gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: นายฯบ่อนส่วยดูไว้  (อ่าน 14019 ครั้ง)

นายฯบ่อนส่วยดูไว้

อบตVSอสม(แดงส้ม)

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: 15:02 น. วันที่ 18 ธ.ค.63 »

. ส.สู้ๆ

กศน.แดงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: 22:45 น. วันที่ 18 ธ.ค.63 »

. ส.สู้ๆ

กุ้งแดงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: 09:03 น. วันที่ 20 ธ.ค.63 »
พอได้แล้วมั้ง.......

                พวกรุ่นใหม่ "นรกแตก" ทั้งหลาย!

                เห็นทางบ้าน-ทางเมืองตามใจเข้าหน่อย ไม่เอาเรื่อง-เอาความ ปล่อยให้สนุกตามประสาวัยแตกพาน
                ก็ชักเลอะเทอะ เลยเถิด
                อุดมกง-อุดมการณ์บ้าบออะไรที่ไหน ทุกอย่างมันไร้สาระ แค่ไอ้หมูตะกละรอชั่งกิโลพล่านระรานแลกรำไปวันๆ ชาวบ้านเขาทั้งเหม็น ทั้งรำคาญ รู้มั้ย?
                เรียนรัฐศาสตร์ การเมืองแนวคิดยุโรปเข้าหน่อย ถูกพวกจานเป่าตูดอีกนิด ทำเป็นตำราขึ้นสมอง
                คงเข้าใจว่าการล้มล้างสถาบันบ้านเมือง มันใช่และสนุกเหมือนเด็กเล่นจ้ำจี้ตามหนังสือปกขาวกระมัง?
                ช่างไม่ประสีประสาอะไรเล้ย........
                ไอ้ปิ๊มันประดิษฐ์วาทกรรมอะไรมาให้ ก็พล่ามตามไปเรื่อย เดี๋ยวจะสานต่อเจตนารมณ์คณะราษฎร ๒๔๗๕ เดี๋ยวจะเจริญรอยตีนแซง-ฌุชต์ ปฏิวัติ "ล้มเจ้า" อย่างฝรั่งเศส
                พอมุกแป้ก ก็เอาใหม่.......
                คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ซอยประเทศแบ่งกันไปเป็นเจ้าเมือง มีประธานาธิบดีครอบ
                เจอชาวบ้านชูส้นตีนให้ เปลี่ยนใหม่ คราวนี้ไปเป็นระบบมาร์กซิสต์ ระบบคอมมูนิสต์...ไปโน่น
                ไอ้เบื๊อก-อีบ้าเอ้ย...
                แบบนี้น่ะเรอะ คือนิสิต-นักศึกษา ที่ธนาธร-ปิยบุตร ปลุกเสกให้เป็นแบรนด์ "ผู้นำรุ่นใหม่" จะมานำประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า?
                เมื่อวาน (๑๐ ธ.ค.) วันรัฐธรรมนูญ "ทอน-ปิยบุตร" คงไม่ได้เป็นพ่อของฟ้าซะแล้วมั้ง?
                เห็นกิจกรรมที่จัดกัน ชู LGBT ปวิน ขึ้นทูนเทิดเป็นบิดาคนรุ่นใหม่แทนแล้ว!
                อยากให้สังเกต ม็อบ ๓ นิ้วตอนนี้ "นักเรียน-นิสิต-นักศึกษา" ทั่วไปที่ออกมาชุมนุม แทบไม่มีแล้ว เหลือแต่กลุ่มนำขบวนการ ซึ่งยากถอนตัว ก็ตกกระไดพลอยโจนไปเรื่อยๆ
                แล้วที่เป็นอยู่ พวกไหน?
                ก็พวกแดงส้ม "ทักษิณ-ธนาธร" เนื้อแท้ ที่ร่วมกันมาแต่ปี ๕๒-๕๓ โน่นแหละ
                อย่าง "สมยศ" ตัวตั้ง-ตัวตี ที่ดุนตูดเด็กออกหน้าไปร้องยูเอ็นประเด็นมาตรา ๑๑๒ นั่นแดงรุ่น "สนิมคุก" จับเขรอะ
                รุ่นใหม่ อย่าง เพนกวิน รุ้ง และอีกหลายคนบนเวทีวันนี้ พูดจาไม่รู้อหังการแบบเดิมๆ หายไปทางไหนหมด สู้ฝืนๆ ฝืดๆ เหมือนแหยงเงาลูกตุ้ม
                หรือจุกดินเนอร์ ทั้งบีฟทั้งแลมบ์ทั้งก้ามปูดองเกลือจากฝรั่งเศส เคล้าไวน์แกล้มชีส ที่โรงแรมเอราวัณ "เจ้าประจำ" คืนวาน ทั้งคณะจึงอืดๆ ไม่ต่างหมูกระเดือกรำจนเต็มคราบ!
                ยังไม่ใช่ Last Supper
            แต่สไตล์หนังไทย "ผู้ร้าย" กว่าจะตาย ต้องทุรน-ทุรายหลายตลบ แก๊ง ๓ นิ้ว ตะโกนล้มเจ้า "แลกไวน์" นี่เหมือนกัน ลึกๆ ในใจ รู้อนาคตตัวเองแล้วล่ะ
                สู้เป็นธนาธร ถอยเป็นนักโทษ!
