gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่มีศาสนา  (อ่าน 64730 ครั้ง)

ไม่มีศาสนา

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #75 เมื่อ: 17:02 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
ผมเบื่อมากเลย พวกอีแอบ(บางคน) ที่ไม่สมัครสมาชิก แล้วมาพ่นอะไรก็ไม่รู้ น่ารำคาญ อยากพ่นก็สมัครสมาชิกมาดีกว่า

โหเชื่อรึนี่

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #76 เมื่อ: 17:28 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
 
ผมเบื่อมากเลย พวกอีแอบ(บางคน) ที่ไม่สมัครสมาชิก แล้วมาพ่นอะไรก็ไม่รู้ น่ารำคาญ อยากพ่นก็สมัครสมาชิกมาดีกว่า
ส-เหอเหอ ส.อ่านหลังสือ ส.มองลอดแว่น บุญเค้าเยอะจริงๆ เชื่อแล้ว บายๆๆ โชคดีบุญหล่นทับ

ใจเย็นๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #77 เมื่อ: 17:33 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
ผมเบื่อมากเลย พวกอีแอบ(บางคน) ที่ไม่สมัครสมาชิก แล้วมาพ่นอะไรก็ไม่รู้ น่ารำคาญ อยากพ่นก็สมัครสมาชิกมาดีกว่า
สงสัยเครียด อากาศร้อน ใจเย็นครับ ที่นี่มันกระดานลานบุญ

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #78 เมื่อ: 22:38 น. วันที่ 08 ก.ค.55 »
โอเค ขอบคุณที่เตือน เจอพวกเมาหวันแล้วชักจะพ้นทุกที

ศุภวุฒิ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #79 เมื่อ: 00:15 น. วันที่ 09 ก.ค.55 »
ต้องพิจารณาที่โลกธรรม 8 ครับ มียศ ก็มีเสื่อมยศ  มีลาภ  ก็มีเสื่อมลาภ  มีสุข  ก็ย่อมมีทุกข์  มีสรรเสริญ  ก็มีนินทา

เมื่อใดก็ตามที่คนเราที่มีกิเลสก็คือตัณหา(ความอยาก) หรือวิภวตัณหา(ความไม่อยาก)อยู่ เมื่อได้สูญเสีย

หรือพลัดพรากจากของรัก ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์หรือคนใกล้ตัวก็ตาม ถึงตรงนั้นคนทุกคนก็ต้องการที่พึ่งทางใจกันทุกคน

เพื่อเอามาปลอบประโลมหรือยึดเหนี่ยวให้จิตใจที่อ่อนแอให้เกิดความตั้งมั่น  ที่นี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลว่า

ได้มีความใกล้ชิดหรือมีพื้นฐานความเข้าใจอะไรเป็นที่ตั้ง  และความเข้าใจตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ(การปฏิบัติอย่างเหมาะสม

ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา)หรือไม่ 

ขอยก พละ 5 มาประกอบนะครับ

    การนับถือศาสนาเริ่มต้นมาจากความศรัทธา ซึ่งเราควรใช้ปัญญา(ความรู้ทั่วอย่างชัดแจ้ง)เป็นตัวควบคุม

ส่วนสมาธิ (ความตั้งมั่น) ตรงนี้สำคัญมากครับ การฝึกตรงนี้เราต้องใช้วิริยะ (ความเพียร)ต้องสู้กับความเกียจคร้าน

เพื่อตัวสุดท้ายคือสติ ซึ่งก็คือความระลึกได้ ต้องคงไว้อยู่สม่ำเสมอ  ก็จะช่วยให้เรานิ่งพอที่จะแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต

ได้ดีพอสมควรครับ

ออฟไลน์ wareerant

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #80 เมื่อ: 11:52 น. วันที่ 09 ก.ค.55 »
อ้างถึง
ต้องพิจารณาที่โลกธรรม 8 ครับ มียศ ก็มีเสื่อมยศ  มีลาภ  ก็มีเสื่อมลาภ  มีสุข  ก็ย่อมมีทุกข์  มีสรรเสริญ  ก็มีนินทา

