ข่าว:

ทดลองใช้งานบอร์ดตะลุง ที่อยู่ในขั้นตอนการกู้คืนข้อมูล เบื้องต้นมีแต่กระทู้ (ข้อความ) กำลังกู้รูปภาพ ไฟล์แนบต่าง ๆ คาดว่าจะทยอยสมบูรณ์ภายในไม่ช้า

Main Menu

ไม่มีศาสนา

เริ่มโดย เณรเทือง, 17:01 น. 28 มี.ค 55

เด็กใหญ่

ขอพักฟังบรรยายธรรม แป็ปน่ะ เครียส อ่ะ
http://youtu.be/lUQTHdwK780

นาคราช

อ้างจาก: เด็กใหญ่ เมื่อ 11:15 น.  20 ก.ค 55
ขอพักฟังบรรยายธรรม แป็ปน่ะ เครียส อ่ะ
http://youtu.be/lUQTHdwK780
ไฮเวย์สตาร์บ้าร์ แกะเล่นเองหมดแล้ว ทั้งริทึ่ม ทั้งร้อง ทั้งโซโล่ เบสก็เล่นได้ แปลงลายคีบอร์ด เป็นกีต้าร์ล้วนๆ เล่นแค่สามชิ้น ลายประสานก็ใช้เอฟเฟคเสียงประสานช่วยเอา การดนตรีร้องเพลงก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าถ้ามองในทางธรรมขั้นสูง เหมือนการร้องให้คร่ำครวญเฝ้าคิดย้ำกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องความรัก สังคม ความเพ้อฝัน ประชดสะท้อนสังคม เป็น กิเลศที่ละเอียดขึ้นเหมือนมนต์ของพ่อมดแม่มด ถือศีล10ก็ห้ามเล่นดนตรี ดูการละเล่นดูละครทีวี ที่เป็นอกุศล

นาคปรก

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร] จูฬศีล


[๙] ๔. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ตรัสแต่คำสัตย์
ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก
๕. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจาก
ฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่าย
โน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน
ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน
ตรัสแต่ ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี
๖. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำหยาบ คือ ตรัสแต่คำไม่มี
โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก
รักใคร่พอใจ
๗. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ คือ ตรัสถูกเวลา
ตรัสคำจริง ตรัสอิงประโยชน์ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย ตรัสคำที่มี
หลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะ
แก่เวลา
[๑๐] ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. พระสมณโคดมเสวยมื้อเดียว ไม่เสวยตอนกลางคืน ทรงเว้นขาด
จากการเสวยในเวลาวิกาล๑
๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี
และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล
๑๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกาย
ด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่ง
การแต่งตัว
๑๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่
๑๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ๒


พยานาค

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร] จูฬศีล


พวกภิกษุกราบทูลว่า "รู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรชี้แจงให้
เห็นชัดว่า 'เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่ปรากฏในพวกเรา'
[๖] ภิกษุทั้งหลาย ถึงคนพวกอื่นจะพึงกล่าวยกย่องเรา กล่าวยกย่องพระธรรม
หรือกล่าวยกย่องพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจ
ต่อคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อพวกเขา พวกเธอ
ก็จะประสบอันตรายเพราะความรื่นเริงดีใจนั้นได้เช่นกัน คำยกย่องนั้น ถ้าเป็นเรื่อง
จริง พวกเธอควรยืนยันให้เขารู้ชัดลงไปว่า 'เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถูกต้อง มีอยู่
และปรากฏในพวกเรา'

จูฬศีล

[๗] ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน๑ เมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็พึงกล่าวด้วยเรื่อง
เล็กน้อย ต่ำต้อยเพียงเรื่องระดับศีลเท่านั้น คือ
[๘] ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า
๑. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและ
ศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อ
สรรพสัตว์อยู่
๒. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา
ไม่ได้ให้ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่ของที่เขาให้ ไม่ทรงเป็นขโมย
เป็นคนสะอาดอยู่
๓. พระสมณโคดมทรงละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ประพฤติ
พรหมจรรย์๒ เว้นห่างไกลจากเมถุนธรรม๓ อันเป็นกิจของชาวบ้าน

เชิงอรรถ :
๑ คนที่ยังมีกิเลสหนา ที่เรียกเช่นนี้ เพราะบุคคลประเภทนี้ยังมีเหตุก่อให้เกิดกิเลสอย่างหนานานัปการ
ปุถุชนมี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนที่ไม่ได้รับการศึกษาอบรมทางจิต และกัลยาณปุถุชน คนที่ได้
รับการศึกษาอบรมทางจิตแล้ว (ที.สี.อ. ๗/๕๘-๕๙)
๒ พรหมจรรย์มีความหมายหลายนัย ในที่นี้หมายถึงเมถุนวิรัติ หรือการงดเว้นจากเมถุนธรรม (ที.สี.อ.
๑๘๙ /๑๖๐)
๓ กิจของคนคู่ หมายถึงการร่วมประเวณีหรือการเสพสังวาสกัน (ที.สี.อ. ๘/๗๐ )

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า :๓ }


--------------------------------------------------------------------------------

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร] จูฬศีล


[๙] ๔. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ตรัสแต่คำสัตย์
ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก
๕. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจาก
ฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่าย
โน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน
ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน
ตรัสแต่ ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี
๖. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำหยาบ คือ ตรัสแต่คำไม่มี
โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก
รักใคร่พอใจ
๗. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ คือ ตรัสถูกเวลา
ตรัสคำจริง ตรัสอิงประโยชน์ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย ตรัสคำที่มี
หลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะ
แก่เวลา
[๑๐] ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. พระสมณโคดมเสวยมื้อเดียว ไม่เสวยตอนกลางคืน ทรงเว้นขาด
จากการเสวยในเวลาวิกาล๑
๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี
และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล
๑๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกาย
ด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่ง
การแต่งตัว
๑๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่
๑๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ๒

เชิงอรรถ :
๑ เวลาที่ห้ามไว้เฉพาะแต่ละเรื่อง เวลาวิกาลในที่นี้หมายถึง ผิดเวลาที่กำหนดไว้ คือตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนถึง
เวลาอรุณขึ้น (ที.สี.อ. ๑๐/๗๕)
๒ หมายถึง ธัญญชาติที่มีเมล็ดมีเปลือกสมบูรณ์ พร้อมที่จะงอกได้ เช่นข้าวเปลือก (ที.สี.อ. ๑๐/๗๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า :๔ }


