนี้ ก็ขออานิสงส์ผลบุญกุศลต่าง ๆ ที่เราได้ทำมาและกำลังทำอยู่ จงมาเป็นตบะ เป็นพลว เป็นปัจจัย ให้เราเหล่าโยคีทั้งหลาย จงเป็นผู้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตราบเท่าเข้าถึงมรรค ผล นิพพาน ด้วยกันทุกคนเทอญ


ออฟไลน์ Ploychompooo

การพนันเป็นสิ่งไม่ดี



เจตนากำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนาม วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
ขอความเจริญธรรมจงมีแก่โยคีผู้ปฏิบัติทุก ๆ คน วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เราได้มานั่งอยู่ตรงนี้ มาปฏิบัติธรรมกัน สามวันผ่านไปรู้สึกเป็นไงบ้าง ? จับต้นชนปลายถูกบ้างหรือยัง ? อยากจะทบทวนอีกนิดหนึ่งในการกำหนดสภาวะในการปฏิบัติ ที่จริงพวกเราก็ปฏิบัติกันมาสักพักหรือระยะหนึ่งแล้ว บางคนก็ปฏิบัติมานานแล้วและทำได้ดี
ทีนี้ วิธีการกำหนดอารมณ์หรือกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้น หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า ที่กำหนดนั้นถูกหรือเปล่า หรือกำหนดอย่างไรถึงจะถูก และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาเรากำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้น บางครั้งไม่รู้ว่าขณะนั้นกำหนดอารมณ์อะไร หรืออารมณ์หลักที่เรากำลังตามรู้อยู่ในขณะนั้นคืออะไร อย่างเช่น ขณะที่นั่งกรรมฐาน เรากำหนดอารมณ์อะไรเป็นหลัก ? ในขณะที่ตามรู้อยู่ เรารู้สึกว่ากำหนดอาการพองยุบเป็นหลัก หรือกำหนดอาการของลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ? ตรงนี้จะต้องรู้ชัดในขณะนั้นเลยว่าเรากำลังตามรู้อาการอะไรอยู่ จะต้อง “รู้ชัดทันที”
จุดสำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา มี “เจตนา” อย่างเดียวคือ กำหนดรู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดและดับในลักษณะอย่างไร ? ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอาการของพองยุบ อาการของลมหายใจเข้าออก เป็นเวทนาที่เกิดขึ้น หรือมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีนิมิตเกิดขึ้น บางคนนั่งแล้วมีนิมิตเกิดขึ้นมา มีภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้น ภาพในที่นี้มีทั้งภาพคน ภาพต้นไม้ ภาพน้ำตก ภาพทุ่งหญ้า ภาพอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เมื่อนิมิตเหล่านี้เกิดขึ้น ควรทำอย่างไร ? นิมิตเหล่านี้เกิดขึ้น ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ว่า ภาพแต่ละภาพที่เกิดขึ้นมา เขามีแล้วดับอย่างไร ? ผ่านมาแล้วเลือนไป หายไป หรือแวบหาย หรือว่ากระจาย ค่อย ๆ เลือนไป ? สิ่งที่ต้องรู้ เจตนาของเรา คือเข้าไปรู้ว่าเขาเกิดขึ้นแล้วดับอย่างไร ? อันนี้อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่ง “ความต่อเนื่องของอารมณ์ที่เราตามรู้อยู่” เวลาเราตามรู้อาการของพองยุบ เราต้องสังเกตว่า เริ่มแรกเขาเป็นอย่างไร และขณะต่อ ๆ ไปเขาเป็นอย่างไร ? ที่อาจารย์ถามว่า อาการพองยุบมีลักษณะอย่างไร ? เกิดดับอย่างไร ? เราจะเล่าแค่มีพองแล้วก็ยุบ ถามว่า เขาชัดขึ้น หรือว่าค่อย ๆ เบาไป ค่อย ๆ บางไป ? นั่นคือสิ่งที่ต้องสังเกต และเมื่ออาการพองยุบหมดไปแล้วหรือหายไปแล้ว เราจะกำหนดอะไรดี ? ถ้าพองยุบหมดไปหรือหายไปแล้ว สังเกตดูว่า ขณะนั้นจิตใจเรารู้สึกอย่างไร ? เขาเรียก “สภาพจิต” รู้สึกอย่างไร ? รู้สึกสงบ รู้สึกเบา ๆ รู้สึกเฉย ๆ รู้สึกเงียบ ๆ รู้สึกนิ่ง ๆ หรือว่ารู้สึกว่าง ๆ ?
จุดที่ต้องสังเกตก็คือว่า เมื่อพองยุบหายไปแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย รู้แต่ว่าง ๆ ว่าง ๆ ในที่นี้หมายถึงข้างหน้าเราไม่มีอาการเกิดดับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สังเกตนะ เมื่อเรานิ่งในความว่าง เราสำรวจในความว่างนั้นแหละว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาในความว่าง ? ถ้าเรานิ่งสังเกต ก็จะมีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งปรากฏขึ้นมาในความว่างให้เราตามกำหนดรู้ต่อ อย่างเช่น พองยุบหายไป แล้วเรานิ่งในความว่าง มีความคิดปรากฏขึ้นมาให้รับรู้ เราก็ต้องไปรู้ความคิด รู้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาดับอย่างไร ?
อันนี้ต้อง “มีเจตนา” ที่จะรู้ว่า ความคิดเกิดขึ้นมาแล้วดับอย่างไร ? ไม่ใช่ ลองดูซิว่า ความคิดนี้จะคิดไปถึงไหน ? เจตนาต่างกันนะ! จะลองดูซิว่าความคิดนี้จะคิดไปถึงไหน จะยาวแค่ไหน ? กับเจตนาที่จะรู้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาแล้วเขาเกิดดับอย่างไร ? เจตนาตรงนี้จะแตกต่างกัน การเข้าไปกำหนดรู้อาการเกิดดับของความคิด เราก็จะเห็นลักษณะอาการดับของความคิด แต่ถ้าเราสังเกตดูว่า ความคิดจะไปถึงไหน ? มันก็จะไปเรื่อย ๆ เพราะอะไร ? ขณะที่เราคิดไป ก็จะปรุงแต่งไปด้วย แล้วก็คิดต่อ จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย เรื่อย... ทั้งบัลลังก์นั่นแหละ ออกจากบัลลังก์แล้วก็ยังคิดต่ออีก

เมื่อวานที่พูดย้ำว่า การกำหนดสภาวะการกำหนดอารมณ์ทุกครั้ง ต้องมี “เจตนา” ทำไมเราต้องมีเจตนารู้อาการเกิดดับของรูปนาม ? เราต้องมีเจตนาที่จะรู้ความจริงของรูปนาม ที่บอกว่า “สังขารเป็นของไม่เที่ยง สัญญาเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นของไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง” เรารู้ว่าขันธ์ ๕ ของเราเป็นของไม่เที่ยง แต่ก็ยังเข้าไปยึด เพราะอะไร ? “รู้” แต่ “ไม่เห็น” จึงเกิดความรู้สึกเข้าไปยึดว่าเป็นของเรา ความเป็นเราจึงเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏชัด

ถามว่า ขณะที่เรานั่งอยู่นี่ ขันธ์ไหนชัดที่สุด ? รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ? อันนี้แล้วแต่นะ แต่ละคนชัดไม่เหมือนกัน ที่อาจารย์ถามอย่างนี้เพราะว่าขันธ์ทั้ง ๕ ที่ปรากฏชัดแก่เรานั้น บางครั้งไม่ได้ชัดพร้อมกัน สังเกต ทำไมพระพุทธเจ้าถึงแยกเป็นขันธ์ ๆ ? บางครั้งรู้แต่วิญญาณขันธ์กับรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ไม่เกิด ใช่ไหม ? สังเกตไหม นี่คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเวทนาก็คือเวทนาทางจิต ที่เรียกว่า “อุเบกขาเวทนา” ไม่รู้สึกอะไร แค่รู้สึกว่านั่งอยู่แล้วก็ว่าง ๆ เฉย ๆ จะเป็นอย่างนั้นไป

ทีนี้ ที่เราพิจารณารู้อาการเกิดดับ สิ่งสำคัญก็เพื่อให้เรา “คลายจากอุปาทาน” และการรู้อาการเกิดดับของรูปนามก็เหมือนกับรู้ “ชีวิตใหม่” ชีวิตของเราคือรูปกับนาม ใช่ไหม ? มีแต่กายกับใจ ก็คืออาการของรูปนามนั่นเอง เมื่อไหร่ที่เราเห็นรูปนามเก่าดับไป เห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นมา ก็เหมือนกับชีวิตใหม่ แต่ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างละเอียด ต้องกำหนดรู้อย่างใส่ใจจริง ๆ ถามว่า ประโยชน์ของการเห็นอาการเกิดดับคืออะไร ? ดีอย่างไร ? มีโยคีอยากรู้ ทำไมเราต้องรู้อาการเกิดดับ ? รู้อาการเกิดดับแล้วดียังไง ? เคยสงสัยไหมว่า เห็นอาการเกิดดับแล้วได้ประโยชน์อะไร ? ไม่สงสัยนะ

การเห็นอาการเกิดดับของอารมณ์ต่าง ๆ นั้น ยิ่งอายุอารมณ์สั้นเท่าไหร่ การปรุงแต่งก็จะน้อยเท่านั้น อายุอารมณ์ตั้งอยู่นานเท่าไหร่ การปรุงแต่งก็จะมาก การเห็นอาการตั้งอยู่ของอารมณ์นานเท่าไหร่ การเข้าไปยึดก็จะมากขึ้นเท่านั้น แล้วขณะที่อารมณ์ตั้งอยู่แล้วเราก็ปรุงแต่ง ตรงนั้นเขาเรียกเป็น “มโนกรรม” ปรุงแต่งฝ่ายกุศลก็เป็นกุศลกรรม ปรุงแต่งฝ่ายอกุศลก็เป็นอกุศลกรรม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเห็นว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น สังเกตดูสิว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้ถึงอาการเกิดดับ จิตดวงนั้นเป็นอย่างไร ? เป็นกุศลหรืออกุศล ? เป็นกุศล ใช่ไหม ? จิตที่ตั้งมั่น ตัวสติ ตรงนั้นก็จะเป็นกุศล

เพราะฉะนั้น เวลาเราปฏิบัติ จึงให้มีเจตนารู้อาการเกิดดับของอารมณ์ต่าง ๆ ของรูปนามให้มาก สังเกตดูว่า ในชีวิตประจำวันของเรา จิตเราไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์แบบไหนมากกว่ากัน ? ทุกคนสังเกตดี ๆ การที่เราไปเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์อกุศล... ยกตัวอย่างง่าย ๆ ทุกคนเคยเป็นนั่นแหละ เวลาเรามีความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธที่ตั้งอยู่หนึ่งชั่วโมง จิตที่ทำกรรมที่เป็นอกุศลกรรมมีเท่าไหร่ ? กี่เรื่อง ? สังเกตไหม ? เยอะแยะมากมายเลยที่คิดขึ้นมา เพราะอาศัยโทสะเป็นเหตุ เป็นตัวหนุนให้อกุศลกรรมเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น... บางครั้งจากมโนกรรมก็เปลี่ยนมาเป็นวจีกรรม จากวจีกรรมไม่พอ ขยายต่อมาถึงกายกรรม เพราะอาศัยโทสะจิตอย่างเดียว

ทำไมถึงออกมาทางกายทางวาจาได้ ? เพราะจิตของเราเสพอารมณ์เหล่านั้นหลายพันรอบจนเอาไม่อยู่ ไม่มีทางออก ก็เลยต้องออกมาทางวจีกรรมกายกรรม กลายเป็นว่าครบสามองค์! แต่ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ครบองค์เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าอกุศลหรือความโกรธเกิดขึ้นแล้วเราเข้าไปรู้ แล้วเราดับความโกรธเราได้ จิตที่เสวยอกุศลกรรมก็จะลดลง จิตที่เสวยความทุกข์ก็จะสั้นลง เมื่ออายุอารมณ์นี้สั้นลง วิบากกรรมที่เราจะสร้างต่อไปก็จะน้อยลง เป็นการควบคุมกรรมตัวเอง หรือเป็นการตัดกรรมของตัวเอง ไม่ใช่ตัดวิบากนะ คนละอย่างกัน! เป็นการตัดกรรมที่จะสร้างต่อไป จากมโนกรรมเราก็หยุดมันเสีย เริ่มคิดแล้วก็ดับเสีย

เวลาเราโกรธ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? ทุกข์ ใช่ไหม ? วิธีดับทุกข์ ทำอย่างไร ? จะย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเราแล้ว เกี่ยวข้องกัน เมื่อความโกรธเกิดขึ้นทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าโกรธเมื่อไหร่ก็ทุกข์ แต่ก็ยังพอใจที่จะโกรธ แล้วมาถามครูบาอาจารย์ว่า ทำไมเราถึงชอบโกรธจัง ? แล้วใครจะไปรู้ด้วยล่ะ! ต้องถามว่า ทำไมเราเป็นคนโกรธง่ายจัง ? วิธีดับความโกรธ ทำอย่างไร ? วิธีดับความโกรธคือ ดับความรู้สึกว่าเป็นเรา เอาความรู้สึกว่าเป็นเราออกเสีย ถ้าเอาความรู้สึกว่าเป็นเราออก คือละอะไร ? ดับมานะทิฏฐิ ใช่ไหม ? เราเป็นคนมีมานะทิฏฐิมาก โกรธง่าย เป็นคนอารมณ์ร้อน ที่จริงธรรมชาติแล้วคนเรา “สร้างมาแตกต่างกัน” บางคนเกิดมามีโทสะจริต จะไวต่ออารมณ์ โกรธง่าย บางคนโกรธง่ายหายเร็ว บางคนโกรธง่ายหายช้า

สิ่งที่เราปฏิบัติอยู่นี้ การที่ให้พิจารณากำหนดรู้อาการเกิดดับ รู้วิธีดับอารมณ์ เพื่อให้เห็น “ธรรมชาติของจิต” จริง ๆ อารมณ์ที่เรารับรู้ เขาเกิดมาชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป ถ้ารู้ตามธรรมชาติของเขาจริง ๆ แต่เมื่อกระทบขึ้นมาแล้วมี “เรา” เป็นผู้รับ มี “เรา” เป็นผู้เสวยอารมณ์ รับอารมณ์ไปจนอิ่ม แล้วก็เผื่อแผ่ต่อผู้อื่น... สังเกตไหม เวลามีความสุข เราก็อยากเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ความโกรธก็แปลกดีเหมือนกัน พอมัน “อิ่ม” จนตัวเองเก็บไม่อยู่ ก็เผื่อแผ่ต่อผู้อื่น พอไม่มีคนรับ ก็ไม่ดีอีก! เราจะยัดเยียดให้เขา ต้องฟังนะ ต้องฟังฉันก่อน ต้องฟังฉันก่อน! พอเขาไม่อยากฟัง เขาเดินหนี ก็หงุดหงิดเอง แต่ความรู้สึกดี ๆ นาน ๆ จะนึกถึงกันที