                สิ่งที่รกสังคมตอนนี้ เปลี่ยนจากปิดถนนชุมนุม ไปเป็น แม้ไม่ชุมนุม "การ์ด" ก็ยังยกแก๊งกวนเมือง
                อ้างเป็นกิจกรรมอาสาด้วยชาวบ้านเรียกร้อง!
                ประเด็นที่รัฐบาลต้องคิดตอนนี้คือ การอาศัยความรำคาญม็อบจากชาวบ้าน แล้วให้สังคมชาวบ้านไปจัดการกันเองนั้น
                ก็ไม่ผิด!
                แต่อยากบอกว่า มันได้ช่วงหนึ่ง-ระยะหนึ่งเท่านั้น การปล่อยให้ผู้ใหญ่ "ตีตั๋วเด็ก" ทุราจารเมืองไม่หยุด-ไม่หย่อนแบบนี้ ความเดือดร้อน-รำคาญของชาวบ้าน จากปิดถนนบ่อยๆ นี่แหละ
                จากรำคาญม็อบ.......
                กระแสมันจะตีกลับไป "รำคาญรัฐบาล" ว่าไม่คิดจะทำอะไรให้บ้านเมืองสงบสุข ชาวบ้าน-ชาวช่อง ได้อยู่สบายกันบ้างหรือ?
                ม็อบมันได้คืบก็เอาศอก เห็นรัฐบาล "เอ็นดูเด็ก" เด็กมันเลยสนุก
                แต่ก่อนเลียบๆ เคียงๆ เมื่อพูดถึงเจ้า แต่ตอนนี้ มัน "ด่าเจ้า" โจ่งแจ้ง เต็มปาก-เต็มคำ
                รัฐบาลก็ยังเอ็นดู แถมจับแล้วก็ปล่อย-ปล่อยแล้วก็จับ เป็นแมวเล่นกับหนู มันยิ่งได้ใจ
                ก็ระวังเถอะ........
                รัฐบาล "เอ็นจะขาด"!             
                เพราะชาวบ้าน "หมั่นไส้-รำคาญ" ที่คลุมเครือก็ไม่เอา ที่โจ่งแจ้งก็ไม่จับ ไม่เอาอะไรซักอย่าง ปล่อยให้เด็กขี่คอ เอาไอ้จ๋อทิ่มปากอยู่นั่นแหละ
                ทีนี้แหละ เจอ "แนวร่วมหัวกลับ" ทั้งชาวบ้านหมั่นไส้ ทั้งพวกตีตั๋วเด็กทะลวงไส้ รัฐบาลหงายท้องหงายไส้ได้ง่ายๆ อย่านึกว่าเป็นไปไม่ได้นะ
                เพราะทุกวันนี้ มันเละเทะ
                ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ม็อบ ๓ นิ้ว อยากปิดถนนกินหมูกระทะ เต้นระบำ อยากจับคู่อิสรภาพทางเพศตรงไหน ก็แห่กันไปปิดตรงนั้น เอากันข้ามเดือน-ข้ามปี
                คนดี เพราะความเป็นพลเมืองดีที่ต้องเอื้อเฟื้อกฎหมายต้องเข้าคุก-เข้าตะรางทันที ไม่รู้เท่าไหร่
                แต่กับคนจัญไร อันตรายบ้านเมืองแบบนี้ กลับเมตตา-อภัยซ้ำซากกันเหลือเกิน
                แล้วแบบนี้ คิดซิ...
                ดี-ลำบาก, จัญไร-สบาย แล้วใครมันจะอยากลำบาก จริงมั้ย ในสำนึกพื้นฐานของคน?
                คุยเรื่อง "สินบน ๒๐ ล้าน" กันซักนิด เพราะยังไม่สิ้นกระแสความ มีอัยการไปออกโทรทัศน์ ให้ความเห็นกรณีที่ดินทรัพย์สินฯ ตามเป็นข่าว ว่า
                นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกแม่สมพร น้องนายธนาธร "ถูกหลอก" เอาเงิน ในส่วนคดีจบแล้ว ไม่อาจรื้อฟื้นได้!             
                ก็มีผู้รู้ออกมาท้วงขรม อย่างน้อยก็ เช่น
                Chuchart Srisaeng
            นักกฎหมายท่านหนึ่งไปพูดในรายการโทรทัศน์ว่า นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกหลอก คดีจบแล้ว ไม่อาจรื้อฟื้นได้
            ข้อเท็จจริงที่ยุติในคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท 76/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 228/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตอนหนึ่งว่า
            .....ต่อมานายสกุลธรได้จ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองรวม 3 งวด เป็นเงิน 20 ล้านบาท เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปติดต่อประสานงานและให้นำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย
            .....เพื่อจูงใจรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กระทำในหน้าที่ด้วยการจัดสรรที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ให้บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าระยะยาว
            ......โดยไม่ต้องผ่านการประมูลตามขั้นตอนตามปกติของการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อันเป็นคุณแก่บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียหาย
            .....ข้อเท็จจริงที่ว่า นายสกุลธรให้จำเลยทั้งสองนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย ฯลฯ
.           ....ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า นายสกุลธรมีเจตนาต้องการกระทำด้วยความสมัครใจของตนเอง ไม่ใช่เรื่องถูกหลอกแต่อย่างใด
.           ....ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            .....มาตรา ๓๙ สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
            (๑) โดยความตายของผู้กระทําผิด
            (๒) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคําร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
            (๓) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗
            (๔) เมื่อมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
            (๕) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทําผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
            (๖) เมื่อคดีขาดอายุความ
            (๗) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
            กรณีของนายสกุลธรไม่เข้าข่ายคดีระงับตามมาตรา ๓๙ คดีจึงยังไม่จบ
            พนักงานสอบสวนจึงยังทำการสอบสวนได้ และเมื่อทำการสอบสวนเสร็จ ถ้าเห็นว่า นายสกุลธรกระทำผิด ก็ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลได้
            กรณีของนายสกุลธรไม่ใช่เรื่องการรื้อฟื้นคดี เพราะยังไม่ถูกฟ้องคดีและศาลยังไม่มีคำพิพากษา
            ครับ....
                ต้องอาศัยระดับ "อดีตผู้พากษาศาลฎีกา" ชี้แนวกฎหมาย จะได้ไม่สับสน-ลังเลว่า จะเชื่อทางไหนดี
                สรุป นายสกุลธรจะถูกข้อหาติดสินบน ๑๐๐%
                ในเอกสารแถลงข่าวสำนักงานอัยการสูงสุด ที่แจกเมื่อ ๙ ธ.ค.๖๓ บอกชัดเจนถึงขั้นตอนไว้แล้ว ว่า
                "เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนความผิดของ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ รวมทั้งไม่ได้ตั้งเป็นผู้ต้องหาและไม่มีการสอบปากคําใดๆ ไว้ในสํานวน
            โดยพนักงานสอบสวนได้สรุปไว้ในรายงานการสอบสวนเสนอพนักงานอัยการว่า
            "ในส่วนของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป"
            โดยแยกสํานวนดําเนินคดีต่างหาก ออกจากคดีนี้"
            และตอนนี้ "พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม" ผู้บังคับการกองปราบ ตั้งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการกับนายสกุลธรแล้ว ในฐานความผิด
                "เป็นผู้ใช้และสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำการทุจริต" คือ การติดสินบน!
                ข่าวดีมาช้า "แต่ชัวร์" ในระบบยุติธรรม.