เมื่อใดก็ตามที่คนเราที่มีกิเลสก็คือตัณหา(ความอยาก) หรือวิภวตัณหา(ความไม่อยาก)อยู่ เมื่อได้สูญเสีย

หรือพลัดพรากจากของรัก ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์หรือคนใกล้ตัวก็ตาม ถึงตรงนั้นคนทุกคนก็ต้องการที่พึ่งทางใจกันทุกคน

เพื่อเอามาปลอบประโลมหรือยึดเหนี่ยวให้จิตใจที่อ่อนแอให้เกิดความตั้งมั่น  ที่นี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลว่า

ได้มีความใกล้ชิดหรือมีพื้นฐานความเข้าใจอะไรเป็นที่ตั้ง  และความเข้าใจตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ(การปฏิบัติอย่างเหมาะสม

ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา)หรือไม่ 

ขอยก พละ 5 มาประกอบนะครับ

    การนับถือศาสนาเริ่มต้นมาจากความศรัทธา ซึ่งเราควรใช้ปัญญา(ความรู้ทั่วอย่างชัดแจ้ง)เป็นตัวควบคุม

ส่วนสมาธิ (ความตั้งมั่น) ตรงนี้สำคัญมากครับ การฝึกตรงนี้เราต้องใช้วิริยะ (ความเพียร)ต้องสู้กับความเกียจคร้าน

เพื่อตัวสุดท้ายคือสติ ซึ่งก็คือความระลึกได้ ต้องคงไว้อยู่สม่ำเสมอ  ก็จะช่วยให้เรานิ่งพอที่จะแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต

ได้ดีพอสมควรครับ

สุดยอด นับถือ นับถือ คารวะ 1 จอก

อิสระพุทธโธ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #81 เมื่อ: 12:53 น. วันที่ 09 ก.ค.55 »
076 การตำหนิและการยกยอ

ปัญหา พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักในการตำหนิ หรือให้การยกยอบุคคลอื่นไว้อย่างไรหรือไม่ ?
พุทธดำรัส ตอบ “ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงรู้การยกยอและการตำหนิ ครั้นรู้แล้ว ไม่พึงยกยอ ไม่พึงตำหนิ พึงแสดงแต่ธรรมเท่านั้น นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร เป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม ? คือเมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด กระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด มีทุกข์ มีความคับใจ มีความแค้นใจ มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติผิด ดังนี้ชื่อว่าตำหนิชนพวกหนึ่ง
“เมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด ไม่กระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัสของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติชอบดังนี้ ชื่อว่ายกยอคนพวกหนึ่ง
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลเป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้ ? คือ ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดกระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส...... ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีทุกข์...... กล่าวอยู่ว่า อันความตามประกอบนี้แล เป็นธรรมมีทุกข์..... ดังนี้ เชื่อว่าแสดงแต่ธรรมเท่านั้น
“ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดไม่กระทำการตามประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กาม..... ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อนใจ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ..... อย่างนี้แล ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๕๗-๖๕๘)
ตบ. ๑๔ : ๔๒๕-๔๒๗ ตท. ๑๔ : ๓๖๒-๓๖๔
ตอ. MLS. III : ๒๗๙-๒๘๐



อิสระพุทธโธ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #82 เมื่อ: 09:53 น. วันที่ 12 ก.ค.55 »
018 วิธีสร้างอิทธิฤทธิ์

ปัญหา อิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เป็นสิ่งมีได้จริงหรือ ? ถ้ามีจริงจะมีวิธีสร้างได้อย่างไร ?

พุทธดำรัส ตอบ “.....ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวพึงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนพึงเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝ่ากำแพง ภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ พึงผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ พึงเดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์...ก็ได้”
“ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่าเราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์... ถ้าภิกษุจะถึงหวังว่าเราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่าเราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือพึงระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง.... พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง .... ว่าในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้.....
“ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม... ด้วยประการฉะนี้เถิด ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคารฯ”

อากังเขยยสูตร มู. ม. (๘๕-๘๙)
ตบ. ๑๒ : ๖๐-๖๓ ตท.๑๒ : ๕๑-๕๓
ตอ. MLS. I : ๔๓-๔๔

อิสระพุทธโธ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #83 เมื่อ: 13:50 น. วันที่ 12 ก.ค.55 »
307 เทพเจ้าอมตะมีหรือไม่

ปัญหา ศาสนาบางศาสนาเชื่อว่ามีเทวดาที่มีอมตะเที่ยงแท้ แน่นอน ในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนามีทัศนะอย่างไร ?

