gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 161568 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

คนบ้าใบ้หูหนวกตาบอด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #435 เมื่อ: 05:28 น. วันที่ 24 ส.ค.64 »
ผมเกิดมานาน .. ใช้ชีวิตมาเกือบ 50 ปีแล้ว
.... นั่งคิด นอนคิด หามุมมองแบบวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มใช้ชีวิตคิดกัน....
มองไม่ออกเลยว่าสถาบันสูงสุด เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศตรงไหน

ถ้าวันนี้.... ไม่มีสถาบันก็ได้

แล้วนักการเมืองที่มีอยู่... จะดีกว่าที่เป็นอยู่นี้...
จะเสียสละ... จะรักประเทศ ... มากกว่าผลประโยชน์ตน และพวกพ้อง.... หรือ

นักการเมือง.... โกง... กิน... ซื้อเสียง.. เข้ามาหาประโยชน์.. ถอนทุน
ข้าราชการ .... ฉ้อฉล ..โกง... กิน...
ตำรวจ.... โกง... รีดไถ
พ่อค้า... นายทุน... เอารัด ... เอาเปรียบ
ประชาชน... หลงกิเสส... แพ้ตัณหา... ก่อหนี้สิน

เหล่านี้... ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้ประเทศไทยเดินได้ช้า

ตราบใด... ยังเลือกตั้งได้นักการเมืองแบบนี้...
จะพัฒนารุ่งเรืองตรงไหน

แล้วสถาบันสูงสุดเกี่ยวอะไร

ผมเห็นแต่.... สถาบันให้โรงพยาบาล
ผมเห็นแต่.... วางรากฐานสร้างหมอ
ผมเห็นเเต่.... สร้างสถานศึกษา
ผมเห็นแต่.... ให้อาชีพคนยากจน
ผมเห็นแต่.... บรรเทาความทุกข์เข็ญ
ผมเห็นแต่.... การพัฒนาชีวิตในถิ่นทุรกันดาร

มีแต่พูดกันเอง... ว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร

รัฐประหารทุกครั้ง.... สถาบันได้ประโยชน์ตรงไหน

จริงอยู่.... ที่เด็กสมัยนี้เกิดมาไม่ทันเห็นตอนสร้าง
แต่โครงการต่างๆ... ก็ยังดำเนินอยู่เต็มไปหมด

เกิดมา ... มีชีวิตสุขสมบูรณ์... โหยหาแต่วัตถุฟุ้งเฟ้อ.. เเละชีวิตที่สะดวกสบาย... จนคุณภาพจิตใจต่ำ

ผมสอน... ปลูกฝังลูกหลานทุกคน .. ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส .... ว่าคนไทยเป็นชนมีรากเหง้า

สงสัยแค่อย่างเดียว.... ว่าพ่อแม่พวกเค้า ... ซึ่งน่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกับผม... ที่ได้เห็นประเทศนี้ค่อยๆเดินมา

เค้าทำอะไรอยู่.... ถึงไม่สั่งสอนเรื่องความกตัญญูให้กับลูกหลานเลย... ส.สู้ๆ

ส้มเจตVSแดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #436 เมื่อ: 22:27 น. วันที่ 02 ต.ค.64 »
ความทุกข์ในนรก (เทวทูตทั้ง 5)
ที่มา :  (พระไตรปิฎก บาลีสยามรัฐ)
พุทธโอษฐ์,พุทธวจน,พุทธพจน์ คำพูดคำสอนโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
 ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนเรือน ๒ หลังมีประตูตรงกัน บุรุษผู้มีตาดียืนอยู่ระหว่างกลางเรือน ๒ หลังนั้น พึงเห็นมนุษย์กำลังเข้าเรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังเดินมาบ้าง กำลังเดินไปบ้าง ฉันใด.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราย่อมมองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า :-
    สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ก็มี.
    สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว บังเกิดในหมู่มนุษย์ก็มี.
    สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงเปรตวิสัยก็มี.
    สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงกำเนิดเดรัจฉานก็มี.
    สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกก็มี.
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านายนิรยบาลจะจับสัตว์นั้นที่ส่วนต่างๆ ของแขนไปแสดงแก่พระยายมว่า “ข้าแต่พระองค์ ! บุรุษนี้ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงอาชญาแก่บุรุษนี้เถิด”.
    ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมจะปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๑ กะสัตว์นั้นว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๑ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเด็กแดงๆ ยังอ่อน นอนหงาย เปื้อนมูตรคูถของตน อยู่ในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “เห็น เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านนั้นเมื่อรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้ ควรที่เราจะทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ เจ้าข้า ! มัวประมาทเสียเจ้าข้า !”
    พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้ทำความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทำให้ท่าน ไม่ใช่บิดาทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทำให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอำมาตย์ทำให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทำให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทำให้ท่าน ไม่ใช่เทวดาทำให้ท่าน ตัวท่านเองทำเข้าไว้ ท่านเท่านั้นจักเสวยวิบากของบาปกรรมนี้”
    ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๑ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามเทวทูตที่ ๒ ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๒ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นหญิงหรือชาย มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี นับแต่เกิดมา เป็นผู้ชรา ซี่โครงคด หลังงอ ถือไม้เท้า งกเงิ่น เดินไป กระสับกระส่าย ล่วงวัยหนุ่มสาว ฟันหักผมหงอก หนังเหี่ยวย่น ศีรษะล้าน ผิวตกกระในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “เห็น เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านนั้นรู้ความมีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความดำริดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ควรที่เราจะทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ เจ้าข้า ! มัวประมาทเสีย เจ้าข้า !”
    พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ !  ท่านไม่ได้ทำดีทางกาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทำให้ท่าน ไม่ใช่บิดาทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทำให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอำมาตย์ทำให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทำให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทำให้ท่าน ไม่ใช่เทวดาทำให้ท่าน ตัวท่านเองทำเข้าไว้ ท่านเท่านั้นจักเสวยวิบากของบาปกรรมนี้”
ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๒ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๓ ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๓ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นหญิงหรือชาย ผู้ป่วย ทนทุกข์ เป็นไข้หนัก นอนเปื้อนมูตรคูถของตน มีคนอื่นคอยพยุงลุกพยุงเดิน ในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “เห็น เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านนั้นเมื่อรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้ ควรที่เราจะทำความดี ทางกาย ทางวาจา และทางใจ”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ เจ้าข้า ! มัวประมาทเสีย เจ้าข้า !”
    พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ !  ท่านไม่ได้ทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทำให้ท่าน ไม่ใช่บิดาทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทำให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอำมาตย์ทำให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทำให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทำให้ท่าน ไม่ใช่เทวดาทำให้ท่าน ตัวท่านเองทำเข้าไว้ ท่านเท่านั้นจักเสวยวิบากของบาปกรรมนี้”
    ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๓ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๔ ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๔ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นพระราชาทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์จับโจรผู้ประพฤติผิดมาแล้ว สั่งลงกรรมกรณ์ต่างชนิดบ้างหรือ คือ :-
    (๑) โบยด้วยแส้บ้าง ...
    (เนื้อความเต็มสามารถศึกษาได้จากหนังสือพุทธวจน ฉบับ ภพภูมิ หน้า ๖๔-๖๕)
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “เห็น เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านนั้นเมื่อรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดดังนี้บ้างไหมว่า จำเริญละ เป็นอันว่าสัตว์ที่ทำกรรมอันเป็นบาปไว้นั้น ย่อมถูกลงกรรมกรณ์ต่างชนิดเห็นปานนี้ในปัจจุบัน จะป่วยกล่าวไปไยถึงชาติหน้า ควรที่เราจะทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ เจ้าข้า ! มัวประมาทเสีย เจ้าข้า !”
    พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ !  ท่านไม่ได้ทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทำให้ท่าน ไม่ใช่บิดาทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทำให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอำมาตย์ทำให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทำให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทำให้ท่าน ไม่ใช่เทวดาทำให้ท่าน ตัวท่านเองทำเข้าไว้ ท่านเท่านั้นจักเสวยวิบากของบาปกรรมนี้”
    ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๔ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๕ ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๕ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้เห็นหญิงหรือชายที่ตายแล้ววันหนึ่งหรือสองวัน หรือสามวัน ขึ้นพอง เขียวช้ำ มีน้ำเหลืองเยิ้มในหมู่มนุษย์หรือ ?”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “เห็น เจ้าข้า !”
    พระยายมถามอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านนั้นเมื่อรู้ความ มีสติ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความคิดดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความตายเป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ควรที่เราจะทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ”
    สัตว์นั้นทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ เจ้าข้า ! มัวประมาทเสีย เจ้าข้า !”
    พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! ท่านไม่ได้ทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทำให้ท่าน ไม่ใช่บิดาทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทำให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทำให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอำมาตย์ทำให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทำให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทำให้ท่าน ไม่ใช่เทวดาทำให้ท่าน ตัวท่านเองทำเข้าไว้ ท่านเท่านั้น จักเสวยวิบากของบาปกรรมนี้”
    ภิกษุทั้งหลาย !  พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๕ กะสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงนิ่งอยู่.
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาลจะให้สัตว์นั้นกระทำเหตุชื่อการจำ ๕ ประการ คือ ตรึงตะปูเหล็กแดงที่มือข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ ที่เท้าข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ และที่ทรวงอกตรงกลาง สัตว์นั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบอยู่ในนรกนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด.
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาล จะจับสัตว์นั้นขึงพืดแล้วเอาผึ่งถาก ... .
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาล จะจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่างแล้วถากด้วยพร้า ... .
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาล จะเอาสัตว์นั้นเทียมรถแล้วให้วิ่งกลับไปกลับมาบนแผ่นดินที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง ... .
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาล จะให้สัตว์นั้นปีนขึ้นปีนลงซึ่งภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง ... .
ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านิรยบาล จะจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นข้างบนเอาหัวลงข้างล่าง แล้วพุ่งลงไปในหม้อทองแดงที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง สัตว์นั้นจะเดือดพล่านเป็นฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น เขาเมื่อเดือดเป็นฟองอยู่ จะพล่านขึ้นข้างบนครั้งหนึ่งบ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง พล่านไปด้านขวางครั้งหนึ่งบ้าง จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในหม้อทองแดงนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด.
    ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านายนิรยบาลจะโยนสัตว์นั้นเข้าไปในมหานรก ก็มหานรกนั้นแล มีสี่มุม สี่ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็ก ล้อมรอบ ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของมหานรกนั้นล้วนเต็มไปด้วยเหล็กลุกโพลง แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์รอบด้าน ตั้งอยู่ทุกเมื่อ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  และมหานรกนั้น มีเปลวไฟพลุ่งจากฝาด้านหน้าจดฝาด้านหลัง พลุ่งจากฝาด้านหลังจดฝาด้านหน้า พลุ่งจากฝาด้านเหนือจดฝาด้านใต้ พลุ่งจากฝาด้านใต้จดฝาด้านเหนือ พลุ่งขึ้นจากข้างล่างจดข้างบน พลุ่งจากข้างบนจดข้างล่าง สัตว์นั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในมหานรกนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ย่อมมีสมัยที่ในบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลนาน ประตูด้านหน้าของมหานรกเปิด ... ประตูด้านหลังของมหานรกเปิด ... ประตูด้านเหนือเปิด ... ประตูด้านใต้เปิด สัตว์นั้นจะรีบวิ่งไปยังประตูนั้นโดยเร็ว ย่อมถูกไฟไหม้ผิว ไหม้หนัง ไหม้เนื้อ ไหม้เอ็น แม้กระดูกทั้งหลายก็เป็นควันตลบ.. ส.สู้ๆ