เปลว สีเงิน
https://www.thaipost.net/main/detail/86546 —  ส.สู้ๆ

กบแดงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: 09:05 น. วันที่ 20 ธ.ค.63 »
สมมุติ...
นายต้อย เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายเจต ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายต้อย นายเจต นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้...  ส.สู้ๆ

เจตนา แดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: 15:31 น. วันที่ 21 ธ.ค.63 »

. ส.สู้ๆ

ลูกจ่าส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: 08:33 น. วันที่ 24 ธ.ค.63 »
... สนับสนุน และ ชื่นชมทุกความกตัญญู...

... แต่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว ทำร้ายคนอื่น เพื่อให้ครอบครัวตัวเองมีกิน ไม่สนับสนุนการค้ายา ค้าหวย ปล่อยกู้ เพื่อให้พ่อแม่ลูกตัวเองมีเงินใช้ ไม่สนับสนุนการโกง หลอกลวง เอาของคนอื่นเพื่อให้พ่อแม่พี่ป้าน้าอาของตัวเองมีสมบัติ ...

... คนที่กตัญญูจริงๆ จะมีความสำนึก มีหัวใจที่ดี มีความขยันหมั่นเพียร ทำมาหากินอย่างสุจริต คนมีความกตัญญูจริงๆจะมีใจมีคุณธรรม จะกตัญญูต่อทุกสิ่งที่มีคุณกับตนแม้แต่แผ่นดิน ดังนั้นคนที่กตัญญู จะไม่ยอมทำความชั่ว ไม่เอาเงินที่ได้จากความไม่ดีมาเลี้ยงดูพ่อแม่ลูกตัวเอง... ส.สู้ๆ

กูลูกนายพล

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: 20:02 น. วันที่ 25 ธ.ค.63 »
ภาษีประชาราษฯ ดูเองละกัน แล้วยังมีหน้ามาตั้งด่านรีดไถ่ประชาราษฯอีก  ส.มองลอดแว่น

จ่าแดง แตงโม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: 05:28 น. วันที่ 28 ธ.ค.63 »
#โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน


จ่าแดง แตงโม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: 05:29 น. วันที่ 28 ธ.ค.63 »
#โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน

#คนไทยเจนมิลเลนเนียล (เกิดปี 1981-1996 ตอนนี้อายุ 24-39 ปี)

จ่าแดง แตงโม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: 05:31 น. วันที่ 28 ธ.ค.63 »
#โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน

#คนไทยเจนมิลเลนเนียล (เกิดปี 1981-1996 ตอนนี้อายุ 24-39 ปี) คือ #เจเนอเรชั่นแห่งความหมดหวัง มีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด และโรคทางสุขภาพจิตมากกว่าคนเจนอื่น ๆ จากผลวิจัยด้านจิตวิทยาและเศรษฐกิจสังคมหลายที่
.
ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า คนเจนนี้เติบโต และมองเห็นความสำเร็จของพ่อแม่ มองว่าความสำเร็จของผู้ใหญ่เป็นเรื่องง่าย แต่พอพวกเขาโตขึ้นก็พบกับเศรษฐกิจที่แข่งขันสูงขึ้น ทรัพยากรถูกใช้ไปเยอะ ที่ดินแพง ไม่ได้ตั้งตัวเร็วเหมือนรุ่นพ่อแม่ คนเจนนี้จึงรู้สึก #กดดัน เครียด และ #หมดหวัง
.
ภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่ารถ หนี้สินกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางชีวิตในอุดมคติที่อยากเที่ยว อยากหาประสบการณ์ อยากใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง แต่ก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรับกับภาระที่กองอยู่ตรงหน้า
.
ปัจจุบันคนเจนนี้ซื้อหวยกันเยอะมาก หลายคนมักพูดกันขำ ๆ ว่า ฉันไม่อยากเป็นคนเก่ง ฉันเหนื่อย #ฉันอยากถูกหวย เพื่อปลดล็อกตัวเองออกไปจากภาระอันหนักอึ้งจากทุก ๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตพวกเขาไม่ไปไหนสักที
.
[ที่มา]https://m.facebook.com/TheCOLUMNISTth/photos/a.122908029079400/354644185905782?fbclid=IwAR0FbGG0L3J2_igTyVQFBRr_RxAMSyaEFAtZRfByuvHRcq_KcYoBEqoK85c
#คนไทยหัวใจสีเขียว

อำนาจมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: 22:07 น. วันที่ 05 ม.ค.64 »
"ปีใหม่อยากได้อะไร ?"