--------------------------------------------------------------------------------

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร] มัชฌิมศีล


๑๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน
๒๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร
๒๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการซื้อขาย
๒๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม
และด้วยเครื่องตวงวัด
๒๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการ
ตลบตะแลง หรือ
๒๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ
การตีชิงวิ่งราว การปล้นและการขู่กรรโชก

จูฬศีล จบ

มัชฌิมศีล

[๑๑] ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า
๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น
ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคาม๑
และภูตคาม๒ เหล่านี้ คือ พืชเกิดจากเหง้า เกิดจากลำต้น เกิดจากตา เกิดจาก
ยอด เกิดจากเมล็ด

เชิงอรรถ :
๑ พืชพันธุ์จำพวกที่ถูกพรากจากที่แล้ว ยังสามารถงอกขึ้นได้อีก (ที.สี.อ. ๑๑/๗๘)
๒ ของเขียว หรือพืชพันธุ์อันเกิดอยู่กับที่ มี ๕ ชนิด คือ ที่เกิดจากเหง้า เช่นกระชาย, เกิดจากต้น เช่นโพ,
เกิดจากตา เช่นอ้อย, เกิดจากยอด เช่นผักชี, เกิดจากเมล็ด เช่นข้าว (ที.สี.อ. ๑๑/๗๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า :๕ }


--------------------------------------------------------------------------------

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร] มัชฌิมศีล


[๑๒] ๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เช่นที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังบริโภคของ
ที่สะสมไว้เหล่านี้ คือ สะสมข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอน เครื่องประทินผิว ของหอม
และอามิส๑
[๑๓] ๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล
เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง
ขวนขวายดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลอย่างนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การ
ประโคมดนตรี การรำ การเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่น
ตีกลอง การสร้างฉากบ้านเมืองให้งดงาม การละเล่นของคนจัณฑาล การเล่น
กระดานหก การละเล่นหน้าศพ การแข่งชนช้าง การแข่งม้า การแข่งชนกระบือ การ
แข่งชนโค การแข่งชนแพะ การแข่งชนแกะ การแข่งชนไก่ การแข่งชนนกกระทา การ
รำกระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัด
กระบวนทัพ การตรวจกองทัพ
[๑๔] ๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการขวนขวายในการเล่นการพนัน
อันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่
เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความ
ประมาทอย่างนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา หรือ ๑๐ ตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด
เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็ก ๆ
เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็ก ๆ เล่นธนูเล็ก ๆ เล่นเขียนทาย เล่นทาย
ใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ
[๑๕] ๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นที่สมณพราหมณ์
ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังใช้ที่นอนสูงใหญ่อย่างนี้ คือ
เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะ
ลายวิจิตร เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลายรูปดอกไม้ เครื่องลาดยัดนุ่น
เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒
ด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่อง

เชิงอรรถ :
๑ อามิส คือวัตถุเครื่องล่อใจ เช่นเงินทองเป็นต้น ในที่นี้หมายถึง เครื่องปรุงอาหาร (ที.สี.อ. ๑๒/๘๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า :๖ }

เด็กใหญ่

ฟังธรรม แล้ว ฟังเพลง แล้ว กลับไปฟังธรรม
ท่านให้ธรรม เราให้เพลง สมดุลย์
http://youtu.be/xDGuyGPJ_JE

สุดเทียมตาย

wareerant เงียบหายไปไหนแล้วออกมาแหลงหล่าวติ หรือว่ายอมแพ้ไปแล้ว หนุกหนิแลโบ๋นี้มันปะทะคารมกัน ชอบจ้าน ปะ ปะ ปา ยี้ เย้ โย้ว   1.ส.โขกกำแพง   2.ส.ฉันเอง 3. ส.โกรธอย่างแรง     ส.หลก ส.หลก ส.หลก

งูสายพานเหลนของนาค

อ้างจาก: สุดเทียมตาย เมื่อ 22:11 น.  20 ก.ค 55
wareerant เงียบหายไปไหนแล้วออกมาแหลงหล่าวติ หรือว่ายอมแพ้ไปแล้ว หนุกหนิแลโบ๋นี้มันปะทะคารมกัน ชอบจ้าน ปะ ปะ ปา ยี้ เย้ โย้ว   1.ส.โขกกำแพง   2.ส.ฉันเอง 3. ส.โกรธอย่างแรง     ส.หลก ส.หลก ส.หลก
ขอเอาชื่อที่ตั้งฉายามาเล่นธรรม ไอ้ตายแล้วไม่สุดนี่สิมันยังเวียนว่ายไปยังภพภูมิต่างๆตามแรงกรรมจิตมันตายที่ไหนมันยังเวียนว่ายตายเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วนหมื่นแสนล้านชาติตราบยังไม่ เข้า นิพพาน ขอเอาคอเป็นประกันเพราะมันจ้าๆๆๆๆอยู่ในจิตนี่ อย่าเชื่อ เดี๋ยวพอภูมิธรรมแก่กล้าและศึกษามากพอรับรองจะอมยิ้มให้เรา แล้วคิดในใจว่า ไอ้นี่มันบ้า เหอๆๆขอบคุณที่ชม อโหสิกรรมให้หมดเลย ให้ทุกคนมีดวงตาเห็นธรรมเด้อ สาธุสาธุสาธุ ส.หลก ส.หัว ส.ก๊ากๆ ส.อ่านหลังสือ

อิสระพุทธโธ

110 วิธีล่วงรู้คุณสมบัติผู้อื่น

ปัญหา เพราะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ใดมีศีล มีกำลังใจ หรือมีปัญญาหรือไม่ ?

