ข่าว:

ทดลองใช้งานบอร์ดตะลุง ที่อยู่ในขั้นตอนการกู้คืนข้อมูล เบื้องต้นมีแต่กระทู้ (ข้อความ) กำลังกู้รูปภาพ ไฟล์แนบต่าง ๆ คาดว่าจะทยอยสมบูรณ์ภายในไม่ช้า

Main Menu

ไม่มีศาสนา

เริ่มโดย เณรเทือง, 17:01 น. 28 มี.ค 55

wareerant

แว่ว ๆ ว่าจะลงมากลางสภา

Destiny

อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจหนึ่ง
ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"  พระบรมราชปณิธานของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

คุณหลวง

ไม่มีศาสนา

เรื่องศาสนา คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาไม่สิ้นสุด และจะยังคงถกเถียงกันต่อไปไม่สิ้นสุดนั่นเอง

    ตราบใดที่เรายังคงมีความคิดว่าสิ่งที่เรารู้ เราเห็น เราเชื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ก็ต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะคนอื่นก็คิดต่างไปจากเรา

    หากวันใดที่เราเข้าใจสิ่งที่พระศาสดาสอนไว้ด้วยจุดมุ่งหมายของท่านจริงๆแล้ว เราก็สามารถละความคิดว่าตัวเองถูกที่สุด ละความคิดที่ว่าศาสนาเราดีที่สุดได้ และจะมีเพียงความเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ต้องดูแลกันและกัน

    บ่อยครั้งที่เรายอมให้จิตใจของเรามีสภาพเป็นทาสผู้อื่น เป็นทาสสิ่งแวดล้อมไปโดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เราเอาคนๆเดียว หรือเหตุการณ์เดียว สิ่งเดียวมาตัดสินทั้งหมด

    นักพูดมีชื่อท่านหนึ่งเล่าว่า สมัยท่านเรียนต่างประเทศ วันหนึ่งท่านเห็นเพื่อนคนไทยทะเลาะกับชาวต่างประเทศ ถามไปถามมา ทราบว่าเพื่อนคนนั้นโกรธที่ชาวต่างชาติกล่าวว่าคนไทยจน ท่านก็ว่า มันจริงของเขานะ คนไทยยังจนเมื่อเทียบกับชาวประเทศนั้น

    "จนห่าอะไรมันล่ะ พ่อกูทำกิจการใหญ่โต รวยไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน" คือคำตอบของเพื่อนคนนั้น ท่านคิดในใจว่า "ก็คนไทยมีแต่พ่อมึงคนเดียวหรือไงวะ"

    นักร้องเพลงเพื่อชีวิตชาวหาดใหญ่คนหนึ่งเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองละทิ้งศาสนาพุทธไปนับถืออีกศาสนาว่า เป็นเพราะวันหนึ่ง หลังจากกลับมาจากสวดงานที่บ้านญาติโยมแล้ว พระหลวงตารูปหนึ่งแกะซองดูแล้วเห็นว่ามีเงินน้อยนิด ก็บ่นว่า "ไม่คุ้มเลย ไม่น่ามา" เขาถามตัวเองว่า "ศาสนาพุทธมีแค่นี้หรือ"

    เป็นธรรมดาเมื่อเราพบเจอสิ่งที่เราไม่ชอบใจในสิ่งๆหนึ่ง แม้เพียงเป็นแค่หนึ่งในร้อย เราก็เหมารวมไปได้ทั้งร้อย อย่างปลาเน่าตัวเดียวในเข่ง เราได้กลิ่นแล้วก็มักจะเหมารวมว่าปลาเน่าทั้งเข่ง ทั้งๆที่หากเราละอคติตรงนั้นแล้วค้นดู ก็อาจพบว่าที่เหลือล้วนปลาดีก็เป็นได้

    ซ้ำร้ายบางที่เราต้องการใช้เข่ง แต่เห็นมีปลาเน่าในเข่ง เราก็เหมาว่าเข่งเน่าไปเสียด้วย

    ในศาสนาพุทธบ้านเราเองทุกวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ เยาวชนจะหันหลังให้วัด เพราะเขาพบเจอกับพฤติกรรมทรามๆของผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนา เป็นนักบวช เป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำ แล้วเขาก็ต้องหันหลังให้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่แปลกหากเขาจะภูมิใจกับความไม่มีศาสนาของตน

    เมื่อเขาหาศรัทธามิได้ในศาสนา

    การประณามพวกเขาเหล่านั้นจากผู้ที่บอกว่าตนเองมีศาสนาก็ไม่ได้ทำให้ศาสนาดูดีขึ้น ซ้ำร้ายจะทำให้เห็นไปได้ว่าศาสนามีแต่คนใจแคบที่คอยว่าคนอื่นเท่านั้น

    ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทุกคนมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ต้องเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ คิด ทำ พูด อย่างนั้นอย่างนี้ เราจะตัดสินใครได้ว่าผิดหรือถูก สุดท้ายความทุกข์ที่เกิดแก่ใจตนเท่านั้นจะตัดสินตนเอง เพราะหากยังมีความทุกข์ในจิตใจ ก็แสดงว่าจิตใจยังไม่ผ่าน

    แต่ความทุกข์นั้นไม่หมายแค่ความทุกข์อย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่หมายถึงความไม่สามารถสงบได้เมื่อมีสิ่งมากระทบ การข่มตนว่าด้อยก็ทุกข์ การยกตนว่าเด่นก็ทุกข์ การสำคัญตนว่าเสมอก็ทุกข์ เพราะเมื่อมีอะไรมากระทบก็ย่อมหวั่นไหวไปธรรมดา

    สุดท้ายแล้วอะไรคือศาสนา และความไม่มีศาสนา ความมีศาสนาเกิดขึ้นเพราะยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของตน การไม่มีศาสนาก็เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของตน

    การบรรลุถึงความเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันของสรรพสิ่ง ดังภาษาวิทยาศาสตร์ในยุคที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์ไสตน์เป็นที่เข้าใจยอมรับกันมีวลีที่ยกมาอธิบายเรื่องนี้ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" จึงสามารถละศาสนาและความไม่มีศาสนาได้

    แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ เรามักนำสิ่งที่นอกเหนือจากหัวใจศาสนามาถกเถียงกันมากกว่าความพยายามศึกษาศาสนาที่แท้ อย่างเช่น นรก สวรรค์ ชาตินี้ ชาติหน้า ฯลฯ เมื่อสนใจในสิ่งเหล่านี้มากเกินไปก็มักเกิดผลที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้น รวมไปถึงความงมงายที่จะกลายเป็นเหยื่อของพวกลวงโลกที่อ้างสรรพคุณแห่งตนว่ารู้ ว่าเห็น และมอบชีวิตให้อยู่ภายใต้การบัญชาของสิ่งและคนเหล่านั้น และส่วนหนึ่งของคนที่ไม่เชื่อก็มักจะดันตัวเองออกมาจากศาสนาก่อนที่จะเรียนรู้ให้เข้าใจหัวใจศาสนาไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาขวางทาง

    ศาสนาทุกศาสนา ทั้งที่มีเทวะพระเจ้าและไม่มีเทวะพระเจ้าก็ล้วนมุ่งหมายให้คนพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ในความเป็นคน เพื่อหลุดพ้นพันธนาการแห่งโลก แล้วแต่ว่าใครจะแค่ไหน อย่างไร หากมีศาสนาแล้วความเป็นคนทรามลงจนไม่เห็นค่าคน อวดดี ข่มท่าน ดูถูกเหยียดหยามคน นับหรือว่าควรค่าแก่การมีศาสนา ความไม่มีศาสนาก็เช่นเดียวกัน

    สุดท้ายแล้ว เราได้อะไรจากกระทู้ที่ดีกระทู้นี้



สะบายดี...
สิ่งที่ไม่เหลือคือ  ความสงสัยในวิถีตน
สิ่งที่เหลือคือ  เดินทางต่อไป และต่อไป

แค่วาทะกรรมสล่ะสลวย

อ้างจาก: คุณหลวง เมื่อ 11:05 น.  15 ก.ย 55
ไม่มีศาสนา

เรื่องศาสนา คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาไม่สิ้นสุด และจะยังคงถกเถียงกันต่อไปไม่สิ้นสุดนั่นเอง

    ตราบใดที่เรายังคงมีความคิดว่าสิ่งที่เรารู้ เราเห็น เราเชื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ก็ต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะคนอื่นก็คิดต่างไปจากเรา

    หากวันใดที่เราเข้าใจสิ่งที่พระศาสดาสอนไว้ด้วยจุดมุ่งหมายของท่านจริงๆแล้ว เราก็สามารถละความคิดว่าตัวเองถูกที่สุด ละความคิดที่ว่าศาสนาเราดีที่สุดได้ และจะมีเพียงความเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ต้องดูแลกันและกัน

    บ่อยครั้งที่เรายอมให้จิตใจของเรามีสภาพเป็นทาสผู้อื่น เป็นทาสสิ่งแวดล้อมไปโดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เราเอาคนๆเดียว หรือเหตุการณ์เดียว สิ่งเดียวมาตัดสินทั้งหมด

    นักพูดมีชื่อท่านหนึ่งเล่าว่า สมัยท่านเรียนต่างประเทศ วันหนึ่งท่านเห็นเพื่อนคนไทยทะเลาะกับชาวต่างประเทศ ถามไปถามมา ทราบว่าเพื่อนคนนั้นโกรธที่ชาวต่างชาติกล่าวว่าคนไทยจน ท่านก็ว่า มันจริงของเขานะ คนไทยยังจนเมื่อเทียบกับชาวประเทศนั้น

    "จนห่าอะไรมันล่ะ พ่อกูทำกิจการใหญ่โต รวยไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน" คือคำตอบของเพื่อนคนนั้น ท่านคิดในใจว่า "ก็คนไทยมีแต่พ่อมึงคนเดียวหรือไงวะ"

    นักร้องเพลงเพื่อชีวิตชาวหาดใหญ่คนหนึ่งเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองละทิ้งศาสนาพุทธไปนับถืออีกศาสนาว่า เป็นเพราะวันหนึ่ง หลังจากกลับมาจากสวดงานที่บ้านญาติโยมแล้ว พระหลวงตารูปหนึ่งแกะซองดูแล้วเห็นว่ามีเงินน้อยนิด ก็บ่นว่า "ไม่คุ้มเลย ไม่น่ามา" เขาถามตัวเองว่า "ศาสนาพุทธมีแค่นี้หรือ"

    เป็นธรรมดาเมื่อเราพบเจอสิ่งที่เราไม่ชอบใจในสิ่งๆหนึ่ง แม้เพียงเป็นแค่หนึ่งในร้อย เราก็เหมารวมไปได้ทั้งร้อย อย่างปลาเน่าตัวเดียวในเข่ง เราได้กลิ่นแล้วก็มักจะเหมารวมว่าปลาเน่าทั้งเข่ง ทั้งๆที่หากเราละอคติตรงนั้นแล้วค้นดู ก็อาจพบว่าที่เหลือล้วนปลาดีก็เป็นได้

    ซ้ำร้ายบางที่เราต้องการใช้เข่ง แต่เห็นมีปลาเน่าในเข่ง เราก็เหมาว่าเข่งเน่าไปเสียด้วย

    ในศาสนาพุทธบ้านเราเองทุกวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ เยาวชนจะหันหลังให้วัด เพราะเขาพบเจอกับพฤติกรรมทรามๆของผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนา เป็นนักบวช เป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำ แล้วเขาก็ต้องหันหลังให้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่แปลกหากเขาจะภูมิใจกับความไม่มีศาสนาของตน

    เมื่อเขาหาศรัทธามิได้ในศาสนา

    การประณามพวกเขาเหล่านั้นจากผู้ที่บอกว่าตนเองมีศาสนาก็ไม่ได้ทำให้ศาสนาดูดีขึ้น ซ้ำร้ายจะทำให้เห็นไปได้ว่าศาสนามีแต่คนใจแคบที่คอยว่าคนอื่นเท่านั้น

    ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทุกคนมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ต้องเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ คิด ทำ พูด อย่างนั้นอย่างนี้ เราจะตัดสินใครได้ว่าผิดหรือถูก สุดท้ายความทุกข์ที่เกิดแก่ใจตนเท่านั้นจะตัดสินตนเอง เพราะหากยังมีความทุกข์ในจิตใจ ก็แสดงว่าจิตใจยังไม่ผ่าน

    แต่ความทุกข์นั้นไม่หมายแค่ความทุกข์อย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่หมายถึงความไม่สามารถสงบได้เมื่อมีสิ่งมากระทบ การข่มตนว่าด้อยก็ทุกข์ การยกตนว่าเด่นก็ทุกข์ การสำคัญตนว่าเสมอก็ทุกข์ เพราะเมื่อมีอะไรมากระทบก็ย่อมหวั่นไหวไปธรรมดา

    สุดท้ายแล้วอะไรคือศาสนา และความไม่มีศาสนา ความมีศาสนาเกิดขึ้นเพราะยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของตน การไม่มีศาสนาก็เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของตน

    การบรรลุถึงความเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันของสรรพสิ่ง ดังภาษาวิทยาศาสตร์ในยุคที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์ไสตน์เป็นที่เข้าใจยอมรับกันมีวลีที่ยกมาอธิบายเรื่องนี้ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" จึงสามารถละศาสนาและความไม่มีศาสนาได้

    แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ เรามักนำสิ่งที่นอกเหนือจากหัวใจศาสนามาถกเถียงกันมากกว่าความพยายามศึกษาศาสนาที่แท้ อย่างเช่น นรก สวรรค์ ชาตินี้ ชาติหน้า ฯลฯ เมื่อสนใจในสิ่งเหล่านี้มากเกินไปก็มักเกิดผลที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้น รวมไปถึงความงมงายที่จะกลายเป็นเหยื่อของพวกลวงโลกที่อ้างสรรพคุณแห่งตนว่ารู้ ว่าเห็น และมอบชีวิตให้อยู่ภายใต้การบัญชาของสิ่งและคนเหล่านั้น และส่วนหนึ่งของคนที่ไม่เชื่อก็มักจะดันตัวเองออกมาจากศาสนาก่อนที่จะเรียนรู้ให้เข้าใจหัวใจศาสนาไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาขวางทาง

    ศาสนาทุกศาสนา ทั้งที่มีเทวะพระเจ้าและไม่มีเทวะพระเจ้าก็ล้วนมุ่งหมายให้คนพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ในความเป็นคน เพื่อหลุดพ้นพันธนาการแห่งโลก แล้วแต่ว่าใครจะแค่ไหน อย่างไร หากมีศาสนาแล้วความเป็นคนทรามลงจนไม่เห็นค่าคน อวดดี ข่มท่าน ดูถูกเหยียดหยามคน นับหรือว่าควรค่าแก่การมีศาสนา ความไม่มีศาสนาก็เช่นเดียวกัน

    สุดท้ายแล้ว เราได้อะไรจากกระทู้ที่ดีกระทู้นี้



สะบายดี...
สรรพคุณครอบจักรวาล เหน็บแนม เสียดสีบ้าง ค้อน สาระยังน้อยอยู่ เหมือนอ่านข้อความในหนังสือทั่วไป เป็นเพียงการเล่นวาทะกรรม ศิลปในการใช้ถ้อยคำ ความรู้พื้นฐานมีพอตัว ต้องสกิดต่อมโทสะซักหน่อยถึงจะรู้ว่า จริตไหน มาโต้คารมสนทนาธรรมกันหน่อย เอาเลยนะ ท่านนับถือ ศาสนาอะไร เพราะอะไร แล้วรู้รึเปล่าว่า ศาสดาของศาสนาท่านมาจากไหน แล้วอยู่ที่ไหน มาเลยท่านคุณหลวง ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ

wareerant

อ้างถึงสรรพคุณครอบจักรวาล เหน็บแนม เสียดสีบ้าง ค้อน สาระยังน้อยอยู่ เหมือนอ่านข้อความในหนังสือทั่วไป เป็นเพียงการเล่นวาทะกรรม ศิลปในการใช้ถ้อยคำ ความรู้พื้นฐานมีพอตัว ต้องสกิดต่อมโทสะซักหน่อยถึงจะรู้ว่า จริตไหน มาโต้คารมสนทนาธรรมกันหน่อย เอาเลยนะ ท่านนับถือ ศาสนาอะไร เพราะอะไร แล้วรู้รึเปล่าว่า ศาสดาของศาสนาท่านมาจากไหน แล้วอยู่ที่ไหน มาเลยท่านคุณหลวง

ทำไม ร้อนวิชาหรือ เขาก็พูดของเขาดีดี ไม่พอใจไรเหรอ

มาดีเบตกับผมดีกว่ามั้ย

ธรรมยุตสุดกู่

 ส.บ๊ายบาย
อ้างจาก: หลอกตัวเองไม่ได้ เมื่อ 10:00 น.  14 ก.ย 55
เปลี่ยนใจยังทัน จากข้อความที่โพ๊สของผู้ที่ใช้นิคเนม........... ยืนยันว่าถ้าอ่านจริงจัง คงรู้มากกว่านี้เยอะ เท่าที่ผมไล่ตามอ่านดูของผู้ใช้นิคเนมนี้ สรุปเลยว่าคนชื่อนี้ไม่ได้รู้อะไรซักเท่าไหร่เลยในทางด้านศาสนา เพียงแค่อ่านนิดหน่อยคร่าวๆผ่านๆคิดคาดคะเนเอา บลา บลา บลา เรื่องอื่นที่ตามอ่านของเค้าก็จะรู้มากกว่าเรื่องของศาสนาเยอะ อยากจะให้คนยอมรับต้องอ่านทำความเข้าใจให้เยอะมากๆและวิเคราะห์ให้เป็น ถ้ารู้ไม่จริงก็อย่าชี้นำแบบฟันธง เพราะมันจะเป็นตัวยืนยันทีหลังว่ากำลังหลอกโกหกตัวเองอยู่ เมื่อมาไล่ตามดูทุกๆข้อความที่โพ๊สแสดงความคิดเห็นเขาก็รู้กันหมดแหละเลยหายไปช่วงนึงใช่ไม๊ล่ะ ส.บ๊ายบาย ส.อ่านหลังสือ 
ส.หลกจริง ส.หัว ส.ก๊ากๆ ส.หลก

หลวงตาบัวอรหันต์แน่นอน

ยกมาท่อนนึงที่ท่านเทศน์สั่งสอน นี่คือคำพูดจากผู้ที่ฝึกจิตสมาธิที่ละเอียดและเป็นอรหันต์แล้ว และมันแน่นอนคือสัจธรรมของ จักรวาลนี้ ถ้ายังเข้าไม่ถึงก็ทำให้เข้าถึงซะ มีเวลาอีกไม่นานแล้วนะ ถ้ารู้ไม่จริงอย่าได้แหยม ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ
   ศาสนาไหนล่ะมาสอนอย่างพระพุทธเจ้านี่ไม่มี ศาสนามีทั่วโลก ไม่มีศาสนาใดสอนอย่างพระพุทธเจ้าเรา พูดแล้วก็คือว่าไม่ใช่ศาสนา เป็นเรื่องอารมณ์ของกิเลสต่างหาก คำสอนของกิเลส ผู้เป็นเจ้าของศาสนาคือคลังกิเลสแล้วจะเอาธรรมมาจากไหน พระพุทธเจ้าเป็นคลังแห่งธรรม สอนโลกเป็นธรรมล้วนๆ นั่นต่างกัน แสดงออกไปบทใดบาทใดเพื่อความระงับดับทุกข์ทั้งนั้นๆ ศาสนะ แปลว่าคำสอน ศาสนกิเลส คำสอนของกิเลสก็ได้ ศาสนธรรม คำสอนของธรรมก็ได้