คำเตือน: โพสต์นี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด ไม่แต่งเติม ไม่เยิ่นเย้อ อ่าน 2 นาทีจบ

.
.
.

หลายปีก่อนช่วงปลายปี หมอไปดูเคสคุณลุง 70 ปี เป็นอัมพาตมา 1 วัน นอนติดเตียง ยังรู้ตัวดี แต่พูดพอได้ ขยับแขนขาซึกนึงไม่ได้

ลุงนอนอยู่ห้อง very VIP ที่สุด ของ รพ. มีผู้ดูแลหนึ่งคนดูแลอยู่ ดูนามสกุลของคุณลุง มันอันเดียวกันกับชื่อตึก พยาบาลเดินเข้ามาบอก “หมอคะ ท่านเป็นผู้บริจาคสร้างตึกนี้ค่ะ VIP หน่อยนะคะ” อืม ตอนนั้นผมก็รักษาเศรษฐีมาบ้างนะ แต่ไม่เคยรักษามหาเศรษฐี ก็กลัวๆหน่อย

หมอก็เดินไปดูเคสแบบเกร็งๆ แต่พอดูไปชวนคุยไปกันจนสนิทในระดับนึง ก็เริ่มคุยเล่นกันได้ คุยเล่นเหมือนตากะหลาน แกก็ไม่ถือตัว น่ารักเป็นกันเอง ใครที่เป็นคนไข้หมอก็จะเข้าใจว่าสไตล์หมอเป็นไง : )

หมอมาเยี่ยม 3 วันติด สังเกตว่าไม่มีญาติมาเยี่ยมเลย มีแต่คนดูแล คอยพลิกตัวไม่ให้เกิดแผลกดทับ คอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ลุง คอยพยุงลุงให้นั่ง คอยเกาให้เวลาคันเพราะแกเกาเองไม่ได้ ฯลฯ

ผมก็เลยถามลุงตรงๆ

“ คุณลุงครับ คุณลุงมีลูกหลานมั้ย ทำไมไม่มีใครมาเยี่ยมเลย ? ” ผมขมวดคิ้วถาม

“ ลุงมีลูกอยู่ 3 คน ทุกคนทำธุรกิจกันหมดเลยไม่มีเวลามาเยี่ยม ” ลุงพูดหน้านิ่งๆ

ผมหันไปมองผู้ดูแลผู้เปรียบเสมือนญาติของลุงตอนนี้ ยิ้มให้เค้า เค้ายิ้มแห้งๆกลับมา

“ คุณลุงครับ สมมตินะ สมมติ ถ้าขอพรปีใหม่ได้ ปีใหม่อยากได้อะไร ?

“ ลุงจะขอย้อนเวลากลับไป ไม่บ้าทำงาน ไม่ต้องรวยเป็นหมื่นล้าน แล้วเอาเวลาไปดูแลสุขภาพ ไปอยู่กับลูกหลาน ไปทำสิ่งที่อยากทำ ใช้ชีวิตให้มีความสุข “ 

….

ผมเงียบ

ไปหลายวินาที

นึกทบทวนหลายๆอย่าง

คืนนั้นผมเอาคำพูดคุณลุงไปคิด คิด แล้วก็คิด ว่าจริงๆแล้วชีวิตผมต้องการอะไรกันแน่ ก่อนหน้านี้ผมก็อยากมีเงินสักร้อยล้านก่อนอายุ 40 และทำได้แน่นอนถ้าผมใช้ศักยภาพสมองไปทำธุรกิจจริงจังโดยไม่ได้เป็นหมอรักษาคน แต่ถ้ามีร้อยล้านแล้วไงต่อ ถ้าสุดท้ายแล้วเป็นอัมพาตเป็นมะเร็งคุ้มมั้ยหว่า ?

คำพูดของคุณลุงลอยขึ้นมาทุกครั้งที่ผมไปเยี่ยมแก ราวๆ 2 สัปดาห์ แกก็ออกจากโรงพยาบาล

.
.
.

ผมเล่าเรื่องลุงท่านนี้ให้คนไข้กับญาติฟังคนอื่นๆฟัง ไม่ต่ำกว่า 500 รอบ โดยเฉพาะคนที่บ้างาน บ้าเงิน คนที่ใช้ชีวิตสุดโต่งโดยไม่รักสุขภาพ ทุกวันนี้ผมรักษาเศรษฐี มหาเศรษฐี หรืออภิมหาเศรษฐีเป็นเรื่องปกติ แต่สัจจะธรรมข้อนี้ ก็เหมือนเดิม

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เวลามีคนถามผมว่า

“ ปีใหม่อยากได้อะไร ?” หรือ
“ เป้าหมายในชีวิตผมคืออะไร ? “

ผมก็ตอบไปอย่างมั่นใจว่า ...

