gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 83240 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

Dr.Red Chana

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #300 เมื่อ: 12:35 น. วันที่ 27 มิ.ย.63 »
☸️ นรก ..!

 

Dr.Red Chana

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #301 เมื่อ: 12:38 น. วันที่ 27 มิ.ย.63 »
นรก ..!

 มาลองศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ ในพระพุทธศาสนา เรื่อง  " นรก " กันดูบ้าง.

 ดวงวิญญาณของมนุษย์เรา หลังจากร่างกายนี้ตายแตกดับไปแล้ว ก็จะออกจากร่างไปสู่ภพภูมิ ที่ตนเองเคยทำกรรมเอาไว้เมื่อครั้งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำกรรมดี ดวงวิญญาณก็จะไปรับผลของกรรมดี ไปเกิดในภพภูมิที่ดี .

มี สวรรค์  พรหม พระนิพพาน

 หรือได้กลับมาเป็นมนุษย์ ก็ยังดีจะได้ทำ คุณงามความดี เพื่อให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี มีความสุข ต่อไป.

 ส่วนคนที่ทำบาปหยาบช้า ดวงวิญญาณ ก็จะไปรับกรรมชั่ว ไปเกิด ในอบายภูมิ 4 . มีดังนี้.

ไปเกิดเป็นสัตว์ นรก 1. เปรต 1. อสูรกาย 1. สัตว์เดรัจฉาน 1.

ตามวิบากกรรม ที่ตนได้เคยกระทำเอาไว้นั้นๆ.

ในที่นี้จะพูดถึงสัตว์ นรก ที่ตกไปเกิดอยู่ในภูมิที่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ..?

1. มหานรกมี 8 ขุม

2. อุสสทนรกมี 128 ขุม

3. โลกันตนรกมี 1. ขุม

 มหานรกขุมใหญ่ 8 ขุมแต่ละขุม จะมีนรกขุมบริวาร หรือ อุสสทนรก ด้านละ 4 ขุม รวม 16 ขุม และยังมี นรกขุมเล็กๆ เรียกว่า ยมโลก อยู่ภายนอกด้านละ 10 ขุม สำหรับ โลกันตนรก จะอยู่นอกกำแพงจักรวาล ดังนี้ .

 มหานรกขุมที่ 1. สัญชีพนรก

  ( สัตว์นรกไม่มีวันตาย )

 มีลักษณะ...เป็นพื้นเหล็กหนาถูกเผาไฟจนลุกโชน มีขอบทั้ง 4 ด้านมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างไฟ จะมีสรรพวุธต่างๆ เช่น หอก ดาบ ค้อน ถูกเผาไฟจนลุกแดง และคมจัด สัตว์นรกวิ่งพล่าน เท้าเหยียบไฟ ร่างกายถูกเผา และถูกสรรพวุธ ฟัน แทง สับ ทุบ สัตว์ นรก เจ็บปวดทรมานร้องครวญครางดิ้นเร่าๆ เกลือกกลิ้งไปมา ร่างกายสัตว์นรกฉีกขาดแล้วมาต่อกันใหม่โดยทันที เพื่อรับความทรมานต่อไป วิญญาณสัตว์นรกจะไม่มีวันตาย .

 อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 500 ปี 1 วัน ของนรก ขุมนี้ เท่ากับ 9 ล้านปี ของโลกมนุษย์ .

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิต อยู่ บนโลกใบนี้ มีอาชีพเป็นโจร ใจบาป ปล้นจี้ ลักขโมย ทำลายทรัพย์สิน ของบุคคลอื่น และสาธารณะ

 เป็นผู้มีอำนาจ ข่มเหงผู้ต่ำต้อยกว่าเป็นต้น ฯลฯ .

 มหานรกขุมที่ 2. กาฬสุตตะนรก

  ( ขุมนรกบรรทัดดำ )

 มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กและพื้นเหล็ก ถูกเผาไฟลุกโซน  นายนิริยบาล จะจับเอาสัตว์นรกนอนลง ใช้เส้นบรรทัดที่ทำด้วยสายเหล็กแดง ลุกเป็นไฟมาดีดตามร่างกายของสัตว์นรก ตามยาวบ้าง ตามขวางบ้าง แล้วนำเลื่อยบ้าง ขวานบ้าง มีดอีโต้ บ้างมาสับ ฟัน เลื่อย ตามรอยที่ดีดไว้ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส .

 อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 1,000 ปี 1 วัน ของนรกขุมนี้ เท่ากับ 36 ล้านปีของเมืองมนุษย์โลก.

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ฆ่านักบวช เป็นภิกษุ สามเณร เป็นผู้ทุศีล และอลัชชี .

 มหานรกขุมที่ 3. สังฆาฏนรก

 ( ขุมนรกภูเขาขยี้กาย )

มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กและพื้นเหล็ก ถูกเผาไฟ ลุกโซน มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ 2 ลูก กลิ้งไปมา เข้าหากันบดขยี้ ร่างสัตว์นรก จนแหลกเหลวแล้ว ฟื้นขึ้นมาใหม่ ให้ได้รับความทุกข์ทรมานต่อไป สัตว์นรกตนใดวิ่งหนี ก็จะถูกนายวิริยบาล ตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง อยู่ตลอดเวลา.

