gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 44596 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

Red.Animal​ farm

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #165 เมื่อ: 16:11 น. วันที่ 23 ต.ค.62 »
พอบุญมา     กาไก่     กลายเป็นหงส์
พอบุญลง     หงส์เป็นกา     น่าฉงน
พอบุญสูง     หมูหมา     กลายเป็นคน
พออับจน     คนเป็นหมา     น่าอัศจรรย์
คือคำกลอน     คนเก่า     สอนเราไว้
อย่าปล่อยใจ     พ่ายแพ้     ความแปรผัน
โลกมีขึ้น     มีลง     ไม่คงกระพัน
มีกฎเกณท์     สามัญ     เสมอมา
อย่าหลงเหลิง    บุญบันดาล  ขนานใหญ่
แม้กาไก่     กลายเป็นหงส์     สูงส่งค่า
บุญบันดาล     แห่งชีวิต     อนิจจา
แม้หมูหมา     กลายเป็นคน     มิทนทาน
เมื่อยังมี     อำนาจ     ไม่ขาดมิตร
คนใกล้ชิด     สอพลอ     พะนอหวาน
เมื่ออำนาจ     ดับดิ้น     ลงดินดาน
มีแต่หมา     เฝ้าบ้าน     อยู่ทานทน
มีอำนาจ     อย่ามีไว้     ใช้อำนาจ
มีเชิงฉลาด     อย่ามีไว้     ใช้ฉ้อฉล
มีทรัพย์สิน     อย่ามีไว้     ใช้เปรอปรน
มีตัวตน     อย่ามีไว้     ใช้อัตตา
มีอำนาจ     ไม่อิ่มหนำ     ในอำนาจ
จะพาพลาด     ผิดพลั้ง     ระวังหนา
ขี่หลังเสือ     เพลิดเพลิน     เกินเวลา
ไม่นานช้า     ก็เป็นเหยื่อ     ให้เสือกิน...  ส.สู้ๆ

กบส้ม​ บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #166 เมื่อ: 09:15 น. วันที่ 30 ต.ค.62 »
“จิตกบ สุดท้ายก่อนตาย”
หลังตายไปภายใน20นาที
นพ.สรศักดิ์. ศุภผล รพ.รามาผู้ส่งบทความดีๆ นี้มาให้ครับ

สำคัญก็จริง แต่ .......
“จิตกบ​ หลังความตาย 20 นาทีแรก”
ก็มีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย
“การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมองยังคงอยู่ในภาวะ “ตื่นตัวขั้นสูง”
บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น”

ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า “ตาย” แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น “การสร้างภาพจากสังขารจิต 20 นาที” ว่าจะไปภพภูมิใด

ดังนั้น จึงควร “เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง”

แปลว่า ต่อให้ก่อนตายญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนตร์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและสมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนต์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว
ญาติๆ ร้องไห้ระงมเสียงดังลั่น หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงแซงแซ่ บรรยากาศเหล่านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมองครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์ เมื่อรู้ว่ามีคนตาย ก็หยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผากหว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้

สรุป

บรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนตายและหลัง
ความตาย 20 นาที
จะต้องปราศจากเสียงร้องไห้เศร้าโศก
การทะเลาะเบาะแว้ง
หรือการพูดเรื่องไม่สบายใจ
เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย
จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา
จิตใครเศร้าหมอง ก็สั่งจิตให้คลายความเศร้าหมอง ให้อภัยปล่อยวาง
คิดซะว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กฏแห่งกรรม
เราไม่ต้องไปเอาคืนแก้แค้น เอาเวลามาทำจิตให้ผ่องใสเข้าสู่ความว่างดีกว่า...  ส.สู้ๆ



วิน กบแดงส้มๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #167 เมื่อ: 09:57 น. วันที่ 04 พ.ย.62 »
ถ้าต้องเสียคุณค่าของคนไป ถึงได้เงินมา ก็อย่าเอาเลย”

“....คนไทยนี้ชอบนัก ชอบมานานแล้ว เรื่องลาภลอย และรวยทางลัด เช่น การพนัน หวย ฯลฯ ได้มาง่ายๆ เสี่ยงโชคเอาแล้วก็คอยรอ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเพียรพยายาม ไม่ต้องใช้ปัญญา เปลี่ยนเสียทีเถอะ เปลี่ยนมาเป็นว่าทำให้สำเร็จด้วยความพากเพียรและเข้มแข็ง สู้ยากบากบั่นในการผลิตและสร้างสรรค์ ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อันนี้ก็อย่าไปภูมิใจกับมัน