พุทธดำรัส ตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราชออกจากที่อาศัยในเวลาเย็นแล้วเหยียดกาย แล้วเหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ แล้วบันลือสีหนาท ๔ ครั้งแล้วออกเดินไปเพื่อหากิน.... พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราชบันลือสีหนาท อยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว... พญาสีหมฤคราชมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายเช่นนี้แล
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในโลกพระองค์ทรงแสดงธรรมว่า รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ ความดับแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นานในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวช ความสะดุ้ง ว่าผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่าเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยง แต่เข้าใจว่าแน่นอน... ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน ติดยู่ในกายตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าโลก กับเทวโลกเช่นนี้แล”

สีหสูตร ขันธ. สํ. (๑๕๕, ๑๕๖)
ตบ. ๑๗ : ๑๐๓-๑๑๔ ตท. ๑๗ : ๙๓-๙๔
ตอ. K.S. ๓ : ๗๐-๗๑

อิสระพุทธโธ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #84 เมื่อ: 13:52 น. วันที่ 12 ก.ค.55 »
343 การเลี้ยงชีพของสมณะ

ปัญหา การเลี้ยงชีพอย่างไม่ถูกต้อง และถูกต้องของสมณะคืออย่างไร ?

พระสารีบุตรตอบ “ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาทำนายทายทัก สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าก้มหน้าบริโภค
“สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูฤกษ์ยาม สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าแหงนหน้าบริโภค
“สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยการประกอบกิจการส่งข่าวสารและรับใช้ สมณพราหมณ์นี้เรียกว่ามองดูทิศใหญ่บริโภค
“สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีพ ด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาทำนายทายทัก สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าดูทิศน้อยบริโภค
“ดูก่อนน้องหญิง ส่วนเรานั้นมิได้เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เราแสวงหาภิกษาโดยชอบธรรม แล้วจึงบริโภค...”


สูจิมุขีสูตร ขันธ. สํ. (๕๑๘)
ตบ. ๑๗ : ๒๙๖-๒๙๗ ตท. ๑๗ : ๒๘๔-๒๘๕
ตอ. K.S. ๓ : ๑๙๐-๑๙๑

อิสระพุทธโธ

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #85 เมื่อ: 14:02 น. วันที่ 12 ก.ค.55 »
249 วาระสุดท้ายของโลก

ปัญหา นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า โลกของเราจะมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีแล้วก็จะแตกดับ ทางพระพุทธศาสนาแสดงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัส ตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม.... ควรเบื่อหน่าย.... ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้น
“ขุนเขาสิเนรุโดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติป่าไม้ใหญ่ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่สองปรากฏ...แม่น้ำลำคลองทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ...น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี.... ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี.... ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน.... เพียงเขา... เพียงรอยเท้าโค
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน.... เมื่อแผ่นดินใหญ่และเขาสิเนรุ ถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า.....
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย..... สังขารทั้งหลาย.... เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย.... ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง



สุริยสูตร ส. อํ. (๖๓)
ตบ. ๒๓ : ๑๐๒-๑๐๕ ตท. ๒๓ : ๙๕-๙๗
ตอ. G.S. IV : ๖๔-๖๘


อิติปิโส

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #86 เมื่อ: 01:05 น. วันที่ 13 ก.ค.55 »
พระหายตัวได้ พระป่า...วัดไม้ขาว..ภูเก็ต...หายตัวได้จริง...

