gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 93205 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

Dr.Red Jet Lee

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #330 เมื่อ: 10:46 น. วันที่ 30 ส.ค.63 »
...วิธีดูความจริงใจ
ของเพื่อนมนุษย์
ให้ดูตอนที่เราไม่สามารถ
ให้คุณหรือให้โทษเขาได้

มนุษย์ส่วนมาก
ใครให้คุณให้โทษได้
ก็จะทำดีด้วย

หากให้คุณให้โทษ ไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องแปลกใจ
ที่เขาจะหลีกลี้หนีหายไป

จงรู้เถิดว่า
นี่คือมนุษย์ที่แท้จริง
ที่เป็นเพียงหุ่นเชิด
ของบุญและบาปเท่านั้น... ส.สู้ๆ

Dr.Red Paknam& mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #331 เมื่อ: 09:21 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »
“ขลังที่สุด คือ กรรมดี”

     แม้เราจะไปในที่ที่อันตรายที่สุด ถ้าเราทำกรรมดี เขาบอกว่าไม่ต้องกลัว ไม่ต้องมี..ที่เรียกว่าของขลังเหมือนกัน ความขลังที่สุด คือกรรมที่เราทำ

     ถ้าเราทำกรรมดีทำต่อไป..อย่าไปท้อใจ ถึงทำดีเท่าไรๆ ไม่เห็นได้อะไรเลย หารู้ไม่ว่าต่อไปนะไม่แน่ บางทีภายในวินาทีเดียวก็ได้แล้ว”

พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่คณะชาวพุทธแขวงห้วยขวาง เขตพญาไท
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘
อายุบวร

Dr.Red Paknam& mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #332 เมื่อ: 09:22 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »

. ส.หลก

Dr.Red Paknam mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #333 เมื่อ: 09:28 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »

. ส.หลก

Dr.Red Paknam

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #334 เมื่อ: 09:53 น. วันที่ 06 ต.ค.63 »
คติ ๘ ภาษาคน-ภาษาธรรม

#คติทั้ง ๘ นี้ ก็มีพูดอย่างภาษาคน หรือภาษาสมมติของชาวบ้าน
นั้นอย่างหนึ่ง เมื่อพูด ภาษาธรรมของนักปราชญ์ของผู้รู้
โดยแท้จริงนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง
ของ ๘ อย่างนี้ ถ้าพูดอย่าง ภาษาชาวบ้าน ที่เขาพูดทางศีลธรรม
ชักชวนให้กลัวบาปกลัวกรรม ตามแบบของชาวบ้านนั้น เขาก็พูด
เป็นบ้านเป็นเมืองเป็นโลก
#นรก ก็คือเมืองนรก อยู่ข้างใต้ลงไปนี้ ร้อนเป็นทุกข์.
#เดรัจฉาน คือ โลกของสัตว์เดรัจฉาน: วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่.
#เปรต คือ สัตว์ที่ผอมโซ เพราะความหิว เจ็บป่วย ร่างกายเปื่อยเน่า
ผุพัง นี่เป็นพวกเปรต อยู่ในโลกที่มองเห็นได้ยากเหลือเกิน เพราะ
ไม่มีร่างกายที่ดูได้ง่ายๆ.
#อสุรกาย คือ พวกที่ไม่เห็นตัวเลย ซ่อนตัวได้มิดชิด ไม่มีใครเห็นตัว
เรียกว่า #อสุรกาย นี้ภาษาชาวบ้านพูด แล้วเขียนรูปภาพตามผนัง
โบสถ์เป็นอย่างนี้.
แต่ว่า #ภาษาธรรม นั้น หมายอีกอย่างหนึ่ง
คือ เป็นสภาพ เป็นภาวะ- ทางจิตใจ เพราะเป็นภาษาจิตใจ
ก็ชี้ไปยังภาษาของจิตใจ หรือภาวะทางจิตใจ
#นรก นี่คือ

Dr.Red mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #335 เมื่อ: 09:56 น. วันที่ 06 ต.ค.63 »
*สารพัดธรรม(ทำ)*
"หลวงปู่ตื้อฯ...ไล่พระภิกษุด้วยเสียงอันดังว่า 'ไป... ไปซะ ไป๊ อยากไปนอนกอดขี้ก็ไป' "