การที่เราดับอารมณ์ได้เร็วเท่าไหร่ การสร้างกรรมของเราก็จะน้อยลง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า อกุศลกรรมสั้นลง แต่กุศลกรรมยาวขึ้น อกุศลจิตสั้นลง กุศลจิตตั้งอยู่นานขึ้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงเน้นการกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามเป็นสำคัญ และทุกครั้งที่เห็นอาการเกิดดับของรูปนาม เปรียบเสมือนการตัดภพชาติในตัว ทำไมถึงเรียกว่า “การตัดภพชาติ” ? เพราะการสร้างภพชาติเกิดจากการ “ตั้งอยู่” ของอารมณ์

ที่ยกตัวอย่างเรื่องความโกรธ เพราะเป็นอารมณ์ที่ชัดเจน เวลาเราโกรธปุ๊บ เราคิดไปสารพัด คิดไปถึงไหนไม่รู้ ไม่รู้จักจบ... แล้วถ้าเราตายตรงนั้น ตายในขณะที่เราโกรธ จะไปเกิดเป็นอะไร ? บางคนเกิดความไม่พอใจแล้วจองเวรหลายภพหลายชาติ บางคนก็อธิษฐานจิตด้วยว่า เกิดชาติหน้าขออย่าได้เจอกันอีกเลย! ทุกครั้งที่ทำบุญกรวดน้ำก็ขอ เกิดชาติหน้าอย่าได้เจอกันอีกเลย อธิษฐานจิตทุกครั้งหน้าคนนั้นก็โผล่มาทุกครั้ง แต่ถ้าแผ่เมตตาขอให้เขามีความสุข ขอให้มีความสุข... แล้วภาพเหล่านั้นจะเลือนไปจากความรู้สึกเรา จะเบาบางไปเรื่อย ๆ ๆ เพราะฉะนั้น เขาถึงสอนให้แผ่เมตตาให้กัน จะได้ไม่ยึดติด จะได้ไม่จองเวรซึ่งกันและกัน

การสร้างภพชาติอยู่ตรงนี้ เราสร้างต่อ แม้ว่าจะเป็นความสุข ถ้าเรายึดติดความสุข เราก็สร้างภพชาติต่อไป แต่การกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามที่เกิดขึ้นจะเป็นการตัดภพชาติ เพราะอะไร ? เมื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพาน ที่บอกว่าเป็นพระโสดาบันแล้ว เหลือ ๗ ชาติ ใช่ไหม ? แล้วชาติที่ผ่านมา เราเกิดมากี่ชาติแล้ว ? ไม่รู้! นี่แหละ เราระลึกไม่ได้ แต่เราเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงสำคัญว่า เรามี “เป้าหมาย” อย่างไร ? มีเป้าหมายแค่อยากปฏิบัติไปอย่างนั้นแหละ หรือปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ? ฉะนั้น ต้องมีความมุ่งมั่น

เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าของเราเป็นหลัก เป็นแม่แบบว่า เหตุใดพระองค์ทรงสละราชสมบัติ แล้วมุ่งสู่ความหลุดพ้น ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแก่กล้า ? เห็นไหม ต้องมีความมุ่งมั่นจริง ๆ เราไม่รู้หรอกว่าบุญกุศลบารมีที่เราทำมากี่ภพกี่ชาติแล้ว เพราะเราจำไม่ได้ แต่อย่างหนึ่งที่เรารู้ได้ก็คือว่า ถ้าเราไม่เคยทำมาก่อน เราจะไม่สนใจว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร ถ้าเราไม่เคยฟังมาก่อน เราจะฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าธรรมะดีอย่างไร เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเราก็ได้สั่งสมมาบ้าง เหลือแต่ทางไปข้างหน้าว่าเราจะเดินจริง ๆ หรือเปล่า ? ปรารถนาที่จะดับทุกข์จริง ๆ ไหม ? นั่นต่างหาก!

อย่างเช่น เวลาที่เราเข้ามาในนี้ เราตั้งจิตมาปฏิบัติธรรม เราตั้งใจมาจากบ้านว่าจะมาปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติได้สองวัน เข้าวันที่สามเริ่มเซ็งแล้ว รู้สึกมันซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ จะดูอะไรล่ะ ? ไม่รู้จะกำหนดอะไร ? สภาวะที่เกิดซ้ำก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ และความรู้สึกเซ็ง รู้สึกเบื่อ รู้สึกขี้เกียจ ก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นสภาพจิตเรา เขาเรียก “ตัวขี้เกียจ” ถ้าเบื่อแบบมี “เรา” เบื่อ เขาเรียกว่า “เป็นตัวกิเลส” ไม่ได้ดั่งใจ เรามาปฏิบัติเพื่ออะไร ? เพื่อละกิเลสไม่ใช่หรือ ? อย่าให้กิเลสเป็นผู้นำ ต้องบอกตัวเองเสมอว่า “ฉันกำลังเจริญสตินะ ฉันต้องกำหนดรู้ให้ทัน!”

โอ! ไม่ทัน... เอาใหม่! มันเริ่มมาแล้ว ความเซ็งเริ่มเกิดแล้ว... กำหนดให้ทัน! พอรู้ปุ๊บก็กำหนดทันที ไม่ต้องไปคร่ำครวญ เสียเวลา! ทำไมไม่เอาสติไปกำหนดรู้ จะได้ไม่เสียเวลา ? เราคิดให้มันง่าย เราทำแบบง่าย ๆ เรามาอยู่แบบง่าย ๆ เราสละอะไรข้างนอกมาแล้ว เรามาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะ “ขัดเกลาจิตใจ” ของเรา เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่มันกล้ำกรายเข้ามาในใจเรา ให้มีสติกำหนดรู้ดูว่าเกิดขึ้นมาแล้วเขาดับอย่างไร พอมีสติเข้าไปรู้ เขาหายอย่างไร ? นั่นแหละคือ “หน้าที่ของเรา” เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนอย่างนี้อุปสรรคจะน้อยลงเยอะ เรื่องข้างนอกไม่มารบกวน ทีนี้ เหลือแต่สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ มีอยู่ ๔ อย่าง ที่บอกว่า “ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม”

การดูเวทนาก็ต้องมีเจตนาที่ชัดเจน อย่างเมื่อตอนกลางวัน คุณโยมเขาเล่าว่าเวทนาเกิดขึ้น ต้องสู้ให้ชนะเวทนา จะต้องเอาชนะเวทนาให้ได้! อาจารย์ก็คิด เราจะเอาสภาวธรรมเป็นศัตรูเสียแล้ว! เวทนาที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ที่เราต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่ศัตรูของเรา! เป็นอารมณ์ที่ต้องกำหนดรู้ว่าเขาเกิดดับอย่างไร สิ่งที่เราต้องเอาชนะคือต้องเอาชนะใจตัวเอง ไม่ใช่เอาชนะเวทนา เวทนาไม่เที่ยงหรอก! เอาชนะใจตรงไหน ? เอาชนะใจตรงที่ว่าเราไม่ปฏิเสธเวทนา แล้วมีสติกำหนดรู้ว่าเวทนาที่เกิดขึ้นมา เกิดดับอย่างไร ? เปลี่ยนอย่างไร ? หนักเบาอย่างไร ? นั่นคือ “หน้าที่ของเรา”