คนตาบอดVSคนหูหนวก

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #437 เมื่อ: 22:31 น. วันที่ 02 ต.ค.64 »
ความสุขที่แท้จริง หมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง ความสุขที่หลอกลวงนั้นเป็นของกิเลสของความโง่ ถ้าคนเรามีความโง่ ก็ต้องไปหลงเอายึดของที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขของเราเสมอ แบบนี้เขาเรียกกันมาตั้งแต่โบราณว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กรณีเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก

คนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วก็ย่อมจะวินาศ เกิดความลุ่มหลงนักๆ เข้าจนกลายเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาเหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นข้าราชการก็ต้องคนโกงคอร์รัปชัน ทำได้ไม่เท่าไรก็ต้องได้รับผลของความคดโกงนั้นเสมอไป

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่แท้นั้นมักชนไปในทางสงบร่มเย็น ส่วนความเพลิดเพลินหลงใหลนั้นมักนำไปสู่ความร้อน ดังนั้นความสุขที่แท้จริงต้องมาจากความพอใจที่แท้จริง และความพอใจนั้นก็ต้องมาจากการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ทำอันตรายแก่ใคร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและทุกคน ถ้าอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าถูกต้อง

คำสำคัญในที่นี้คือ “ถูกต้องและพอใจ” ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงาน ขณะที่กลับบ้าน ขณะกินข้าว ฯลฯ ถ้ามันมีความถูกต้องและพอใจเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรพอใจ แล้วก็จะเป็นความสุขที่แท้จริง

“เมื่อเรารู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั่นแหละคือสวรรค์”

การทำด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจจนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับ ก่อนจะนอนหลับก็ใคร่ครวญดูว่า โอ้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงตอนนี้ก็ถูกต้องและพอใจ แล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรรค์ ทุกคนอาจไม่เคยรู้ว่าสวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือเมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้ มองเห็นแต่ความถูกต้องของตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นคือสวรรค์ที่แท้จริง ไม่ใช่สวรรค์หลอกๆ อย่างที่เขาหลอกให้หลงมัวเมา

แล้วถ้าเป็นนรกล่ะ ก็คือเมื่อเกลียดตัวเอง เมื่อชังน้ำหน้าตัวเองใครก็ตามที่ทำอะไรชนิดที่มองดูแล้วมันเกลียดตัวเอง นับถือตัวเองไม่ได้ เคารพตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะคือนรก  จะสวรรค์ที่แท้จริงหรือนรกที่แท้จริงนั้นก็เกิดขึ้นได้ที่นั่นและเดี๋ยวนั้นเช่นกัน...  ส.สู้ๆ
ส.สู้ๆ

เงินคือพระเจ้า

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #438 เมื่อ: 22:34 น. วันที่ 02 ต.ค.64 »
การเอาเงินทองใส่บาตร ถ้าใครเอามาใส่บาตรอาตมา อาตมาจะไม่รับ อาตมาบอกว่า อาตมาบิณฑบาตเฉพาะอาหาร ถ้าโยมจะถวายปัจจัย โยมก็มอบไว้ให้กับไวยาวัจกรวัด เมื่ออาตมาต้องการอะไรในปัจจัยสี่ อาตมาจะเรียกจากไวยาวัจกรมีมูลค่าเท่ากับปัจจัยที่โยมปวารณาถวายไว้