     》หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม กวดขันเรื่องศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุ
     อย่าได้มองเห็นไปว่า ศีลทั้ง ๒๒๗ ข้อนั้น ในโลกนี้จะไม่มีผู้ที่ประพฤติตามได้ ผู้ที่กล่าวเช่นนั้น คือ ผู้ที่มีจิตไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรมวินัย เป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง ที่ตกอยู่ภายใต้จิตใจใฝ่ต่ำที่ครอบงำ จึงตีความเอาว่า ไม่มีภิกษุรูปใดจะทำตามพุทธบัญญัตินั้นได้ เห็นไปว่าการปฏิบัติตามศีล ๒๒๗ ข้อทั้งหมดนั้นตึงเกินไป ถึงกับสมณะบางรูป บางสำนัก สอนกันว่า ศีลทั้งหมดรักษาไว้แต่ปราชิก ๔ ข้อก็พอ
     โถ ! น่าสงสาร ก็เลยไม่ต้องเป็นพระกันเลย
     หลวงปู่ตื้อ ท่านย้ำว่า การเป็นพระไม่เว้นในศีลข้อใดข้อหนึ่ง แม้แต่ มุสาวาท เพราะมุสาวาทนี้ยังเป็นศีลของคฤหัสถ์ด้วย เป็นแค่เบ็ญจศีล ที่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถือเพียงแค่ศีล ๕ ของคฤหัสถ์เท่านั้นก็ยังไม่ได้ จะเป็นศีล ๑๐ ของสามเณรก็ยังมิได้เสียแล้ว
     ถ้าภิกษุกล่าวมุสาวาท โกหกตอแหล แค่เป็นมนุษย์สมบูรณ์ยังเป็นไม่ได้ ประสาอะไรที่จะเป็นพระ !
     หลวงปู่สอนว่า ที่ให้พากันปฏิบัติตามพุทธบัญญัตินี้ หาได้เป็นเรื่องเคร่ง เรื่องตึง ที่ตรงไหน เพราะเพียงงดเว้นในสิ่งที่องค์พระบรมศาสดาทรงห้ามไว้ และประพฤติปฏิบัติตามที่พระองค์สอนก็เท่านั้น พระเณรในวัดทุกรูปจะอยู่ในสายตาของหลวงปู่ตื้อตลอดเวลา ถ้าประพฤติไม่สมควร สอนไม่ได้ ท่านจะบอก "ไม่พึงปรารถนา ให้พิจารณาตัวเองไปเสียให้พ้นวัด"
     ตัวอย่างพระเณรที่หัวดื้อ เตือนแล้วเตือนอีกก็เช่น มีพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัด แอบเขียนจดหมายติดต่อกับฆราวาสกลางดึกดื่น ไม่เอาเวลานั้นมาภาวนา ปรากฎว่า เสียงไม้เท้าฟาดเข้าข้างกุฏิ หลวงปู่ตวาดเสียงเขียวไล่ภิกษุนั้นด้วยเสียงอันดังว่า
     "ไป...ไปซะ ไป๊ อยากไปนอนกอดขี้ก็ไป"  ส.หลกจริง

แร้งสระเกศVSเปรตปากน้ำ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #336 เมื่อ: 19:10 น. วันที่ 08 ต.ค.63 »
อย่าให้เทพเหนือธรรม
อย่าให้(ภูติ)ผีเหนือพุทธ
อย่าให้วิญญาณเหนือรัตนตรัย
อย่าให้ลาภสักการะเหนือจิตวิญญาณแห่งสงฆ์ในธรรมวินัยนี้

จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้คนจะแห่แหนกันไปเข้าวัดแต่ไปเพื่อมืด มิใช่ไปเพื่อสว่าง ไปเพื่องมงาย แทนที่จะไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญา??

พุทธศาสนาในไทยอ่อนกำลังลงก็เพราะภัยจากภายใน ที่เกิดจากการที่พุทธบริษัทพากันหลงเดินออกนอกเส้นทางแห่งพุทธะ หาใช่ภัยจากภายนอกไม่

Ask yourself whether an internal or external threat that makes for the decline of Buddhism in Thailand?  ส.หลก

ม้าไปทางVSช้างไปทาง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #337 เมื่อ: 09:52 น. วันที่ 09 ต.ค.63 »
#พาล แปลว่า อับปัญญา ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง คนพาล คือคนเขลา ไม่รู้เท่าทันโทษแห่งการประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ
การไม่คบคนพาล จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญ ทำให้พ้นจากโอกาส ที่จะหลงเข้าสู่ความผิด นำมาซึ่งความสรรเสริญของคนทั่วไป ประสบแต่ความก้าวหน้าในชีวิต