ทีนี้ วิธีการสู้กับเวทนา เราต้องสู้ด้วย “ปัญญา” อย่าใช้กำลัง! เราเป็นผู้เจริญสติ เราต้องใช้ปัญญา เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น ขณะแรกสิ่งที่เราต้องทำคือ ให้สังเกตว่าจิตที่ทำหน้าที่รู้กับเวทนาที่เกิดขึ้น เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน ? แต่อยากให้เรารู้ชัดอีกนิดหนึ่งว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความปวด เป็นอาการคัน หรือเป็นอาการชา ? เวทนาที่พูดถึงคืออาการอะไร ? ถ้าเป็นความปวด เขาปวดบริเวณไหน ? ปวดที่หัวเข่า ปวดที่หลัง ปวดที่ไหล่ หรือปวดที่ศีรษะ ถ้าเรารู้ตำแหน่งของความปวด แล้วเราจะรู้ตำแหน่งของจิตเรา ถ้าเราไม่รู้ตำแหน่งของความปวด เราจะไม่รู้เลยว่าจิตของเราอยู่ที่ไหน

ลองสังเกตดี ๆ นะ ถ้าเรารู้ว่าปวดอยู่ที่เข่า แล้วเราสังเกตจะเห็นว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้อยู่ใกล้ ๆ หัวเข่า หรืออยู่ข้างนอกหัวเข่า ถ้าสังเกตอย่างนี้ เราก็จะเห็นว่า จิตเราอยู่ที่เดียวกับเวทนา หรือคนละที่กับเวทนา อันนี้อย่างหนึ่ง นี่เราใช้ “ปัญญา” ในการสู้กับเวทนา หนึ่ง แยกเวทนากับจิตของเรา สอง ถัดจากนั้น ให้ดูใกล้ ๆ นั่นแหละ เมื่อเราเห็นว่าจิตกับเวทนาเป็นคนละส่วนกัน ให้สังเกตต่อว่า จิตกับเวทนา อันไหนมีกำลังมากกว่ากัน ? ถ้าจิตเรามีกำลังน้อยกว่าเวทนา ให้ถอยออกมาก่อน ไม่ต้องมุ่งเข้าไป

วิธีทำให้จิตมีกำลัง ทำยังไง ? แค่เรา “นิ่ง” แล้วก็ “ขยายจิต” เราให้กว้างขึ้น ให้กว้างขึ้น กว้างขึ้น... แล้วจิตก็จะมีกำลังมากกว่าเวทนา ถามว่า ขณะที่จิตมีกำลังมากขึ้น หรือสติมีกำลังมากขึ้น เวทนายังคงเดิมหรือเปลี่ยนไป ? เราจะรู้ได้ในขณะนั้น ไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมา จริง ๆ เราจะรู้สึกได้เลยว่า พอจิตเรารู้สึกกว้างขึ้น เวทนามันเริ่มเบาลง หรือแรงขึ้น แรงขึ้นอีก... เราจะรู้สึกได้ทันที!

ทีนี้ เมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือว่า เวทนาที่เกิดขึ้น เขาตั้งนิ่งหรือมีอาการขยับ ? รอบ ๆ เวทนามีอาการขยับ ๆ เบา ๆ หรือว่า นิ่ง ๆ ? ลองพิจารณาดู แล้วถ้ารอบ ๆ มันนิ่ง ๆ แล้วตรงกลางเวทนาเป็นยังไง ? ถ้าตรงกลางเวทนามีอาการเป็นจุด แล้วก็แวบ หาย... แวบ หาย... ให้ไปรู้ตรงอาการเปลี่ยนแปลง ตรงที่มีอาการแวบ หาย... การกำหนดเวทนาต้องมีเจตนาที่จะรู้อาการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดดับ ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาหาย อันนี้คือ “เราสู้ด้วยปัญญา” เราไปรู้ตรงที่ว่าเขาเกิดแล้วก็แวบ ขยับ... นั่นคือความไม่เที่ยงของเวทนาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เมื่อกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ เวทนาก็จะเปลี่ยนไป

แต่จะมีอีกลักษณะหนึ่งก็คือว่า เวลาเรากำหนดเวทนา แทนที่เราจะรู้ถึงความไม่เที่ยงของเวทนา เราจะไปรู้ “กำลังของเวทนา” ตรงไหนที่เรียกว่า “กำลังของเวทนา” ? พอปวดขึ้นมาก็ปวด ปวด... ไปย้ำ “ปวดหนอ...” ไม่ผิดนะ เพียงแต่ให้สังเกตว่าเราจะสู้ หรือว่าไปรู้ความปวด หรือรู้การเปลี่ยนแปลงของเวทนา ? นิดเดียว! เรากำหนดรู้ความปวด ...เดี๋ยวปวด เดี๋ยวจาง เดี๋ยวปวด เดี๋ยวจาง... อันนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าปวดอย่างเดียว พอปวดขึ้นมา เราก็ ปวด ปวด... จิตเราเลยไปเสวยความปวดมากกว่าไปรู้การเปลี่ยนแปลง เคยสังเกตไหม ? เราจะไปสนใจแต่ว่าปวดมากเลย ปวดมากเลย ปวดมากเลย ปวดมากเลย... ไม่ไหวแล้ว ขยับดีกว่า!”

อีกอย่างหนึ่ง ที่บอกว่าไปรู้การเปลี่ยนแปลง โดยธรรมชาติของความปวด ถ้าปวดในลักษณะเดียวแล้วนิ่ง ๆ เราจะทนได้ยากมาก ๆ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีอาการเดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ถ้าปวดแล้ว ปวดมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น... ไม่นานหรอก ที่เขาใช้คำว่า “ทนพิษบาดแผลไม่ไหว” ใช่ไหม ? เดี๋ยวก็ทนไม่ไหว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะปวดแล้วก็หายปวด ปวดแล้วก็หยุด ปวดแล้วก็หยุด...

ทีนี้ วิธี “สู้ด้วยปัญญา” อีกวิธีหนึ่งก็คือว่า ขณะที่ความปวดแรงขึ้นมา แล้วเขาเบาลง เราก็เอาจิตเข้าไปตรงที่เขา “เบา” ปวดขึ้นมาอีก เบาลง เอาสติเราเข้าไปตรง “ความเบา” ทีละขณะ เขาเรียกช่องว่างระหว่างความปวด “ช่องว่างระหว่างอารมณ์” ปวดเป็นขณะ ๆ เมื่อสติเข้าไปเขาก็จะเปลี่ยนไป เราก็สังเกตว่า เมื่อจิตเราเข้าไปในช่องว่างบ่อย ๆ ปุ๊บ เวทนารู้สึกเป็นยังไง ? เปลี่ยนไปอย่างไร ? นี่คือการสู้กับเวทนาด้วยปัญญา เวทนาไม่เที่ยง เขาแสดงความไม่เที่ยงอยู่ แทนที่เราจะรู้ถึงความไม่เที่ยง เราไปรู้รสชาติของเวทนาคือความปวด ปวดมาก ๆ นี่คือวิธีการกำหนดสภาวะ การกำหนดอารมณ์ต่าง ๆ จึงต้องมีเจตนา

และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า พอปฏิบัติไปสักพัก รูปเริ่มล้าตาเริ่มโรย ตื่นเช้า นอนดึก ตื่นเช้า นอนดึก... พอตอนนั่งก็ “หลับ” ตอนนั่งก็ “ง่วง” บางทีแม้เดินก็ยังหลับ เพราะอะไร ? สังเกตนิดหนึ่งว่า เกิดจากรูปเราล้า หรือว่าสมาธิมาก ? ที่จริงแล้ว อาการพวกนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเวลาเรากำหนดอารมณ์แล้วอารมณ์หลักของเราไม่ชัดเจน จะออกแบบคลุมเครือ กำหนดอาการเดินการก้าวเท้าก็คลุมเครือไม่ชัดเจน พองยุบก็คลุมเครือ ถูกคลุมด้วยความง่วง เพราะฉะนั้น เมื่อความง่วงเกิดขึ้น ทำยังไง ? ก็ “ทน” ทนนั่ง นั่ง นั่ง... นั่งจนหายง่วง กว่าจะหายง่วงได้ ก็ได้ตื่นหนึ่ง! เป็นเรื่องปกติ

“วิธีแก้ความง่วง” พอเริ่มง่วงให้เปลี่ยนอิริยาบถ ให้ลุก เปลี่ยนอิริยาบถเสีย เปลี่ยนอิริยาบถแล้วยังง่วงอยู่ ไม่ไหว ล้างหน้า ล้างหน้าแล้วยังง่วงอยู่ ไม่ไหวจริง ๆ ไปนอนซะ สักตื่นหนึ่ง ตื่นขึ้นมาแล้วค่อยปฏิบัติต่อ ขณะที่เรานั่งหลับกับไปนอนหลับ ไม่ต่างกันเลย แต่ถ้านอนหลับ ตื่นขึ้นมาสดชื่น ถ้านั่งหลับ พอลืมตาขึ้นมา งัวเงีย ที่พูดนี่คือถ้าไม่ไหวจริง ๆ แต่ถ้าความง่วงนั้นเกิดจากสมาธิมาก วิธีคือ “ให้รู้ชัดในอารมณ์” มีอารมณ์หลักชัดเจนเมื่อไหร่ ความง่วงก็จะหายไป

เมื่อตอนกลางวันบอกวิธีแก้ความง่วง ตอนนี้ก็ยังง่วงอยู่ ใช่ไหม ? ปกติสังเกตไหม เวลาความง่วงมา เขามายังไง ? ความง่วงจะมาตอนจิตเราไม่มีอารมณ์หลัก ตอนที่เรารู้สึกว่าง ๆ บางครั้งความคิดเป็นผู้พาความง่วงเข้ามา ใช่ไหม ? พอเริ่มว่างแล้ว ก็เริ่มมีความคิดบาง ๆ เราก็เพลิดเพลินกับความคิด แป๊บเดียว วูบ! วูบหายไป... รู้สึกตัวอีกที หายไปไหนเมื่อกี้ ? เหมือนตกจากที่สูง เหมือนตกภวังค์ ใช้คำว่า “ตกภวังค์” ได้ไหม ? ได้ ก็คือหลับไป บางทีหลับไปวูบหนึ่ง รู้สึกขึ้นมา สดชื่น ตาใสเชียว อันนั้นเขาเรียกหลับไปตื่นหนึ่งแล้ว เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเวลานั่งปฏิบัติ ไม่ว่าใครก็ตาม เหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

วิธีแก้ ที่บอกว่า “ให้ทำจิตให้ว่าง” ทำได้ใช่ไหม ? ลองอีกที เอาจิตออกมาข้างนอก ในที่ว่าง ๆ พอจิตเราว่างปุ๊บ จิตรู้สึกเป็นยังไง ? สลัวหรือใส ? ตื่นตัวหรือว่าเบลอ ? ตื่นตัว ใช่ไหม ? เก่งนะ! ลองเอาจิตที่ว่าง ๆ มาไว้ที่หน้าดูสิ รู้สึกเป็นยังไง ? ตาเรารู้สึกเป็นไง ? สว่างขึ้น! เพราะเวลาเราง่วง มันเริ่มสลัว แล้วเริ่มมืด เริ่มมืด... ถ้ามืดต่ำกว่าเปลือกตาเมื่อไหร่ รับรองหลับ! สังเกตดูดี ๆ เวลาเรานั่งปฏิบัติ อย่าสักแต่ว่ารู้ ต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วผลที่ตามมาเป็นยังไง ไม่ใช่ไปหาแต่อาการอื่น พอความง่วงเข้ามาไม่สนใจ ไปรู้แต่อาการอื่นอย่างเดียว รู้พองยุบอย่างเดียว ดูลมหายใจอย่างเดียว ความง่วงไม่ใช่สภาวะ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ นั่นเข้าใจผิด!

สังเกตดูเลยว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความง่วงเกิดขึ้น อารมณ์อื่นจะไม่ชัดเจน ใช่ไหม ? พองยุบก็เลือนลาง ลมหายใจก็จะหาไม่เจอ แม้แต่ความคิดเองก็ยังเบาบาง เวทนาไม่มีหรอก ถ้ามีเวทนาก็จะไม่ง่วง เพราะฉะนั้น วิธีก็คือว่า พอความง่วงเริ่มมา ให้เอาสติเราเข้าไปรู้ความง่วง แล้วก็ส่งไปไกล ๆ หรือขยายให้กว้างออก ขยายให้กว้างออก... ลองดูสิ ใครที่กำลังง่วงอยู่แล้ว ลองดูนะ ขยายให้กว้างออกไป... ทำให้บริเวณสมองเรารู้สึกเป็นไง ? ได้ไหม ?

ทีนี้ บางครั้งเราขยายออกไปแล้ว สมองเราโล่งแล้ว ตาเราเริ่มใสขึ้นนิดหนึ่ง แต่ถ้าสังเกตดี ๆ เขายังมี “เศษ” ของความง่วงอยู่รอบ ๆ ตัว พอเราเผลอปึ๊บ เขาก็จะผลุบเข้ามา แล้วก็จะง่วงต่อ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็เข้าไปใหม่ ขยายใหม่... ทีนี้ วิธีแก้ก็คือว่า ให้เขา “ไปไกล ๆ” ไม่ต้องเหลือเศษ ถ้าขยายออกไปจนสุดจนหมดนี่ จิตเราก็จะตื่นทันที! อันนี้คือ “การต่อสู้กับความง่วง” จิตก็จะตื่นขึ้นมา ยิ่งพอจิตเริ่มตื่น จิตเริ่มใสขึ้น ยิ่งเพิ่มความนิ่งมากขึ้น เมื่อเพิ่มความนิ่งขึ้น สมาธิตั้งมั่นขึ้น สติมีกำลังมากขึ้น ความง่วงก็จะหายไป นั่นคือการต่อสู้กับความง่วง นอกจากที่เล่ามาแล้วว่าล้างหน้า เดิน เปลี่ยนอิริยาบถ

ความง่วงที่เกิดจากสมาธิมาก อีกวิธีที่ง่ายก็คือ “เพิ่มความรู้สึกที่ตื่นตัว" เพิ่มความตื่นตัวจะว่าง่ายก็ไม่ง่ายนะ เพราะเราไม่รู้จักความตื่นตัว ความตื่นตัวเป็นยังไง ? นึกออกไหม ? รู้จักความตื่นตัวไหม ? (โยคีกราบเรียนว่า กำหนดเร็ว ๆ) ขณะนี้นั่ง จิตตื่นไหม ? ตื่น ใช่ไหม ? ต้องกำหนดเร็วไหม ? ไม่ต้อง! แต่เรารู้สึกได้ว่าลักษณะของจิตตื่นเป็นอย่างไร ไม่งัวเงีย ใช่ไหม ? จิตจะเบิกบาน เหมือนกับใส จิตที่ตื่นตัวจะ “สว่าง” นั่นหมายถึงว่าเรามีสติดี ที่พูดอย่างนี้ต้องรู้จักสังเกต ต้องดูจิตตัวเองด้วย ไม่ใช่รู้แค่อาการอย่างเดียว ถ้าเรารู้แค่อาการอย่างเดียวก็คือรู้แค่อาการของรูปอย่างเดียว เราต้อง “รู้ของนาม” ด้วย

เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้นี่ รู้รูปรู้นาม ดูกายดูจิต ดูอาการเกิดดับของรูปนาม โดยธรรมชาติเราจะรู้สึกได้ทันทีเลย พอถามว่า ขณะนี้ใจรู้สึกเป็นยังไง ? บางทีก็มานั่งคิด... เอ๊! ใจฉันเป็นยังไง ? ที่จริงเราจะรู้สึกเลยว่า อ๋อ! เฉย ๆ ว่าง ๆ เงียบ ๆ หรือรู้สึกสบาย ๆ เราจะรู้สึกทันทีว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร แค่เรา “สังเกต” ก็จะรู้ว่าจิตเราเป็นอย่างไร นี่คือลักษณะของจิต นี่คือวิธีการต่อสู้กับอารมณ์ วิธีแก้ความง่วง จากเวทนามาถึงความง่วงแล้ว...

การกำหนดอารมณ์ มีโยคีสงสัยว่า เมื่อพองยุบหายไป เหลือแต่ความว่างอย่างเดียว ว่างจริง ๆ นะ ถ้าความว่างจริง ๆ จะว่างแม้กระทั่ง “รูป” ที่นั่งอยู่ ถ้าพองยุบหายไป แล้วยังมีรูปอยู่ ให้ไปรู้ที่ “จุดกระทบ” การที่เรารู้ที่จุดกระทบที่รู้ว่านั่ง บางคนรู้ว่านั่งหนอ รู้ถูกหนอ รู้นั่งหนอ... จุดที่ต้องสังเกตก็คือว่า จิตที่ทำหน้าที่รู้ ที่ไปกำหนดอาการนั่ง รู้แล้วเขาดับไปหรือเปล่า ? รู้แล้วเขาดับไป ต้องกำหนดซ้ำแต่ละครั้ง ใช่ไหม ? เรากำหนดซ้ำ รู้ว่านั่งหนอ รู้ว่านั่งหนอ... ตัวคำกำหนดหรือตัวจิตที่ทำหน้าที่กำหนด เขามีอาการกำหนดแล้วเขาหมดไป แล้วต้องกำหนดใหม่หรือเปล่า ? สังเกตตัวนี้ เดี๋ยวอาการเกิดดับก็จะปรากฏขึ้นมา อันนี้อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อาการพองยุบหายไป แล้วมาดูที่รูป ยังรู้สึกว่ามีรูปอยู่ มีตัวนั่งอยู่ แต่ไม่มีพองยุบ รูปที่นั่งอยู่มีลักษณะอย่างไร ? มีความหนา มีความทึบ มีความโปร่ง มีความบาง หรือเป็นแค่ขอบ ๆ เป็นเส้น ๆ อยู่ ? อันนี้สังเกตดี ๆ ถ้าเขามีความทึบ นั่นคืออารมณ์ที่เราต้องรู้ต่อ มีสติเข้าไปรู้อาการที่มันทึบ ๆ ดูแล้วเขาเปลี่ยนยังไง ? เข้าไปกำหนดรู้อาการตรงนั้น ถ้าใส ๆ ก็ไปรู้ความใสที่รูปอีก เข้าไปแล้วความใสนั้นเขาเปลี่ยนยังไง ? ใสขึ้น หรือใสแล้วจางหาย ใสแล้วจางหาย... หรือเปล่า ? นั่นคืออารมณ์ที่ต้องกำหนดรู้ โดยที่เราไม่ต้องไปรอพองยุบ เพราะพองยุบหายไปแล้ว

เพราะฉะนั้น กลับมาที่รูปนี่ ต้องรู้ว่า “ที่รูปเป็นยังไง ?” แต่ถ้ากลับมาที่รูปแล้ว มีอาการยิบยับยิบยับตามรูป นั่นคืออาการเกิดดับของรูป ไม่ว่าจะเกิดตำแหน่งไหนของรูปเราก็ตาม ให้สังเกตอาการนั้น แล้วตามกำหนดรู้อาการนั้นว่าเขามีแล้วหมดยังไง ? ดับอย่างไร ? มีสติเข้าไปรู้ต่อ และถ้ามารู้ที่รูปที่ว่าง ๆ เข้าไปข้างในแล้ว รู้สึกว่าเขามีอาการกระเพื่อมไหวเบา ๆ นิดหนึ่ง นิดหนึ่ง... ให้ตามรู้อาการกระเพื่อมไหวไป จากเบาแล้วเปลี่ยนไปยังไง ? น้อยลง ๆ หรือว่าจากที่เบาแล้ว อาการกระเพื่อมไหวเริ่มชัดขึ้น ชัดขึ้น ? อาการกระเพื่อมไหวเราจะรู้สึกได้ว่า เขาจะแคบลง เล็กลง หรือว่ากว้างขึ้น กว้างขึ้น ? ถึงแม้ไม่เห็นแต่รู้สึกได้

ตรงที่ “รู้สึกได้” นั่นแหละสำคัญ! ไม่ใช่ว่าต้องเห็นทุกครั้ง ที่รู้สึกได้และไม่เห็น นั่นคือเป็นสภาวะที่ละเอียด ลองสังเกต ไม่มีพองยุบ แต่รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง นั่นแหละสภาวะดี ที่จะเข้าสู่ปรมัตถ์ ที่เราสามารถรู้สึกได้ ถ้าไม่รู้สึกจริง ๆ คือว่างหมดเลย รูปไม่มี อะไรไม่มี ตรงนั้นเรียกว่า “ไม่มี” จริง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีรูป แต่ก็มีใจรู้ มีจิตที่ทำหน้าที่รู้ว่าว่าง ขณะที่ว่างไม่มีรูป ความว่างที่เกิดขึ้นจิตเราว่าง ถ้าจิตว่างเมื่อไหร่ ลองสังเกตดูว่า บรรยากาศข้างหน้าเป็นอย่างไร ? สว่าง ใส สงบ โล่ง นิ่มนวล ขุ่นมัว หรือ มืด ? ตรงนี้เราจะเห็นแน่นอน ไม่เชื่อลองหลับตาดูสิ

สังเกตดูว่า พอเราหลับตาปุ๊บ ข้างหน้าเป็นอย่างไร ? สว่าง ใช่ไหม ? พอเห็นว่าสว่าง โยมก็เอาจิตเข้าไปในความสว่างนั้น ดูว่าเขาเปลี่ยนอย่างไร ? เขาเปลี่ยนอีกไหม ? นั่นคืออารมณ์ของจิตที่เราต้องตาม เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น จิตสว่าง เขาเรียกอะไร ? โอภาส ใช่ไหม ? คำว่า “โอภาส” ภาษาบาลีก็คือ ความสว่าง มีความสว่างขึ้นมา เราก็เข้าไปในความสว่างนั้นแหละ ขณะที่สว่าง จิตใจรู้สึกดีไหม ? ดี รู้สึกสบาย เมื่อกี้รู้สึกเป็นไง ? สว่างหรือสลัว ? สว่างนะ