พุทธดำรัส ตอบ "ดูก่อนมหาบพิตร ศีลถึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้
"ดูก่อนมหาบพิตร กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ก็กำลังใจนั้น จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้
"ดูก่อนมหาบพิตร ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ก็ปัญญานั้น จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้
"คนผู้เกิดมาดี ไม่ควรไว้วางใจ เพราะผิวพรรณและรูปร่างไม่ควรไว้วางใจ เพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวมทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปในโลกนี้ ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวมดีแล้ว ประดุจกุณฑลดินและมาสกโลหะ หุ้มด้วยทองคำปลอมไว้ คนทั้งหลายไม่บริสุทธิ์ในภายใน งานแต่ภายนอก แวดล้อมด้วยบริวาร ท่องเที่ยงอยู่ในโลก"

ชฏิลสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๓๕๖)
ตบ. ๑๕ : ๑๑๔ ตท. ๑๕ : ๑๑๓
ตอ. K.S. I : ๑๐๕-๑๐๖




อิสระพุทธโธ

121 เมื่อถูกด่าควรทำอย่างไร

ปัญหา เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร ควรจะโกรธตอบ ด่าตอบ หรือควรจะเฉยเสีย ?

พุทธดำรัส ตอบ " ดูก่อนพราหมณ์..... ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับรู้เรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านนั้น ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าของท่านผู้เดียว ดูก่อนพราหมณ์.... ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่.... ผู้นี้ เรากล่าวว่า ย่อมบริโภคร่วมกัน ย่อมกระทำตอบกัน เรานั้นไม่บริโภคร่วม ไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้น เป็นของท่านผู้เดียว"


อักโกสกสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๓๒)
ตบ. ๑๕ : ๒๓๘ ตท. ๑๕ : ๒๒๕
ตอ. K.S. I : ๒๐๒


เด็กใหญ่

โทษทีมหา มีวิธีล่วงรู้คุณสมบัติผู้อื่นได้ตั้ง 110 วิธี  มีกี่วิธีที่ล่วงรู้และรู้คุณสมบัติของตนเองอย่างแท้จริงว่าที่นึกได้ ที่เป็นอยู่ไม่ได้หลงตนเอง หรือ เพื่อให้คนอื่นหลง.
ถามเอาความรู้น่ะ ไม่ได้กวนตีนจริงๆ

เด็กเติบ

หากหลงตัวเองในทางที่ดี ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเนอะ ดีกว่าหลงติดยา หลงทาง หลงประเด็น เอาเพลงอะไรไม่รู้มาลง ฟังไม่รู้เรื่อง ช่วยแปลให้ฟังหน่อย พอดีไม่ใช่โหมหรัง  ส.ก๊ากๆ น่าจะอยู่กระทู้ บันเทิงดนตรีกีฬา นะ โทษทีนะไม่ได้กวน  ส.โกรธอย่างแรง

นาคปรก

อ้างจาก: เด็กใหญ่ เมื่อ 08:30 น.  22 ก.ค 55
โทษทีมหา มีวิธีล่วงรู้คุณสมบัติผู้อื่นได้ตั้ง 110 วิธี  มีกี่วิธีที่ล่วงรู้และรู้คุณสมบัติของตนเองอย่างแท้จริงว่าที่นึกได้ ที่เป็นอยู่ไม่ได้หลงตนเอง หรือ เพื่อให้คนอื่นหลง.
ถามเอาความรู้น่ะ ไม่ได้กวนตีนจริงๆ
อันนี้ก็ไปค้นหาอ่านเอาในพระไตรปิฏก เชื่อแน่นอนว่าพระไตรปิฎกเชื่อได้มากที่สุดแล้วในโลกนี้เช่นเดียวกับที่หลวงตาบัวยืนยัน อยากรู้อะไรก็ฟัง 105 103.5 97.75 สถานีเอฟเอ็ม พระพุทธศาสนา ฟังเอาเองเลย หลวงตาบัวดูจะชัดเจนที่สุดตามจริตของเรา ท่านพุทธทาสออกจะวิทยาศาสตร์และวิชาการข้อมูลแน่นและเน้นธรรมเทรนบูรณาการไปกับทางโลก แต่ให้ยึดเอาพระไตรปิฏกเป็นแผนที่อันดับหนึ่ง เพราะมันมาจากญาณหยั่งรู้ของพระพุทธองค์ที่ละเอียดที่สุดแล้วเป็นส่วนใหญ่ และมาจากพระอรหันต์ที่พระพุทธองค์บวชให้ที่จำคำสอนมา เชื่อได้กว่าปุถุชนธรรมดาแน่นอน หลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีอรหันต์มาตลอดเรื่อยๆ และยืนยันว่าไม่มีทางเก่งกว่าสมัยพระพุทธองค์ยังอยู่แน่นอน จึงสมควรที่ยึดมั่นในธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และเชื่อพระไตรปิฎกเป็นที่ตั้ง บวกกับการปฏิบัติธรรม ปัตจัตตัง ความรู้เฉพาะตนของตัวเอง เพราะไม่มีทางที่เราจะทำกรรมในอดีตมาเหมือนกันเป๊ะแน่นอน จึงรู้ต่างกันไป เข้าใจคลาดเคลื่อนต่างกันไป ต้องอยู่ในกรอบเดียวกันอย่างเคร่งครัด คือตัวแทนของพระองค์ คือ พระธรรม และก็คือ พระไตรปิฎก และยืนยันว่า เงิน ทอง ไม่ควรเกี่ยวข้องแน่นอนทั้งทางตรงทางอ้อม กับพระที่ไม่ได้ บรรลุอรหันต์ ถึงบรรลุแล้วก็ไม่สมควร เพราะทำให้พระที่ปฏิบัติตามแยกไม่ออกจนทำตามๆกัน จนเป็นเหตุให้มีมารเข้ามาแอบแฝงในคราบผ้าเหลืองเพื่อมาโกยเงินโกยทอง เป็นพุทธจำแลง ถ้าเจตนาทำบุญโดยระลึกถึงธรรมทำกับใครก็ได้บุญ แต่ถ้าได้ทำกับเนื้อนาบุญแท้จริง ยิ่งอรหันต์ ต่างกันราวกับภูเขาใหญ่กับก้อนดินหนึ่งกำมือ อย่าเชื่อ เพราะมันเป็นความเข้าใจของเราเอง และไม่ได้เก่งมาจากไหน ยังคิดว่าตัวเองเป็นบ้ามากกว่าเป็นอะไร แค่จำจากพระ และกรองมาจากพระไตรปิฏก เชื่อมั่นใจอย่างนี้ ถ้าเข้าใจผิดพลาดอะไรเกิน50%ก็ขอรับกรรมให้ตัวเองตายในสามวันเจ็ดวัน ขอเอาหัวเป็นประกัน แต่ถ้าเข้าใจถูกซัก80% ขอให้ชาตินี้ได้ซัก โสดาบัน ก็บุญที่สุดแล้ว สาธุ สาธุ สาธุ  ส.อ่านหลังสือ