เรื่องนี้ ถ้าสร้างให้เป็นทัศนคติ เป็นนิสัยจิตใจ เป็นสภาพจิตของคนไทยขึ้นมาได้ ก็จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงด้วย ความเป็นชาวพุทธตั้งต้นที่นี่ ถ้าเราเป็นคนชอบง่ายๆ ชอบรวยทางลัด เราจะเป็นคนผิวเผิน ฉาบฉวย ไม่เอาอะไรจริงจัง จะติดอยู่กับเรื่องตื่นเต้น มีข่าวอะไร ก็ไปฟังเขามาสนุกดี แล้วก็เอามาพูดกันสนุกปากไป ได้แต่ตื่นเต้นแล้วก็ผ่านไป จะดูหรือฟังอะไรก็เพียงเพื่อตื่นเต้น ไม่ใช่เพื่อศึกษาค้นคว้าหาความจริง วิจารณ์อะไรก็เพียงเพื่อสนุกแล้วก็ทิ้งไป ไม่ใช่เพื่อจะคิดทำหรือเพื่อจะแก้ปัญหา ดูในสังคมไทยของเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ทางพระท่านก็บอกแล้วว่า คุณสมบัติของอุบาสกอย่างหนึ่งคือ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่หวังผลจากมงคล แต่หวังผลจากการกระทำ ด้วยการเพียรพยายามตามเหตุตามผล เราชอบเรื่องสนุกปาก เอามาเล่ากัน ตื่นเต้น ผ่านๆไป แล้วก็ไม่เอาจริงเอาจังอะไร จะศึกษาหาความรู้ให้จริงจังก็ไม่เอา จะทำอะไรก็ไม่ให้มั่นลงไป อย่างนี้ก็อยู่กับสิ่งที่เลื่อนลอย สิ่งที่ตื่นเต้นวูบวาบ สิ่งที่ผิวเผินฉาบฉวย

ที่ว่านี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยเวลานี้ เราควรเอามาพูดกัน เตือนสติกันเสียที มันเป็นมานานแล้ว จึงได้บอกว่า “เราคงจะเสียคุณภาพคนไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะมาเสียเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจตามมาทีหลัง คนมันแย่มานานแล้ว” เหตุปัจจัยที่อยู่ในตัวคนมันโทรมเปลี้ยแล้ว ถึงตอนนี้แหละจึงเป็นโอกาสที่เราจะมาฟื้นกันเสียที เพราะถ้าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ คนไทยเราก็จะหลงระเริงกันต่อไป แล้วก็เพลิดเพลินมัวเมาไม่เอาใจใส่ ตอนชนี้ถูกตีให้ชะงักจึงอาจจะเริ่มฟังกันบ้าง แต่ฟังแล้วอย่าฟังเปล่าๆ นะ ต้องเอาไปทำด้วย

ต้องตั้งใจเอากันจริงๆเสียที อย่าขอให้เพียงผ่านๆไปอีก เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น เวลาฟังเรื่องก็ตื่นเต้นสนุกสนานกัน แต่พูดเสร็จแล้วก็ผ่านไป คราวนี้อย่าผ่านนะ เอาจริงๆ เสียที มาเริ่มต้นกันให้แข็งขันเลย”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร”

RedWinKob

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #168 เมื่อ: 15:43 น. วันที่ 05 พ.ย.62 »
มีเงินมหาศาล
อย่าลืมเตรียมสังขารไว้ใช้เงิน
เพราะหากมีเงินแต่สุขภาพกายสุขภาพจิตไม่ดี
ก็ยากจะมีความสุข... ส.หลก

กบส้มๆ​ ณ.บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #169 เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 06 พ.ย.62 »
#ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า
#คำแนะนำจาก_พระมหาวุฒิชัย_วชิรเมธี

อาการของโรค ซึมเศร้า
นั้นคงมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ
แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คงมาจาก “จิต” นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจำเป็นจะต้อง
เกาะติดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
 ถ้าจิตเกาะติดกับอารมณ์(เรื่องราว)ร้าย ๆ
 เช่น ความทรงจำในอดีตที่ไม่ดี
ก็จะทำให้เกิดอาการ “จิตตก”

เมื่อจิตตกผลที่ตามมาก็ คือ
 ความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังเศร้าสร้อย
หมดอาลัยตายอยาก ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
เกาะเกี่ยวกับใครไม่ติด
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
 หนักเข้าก็อาจถึงขั้นลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง
ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน หากจิตเกาะเกี่ยวหรือหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ดี หรือเรื่องที่ดีก็จะเกิดอาการที่ “จิตฟู” ขึ้นมาได้ลักษณะของจิตฟู ก็คือ เกิดความเชื่อมั่นมีกำลังสดชื่นเบิกบานผ่องใสยิ้มแย้ม ผ่อนคลายเอิบอิ่มบางคราวรู้สึกเอิบอิ่มยินดีมากก็ถึงขั้นต้องเผยอยิ้มกับตัวเองหรือร้องไห้ด้วยความปีติสุขออกมาได้

การยกจิตก็ทำได้โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต” หรือ“อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น 

ลองสังเกตดูก็ได้เวลาที่เราฟังเพลงอาบน้ำทำงานหนัก หรือคุยกับเพื่อนความคิดหมกมุ่นในอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ แต่พอเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเองจิตก็จะเกาะเกี่ยวเอาอดีตหรือไม่ก็ฟุ้งไปในอนาคตทันที