“ ครอบครัว เวลา และความสุข ”

จะมีใครรักเราเท่าครอบครัว จะมีใครเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวตอนเราเป็นอัมพาต ตอนเราไม่มีประโยชน์ ตอนเราไม่มีค่าอะไร บางทีอาจไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่รักและหวังดีต่อกันจนเหมือนเป็นครอบครัวจริงๆก็ได้

จะมีทรัพย์สินใดหายากที่สุดเท่ากับเวลา ที่หมดไปทุกวัน แก่ตัวกันไปทุกวัน มีเงินหมื่นล้านก็ซื้อเวลากลับมาไม่ได้

จะมีสิ่งใดสำคัญที่สุดเท่ากับความสุข ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย จะรวยแค่ไหนก็ย้อนเวลามะเร็งย้อนอัมพาตไม่ได้

หมอไม่มีอะไรให้ นอกจากความจริงใจในการรักษาเหมือนญาติ  ความรู้และฝีมือที่พยายามพัฒนาให้เก่งขึ้นทุกๆวัน ความสนุกสนามร่าเริงที่ทำให้คนไข้และญาติๆยิ้มหัวเราะได้

แต่ก่อนผมอยากมีเงินหลายร้อยล้านจะได้เอาไปซื้อทุกสิ่ง ตอนนี้ผมแค่อยากมีความสุขที่แท้จริง เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในทุกๆวัน

“ปีใหม่เพื่อนๆอยากได้อะไรครับ ?"

จ่าแดง แตงโม

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: 22:58 น. วันที่ 05 ม.ค.64 »
มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ...

เมื่อ 100 ปีก่อน คนจีน หนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี ,แบกข้าวสาร ,ลากรถ,ขายน้ำเต้าหู้ ฯลฯ
คนไทยดูถูก เรียก 'ไอ้เจ็ก'

แต่คนจีนขยัน ขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นพ่อค้า
คนไทยชอบสบาย อยากเป็นเจ้าคนนายคน รับราชการ มียศ มีสี มีเกียรติ
วันนี้...คนจีนร่ำรวย เป็นเจ้าของกิจการมากมาย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนจีน

50 ปีก่อน
คนอินเดีย คนบังคลาเทศ หนีความยากจน มาเมืองไทย เป็นยาม เป็นคนขายนมแพะ ขายถั่ว
คนไทยดูถูก...เรียกไอ้บัง คนอินเดียขยัน เจียมเนื้อเจียมตัว ประหยัด เก็บออม อดทน ไม่ยอมเสียเปรียบ
วันนี้ คนอินเดียเป็นเจ้าของกิจการมากมายในไทย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนอินเดีย

30 ปีก่อน
คนเวียตนาม อพยพมาไทยเพราะสงคราม มาเมืองไทยมาเป็นลูกจ้างทำประมง ทำนา ซ่อมรถ
คนไทยดูถูก...เรียกไอ้แกว
วันนี้ เมืองไทย โดยเฉพาะทางอีสาน และภาคตะวันออก คนเวียตนามเป็นเจ้าของกิจการมากมาย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนเวียตนาม

วันนี้...!
คนเขมร, คนลาว, คนพม่า ,เข้ามาไทย ทั้งถูกต้อง ทั้งแอบหนี เพราะ AEC เปิด รับค่าแรง 300 บาท
เข้ามาเป็นคนรับใช้ในบ้าน ,พนักงานโรงแรม , เด็กเสริฟ์ร้านอาหาร , เด็กปั้ม ,คนงานก่อสร้าง ,
คนไทยดูถูก...เรียก...ไอ้เขมร,ไอ้หม่อง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในอนาคตคือ
อีกแค่ 20 ปี ข้างหน้า
ชนชาติต่างๆ ที่อพยพเข้ามา ก็คงเป็นเจ้าของกิจการกันหมด
และคนไทย ก็กลับมาเป็นลูกจ้างคนเขมร คนพม่า คนลาว และเป็นลูกหนี้เขาเหล่านั้น เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเรา หรือเปล่า?