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก... ส.สู้ๆ

ผีหลอกคน

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #338 เมื่อ: 05:43 น. วันที่ 10 ต.ค.63 »
เป็นคนแท้ๆ ยังสมัครเป็นทาสของผี
.
…. “ คนจํานวนมากหวังว่าจะให้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาช่วยในลักษณะที่เหมือนกับว่าเพื่อนฝูงช่วยกันทําการทํางาน ช่วยให้เงินให้ของ เหล่านี้ มันเป็นไปไม่ได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับกิเลสหรือความทุกข์ ; เพราะว่ากิเลสหรือความทุกข์นั้นเป็นของเฉพาะตน จะต้องดับด้วยตน, เช่นเดียวกับที่ได้สร้างขึ้นมาด้วยตน จะหวังการช่วยเหลืออย่างอื่น เช่น การรดน้ำมนต์เป็นต้นนั้น เป็นสิ่งที่หวังไม่ได้
…. ความบริสุทธิ์ไม่มีได้เพราะการรดน้ำมนต์เหมือนกับที่คนโดยมากเข้าใจ รดแล้วรดอีกมันก็ยังดีขึ้นไม่ได้, ความบริสุทธิ์จะมีได้เพราะตนทําให้บริสุทธิ์ ถูกต้องตามเหตุผล. รู้ว่าความไม่บริสุทธิ์เกิดมาจากอะไร ; แล้วก็พยายามถอนตนออกมาเสียจากสิ่งเหล่านั้น, คนโง่ๆก็พากันหลงโทษนั่นโทษนี่ โทษผี โทษเทวดา จนต้องตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสของผีของเทวดาอีกต่อหนึ่ง
…. เป็นคนแท้ๆ ยังสมัครเป็นทาสของผี, ต้องไปงอนง้อผี ให้ผีช่วย นี้จะเห็นได้ว่ามันน่าอับอายขายหน้าสักเท่าไร. เป็นมนุษย์มีจิตใจสูง ก็ยังต้องก้มศีรษะลงไปขอความช่วยเหลือจากผี ; ที่มันเป็นผี มันไม่มีอะไรดี มีแต่ความหลอกลวง คนที่ไม่รู้จักละอายอย่างนั้น ก็ยังถือผียังนับถือผี ยังอ้อนวอนผี, ยังบนบานให้ถูกเลข ๓ ตัวเพราะอํานาจของผี, แล้วจะเดินตามร่องรอยของพระอรหันต์ได้อย่างไรกัน : ขอให้ลองคิดดู,
.
…. เรื่องง่ายๆ สั้นๆ ก็มาเป็นอย่างนี้เสีย แล้วเรื่องใหญ่ๆ ยาวๆ คือการเดินไปถึงพระนิพพานนั้น มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้น
.
…. อีกทางหนึ่ง คนที่เขลาเหล่านั้น ไปโทษนั้นโทษนี้ กระทั่งไปโทษเนื้อตัว โทษดิน โทษน้ำ โทษลม โทษไฟ แต่ไม่ได้โทษกิเลสของตัว ไม่ได้โทษความโง่ความหลงของตัว. ไปโทษว่าเกิดมาไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าพืชพันธุ์ไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าต้องทําลายตา หู จมูก ลิ้น กาย เสียก่อนจึงจะไม่มีความทุกข์ ดังนี้บ้าง นี้เป็นความเข้าใจผิด”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : มาฆบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง “วตสีลพันธนกถา” เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “มาฆบูชาเทศนา”  ส.สู้ๆ

คนหลอกผี

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #339 เมื่อ: 05:46 น. วันที่ 10 ต.ค.63 »
"อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐ
เป็นที่พึ่งได้ ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า

โจรลักไปไม่ได้
ไฟไหม้ไม่ได้
น้ำพัดไปไม่ได้
เป็นทรัพย์ภายใน
ซึ่งสามารถทำให้พ้นจากทุกข์ได้"

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ... ส.หลก

Dr.Red Paknam&mountain

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #340 เมื่อ: 21:41 น. วันที่ 14 ต.ค.63 »
อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจ วาสนา
แล้วมันจะไม่มีความทุกข์ ถ้าไม่มีธรรมะ