อายุขัย ของสัตว์นรกขุมนี้ 2,000 ปี 1 วันของนรกขุมนี้เท่ากับ 145 ล้านปีของโลกมนุษย์

 ความผิดบาป เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์.

 มีอาชีพเป็นนายพรานนก  นายพรานเนื้อ หรือพวกที่ชอบ ทรมาน เบียดเบียนสัตว์ ที่ตนใช้ประโยชน์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย โดยขาดความเมตตาสงสาร .

 มหานรกขุมที่ 4. โรรุวะนรก

  ( ขุมนรกร้องไห้ )

 มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็ก 4 ด้าน ไฟลุกโชน ยิ่งลึก ยิ่งร้อน ตรงกลางขุมนรก มีดอกบัวเหล็ก กรีดเหล็ก มีไฟพุ่งออกมาตลอดเวลา 

  สัตว์นรกจะถูกบังคับให้ขึ้นไปอยู่ในดอกบัวนั้น กรรมทำให้สัตว์นรกยืนขึ้น แล้วก้มตัวลง กลีบบัวงับหนีบสัตว์นรก ส่วนหัวถึงคาง ขาถึงข้อเท้า มือถึงข้อมือ ไฟเผาร่างอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกเจ็บปวดทรมานส่งเสียงร้องครวญครางดังยิ่งนัก

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 4,000 ปี 1 วัน ของนรกเท่ากับ 576 ล้านปี ของเมืองมนุษย์โลก .

 ความผิดบาป สมัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่บนโลก พวกที่ดื่มสุราเมาอาละวาด ชอบทำร้ายร่างกายคนอื่น   พวกที่ชอบเผาไม้ ทำลายป่า พวกที่กักขังสัตว์ไว้ฆ่า และมีอาชีพ เป็นชาวประมง .

 มหานรกขุมที่ 5. มหาโรรุวะนรก

 ( ขุมนรกร้องให้ดังสนั่น )

 มีลักษณะ...มีดอกบัวกรีบเป็นเหล็กขนาดใหญ่ ไฟร้อนจัดยิ่งกว่าขุมก่อน กรีบบัวคมเป็นกรดมีอยู่ทั่วไป ระหว่างช่องว่างมีแหลมหลาว ปักชูปลายแหลมขึ้นลุกเป็นไฟ

 นายนิริยบาล จะบังคับไล่แทงให้ขึ้นไปบนดอกบัว สัตว์นรกทั้งหลายร้อนดิ้นทุรน ทุราย ไปกระทบกรีบบัว บาดร่างสัตว์นรกร่วงตกลงมา ถูกแหลมหลาวแทงรับไว้

 เนื้อของสัตว์นรก ร้อนลุกเป็นไฟ หล่นลงสู่พื้น และมีสุนัขนรก คอยกัดแทะกินจนหมดสิ้น สัตว์นรกก็จะก่อร่างขึ้นใหม่รับทุกขเวทนา ยิ่งนักร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าขุมนรกก่อน .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 8,000 ปี 1 วันของนรกเท่ากับ 2,304 ล้านปีเมืองมนุษย์โลก

 ความผิดบาป พวกที่ชอบลักขโมยเครื่องสักการะบูชา  ขโมยทรัพย์สมบัติ ของ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ หรือขโมยของภิกษุ สามเณร และนักบวชต่างๆ .

 มหานรกขุมที่ 6 ตาปะนรก

( ขุมนรกแห่งความเร่าร้อน )

  มีลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กสี่ด้าน พื้นเป็นเหล็กแดงฉาน ไฟพลุ่งโชนสว่างมาก   ไร้เปลว ไฟละเอียดและร้อนจัด มีแหลมหลาวใหญ่เท่าลำต้นตาล ไฟลุกโชนพุ่งมาเสียบสัตว์นรก และเอาขึ้นตั้งไว้ พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่นลงมา

 ก็จะถูกสุนัขนรกตัวใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดแทะจนเหลือแต่กระดูกแล้วก็เกิดเป็นสัตว์นรกใหม่ต้องทุกข์ทรมาน ร้องเสียงดังระงมเซ็งแซ่ไปหมด .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้   1,600 ปี 1 วันของนรก เท่ากับ 9236 ล้านปีในเมืองมนุษย์โลก

 ความผิดบาป พวกที่เผาบ้าน เผาเมือง เผาโบสถ์ กุฏิวิหาร ศาลาการเปรียญ .

 มหานรกขุมที่ 7. มหาตาปะนรก

( ขุมนรกแห่งความเร่าร้อนยิ่ง )

 ลักษณะ...มีไฟคล้ายแสงสว่าง มีความร้อนสูงมาก พุ่งมาจากกำแพง รอบด้าน มารวมกันตรงกลาง มีภูเขาเหล็กตั้งอยู่กลางขุมนรก มีไฟพุ่งเข้า พุ่งออก เผาเหล็กจนแดงฉาน นายนิริยบาล บังคับให้สัตว์นรก ป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเขา

 พอใกล้ถึงยอดเขาสัตว์นรกทนไม่ไหวร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลมหลาวที่ปักไว้รอบข้างแทงเข้า ไฟไหม้ท่วมร่างสัตว์นรกนั้น .