เราได้พิจารณาเต็มกำลังจริงๆ หายสงสัยหมด เรื่องศาสนาในโลกนี้ว่างั้นเลยแหละ เข้าเวทีพุทธศาสนานี้ตีออกๆ คัดเลือกๆ ไปในตัวของมันเอง แยกออกๆ สุดท้ายลงในพุทธศาสนาแห่งเดียวที่สอนด้วยความถูกต้อง เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ และแก้ไขความผิดประการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีโดยลำดับ คือพุทธศาสนา ยิ่งสอนเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยแล้วยิ่งพุ่งเลย ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ หายสงสัย พอขึ้นบนเวทีคือจิตตภาวนาแล้ว มันกระจายหมดที่ว่ามหาเหตุ ทั้งกิเลสทั้งธรรมอยู่ในใจ พอตีนี้แตกกระจาย กิเลสก็ทราบไปหมด ธรรมก็ทราบไปหมด ทั่วถึงไปหมด

เรื่องภาวนาจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ตีแผ่ความรู้นี้ออก ทั้งกิเลสทั้งธรรม ความรู้เป็นไปกับกิเลส แยกกันออกรู้เรื่อง ความรู้แยกไปทางธรรมก็เป็นธรรมล้วนๆ ไป สุดท้ายก็มาเป็นธรรมหมด พูดธรรมดาโลกจะว่าอะไรผิดก็ไม่ได้ ให้ถูกทั้งหมด โลกเขาเป็นอย่างนั้น เช่นศาสนาใดก็ถือว่าเจ้าของถูกๆ ถูกทั้งนั้น ใครไปตำหนิไม่ได้ นี่หลักของศาสนาก็คือหลักของกิเลสนั่นเอง ถ้าเป็นศาสนธรรมจริงๆ แล้ว เอ้า ตำหนิมา ผิดตรงไหน เอ้า ว่ามา แก้ไขดัดแปลงไปตามนั้น อย่างนั้นเรียกว่าศาสนาแท้หรือศาสนธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ใดจะคัดค้านต้านทานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่เรียกว่าศาสนธรรม

ศาสนาที่ใครไปคัดค้านต้านทานไม่ได้ ถือกรรมสิทธิ์ในศาสนาของตนโดยไม่คำนึงว่าผิดหรือถูก กำไว้หมด นี้ไม่ถูก เปิดซิ ถ้าเป็นของจริงเปิดได้ทั้งนั้น เอ้า ผิดตรงไหนว่ามาแล้วแก้ไข ก็แก้ไขเพื่อให้ถูก ว่ามาก็แก้ไขไปตาม ถ้าเห็นว่าทางนั้นถูกต้องแล้วแก้ไขไปตามทางนั้นก็ถูกต้องเป็นลำดับ เราหายสงสัยเราพูดจริงๆ นี่ละขึ้นเวทีจิตต ภาวนามันถึงได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง หายสงสัยหมดเลย เราจึงพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความรู้สึกของเราที่เต็มอยู่ในนี้ ความรู้อันนี้เต็มอยู่ในหัวใจแล้ว ว่าเราเรียนจบแล้วทั้งทางโลกทั้งทางธรรม เรียนจบคือว่ารู้ไปเรียบร้อยแล้วปล่อยวางลงโดยสภาพของมัน หมดโดยสิ้นเชิง เรียกว่าเรียนโลกจบ ปล่อยโลกจากหัวใจโดยสิ้นเชิง เรียนธรรมจบ เป็นธรรมธาตุล้วนๆ ภายในหัวใจ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งกว่านั้นพอจะเอามาเพิ่มเติม พอแล้วๆ ด้วยความเลิศเลอ

ทำ มะ

.



...ห้องนี้ดุ ว๊ อ ย ... ส.โอ้โห ส.ก๊ากๆ

ทำ มะ ดา

กัด จิก เหน็บแนม เสียดสี โต้เถียง กัน เป็นธรรมดาของคนขี้เหม็นมีกิเลส ส.หลกจริง ส.ฉันเอง ส.หลก ส.หัว ส.ก๊ากๆ ส.กลิ้ง

wareerant

เอาน่า ลุง ๆ ทั้งหลาย ในห้องนี้คงไม่มีพระอรหันต์สักองค์หรอก

มันแน่อยู่แล้ว

อ้างจาก: wareerant เมื่อ 22:29 น.  15 ก.ย 55
เอาน่า ลุง ๆ ทั้งหลาย ในห้องนี้คงไม่มีพระอรหันต์สักองค์หรอก
มันไม่มีอยู่แล้ว โสดาบันยังไม่รู้มีไม๊ ไม่ต้องไปเทียบชั้นอรหันต์หรอก ยังห่างไกล ส.หลกจริง

สงสัยอะไรถามมา

ส่วนใหญ่ที่โพสของเราทั้งนั้น50%ในกระทู้นี้ เปิดโอกาสให้ถาม เพราะหลังจากนี้เราจะไปแล้ว คงไม่ได้มากวนใครแล้ว ถึงเวลาหมดเวลาก็ต้องไปตามเวรและกรรม ของดีอยู่ในพระไตรปิฏก พระอรหันต์ไหนก็ไม่รู้ตรงรู้แน่รู้เท่าพระไตรปิฎกแน่นอน ไปอ่านศึกษาพระไตรปิฎกอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จนขึ้นใจไปที่สูงแน่นอน ของแท้อยู่ที่ศาสนาพุทธ ตอบแบบเน้นๆชัดๆ แต่มันลึกลับซับซ้อน บุญใดทุกอย่างที่เกิดมาไม่เท่าได้พบพระพุทธศาสนาแน่นอน อ่านและอ่านและก็อ่าน ๆๆๆๆ ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ ให้ความสำคัญเรื่องฝึกจิตเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องอื่นทุกเรื่องล้วนไร้สาระในทางธรรม


สนใจธรรม

พบพระชำนาญเวทย์เดินบนน้ำได้ หายตัวได้

--------------------------------------------------------------------------------

ต่อจากนั้น อาตมภาพจึงเดินขึ้นเขาไป เพื่อหาถ้ำที่สำหรับจำวัด เพราะเดือนมืดจะเดินกลางคืนก็เห็นจะลำบาก พอขึ้นไปบนหลังเขา ไปพบพระองค์หนึ่งชื่อ สาธุวันดี ท่านบอกว่าท่านอยู่เมืองหลวงพระบาง ขณะนั้นอายุของท่านองค์นั้นกำลัง ๒๕ ปี ท่านถามอาตมภาพว่า เณรเที่ยวมานานแล้วได้คุณวุฒิอะไรบ้าง อาตมาก็เล่าเรื่องที่เป็นมาของตนให้กับท่านฟัง ท่านจึงแนะนำว่า

