gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 35607 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

กบแดง คางสั่น

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #75 เมื่อ: 05:41 น. วันที่ 29 มี.ค.62 »
" ขัดกาย ทำความสะอาดกาย ต้องทำทุกวัน มันเคลอะได้ทุกวัน ขัดๆเคลอะๆจนตายนั่นล่ะ ไม่มีวันจะสะอาดถาวรได้ ไอ้ซากเนื้อปฏิกูลนี้ ...

แต่  ขัดจิตนี่ ทำความสะอาดจิตนี่ ทำมันทุกๆวัน มันใสขึ้นทุกๆวัน มันใสแล้วใสเลย มันไม่กลับมาเคลอะได้ง่ายเหมือนกาย หากหมั่นทำทุกๆวัน ทำให้เหมือนกับการขัดกาย ที่มันรักกายรักสวยรักงาม ขัดกายถูกาย ...

กายมันอาบน้ำได้ทุกวัน จิตก็อาบน้ำได้ทุกวันเช่นกัน #ศีล #สติ #สมาธิ #นี่ล่ะเครื่องชำระจิต ทำความสะอาดวันต่อวัน เดี๋ยวมันก็พัฒนา ...

วันต่อวัน เปน ชั่วโมงต่อชั่วโมง นาทีต่อนาที วินาทีต่อวินาที วิถีจิตต่อวิถีจิต ...

มันทรงรักษาความหมดจดสะอาดไว้ตลอด จิตมันไม่เคลอะ ไม่เลอะเทอะไปกับโลก ไม่คลุกฝุ่นไปกับกายใจ กับการปรุงแต่งใด ...

มันก็ว่างเปล่า ใสสะอาดตลอดเวลา มันจะได้เห็นการแยกตัว ของกายใจที่มันเที่ยวหาความสรกปรกใส่ตัวมัน กับจิตที่มันใสสะอาด ไม่เก็บไม่กักขยะอะไรไว้ให้มัวหมอง มันแยกกันชัดเจนเช่นน้ำที่กลิ้งในใบบัว ...

แยกดู รู้เช่นนี้บ่อยๆ ปัญญามันก็จะเจริญ ...

ขัดให้สิ่งที่มี หายไปกับความไม่มีไปเลย  ...

#ขัดจนจิตไม่เปนจิตให้มันหมดค่าความเปนจิตไปเลย

#ขัดให้มันใสหมดจดเพื่อเปนพานทองรองรับธรรมอันหมดจดนั่นแล ... "

... ห ล ว ง วิน ก ร ะ โ ด ด ก ร ร ม แ พ ง ... ส.สู้ๆ

กบแดง คางสั่นสู้

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #76 เมื่อ: 05:46 น. วันที่ 30 มี.ค.62 »
คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานยิ่งใหญ่ ที่เป็นคุณประโยชน์ แท้จริงได้อย่างสำเร็จ พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่​ 9 — feeling blessed with พระอธิการไพบูลย์ ปุญญเถระ and 47 others at วัดทุ่งลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา.

วิน​ หมูแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #77 เมื่อ: 16:19 น. วันที่ 30 มี.ค.62 »
ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชา... ส.สู้ๆ
 
วิน... กบ... หมูแดง... (คางสั่น?)​ ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ

วินกบหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #78 เมื่อ: 08:01 น. วันที่ 01 เม.ย.62 »


“คนไทยเรานี้ เวลาเกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นเหตุร้าย ก็จะมีคนหลายระดับ เราจะต้องเห็นใจกัน คนที่ยังมีจิตใจอ่อนแอเราก็ให้โอกาสเขาบ้าง การโอดโอยโวยวายคร่ำครวญจะมีบ้าง เราก็เห็นใจและรู้ทัน อย่าไปนึกอะไรมาก ฟังเขาไป เขาจะด่าจะว่า ก็ฟังได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้นำเป็นผู้บริหาร ก็ยิ่งต้องอดทน ต้องให้เขาระบาย ไม่ไปต่อล้อต่อเถียง แล้วก็ปลอบโยนให้สติเขาดีๆ ตามเหตุตามผล แม้แต่เทวดา ก็ยังต้องยอมให้โอกาสคน อย่างที่ว่าฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า