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 1/2 ( กัลป์ )

 ความผิดบาป เป็นพวกมิจฉาทิฐิ บุคคล เห็นผิดเป็นชอบ ไม่รู้จักสิ่งดีมีประโยชน์ ปฏิเสธเรื่องบุญเรื่องบาป เห็นว่าตายแล้วสูญ ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ทุจริตกรรม.

มหานรกขุมที่ 8. อเวจีมหานรก

 ( ขุมนรกแห่งไฟ )

 ลักษณะ...เป็นกำแพงเหล็กปิดเฉพาะตัวทั้ง 6 ทิศ มีหลาวเหล็กแทงสัตว์นรก ทะลุ ตรึงร่าง ให้ยืนกางแขนขาโดยจากบนลงล่างซ้ายไปขวาหน้าไปหลังจำนวนหลายสิบเล่ม จนสัตว์นรกไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย ถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลาจนกระดูกแดงฉาน จำนวนสัตว์นรกในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง 7 ขุมเอามารวมกัน

 อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้ 1 กัป ( กัลป์ )

 ความผิดบาป พวกที่ทำบาปหนัก เป็น อนันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือยุยงให้สงฆ์แตกกัน

 พวกทำลายพระพุทธรูป ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พวกติเตียนพระอริยสงฆ์

 หมายเหตุ 1 กับ ( กัลป์ ) หมายถึง

ระยะเวลา อุปมาดัง 

 มีภูเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาทั้งหลายที่เห็นในโลกมนุษย์ เวลาผ่านไป 100 ปี มีเทวดานำผ้าทิพย์เนื้อละเอียดดังควันไฟ มาปัดภูเขา 1 ครั้งจนภูเขานี้แบนราบเท่ากับพื้นแผ่นดิน จึงเทียบเท่ากับกาลเวลา 1 กัป ( กัลป์ ) .

     " วัฏสงสาร 31 ภูมิ "

 หากใคร เกลียดทุกข์ รักสุข ก็จงอย่าทำบาป คือความชั่ว หากเราทำแต่ความดีคือบุญกุศลแล้ว ในตอนที่มีชีวิตอยู่ชาตินี้ก็จะได้รับแต่ความสุข เมื่อตายไปแล้ว ชาติภพชาติต่อไปก็จะได้ไปเกิดในที่สุคติ .

 สำหรับวันนี้จะขอพูดถึงแต่นรก 8 ขุมก่อน ไว้มีโอกาสก็จะมาแสดงถึงนรกขุมย่อย ลองลงไป อีกทั้งหมด...เอวัง ... ส.สู้ๆ



 

อลัชชีสีแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #302 เมื่อ: 09:00 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
#เดี๋ยวนี้ก็เกิดอลัชชี คนไม่ซื่อตรงต่อธรรมะ

 แทรกตัวเข้ามาอยู่ในหมู่พระ ถือเป็นอาชีพ

 เอาศาสนาเป็นเครื่องมือหากิน

 จนกระทั่งปราบกันไม่หวาดไม่ไหว

 ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาต่อต้าน

 ไม่ควรยอมแพ้เด็ดขาด..

#พุทธทาสภิกขุ

...................
สัพพะทานัง ธัมมทานัง ชินาติ

กบแดงนอกกะลา

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #303 เมื่อ: 09:03 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
ยังมีความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งที่ทำคนให้เข้าใจ
พุทธศาสนาผิด จนถึงกับไม่สนใจพุทธศาสนา หรือ
สนใจอย่างเสียไม่ได้ ข้อนี้คือ ความเข้าใจที่ว่า
พุทธศาสนามีไว้สำหรับคนที่เบื่อโลกแล้ว หรือ
เหมาะแก่ บุคคลที่ละจากสังคมไปอยู่ตามป่า
ตามเขา ไม่เอาอะไรอย่างชาวโลกๆ อีก ข้อนี้
มีผลทำให้คนเกิด "กลัว" ขึ้น ๒ อย่าง คือกลัวว่า
จะต้องสลัดสิ่งสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน
ในโลกโดยสิ้นเชิง อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ กลัว
ความลำบากเนื่องจาก การที่จะต้องไปอยู่ในป่า
อย่างฤษีนั่นเอง ส่วนคนที่ "ไม่กลัว" นั้น ก็กลับ
มีความยึดถือบางอย่าง คือ ยึดถือการอยู่ป่า
ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับผู้จะปฏิบัติธรรม
จะมีความสำเร็จก็เพราะออกไปทำกันในป่าเท่านั้น
การคิดเช่นนี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติ
ธรรมะ เพราะโดยปกติคนย่อมติดอยู่ในรสของ
กามคุณ ในบ้านในเรือนหรือ การเป็นอยู่อย่างโลกๆ
พอได้ยินว่า จะต้องสละสิ่งเหล่านี้ไป ก็รู้สึกมีอาการ
เหมือนกับจะพลัดตกลงไปในเหวลึกและมืดมิด
มีทั้งความเสียดายและความกลัวอยู่ในใจ
จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา
เพราะมีความต่อต้าน อยู่ในจิตใจหรือมีความรู้สึก
หลีกเลี่ยงอยู่แล้ว เมื่อคนคิดกันว่า จะเข้าถึงตัวแท้
ของพุทธศาสนาไม่ได้ถ้าไม่ไปอยู่ในป่า จึงมีแต่
เพียงการสอน และการเรียนเพื่อประโยชน์แก่อาชีพ
หรือเพื่อผลทางวัตถุไป จะสอน หรือ จะเรียนกัน
สักเท่าไรๆ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงตัวแท้ของ
พุทธศาสนาได้ พุทธศาสนาจึงหมดโอกาสที่จะ
ทำประโยชน์แก่บุคคลผู้ครองเรือนได้เต็ม ตามที่
พุทธศาสนาอันแท้จริงจะมีให้ พุทธศาสนาไม่ได้
มีหลักเช่นนั้น การที่มีคำกล่าวถึง ภิกษุอยู่ในป่า
การสรรเสริญ ประโยชน์ของป่า หรือแนะให้
ไปทำกรรมฐานตามป่านั้น มิได้หมายความว่า
จะต้องไปทนทรมานอยู่ในป่าอย่างเดียว แต่หมาย
เพียงว่า ป่าเป็นแหล่งว่างจากการรบกวน ป่าย่อม
อำนวยความสะดวก และส่งเสริมการกระทำ
ทางจิตใจ ถ้าใครสามารถหาสถานที่อื่น ซึ่งมิใช่ป่า
แต่อำนวยประโยชน์ อย่างเดียวกัน ได้แล้ว
ก็ใช้ได้ ... ฉะนั้น การที่ใครๆ จะมากล่าวว่า
ถ้าจะปฏิบัติธรรมะแล้วต้องทิ้งบ้านเรือน เปิดหนี
เข้าป่า ก็เป็นการกล่าวตู่พุทธศาสนาด้วยคำเท็จ
อย่างยิ่ง เพราะสถานที่ใดที่มีการพิจารณาธรรมะได้
ที่นั้นก็มีการศึกษาและปฏิบัติธรรมะได้ .