--------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2555 วันพระ.. ไปวัดไม้ขาว(ธรรมยุตต์) ภูเก็ต(อีกแล้ว)
ได้มีวาสนาสนทนากับคุณลุงอายุ82ปี ชื่อคุณลุงแป๊ะหลิวหรือแป๊ะจ๋วน(ขออภัยจำชื่อท่านไม่ได้ถนัดนัก....
...ท่านเล่าเรื่องปาฏิหารย์ 2 เรื่อง(ผมถามท่านทั้งสองเรื่อง)เพราะเคยได้ยินได้ฟังมาเคร่าๆ...จนได้มาพบตัวจริงของท่าน...
..คุณลุงเล่าเรื่องแรกว่า ตอนนั้น ราวๆพ.ศ.2495-6 อาจารย์มหาปิ่นฯได้มาสร้างวัดไม้ขาว ตามคำบัญชาของหลวงปู่เทศก์ฯ...
...คุณลุงเป็นผู้ช่วยวิ่งเต้นเรื่องที่ดินบางส่วนให้ถวายที่ดินให้วัดไม้ขาวแก่ชาวบ้าน ซึ่งทุกคนก็ยินยอมยกให้วัดไม้ขาว....
..แต่ในยุคนั้น ก็เริ่มมีความไม่เข้าใจกันระหว่างมหานิกายหนึ่งและชาวบ้านหนึ่ง อุปสรรคจึงมีมากมาย...นี่ไม่นับเรื่องเสือโคร่ง เก้ง กวางก็ยังพอมีให้เห็นอยู่ในยุคนั้น....
...ทีนี้ เข้าใจว่าท่านมหาปิ่นฯคงเห็นแล้วว่า ชาวบ้านยุคนั้น ก็นิยมที่จะศรัทธาต่อพระที่เก่ง ที่ให้หวยแม่น...จึงได้พากันมารุมขอเลขเด็ดจากท่าน...ซึ่งท่านก็คงอาจจะใช้ฤทธิ์เพื่อเป็นอุบายธรรม ดึงคนเข้าสู่ศาสนาที่แท้จริงท่านจึงเมตตา"ใบ้"ให้ในครั้งแรก...รู้สึกคุณลุงเล่าว่าท่านพูดถึงแปรง"สี่"ฟัน มีสองอันที่หักสูญไปอันหนึ่ง ปรากฏว่าหวยออก 420 หรือไงนี่ แต่ชาวบ้านถูกกินเรียบ
..งวดต่อมาท่านใบ้ วันที่9ที่10จะไป ให้คนสี่คนตามหลัง..ปรากฏหวยออก 904หรือไรนี่...แต่ชาวบ้านถูกกินเรียบอาวุธ....
...ทีนี้ก็เป็นเรื่อง..ชาวบ้านจึงเฮโลมาขอท่านว่าให้ใบ้แบบจังๆ เพราะสองงวดที่ผ่านมาโดนกินเรียบ....
..ดังนั้น งวดที่สาม...ทุกคนจึงเฝ้ารอ..แต่ท่านก็ไม่ได้ใบ้อะไรเลย....
..จนกระทั่งมีคนไปที่วัดแล้วสอบถามโยมที่เฝ้ากุฏิท่าน โยมท่านนั้นก็บอกว่า โยมผู้หญิงที่นำปลอกหมอนไปซักตามคำสั่งท่านนั้น เจอกระดาษเขียนด้วยลายมือท่านเป็นกระดาษชิ้นเล็กๆเขียนเลขว่า 438 อยู่ใต้ปลอกหมอนท่าน จึงจำไว้แล้วนำมาให้โยมที่เฝ้ากุฏิ โยมนี้จึงนำใบเลขนั้นสอดไว้ใต้ฐานพระพุทธรูป ใครมาใครไป ไม่ได้คำใบ้จากท่าน แต่ก็จะได้เลขนี้กับโยมที่เฝ้ากุฏิ...และให้ดูลายมือที่ท่านเขียนเลขนี้ไว้.....
...พอหวยออกงวดที่สาม 438 ปรากฏว่าถูกหวยกันยกหมู่บ้าน(มีไม่เกิน10หลังคาเรือน)คุณลุงแป๊ะจ๋วนนี้ ซื้อควายได้1 ตัวทีเดียว...
....ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านก็เริ่มศรัทธาและชักชวนชาวบ้านหมู่อื่นๆมาเข้าวัดไม้ขาวกันอย่างเนืองแน่น....แต่ท่านก็มิได้ใบ้หรือให้หวยใดๆอีกเลย....
...นี่คือปาฏิหารย์พระป่า วัดไม้ขาวเรื่องที่หนึ่ง.....
...เรื่องที่สอง.......
...คุณลุงเล่าว่า วันหนึ่ง เดินมาส่งท่านอาจารย์มหาปิ่นฯที่กุฏิ.. เดินตามหลังท่านมาติดๆ ทางเดินก็แคบ และมีบรรไดเดียวขึ้นกุฏิ...หน้าต่างก็สูงมาก เพราะกุฏิจะสร้างสูง(กันเสือ)...แล้วก็ดักรออยู่ตรงตีนบรรได...
..พอสักประมาณ1นาทีได้ ก็ได้ยินเสียงเดินอยู่ข้างหลังเพราะใบไม้ดัง จึงหันไปดู...ปรากฏว่าคุณลุงเล่าว่า"ขนลุกซู่"ขึ้นทันที เพราะแกเห็นท่านอาจารย์มหาปิ่นฯกำลังเดินจงกรมอยู่ห่างจากกุฏิไปสัก20เมตรเห็นจะได้...และก็ไม่มีทางที่จะลงบรรไดแล้วเดินผ่านแกที่ดักรออยู่ไปได้...นอกจากท่านหายตัวได้เท่านั้น....(ในขณะที่คุณลุงเล่า ท่านยังยกแขนแล้วชี้ให้ดูขนที่ลุก(ในอดีต)ว่า..นี่ๆขนลุกตั้งเด่อย่างนี้ อย่างนี้).....ซึ่งพอหายตกตะลึง..แกก็เดินไปไหว้ลากลับทันทีโดยลืมธุระของแกจนหมดสิ้น.....คุณลุงเล่าว่า..เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่มา ก็เพิ่งเคยเห็นจะๆตอนนั้นว่า...พระปฏิบัติ สามารถหายตัวได้จริงๆ....ถือเป็นบุญตาที่จะเล่าให้ลูกๆหลานๆฟังกันจริงๆ.....
..นี่คือปาฏิหารย์เรื่องที่สอง...ที่ท่านอาจารย์มหาปิ่นฯแสดงฤทธิ์ให้ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านได้เห็นประจักษ์ตา.....
.....ผมได้ฟังแล้วก็ยกมือโมทนาสาธุ....ในอุบายธรรมของอาจารย์มหาปิ่นฯที่แสดงฤทธิ์เพื่อเรียกศรัทธาให้คนเข้าหาศาสนาแล้วค่อยๆกล่อมเกลากิเลศเขาให้บางเบาลงต่อไป....ให้เดินในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป...ซึ่งต่อมา หลวงปู่สาม ก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาส...และจนกระทั่งมาถึงอาจารย์แดงฯและหลวงพ่อเขียวฯในปัจจุบันนี้....ก็ได้รับศรัทธาจากชาวบ้าน ทั้งจังหวัดภูเก็ต..ที่มาทำบุญ ณ วัดไม้ขาวแห่งนี้ในปัจจุบัน....นี่เป็นเพราะด้วยอุบายธรรมของท่านอาจารย์มหาปิ่นฯพระป่าแห่งวัดไม้ขาว จ.ภูเก็ตโดยแท้จริง....สาธุ.