ถึงอย่างไรจิตก็ต้องมีอารมณ์ที่รับรู้ เหมือนกับเราดูกระดานไวท์บอร์ด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเรานิ่ง ๆ มองที่ไวท์บอร์ด เราจะสังเกตเห็นว่า การมองของเราชัดเจนเท่ากันตลอด หรือว่าเดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด เดี๋ยวชัดเดี๋ยวจาง... ในตำแหน่งเดิมนะ ? ตรงนี้คือลักษณะของการรับรู้ของจิตเรา ที่เกิดขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนแปลง ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ พอเรายิ่งนิ่งมากขึ้น สมาธิมีกำลังมากขึ้น สติมีกำลังมากขึ้น อาการเกิดดับการเปลี่ยนแปลงก็จะค่อย ๆ ชัดขึ้น แต่ละเอียดกว่าพองยุบ

และยังมีละเอียดกว่านี้ ยังมี “ความว่าง” ที่ว่าง “ต่างจากนี้” ว่างแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็ยังมี “จิต” ที่ทำหน้าที่รู้ว่าว่าง เขาเรียก “วิญญาณรู้” หรือ “ธาตุรู้” หรือ “ใจรู้” แล้วแต่ว่าจะเรียกอย่างไร จิตที่ทำหน้าที่รู้ก็ “ไม่เที่ยง” แล้วเราจะทำยังไง ? เราก็มา “ดูจิต” ดวงนี้ว่า เขารู้ว่าว่าง แล้วเขา “ดับ” ไปไหม ? เกิดมารู้ แล้วดับหรือเปล่า ? เราต้องสังเกตตัวนี้ ถ้าไม่เห็นอาการเกิดดับของจิตที่ทำหน้าที่รู้ ก็จะทำให้เราเข้าไป “ยึด” ว่าเราเป็นผู้รู้ จิตกลายเป็นจิตดวงเดียวที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทุก ๆ อารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนั้นผิดตรงไหน ในเมื่อจิตก็ว่าง แล้วก็มีแต่ตัวรู้อย่างเดียว ?

ถ้าเข้าไปยึดว่าจิตนั้นเป็นของเราเมื่อไหร่ ก็จะผิด! พระพุทธเจ้าบอกว่า หนึ่งลัดนิ้วมือเดียวจิตเกิดแสนโกฏิดวง และจิตจะ “เกิดขึ้น” ต่อเมื่อ “มีอารมณ์ให้รับรู้” รับรู้แล้วก็ดับไป รู้แล้วก็ดับไป... แล้วก็เกิดใหม่ เมื่อมีอารมณ์ใหม่ขึ้นมา เขาก็เกิดมารับรู้ แล้วก็ดับไป เขาเรียกเป็น “อนันตรปัจจัย” เกิดต่อเนื่องไม่ขาดสาย รู้แล้วดับไป จิตดวงนี้ดับไป จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นมา เกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะเห็นว่า จิตดวงนี้ดับไป จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นมา “ต่าง” จากดวงนี้อย่างไร ? ตรงนี้แหละเราจะได้เห็น “จิตประภัสสร” ว่าเป็นยังไง เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนามจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฝึกให้เกิดความเคยชิน และต้องมีเจตนาที่ชัดเจน

เวลาเราเดินจงกรม ถ้าใครที่ยังละคำกำหนดไม่ได้ หรือยังติดคำกำหนดอยู่ ให้คำกำหนด “เกาะติดกับอาการ” แล้วสังเกตว่า “อาการที่เคลื่อนไป” นั้นเป็นอย่างไร ? ในขณะที่เราก้าวเท้าไป เขาเป็นเส้น หรือเป็นคลื่น หรือมีอาการดับเป็นขณะ ขณะ ขณะ... แล้วก็หายไป ? การกำหนดอาการเดิน บางครั้งจะชัดตอนที่ “ยก” อย่างเดียว ตอนก้าวรู้สึกว่าว่าง ๆ ไป แล้วก็ตอน “กระทบ” อีกทีหนึ่ง ทีนี้ ระหว่าง “กระทบ” กับ “ยก” อันไหน “ชัด” กว่ากัน ?

บางครั้งตอน “ยก” ชัดกว่า ให้เน้นที่ ยกครั้งนี้ดับอย่างนี้ ก้าวต่อไปยกแล้วดับแบบนี้ ก้าวต่อไปยกแล้วดับอย่างนี้... สังเกตแบบนั้นไปได้เลย พอสักพักเขาเปลี่ยนเป็น “จุดกระทบ” ชัด พอกระทบแล้วดับอย่างนี้ กระทบแล้วดับอย่างนี้... ตอนยกไม่ชัด เราก็สังเกตอาการกระทบแล้วดับอย่างไร ? กระจายไป เลือนไป หรือเหยียบเหมือนเหยียบลงบนปุยเมฆ แล้วก็กระจายไป ? นั่นคือ สังเกตอาการเกิดดับแบบนี้ เราเกาะติดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่สังเกต “จุดที่ชัดที่สุด” ในขณะนั้น นี่คือวิธีกำหนดรู้อาการเกิดดับในขณะเดินจงกรม

อิริยาบถย่อยก็เหมือนกัน ขณะที่เราหันซ้ายหันขวา หันซ้ายหันขวา... ขณะที่เราหันนี่ สังเกตไหมว่าอาการเคลื่อนเขาเป็นเส้น หรือว่ามีอาการสะดุด สะดุด สะดุด ? เคยสังเกตไหม ? เคยนะ การที่เราหันแล้วเห็นอาการเกิดดับเป็นขณะ สะดุด สะดุดนั้น นั่นคืออาการเกิดดับของรูป เห็นไหมว่า การเคลื่อนไหวในครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่ได้เป็นอันเดียวกัน ยังเกิดดับเป็นขาด เป็นช่วง ๆ บางครั้งจะเห็นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น เหมือนการคลี่พัดแล้วเป็นชิ้น ๆ ๆ ๆ ไป นั่นคือการสังเกตอาการเกิดดับเช่นเดียวกัน

ทีนี้ ในอิริยาบถย่อยเราทำช้า ๆ ไม่ทันการ เวลาต้องทำอะไรเร็ว ๆ เราก็ไปรู้ที่ “จุดกระทบหรือจุดสัมผัส” ว่ากระทบแล้วเขาดับอย่างไร ? กระทบแล้วดับยังไง ? ตอนเคลื่อนไปอาจจะรู้สึกแค่เบาไป ขณะเดียว แต่พอเราจับปึ๊บ รู้สึกไหม พอเราแตะ มันจะมีอาการกระทบ กระทบแล้วเขากระจาย หรือกระทบแล้วแวบหาย ? นั่นคือการเกิดดับในขณะที่เรามีการสัมผัสกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง กายกระทบกายสัมผัสแล้วก็มีอาการดับไป

ที่จริงก็ไม่ต่างกับเท้าสัมผัสพื้น กระทบปึ๊บเขามีอาการยังไง ? เพียงแต่ว่าขณะที่เคลื่อนไปอาจจะไม่เห็น ถ้าเราจำเป็นต้องทำอะไรเร็ว ๆ แต่ถ้ามีเวลา เราก็ค่อย ๆ สังเกตไปให้ชัด เรากำหนดได้ทั้งสองแบบ ถ้ามีเวลาก็พิจารณาให้ละเอียดไป แต่ถ้าไม่มีเวลา ที่จำเป็นต้องทำอะไรเร็ว ๆ เพื่อให้สติเรารู้ทัน ให้ “รู้ชัด” ในอาการที่เกิดขึ้น รู้ชัดทันที อาจจะ “วางคำบริกรรม” ไว้ก่อน หรือคำบริกรรมจะไวที่สุดก็คือ เรา “คิด” เอา รู้สึก “ถูก ถูก” ไม่ต้องเติมอีกคำหนึ่ง ถ้าสองคำก็จะยาวนิดหนึ่ง จะช้า ไม่ทัน!

