gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: แฉฉาวใส้ใน OneCoin  (อ่าน 23104 ครั้ง)

แฉฉาวใส้ใน OneCoin

กูว่าแล้ว555

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: 10:02 น. วันที่ 08 ต.ค.63 »
https://www.facebook.com/csdthai/posts/640612689762377  ส.มองลอดแว่น

เอามาย้ำกันอีกครั้ง! วลี...คนไทยขี้เกียจอ่านหนังสือ!
https://www.youtube.com/watch?v=Pb1LAa_Hv_o&feature=youtu.be
Onecoin....ถ้าข้อมูลอันนี้ไม่เป็นความจริง"ผมจะเป็นจำเลยคนแรก" *ผู้พูด พลเอก ดำรงค์ ศรีประเสริฐ*



ทีมสังหาร

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: 10:19 น. วันที่ 08 ต.ค.63 »
ต่อไปก็อาจมีได้เห็นในบ้านเรา อิๆ    ส.ใส่แว่นกันแดด ส.เดี๋ยวโดน  ส.มองลอดแว่น
พบศพพ่อข่ายแชร์ลูกโซ่ OneCoin ถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทาง
https://cryptosiam.com/one-coin-promoters-found-dead/

จ่าหรอย(ผีฟอกเงิน)

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: 19:15 น. วันที่ 08 ต.ค.63 »

. ส.หลก


ดังใหญ่แล้ว55+

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: 15:38 น. วันที่ 11 ต.ค.63 »
Kate Winslet ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตีแผ่โครงการแชร์ลูกโซ่ OneCoin ที่มีชื่อว่า “Fake!” la
https://bitcoinaddict.org/2020/10/11/onecoin-movie-starring-kate-winslet-coming-soon/

Dr.Red UFO

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: 17:37 น. วันที่ 13 ต.ค.63 »
#โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน


ดวงดาว

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: 15:46 น. วันที่ 03 พ.ย.63 »
สัมภาษณ์ผู้เสียหายจาก OneCoin ฟ้องชนะศาลชั้นต้นแล้ว ส-ดีใจ มาคุยเป็นประสบการณ์  ส.อ่านหลังสือ
วันเสาร์นี้ สี่โมงเย็นใครว่างมาฟังผู้เสียหายจาก OneCoin กัน  ส.ใส่แว่นกันแดด

https://wmbet444.bet/
https://wmbet444.com/

RedVSOrange

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: 20:52 น. วันที่ 06 พ.ย.63 »
สมมุติ...
นายต้อย เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายเจต ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายต้อย นายเจต นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.หลก

คนล่าฝัน63

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: 11:04 น. วันที่ 17 พ.ย.63 »
แด่คนล่าฝัน 555+

นัมเบอร์1

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: 11:17 น. วันที่ 17 พ.ย.63 »
ใครเจอตัวเธอที่ไหนบอกด้วยนา  ส.โทร

ศูนย์รวบรวมกระบือ

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: 14:02 น. วันที่ 17 พ.ย.63 »
ดูคดีนี้แล้ว นึกถึงกลุ่มพวกดาวน์ไลน์ที่โดนหลอกจากอัพไลน์ แล้วพอทวงทักถามนั่นนี่โน่น พวกอัพไลน์ก็จะใช้มุขเดิมๆ บอกแก่ดาวไลน์ว่า ไม่รู้เหมือนกันบริษัทใหญ่แจ้งมาโน่นนี่นั่น แล้วตบท้ายด้วยประโยคสุดฮิตว่า"โดนหลอกมาอีกที" 555+
ไปชมกันเลยจ้าชื่อเรื่อง ละครฉากใหญ่! อ้างรับมรดกพันล้าน หลอกเศรษฐีนี 232 ล้านบาท