นาคปรก

บุญไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินมันอยู่ที่ความศรัทธาที่ถูกต้องเงินหรือวัตถุทานที่ได้มาต้องบริสุทธิ์ผู้รับทานต้องเป็นเท่าที่จำได้ประมาณนี้ เนื้อนาบุญอย่างแท้จริง ทำบุญกับคนมีศีล5ร้อยครั้งไม่เท่ากับทำกับคนมีศีล8หนึ่งครั้งทำกับคนมีศีล8ร้อยครั้งไม่เท่าทำกับคนมีศีล10หรือเณรหนึ่งครั้งทำบุญกับผู้มีศีล10ร้อยครั้งไม่เท่ากับพระผู้มีศีล227หนึ่งครั้ง ทำกับพระมีศีล227ร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระมีศีล227บรรลุโสดาบันหนึ่งครั้ง ทำกับพระบรรลุโสดาบันร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระบรรลุสกทาคามีหนึ่งครั้งทำกับพระสกทาคามีร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระอนาคามีหนึ่งครั้งทำกับอนาคามีร้อยครั้งไม่เท่ากับทำกับพระอรหันต์หนึ่งครั้ง ทำกับอรหันต์ร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าหนึ่งครั้งทำกับปัจเจดพุทธเจ้าร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระพุทธเจ้าหนึ่งครั้งทำกับพระพุทธเจ้าร้อยครั้งไม่เท่าทำกับพระพุทธเจ้าที่มีสาวกเป็นอรหันต์ พุทธธรรมสงฆ์ตั้งครบองค์พระรัตนตรัยหนึ่งครั้ง อย่าถวายเงินและทองแก่พระไม่มีบุญเป็นบาปพระห้ามรับเงินรับทองหรือให้ใครรับแทนก็ไม่ได้ อยากถวายเงินและทองให้ได้บุญมากต้องให้พ่อแม่และพระมหากษัตริย์เท่านั้นหรือฆราวาสที่มีศีล 5 8 10 อุโบสถ สมบูรณ์

ประมาณนี้

ให้ทาน ก็ได้บุญ รักษาศีล ก็ได้บุญ เจริญภาวนา ก็ได้บุญ แต่

ให้ทาน 100 ครั้ง ยังได้บุญไม่เท่า รักษาศีล 5 เพียงครั้งเดียว

รักษาศีล 5 ร้อยครั้ง ยังได้บุญไม่เท่า ทำสมาธิภาวนาเพียงครั้งเดียว

ทำสมาธิภาวนา (สมถภาวนา) ร้อยครั้ง ยังไม่เท่าภาวนาแล้วได้วิปัสนาญาณเพียงครั้งเดียว

ได้วิปัญณาญาณ 100 ครั้ง ยังไม่เท่าเป็น พระโสดาบัน"



"ให้ทานกับสัตว์ 4 เท้า 100 ครั้ง ยังได้บุญไม่เท่ากับ ให้ทานกับสัตว์ 2 เท้าเพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับคนพิการ 100 ครั้ง ก็ยังไม่เท่ากับให้ทานกับ มนุษย์ผู้มีร่างกายสมบูรณ์เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ยังไม่เท่าให้ทานกับ พระสกิทาคามี เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ยังไม่เท่าให้ทานกับ พระอนาคามี เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระอนาคามี 100 ครั้ง ยังไม่เท่ากับให้ทานกับ พระอรหันต์ เพียงครั้งเดียว"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า "การให้ทานกับผู้ที่สามารถทำประโยชน์ต่อโลกได้มากกว่า จะได้บุญมากกว่า"

"การให้ทานกับผู้ที่มีศีลมีธรรม มีคุณธรรมมากกว่า ก็ได้บุญมากกว่า"

ที่มา geocities


++++++++++++++++++++++++++

ลำดับอานิสงส์ของทาน (ทานํ=การให้)
ให้แก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้มนุษย์ 1 ครั้ง
ให้แก่มนุษย์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สมมติสงฆ์ 1 ครั้ง
ให้กับสมมติสงฆ์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระโสดาบัน 1 ครั้ง
ให้กับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระสกิทาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอนาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระอนาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอรหันต์ 1 ครั้ง
ให้กับพระอรหันต์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สังฆทาน 1 ครั้ง
ให้สังฆทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้อภัยทาน 1 ครั้ง
ให้อภัยทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้ธรรมทาน 1 ครั้ง
ดังนั้น การให้ธรรมะย่อมชนะการให้ทั้งปวง ดังพุทธภาษิตที่ว่า "สพฺพทานํ ธมมทานํ ชินาติ"
การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง ส.มองลอดแว่น ส.อ่านหลังสือ

wareerant

อ้างถึงให้ทาน ก็ได้บุญ รักษาศีล ก็ได้บุญ เจริญภาวนา ก็ได้บุญ แต่

ให้ทาน 100 ครั้ง ยังได้บุญไม่เท่า รักษาศีล 5 เพียงครั้งเดียว

รักษาศีล 5 ร้อยครั้ง ยังได้บุญไม่เท่า ทำสมาธิภาวนาเพียงครั้งเดียว

ทำสมาธิภาวนา (สมถภาวนา) ร้อยครั้ง ยังไม่เท่าภาวนาแล้วได้วิปัสนาญาณเพียงครั้งเดียว

ได้วิปัญณาญาณ 100 ครั้ง ยังไม่เท่าเป็น พระโสดาบัน"



"ให้ทานกับสัตว์ 4 เท้า 100 ครั้ง ยังได้บุญไม่เท่ากับ ให้ทานกับสัตว์ 2 เท้าเพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับคนพิการ 100 ครั้ง ก็ยังไม่เท่ากับให้ทานกับ มนุษย์ผู้มีร่างกายสมบูรณ์เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ยังไม่เท่าให้ทานกับ พระสกิทาคามี เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ยังไม่เท่าให้ทานกับ พระอนาคามี เพียงครั้งเดียว