อีกอย่างหนึ่ง การที่จะกำหนดอิริยาบถย่อยได้ทัน สติจะต้อง “ใหญ่กว่ารูป” สติจะต้อง “กว้างกว่าตัว” ลองสังเกตดูนะว่า ถ้าให้จิตเราหรือสติของเรากว้างกว่าตัว เวลาเราจะขยับนี่ รู้สึกทันทีไหม ? รู้สึกทันที เราจะรู้สึกได้เร็ว เพราะการเคลื่อนไหวอยู่ใน “สายตา” ของสติเรา อยู่ในสายตาของความรู้สึกเรา โดยที่เราไม่ต้องวิ่งไป จะรู้สึกขึ้นมาทันที ตรงนี้สติจะไว เพราะสติเราใหญ่ อาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะมีเกราะป้องกัน เราก็จะรู้ทัน รู้ทัน รู้ทัน... เพราะฉะนั้น จะเร็วแค่ไหนก็ได้! ทุกคนทำได้! เพียงแต่ว่าจับหลักให้ถูกนิดหนึ่ง อันนี้พูดไว้ก่อนนะ ถ้าสงสัยพรุ่งนี้ค่อยถาม

การกำหนดอารมณ์ ที่อยากให้เราพิจารณาก็คือว่า หนึ่ง เรารู้ “เป้าหมาย” ของเราว่า เรามาปฏิบัติธรรม เรามาเจริญสติ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอารมณ์อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา จะเกิดที่ใจ จะเกิดที่กาย หน้าที่เราคือ มี “สติ” กำหนดรู้ว่าเขาเกิดแล้วดับอย่างไร เรามาพิจารณารู้อาการพระไตรลักษณ์ของรูปนาม เพื่อการไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปนาม เพื่อการดับทุกข์ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปก็คือ “เจตนา” ของเรา เรามาพิจารณาการดับทุกข์ แต่เมื่อเกิดความไม่สบายใจขึ้น เรามักจะลืม และไม่ได้กำหนดว่าความทุกข์นั้นดับอย่างไร เราแก้อย่างไร รู้แต่ว่าไม่ได้ดั่งใจ

อารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อ หดหู่ ห่อเหี่ยว มีความสุข มีความสงบ มีเวทนาทางกายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดจากเวทนาสภาวะ เราก็ “ต้องกำหนดรู้” เวลาเรามีไข้ขึ้นมา แล้วมีสติกำหนดรู้ แยกระหว่างจิตเรากับอาการไข้ จิตเราเศร้าหมองไหม ? อันนี้เป็นการฝึกเอาไว้เลยว่า พอถึงเวลาหนึ่ง เราจะได้ไม่ต้องไปทุกข์กับเขา แต่ต้องรักษานะ ต้องหายามาทานด้วย ไม่ใช่มีไข้แล้ว ทน ทน ทน... โดยที่ไม่รักษา แต่ถ้าเรามีสติกำหนดรู้ สู้จริง ๆ จิตเรามีกำลัง บางอย่างก็หายได้! แต่ต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่าเราสู้ไหวหรือไม่ไหว

แต่ถ้าเป็นเวทนาที่เกิดขึ้น อย่างที่บอกว่า บางครั้งลักษณะการนั่งของเรา เราพยายามเกร็งตัวมากเกินไป นั่งตัวตรง แต่ข้างหลังยุบ แล้วเราพยายามพยุงเอาไว้ เราจะปวดหลัง มันจะตึงเป็นเส้นจนถึงไหล่ แต่ถ้าข้างหลังสูงนิดหนึ่ง มันจะเป็นตัวหนุนและไม่ยุบ อาการเวทนาก็จะเกิดช้านิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้สังเกตดูนะถ้ามีอาการปวดตึงในขณะนั้น แต่ถ้าให้ดีก็คือนั่งพื้นแข็ง ๆ แล้วตัวเราจะนิ่ง มันไม่ยุบ เมื่อไม่ยุบ อาการปวดหลังก็จะน้อย อันนี้คือตามหลัก ลองสังเกตดูแล้วกัน ใครที่ปวดหลังแล้วนั่งนิ่ม ๆ มันจะต้องใช้กำลังมากกว่าปกติ ร่างกายเราต้องเกร็งมากกว่าปกติ ขอฝากเอาไว้

วันนี้ก่อนที่จะเลิก เรามาแผ่เมตตาอีกนิดหนึ่ง ทุกวัน ๆ ที่เราทำบุญมา... ทำบุญตรงไหน ? บุญที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของเรานี่แหละ “ภาวนามัย” บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นมีอานิสงส์มาก มีอานิสงส์มากเพราะอะไร ? เพราะใจเราปราศจากกิเลส หรือเพราะจิตที่ผ่องใส จิตที่เป็นมหากุศลตรงนี้แหละจึงเป็นอานิสงส์มาก ไม่ว่าเราปรารถนาสิ่งใด แผ่ให้ใคร พ่อแม่ญาติพี่น้อง เขาก็จะได้รับ ท่านกล่าวไว้ว่า “ถ้าอยากให้พ่อแม่พี่น้องได้รับอานิสงส์ ก็จงเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน”

เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เราได้ทำมาสามวัน และปัจจุบันจิตที่กำลังสงบจิตที่กำลังดีอยู่นี้ เราก็มาแผ่เมตตา ตั้งจิตปรารถนาดี แผ่เมตตาให้กับผู้มีพระคุณทั้งหลาย ถ้าใครรู้สึกว่าจิตเรายังไม่มีกำลัง หรือว่าง ๆ ไม่มีพลัง ลอง “น้อมนึกถึงบุญกุศล” ที่เราได้ทำ นึกถึงความสุข ความรู้สึกดี ๆ ที่เราได้รับ แล้วน้อมเข้ามาใส่ตัว น้อมเข้ามาใส่ใจของเราให้ “เต็ม” เต็มที่ใจของเรา ก่อนที่เราจะแผ่ความสุขให้คนอื่น ใจเราต้องมีความสุข...

การที่เราจะแผ่บุญให้คนอื่น ใจเราต้องเป็นบุญ ใส่ให้เต็ม แล้วก็ให้ “ล้น” ออกไป แล้วก็แผ่ให้ “กว้างออกไป ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ” แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้อานิสงส์ผลบุญที่เราทำนี้ จงถึงผู้มีพระคุณทั้งหลาย ให้ท่านได้อนุโมทนา ไม่ว่าจะเป็นเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่อื่นก็ตาม ขอให้ได้รับอานิสงส์ผลบุญที่เราได้ทำ ถ้ามีทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป

สุดท้ายนี้ ก็ขออานิสงส์ผลบุญกุศลต่าง ๆ ที่เราได้ทำมา ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ที่ทำมาและกำลังทำอยู่นี้ จงมาเป็นตบะ เป็นพลว เป็นปัจจัย ให้เราทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนาทุก ๆ คนเทอญ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]