…. “มานึกดูว่า คนเรานี้จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์สูงไปขึ้นไปกว่าที่จะหากินใส่ปากใส่ท้อง มีกินมีใช้ มีเกียรติยศ มีอะไรแล้ว ก็จะทำอะไรกันต่อไป มันก็เหลือเรื่องเดียว คือ เรื่อง จิตใจที่มันสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์ นี่ก็เรียกว่า “ธรรมะ” มีธรรมะเพื่ออย่างนี้
…. อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาแล้ว มันจะไม่มีความทุกข์ ถ้ามันโง่แล้ว มันจะยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งมีความทุกข์ ถ้ามันโง่ มีอำนาจวาสนามาก ถ้ามันโง่มันก็จะฆ่าตัวมันเอง ด้วยอำนาจวาสนานั่นแหล่ะ เรื่องเงินเรื่องอำนาจวาสนานี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น
…. ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มีแต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอกันแต่ในพวกคนที่ไม่มีศีลธรรมด้วยกัน คนที่มีศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ และมันก็พิสูจน์ตัวมันเองว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลสเผาลนอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งที่มีเงินมาก มีอำนาจมาก
…. อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะมันเป็นอันตรายที่สุด แล้วมันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป ก็อย่างในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วมันก็แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้วันวานนี้มันก็แสดงอยู่อย่างนี้”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “พุทธธรรมกับสังคม”

Cr: เพจธรรมะเพื่อทางพ้นทุกข์
โดย ท.ส. ปัญญา วุฒโฑ

◾️ สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง  ส.สู้ๆ

Dr.Red& Orange

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #341 เมื่อ: 18:51 น. วันที่ 15 ต.ค.63 »
โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน

คนไทยเจนมิลเลนเนียล (เกิดปี 1981-1996 ตอนนี้อายุ 24-39 ปี) คือ #เจเนอเรชั่นแห่งความหมดหวัง มีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด และโรคทางสุขภาพจิตมากกว่าคนเจนอื่น ๆ จากผลวิจัยด้านจิตวิทยาและเศรษฐกิจสังคมหลายที่
.
ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า คนเจนนี้เติบโต และมองเห็นความสำเร็จของพ่อแม่ มองว่าความสำเร็จของผู้ใหญ่เป็นเรื่องง่าย แต่พอพวกเขาโตขึ้นก็พบกับเศรษฐกิจที่แข่งขันสูงขึ้น ทรัพยากรถูกใช้ไปเยอะ ที่ดินแพง ไม่ได้ตั้งตัวเร็วเหมือนรุ่นพ่อแม่ คนเจนนี้จึงรู้สึก #กดดัน เครียด และ #หมดหวัง
.
ภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่ารถ หนี้สินกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางชีวิตในอุดมคติที่อยากเที่ยว อยากหาประสบการณ์ อยากใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง แต่ก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรับกับภาระที่กองอยู่ตรงหน้า
.
‼️ปัจจุบันคนเจนนี้ซื้อหวยกันเยอะมาก หลายคนมักพูดกันขำ ๆ ว่า ฉันไม่อยากเป็นคนเก่ง ฉันเหนื่อย #ฉันอยากถูกหวย เพื่อปลดล็อกตัวเองออกไปจากภาระอันหนักอึ้งจากทุก ๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตพวกเขาไม่ไปไหนสักที
.
[ที่มา]https://m.facebook.com/TheCOLUMNISTth/photos/a.122908029079400/354644185905782?fbclid=IwAR0FbGG0L3J2_igTyVQFBRr_RxAMSyaEFAtZRfByuvHRcq_KcYoBEqoK85c
#คนไทยหัวใจสีเขียว  ส.สู้ๆ


ธรรมเหนือเทพ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #342 เมื่อ: 08:26 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »
ทำไมจึงไม่ควรบวช ?

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องที่ว่า ทำไมจึงไม่ควรบวช !
หลายคนที่สนใจใฝ่ธรรม แต่ไม่บวชนั้นมีมากมายเป็นส่วนใหญ่

โดยทั่วๆไปนั้นที่ไม่บวชนั้นมักจะเกิดจาก
ไม่สามารถทำตามกฏกติกาตามพระวินัยพุทธบัญญัติได้

ส่วนเรื่องต้องดูแลรับผิดชอบทางโลกนั้น
ล้วนมักเป็นข้ออ้างมากกว่าเหตุผลจริงๆ ทั้งๆที่ก็ทราบว่า
ชีวิตความเป็นพระนั้นตัดปริโพช เรื่องการดิ้นรนทำมาหากิน