-  พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)

หัวกระบือ(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #304 เมื่อ: 19:38 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

หัวกระบือ(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #305 เมื่อ: 19:39 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »

... ธรรมะนั้นมีไว้แก้ปัญหาจริงๆ โดยแท้จริงมันเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเพียงเพื่อพิธี เพื่อไว้ศึกษากันอย่างไม่รู้จักจบ แล้วก็เพื่อประกอบพิธี แม้แต่พิธีไหว้พระสวดมนต์นี่ก็เถอะ ถ้าไม่รู้ความมุ่งหมายที่ถูกต้องแล้วมันเป็นเรื่องบ้าเหมือนกันแหละ มันจะเป็นเรื่องสีลัพพตปรามาสอย่างดีที่สุด คือมันงมงายในการกระทำ นี่ข้อแรก ขอให้บันทึกลงไปว่า ธรรมะหรือศาสนาไม่ใช่มีไว้เพื่อประกอบพิธีต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นไสยศาสตร์ไปก็มาก ก็ธรรมะหรือศาสนานี้มันมีไว้เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์จริงๆ
 
 
แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันกลายเป็นเพื่อทำพิธี เพราะคนมันโง่ เพราะมันเรียนไม่ถูกต้อง เพราะมันเรียน เรียนชนิดที่ไม่สามารถจะเอามาใช้แก้ปัญหา เพราะมันก็เรียนตามพิธี เรียนเป็นพิธี เรียนเป็นธรรมเนียมประเพณี อย่างเรียนนักธรรม เรียนบาลีนี้มันจะกลายเป็นประเพณี พิธี หรือเป็นแฟชั่นไปเท่านั้นเอง เพราะนั้นเราจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการมีธรรมะหรือการมีศาสนา ถ้ามองเห็นไอ้เรื่องนี้แล้วก็จะดีมาก
 
 
คือจะได้ใช้ธรรมะหรือใช้ศาสนานั้นให้เป็นประโยชน์จริงกันเสียที ที่ว่าประโยชน์จริงนั่นก็คือว่า ตามหน้าที่ของธรรมะหรือศาสนาที่จะมีไว้เพื่อดับทุกข์ของมนุษย์ ของมนุษย์ ทีนี้ผมไม่ชอบใช้คำว่าดับทุกข์ เพราะว่าคำว่าดับทุกข์นี่มันจะแคบไป มันจะแคบไป จึงอยากจะใช้คำพูดว่า เพื่อแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ว่าแม้จะใช้คำพูดว่าปัญหา มันก็รวมความทุกข์อยู่นั่นเอง มันก็รวมความทุกข์ไว้ในคำว่าปัญหานั่นเอง เพราะขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าปัญหาอะไร หมายถึงไอ้สิ่งที่ยุ่งยาก ลำบาก รบกวน อย่างน้อยก็รบกวนจิตใจไม่ให้สงบสุขได้ ทำให้นอนหลับไม่ได้ เป็นต้น
 
 
แต่เรารวมเรียกว่าปัญหานี่จะง่ายกว่า มันอธิบายได้ง่ายกว่า เพราะว่าความทุกข์นั่นมันหมายถึงความเจ็บปวดทนทรมานไปเสียท่าเดียว แล้วความหมายของคำว่าความทุกข์มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ด้วย นี้เราจะใช้คำว่าปัญหา จึงพูดว่าธรรมะหรือศาสนานี้มีเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
 