ส่วนบาตรนี้ ถ้าโยมเอาเงินทองมาใส่แล้ว เงินทองนั้นเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ทำให้อาตมาเป็นอาบัติ อาตมามีความผิด แล้วการที่จะแก้ความผิดนี้ อาตมาต้องเอาเงินนั้นไปทิ้ง โดยไม่หมายว่าจะตกไปที่ไหนไม่รู้ หรือต้องเอาไปสละให้คนที่เราไม่รู้จักที่เราไม่หวังผลตอบแทนมา เมื่อเราไปสละหรือไปทิ้งแล้ว เราจึงไปประจานตัวเองกับสงฆ์ว่าข้าพเจ้าผิดแล้ว ข้าพเจ้าไปรับเงินทองของโยมมาอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้ท่านรับทราบด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้สำรวมระมัดระวังต่อไป เราจึงจะแก้ไขความผิดนี้ นี่คือการบิณฑบาตรับเงินทองที่ใส่มา

เพราะฉะนั้น การใส่เงินทองลงไปในบาตรนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเราอยากถวายเงินทอง เราก็มอบไว้กับไวยาวัจกร แล้วเมื่อท่านต้องการอะไรในปัจจัยสี่มีมูลค่าเท่ากับที่เราปวารณาไว้ ท่านจะเรียกร้องจากไวยาวัจกรให้ไปหามา

เช่น พวกเราถวายปวารณามามีมูลค่าเท่ากับ ๑,๐๐๐ บาท เมื่ออาตมาต้องการเสนาสนะ อาตมาก็จะไปเรียกคนที่ดูแลให้ไปหามาในมูลค่า ๑,๐๐๐ บาทนั้น เขาก็จะไปหามาในมูลค่า ๑,๐๐๐ บาท นี่คือให้ยินดีในปัจจัยสี่ที่มีมูลค่าเท่านั้น ไม่ใช่ให้เราไปยินดีในเงินทอง พระไม่รับเงินทอง ท่านจะรับปัจจัยสี่ที่มีมูลค่าเท่ากับราคานั้น เพราะฉะนั้น อย่าไปว่า ว่าพระไม่รับเงินทองแต่ให้ลูกศิษย์รับ

เวลาเราถวายซองปัจจัย เราไม่ต้องไปถวายท่าน มอบให้ไว้กับไวยาวัจกรของท่าน แล้วไปบอกท่านหรือเขียนใบปวารณาบอกท่านว่า เราขอถวายปัจจัยสี่มีมูลค่าเท่ากับ ๑,๐๐๐ บาท ได้มอบไว้แก่ไวยาวัจกรของท่านแล้ว หากท่านเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดควรแก่ปัจจัยสี่นี้ ก็จงเรียกร้องแก่ไวยาวัจกรของท่านเถิด... ส.สู้ๆ


สงครามโควิด-19

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #439 เมื่อ: 22:45 น. วันที่ 02 ต.ค.64 »
การให้ไม่สิ้นสุด
หากมองว่าการแพร่เชื้อโรค อันก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ความกังวล และภาระค่าใช้จ่าย เป็นการสร้างเวรสร้างกรรมที่ส่งต่อกันไปไม่มีวันสิ้นสุด จงอย่าลืมว่า การทำให้คนมีสติรู้คิด ด้วยการเผยแพร่ความรู้ ศีล สมาธิ สติปัญญา การปล่อยวาง เพื่อทางดับทุกข์ ก็ส่งต่อกันไม่มีวันสิ้นสุดได้เหมือนกัน

ประโยชน์ของการมีศีล สมาธิ สติ ปัญญา
ศีลจะทำให้รู้จักผิดชอบชั่วดี เมื่อฝึกสมาธิ จะเกิดความสงบ เมื่อมีความสงบ จึงมีสติ เมื่อมีสติ จะรู้เท่าทันตนเอง ยามใดขาดสติก็ต้องใช้สมาธิ สนับสนุนค้ำจุนกัน เมื่อมีสติจะใช้ปัญญาพิจารณาหาทางออก หากมีศีล ศีลจะคอยชักนำความสงบสุข ความสบายใจมาให้ เมื่อรู้ดังนี้แล้วหากมีสติจะรู้เท่าทันตนเอง เมื่อมีความคิดความรู้สึกไม่ดี จากกิเลส ราคะ อันได้แก่ ความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดมั่นถือมั่น ตัดไม่ลงปลงไม่ขาด จะรู้จักพิจารณา รู้จักข่มอารมณ์ รู้จักผิดชอบชั่วดียับยั้งชั่งใจ เมื่อรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตนเองแล้วจะรู้จักป้องกันตนเองทั้งความคิดและความรู้สึก ทั้งของตนเองและของผู้อื่น จะรู้จักมองการไกล นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และเมื่อมีเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว จะรู้จักปล่อยวาง ตั้งสติแล้วแก้ไข สมาธิก็คือการปล่อยวาง การปล่อยวางและความมีสติ จะเกื้อหนุนค้ำจุนกัน  สติและปัญญาจะร่วมกันพิจารณาหาทางออก และศีลจะคอยชักนำ ความสงบสุขความสบายใจมาให้ สุดท้ายจงรู้จักการให้และการแบ่งปัน

ด่าเค้าสิบอย่าหวังว่าเค้าจะโต้ตอบมาสิบ เค้าอาจไม่ตอบโต้ หรือตอบโต้มาเป็นร้อยเท่าพันเท่า หรือลามไปถึงบุพการีคุณก็ได้ อย่าคิดว่าก่อเท่าใดแล้วควรได้รับเท่านั้น

บุญก็เช่นเดียวกัน ทำสิบก็อาจได้คืนร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณ เพราะการให้ก็ส่งต่อกันไม่มีวันสิ้นสุด



ประโยชน์ของสมาธิ หรือการปล่อยวาง

สมาธิ:     ความตั้งมั่น แน่วแน่
สติ:         ความรู้สึก ความรู้ตัว ว่าทุกข์ ว่าสุข
ฟุ้งซ่าน:   คิดไปทั่ว คิดไปไม่หยุดนิ่ง ไม่อยู่กับร่องกับรอย
หากคุณกำลังฟุ้งซ่านขาดสติ มีความทุกข์หาทางออกไม่ได้ เช่นเสียความรู้สึก  ไม่ว่าความเศร้า ความกังวล หรือกำลังครุ่นคิด ลังเล สงใส
เศร้าโศก เสียใจ  ก็ทำสมาธิกำหนดจิตกำหนดใจให้แน่วแน่
เมื่อสมาธิมั่นคงแล้ว ก็จะมีสติรู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน รุ่มร้อน ลุ่มหลง กระวนกระวาย อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อทำสมาธิ หรือปล่อยวางได้   
ความฟุ้งซ่านก็สงบลง ไม่ทำให้เสียสติไปมากกว่าเดิม
ความฟุ้งซ่านก็คือใจที่ร้อนรุ่ม กระวนกระวายหาทางออกไม่ได้ เปรียบเหมือนน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ระเหยออกไปทุกที ทำให้น้ำหรือสติที่มีลดน้อยลง หรือคุณกำลังจะขาดสตินั่นเอง การทำสมาธิก็เหมือนเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หรือลดความร้อนในใจคุณ เมื่อมีสมาธิแล้วใจเย็นแล้ว จะประคองสติได้ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เสื่อมถอย ก็กำหนดสมาธิตั้งมั่นเรียกสติต่อยอดกันต่อไป เพื่อหาทางออก ทางแก้ไข หรือทางดับทุกข์นั่นเอง