คนที่ไม่บวชนั้น โดยมากก็ตระหนักในใจตัวเองอยู่ว่า
ตนไม่สามารถประพฤติตามกฏกติกาเหล่านั้นได้บริบูรณ์
จึงอาศัยการครองเพศฆราวาส..
ครองเรือนไปด้วยประพฤติธรรมไปด้วย

เพราะมีความละอายใจ ในอันที่จะประพฤติไม่ดีไม่สมบูรณ์
อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียหาย
และเป็นเหตุแห่งการอันตรธานไปในที่สุด
จัดว่าเป็นกรรมหนัก กรรมขนาดใหญ่
หากเป็นภิกษุที่ไม่ละอาย(อลัชชี) เพราะ การเกิดขึ้นยากมาก
นั่นคือการเกิดอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา

เนื่องจากการบวชนั้น
เป็นสิ่งสมควรเฉพาะแก่ผู้ที่เห็นภัยทางโลก
และมีความพร้อมที่จะประพฤติตามกรอบของธรรมวินัย
ซึ่งจะต้องละทิ้งอาการชาวบ้านเป็นให้หมดสิ้น

เช่นว่า เคยท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆตามใจก็ต้องอยู่กับที่
เคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจ ก็ต้องมาประพฤติวัตรปฏิบัตร
ให้เป็นเวลา สม่ำเสมอ ซึ่งอาการที่เหมือนชาวบ้านนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้งด เพื่อให้ภิกษุ
มีความงดงามในธรรมวินัย เป็นบ่อเกิดศรัทธาในเบื้องต้น
ที่จะเป็นที่มาของปัจจัย๔ อันชอบธรรม เนื่องจาก
การเป็นสมณนั้นตัดปริโพชเรื่องทำมาหากิน

ความละอายหิริ โอตัปปะ นั่นเองทำให้ ฆราวาส
ยังเป็นผู้ครองเรือน เป็นผู้ประพฤติธรรม
เป็นผู้ค้ำชูพระศาสนาอันเป็นกำลังสำคัญ

ในการบวชนั้นพระจะมีกิจธุระหลักๆ 2 ประการคือ
คันถธุระ( ศึกษาเรียนพระวินัย พระธรรมคำสอน)
และวิปัสนาธุระ(บำเพ็ญเพียรฝึกฝนลดละกิเลส)

ซึ่งนั้นคือ หน้าที่ของความเป็นภิกษุ
ถ้าไม่เข้าข่ายสองข้อนี้ ก็เป็นอันผิดปกติวิสัย
ซึ่งจะแสดงอาการออกมาทางอาการของชาวบ้าน
เช่น ไปตั้งตนเป็นอาจารย์เทศน์สอนผู้อื่นผิดๆถูกๆ
ไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่สิ่งสมควร
หรือจะไปทำกิจกรรมช่วยชาวบ้าน เป็นผู้มักก่อสร้างอะไร
ก็ตามล้วนผิดประเพณีความเป็นภิกษุ
และเป็นบ่อนทำลายพระศาสนาไปพร้อมกัน
เป็นบาปมากกว่าบุญหลายเท่าตัว เป็นต้น

เนื่องด้วย ความเป็นผู้ครองเรือนเป็นทางแคบ
แต่ถ้าฆราวาสใดที่ตัดปริโพชต่างๆได้
ความเป็นฆราวาสผู้หวังในธรรมย่อมเป็นโอกาสที่ดีงาม
กว่าความเป็นภิกษุที่ยังมีอาการชาวบ้านมาก

การจะเป็นผู้บวชสู่ความเป็นภิกษุนั้น
ถ้าหากไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้เกิดเป็นบาปหนัก
ร่วมกันทำลายศาสนาเหมือนพระส่วนใหญ่ที่เป็นกันในปัจจุบัน

ในเพศภิกษุไม่ใช่ที่ฝึกให้ท่านอยู่ในพระวินัย
แต่เป็นที่ฝึกบำเพ็ญสองธุระข้างต้น ก็เหมือนเด็กนักเรียน
ที่มุ่งหวังไปโรงเรียน เพื่อความรู้ ก็ต้องมีการแต่งกาย
ทำตามกฏระเบียบของโรงเรียน ไม่ใช่ไปฝึกหัดแต่งกาย
ฝึกหัดเรื่องอื่น ควรข้ามขั้นตอนนี้ไปตั้งใจเรียน ลับสมองสติปัญญา
มิฉะนั้นก็เป็นได้แค่เด็กเกเร ภิกษุก็เช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ
หากท่านมีความรู้ดีในเรื่องธรรมวินัยแล้ว
ท่านจะหาพระกราบสนิทใจไม่ได้เลย
กราบได้แค่ทำตามมารยาททางประเพณีเท่านั้นเอง

ดังนั้นหากท่านมีความละอาย มีหิริโอตัปปะ
ไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้ลงนรกเลย ไม่คุ้มมกับความสุขสบาย
บนศรัทธาชาวบ้าน เป็นผู้ลวงโลก...