 
ขอให้ช่วยกันทำให้มันเป็นอย่างนี้สิ อย่าเรียนพอเป็นพิธี อย่าปฏิบัติพอเป็นพิธี แล้วก็ได้ผลชนิดหลอกๆ ตัวเองพอเป็นพิธีสิ นี่คือความสูญเปล่าที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และเป็นมาแล้วไม่น้อย เป็นมาแล้วเรื่อยๆ มา เป็นความสูญเปล่าของการมีศาสนา แต่แล้วโดยที่คนยังนับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งอธิบายไม่ได้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเข้าใจไม่ได้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์
 
 
เพราะฉะนั้นอาศัยความที่เข้าใจไม่ได้หรือความโง่ของตัวเองสร้างความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วก็ประกอบพิธี ดำรงรักษาธรรมะหรือศาสนาไว้อย่างรูปแบบของพิธี คุณลองสังเกตดูเถอะ ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมบาลีก็เป็นพิธีเสียโดยมาก หรือเป็นระเบียบว่าถ้าบวชแล้วมันต้องศึกษา ไม่เช่นนั้นเขาไม่ยอมนี่ ผู้บังคับบัญชาเขาไม่ยอม
 
 
การปฏิบัติวิปัสสนา นี่เรียกว่าวิปัสสนานะ มันก็เป็นงมงาย เป็นพิธีเสียมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่ได้ผลตามนั้น ก็ได้ผลเหมาๆ เอาว่าได้ ก็ได้ผลตามพิธี ทำบุญทำทานก็เป็นเรื่องพิธี หวังผลที่ไม่ตรง ไม่ตรงเรื่องหรอก เป็นบุญเป็นกุศลชนิดที่วาดฝันไว้เอง
 
 
แม้แต่เรื่องพระนิพพานนั่นน่ะก็เข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน นิพพานที่คิดเอาเอง ว่าเอาเอง คาดหมายเอาเอง มันไม่ถูกหรอก ไม่ตรงตามเรื่องของนิพพานโดยแท้จริง เช่นว่าทำไปรอไว้อีกหลายหมื่นชาติแสนชาติ แล้วก็จะไปอยู่เมืองแก้ว คือ นิพพาน เป็นนิรันดรไปเลย เป็นอย่างนี้นี่ว่าเอาเอง แล้วก็เป็นรูปแบบพิธี รูปแบบความเชื่องมงาย คือ ไม่ได้รับนิพพานที่นี่ ในจิตใจที่นี่ นี่เราเรียกว่าได้ผลเป็นพิธีเท่านั้น
 
 
ดังนั้นมันจึงแก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องปริยัติ การเล่าเรียนก็แก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องการปฏิบัติ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เรื่องปฏิเวธ ได้ผลมาก็เป็นผลที่งมงาย แก้ปัญหาไม่ได้ รวมความแล้วก็คือ แก้ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้ นี่การปรารภข้อแรกมีว่าอย่างนี้ ว่าเรายังมีธรรมะหรือมีศาสนาที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ...
 
 
- ความหนึ่ง จากหนังสือ "พระพุทธองค์ทรงเป็น บรมครู"  โดย หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

วัวหูหนวกVSควายตาบอด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #306 เมื่อ: 19:42 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
หลวงพ่อดีเนาะ..ผู้มองโลกในแง่ดี

มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ซึ่งเลื่องลือกันว่าว่า เป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า "ไม่มา ก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า" ท่านฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้า เหตุเพราะว่ารถเสีย หลวงพ่อจึงหยุดฉัน "ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ"

หลวงพ่อนั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับ คนขับบอก "รถเสียครับ" หลวงพ่อก็ว่า "ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ" คนขับง่วนอยู่กับรถพักใหญ่ ทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด จึงออกปากขอร้องให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่แล้ว ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่แทนที่จะบ่น ท่านกลับยิ้ม บอกว่า "โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ" แล้วท่านก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ ปรากฏว่ากว่าจะถึงบ้านงานก็เลยเที่ยงแล้ว หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่า วันนั้นหลวงพ่ออดข้าวทั้งสองมื้อ แต่เนื่องจากได้เวลาเทศน์แล้ว เจ้าภาพจึงนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที

หลวงพ่อก็สนองด้วยดี "ดีเนาะ” มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ” ว่าแล้วท่านก็ขึ้นธรรมมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปได้หน่อยก็โยมว่า "ดีเนาะ " แล้วก็วาง ธรรมเนียมของญาติโยมที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ เวลาท่านฉันอะไรเหลือ ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ถือเป็นสิริมงคล แต่ลูกศิษย์ดื่มกาแฟแค่อึกแรกเท่านั้นก็พ่นพรวดออกมา "เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง!"

"ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน" หลวงพ่อว่า "ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน" ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน จะแย่แค่ไหน หลวงพ่อก็มองเห็นแต่แง่ดี ท่านจึงไม่มีความทุกข์เลย เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับติดคุก ท่านก็ว่า "ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต"

หลวงพ่อดีเนาะมิใช่เป็นหลวงตาธรรมดา ๆ หากเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อของจังหวัดอุดรธานี ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือทั่วประเทศ การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นที่เล่าขานกันมากมายหลายเรื่อง เช่นมีผู้ เล่าว่า กุฏิของท่านเป็นที่จับตาของโจรผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่ามีสิ่งของมีค่ามากมายที่ญาติโยมนำมาถวาย วันหนึ่งได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิพร้อมปืนในมือ

“นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อแทนที่จะตกใจหรือโมโห ยิ้มให้โจรด้วยอารมณ์ดีและกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ จึงพูดว่า “ถูกปล้นทำไมว่าดีละหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไม่จะไม่ดีละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้า ๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรตอบว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียวฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์”

หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรแปลกใจจึงถามว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรล่ะหลวงพ่อ”
หลวงพ่อตอบ “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร”
โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก”
หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรถามอีก “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก”

หลวงพ่อตอบว่า “การ ฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” ได้ยินเช่นนี้โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ” มี ผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาปเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานาน ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเนาะ” มาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อดีเนาะ แห่งวัดมัชฌิมาวาส อุดรธานี เป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน อีกท่านมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ไม่เคยว่าใครหรือจับผิดใคร เจอปัญหาอะไรๆ ก็พูดว่า “ดีเนาะ” ในที่สุดจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า ผู้สอนธรรมด้วยการเปล่งคำว่าดีเนาะ... ส.สู้ๆ

Dr.Red Jet Lee

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #307 เมื่อ: 19:44 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
“โลกนี้ คือ “โรงละคร”
ที่เก็บค่าดูแพงที่สุด
ซึ่งบางที ก็เท่ากับ“ชีวิต”
ของมนุษย์“ผู้ดู” นั่นเอง”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์”
------------------------------------
.
“คนเรา ทุกวันนี้
ดิ้นรน ไขว่คว้าหา...สิ่งที่ไม่มี
และ..สุดท้ายทุกคนก็จะได้ในสิ่งเดียวกัน
คือ...ไม่ได้อะไรเลย”

พุทธทาสภิกขุ
----------------------
.
“สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ จะต้องแปรเปลี่ยน และดับลงในวันหนึ่ง โดยไม่ยกเว้นได้ เพราะว่า..ถ้าเป็นความมีความเป็นแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่มีการเกิดและเกิดขึ้นโดยอาศัย "เหตุ-ปัจจัย" อย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอ...
.
อันความมี ความเป็นนั้น เป็น"มายา"ทุกชนิด แม้จะอยู่ได้นานสักหน่อยก็ยังต้องแตกดับอยู่ดี.”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : เรื่องยาว "ตอบคำถามบาทหลวง"
พฤศจิกายน ๒๔๘๒

Dr.Red Chana

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #308 เมื่อ: 19:46 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
" วัดไหนจะเริ่มก่อน "

รับสั่งสมเด็จพระสังฆราช ทำเอาช็อค พุทธแท้กลับมาแล้ว !!         
เลิกเอาเงินให้พระเสียทีเถิด
สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งกับประชาชนที่มาสักการะบูชาท่านว่า
"อย่าเอาเงินมาถวาย"
พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงถึงวันนี้ คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เอาเงินไปถวายพระ เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปกันเสียที หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระศาสนา หยุดสร้างกลุ่ม "เบ็ญจราคี"
ที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น สวดอภิธรรมศพก็คงงดเว้นการใส่ซองขาวด้วย กิจของสงฆ์นิมนต์แล้วต้องทำมิฉนั้นอาบัติผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ไม่ควรมีพระร่ำรวยเพราะเงินทำบุญ... ส.สู้ๆ

Dr.Red Chana

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #309 เมื่อ: 19:48 น. วันที่ 30 มิ.ย.63 »
ภิกษุทั้งหลาย ! 

#พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ
#มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ

มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร
มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ
และเสียงสรรเสริญ...
 
มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นเจ้าลัทธิ
หรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มลงไป 

และมิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า 
เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้
 ก็หามิได้...

ภิกษุทั้งหลาย !  ที่แท้  พรหมจรรย์นี้
เราประพฤติเพื่อสำรวม 

...เพื่อละ
...เพื่อคลายกำหนัด 
...เพื่อดับสนิทซึ่งทุกข์ แล.