ทางแห่งการหลุดพ้น
การหาทางดับทุกข์ เมื่อมีทุกข์ ก็ต้องมีสุข มันเป็นของคู่กัน เปรียบได้เหมือนฝาแฝดที่มีพร้อมกัน ต่างกันแค่เหตุใดจะเกิดก่อนหรือเกิดหลัง สืบเนื่องเชื่อมโยง ไม่ว่าจะมองในมุมของตัวเรา หรือมุมของผู้อื่นที่ได้ผลกระทบจากเรา เหมือนทำดีกับคนหนึ่ง อีกคนก็อาจได้รับผลกระทบ หรือก่อนเราจะเสียสละเราก็ต้องแลกกับความเหนื่อยยากอุตสาหะ ตัดใจ ข่มใจ อยากแข็งแรงก็ต้องอดทน ออกกำลังกาย ไม่อยากอ้วนก็ต้องตัดใจข่มใจไม่กิน      นี่แหละมันเป็นของมีคู่กันมา มีคนหน้าตาดี คนหน้าตาไม่ดีก็น้อยใจเสียใจ  คนหนึ่งได้ดีคนหนึ่งก็อิจฉาริษยา คนได้ตำแหน่งดีใจ คนไม่ได้ตำแหน่งก็ผิดหวังเสียใจ แล้วกว่าจะได้ตำแหน่งต้องแลกกับอะไรมาบ้าง เพราะมันเป็นของคู่กัน คนเราไม่ได้เกิดมาเสมอกัน มีพร้อมกัน มีเหมือนกัน หรือคิดเหมือนกัน เป็นสิ่งเที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด
จึงเป็นเหตุของการปล่อยวางเพื่อหาทางหลุดพ้น เมื่ออยากถึงทางแห่งความพ้นทุกข์ ก็ต้องดับทุกข์ให้ได้ แต่อย่าลืมว่าทุกข์สุขเป็นของคู่กัน
ไม่รู้จักความทุกข์ก็ไม่รู้จักความสุข    อยากดับทุกข์ก็ต้องยอมสละความสุข
นั้นแหละหนทางแห่งความหลุดพ้น
ความเที่ยงแท้คือความไม่แน่นอน
ความแน่นอนคือความสุขและความทุกข์
ซึ่งความสุขก็อาจเปลี่ยนเป็นความทุกข์ ความทุกข์ก็อาจเปลี่ยนเป็นความสุข นั่นแหละที่มาของคำว่าในความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

หากมองว่าการนิพพาน หรือทางแห่งความหลุดพ้น
เป็นการหนีปัญหา หรือทิ้งปัญหาไว้ให้คนข้างหลังเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าเป็นการตัดปัญหา หากไม่ปล่อยวางก็เป็นการจองเวร สร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วสอนแล้วเตือนแล้ว หากไม่เข้าใจ ต้องปล่อยวาง     
หากมองในเรื่องของบุญกุศล หรือเวรกรรม คุณก็มองว่า การตรัสรู้ นิพพานจนถึงการเผยแพร่หนทางแห่งความดับทุกข์เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลมหาศาล เจ้ากรรมนายเวรเมื่อได้รับผลบุญตอบแทนหรือชดเชยแล้ว ก็หยุดจองเวรจองกรรม เป็นอันสิ้นสุด หากคุณยังปล่อยวางเพื่อถึงทางหลุดพ้นไม่ได้ ก็ควรปล่อยวางเรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ สร้างปัญหาให้น้อยที่สุด แต่สร้างประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อความสงบสุขในสังคม และเพื่อความสุขในชีวิตบั้นปลายของคุณ ปล่อยวางได้เรื่องหนึ่งก็หลุดพ้นได้เรื่องหนึ่ง


ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ไม่ยินดีกับเรื่องไม่ดี หากเกิดความคิดไม่ดี ไม่ควรตกลงปลงใจ
หรือไม่ยุยงส่งเสริม เรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดผลดี
ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ เรื่องที่ทำแล้วเกิดความทุกข์ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ไม่ยินร้าย กับความทุกข์ใจของตนเอง ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ สิ่งยั่วยุ
ให้เกิดความทุกข์ ที่ผู้อื่นมอบให้ ไม่ว่าคำสบประมาท
ความสูญเสียพลัดพราก รู้จักการปล่อยวาง ตั้งสติแล้วแก้ไข หาทางออก
เพื่อความสุข ความสงบ ความสบายใจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลให้ผลเป็นความสุข 
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลให้ผลเป็นความทุกข์
การให้ และการเสียสละ เพื่อให้ผลดีต่อผู้อื่นนั้น ต้องเกิดจากความเสียสละที่เกิดจากความเมตตา เต็มใจ ไม่เกินพอดีจนเบียดเบียนตนเอง จึงจะเป็นกุศลที่ให้ผลเป็นความสุข ทั้งปัจจุบันและอนาคตด้วย
ความสุขที่ได้จากกุศลได้แก่ ความไม่มีโรค ความไม่มีโทษ ความฉลาด


ธรรม แปลว่า คุณงามความดี , ความดีงาม , คำสั่งสอนในศาสนา
คือคำสั่งสอนให้เกิดคุณความดี คำสั่งสอนที่ดีงาม
คำสอนที่ให้ผลดีคือการกระทำที่ดีงาม คำสอนที่ไม่ให้ผลดี ไม่ใช่ความดีงาม
คำสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี นั่นแหละคือความดีงาม

อกุศลแปลว่า การกระทำทั้งหลายที่เป็นความชั่ว ไม่เป็นมงคล เช่น ความโลภ ความโกรธ
ธรรมที่เป็นอกุศล จึงหมายถึงคำสอนที่บอกว่าเมื่อกระทำกรรมชั่วให้ผลเป็นความทุกข์
วิบาก หมายถึงผลจากการกระทำ  วิบากกรรม คือผลที่เกิดจากเหตุ
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว



สิ่งที่ตัดความอาลัยอาวรณ์ยากที่สุดคือ ตันหา                                                   
ตันหา เป็นความอยากใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ (ความคิด ความรู้สึกเสวยอารมณ์) พระพุทธเจ้าจึงมีวิธีการสอน ถ้าตัดยังไม่ได้ก็ควบคุม ให้อยู่ในกรอบของศีล5 เป็นเบื้องต้น แล้วเพิ่มพูนปัญญา มองเห็นโทษ ของตันหาและอายตนะ ว่าเป็นทั้งตัวทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ตามอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท เมื่อมองเห็นโทษอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาดสาย ก็ย่อมตัดความอาลัยอาวรณ์ในทุกสิ่งได้ในที่สุด เป็นการทำนิพพานให้แจ้ง ซึ่งเป็นความดับของทุกข์อย่างสมบูรณ์ไม่กลับมากำเริบอีกตลอดกาล

พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร    ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย            จงมีสติอยู่เสมอเมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะบรรลุ            ถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมด เมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถน    หรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่าท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น พวกท่านบางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม การทำสมาธิภาวนาของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ
: เทศนาธรรมคำสอน..องค์หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง


อยู่ที่ไหนก็ฝึกจิตได้  แค่ใจสงบ ใจบริสุทธิ์ อยู่ที่ไหนก็ทำได้                             
ตายในคุกไปนิพพานได้ไหม
หลวงพ่อ : มีผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จะตายที่ไหนก็ตามนะ จิตเขาบริสุทธิ์นะ    จะตายในเรือนจำ เรือนจำน่ะมันไม่ใช่ส้วม ตายในส้วมยังไปนิพพานได้เลย
คือว่าเมื่อปี ๒๕๒๓ นึกอยากจะเข้าห้องน้ำ พอนั่งบนโถส้วมปั๊ป
มันมืดตื๋อไป ไม่เห็นอะไรทั้งหมด จิตพุ่งขึ้นทันที แต่ว่าพอไปถึงแล้ว
ท่านไล่กลับลงมา ที่ฉันกล้ายืนยันเพราะฉันไปมาแล้ว ไปในส้วมนี่สะดวกกว่าที่อื่นหมดไม่มีใครกวน เพราะอยู่ในส้วม เราคนเดียว อันนี้เรื่องจริง ๆ นะ ไม่เลือกสถานที่ อย่างนึกว่าเรือนจำเป็นที่เลว เพราะจิตเขาน่ะ
จิตเขานะบริสุทธิ์ อยู่ที่ไหนก็บริสุทธิ์ใช่ไหม
นอนอยู่ในส้วมก็บริสุทธิ์ ไอ้กายสกปก แต่จิตมันบริสุทธิ์ต่างหาก 
คนนั้นเขาดีมาก อย่าลืมว่าเขาอยู่ในเรือนจำ เขาเห็นความทุกข์
อย่าลืมนะ นั้นตัวทุกข์เป็นตัว “ อริยสัจ ” นะ คือว่าการเกิดมีเป็นทุกข์อย่างนี้
คนในเรือนจำนี่ก็ไม่แน่นักว่าเขาจะมีโทษจริงหรือไม่จริง
บางครั้งก็ไม่ใช่มีโทษจริง แต่พยานเขายันไปยันมา ทนายเห็นด้วย
ผู้พิพากษาเห็นด้วย อัยการเห็นด้วยเข้าตะรางไปเลย นี่เยอะ ! อันนี้มีมาก หรือบางทีเขาอาจจะมีโทษจริง แต่ไอ้การที่เขาต้องทำผิด บางทีก็มีความจำเป็นจำใจ ถ้าเขาไล่ฆ่าเรา เราก็รักชีวิตก็ต้องหันไปป้องกันตัวแล้วต่อสู้ เผอิญเขาตาย ฝ่ายนั้นกลับไม่ผิดแต่ตายไปแล้ว ไอ้คนที่ป้องกันตัวกลับมีความผิด ไอ้อย่างนี้ก็มีมาก ต้องเห็นใจเขา
อย่านึกว่าคนในเรือนจำชั่วทุกคนไม่ได้
การฝึก การปฏิบัติ อย่ายึดติดมุ่งไปทางเดียวหน้ามืดตามัว
เวลาไหนพร้อมทำอะไรก็ตั้งใจทำสิ่งนั้น         
วัวที่ไหนมีหญ้าให้กินมันก็จะมุ่งไปที่นั่นที่เดียว ไปที่ไหนแล้วอิ่มมันก็จะไปที่นั่น เหมือนการหาทางหลุดพ้น แต่คนไม่ใช่ เราไม่ได้กินเพื่ออยู่เพียงอย่างเดียว  สิ่งจูงใจ ความกดดัน  ปัจจัยแวดล้อมมันต่างกัน เราถึงต้องมีสติปัญญาที่เหนือกว่า  การหลุดพ้นมันต่างกัน ไม่ควรหนีปัญหา ทิ้งปัญหาไว้ให้คนรอบข้าง แล้วมุ่งไปทางเดียว ควรพิจารณาด้วยสติปัญญาที่มี เวลาไหนควรทำอะไร เราทำอะไรได้ จงใช้สติปัญญาที่มีให้คุ้มค่า

คนใจแคบ คนยากจน ควรฝึกตนอย่างไร
เมื่อไม่เต็มใจให้ หรือไม่มีสิ่งที่อยากจะให้ ยามไม่มีเงินทอง ก็ฝึกใจให้พร้อม ปล่อยวางให้เป็น รู้จักการให้อภัย รักษาน้ำใจคนอื่น ยามใดพร้อมด้วยสมบัติ ก็จะให้อย่างเต็มใจ เพราะฝึกใจไว้พร้อมแล้ว
หากมองการเกิดของคนเป็นตัวปัญหา
คุณจะยอมรับปัญหานั้นได้รึเปล่า หากใช้สติปัญญาที่มีพิจารณาปัญหาที่จะเกิดมานั้นได้แล้ว รู้วิธีแก้ปัญหานั้นได้แล้วจึงยอมให้ปัญหาเกิด คุณก็จะไม่ทุกข์หรือมีความสุข เพราะรู้วิธีแก้ปัญหาก่อนปัญหานั้นเกิดแล้ว เตรียมการไว้แล้ว  เช่นมีสมบัติพร้อมแล้ว วัยวุฒิ คุณวุฒิพร้อมแล้ว ปูทางไว้พร้อมแล้ว คุณก็จะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข แต่หากปัญหาเกิดในขณะที่คุณยังไม่พร้อม ไม่รู้วิธีแก้ปัญหา คุณก็จะทุกข์ ความยุ่งยากในชีวิตคุณจะมากขึ้น ภาระมากขึ้น หากตั้งสติแก้ไขปัญหา ยอมรับปัญหา เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามาได้เร็วเท่าใด ความทุกข์กับปัญหานั้นก็เบาบางลง แต่พึงระลึกถึงปัญหาที่จะตามมาในอนาคต รักมากก็หวงมาก จงเตรียมใจ รู้จักการปล่อยวาง

เราไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แต่ที่เที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด คือความสุขและความทุกข์  จงรู้เท่าทันอารมณ์ เมื่อรู้แล้ววันข้างหน้าว่าจะไรจะเกิดอย่างน้อย ก็ต้องพยายามห้ามโกรธ ห้ามเสียใจ ปล่อยวางให้เป็น เพื่อทุกข์ให้น้อยที่สุด อารมณ์จะเศร้าจะเสียใจก็พิจารณามัน เข้าใจมัน ตั้งสติแล้วแก้ไข จึงจะทุกข์น้อยลง ปล่อยวางได้ไม่ได้หมายความว่าไม่ทุกข์ แค่ทุกข์ให้น้อยที่สุดก็ถือว่าปล่อยวางได้แล้ว

ชะตาชีวิต
ถ้ามองชะตาของเราคือ ตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง สังคม ฐานะ
ของตัวเรา แล้วเราเป็นผู้ตัดสินใจ กระทำสิ่งใด ผลของการกระทำคือกรรม จะรับกรรมมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญา ประกอบการเรียนรู้การใช้ชีวิตและหลักธรรมคำสอน แก้ไขปัญหาได้มากก็ช่วยได้มาก โอกาสและปัญหาที่เข้ามา ก็กำหนดอนาคตของเราต่อไป อย่าลืมว่าตัวเราก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดอนาคต เราไม่อาจรู้ว่าวันข้างหน้าสิ่งยั่วยุจูงใจ
แรงกดดันผลักดันอะไรจะเข้ามาในชีวิตเราอย่างน้อยจงมีสติเข้าไว้ 
ขาดสติก็คิดสั้น มีสติก็คิดไกล หากคุณมองว่าชะตาฟ้ากำหนด จงอย่าลืมเราก็เลือกเส้นทางของเราได้เหมือนกัน
กว่าจะโตล้มลุกคลุกคลานมาแล้วเท่าไหร่
พ่อแม่ที่ไม่พร้อมหากตั้งสติได้วางแผนได้ นอนให้น้อยลง
ใช้จ่ายให้น้อยลง วางแผนให้มากขึ้น
ปัจจุบันและอนาคต ต้องแลกกับความผิดพลาดในอดีตทั้งนั้น
ผิดพลาดแล้วต้องรีบแก้ไข ไม่ปล่อยให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น ยิ่งพันยิ่งแก้ยาก
ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความขาดสติ และแก้ไขได้ด้วยความมีสติ




อยู่กับปัจจุบัน อย่ายึดติดกับอดีต
หมายถึง อยู่กับชาติภพปัจจุบันที่เราจำได้ ระลึกได้ มิใช่ กังวล กับอดีตที่เราจำไม่ได้ แล้วแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่จำได้เพื่อ กำหนดอนาคตของเรา  และอย่าลืมนำความผิดพลาดในอดีตคอยเตือนตัวเอง ลดการสร้างปัญหาที่เรารู้แล้วว่าหากกระทำสิ่งนั้นลงไปอีกจะต้องตามแก้ไขในอนาคต
เพื่อการใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุดหรือสบายที่สุดนั่นเอง