ให้ทานกับพระอนาคามี 100 ครั้ง ยังไม่เท่ากับให้ทานกับ พระอรหันต์ เพียงครั้งเดียว"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า "การให้ทานกับผู้ที่สามารถทำประโยชน์ต่อโลกได้มากกว่า จะได้บุญมากกว่า"

"การให้ทานกับผู้ที่มีศีลมีธรรม มีคุณธรรมมากกว่า ก็ได้บุญมากกว่า"

ที่มา geocities


++++++++++++++++++++++++++

ลำดับอานิสงส์ของทาน (ทานํ=การให้)
ให้แก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้มนุษย์ 1 ครั้ง
ให้แก่มนุษย์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สมมติสงฆ์ 1 ครั้ง
ให้กับสมมติสงฆ์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระโสดาบัน 1 ครั้ง
ให้กับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระสกิทาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอนาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระอนาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอรหันต์ 1 ครั้ง
ให้กับพระอรหันต์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สังฆทาน 1 ครั้ง
ให้สังฆทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้อภัยทาน 1 ครั้ง
ให้อภัยทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้ธรรมทาน 1 ครั้ง

ให้ทานกับใครก็ดีทั้งนั้น อย่าไปหวังอะไรเลย ให้ ๆ ไปเถอะ

อิสระพุทธโธ

พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์



242 การให้ทานในแบบต่าง ๆ และผลของทานชนิดนั้น ๆ

ปัญหา ก่อนที่จะให้ทาน ถ้าเราตั้งใจขอให้ได้เสวยผลของทานผลจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ ".....บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจตุมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้"



ปัญหา คนบางคนเมื่อให้ทาน ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนอะไร เห็นว่าการให้ทานเป็นความดี ก็ให้ทานเพื่อกระทำความดี ทานแบบนี้จะมีผลอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นเมื่อให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้"

ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่ใช่เพราะหวังผลทาน ไม่ใช่เพราะเห็นว่าการให้ทานเป็นความดี แต่ให้ทานเพราะมารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา ให้ทานเพื่อรักษาประเพณี ผลทานจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีความหวังจึงให้ทาน.... ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า มารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้"

ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่มุ่งผล ไม่เห็นว่าทานเป็นของดี ไม่ทำตามประเพณี แต่ให้เมื่อมุ่งอนุเคราะห์แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้ไม่ไดประกอบอาชีพอย่างตน ผลทานจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า มารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา แต่ให้ท่านด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหา ไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา ......"

ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังผลใด ๆ แต่ให้ทานเพื่อจะกระทำตามตัวอย่างของบุคคลสำคัญในอดีตที่เขาให้มาแล้ว ผลทานจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน แต่สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่าเราจักเป็นผู้จำแนกแจกทานเหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี สมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปถาษี และภคุฤาษีบูชามหายัญฉะนั้น เขาให้ทานคือ ข้าว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี สิ้นกรรม .... แล้ว ยังมีการกลับมา ......"

ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนทางวัตถุ แต่เห็นว่าให้ทานแล้วสบายใจดี ก็ให้ทาน ผลทานจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะผ่องใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทานคือข้าว.... เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี สิ้นกรรม แล้ว ยังมีการกลับมา ......"

ปัญหา บางคนให้ทาน ไม่ได้ให้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว แต่ให้เพื่อให้ทานนั้นเป็นเครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลส มีความตระหนี่เห็นแก่ตัว เป็นต้น ผลทานจะเป็นอย่างไร ?
**พุทธดำรัส ตอบ "......ในการให้ทานนั้นบุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้จิตจะผ่องใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนี้แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ......"

ทานสูตร ส. อํ. (๔๙)
ตบ. ๒๓ : ๖๑-๖๔ ตท. ๒๓ : ๖๐-๖๓
ตอ. G.S. IV : ๓๓-๓๕




อิสระพุทธโธ

394 วิธีทำจิตใจตอนเจ็บหนัก

ปัญหา ในเวลาเจ็บหนักจวนตาย ควรจะทำจิตใจอย่างไร ?

พุทธดำรัส ตอบ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติคอยกาลเวลานี้เป็นคำแนะนำของเราแก่ท่านทั้งหลาย
"ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นภายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรในความรู้ตัว มีสติพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เป็นประจำ พิจารณาเห็นจิตใจอยู่เป็นประจำ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เป็นประจำ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้มีสติ
"ภิกษุเป็นผู้มีความรู้ตัวอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยหลับ.... การแล.... การเหลียว...การคู้เข้า...การเหยียดออก...การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ... การกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม... การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ... การเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง...
"ถ้าเมื่อภิกษุนั้น มีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า เวทนาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า เวทนานั้นมีที่อาศัยจึงเกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี่แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็เวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง จักเที่ยงแต่ที่ไหนดังนี้ เธอย่อมพิจารณาเห็นความเที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและเวทนา ย่อมละราคานุสัยในกายและสุขเวทนา ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและทุกขเวทนา ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและอทุกขมสุขเวทนาเสียได้
"ถ้าภิกษุเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวย เวทนานั้น ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งกาย ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งกาย เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกตายหลังแต่ความสิ้นชีวิต เวทนาที่ไม่น่าเพลิดเพลินทั้งปวงในโลกนี้ จักดับเย็นสนิทไป...


"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันอาศัยน้ำมันและไส้จึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อเพลิง พึงดับไป..."


เคลัญญสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๓๗๔-๓๘๑)
ตบ. ๑๘ : ๒๖๐-๒๖๔ ตท. ๑๘ : ๒๔๒-๒๔๕
ตอ. K.S. ๔ : ๑๔๒-๑๔๓

เด็กใหญ่

อ้างจาก: เด็กเติบ เมื่อ 10:17 น.  22 ก.ค 55
หากหลงตัวเองในทางที่ดี ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเนอะ ดีกว่าหลงติดยา หลงทาง หลงประเด็น เอาเพลงอะไรไม่รู้มาลง ฟังไม่รู้เรื่อง ช่วยแปลให้ฟังหน่อย พอดีไม่ใช่โหมหรัง  ส.ก๊ากๆ น่าจะอยู่กระทู้ บันเทิงดนตรีกีฬา นะ โทษทีนะไม่ได้กวน  ส.โกรธอย่างแรง