นี่คือ...คนไทยแท้ๆ ใช่หรือไม่...?
ทำไมคนไทย
มีความรู้ มีฝีมือแรงงานที่ดี แต่ไม่สร้างโอกาส ไม่สร้างงาน ให้มีคุณค่ากับตนเอง

งานหนักหน่อย ท้อ ลาออก
งานเหนื่อยหน่อย บ่น ลาออก
งานมากหน่อย บอกค่าจ้างถูก ไม่คุ้มค่า ลาออก

น่าเป็นห่วง
คนไทยที่รักสนุก รักสบาย ไม่อดทน ไม่พึ่งพาตัวเอง
ชอบหรูหรา หน้าใหญ่ ใจถึง
ประมาณว่า...ฉิบหายไม่ว่า ต้องการชื่อเสียง
แข่งกันอวดรวย โดยการมีหนี้สิน จนหนี้ท่วมตัว
โกหกตัวเอง หน้าชื่นอกตรม
เลี้ยงลูก ให้เป็นลูกเทวดา
เลี้ยงลูก ไม่รู้จักโต
เสพติด วัตถุนิยม
ขายที่ดิน ปู่ย่าตายายกิน

ขออย่าให้เป็นอย่างนี้เลย

คนไทย มีฝีมือ มีทักษะดี ฉลาด ไหวพริบดี เอาตัวรอดเก่ง
คนไทยมีดี นำมันออกมาใช้ ให้เกิดประโยชน์กันเถอะ

"รักกันไว้เถิดคนไทย"

อย่าให้ อีก 20 ปีข้างหน้า
คนไทย ต้องเป็นลูกจ้าง หรือ ต้องเป็นลูกหนี้ ของคนต่างชาติใน AEC เลยนะ

ลูกจ่าแดงค้าหวย

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: 19:12 น. วันที่ 07 ม.ค.64 »
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทำอะไรไว้ให้ประเทศชาติและประชาชน เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

มีแต่เด็กคนรุ่นใหม่ ที่ถือตัวว่าเกิดมาในยุคเทคโนโลยีและมีการศึกษา แต่กลับโดนคนเพียงไม่กี่คนหลอกอย่างง่ายดาย ด้วยการสร้างข้อมูลเท็จ

พวกเขาไม่รู้ว่า ที่ตนเองและครอบครัว มีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข มีทุกอย่างมาได้ หนึ่งในปัจจัยหลักนั้นมาจากพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9

เป็นที่น่าเสียดาย ที่เด็กยุคนี้มีทั้งการศึกษา และเทคโนโลยี เปรียบเสมือนมีสมองแต่ไม่มีปัญญา

มนุษย์ทุกคนมีสมอง แต่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วคือคนที่มีสมองแต่ไม่มีปัญญา

การหมิ่นประมาทจาบจ้วง เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่พอถูกกฎหมายเล่นงาน ก็แหกปากว่าถูกคุกคามรังแก

ทั้งๆ ที่สิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้น คือการคุกคามรังแกผู้อื่น

และที่สำคัญ บุคคลที่ตนเองคุกคามรังแกนั้นคือ พระประมุขของแผ่นดิน ที่ไม่ว่าชาติใดในโลกก็มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของประเทศตนด้วยกันทั้งสิ้น

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนไข้เป็นฝ่ายที่เทิดทูนสถาบันฯ หมอที่ต่อต้านสถาบันฯ ที่มีพฤติกรรมคลั่งการเมืองรุนแรงขนาดนี้ จะรักษาคนไข้คนนั้นอย่างไร ไม่อยากคิดเลย

การที่มีความเห็นต่างทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่สิ่งที่ผิดคือการปล่อยให้อารมณ์การเมืองมาปนเปื้อนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

คนเก่งแต่เป็นคนไม่ดี มีสมองแต่ไม่มีปัญญาแยกแยะถูกผิด คือคนที่เป็นอันตรายต่อสังคม

การลาออกหรือถูกไล่ออก ไม่ได้แปลว่าจบ
เพราะการทำผิดกฎหมายต้องจบที่ศาลเท่านั้น... ส.สู้ๆ

กุ้งแห้ง เจตนา

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: 12:19 น. วันที่ 08 ม.ค.64 »
อย่าให้เทพเหนือธรรม
อย่าให้(ภูติ)ผีเหนือพุทธ
อย่าให้วิญญาณเหนือรัตนตรัย
อย่าให้ลาภสักการะเหนือจิตวิญญาณแห่งสงฆ์ในธรรมวินัยนี้

จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้คนจะแห่แหนกันไปเข้าวัดแต่ไปเพื่อมืด มิใช่ไปเพื่อสว่าง ไปเพื่องมงาย แทนที่จะไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญา??