-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๕... ส.สู้ๆ

Dr.Red MeeDee

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #310 เมื่อ: 13:02 น. วันที่ 04 ก.ค.63 »
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจําชาติไทย และจะต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรใว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
1. คนไทยในสุวรรณภูมิอยู่คู่กับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่สาม (พ.ศ. 235) ตราบเท่าปัจจุบัน......
2. จาก พ.ศ. 235 - พุทธศตวรรษที่ 13 แผ่นดินแหลมทองแบ่งออกเป็น 3 อาณาจักร คือ ล้านนา สุวรรณภูมิและศรีวิชัย แต่ทั้ง 3 อาณาจักรก็ยังนับถือพระพุทธศาสนา.....
3. สมัยสุโขทัย มีหลักฐานปรากฏชัดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย พระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม.....
4. สมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์และประชาชนต่างก็ยอมรับพระพุทธศาสนาจนเกิดประเพณีการบวชกุลบุตรก่อนเข้ารับราชการ....
5. สมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงประกาศไว้ชัดเจน......
6. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสร้างวังพร้อมกับวัด คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม....
7. กระแสพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เคยตรัสไว้หลายครั้งว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ.....
8. ปัจจุบันมีประชานที่นับถือพระพุทธศาสนาถึง 94 เปอร์เซ็นต์.....
9. ประชาชนชาวไทยมีสามสถาบันหลักคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่สถาบันศาสนาไม่เคยมีบัญญัติไว้เลย......
10. พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของไทย เป็นบ่อเกิดด้านจิตรกรรม ประติมากรรมที่สวยงาม.....
11. ปัจจุบันชาวโลกยอมรับแล้วว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก และองค์การสหประชาชาติประกาศยกย่องวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก.....
12. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศจะต้องบันทึกสิ่งสำคัญสูงสุดของประเทศไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรฐานของคนไทยและเพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าประเทศไทย คนไทย มีชาติไทย มีพระพุทธศาสนา มีพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมสูงสุดที่ใครจะละเมิดมิได้...
@โดยจารีต แล้ว พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อยู่แล้วจึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไม่บัญญัติ โดยลายลักษณ์อักษร... ส.สู้ๆ


Dr.Red Lottery

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #311 เมื่อ: 18:42 น. วันที่ 05 ก.ค.63 »
การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"

เปรียบเหมือนผู้หนึ่ง ตกเข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบออกหนี จึงจะพ้นความร้อน ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าไปอยู่ในกองเพลิงแต่ไม่ได้พยายามหลีกหนีออก จะพ้นความร้อน ความไหม้อย่างไรได้ ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลผู้รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่ไม่ได้ละเสีย ก็ไม่ได้พ้นจากโทษ เหมือนกับผู้ที่ไม่พ้นกองเพลิง ฉะนั้น
การตัดสินพระธรรมวินัยแปดอย่าง พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (กล่าวคือคำสอนของพระศาสดา) จึงจะเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นสัตถุศาสน์( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม๘ ) คือ
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
มหาปเทส ๔

หมวดที่ ๒ เฉพาะในทางพระวินัย
๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร(กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร(อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
จึงเห็นได้ชัดข้อ ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร เมื่อมาพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้วางลาภยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมดสิ้น เพื่อตัดความกังวล( ปลิโพธ ๒ )แต่ปัจจุบันฆราวาสถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะ สิ่งนั้นจึงไม่ควร ตามพระธรรมวินัยนี้...
มหานิกาย กับ ธรรมยุต ก็มีพระธรรมวินัยเดียวกัน เมื่อเป็นพุทธสายเถรวาท คงต้องห้ามบัญญัติเพิ่ม หรือตัดทอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ความเจริญก็พึงอยู่ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย เป็นการมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน... ส.สู้ๆ

Dr.Yellow

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #312 เมื่อ: 22:42 น. วันที่ 09 ก.ค.63 »
☸️ โลกสวรรค์...

 "ภูมิเทวดา สวรรค์ มี 6 ชั้น"

 มนุษย์เรา หากต้องการอยากจะได้บุญกุศล เพื่อให้ได้ไปเป็น เทวบุตร เทวดา พรหม หรือ พระนิพพาน ก็ให้พากันรีบเร่งสร้างกรรมดี ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าสวรรค์ดิบ พระนิพพานดิบ เมื่อตายไปจากโลกนี้แล้ว เราก็จะไปเสวยผลของกรรมดี คือสวรรค์สุข และพระนิพพานสุข มิเช่นนั้นแล้ว หากเราตายไปจากโลกนี้แล้ว เราจะกลับมาทำบุญกุศล เพื่อให้ได้ไป สวรรค์ ได้ไปสู่เมือง พระนิพพาน ก็จะเป็นไปไม่ได้ นี่คือพระดํารัส พระธรรม คำสอน ของพระพุทธองค์ที่ทรงเอาตรัสไว้ ...


Dr.BlueSky

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #313 เมื่อ: 09:31 น. วันที่ 11 ก.ค.63 »
โลกสวรรค์...

 "ภูมิเทวดา สวรรค์ มี 6 ชั้น"

 มนุษย์เรา หากต้องการอยากจะได้บุญกุศล เพื่อให้ได้ไปเป็น เทวบุตร เทวดา พรหม หรือ พระนิพพาน ก็ให้พากันรีบเร่งสร้างกรรมดี ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าสวรรค์ดิบ พระนิพพานดิบ เมื่อตายไปจากโลกนี้แล้ว เราก็จะไปเสวยผลของกรรมดี คือสวรรค์สุข และพระนิพพานสุข มิเช่นนั้นแล้ว หากเราตายไปจากโลกนี้แล้ว เราจะกลับมาทำบุญกุศล เพื่อให้ได้ไป สวรรค์ ได้ไปสู่เมือง พระนิพพาน ก็จะเป็นไปไม่ได้ นี่คือพระดํารัส พระธรรม คำสอน ของพระพุทธองค์ที่ทรงเอาตรัสไว้ ...

สวรรค์ชั้นที่ 1. คือ

" จาตุมหาราชิกา ภูมิ "

 เป็นที่อยู่ของเทวดาชาวฟ้า มีท้าวมหาราช 4 พระองค์ ปกครอง คือ..