ธรรมมะไม่ใช่เครื่องยึดมั่นถือมั่น
ในสังคมการใช้ชีวิตของมนุษย์ การปล่อยวางทุกเรื่อง นั่นหมายความว่า การปล่อยวางไม่สร้างประโยชน์อะไรเลย ทุกอย่างตั้งอยู่ที่จุดเดิม ไม่พัฒนาขึ้น ไม่เจริญขึ้น ไม่ดีขึ้น การปล่อยวาง ไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยวาง
ทุกเรื่อง ควรปล่อยวางเรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ หากสามารถกระทำได้ ควรทำ และไม่ควรรอเวลา ไม่ควรปล่อยวาง  ความสุขที่เกิดได้เร็วขึ้น
นั่นหมายถึงความสุขที่ยาวนานขึ้นด้วย บุญกุศลจะต่างกันเท่าไหร่
ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป เช่น ตอนนี้มีเงินก็ซื้อข้าวของเครื่องใช้
เพื่อตอบสนองความต้องการของตน หากคุณมีเงินทองมากพอ อนาคตคุณก็ไม่เดือนร้อน แต่หากเงินทองมีอยู่จำกัดอนาคตคุณก็จะลำบาก
นี่แหละเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา
: กล่าวคือควรปล่อยว่างเรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดผลดี
  แต่ไม่ปล่อยวางเรื่องที่ทำแล้วเกิดผลดี
ใจเขาใจเรา
เพราะเราไม่อาจอยู่ได้โดยลำพัง ดังนั้นการใช้ชีวิตในสังคม จงอย่าลืมว่าคนเราต่างคนต่างคิดต้องใส่ใจความคิดของคนรอบข้าง เราไม่ชอบอะไร อย่าไปทำกับเขา เขาชอบอะไร ถ้าเราทำได้ก็ควรทำ รับฟังความคิดอื่นให้มากๆ ไม่จำเป็นต้องคนละครึ่งทาง เขาอาจต้องการมากกว่าเรา แต่ถ้าเรายอมรับได้ ก็อยู่ร่วมกันได้เหมือนกัน คนใจกว้างก็อยู่ร่วมกับคนใจแคบได้อย่างสงบสุข หากปล่อยวางให้เป็น
ใช้เหตุผลเอาชนะกันไม่ได้ก็ให้ใช้ความรู้สึก แต่เมื่อเขาไม่สนใจความรู้สึกเรา เราก็ไม่สนใจความรู้สึกเขา นั่นก็เป็นเรื่องของเหตุผล สุดท้ายก็ให้เลือกว่า
จะอยู่กับทุกข์หรือสุข พึงระลึกไว้แบบนี้ แค่รู้จักการปล่อยวาง
จึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ
เอาชนะเขา :  เขาทุกข์แล้วเราสุข หรือเขาทุกข์แล้วเราทุกข์ด้วย
ยอมเขา :  เขาสุขแล้วเราทุกข์ หรือ เขาสุขแล้วเราสุขด้วย

เมื่อตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร
คุณมักจะได้ยินคำว่า ชั่งมัน หนักหน่อยก็ ช่างแม่มัน คำนี้ เหมือนคำยั่วยุให้หนีปัญหา ทิ้งปัญหา หรือเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางสู้ ซ้ำจะเป็นการสร้างปัญหาให้หนักขึ้น เปรียบอีกทางหนึ่ง ก็เหมือนคำบอกกล่าวยุยงส่งเสริมให้ปล่อยวาง ทั้งที่ไม่สมควร เพราะเป็นการปล่อยวาง ให้เกิดความสงบสุข ความสบายใจ เพียงชั่วคราวหรือฉาบฉวย  จากนั้นมักจะมีประโยคตามมาว่า ชั่งไม่ได้ จากคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นสมควร หรืออีกนัยหนึ่งใจเรายังไม่มีความสุขนั่นเอง สาเหตุที่ชั่งไม่ได้ หรือปล่อยวางไม่ได้ เพราะใจคนยากลึกหยั่งถึง การกระทำของคนเราหรือน้ำใจไม่อาจเปรียบวัดตัดสินได้เหมือนเงินทอง คนให้น้อยว่ามาก คนให้มากว่าน้อย เพราะคุณไม่อาจอยู่ในโลกใบนี้ได้โดยลำพัง หากเห็นว่าการชั่งมันหรือปล่อยวางแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ให้เลือกว่าจะอยู่กับความทุกข์หรือความสุขนั่นเอง

ใครจะคิดอะไรทำอะไร ถ้าเราไม่เดือดร้อนเขาไม่เดือดร้อน ไม่ควรไปเปลี่ยนเขา ให้เขาคิดตามเรา แค่เราเดือดร้อนใจเพราะเขาไม่คิดตามเรา เราก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ความสุขที่เรามองว่าเล็กน้อย ก็อาจมีค่ามากสำหรับคนอื่นที่เขายอมใช้ความทุกข์แลกเพื่อให้ได้มา ดังนั้นอย่าไปทุกข์ใจเมื่อคนอื่นเขาไม่คิดเหมือนเรา สอนได้เตือนได้ แต่ต้องรู้จักการปล่อยวาง

ความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวงเป็นเหตุแห่งความทุกข์  ผู้ที่ยังไม่สละความยึดมั่นถือมั่นแห่งความเป็นเราเป็นเขาเป็นอะไรต่อมิอะไร ก็ยังเป็นผู้ที่ลูบคลำอยู่แต่ขอบนอกของการเรียนรู้ในหลักธรรมของพุทธศาสนาเท่านั้น


สวดมนต์ในใจกับสวดมนต์ออกเสียงอานิสงส์เท่ากันหรือไม่   
หลวงพ่อ  : ไม่เท่าหรอก เพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน   อานิสงส์ถ้าแปลตามความหมายแปลว่า ผลที่จะพึงได้รับ ลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่ สุดแท้แต่คน บางคนนึกในใจจิตเขาฟุ้งซ่านใช่ไหม บางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไปในใจดีกว่า ก็รวมความว่าสุดแล้วแต่ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากัน บางคนนึกในใจไม่ได้หรอก จิตฟุ้งซ่าน ต้องว่าออกเสียงดัง ๆ ถ้าอย่างหลวงพ่อ ออกเสียงดังไม่ดี นึกในใจดีกว่า ก็สุดแล้วแต่คนนี่ ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่า และสวดมนต์ได้ดีกว่ากัน ต้องถือตามนั้นนะ! การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่ สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่อานิสงส์ใหญ่จริง ๆ อยู่ที่เจตนา จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง และเวลาสวดสวดด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจ ว่าส่งเดช อย่างนี้ว่ามากก็มีอานิสงส์น้อย ทีนี้ถ้าจะถามว่าสวดมนต์กับภาวนา อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากว่ากัน ถ้าสวดมนต์อย่างเก่งก็แค่อุปจารสมาธิ ถ้าภาวนาสั้น ๆ จิตเป็นฌานได้ ต่างกัน..ทีนี้ถ้าคนภาวนาส่งเดชก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนกัน แต่ภาวนาส่งเดช ก็ดีกว่าไม่ภาวนาเลยใช่ไหม..