"บุคคลซึ่งบำเพ็ญเพียรอันเป็นบุพเพของตนเป็นมาแล้วอย่างไร คนนั้นจะมีความเพียรก้าวหน้าไม่ท้อถอย เพราะว่าชาติที่เป็นมาแล้ว สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เมื่อเห็นเช่นนี้ว่า ความเกิดเป็นมนุษย์และสัตว์ในโลกมีภพอันไปปรกติ ผู้นั้นจึงกล้าต่อความเพียรนั้นอีกในโลกนี้ เหตุนั้นผู้เห็นบุพเพนิวาสานุสสติ แล้วจึงมีความเพียรก้าวหน้าไม่หยุด ผู้บำเพ็ญทั้งหลาย เมื่อชำนาญการดักจิตแล้ว ควรบำเพ็ญปัญญาจักษุอันนี้ให้เจริญขึ้น จึงจะไม่ท้อถอยต่อการบำเพ็ญ" ดังนี้

ต่อไปนั้นอาตมภาพจึงถามท่านว่า ปฏิบัติแค่ผมควรบำเพ็ญแล้วหรือยัง

ท่านตอบว่า การดักจิตของเณรก็ชำนาญบ้างแล้ว แต่ขาดปัญญาจักษุ เหตุนั้น ควรอบรมปัญญาจักษุให้กล้าก่อนจึงควรต่อไป

จากนั้น ท่านก็แนะนำทางปัญญาจักษุพอสมควร แล้วท่านจึงแสดงฤทธิ์ของท่านบางสิ่งบางอย่าง เช่น หายตัว คือขณะนั้นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกันกับอาตมภาพ ๆ เดินตามหลังท่านเดินก่อน ทายกเขาไม่เห็น ข้าวบิณฑบาตก็ไม่ได้ ได้เฉพาะแต่อาตมภาพผู้เดินหลัง ที่ถ้ำนั้นมีบ้านอาศัยบิณฑบาต ๕ หลังคาเรือน ทำไร่ข้าวเป็นอาชีพของคนชาติพวน

ต่อนั้นไป อาตมภาพพักศึกษากรรมฐานกับท่านองค์นั้นอยู่ ๑๖ วัน จากนั้นท่านออกเดินตามครองน้ำ ชายฝั่งเป็นถนน คือ ท่านเดินไต่หลังน้ำไป เป็นของสุดวิสัยของอาตมภาพที่จะตามได้ จึงเป็นอันว่าหมดหนทางจะตามไปด้วยท่าน

ต่อนั้นไป อาตมภาพก็เดินตามเขาอีก ๒ วันไปถึงเมืองวัง ไปพักอยู่ถ้ำเต่างอย ไปเที่ยวบิณฑบาตบ้านแดง ทางประมาณ ๑๐๐ เส้น ที่นั้นมีบ่อน้ำอาศัยเป็นที่สบายแก่การบำเพ็ญสมณธรรม อาตมภาพพักทำความเพียรเพ่งกสิณอาโปธาตุบ้าง เพ่งอากาศธาตุบ้าง บำเพ็ญอยู่ที่นั้น ๒ พรรษา เกิดเรื่องอธิกรณ์ ๔ ครั้ง


ประวัติพระบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน
โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : deedi [ 3 ก.พ. 2544 ]
Monk Main Page

S-Korhong

อ้างจาก: wareerant เมื่อ 18:41 น.  28 มี.ค 55
ผมเองครับ เป็นคนไม่มีศาสนา แต่ไม่ใช่ไม่ศึกษานะครับ ก็ศึกษามามาก ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ฯลฯ
ในบรรดาศาสนาที่ผมได้ศึกษาและรู้จัก ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ผมชอบที่สุด เพราะเป็นหลักของความน่าจะเป็น อธิบายการเข้าถึงจุดสูงสุดของจิตได้ดีที่สุด ศาสนาอื่นไม่มี แต่ศาสนาอื่นก็ดีเหมือนกัน เช่น คริสต์ สอนให้รักกัน อิสลาม สอนไม่ใช้ดื่มเหล้า การดื่มเหล้าบาปมาก บาปยิ่งกว่าการกินหมูอีก แต่คนส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการกินหมูบาปมากกว่า

ผมนับถือพระพุทธเจ้า นับถือพระเยซู นับถือศาสดาอื่นๆ ล้วนแต่เป็นผู้มีพระคุณกับมนุษยชาติ แต่ก็มิได้ยึดติดกับศาสดาท่านใดท่านหนึ่ง

ผมเก็บเอาสิ่งดี ๆ ของแต่ละศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำบุญที่ดีที่สุดของผม คือการช่วยเหลือผู้อื่นที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ผมไม่บริจาคเงินสร้างวัด สร้างศาลา สร้างซุ้มประตูวัด สร้างกุฏิพระ แต่จะบริจาคให้ผู้ประสบภัยและผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ

แม้ผมจะชอบศาสนาพุทธมาก แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง ศาสนาพุทธเสื่อมสูญสลายไป ผมก็รู้สึกเฉยๆ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่ก็คงเสียดาย

ผมไม่เชื่อเรื่องชาติที่แล้ว และชาติหน้า ผมทำชาตินี้ให้ดีที่สุด

ผมไม่เชื่อเรื่องกรรม ถ้ามีโอกาสจะทำแต่ความดี แม้จะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ ก็ตาม เพราะผมเป็นคนดีโดยธาตุในตัวผม ไม่เกี่ยวกับบุญกรรมแต่อย่างใด

ผมไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ ผมเชื่อเรื่องโลกมนุษย์อย่างเดียว เคยมีคนไปถามขงจื้อว่า คิดอย่างไรเรื่องสวรรค์ ขงจื้อกล่าวว่า เรื่องในโลกมนุษย์ยังรู้ไม่หมดเลย จะไปรู้เรื่องสวรรค์ใ้มันได้อะไรขึ้นมา

ผมเป็นคนเชื่อยาก ต้องพิจารณากรั่นกรองอย่างมากแล้วเท่่านั้น ถึงจะเชื่อ

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาว่าจิตของคนเรามี 3 ระดับ
1. ขั้นสุนทรียะ คือคนทั่วไป หาเงินมาได้ก็เอามาใช้จ่าย หาความสุขใส่ตัว
2.ขั้นศีลธรรม เคร่งในศีล ในศาสนา บางครั้งมากเกินไป ชีวิตไม่มีความสุข
3. ขั้นศิลปะ ขั้นนี้คือการเข้าถึงศาสตร์แห่งศิลปะทั้งมวล เข้าใจความไม่สมบูรณ์แห่งชีวิตและธรรมชาติ

เด็กรุ่นใหม่หลายคน บอกว่าไม่มีศาสนา นั่นคือเขายังไม่เคยศึกษาศาสนา ต้องศึกษาให้ถึงที่สุดก่อน ถึงจะทิ้งศาสนาได้

ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตามแต่ แต่ผมอยากจะบอกว่าชีวิตหลังความตายมีจริง ตระกูลผมสืบทอดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้มาตั้งแต่โบราณ และผมก็ได้รับรู้ด้วยตัวเอง และมันไม่ใช้อุปาทานอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำนิยาม ตัวผมก็มีการศึกษา จบปริญญาและมีสติสัมชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ 100%

...... ที่ผมบอกก็เพียงแค่อยากให้ทุกคนช่วยกันทำความดีเพื่อความสุขสงบของสังคม และเพื่อสะสมบุญกุศลเอาไว้ใช้ในภายภาคหน้าครับ

Destiny

อ้างจาก: S-Korhong เมื่อ 22:32 น.  16 ก.ย 55
ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตามแต่ แต่ผมอยากจะบอกว่าชีวิตหลังความตายมีจริง ตระกูลผมสืบทอดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้มาตั้งแต่โบราณ และผมก็ได้รับรู้ด้วยตัวเอง และมันไม่ใช้อุปาทานอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำนิยาม ตัวผมก็มีการศึกษา จบปริญญาและมีสติสัมชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ 100%

...... ที่ผมบอกก็เพียงแค่อยากให้ทุกคนช่วยกันทำความดีเพื่อความสุขสงบของสังคม และเพื่อสะสมบุญกุศลเอาไว้ใช้ในภายภาคหน้าครับ

ด้วยความเคารพ จขกท. ขอถามเพิ่มเติม เพราะไม่ค่อยเข้าใจตรงที่บอกว่า "ตระกูลผมสืบทอดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้มาตั้งแต่โบราณ และผมก็ได้รับรู้ด้วยตัวเอง และมันไม่ใช้อุปาทานอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำนิยาม"

สืบทอดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้มาตั้งแต่โบราณ?
อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจหนึ่ง
ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"  พระบรมราชปณิธานของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ผู้ปลุกปั่นปั้นกระทู้

ถ้ายังสังเกตุด้วย ตาดูหูฟังแค่กายสัมผัสลิ้นรับรู้รส สังเกตุโดยสัมผัสหยาบๆ ยากจะรับรู้ถึงมิติธรรมขั้นสูง ต้องมีจินตนาการ ใช้ปัญญาไตร่ตรองและต้องใช้จิตสัญชาตญาณสัมผัสเอา ขอแนะนำให้อ่านพระไตรปิฎกให้เยอะไว้ก่อนถึงจุดนึงมันจะแตกฉานข้อมูลที่รับรู้เล่าเรียนทุกอย่างจะประสานเชื่อมโยงเองถามตอบเองอัตโนมัติจะรู้สึกวาบสว่างจ้าขึ้นมาเองปัญญาจะเกิดขึ้นมาเอง ความรู้ต่างๆจะรู้ได้เองอัตโนมัติและจะทึ่งว่ามันรู้ขึ้นมายังไงโดยอ่านหนังสือต่างๆกระตุ้นเพียงนิดหน่อย แต่แรกๆต้องอ่านให้เยอะก่อน และฝึกจิตว่างไว้ คือ ให้ทำอย่างนี้ ให้นึกไว้เสมอว่าความคิดทุกอย่างที่สมองเราที่คิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ความคิดเรา อย่าเอาสิ่งที่คิดได้ไปปรุงแต่งต่อหยุดไว้ นิ่งและสังเกตุมัน ว่ามันคิดอะไรบ้าง จิตจะไม่หลงตามกระแสของความคิด ทำให้สมองเราเป็นเหมือนเครื่องดักฟังอย่าเอาอารมณ์ความรู้สึกเราไปใส่ปรุงแต่งต่อ แค่ดักอ่านความคิดความรู้สึกต่างๆที่ผ่านทางสมองของเรา ลองฝึกบ่อยๆ แรกๆอาจจะมึนๆหน่อย แต่พอเราแยกจิตกับความคิดออกจากกัน จิตมันจะตามดูความคิดเอง จะรู้อะไรเพิ่มมากขึ้นอีกเยอะในมิติแปลกใหม่ แต่การอ่านพระไตรปิฎกก็อ่านไปให้หนักทั่วถึงอ่านแล้วอ่านอีก รับรองได้เลยว่าไม่เสียชาติเกิดแน่ในชาติที่มาอยู่ในภพภูมิมนุษย์ ปลีกตัว ปลีกวิเวก คลุกคลีในผู้ปฏิบัติธรรมฟังธรรมบ่อยๆ แต่ให้ยึดในพระไตรปิฎกเป็นแผนที่นำทาง ลองดูเผื่อจริตคล้ายๆกัน มันสนุกเหมือนกำลังเล่นเกมส์สุดมันในจิต บางทีจะรู้สึกว่าแค่เราคิด ก็มีคนทำให้เรา หรือเราอวตารใครบางคนได้หรือหลายๆคน คงเป็นแค่ความบังเอิญนะ แต่บ่อยครั้งมากที่เพียงแค่คิด เหตุการณ์ หลายอย่างในโลก เหมือนเราเขียนขึ้นเอง โอ้มันช่างน่าฉงนใจจริงๆ อย่าเชื่อๆ สำหรับเราโทรจิตมีจริงๆ แค่แปรรับสัญญาณให้เป็นอ่านให้ออก สนุกและมันตลอดอยู่ในตัวเราเอง มันช่างเป็นความบ้าที่ไม่อยากบำบัดเลย ก็ไม่มีอะไรหรอกก็สนุกกับอวิชชานิดหน่อย แต่ตัวนี้มันแตกยอดทำให้เกิดปัญญาได้ ลองทำจิตว่างไสตร์เราดูเผื่อชอบ  มาปรึกษากันในนี้ได้ จะก๊อปปี้อวตารให้เป็นเทพให้หมด สังเกตตอนนี้มีใครบ้างที่คล้ายๆกัน ดำรงค์ ชูวิทย์ คำรณวิทย์ และ ฯลฯ จะตามมา อย่าเชื่อๆ ทุกอย่างมันขับเคลื่อนแก้ได้ด้วยความคิดรู้แตกฉาน เมื่อโจรจะทำอะไร เรารู้วาระจิต ส่งซิกส์ให้มันรู้ว่าเรารู้ทันมันก็หยุด ไม่ทำเพราะมีคนเห็นและรู้ทัน ก็แค่คิดกันไว้ก่อนโจรจะทำ แต่จะเข้าใจเสียอีกว่าวิตกจริต เหมือนช่วงที่จะมีการก่อเหตุร้าย ก็แค่จัดเจ้าหน้าที่มาลงตั้งด่านให้เยอะก่อน ผลพวงที่ได้มันดีทุกอย่างอยู่แล้ว ในเมื่อมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำการทั่วเมืองกระจายไป โจรอาชีพ โจรเฉพาะกิจมัน ก็ลำบากในการทำชั่ว การสั่งการคนเดียวโดยคนที่ฉลาดมีจิตวิทยา ดูเหมือนเป็นคอมมิวนิสแต่ดูเหมือนจะดีกว่าซะอีก แต่ถ้าให้รู้เยอะแล้วมีไส้สึกโจร ก็ล้มเหลว เพราะข่าวรั่วไหล ไม่ทันโจร มันก็หนีได้ตลอด ก็อย่าเชื่อ ลองคิดวินิจฉัยวิเคราห์ดู เมื่อสามัคคีให้เป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ ก็สู้คนคนเดียวที่ฉลาดมีจิตวิทยาและรู้วาระจิตผู้อื่นไม่ได้ คนที่รู้มากที่สุดแตกฉานทุกอย่างคือแม่ทัพตัวจริง โดยอาจควบคุมสั่งการอยู่มุมไหนของโลกของจักวาลที่สามารถควบคุมความเป็นไปของโลกจักรวาลได้เพียงแค่คิดเท่านั้น จิตจักรพรรดิ์ควบคุมสั่งการอยู่กับผู้ที่ตัดอวิชชาออกได้มากที่สุดและรู้มากที่สุดความเร็วของจิตเร็วที่สุดเท่านั้น ร่างกายสังขารยศตำแหน่งลาภสักการะ แค่ขี้ข้าหุ่นเชิด ที่โดนชักโดย จิต เท่านั้น เข้าใจ๊ กุ๊กๆ กรู๊ๆๆ อย่าเชื่อ เพราะเราบ้า  ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ ส.ฉันเอง