1. ท้าวธตรัฐมหาราช
2. ท้าววิรุฬหกมหาราช
3. ท้าววิรูปักษ์มหาราช
4. ท้าวเวสสุวรรณมหาราช ( ท้าวกูเวร )

 อายุเทวดาบนสวรรค์ชั้นนี้  ( 500 ปีทิพย์ เท่ากับ 9 ล้านปี บนโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของของตน ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล " ชอบให้ทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้มีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน  แล้วให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยความคิดว่า "เราตายแล้วจะได้เสวยผลแห่งทานนี้ " และ ( เป็นผู้มีศีล ) ... ฯลฯ.

 สวรรค์ชั้นที่ 2. คือ

 " ตาวะติงสา ภูมิ " หรือที่เรียกว่าไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์ เป็นเมืองใหญ่ มี 1,000 ประตู มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์ มีไม้ทิพย์ชื่อปาริชาตกัลปพฤกษ์

" สมเด็จพระอมรินทราธิราช " เป็นผู้ปกครอง

( อายุ 1,000 ปีทิพย์เท่ากับ 36 ล้านปีโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ยินดีในการ ( บริจาคทาน ) ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " ตายแล้วเราจะได้เสวยผลทานนี้ " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่าการให้ทานเป็นการกระทำดีงดงาม ด้วยพยายาม ( รักษาศีล ) ไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ.

สวรรค์ชั้นที่ 3. คือ

     ( ยามา ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุข อันเป็นทิพย์ มี
 
" ท้าวสุยามหาเทวราช " เป็นผู้ปกครอง

 ( อายุ 2,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 144 ล้านปี โลกมนุษย์ )

 บุพกรรม...เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์  พยายามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญกุศล ใน " การให้ทาน" เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า การให้ทานเป็น " การกระทำที่ดี " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี "  ( รักษาศีล ) มีจิตขวานขวายใน " พระธรรม " ทำความดีด้วยความใจจริง .

สวรรค์ชั้นที่ 4. คือ

   ( ดุสิตรา ภูมิ )

เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดี แช่มชื่นเป็นนิจมี

 " ท้าวสันดุสิตเทวราช  " ปกครอง

 ( อายุ 4,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 576 ล้านปี บนโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการ " บริจาคทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า เราหุงหากินแต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากินย่อมเป็นการไม่สมควร ( ทรงศีล ) ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์ รู้ธรรมมาก .

 สวรรค์ชั้นที่ 5. คือ

    ( นิมมานรดี ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณ เป็นอารมณ์ซึ่งเนรมิตขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าว...

 " มุนิมมิตเทวราช " ปกครอง

 ( อายุ 8,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 2304 ล้านปีโลกมนุษย์ )

  บุพกรรม...เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ยินดียิ่งในการ " บริจาคทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน

 ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " เราหุงหากินได้ แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่ได้หุงหากินย่อมเป็นการไม่สมควร "

 แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " เราจัดจำแนกแจกทานเช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายในกาลก่อน"  ประพฤติธรรม สม่ำเสมอ พยายาม ( รักษาศีล ) ไม่ให้ขาดได้ มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทาน เพราะ ผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ .

สวรรค์ชั้นที่ 6. คือ

 ( ปรนิมมิตวสวัตตี ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์

 แบ่งเป็น ฝ่ายเทพยดา...มี

 ( ท้าว ปรนิมมิตเทวราช ) ปกครอง .

 กับฝ่ายมาร... มี ( ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ) เป็นผู้ปกครอง.

  ( อายุ 16,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 9,216 ร้านปีโลกมนุษย์ )


 บุพกรรม...เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์อุตส่าห์ ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะ ( ให้ทานรักษาศีล ) ก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไปด้วยศรัทธาประสาทะ อย่างยิ่งยวดและถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า

 " เราจะเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายแต่กาลก่อน " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส และเกิดความปลื้มใจ และโสมนัส "  เพราะวิบากแห่ง ( ทานและ ศีล ) อันสูงยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้.

 เทวภูมิ 6. โลกมนุษย์ 1. 

( แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 42,000 โยชน์ )

 จะเห็นได้ว่าการบำเพ็ญปฏิบัติของเทวดา แต่ละท่านแต่ละองค์ ตามชั้นต่างๆ ของเทวโลกมี 6 ชั้น  ก็ล้วนแต่เคยให้ทานรักษาศีลมาทั้งนั้น

 จึงได้ไปอุบัติ ( เกิด ) ขึ้นบนสวรรค์ สัมปรายภพ ภพภูมิข้างหน้า  หากเราอยากจะไปอยู่ภพภูมิที่ดีมีความสุข ก็จงพากันสร้างเอาแต่บุญกุศล พากัน ( ให้ทานรักษาศีล ) กระทำแต่คุณงามความดีเอาไว้ เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ภพชาติข้างหน้า ก็จะไปเสวยผลของกรรมดี ตามที่เราเคยได้สร้างสมกระทำไว้ตอนยังมีชีวิต... ส.สู้ๆ

Dr.YelloGreenBlue

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #314 เมื่อ: 14:51 น. วันที่ 15 ก.ค.63 »

ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]