ออฟไลน์ nig (นิ)

  • ประวัติการขาย
  • สมาชิกกลุ่มดาว 6-5
  • *
  • ยืนยันตัวตนแล้ว

    สถานะการยืนยันที่สำนักงานสถานะการยืนยันบัตรประชาชนสถานะการยืนยันที่อยู่สถานะการยืนยันรูปถ่ายสถานะการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์

    Social Media

    ประวัติการใช้งาน

    • ใช้งานล่าสุดเมื่อ 17:44 น. วันที่ 09 ก.ค.61
      • จำนวนกระทู้ 59
      • จำนวนตอบ 372
  • ใจคนชนะได้ ด้วยไม่คิดเอาชนะ
    • http://hatyainig.com/
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #87 เมื่อ: 08:18 น. วันที่ 13 ก.ค.55 »
เป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนั้น ไม่มีศาสนา ตอนนี้ตัวส่วนคิดว่า ศาสนา คือการประกาศความจริงเพื่อพัฒนาตัวเอง สุดแต่ใครจะชอบแบบไหน ศาสนาทุกศาสนาเป็นศาสนาเดียวกัน คือ ธรรมะ ธรรมดา ความจริง ที่เป็นธรรมชาติ เพียงแค่เรียกต่างกันไปเท่านั้นมาแบ่งกันเอง  ส.หลก ส่วนตัวข้าพเจ้าเคารพพระพุทธเจ้าผู้อธิบายแจกแจ้ง ได้ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติเองเห็นเองง่ายๆ มากที่สุด ส.ยกน้ิวให้

tunkaw99

  • บุคคลทั่วไป
Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #88 เมื่อ: 16:58 น. วันที่ 13 ก.ค.55 »
ใช้จิตอ่าน ข้อความ ตามดูอารมณ์ การแสดงออกทางตัวหนังสือ อยากให้ใช้สติ กันให้มาก ๆ นะครับ เราเข้ามาเพื่อ Share ความรู้ ตรงจริตบ้าง ไม่ตรงบ้าง ก็อย่างไปถือเป็นอารมณ์ ข่มกันนะครับ

ออฟไลน์ Mr.No

Re: ไม่มีศาสนา
« ตอบกลับ #89 เมื่อ: 17:36 น. วันที่ 13 ก.ค.55 »
เด็กรุ่นใหม่หลายคนชอบพูดว่าตนเองไม่มีศาสนา
สมาชิกกระดานลานบุญเคยเจอคนพวกนี้มาบ้างไหม


สวัสดีท่านเณรเทือง..

ผมเห็นกระทู้นี้นับเป็นกระทู้ที่ค่อนข้างยาวและมีผู้อ่านมากทีเดียว...แต่อ่านแล้วก็พบว่ามีประเด็นที่ผมมองว่าชวนไปในทางที่ขัดแย้งมากขึ้น มากกว่าที่จะถกกันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

ผมเห็นว่า กระทู้นีค่อนข้างกว้างในทางการตีความครับ.... เพราะหาก ตีความว่า การไม่มีศาสนา แล้วกลายเป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนขวางโลกหรืออะไร ผมอยากให้มองที่ปัจเจกบุคคลมากกว่า...

ถ้าจะให้ความหมายของ “ศาสนา” ในความหมายของสัญลักษณ์ ผมเห็นว่านั่นอาจไม่ได้มีค่าหรือความหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของเจตนารมณ์แห่งศาสนานั้น  ๆ อยากให้เป็น

เพราะแม้นหากระบุชัดในบัตรประชาชนว่า นับถือศาสนาพุทธ แต่วัตรปฎิบัติกับไม่ต่างอะไรกับโจร แบบนี้ ความหมายของ “ศาสนา” ตามคำถามนี้ คงไม่ใช่อย่างที่ผู้ตั้งกระทู้หมายถึง

แต่ผมเข้าใจว่า...ผู้ตั้งกระทู้ อาจตั้งประเด็นโดยมองไปที่คนรุ่นใหม่ ที่มักอ้างว่า ตัวเองไม่มีศาสนา ซึ่งเองผมเคยมีประสบการณ์เมื่อสมัยหนุ่ม ๆ และรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ว่า จำเป็นหรือที่จะต้องยึดติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง?

ผมเคยรู้สึกว่า  คำว่า “ศาสนา” มันก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์..และการใส่บาตร หรือเข้าวัดทำบุญนั้น ก็แค่ประเพณีและวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่ เข้าวัดทำบุญ เพื่อมุ่งสู่ “นิพพาน” หรือ บางคนที่ต่ำกว่าก็คือการทำบุญให้คนที่ตายไปแล้วได้กิน...หรือตัวเองอาจได้กินจากผลบุญทีตนทำเมื่อละโลกนี้ไป

และผมเอง..ก็สำคัญตนว่า ตัวเองนั้น ปฎิบัติดี แล้ว..อะไรมันจะมีค่าเท่านี้...แค่นี้ก็พอสำหรับมนุษย์แล้ว

และที่สำคัญก็ือ คำถามก็คือ... ตายแล้ว มันสูญ!  หรือ เป็นวัฎฎะ กันแน่?