ขอแต่ว่า เมื่อโอดครวญกันแล้วก็อย่าไปจบไปหยุดอยู่แค่นั้น ต้องผ่านขั้นนี้ไป พอระบายอารมณ์แล้ว ก็ตั้งสติ สงบแล้วรีบหันมาทำการแก้ไขด้วยปัญญา แล้วเอาเหตุการณ์ร้ายหรือปัญหามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ปัญหาจะต้องใช้เป็นเวทีพัฒนาปัญญา คือปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไข เราจะพลิกปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอักษรตัวเดียวจากปัญหาก็เป็นปัญญาไป

คนที่เก่งนั้นเขาเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา และใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส เวลาทุกข์ยากนี่เป็นประโยชน์มาก เวลาสุขสำราญต่างหากที่มักทำให้มัวเมาประมาทพระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าความรุ่งเรืองความสำเร็จเกิดขึ้น อย่ามัวเมา ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

คราวเคราะห์มัวครวญ ยามโชคก็เหลิง เอาแต่หนีเคราะห์และคอยโชค คนอย่างนี้เคราะห์เรียกหา แต่คนเป็นมหาบุรุษได้ ด้วยการผันเคราะห์ให้เป็นโชค และผันโชคให้แผ่ประโยชน์สุข

ในด้านนี้ สังคมไทยเราอาจจะพลาดไปแล้ว เมื่อตอนเราฟุ้งเฟื่อง สบาย มีพรั่งพร้อม แทนที่เราจะเอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ เรากลับไปหลงระเริง มัวเมา ประมาท นี่ท่านเรียกว่า ทำโอกาสให้เป็นเคราะห์ แทนที่จะใช้โอกาสนั้นในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

ทีนี้ถึงเวลานี้เราแย่ลงไปเป็นเคราะห์แล้ว ถ้ามัวไปตีอกชกหัว เศร้าโศก โอดครวญ ก็กลายเป็นซ้ำเติมตัวเอง เคราะห์หนักเข้าไปอีก ถ้ามีสติปัญญา ตอนนี้ได้สติ แล้วใช้ปัญญา ก็ทำเคราะห์ให้เป็นโอกาสเสีย เพราะคราวทุกข์ยากเดือดร้อนนี่แหละ มักเป็นเวลาที่ดีที่สุด คนที่จะเจริญก้าวหน้าได้โดยมากต้องเจอปัญหา จะได้ฝึกตัวเองให้เข้มแข้ง แล้วเคราะห์นี่ก็ช่วยให้ทั้งสังคมทั้งชีวิตคนประสบความสำเร็จมามากมาย

จากการเจอเคราะห์เจอปัญหาแล้ว ถ้าเราตั้งตัวดี มีท่าทีถูกต้อง เราก็จะมีความเข้มแข็ง พยายามต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายแล้วเราจะได้พัฒนาความสามารถ เราจะได้การฝึกฝนตน ฝึกปรือตัวเอง แล้วได้ปัญญาความสามารถมากขึ้นๆ แล้วชีวิตและสังคมก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป

ขอย้ำคติที่ว่าไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า

“คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส
แต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์”

เป็นอันว่า ตอนนี้มีเคราะห์แล้ว ยอมให้มีความเศร้าโศกเสียใจโอดครวญกันชั่วระยะสั้นๆ พอระบายเสร็จแล้วก็ให้รีบตั้งสติ ต่อไปนี้ก็รีบมาดีใจว่าเจอเคราะห์แล้ว ทำมันให้เป็นโอกาส ผันเคราะห์ให้เป็นโอกาส แล้วเราก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป ไม่ต้องกลัว

ฉะนั้น อย่าไปหมดกำลังใจ พระพุทธศาสนาไม่สอนให้เราท้อแท้ ไม่สอนให้เราท้อถอยอ่อนแอ เมื่อเจอปัญหา เจอเคราะห์กรรม เจอภัยอันตรายแล้ว ให้เข้มแข็ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการฝึกปรือตัวเองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป แล้วเราจะมีความชำนิชำนาญยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ปัญหา ในการที่จะผจญเคราะห์กรรมภัยอันตรายให้ผ่านก้าวไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสรรค์พัฒนาได้ต่อไป”


สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )

กบนุ้ยแดง บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #79 เมื่อ: 09:48 น. วันที่ 03 เม.ย.62 »

. ส.หลก

วินกบหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #80 เมื่อ: 10:55 น. วันที่ 03 เม.ย.62 »
นักดนตรีสี่สหาย หรือนักดนตรีแห่งเบรเมน (Town Musicians of Bremen)

เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนิทานที่ได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดโดย เจค็อบ ลุดวิจ กริมม์ และ วิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์ หรือ สองพี่น้องตระกูลกริมม์ ผู้ที่ทำให้เด็กๆ ได้รู้จักนิทานและเทพนิยายหลายเรื่อง ฮันเซลและเกรเทล, ราพันเซล, ซินเดอเรลล่า และเรื่องอื่นๆ

นักดนตรีแห่งเบรเมน เป็นเรื่องราวการโคจรมาพบกันของสัตว์ 4 ชนิด

ทั้ง 4 ตัวมีปัญหาคล้ายๆ กันคือ เริ่มแก่ สังขารร่วงโรย ทำงานไม่ฟิตเปรี๊ยะเหมือนเก่า

เจ้าลา ตัวใหญ่สุด คิด ว่าอยู่โรงงานต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ลุยไปเมืองเบรเมนจะดีกว่า ไปเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพเอา

ระหว่างนั้นไปเจอเจ้าโฮ่งที่บ่นว่าเรี่ยวแรงไม่ค่อยมี ออกช่วยเจ้านายล่าสัตว์ไม่ไหวแล้ว อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก เสียวๆ ว่าเจ้านายจะยิงทิ้งวันไหนก็ไม่รู้ จึงขอไปกับเจ้าลาด้วย

เดินไปได้ไม่ไกล ไปเจอเจ้าเหมียว หน้าตาบอก บุญไม่รับ ถามไถ่เข้าก็รู้ว่ามีปัญหาคล้ายกัน แก่แล้วไล่จับหนูไม่ทัน คุณนายหญิงไม่ปลื้ม เหมียวจึงขอร่วมขบวนไปตายเอาดาบหน้า

และไม่ทันพ้นประตูไร่ เจอเจ้าไก่ที่กำลังทำใจว่าจะถูกเชือดไปเป็นเมนูบนโต๊ะอาหาร

ลา หมาและแมว จึงชวนไก่หนีไปด้วยกัน

บนเส้นทางไปเมืองเบรเมนยามค่ำคืน ทั้ง 4 ตัวเห็นไฟส่องสว่างมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง จึงแวะไปชะโงกดู เห็นกลุ่มโจรกำลังสำเริงสำราญกับอาหารน่ากิ๊น...น่ากิน ชวนให้หิวอยากกินมั่ง

ทั้ง 4 ปรึกษากันว่า น่าจะไล่เหล่าโจรไปซะ จะได้เข้าไปกินอาหารแทน ว่าแล้วก็วางแผนต่อตัวเป็นเงาประหลาด เรียงลำดับตามขนาด

ให้ลาอยู่ล่าง หมาขึ้นไปยืน ต่อด้วยแมว และไก่อยู่บนสุด จากนั้นก็บรรเลงเสียงดนตรีพร้อมๆ กัน ลาร้อง...เบร.. หมาเห่าโฮ่งๆ แมวร้องเมี้ยวๆ หง่าว.. และไก่ขัน..เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก

แน่นอนว่า เป็นบทเพลงที่ไม่ไพเราะเอาเสียเลย เสียงอย่างกับผีป่าที่น่าสะพรึงกลัว แต่กลับได้ผลชะงัด โจรแตกตื่นวิ่งหนีออกไปคนละทิศละทาง

แม้ว่าคืนถัดมาโจรที่ข้องใจกลับมาดูที่กระท่อมนี้อีก แต่ก็ถูกทั้งสี่สหายสั่งสอนซะน่วม โดนแมวข่วน หมดกัด ลาเตะ และไก่แกล้งร้องเสียงโหยหวนไล่ ท่ามกลางความมืดโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร พานให้เข็ดเขี้ยวไม่กล้ากลับมาอีก

สุดท้ายทั้ง 4 สหายก็ยึดกระท่อมหลังนั้นอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยไม่ทันต้องไปถึงเมืองเบรเมน

มีแต่รูปปั้นตั้งไว้ใจกลางเมือง ดึงดูดผู้คนและรายได้เข้าเมืองด้วยเรื่องราวของสี่สหายนักดนตรี ^_^  ส.หลก

หมูกบวิน(แดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #81 เมื่อ: 05:59 น. วันที่ 07 เม.ย.62 »
การให้ทาน กับ การรบ เป็นของเสมอกัน
( ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ )

"ถ้าเป็นเรื่องทำบุญจริงๆแล้ว มันต้องเป็นเรื่องล้างบาป ต้องเป็นเรื่องบรรเทาเสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่น

ดังธรรมภาษิตที่ว่า " ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ = การให้ทานกับการรบนี้เป็นของเสมอกัน "

การให้ทาน กับ การรบพุ่งในสงคราม มันเสมอกันอย่างไร การให้ทานนั้นคือการรบกันกับกิเลส รบกันกับความยึดมั่นถือมั่น

การให้ทานที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพื่อแลกเอาสวรรค์ ไม่ใช่แลกเอาความสวย ความรวย

การให้ทานที่แท้จริงนั้นเป็นการรบพุ่งกับกิเลส รบกับความเห็นแก่ตัว รบกับความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" รบให้กิเลสเหล่านั้นพ่ายแพ้ไป นั่นแหละ เรียกว่า การให้ทาน

ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า " ทานญฺจ  ยุทฺธญฺจ  สมานมาหุ การให้ทานกับการรบนี้เป็นของเสมอกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกัน อย่างนี้ก็ได้ "

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนา หัวข้อเรื่อง "ทำบุญ ๓ แบบ"
---------------------------------

ในบาลีพระไตรปิฎก มีวจนะของพระสารีบุตร ว่า...

   "บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข (หมายถึง สุขที่เจือกิเลส คือ โลกิยสุขหรือสุขในไตรภพ) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่
     แต่บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป"

(ไตรภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมายถึง มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก นั่นเอง)

ที่มา : บาลีพระไตรปิฎก
ขุ. ม. ๒๙/๘๒๕/๕๑๗
---------------------------------

     "บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทาน เพราะเหตุแห่งสุขอันก่ออุปธิเพี่อภพใหม่
      แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพใหม่"

อัตตทัณฑสุตตนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย
ขุ. ม. ๒๙/๑๗๗/๕๐๖
 ส.สู้ๆ

หมูกบวิน(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #82 เมื่อ: 05:57 น. วันที่ 09 เม.ย.62 »
แค่หัวโขน
เปิดกวี บทที่ ประทับใจ
ท่านเขียน ไว้งดงาม ตามเหตุผล
ใช้ทวนย้ำ พร่ำบอก ดวงกมล
ว่าสิ่งที่ เป็นตน จริงหรือไร?...
เป็นรามลักษณ์ ยักษ์ลิง แน่จริงหรือ?
แท้ก็คือ หัวโขน เขาโยนใส่
พอจบบท หมดเรื่อง ถอดเครื่องไป
เดิมเช่นไร ก็เป็น เหมือนเช่นเดิม
ใครคิดอวด ศักดา ว่ายิ่งใหญ่
ประพฤติใน ความกร่าง อย่างฮึกเหิม
พบผู้ด้อย ยิ่งกระหน่ำ เข้าซ้ำเติม
เบ่งตัวใหญ่ กว่าเดิม ไม่เกรงใคร
เมื่อถึงวัน ทัณฑโทษ โลดรุกฆาต
เรือกระดาษ สิ้นศักดิ์ เขาผลักไส
จมกระแส เชี่ยวกลาง ชลาลัย
เหลือเพียงร่าง ทิ้งไว้ ไร้วิญญาณ
มาอย่างไร กลับไป อย่างมือเปล่า
ไร้เดือนดาว ศักดิ์ยศ หมดเรียกขาน
สิ้นทรัพย์ที่ สะสม มาเนิ่นนาน
รักและชัง สิ้นกาล ในทรงจำ
แม้นก่อนตาย คลายอำนาจ วาสนา
ไร้ผลบุญ นำพา อุปถัมภ์
หมดสิ้นฐาน ชูคอ อย่างเคยทำ
ต้องชอกช้ำ เพราะหัวโขน โดนยึดไป... ส.สู้ๆ

กบแดง หนูสังข์

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #83 เมื่อ: 09:48 น. วันที่ 09 เม.ย.62 »
กวาดวัดวันละนิดจิตแจ่มใส...
กวาดเถอะลูก...กวาดตัวตนให้หมดไป...
กวาดดูใจ...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ส.สู้ๆ