ตามดูนิ

อ้างจาก: สงสัยอะไรถามมา เมื่อ 23:28 น.  15 ก.ย 55
ส่วนใหญ่ที่โพสของเราทั้งนั้น50%ในกระทู้นี้ เปิดโอกาสให้ถาม เพราะหลังจากนี้เราจะไปแล้ว คงไม่ได้มากวนใครแล้ว ถึงเวลาหมดเวลาก็ต้องไปตามเวรและกรรม ของดีอยู่ในพระไตรปิฏก พระอรหันต์ไหนก็ไม่รู้ตรงรู้แน่รู้เท่าพระไตรปิฎกแน่นอน ไปอ่านศึกษาพระไตรปิฎกอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จนขึ้นใจไปที่สูงแน่นอน ของแท้อยู่ที่ศาสนาพุทธ ตอบแบบเน้นๆชัดๆ แต่มันลึกลับซับซ้อน บุญใดทุกอย่างที่เกิดมาไม่เท่าได้พบพระพุทธศาสนาแน่นอน อ่านและอ่านและก็อ่าน ๆๆๆๆ ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ ให้ความสำคัญเรื่องฝึกจิตเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องอื่นทุกเรื่องล้วนไร้สาระในทางธรรม

จะรีบไปไหนล่ะคร๊าบ ช่วยบอกหน่อยคร๊าบ

บ้าบ้า บอบอ

.




.....มาดูฅนดี ฅนบ้า มีสาระ และไร้สาระ..... ส.โอ้โห ส.ก๊ากๆ ส.สู้ๆ ส.หลก

บ้าแบบมีไสตร์

ที่บ้าอย่าเอาไปนะ เลือกที่ดีๆมีสาระ มองดีก็ได้ดีมองที่ชั่วก็ได้ชั่ว ต้องพลิกจิต ตัดกระทันหัน ชั่วช้างสบัดหูงูแลบลิ้น ถ้าตัดพลิกจิตไม่เป็นและไม่เร็วพอ กรุณาอย่าเลียนแบบเล่นกับของสูง เรามันเผลอยุ่งเข้าไปลองดี มารมันกำลังตามจี้ตูดอยู่นี่ ที่ว่าจะไปเพราะคิดว่าเราคงหมดอายุขัยแล้วหล่ะ เปิดเผยตัวมากไปมารหมายหัวไว้ ตอนนี้กำลังเล่นเราอยู่ต่างๆนานา แต่ตายแค่กายสังขาร จิตมันไม่ตายซักหน่อยไม่รู้จะกลัวอะไร ตอนนี้กำลังฝึกตัดจิตสุดท้ายให้บังคับไปอยู่ในภพภูมิมนุษย์เป็นอย่างน้อย น่าจะได้นะอยากมาเป็นมนุษย์อีก อีก20-30ปีเจอกันไหม่ ลาตายแค่พักเดียวเดี๋ยวจะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ทันทีเลย ตายปุ๊บเกิดเลย ตอนนี้ก็พร้อมตายตลอดเวลาแล้วนะ มารมันจะบีบให้เราทรมาณทำให้เราควบคุมจิตสุดท้ายไม่ให้สู่เบื้องบน ตอนนี้ก็โต้ตอบกับมารทางจิตอยู่ตลอด แลกคนละหมัดสองหมัด ได้หมัดโดนสองหมัด ได้สองหมัดโดนหนึ่งหมัด ฟัดกันอุตลุดในจิต ต้องสับจิตหนีและหลบให้เร็ว ถ้าสู้ไหวไปที่ดีๆแน่นอน สู้ไม่ไหวก็อีกนานแสนนาน กว่าจะได้เถสนทนาธรรมกันอีก แต่ตายแน่นอนเร็วๆนี้ เจริญอิทธิบาท4ยืดอายุไม่ทันแล้ว  ลาก่อนเด้อ ด่าว่ากันบ้าง มันๆแสบๆคันๆ อย่าถือสากันเด้อ อย่าเชื่อ คนบ้า...บ้าอะไร มันก็กลับมาที่ภูมิธรรม ดีกว่าบ้าลงนรกอย่างเดียวไม่ได้รู้ธรรม ตายก็ไม่เสียดายแล้ว อย่างน้อยก็ได้ให้ ธรรมกับใครหลายคน อยู่ที่จะเอาไม่เอา เอาที่ดีๆไปเด้อ อย่าเอาที่ชั่วไม่ดีไป คนที่ไม่ถูกด่านินทาว่าร้ายไม่มีในโลก และที่สำคัญต้องตายทุกคน คุณพร้อมที่จะตายหรือยัง? ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ

Destiny

อ้างจาก: บ้าแบบมีไสตร์ เมื่อ 21:56 น.  17 ก.ย 55
........... ที่ว่าจะไปเพราะคิดว่าเราคงหมดอายุขัยแล้วหล่ะ เปิดเผยตัวมากไปมารหมายหัวไว้ ตอนนี้กำลังเล่นเราอยู่ต่างๆนานา แต่ตายแค่กายสังขาร จิตมันไม่ตายซักหน่อยไม่รู้จะกลัวอะไร ตอนนี้กำลังฝึกตัดจิตสุดท้ายให้บังคับไปอยู่ในภพภูมิมนุษย์เป็นอย่างน้อย น่าจะได้นะอยากมาเป็นมนุษย์อีก อีก20-30ปีเจอกันไหม่ ลาตายแค่พักเดียวเดี๋ยวจะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ทันทีเลย ตายปุ๊บเกิดเลย ตอนนี้ก็พร้อมตายตลอดเวลาแล้วนะ ............