ฮะฮา ขำ ไม่มีใครเขาฟังเพลงแล้วต้องมานั่งแปล เขาฟังเพื่อ พักผ่อน ลดความเครียส บอกแล้วเพื่อช่วยลดความตึงเครียส  ก็เล่นลอกกันมาทั้งหอไตร ก็ต้องขั้นรายการกันบ้างซิ คิดแง่ดีบ้างซิ เดี๋ยวยึดจะตัวกูของกูมากไปน่ะจ้ะเด็กเติบ

นะมะอะอุอุทธังธัมโม

อ้างจาก: เด็กใหญ่ เมื่อ 20:30 น.  22 ก.ค 55
ฮะฮา ขำ ไม่มีใครเขาฟังเพลงแล้วต้องมานั่งแปล เขาฟังเพื่อ พักผ่อน ลดความเครียส บอกแล้วเพื่อช่วยลดความตึงเครียส  ก็เล่นลอกกันมาทั้งหอไตร ก็ต้องขั้นรายการกันบ้างซิ คิดแง่ดีบ้างซิ เดี๋ยวยึดจะตัวกูของกูมากไปน่ะจ้ะเด็กเติบ
การลอกมาลงเราคิดว่าดีกว่าการมาปรุงแต่งใช้ความรู้สึกตนเองนะเพราะจะไม่ทำให้คนอื่นเข้าใจเพี้ยนกันไปเรื่อยๆและไม่เป็นบาปกับตัวผู้เอามาเผยแพร่ต่อและแนะนำผู้อื่นในทางที่ผิดเพี้ยนไปก็ยิ่งผิดต่อๆกันไป เพราะถ้าใช้ความรู้สึกตัวเองเข้าไปโดยที่ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรหรือได้ญาณหยั่งรู้แล้ว ย่อมเข้าไม่ถึงธรรมดั้งเดิมแท้จริงและผิดเพี้ยนกันไปเรื่อยๆจนไม่ได้ใจความเดิมในพระไตรปิฎก จึงเห็นว่าการเผยแพร่ธรรมที่แท้จริงน่าที่จะแค่เอาพระวจนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกมาบอกต่อก็เพียงพอแล้ว เพราะแม้กระทั่งพระที่ดังๆ ที่ฟังเทศน์มาก็ปรุงแต่งไปตามจริตของตัวเอง จนใจความเดิมในพระไตรปิฎกผิดเพี้ยนไปไม่มากก็น้อยตีความไปได้หลายอย่าง และผู้ฟังก็มีหลายกลุ่มชั้นความรู้ จึงตีความไปตามที่ตนเองเข้าใจโดยไม่ได้ไปเทียบดูในพระไตรปิฎกและศึกษาเพิ่มเติม เมื่อ พาดพิงมาถึงก็ขอชี้แจงเหตุผลว่าพระสงฆ์หน้าที่ที่แท้จริงแล้วนั้นเพียงแค่เอาเนื้อความในพระไตรปิฎกคือพระพุทธพจน์ของพระองค์มาเผยแพร่บอกต่ออย่าให้ผิดเพี้ยนไป และ หน้าที่ของสงฆ์ คือศึกษาพระไตรปิฎกให้แจ่มแจ้งเพื่อไม่ให้สอนญาติโยมผิดเพี้ยนไปจากธรรมของพระองค์ ตัวแทน ของพระพุทธองค์ คือ พระพุทธพจน์ คือ  พระธรรม และก็คือ พระไตรปิฎก ก็แล้วแต่จะคิดนะเพราะถ้าลอกมาใครๆก็ยกมาให้ดูได้มันก็จริงอยู่ แต่ยังไม่เห็นมีใครทำเพียงแต่เห็นยกของพระที่ใส่ความรู้สึกจริตของแต่ละองค์มันผ่านการปรุงแต่งประโยคถ้อยคำมาแล้ว เมื่อได้มาอ่านทำความเข้าใจพระไตรปิฎก ก็รู้ว่าตีความผิดเพี้ยนไปจากประโยคธรรมในพระไตรปิฎกตีความให้บิดเบือนไปไม่มากก็น้อยตีความไปได้หลายอย่างตามระดับภูมิธรรมของแต่ละคน หลวงตามหาบัวนี่แหละชัดเจนใกล้เคียงที่สุดแล้ว แต่ต้องไปเทียบเคียงกับ พระไตรปิฎกอีกที เหมือนปรึกษากับพระไตรปิฎก ก็เหมือนได้ปรึกษาพระพุทธองค์ เหมือนที่พระองค์ทรงบอก ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา อย่าเชื่อ ผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยช่วยเอาไปไตร่ตรองศึกษาดูอีกที ส.มองลอดแว่นส.อ่านหลังสือ

เด็กใหญ่

นมัสการ ผุ้ใช้นามแฝง นะมะอะอุอุทธังธัมโม
จึงเห็นว่าการเผยแพร่ธรรมที่แท้จริงน่าที่จะแค่เอาพระวจนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกมาบอกต่อก็เพียงพอแล้ว เพราะแม้กระทั่งพระที่ดังๆ ที่ฟังเทศน์มาก็ปรุงแต่งไปตามจริตของตัวเอง
คราวนี้ ว่ากันด้วยธรรมชั้นสูงเลย ไม่เอาเพลงมาล่ะ เอาของจริงเลยดีกว่า เพลงฟังแล้ว ไม่ต้องแปลก็ได้ประโยชน์  แต่ที่ให้มาครั้งนี้ ต้องแปลได้ เข้าใจจริง ถึงได้ประโยชน์ ถ้านั่งจนครบจบแล้วไม่รู้เรื่อง ได้เมื้อยอย่างเดียว ผมเชื่อว่าท่านคงไม่เป็นอย่างที่ว่าน่ะครับ ผมให้เครดิตท่านแน่นอน แต่ท่านให้เครดิตตัวเองเท่าไหร่ไม่ต้องบอกใครก็ได้ครับ. นมัสการ