ไม่นานเกินรอ

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: 09:06 น. วันที่ 18 พ.ย.63 »
ไม่นานเกินรอ บทเรียนต่อไปนี้จะเป็นรายของอัพไลน์พ่อทีมแม่ทีมขบวนการแชร์ลูกโซ่วันคอยน์ OneCoin นะจ๊ะๆ 555+ ส.หลก
https://siamblockchain.com/2020/11/18/charged-aussie-bitconnect-promoter-faces-up-to-47-years-in-prison/?_unique_id=5fb469329ef79&fbclid=IwAR1m96vJz-_RG1nPUPPh0sOMMk4MqDT4zAKGajLA0MAfvibGey-p3ck2GWQ

ไม่นานเกินรอ

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: 16:34 น. วันที่ 18 พ.ย.63 »
ระบบกากๆ เพราะไม่ได้มีใช้บล๊อกเซน Blockchain มันก็จะเกมส์ๆ แบบนี้นี่แล
พูดออกมาได้ไงว่าเหรียญตะเองมีใช้ระบบบล๊ิกเซน พอคนเขาให้ลองเช็คดูใน Explorer ให้ดูหน่อย ก็ไปไม่เป็น
เหรียญ OneCoin มันก็คือกันนั่นแล กระดาน Coinmarket ก็หาไม่ 555+  ส.หลก
https://bitcoinaddict.org/2020/11/18/charged-aussie-bitconnect-promoter-faces-up-to-47-years-in-prison/

RedOrange Dubai

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: 20:27 น. วันที่ 19 พ.ย.63 »
โลกวิปริตหรือคนสิ้นคิดกันแน่

คำถามแรก ทำไมต้องสลายม็อบ ..คำตอบ แล้วทำไมต้องก่อม็อบ เป็นม็อบที่ผิดกฏหมาย ตะโกนด่าหยาบคาย ให้ร้ายผู้อื่น ปิดถนน สร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน ลำบาก ทุกข์ยากอย่างสาหัสให้ประชาชน ร้านค้า ห้างร้านต้องปิดตัว ทำมาหากินไม่ได้ ไปไหนไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้

คำถามจากนักการเมืองฝ่ายก่อม็อบ ถามทำไมตำรวจต้องรุนแรง ..คำตอบ เขาเตือนอย่างสุภาพให้เลิก ทำไมไม่เลิก  เขาก็ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างละมุนละม่อม ไม่มีความรุนแรง  แต่นักการเมืองชั่วนำไปบิดเบือนสร้างวาทะกรรมใส่ร้ายตำรวจ

คำถามต่อไป ทำไมพวกก่อม็อบถึงเรียกร้องประชาธิปไตย ..คำตอบ คือเพราะนักการเมืองขี้โกงที่อยู่เบื้องหลังม็อบ เกิดแพ้การเลือกตั้ง พอแพ้ก็กล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การไม่เคารพกติกา แล้วต้องการให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการ แบบนี้หรือคือประชาธิปไตย   อย่างนี้เขาเรียกว่า ระบบตามความพอใจของพวกกูมากกว่า นี่มันระบบเผด็จการของม็อบ 3 นิ้วกับนักการเมืองชั่วที่สมคบคิดกันก่อความวุ่นวาย ชัดๆ

พวกม็อบ 3 นิ้วกับนักการเมืองชั่วเรียกร้องให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ อ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ดี  ทำไมก่อนเลือกตั้งไม่บอกให้เปลี่ยน  แต่พอแพ้เลือกตั้งแล้วรู้ว่าคะแนนใกล้เคียงกันไม่มีวันได้เปลี่ยนฝ่าย ก็เลยพาลไปที่รัฐธรรมนูญใช่ไหม แล้วรัฐธรรมนูญจะไม่ดีได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการลงประชามติเสียงข้างมากไปแล้ว

บ้านเมืองนี้ล่มจมเพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหนปราบโกงแบบจริงจัง ถามว่าทุกคนบอกว่าอยากปราบคอรัปชั่น  แต่พอได้กฎหมายที่เขียนมาปราบโกง ทำไมไม่เอา ใครคือคนไม่เอา ประชาชนไม่เอาหรือนักการเมืองขี้โกงไม่เอา

บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องถามว่ามันไม่ดีตรงไหน ไม่ดีก่อนโควิค หรือไม่ดีหลังโควิด คำตอบคือถ้าก่อนโควิคไม่ใช่เศรษฐกิจไม่ดี แต่เพราะคนรุ่นใหม่หันไปซื้อขายออนไลน์ เป็นตัวทำลายเศรษฐกิจ ที่ร้ายแรงที่สุด ซื้อสินค้าออนไลน์ คือไม่เสียภาษี ไม่ต้องจ้างงาน ไม่ต้องให้บริการ มีโทรศัพท์เครื่องเดียว ขายสินค้าได้หมด เมื่อคนนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ไม่มีคนออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาด ห้างร้านต่างๆต้องปิดตัว พอรัฐบาลจะออกกฎหมายมาเก็บภาษีการค้าออนไลน์ นักการเมืองชั่วมันก็ออกมาก่อกวนตีรวนไม่ยอมให้เก็บภาษี ใครกันแน่ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ จะถามว่าถ้าไม่มีภาษี ประเทศนี้จะอยู่อย่างไร เด็กๆจะได้เรียนฟรี ประชาชนจะได้รักษาฟรีไหม  จะมีเงินมาทำถนนหนทาง สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัย ให้พวกเอ็งได้เรียนอย่างสุขสบายไหม  ข้าราชการจะมีเงินเดือนหรือเปล่า

พวกม็อบที่ออกมาประท้วง อ่างสิทธิ์ว่าเป็นประชาชนผู้เสียภาษี อ้างว่าเสียดายเงินภาษีของกู เห็นอ้างตัวเองว่าเป็นม็อบนักเรียน นิสิต นักศึกษา พวกเอ็งยังไม่มีรายได้ ยังไม่เคยเสียภาษีรายได้ให้รัฐสักสตางค์  ม็อบอ้างพล่อยๆ โกหกคำโต  ส่วนนักการเมืองชั่วที่หนุนม็อบนี้ ส่วนใหญ่มันก็หลีกเลี่ยงหนีภาษี หรือแม้แต่แว๊ดมันก็ไม่เสีย เพราะมันไปซื้อสินค้าออนไลน์กัน ไม่ต้องเสียภาษี

ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีเพราะหลังโควิค อันนี้เป็นกันทั้งโลกไม่ใช่เป็นที่ประเทศไทยที่เดียว ก็ต้องถามว่า แล้วที่ออกมาประท้วงกันนี่ มันช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรืออย่างไร  ตรงกันข้ามพอเริ่มจะทำมาหากินได้ มันออกมาทำลายระบบทำมาหากินอีกแล้วแบบนี้ เรียกว่าความชอบธรรมหรืออย่างไร

ม็อบออกมาไล่นายกด้วยคนสองสามหมื่นคนแล้วบอกว่าทำผิดต่างๆ  ก็ต้องถามว่าแล้วไอ้พวกคนก่อม็อบ 2 - 3 หมื่นคนเหล่านี้มันมีสิทธิ์มาเรียกร้องด้วยหรือ ในขณะที่สถานการณ์ในขณะนี้ทั่วทั้งโลก เขาต่างยกย่องการบริหารจัดการของประเทศไทย ต้องถือว่าไทยน่าจะดีสุด เพราะไม่มีโรคโควิคระบาด  ถ้านายกที่ทำเรื่องนี้ได้ดีต้องถูกไล่ออกเพราะคนสองสามหมื่นคนที่สิ้นคิด   ประเทศนี้ก็ควรเป็นประเทศของคนสิ้นคิดแล้วใช่ไหม

มันบอกว่าระบอบกษัตริย์ไม่มีดีสักอย่าง ก็ต้องถามว่าในอดีตชาวไร่ชาวนา ประเทศนี้ยากจนอย่างไร ชาวป่าชาวเขา ปลูกฝิ่นกันเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เห็นมีนักการเมืองค่ายประชาธิปไตยคนไหนที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง มีแต่คอยต้องจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ก็มีแต่ระบบกษัตริย์ไทยนี่แหละที่เข้าไปช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า ชาวไร่ ชาวนา ชาวเขา อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ท่านทำโครงการต่างๆมากกว่า 1,000 โครงการ จนประชาชนรากหญ้า ผู้ยากไร้ยากจน ทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นชัดเจน  ในขณะที่ไอ้พวกม็อบที่มาร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบกษัตริย์นั้น พวกเอ็งเคยทำประโยชน์ใดๆให้ประเทศชาติบ้างไหม อยากถามว่าชีวิตพวกเอ็ง นอกจากเกาะประเทศนี้กินแล้วเคยทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง

ที่สำคัญที่สุด โพลสำรวจทุกโพลระบุชัดเจนว่าไม่เอาพฤติกรรมล้มเจ้า 98% ก็ต้องถามว่าคน 2%ที่ต้องการล้มระบอบกษัตริย์ มันจะเอาชนะคนส่วนใหญ่ นี่คือกติกาของพวกเอ็งใช่ไหม นี่หรือคือประชาธิปไตยเอาเสียงน้อยนิดมาข่มขู่เสียงส่วนใหญ่ แบบนี้เขาเรียกว่าเผด็จการชัดๆ เป็นเผด็จการของพวกใจทรามต่ำช้า ขี้ข้านักการเมืองชั่ว ที่ยุแยงแสวงหาอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์แบบไม่ลืมหูลืมตามากกว่า

ขอตั้งคำถามกลับพวกม็อบ 3 นิ้วว่า พวกเอ็งต้องการให้ประเทศนี้ เป็นขี้ข้าประเทศอื่นหรืออย่างไร ต้องให้ประเทศนี้ อยู่ภายใต้คนสิ้นคิดไม่กี่คนหรืออย่างไร ต้องให้ประเทศนี้ฉิบหายล่มสลายลง ด้วยม็อบชั่วทำลายชาติกับนักการเมืองชั่วบ้าอำนาจไม่กี่คนของพวกเอ็งหรืออย่างไร หรือต้องให้คนเจ็ดสิบล้านคนที่รักในขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ต้องมายอมสยบให้กับไอ้พวกขี้ข้าตะวันตกไม่กี่คน  พวกเอ็งดูถูกคนเจ็ดสิบล้านคนมากไปหรือเปล่า ประชาชนเจ็ดสิบล้านคน เขาไม่ได้สิ้นคิดเหมือนพวกเอ็งหรอกจะบอกให้

อยากจะบอกพวกม็อบ 3 นิ้ว ขี้ข้าของคนโกงชาติทั้งหลายว่า ตอนนี้ความจริงคือ บ้านเมืองนี้ไม่มีอะไรเหลือให้พวกเอ็งแทะอีกแล้ว และถ้ายังไม่เลิกพฤติกรรมชั่วๆ ก็ให้ระวังให้ดี ต้องมีสักวันที่คนเดือดร้อนจริง ทำมาหากินไม่ได้ เขาจะไม่ทนกับพวกเอ็งอีกต่อไป

สุดท้ายอยากจะบอกกับคน 98% ของประเทศว่า ถ้าทุกคนยังทนนิ่ง แล้วไม่ยอมแสดงปฏิกิริยาอะไร ก็จะกลายเป็นเครื่องมือให้ไอ้พวกจิตต่ำช้าบ้าอำนาจพวกนี้เหิมเกริมต่อไปไม่สิ้นสุด จะถามว่ายอมรับกันได้เชียวหรือ ถามหน่อยเถอะถ้ารู้ว่า ลูกเรามันแย่ขนาดนั้น ปัญญามันอ่อนได้ขนาดนั้น แล้วคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ยังยอมปล่อยให้ลูกตัวเองทำร้ายตัวเอง ทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรือ ถ้ายอมให้เป็นอย่างนั้นก็ต้องถามว่าคุณยังเป็นพ่อแม่ สปิชี่ไหน คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?..... ส.สู้ๆ

RedOrange Devil

  • บุคคลทั่วไป
Re: แฉฉาวใส้ใน OneCoin
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: 20:35 น. วันที่ 19 พ.ย.63 »
วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี

วิบัติ 4
  ๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง
 
๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สูบกัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

 
๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด
 
๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง.... ส.เดี๋ยวโดน


 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]