ทางออกก็คือ ควรฝึกเพื่อให้จิตเกิด “สมาธิ” คือ ความสงบและจิตเกิดปีติสุขแล้วพักจิตอยู่กับความปีติสุขนั้น ก็จะทำให้จิตเกิดมีกำลังขึ้นมาแล้ว มีความสุขจากปีตินั้นคอยหล่อเลี้ยงให้จิตมีคุณภาพใหม่ ๆ เช่น แช่มชื่นเบิกบานผ่องใสไม่ขุ่นมัวไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ทั้งหลาย

การที่จิตแนบอยู่กับสมาธิหรือปีติสุขเช่นนี้ จะทำให้จิตนั้นมีที่เกาะเกี่ยวในทางสูงหรือในทางบวกโอกาสที่อาการซึมเศร้า จะแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้น้อย จะค่อย ๆ มีคุณภาพจิตดีขึ้นตามลำดับ

หรืออีกทางหนึ่งต้องฝึก “วิปัสสนา” เพื่อจิต “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน” ให้มากที่สุดเมื่อจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันไม่ฟุ้งไม่ลอยไปตกอยู่ในอารมณ์อดีตหรืออนาคตคุณภาพของจิตก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อแรกที่มหาโจรองคุลิมาลบวชนั้น ท่านทุกข์กับความหลังอันโหดร้ายของตัวเองมาก เพราะพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพของการฆ่าฟันความรู้สึกผิดเกาะกุมใจของท่าน จนไม่เป็นอันภาวนาท่านทุกข์ถึง กับมาเฝ้าขอคำแนะนำเป็น
#พิเศษจากพระพุทธองค์

#พระพุทธองค์ทรงแนะกุศโลบายให้ท่านเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ฝึกการตามดูตามรู้ลมหายใจ(กาย) ความรู้สึก(เวทนา)ความคิด(จิต) และสภาพความกระเพื่อมไหวในลักษณะต่างๆของจิต(ธรรม) เมื่อท่านเพียรฝึกอยู่จิตก็เกิดการเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันมากขึ้น ๆ

จนในที่สุดจิตของท่านก็ดีดตัวขาดผึงออกมาจากอดีตท่าน กลายเป็นคนของปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีวันวานไม่มีวันพรุ่งนี้มีแต่วันนี้ หรือ ขณะจิตเดียวนี้เท่านั้นพอท่านทำได้ถึงขนาดนี้ท่านก็หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถึงกับที่ท่านกล่าวว่าตัวท่านเองซึ่งตื่นรู้ขึ้นมาแล้วนี้ได้ค้นพบกับ “การเกิดใหม่” อีกครั้งหนึ่งท่านเรียกการเกิดใหม่นี้ว่า “อริยชาติ” คือการเกิดอันประเสริฐ

การเกิดอันประเสริฐจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เจริญวิปัสสนาจนจิต เกิดอาการตื่นตัวและตื่นรู้คือหลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวเอาอดีต และอนาคตมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การเจริญวิปัสสนานั้น คุณสามารถทำได้ด้วยการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว (ลมหายใจหรือกายจริงๆที่เคลื่อนไหวทำโน่น-นี่-นั่น) ความรู้สึก (ทุกข์-สุข-เฉย ๆ ) ความคิด ( ที่ฟุ้งไปในเรื่องราวต่าง ๆ ) และความวูบไหวเปลี่ยนแปรอันเป็นคุณภาพของจิต (ธรรม)

คุณเพียงแต่ “ลองจับตาดู”เท่านั้นไม่ต้อง“ตั้งหน้าตั้งตาดู” แต่อย่างใด  พยายามทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดูฝึกสังเกตกายเวทนาจิตธรรมไปเถิดทำไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ถ้าจับจุดถูกคุณจะเห็นอาการของจิตที่วูบไหวไปในรูปแบบต่าง ๆ พอหาจิตเจอเท่านั้นแหละทีนี้ คุณจะหลุดออกจากโรคซึมเศร้าได้ และจะมีของเล่นใหม่ที่ให้ความสุขความสดชื่นความสว่างโพลงแก่ชีวิตจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอาการอยากฆ่าตัวตายจะหายไปอย่างเด็ดขาด

#โอวาทคำสอนของพระอาจารย์ วชิรเมธี

ขอกราบแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่
พระมหาวุธิฒิชัย วชรเมธี (ว. วชิรเมธี.ป.ธ.๙)
#ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระสิงห์
#พระอารามหลวง จังหวัดเชียงราย
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ
พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญที่ พระเมธีวชิรโรดม
#อนุโมทนาบุญกุศลกับเจ้าของวิดีโอนี้
ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
#เผยแผ่ธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา

C.r @ เพจพระพุทธศาสนา
#อนุโมทนาบุญกุศลกับท่านที่มีส่วน
#เผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้ทุกๆท่าน...  ส.สู้ๆ
ปล.หลังคาแดง

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]