http://youtu.be/vwuE8iCqvEg

ปัตจัตตัง/เอเลี่ยน

อ้างจาก: เด็กใหญ่ เมื่อ 23:03 น.  22 ก.ค 55
นมัสการ ผุ้ใช้นามแฝง นะมะอะอุอุทธังธัมโม
จึงเห็นว่าการเผยแพร่ธรรมที่แท้จริงน่าที่จะแค่เอาพระวจนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกมาบอกต่อก็เพียงพอแล้ว เพราะแม้กระทั่งพระที่ดังๆ ที่ฟังเทศน์มาก็ปรุงแต่งไปตามจริตของตัวเอง
คราวนี้ ว่ากันด้วยธรรมชั้นสูงเลย ไม่เอาเพลงมาล่ะ เอาของจริงเลยดีกว่า เพลงฟังแล้ว ไม่ต้องแปลก็ได้ประโยชน์  แต่ที่ให้มาครั้งนี้ ต้องแปลได้ เข้าใจจริง ถึงได้ประโยชน์ ถ้านั่งจนครบจบแล้วไม่รู้เรื่อง ได้เมื้อยอย่างเดียว ผมเชื่อว่าท่านคงไม่เป็นอย่างที่ว่าน่ะครับ ผมให้เครดิตท่านแน่นอน แต่ท่านให้เครดิตตัวเองเท่าไหร่ไม่ต้องบอกใครก็ได้ครับ. นมัสการ