-หลวงตากบแดง-


กบวินหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #84 เมื่อ: 16:36 น. วันที่ 09 เม.ย.62 »
พระพุทธศาสนาสรรเสริญ "การฝึกฝนตน"
มนุษย์...เป็นสัตว์ที่ "ต้องฝึก ต้องศึกษา" จึงประเสริฐ

"คนเรานั้นพัฒนาได้ อันนี้เป็นความเชื่อที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนา คือเชื่อว่ามนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ อย่างใน "พระพุทธคุณ" ถ้าท่านสังเกต สวดไปจะมีคำว่า "อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ" แปลว่า เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีคนอื่นยิ่งกว่า

ขอให้สังเกตว่า ในคำว่า “ปุริสทมฺม” นั้น ตัว ทมฺม ไม่ใช่ ธมฺม ที่แปลว่า ธรรม ที่เป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม หรือ ธรรม ความดี ความชั่ว เป็น  ท. ไม่ใช่  ธ.

"ทัมมะ" นี้เป็นรูปหนึ่ง เป็นรูปคุณนามของ “ทมะ” ที่กล่าวมาเมื่อกี้ แสดงว่า ทมะ มีความสำคัญ จึงมาปรากฏตัวอยู่ในบทพุทธคุณนี้ด้วย

"ทมฺม" หมายความว่า คนเรานี้เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ฝึกฝนได้ตั้งแต่ยังมีสัญชาตญาณป่าเถื่อน ไปจนกระทั่งสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า อย่างในคาถาเมื่อกี้ว่า "มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ" แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งที่เป็นมนุษย์นี่แหละ พระองค์ฝึกอบรมตนแล้ว เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ท่านบรรยายคุณสมบัติต่อไปอีกหลายอย่าง แล้วลงท้ายว่า แม้แต่ทวยเทพทั้งหลายก็นมัสการ นอบน้อมเคารพบูชา

เป็นอันว่า #พระพุทธศาสนาสรรเสริญการฝึกฝนตน และถ้าจะเทียบศัพท์ปัจจุบันก็เรียกว่า "มนุษย์มีศักยภาพ" พุทธศาสนาเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ อันนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก

แม้แต่ในหลักพระรัตนตรัย ข้อแรกในพระรัตนตรัยก็คือ "พระพุทธเจ้า" ความหมายอย่างหนึ่งของพระรัตนตรัยก็คือ สร้างความมั่นใจให้พุทธศาสนิกชนว่า พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำของเราที่แสดงว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ พระองค์ก็เคยเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก่อน แต่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีสร้างสมคุณธรรม จนกระทั่งผลที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

ถ้าเราทั้งหลายเชื่อในพระองค์ เชื่อในพระปัญญาที่ตรัสรู้ เราก็จะเชื่อในตนเองด้วยว่าเรานี้ก็มีความสามารถ มีศักยภาพในตัวที่จะฝึกฝนตนเองได้อย่างพระองค์

เราจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาเน้นประวัติการฝึกตนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านมี "คัมภีร์ชาดก" กันมากมาย ๕๕๐ ชาตินั้น จุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อ..แสดงให้เห็นกระบวนการฝึกหัดอบรมตน หรือ การพัฒนาตนของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เป็นปุถุชน ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วต้องมีกำลังใจ อย่าไปท้อว่าเราไม่สามารถพัฒนาตนได้

แม้แต่จะ "ปรารถนาพุทธภูมิ" เป็น "พระพุทธเจ้า" ก็สามารถเป็นได้ด้วยการบำเพ็ญบารมี หลักพุทธคุณเป็นองค์พระรัตนตรัยข้อที่หนึ่ง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นอันนี้ขึ้นมา

ที่กล่าวมานี้เป็นหลักเป็นฐานเบื้องต้นทีเดียว และพระพุทธศาสนายังสอนหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อีกมากมาย เช่น การจำแนกบุคคลเป็น ๔ ประเภท เป็นดอกบัว ๔ เหล่า เป็นการสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล

พระพุทธเจ้าก็จะต้องมีญาณหยั่งรู้ความแตกต่างแห่งบุคคล ท่านเรียกว่า "อินทริยปโรปริยัตตญาณ" ญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย ต้องรู้ว่ามนุษย์ยังอยู่ในระดับการพัฒนาตนต่างกันอย่างไร คนไหนควรจะสร้างความพร้อม ทำอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้นไปอย่างไร และทรงมีวิธีการของพระองค์ เพราะทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยม พระองค์จึงทรงหาวิธีมาฝึกให้เขาพร้อม ให้มีอินทรีย์แก่กล้าขึ้นไปโดยลำดับ