ส้มเจตนา..แดงต้อย  ส.หลก

เทพเหนือธรรม?

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #343 เมื่อ: 08:30 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »
#จดหมายจากในหลวงถึงสมเด็จพระเทพฯ

๖ ตุลาคม ๒๕๔๗
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเผยแพร่

ลูกพ่อ

ในพื้นแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว ทุกคนปรารถนาความสว่าง ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน แต่ความปรารถนานั้น จักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่างหรือความดีนั้น ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดี นั้นก็คือ รักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้

พ่อขอบอกลูกดังนี้

๑. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่าเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมด ทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

๒. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

๓. มีความสันโดษ คือ มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือ ได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่า มีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
• ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
• พอใจตามสมควรคือทำงานให้มีความพอใจ เหมาะสมแก่งาน
• ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

๔. มีความมั่นคงแห่งจิต คือ ให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ให้ภาวนาว่า มีลาภมียศสุขทุกข์ปรากฎ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภเสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกา นึกว่า ”ชั่งมัน”

พ่อ
๖/๑๐/๔๗
——————————-
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ทรงมีพระราชปรารภ ทิ้งท้าย

ฉันหวังว่า คำสอนพ่อ ที่ฉัน ได้ประมวลมานี้ จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่ได้พบเห็น และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน ฉันรักพ่อฉันจัง