วิญญาณคล้ายกับเหล็ก กิเลสเปรียบได้กับสนิม
ยิ่งขัดยิ่งถึงแก่นแท้ หากใช้ธรรมมะ ความรู้จักผิดชอบชั่วดี
กำหนดรู้ได้ ขัดเกลาได้ สุดท้ายก็ไม่เหลือกิเลสอะไรเลย
หากจะเปรียบเป็นการหลุดพ้น เช่นนั้นก็เป็นได้
เกาะกินมากก็เหมือนมีภาระมาก ต้องแบกเอาไปมาก
เกาะกินน้อยก็แบกไปน้อย หนักมากก็ลงสู่ที่ต่ำ เบามากก็ขึ้นที่สูง

กรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ กายก็เป็นเหตุอันหนึ่ง
วาจาก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ใจก็เป็นเหตุอันหนึ่ง
ทางของบุญหรือบาปอันนี้ มีอยู่ในตัวของเราเอง
ไม่ได้อยู่ที่ไหน เราทำเอง สร้างเอง อย่ามัวมั่วอดีตเป็นอนาคต
มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็น ตัวกำหนดอนาคต
: โอวาทธรรม หลวงปู่แหวน สุจินโณ

ลูกเอ๋ย..เจ้าจงจำไว้เสมอว่า
ความดูดีไม่ได้วัดกันเพียงที่เสื้อผ้า ป้ายราคาไม่ได้บอกระดับสังคม ผิดพลาดก็เริ่มต้นใหม่ได้ ล้มก็ลุกได้เป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติและเป็นธรรมดา รอยยิ้มเป็นเครื่องสำอาง ที่สวยที่สุดของผู้หญิง จงแข่งกับตัวเองเท่านั้น คนมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่คนโลกสวย แต่ที่โลกเขาสวยเพราะเห็นทุกสิ่งดี ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิด ชีวิตไม่มีธนาคาร ไม่ต้องเที่ยวฝากกับใคร จงเข้ารับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ผู้นำที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ลูกจะหาให้ตัวเองได้ คือตัวลูกเอง ลูกเข้มแข็งได้เท่าที่ใจลูกมุ่งมั่นจะเป็น จงอ่อนโยน อ่อนน้อม แต่ไม่อ่อนแอ ผิดก็ขอโทษ ซาบซึ้งก็ขอบคุณ พูดให้ติดปาก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และราคาแพงกว่าทุกสิ่งที่ลูกจะหาซื้อได้ ลูกไม่ใช่ดาราหน้ากล้อง ไม่มีฉากถ่ายทำ อย่าสวมบทใด จงเป็นตัวของตัวเอง กระจกไม่ได้มาพร้อมคำนิยามของความงาม จงมองตัวเองด้วยความรัก ลูกสวยในแบบของตัวเอง อย่าให้คำจำกัดความใด กำหนดศักยภาพของลูก อาชีพของลูก โลกทัศน์ของลูก และอนาคตของลูก คู่ชีวิตเลือกให้ดี มีลูกก็ต้องเลี้ยงให้ดีเช่นกัน ไม่มีเงินใดที่จะใช้จ่ายได้อย่างสุขใจเท่ากับเงินของเราเอง ไม่มีความรักจากชายใดจะเติมเต็มชีวิตของหญิงใดได้ ลูกต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็น เกียรติและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่เราควรยึดถือ ไม่มีความมั่งคั่งใดซื้อจิตวิญญาณของเราได้ หากประสบผู้คนร้าย ๆ จงมองเขาด้วยความรักอย่างจริงใจ แล้วโลกทั้งใบก็จะยิ้มรับทุกเช้าในวันใหม่ของลูกด้วยความเบิกบานใจ ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ดีกับลูกจะเป็นคนไม่ดี และไม่ใช่ทุกคนที่ดีกับลูกจะเป็นคนดี ลูกต้องแยกให้ออก และปกป้องตัวเองให้ดี งานบ้านไม่ใช่งานของผู้หญิงแต่ฝ่ายเดียว แต่หากเป็นงานของบ้านที่ทุกคนที่รักกัน ต่างยินดีช่วยเหลือแบ่งเบาซึ่งกันและกันอย่างเต็มใจ อย่าหูเบาหลงเชื่อสิ่งใดง่ายๆ จงฉลาดตริตรอง เพราะสิ่งที่ลูกรับ จะค่อยๆหล่อหลอมลูกให้เป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ความคิดเห็นของคนมีทั้งราคาถูกและแพง จงตีค่ามันให้ถูกและเลือกซื้อมันให้ดี เวลามีค่านักอย่ายอมแลกไปกับการนินทาอิจฉาใคร ออกไปสร้างสรรค์ทำสิ่งดีมีประโยชน์จะดีกว่า ลูกไม่อาจเป็นที่รักที่ชอบใจของทุกคน แต่หากลูกรักแม้กระทั่งคนที่ไม่รักลูกได้ ชีวิตลูกจะไม่ต้องแบกสิ่งใดอีกเลย และสุดท้าย จงจำไว้ว่า..แม่รักลูก และจะรักลูกตลอดไป นี่คือความจริง ที่ไม่อาจมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่ากาลเวลาจะผันเปลี่ยนไปนานสักเพียงใด ลูกเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการเสมอ

ทำตัวให้เหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว
กล่าวคือพร้อมรับความรู้ใหม่ ถ้าความรู้มันเต็มแก้วละ เราจะทำยังไง
สมองเราขยายไม่ได้ แต่ความรู้มันอยู่กับเรานานขึ้น ใช้มันบ่อยขึ้น
วันหนึ่งมันก็ละเอียดขึ้น จนเป็นส่วนหนึ่งกับเรา น้ำมันก็ลดลง
นี่แหละถึงเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมรับความรู้ใหม่
ตัวเราก็ฉลาดมากขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น แก้วมันก็มีราคาขึ้น
การมองคุณค่าของตัวเอง
หญ้าถ้าอยู่ในกระถางต้นไม้คือส่วนเกิน แต่ถ้าอยู่ในทุ่งกว้างมันจะสวยสดงดงามเสมอ เหรียญบาทอยู่ในร้านอาหารเป็นแค่เศษเหรียญ แต่ถ้าไปอยู่หน้าห้องน้ำที่ต้องใช้เหรียญหยอดแม้แต่เศรษฐีพันล้านยังต้องการเหรียญ ทุกๆคนมีค่าอยู่เท่าเทียมกัน แต่ต้องอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา รู้ว่าที่ไหนเหมาะกับเรา ที่ไหนที่เราจะมีค่ามากที่สุด โลกนี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ ชบาไม่เคยอิจฉากุหลาบ กุหลาบไม่เคยอวดว่าตนราคาแพงกว่าในวันวาเลนไทน์ คุณนายตื่นสายไม่เคยสงสัยว่าทำไมไม่ตื่นเช้าเหมือนทานตะวัน พวกมันต่างเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วก็ผลิบาน ออกดอกสวยงามให้เห็นตามฤดูกาลที่มันควรจะเป็น ทว่าคนเรามักจะสงสัยและยกตัวเองไปเปรียบเทียบ ว่าทำไมฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันไม่มีอย่างเขา ทำไมฉันไม่เป็นแบบนั้นฉันไม่เป็นแบบนี้ ทำไมคนอื่น ๆ ถึงต้องการให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องรวยแบบนี้ ต้องเป็นแบบคนนั้นถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ แล้วพลาดโอกาสที่จะถามตัวเอง ว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไร ตัวฉันมีความสำคัญต่อใคร และทำอะไรเพื่อใครได้บ้าง จริงๆแล้วในธรรมชาติ ชบาไม่เคยอยากเป็นกุหลาบ และกุหลาบไม่เคยอวดอ้างว่าตนเองราคาแพงกว่าในวันวาเลนไทน์ ทุกต้นต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่เสียเวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่านดูแคลนตัวเอง หรือเปรียบเทียบคนอื่น บางคนเรียนจบตอนอายุ 22 ปี แต่ต้องรออีก 3 ปี ถึงจะมีงานทำ บางคนเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 25 แต่ต้องมาประสบอุบัติเหตุจบชีวิตลงในอายุ 40 ปี บางคนท้องก่อนแต่ง ขณะที่บางคนแต่งงานแล้วแต่มีลูกไม่ได้ ประธานาธิบดีโอบาม่าวางมือจากการเมืองในอายุ 55 ปี ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในวัย 70 ปี แจ๊ค หม่า เคยโดน       เคเอฟซีปฎิเสธรับเข้าทำงาน ไม่กี่สิบปีต่อมาเขาซื้อกิจการ เค เอฟ ซี ทั้งหมดในจีน ทุกๆคนบนโลกใบนี้ต่างอยู่ในห้วงเวลาของตัวเอง ผู้คนรอบตัวเรา บ้างก็โดดเด่นขึ้นก่อนหน้าเรา บางคนก็ประสบความสำเร็จทีหลังเรา แต่ทุกคนกำลังวิ่งในลู่แข่งกับเวลาของของตัวเอง อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครจนเราหมดกำลังใจ อย่าประเมินใครต่ำเกินไป หรือดูถูกใคร เขาอาจกำลังทำงานอย่างหนักในห้วงเวลาของเขาอยู่ และเราก็ควรทำแบบนั้นเช่นกัน ชีวิตของแต่ละคนมีช่วงเวลาที่จะสำเร็จ เพียงแค่ต้องรอคอยจังหวะเวลาที่ดีที่สุด ที่จะแสดงผลออกมาเท่านั้น ไม่มีหรอกคำว่า ล้มเหลว มีแต่ยอมแพ้แล้วล้มเลิก ไม่มีอะไรที่เร็วไปหรือช้าไป จงอย่าเปรียบเทียบความสำเร็จของเรากับความสำเร็จของใคร ทุกความสำเร็จของทุกคนมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของตัวเองเสมอ

อย่ารอ...ให้ถึงวันนั้น   
บางคนบอก เมื่อเราจะตาย ต้องรักษาสติไว้ ไม่คิดถึงความชั่ว ให้นึกถึงแต่กรรมดี ความข้อนั้น เป็นความประมาทของเขาเอง เขาคิดเดาเอาเฉยๆ มันจะรักษาได้อย่างไร ในเมื่อมันเชื่ออย่างไร้สติ ไม่มีเหตุผล ทุกอย่างมีกรรมนิมิตเป็นเครื่องชักจูงให้เป็นไปเองทั้งนั้น   
: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี



การสวดมนต์ป้องกันโรคระบาดได้จริงหรือไม่
มองในเรื่องเวรกรรม ถ้าเราสวดมนต์ ก็เกิดสมาธิ มีสติ เกิดบุญกุศล กรรมเราก็ลดน้อยลง เปรียบเหมือนการอุทิศ หรือป้องกันเภทภัย เมื่อมีเจ้ากรรมนายเวรที่ติดตามเรามา ทำหน้าที่คอยชักจูง โรคระบาดมาหาเรา หรือพาเราไปหาเชื้อโรค ทำให้เกิดความเจ็บป่วย กรรมนั้นก็เบาบางลง
มองในด้านของความเป็นจริง การสวดมนต์ ทำให้มีสติ รู้จักการใช้ชีวิต กินอาหารที่มีประโยชน์ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ในยามเกิดโรคระบาด จะรู้จักการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย รู้จักป้องกันตัวเอง รักษาสุขภาพ รู้ว่าที่ไหนควรไปไม่ควรไป หากจำเป็นต้องไป จะป้องกันตัวเองได้อย่างไร รู้จักมองการไกล เมื่อยามขับขันเกิดวิกฤติควรเตรียมตัวอย่างไร เช่น เตรียมอาหาร เตรียมยารักษาโรค



พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า ผ้าเหลืองบังพระสงฆ์
อย่าหน้ามืดตามัว สวดมนต์ไหว้พระจนหลงลืมพระธรรมคำสอน
บุญที่ได้จากการสวดมนต์ไหว้พระ
ไม่เท่าการน้อมนำพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติ
จงจำไว้ว่าแม้การห่มผ้าเหลืองก็ไม่ทำให้คนเป็นพระสงฆ์ได้เหมือนกัน

พระภิกษุไม่ใช่คนที่ไม่ทำมาหากินหรือขอทาน
ท่านสละตนจากทางโลกถือศีล ศึกษาปฏิบัติธรรม
เผยแพร่ศาสนา แล้วออกบิณฑบาต
หรือที่เรามองแบบอคติว่าไม่ทำมาหากิน เดินออกขอทาน
แต่ท่านอุทิศตนให้คนรู้จักการให้ทาน ยอมให้คนที่ไม่เข้าใจดูถูกเหยียดหยาม
สละทางหนึ่งเพื่อช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง
ดังนั้นหากมองในจุดที่เรายืนแล้วอย่าลืมมองในจุดที่ท่านยืนด้วย

พระดีสอนให้คิดไม่ค่อยมีคนกราบไหว้
พระดูดวงสอนให้งมงาย คนกราบไหว้กันทั้งเมือง
คนไทยนับถือพุทธแต่ไม่สนใจพระธรรม คิดจะตัดต่อกรรมกะไหว้เทพ


คนดี คิดชั่วได้ แต่ไม่ทำ
คนชั่ว นอกจากคิดดีไม่ได้แล้ว ยังทำชั่วได้ โดยไม่ต้องคิด

อย่าเกลียดคนที่อิจฉาคุณ แต่จงดีใจที่เขาอิจฉาคุณ
เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่คิดว่าคุณดีกว่าเขา
แต่จงอย่าลืมว่า อิจฉาคนที่เขาได้ดีเพราะเอาเปรียบคุณ 
กับอิจฉาคนที่เขาดีกว่าคุณ มันคนละเรื่องกัน

จักวาล มารครอง มองไม่รู้
เราจึงอยู่ อย่างยึดมั่น กระสันหา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สร้างปัญญา เป็นอาวุธ หยุดยั้งมาร
การให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง

คนมีบุญ เห็นคนทำดีก็สาธุ
แล้วจำเป็นต้องสาธุไหม ถ้าคุณไม่เคยสาธุละแค่เห็นดีเห็นชอบ ก็เป็นสุขแล้ว อย่าไปกังวล เพราะไม่เคย สาธุ

ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ ก็เค้าหาไว้ใช้ก่อนตาย จากไปแล้วลูกหลานสุขสบาย ตายไปก็หมดห่วง

ยาเสพติด ก็เหมือนคุณไสยมนต์ดำ
เปรียบเหมือนคนโดนทำของใส่  เล่นแล้วก็หน้ามืดตามัว
หลงไปทางเดียว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่เล่นก็กระส่ายกระสับ
เล่นแล้วก็โทรม หมกหมุ่นอยู่กับความคิดเรื่องเดิมๆ กระวนกระวาย   
ขาดไม่ได้ จนหน้าดำคร่ำเครียด หมดสภาพไปทุกวัน
บางคนเล่นหนักเสียสติให้เห็นไปแล้วก็มากมาย จะต่างอะไรกับคนทำของใส่

ลูกขอตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ อีกลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนเคยร่วมรักสมัครใคร่ ขอให้ได้ในกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ

การแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาคือ การสวดมนต์เพื่อทำให้จิตใจของเราสงบ บริสุทธิ์ ให้จิตตั้งมั่นในความปรารถนาดีที่มีให้แก่ตนเองและผู้อื่น รวมถึงเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งมีชีวิตที่เรากินเป็นอาหาร เพื่อสนองความต้องการของเรา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์
เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด.. ส.สู้ๆ



ผู้เรียบเรียง และผู้เผยแพร่
อุทิศแด่วงศ์ตระกูลและเจ้ากรรมนายเวร

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]