ขอถาม จขกท.ด้วยความเคารพ ทำไมจึงกล่าวว่า คิดว่าตนเองจะหมดอายุขัย? จขกท.อายุมากหรืออย่างไร? หรือมีโรคประจำตัวที่หมอบอกว่าจะอยู่ได้กี่..... มารหมายหัวไว้ มารคือ...??? เคยได้ยินมาว่า "คนเรารู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย" ข้อความนี้เป็นจริงหรือไม่? หรือว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน?

แล้วคนปกติที่ไม่ได้บวชจะเข้าถึงแก่นธรรมได้เหมือนหรือต่างจากพระหรือไม่? (คำถามที่กล่าวไว้ข้างต้นอาจเป็นคำถามที่ไม่ดีนัก เพราะไม่แน่ใจว่าถามได้ถูกต้องหรือเปล่า)

แล้วศาสนาพุทธจะยังคงไม่เสื่อมไปหรอกใช่ไหม?  ส.อ่านหลังสือ
อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจหนึ่ง
ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"  พระบรมราชปณิธานของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ญาณทำให้รู้

อ้างจาก: Destiny เมื่อ 22:34 น.  17 ก.ย 55
ขอถาม จขกท.ด้วยความเคารพ ทำไมจึงกล่าวว่า คิดว่าตนเองจะหมดอายุขัย? จขกท.อายุมากหรืออย่างไร? หรือมีโรคประจำตัวที่หมอบอกว่าจะอยู่ได้กี่..... มารหมายหัวไว้ มารคือ...??? เคยได้ยินมาว่า "คนเรารู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย" ข้อความนี้เป็นจริงหรือไม่? หรือว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน?

แล้วคนปกติที่ไม่ได้บวชจะเข้าถึงแก่นธรรมได้เหมือนหรือต่างจากพระหรือไม่? (คำถามที่กล่าวไว้ข้างต้นอาจเป็นคำถามที่ไม่ดีนัก เพราะไม่แน่ใจว่าถามได้ถูกต้องหรือเปล่า)

แล้วศาสนาพุทธจะยังคงไม่เสื่อมไปหรอกใช่ไหม?  ส.อ่านหลังสือ
ในทางพุทธผู้มีญาณหยั่งรู้ รู้ได้หมด แล้วแต่มากน้อยกี่ภพชาติอยากรู้ช่วงไหนก็ได้ วันตายย่อมรู้ได้ไม่แปลกและหลังตายเกิดเป็นอะไรอยู่ภพไหน รู้ได้ แสดงว่ายังไม่ไปค้นหาอ่านในพระไตรปิฏก มีหมดทุกคำถาม พระนักปฏิบัติรู้วันตายเยอะแยะ ลางสังหรณ์ สัญชาตญาณ จิตของตัวเองที่สัมผัสได้ คนธรรมดาที่ไม่ปฏิบัติธรรมรู้ว่าตัวเองใกล้จะตายมีเยอะแยะ ถ้าฝึกสมาธิให้จิตนิ่งละเอียดได้ญาณยิ่ง แม่นแน่นอน อายุเราน้อยกึ่งนึงผู้สูงวัย มารก็สิ่งที่โต้ตอบในจิตที่รู้สึกขึ้นได้ว่าต้องไปต้องตายแล้วการกระทำทางโลกอีกเรื่องนึงว่าจะตายแบบไหน มารหมายหัวก็คือมันรู้ว่าเรากำลังสอนขนคนให้ข้ามยกระดับจิตมารมันไม่ยอม ก็แสดงว่าเราพอได้พอตัวในธรรมที่บอกกล่าว มันเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่เราแสดงธรรมให้ใครหลายๆคนเห็นธรรมจนสามารถบรรลุธรรม เหมือนเข้าข้างตัวเองยกหางตัวเองเนอะ แต่มันบอกอย่างนั้นคือมันกลัวเราบรรลุธรรมและขนผู้คนข้ามฝั่งไปหาธรรม อย่าเชื่อและอ๊วกล่ะมันบอกอย่างนั้นจริงๆ ถือว่าเราบ้าแล้วกัน อรหันต์ที่เป็นฆราวาสก็มีไม่น้อย แต่ปัจจุบันยากหน่อยมีน้อย แต่มี ศาสนาพุทธอยู่ไปถึง5000ปี แน่นอน กึ่งนึงคือยุคกลียุคจะมีภัยพิบัติใหญ่ถึงขนาด มีผู้คนล้มตายเกินครึ่งนึงของโลกที่มีอยู่หรือมากกว่านั้นคือสองในสาม แต่โลกยังตั้งอยู่ได้ไม่เสื่อมสลายไป ช่วงประมาณปัจจุบันหลังจากนี้ไปนี่แหละ จะเกิดมี พระยาธรรมมิกราช มาฟื้นฟูธรรมเจาะจงชี้ชัดสอนธรรมให้บรรลุธรรมเร็วมากตรงๆเน้นๆ ปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนยุค ยุคกลียุคเข้ายุคศิวิลัย หลังจากภัยพิบัติศาสนาพุทธจะอยู่ในขาขึ้นกลับมาเฟื่องฟูอีก ผู้ที่รอดจากภัยพิบัติใหญ่คือผู้ที่สั่งสมบุญมามากจะบรรลุธรรมกันทั้งนั้นหลังภัยพิบัติ อย่าเชื่อนะ เพราะรู้เฉพาะตนปัตจัตตังเฉพาะ บุคคลอาจผิดก็ได้ เมื่อถามมาก็ตอบไป อยู่ในพระไตรปิฎกทั้งหมดเลยอยากรู้อะไรอีก อ่านดูเล่นๆเวลาว่าง ทำให้เป็นกิจกรรมหลักยิ่งดี ฟังในคลื่นธรรมมะเอฟเอ็ม ก็มีอยู่สามคลื่น 103.5 105.0 97.75 ฟังใส่หูฟังตลอดให้เค้าว่าบ้าไปเลย แต่บาปจะตกที่เต้านะสงสาร ด้วยความหลงผิดไม่รู้บาปก็เบาลง ยอมรับตัวเองว่าบ้าไว้ก่อน เพื่อลดบาปให้แก่เค้าที่ไม่รู้และเข้าไม่ถึงเพราะอะไรก็แล้วแต่ นะๆๆพร่ามเหมือนให้ตัวเองเก่งเป็นฮีโร่ยังไงไม่รู้เนอะตุๆทะแม่งๆยังไงพิกล ถือว่าเราบ้าก็แล้วกันอย่าได้ถือสา  อย่าเชื่อ ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