สิรินธร
——————————–

ทรงพระเจริญ

ธรรมVSเทพ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #344 เมื่อ: 15:08 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »
#พระราชสมาธิของในหลวงรัชกาลที่9
.
เหตุแห่งความสำเร็จในพระราชกรณียกิจทุกประการที่ทรงปฏิบัติแล้วสัมฤทธิ์ผลทุกครั้ง.
.
พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก ได้เล่าให้ฟังว่า เวลามีโอกาสเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับสั่งเรื่องสมาธิกับพวกท่านเสมอ.
.
เวลามีโอกาสก็จะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกครั้ง ซึ่งท่านก็ยังจำได้และนำวิธีฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาฝึกปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ.
.
พระราชจริยาวัตร ในการปฏิบัติ สมาธิภาวนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังทรงให้ความสนใจศึกษาตลอดเวลา.
.
จะเห็นว่าเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปไหนก็ตาม มักจะเสด็จเข้าไปในวัด ไปรับสั่งกับพระผู้ใหญ่เป็นเวลานาน ๆ อย่างเช่นกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลางเพล ในสมัยที่ หลวงปู่ ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ทรงศึกษาทั้งสิ้น.
.
การศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริง ๆ เท่าที่ท่านจำได้ในสมัยโน้น พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวัง ที่เรียกว่า ถวายกรรมฐาน นอกจากที่รู้ ๆ กันอยู่ ก็มีท่าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ) พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น.
.
คำสอนคำถวายกรรมฐานของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระองค์จะทรงบันทึกเทปไว้ ถ้าคำเทศน์คำสอนใดที่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ที่หัดใหม่ทั้งหลาย พระองค์ท่านมักจะพระราชทานมาให้ ซึ่งข้าราชการบริพารที่ใกล้ชิด มักจะได้รับพระราชทานเทปจากในหลวงเสมอ.
.
จำได้ว่า ที่ได้รับพระราชทานมา ก็มีของ สมเด็จพระสังฆราช ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น และก็ในทำนองเดียวกัน เวลาพวก พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯไปไหนก็มักจะหิ้วเทปไปด้วย ได้พบพระอาจารย์องค์ไหนก็ตาม ต้องขอธรรมะจากท่าน เมื่อท่านสอนก็บันทึกเอาไว้ แล้วก็มาคัดกันดูว่า ม้วนไหน องค์ใดควรถวายพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯก็จัดถวาย.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯยังจำได้ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ยังไม่อาพาธ ครั้งหนึ่งพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯ เดินทางกลับจากภูพานลงมาทางอุบลฯ ได้แวะไปกราบท่านพระอาจารย์ชาฯ แล้วก็ได้เทปท่านมา ยาวถึง 40–45 นาที เป็นคำเทศน์โดยตรงที่ท่านให้โดยตรงมา.
.
 เมื่อได้เทปของ พระอาจารย์ชา มาแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัว ทรงฟังแล้วรับสั่งว่าเป็นเทปม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง เป็นต้น.
.
เรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้เล่าต่อไปว่า นอกจากเรื่องที่ทรงศึกษาแล้ว ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ทรงนำสมาธิเข้ามามีส่วนในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพราะเท่าที่สังเกตเห็น.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงศึกษาสมาธิอย่างเดียว แต่ได้ทรงนำสมาธิมา ใช้ในพระราชกรณียกิจประจำวันด้วย.
.
ในเรื่องนี้จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ที่โดยปกติแล้วอย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่น่าจะทำได้ แต่พระองค์ทรงทำได้ อย่างที่ต้องประทับในที่นั่งเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันถึง 2–3 ชั่วโมง จะทรงปฏิบัติได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือไม่ทรงมีอาการเหนื่อยหรือง่วงเลยแม้แต่น้อย.
.
ตลอดเวลาที่พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร รับใช้เบื้องยุคลบาทอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 11 ปี 11 เดือน ท่านเล่าว่าไม่เคยเห็นเลยว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินที่ใดแล้วจะทรงแสดงอาการเหนื่อยจนถึงขนาดนั่งหลับ ไม่มีแม้จะเป็นการทรงงานทั้งวันก็ตาม ดังเรื่องที่จำได้และจะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้.
.
คงจะทราบกันอยู่แล้วว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อเยี่ยมเยือนประชาชน พระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง.
.
 ท่านเคยได้ตามเสด็จทั้งในและนอกรถพระที่นั่งมาหลายครั้ง เป็นระยะทางทั้งไกลและใกล้ ถนนเรียบบ้าง ขรุขระบ้าง ลุ่มดอนบ้าง ตามสภาพภูมิประเทศ บางครั้งแม้เสด็จถึงที่หมายแล้วทรงจอดรถพระที่นั่ง และเสด็จฯ ลงไปประกอบพระราชกรณียกิจด้วยความตรากตรำพระวรกาย เช่น พระราชดำเนินเป็นระยะทางไกล และเป็นเวลาหลายชั่วโมง.
.
 ขากลับนึกว่าจะทรงพักผ่อนพระวรกาย และให้นายสารถีทำหน้าที่ขับรถพระที่นั่งถวาย ก็เปล่ากลับทรงขับด้วยพระองค์เองอีกโดยไม่ทรงแสดงพระอาการเหนื่อยหรือง่วง.
.
เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จนั้น พอกลับขึ้นไปบนรถ ก็ต้องผลัดกันหลับไปในรถเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล.
.