พุทธศาสนาในไทยอ่อนกำลังลงก็เพราะภัยจากภายใน ที่เกิดจากการที่พุทธบริษัทพากันหลงเดินออกนอกเส้นทางแห่งพุทธะ หาใช่ภัยจากภายนอกไม่

Ask yourself whether an internal or external threat that makes for the decline of Buddhism in Thailand?

โลภมาก ลาภหาย

  • บุคคลทั่วไป
Re: นายฯบ่อนส่วยดูไว้
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: 16:25 น. วันที่ 12 ม.ค.64 »
"ลูกถูกจับเรื่องยา...."

ที่แรกที่พ่อแม่พี่น้องพากันแห่มาคือ
สถานีตำรวจ

หลบร้อนใต้ต้นไม้บ้าง
โทรหาคนนั้นคนนี้วุ่นวายไปหมด

เงินไม่มี ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย กำนันช่วย
วิ่งซื้อน้ำซื้อข้าวให้ลูกวุ่นทั้งวัน

ประกันไม่ทัน
ขับรถตามรถเรือนจำ ไปส่งลูกถึงเรือนจำ

ทำได้แค่ นั่งมองท้ายรถ
ขับลับตาไปในเรือนจำ

น้ำตาตกข้างในหัวใจ
ลูกกูจะอยู่ยังไง กินยังไง

ติดเสาร์อาทิตย์ประกันไม่ได้
ใจทั้งใจ...สลายลง

วันส่งฟ้อง ต้องร้อนใจ จะหาเงินที่ไหนไปประกัน
มีที่จำนองที่ มีควายขายควาย
มีอะไรแลกเป็นเงินประกันตัวลูกได้
เอาหมดทุกทาง

นั่งลุ้น นั่งรอ ทนายความ
ทำเรื่องประกัน หวั่นใจ

สุดท้าย ประกันไม่ได้
บ้านก็อยู่ไกล ขับรถกลับไปทั้งน้ำตา

หากิน ทำงาน ไม่เป็นท่า
อยากไปหาแก้วตาดวงใจ

พ่อขาเจ็บ แม่เป็นโรคไต
เมียอุ้มลูกน้อยมาต่อคิวเยี่ยม

เมียไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ไม่ใช่นามสกุลเดียวกันเยี่ยมไม่ได้

อุ้มลูกน้อยอย่างหมดหวังหมดกำลังใจ
ไปนั่งรอโรงอาหารเรือนจำ

กินก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำตา หวังว่าสามีจะปลอดภัย
และได้...อิสระภาพ กลับมาพร้อมหน้า

ศาลตัดสินจำคุกสิบปี
พี่น้องครอบครัวทรุดลงคาศาล

พ่อก็แก่แม่ก็ป่วย ลูกยังเล็ก
ชีวิตต่อไปจะทำยังไง

รับชะตากรรม รับคำตัดสิน
ไปชดใช้ความผิด ในเรือนจำ

ค่าฟอกไตแม่ จ่ายไปเป็นค่าทนาย
ควายที่ไถนา หาเป็นค่าอะไรต่อมิอะไร

สุดท้ายที่นาก็ไม่เหลือ ควายก็ไม่อยู่
พ่อกับแม่ก็ล้มตาย เมียมีผัวใหม่
ลูกถูกพ่อเลี้ยงรังแกข่มขืน

งานศพพ่อ งานศพแม่
ไม่มีโอกาสแม้แต่ออกมาส่งท่านครั้งสุดท้าย

เจ็บปวดแทบขาดใจ
วันที่จดหมายจากญาติส่งไป

พ่อตายแล้วแม่ไม่อยู่
ลูกเมียมีผัวใหม่

กลับตัวกลับใจตั้งแต่วันนี้
หลายคนผ่านมาแล้ว
ยาเสพติดทำชีวิตพังมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

#ติดคุกคนเดียวเดือดร้อนทั้งครอบครัว
#เลิกซะ ก่อนที่จะสายเกินไป —  ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]