http://youtu.be/vwuE8iCqvEg
ไม่ฟังทีคอมเฉื่อย แต่ผ่านหูผ่านตามาหมดแล้ว ง่วงแล้วความง่วงเหงาหงาวนอนก็คือกิเลศตัวร้ายที่เกาะพระโมคอยู่ก่อนจะเป็นอรหันต์ มาว่าเรื่องบทสวดมนต์ตามความเข้าใจของเรา ภาษาบาลีไม่รู้เรื่องหรอกได้บ้างนิดหน่อยคำแปลน่ะมีหมดแหละมันก็อยู่ในพระไตรปิฎกนั่นแหละ มันจะมีอะไรไม่ว่าบทสวดมนต์ไหน ทุกบทสวดมนต์ ตัดย่อคัดมาจากภาษาบาลี ในพระไตรปิฎก ทั้งนั้นแหละ อยู่ในใบไม้กำมือเดียวที่พระองค์ทรงสอน ก็คือพระไตรปิฎก มันไม่มีทางยาวไปกว่าเนื้อหาทั้งหมดในพระไตรปิฎกหรอก ยกมาเป็นท่อนๆแล้วแต่เหตุการณ์ที่พระพุทธองค์แสดงธรรม มันก็เวียนไปเวียนมาอยู่ในนั้น ท่อนโน่นต่อท่อนนี้ เอาตอนพระโมคปราบพยานาคมาร่าย เอาตอนพระพุทธองค์แสดงธรรมแก่พระอรหันต์มาร่าย เอาตอนสอนเทวดามาร่าย เอาตอนแผ่เมตตาให้ช้างคาฬาคีรี ฯลฯ แล้วแต่จะยกมาแล้วแต่จะปรุงแต่งให้จิตเชื่อว่าเป็นยังไงยกเอาตอนที่สถานการณ์ใกล้เคียงกับที่ต้องการให้เป็นอย่างที่จิตต้องการปรุงแต่งเอา มันเป็นอวิชา เป็นกิเลศอย่างละเอียดเอามาปราบกิเลศอย่างหยาบได้ช่วยไม่ให้จิตไปเกาะหวั่นไหวกับตาหูจมูกลิ้นกายและใจทำให้จิตเพ่งไปจุดเดียวเกิดเป็นสมาธิขั้นต้นมีกำลังพอสมควรถ้าอยากให้เป็นบุญก็ระลึกแต่สิ่งดีๆนึกถึงความหมายประโยคธรรมที่แปลให้เข้าใจเป็นไทยแล้วปลงสังขารร่างกายตนเองเห็นถึงการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เกิดแก่เจ็บและตายไม่มีอะไรเป็นของเราแม้แต่ร่างกายที่โรยราทุกวันลาภยศสรรเสิญล้วนสมมุติทั้งนั้นและเป็นพันธะบ่วงผูกรัด โลกใบนี้คือโรงละครโรงใหญ่ที่เราต้องแสดงให้จบฉากจบตอนเลือกเอาจะเอากรรมดีกรรมชั่ว สะสมเงินทองสมบัติพัสถาน หรือสะสมยศตำแหน่ง หรือสอนมนุษย์ให้เห็นธรรม หรือปฏิบัติธรรมยกจิตขึ้นชั้นสูง  อยากรู้คำแปลก็มีหมดในหนังสือที่มีอยู่ก็มี หาในเน็ทก็มี แล้วมันจะมีอะไร ที่สำคัญคือสาระธรรมที่สอนพระอรหันต์เทวดามนุษย์ให้เบื่อในสังสารวัฏเน้นปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นเข้านิพพาน ทุกบทสวดมนต์ก็เอามาจากภาษาบาลีที่อยู่ในพระไตรปิฎกนั่นแหละเนื้อหาในพระไตรปิฎกยาวกว่าทุกบทสวดมนต์ที่มีอยู่ทุกบทสวดมนต์ ขออ้างถึงท่านพุทธทาสยังบอกเลยถ้าไม่เข้าใจความหมายควบคู่ไป การสวดก็น่ารำคาญเหมือนอึ่งอ่างที่ร้องพร้อมกันในคืนที่ฝนตกหนัก ในความเข้าใจของคนที่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมายนะ จิตของท่านคงตั้งอยู่ที่ปุถุชนแต่เชื่อว่าถ้าท่านตั้งจิตต้องการให้อยู่ตรงไหนอยากรู้อะไร ท่านจะรู้หมดระดับท่านพุทธทาสไม่ธรรมดา ไม่เห็นมีใครพระดังๆพูดถึงท่านว่าเป็นพระอรหันต์เลย แต่เราเข้าใจอย่างนี้ เทวดารู้และฟังและและเข้าใจชอบมาฟังถึงไม่มีคำแปลก็ตามเพราะภาษาบาลีเข้าถึงได้ทุกภพภูมิ เพราะอายุเทวดายาวนานและอยู่มาก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันองค์ที่สี่จะมาจุติที่มนุษย์ เพราะแค่ประมาณ2600ปีที่พระธรรมเกิดขึ้น ถ้าเปรียบเทียบเป็นอายุเทวดาก็ประมาณ 26 วัน อาจน้อยหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับสวรรค์ชั้นที่อยู่ อย่าเชื่อ  ก็ลองไปศึกษาดูต่อในพระไตรปิฎกดู เรื่องบทสวดมนต์มีมากกว่านี้ให้ทึ่งฉงนเยอะมาก หารู้ไม่การสวดมนต์มันจะกลายเป็นมนต์ดำคุณไสยเอาง่ายๆทั้งที่เป็นบทสวดเดียวกันแต่อารมณ์ที่ระลึกต่างกันเป็นคนละขั้วอย่างฟ้ากับดิน ลองไปค้นดูหาบทสวดทำคุณไสยเทียบดูกับบทสวดที่พระสวดมนต์มันแตกต่างกันตรงไหน รู้แล้วจะอึ้ง ถ้าตั้งจิตระลึกผิด ก็เรามันบ้ายังจะสนใจทดสอบคนบ้าอีก วู้ เอ๊ะมันชักจะยังไง ไม่รู้ใครบ้ากว่าใคร อะไรที่ดีพอเชื่อถือได้ก็เอาไปที่เห็นว่าไม่ดีไร้สาระก็ทิ้งไป เกิดเอาจิตพระเกษมวัดสามแยกมาประทับ นี่หนักกว่าเพราะไม่ใช่พระ แต่มันจ้าอยู่ในจิตตลอดเลย หมุนติ้วๆๆๆอยู่ในสมอง เหมือนศัพท์ที่หลวงตาใช้บ่อย หมุนติ้วๆๆ กิเลศตัวเป้งๆเข้ามาเจอหมัดฮุคของเราเข้าไปนี่เป็นไงหงายหลังไปเลย นี่อย่างนี่ เอ้า เอาทองมาๆเอามา ยังงงไม่เข้าใจที่ท่านทำมันขัดกับ ธรรมวินัย ท่านหลุดพ้นไปได้ แต่คนที่เอามาถวายนี่ ท่านคิดอะไร อรหันต์ แผลงพิเรนได้ ก็จริง แต่พระที่ไม่ได้บรรลุเห็นท่านทำ แล้วเอาแบบอย่างกันหมดยึดท่านเป็นแบบอย่าง แล้วจะอ้างอะไร คนนับถือ ท่านทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วอย่างนั้นพระกับฆราวาสจะมีอะไรแตกต่างกัน แค่ผ้าที่ปกคลุมไว้ภายนอกเหรอ ไม่รู้แหละพระไตรปิฎกคือตัวแทนพระองค์ เราเชื่อพระไตรปิฎก อรหันต์ที่ดูๆมีหลาย เกรด และยังถามพระพุทธองค์อยู่ทุกเรื่อง ในสนทนาธรรมในพระไตรปิฎก ก็มียืนยันให้เห็น สรุปว่ายังไงก็เอาพระไตรปิฎกเป็นหลักชัว  มันอยู่ที่เอาจิตไปตั้งอยู่ที่ไหนอยากรู้อะไรก็ตั้งที่ตรงนั้น ใบไม้นอกกำมือยังมีอีกเยอะชาวโลกอ่อนการฝึกปรือเมื่อจิตอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก็โดนครอบงำควบคุมจากจิตที่อยู่ระดับสูงกว่าธรรมดาถ้าบอกว่ามนุษย์ต่างดาวใช้ระดับจิตที่สูงกว่าบวกกับเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าควบคุมหลายคนที่อาศัยอยู่บนโลกโดยไม่รู้ตัวเพื่อรวบรวมข้อมูลศึกษาเราอยู่(รู้จักเคยได้ยินเรื่องเขากะลาไหม) มันควบคุมเราจนเราคิดว่าการตัดสินใจหลายสิ่งหลายอย่างเกิดแต่ตัวเรา และ อาคันตุกะจากต่างดาวมันกำลังศึกษาวิจัยเราอยู่โดยการสื่อสารทางจิตหรือโทรจิตลองคิดดูมันผลาญทรัพยากรณ์บนโลกที่มันอยู่เท่าไรถึงได้มีเทคโนโลยีก้าวล้ำมันมาที่นี่ก็เหมือนเราคิดจะไปหาที่อยู่ใหม่ที่ดาวอังคารหรือดาวอะไรก็แล้วแต่ ที่รองรับเผ่าพันใหม่ของมัน สตีเฟ้นฮ๊อกคิ้นเข้าใจถูกแล้วอัจฉริยะจิตนาการที่มาจากการส่งจิตออกนอกตัวมันใกล้เคียงญาณหยั้งรู้แต่ไม่ใช่ ถ้าบอกปล่อยไปแบบนี้จะเลือกสนใจสิ่งไหน จะเชื่อรึเปล่า ใบไม้นอกกำมืออย่าให้เอามาใช้เลยไม่ดีเสียเวลาศึกษาธรรม เสียเวลาที่จะหาสิ่งนอกตัวไปหมดชีวิตอยู่ในอวกาศยังไม่ใช่ยุคนี้ที่เป็นยุคสัญจรในอวกาศสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ไม่ได้มีแค่โลกนี้ จุดเปลี่ยนเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ ยกระดับขึ้นเพราะอาคันตุกะต่างดาวกลุ่มนี้แหละถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เรา ต่อยอดจากยุคอัลเบิร์ดไอสไตร์จงรู้ไว้เถิดว่าจิตมันสร้างทุกอย่างและบงการทุกอย่างอยู่ ถ้าเช็ควาระจิตดูจะรู้ว่ากระแสจิตที่วิ่งอยู่มันมีอาคันตุกะจากนอกโลก พวกนี้ระดับจิตสูง นี่คือกุสโลบายเปลี่ยนจุดสนใจเพราะอะไรก็แล้วแต่  ส.อืม ส.อ่านหลังสือ เป็นไงเชื่อรึยังว่าบ้า 

ใช่เลย

พระกับฆราวาสจะมีอะไรแตกต่างกัน แค่ผ้าที่ปกคลุมไว้ภายนอกเหรอ ไม่รู้แหละพระไตรปิฎกคือตัวแทนพระองค์ เราเชื่อพระไตรปิฎก อรหันต์ที่ดูๆมีหลาย เกรด และยังถามพระพุทธองค์อยู่ทุกเรื่อง ในสนทนาธรรมในพระไตรปิฎก ก็มียืนยันให้เห็น สรุปว่ายังไงก็เอาพระไตรปิฎกเป็นหลักชัว  มันอยู่ที่เอาจิตไปตั้งอยู่ที่ไหน (ฝักใฝ่อะไร)