หลายปีมาแล้ว ตามเสด็จไปบ้านแม่สา ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บ้านแม่สานั้น เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้จักเพราะได้กลายเป็น “แม่สาแวลเล่ย์” มีถนนชั้นหนึ่ง เชื่อมกับโลกภายนอก และมีอาคารบ้านเรือน ตลอดจนรีสอร์ท หรือที่พักตากอากาศอันทันสมัยโผล่ขึ้นมามากมาย.
.
แต่แม่สาในสมัยที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จไปเมื่อ 20 ปี ก่อนโน้น เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เวลาเสด็จๆ โดย เฮลิคอปเตอร์ ไปลงตรงที่เขาเตรียมไว้ แล้วทรงพระราชดำเนินเดินเท้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไหล่เขาลูกถัดไปอีก.
.
เมื่อก่อนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการบริหารพระวรกายด้วยการวิ่ง ถ้าเป็นที่ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ก็ทรงวิ่งใน ศาลาดุสิดาลัย ครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อยังปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนักอยู่นั้น พลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชร เคยตามเสด็จฯ เป็นประจำ.
.
เวลาวิ่งสังเกตเห็นทุกครั้งที่ตามเสด็จฯ ว่าพระองค์ทรงก้าวยาวและพระองค์ปล่อยพระอัสสาสะและพระปัสสาสะ (หายใจเข้า–ออก) สม่ำเสมอ ในขณะที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จฯ ต้องซอยเท้าถี่ยิบ เพื่อให้ทันและหอบกันอย่างไม่อับอาย.
.
พระราชสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านเชื่อว่าเป็นเหตุให้ประกอบพระราชกรณียกิจทุกครั้งสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยสมพระราชประสงค์ และสมความต้องการของทุกฝ่าย แต่ที่ท่านเห็นว่าสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ.
.
เวลามีอุปสรรคขัดข้องในพระราชกรณียกิจไม่ว่าครั้งใด ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงหวั่นไหวหรือสะดุ้งสะเทือน ทรงดำรงพระสติมั่น และพระราชทานคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีกำลังใจและสามารถปัดเป่าอุปสรรคข้อขัดข้องเหล่านั้นได้ดีที่สุด.
.
หรือถ้าหากเหลือวิสัยที่จะแก้ไขได้ ก็ไม่ทรงกริ้ว หรือทรงแสดงความไม่พอพระราชหฤทัย แต่กลับทรงแสดงให้ผู้อื่นเห็น และเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ทุกคนโล่งใจ และมีกำลังใจที่จะอุทิศกำลังกายและกำลังใจถวายต่อไปอีก.
.
การฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มิได้ทรงปฏิบัติแต่พระองค์เดียว หากยังทรงพระกรุณาพระราชทานคำแนะนำให้ผู้อื่นอย่างถ้วนหน้า ข้าราชสำนัก(รวมทั้งตัวพลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชรด้วย) ได้รับพระราชทานทั้งหนังสือและเทปคำสอนของครูอาจารย์ที่ทรงเองแล้ว และทรงเห็นว่าแยบคายหรืออาจมีประโยชน์อยู่เสมอ.
.
เมื่อทรงมีโอกาสก็ทรงพระกรุณาพระราชทานดำริเกี่ยวกับสมาธิให้ข้าราชบริพารฟังเป็นครั้งคราว ทำให้ข้าราชบริพาร นายทหารและนายตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เข้าไปรับหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนัก.
.
และยังฝึกติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของพระมหากรุณาธิคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้พระราชฐานที่ประทับ กลายเป็นสำนักวิปัสสนากลาย ๆ การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ สมาธิ หรือ กรรมฐาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของข้าราชบริพารผู้ใฝ่ธรรม.
.
เวลาเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับต่างจังหวัด งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จฯ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารชอบทำก็คือ เร่ร่อนไปตาม วัด หรือ สำนักสงฆ์ ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมาธิจาก พระภิกษุสงฆ์ ในฝ่าย วิปัสสนาธุระ.
.
เมื่อการฝึกสมาธิได้กระทำโดยสม่ำเสมอเช่นนั้น ผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติก็คือ “มีสติมั่นคง” สามารถนำเอาสมาธิไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการงาน สามารถเผชิญกับอุปสรรคปัญหาข้อขัดข้อง ได้อย่างสุขุมเยือกเย็น ไม่ตีโพยตีพายหรือเสียสติ.
.
“พระราชสมาธิในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงไม่เพียงแต่จะทำให้พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเท่านั้น แต่อานิสงส์ ทำให้มีผู้ตามเสด็จฯ และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือธุรกิจอื่นใดสำเร็จลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกันด้วย.
.
 ขนาดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้เหนือหัวสูงสุดของพวกเราชาวไทย พระองค์ยังทรงสนใจในการปฏิบัติธรรม การฝึกอบรมพัฒนาจิตใจด้วยการ ปฏิบัติธรรม จึงนับเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ไม่ควรเพิกเฉยละเลย ธนาคารฯให้โอกาสแก่พนักงาน และบุคคลในครอบครัวอย่างเต็มที่เช่นนี้แล้ว.
.
 หากเราไม่รับโอกาสที่ดีในชีวิตโดยเร็ว หากหมดโอกาส เพราะหากเราหายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก เราก็จะไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี และสูญสิ้นโอกาสที่ดีในชาตินี้อย่างน่าเสียดาย.
.
เรื่องเล่าอันทรงคุณค่าจากผู้รู้ธรรมและผู้ติดตามในหลวง.
.
พลังสมาธิของพระองค์ช่างประเสริฐยิ่งนัก.
.
แหล่งที่มา : เสบียงบุญ
.
#ในหลวง #รัชกาลที่9 #สมาธิ #Meditation
#MookInspire
#ฉันเกิดในรัชกาลที่9
#เล่าสู่หลานฟัง
#รักพ่อไม่มีวันพอเพียง
#คิดถึงคนบนฟ้า

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]