ผมเคยคิดว่า...แค่การปฎิบัติตนให้เป็นคนดี ...ไม่เกะกะเกเร และอยู่ในสังคมอย่างไม่เป็นภาระให้ใคร..ก็น่าจะพอเพียง และไม่จำเป็นต้องไป “ปฎิบัติธรรม” แบบที่เค้าทำให้กันตามวัดพระ วันโกน ให้เป็นเรื่องพะรุงพะรังกิจวัตรเปล่า ๆ

นั่นเป็นความคิดของผมเมื่อวัยสามสิบ,สี่สิบ...ที่สมองเต็มไปด้วยพลัง...มากไปด้วย ทิฐิมานะ...และ ความเป็นอัตตาที่ถือเอาความคิดตนว่า ดีแล้ว..เจ๋งแล้ว เป็นใหญ่....

ผมตีความศาสนาในเชิงปรัชญาผิดพลาด...และค่อนข้างหยาบทีเดียวในห้วงเวลานั้น

แต่หลังจากที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนโทรม...สีผมเริ่มเป็นดอกเลาและขาวโพลน..ฟันฟางที่เคยงดงามเป็นที่รักสวยงามเริ่มหักกร่อน ไม่สวย..ไม่หล่อ ไ่มเท่ห์ และไม่เป็นสิ่งที่มันเคยเป็น..และเริ่มเปลี่ยนไปตามสังขารและร่วงโรยตามวัย  ตามมาด้วย ความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพตามวัย.... ผมจึงเริ่มลดทิฐิ และพิจารณาโลกตามความจริง รวมทั้งศึกษาศาสนาพุทธ ในทางที่ลึกซึ้งมากขึั้น.... ซึ่งก็พบว่า แท้จริงแล้ว ผมแค่เข้าใจ "ศาสนา" ได้เพียงเปลือกกระพี้...และยึดเอาเปลือกนั้นเป็นสรณะตัดสิน ความหมายปรัชญาอันยิ่งใหญ่ลึกซึ้งด้วย ความรู้แค่ "เต่า ๆ " ที่มาจากเปลือกแห่งความถือดีของผมเองเท่านั้น

เพราะถ้าเราตามดูจิตของตัวให้ดีและให้สอดคล้องตามวัยที่เหมาะสม เราจะพบว่าความจริงที่เป็นมหัศจรรย์กับความหมายของคำว่า “ปฎิบัติธรรม” และ “ศาสนา” ได้อย่างแยบคายมากขึ้น

ศาสนา ได้วางรากฐานให้ ผู้เดินตาม พิจารณาเดินตามให้ถูกต้องและหากเดินตามให้ถูกสเตป...เราจะพบว่า ธรรมะแห่งพุทธองค์ (ในศาสนาพุทธ) ที่ผมนับถือยิ่งนั้น   มีอะไรที่มหัศจรรย์และยอดเยี่ยมที่สุด และที่สำคัญ เป็นอภิมหาวิทยาศาสตร์อย่างที่สุด

คำว่า “บรรลุธรรม” หรือ “อรหันต์”  นั้น คือการเข้าถึงสภาวะแห่ง “จิต” ที่ ไม่ยึดติดอะไรกับสิ่งที่เป็นโซ่ตรวนของมนุษย์อีกต่อไป  และ “อรหันต์” ก็คือ  “สภาวะ” มิใช่  “สมณะ”

ดังนั้น.. ผมสรุปว่า การจะมีศาสนาหรือไม่นั้น...ไม่สำคัญเท่ากับว่า ได้วางรากฐานของการเป็นคนดีไว้หรือไม่....
เพราะหาก เริ่มดี... เมื่อวัยถึง..เวลานั้นมา สุดท้าย เราจะรู้เองว่า  ศาสนา นั้นมีคุณค่าแค่ไหน?
ผมคิดเห็นเป็นดังนี้ครับ
..ขอเป็นแค่ "มนุษย์" ที่อาศัยโลกใบนี้สำหรับ เกิด.แก่.เจ็บ.ตาย อย่างนอบน้อมและคารวะ.
https://www.facebook.com/mrno.hatyai

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]