หรืออีกข้อหนึ่ง ใน "ทศพลญาณ" เป็น "นานาธิมุตติกญาณ" ญาณหยั่งรู้อธิมุตติ คือความสนใจและแนวโน้มเอียงในบุคคลที่แตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งทำให้พระองค์เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น ในการสั่งสอนให้บรรลุผลสำเร็จ

เป็นอันว่า ในทางพระพุทธศาสนามีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ หรืออย่างที่ใช้ศัพท์สมัยปัจจุบันว่า "มีศักยภาพอยู่ในตัวที่จะพัฒนาได้"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ "หลักแม่บทของการพัฒนาตน"
---------------------------------------

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก ต้องศึกษา จึงประเสริฐ

     "หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ไตรสิกขา หรือไตรศึกษา (อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา) เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์พิเศษ เราเรียกกันว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
     หลักพระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก เรียกว่า "ทัมมะ" และเพราะเป็นคนก็เรียกว่า "ปุริสทัมมะ"
     "ทัมมะ" เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และต้องฝึก คำนี้จึงมาอยู่ในพระพุทธคุณ ๙ ประการ ว่า "อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ" พระพุทธเจ้าเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษ (คือ คนที่ต้องฝึก หรือพึงฝึก) ไม่มีใครยิ่งกว่า แสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก
     "ฝึก" คือ ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน ต้องพัฒนา พูดสั้นๆว่า "ต้องศึกษา" นั่นเอง!
     ถ้าไม่ฝึกฝนพัฒนาแล้ว มนุษย์หามีความประเสริฐไม่ เพราะว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่โดยลำพังถ้าไม่มีการฝึกฝนพัฒนาแล้ว สู้สัตว์ชนิดอื่นไม่ได้เลย
     สัตว์ชนิดอื่นอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ เกิดมาจากท้องแม่วันนั้น ก็เดินได้ ว่ายน้ำได้ หากินได้ แต่มนุษย์นั้น เกิดมา ถ้าทิ้ง ก็ตายทันที เลี้ยงมาตั้งปี ยังช่วยตัวเองไม่ได้ อยู่ไม่รอด...
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ" ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกแล้วประเสริฐ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ฝึกแล้วจึงประเสริฐต่างหาก พระองค์ไม่เคยตรัสว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐขึ้นมาเฉยๆ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก หรือมนุษย์ที่ฝึกแล้วจึงเป็นสัตว์ประเสริฐ"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ " สถานการณ์พระพุทธศาสนา ทวนกระแสไสยศาสตร์"    ส.สู้ๆ

นุ้ยกบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #85 เมื่อ: 16:19 น. วันที่ 10 เม.ย.62 »
วาจาที่ไม่สร้างศัตรู
   เมื่อวันก่อนนี้พูดกันมาถึงศิลข้อ ๓ สำหรับศิลข้อ ๔ คำว่า"มุสาวาทาเวรมณี" แปลว่าข้าพเจ้าจะงดเว้นจากวาจาที่ไม่เป็นความจริง จะพูดแต่เฉพาะความจริง สำหรับวาจานี่ใน "กรรมบถ ๑๐ ท่านแยกออกเป็น ๔ คือ
     ๑.ไม่พูดปด
     ๒.ไม่พูดคพหยาบ
     ๓.ไม่พูดส่อเสียด
     ๔. ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
   คำว่า "พูดปด" ก็หมายถึงว่าพูดคำที่ไม่จริง ทำลายประโยชน์ของคนอื่น
   @คำหยาบ ก็เป็นวาจาที่เสียดแทงใจบุคคลอื่นให้ได้รับความหวั่นไหว ทำให้เขามีอารมณ์หวั่นไหว
   @ พูดส่อเสียด คือยุแยงตะแคงแสะให้เขาแตกร้าวกันกล่าวโทษคนโน่นกล่าวโทษคนนี้ หาทางใก้เขาเป็นศรัตรูกันให้ได้
   @ พูดเพ้อเจ้อ หมายถึงว่าพูดวาจาที่ไม่เป็นสุภาษิต (คำว่าสุภาษิตก็หมายความว่าวาจาที่เป็นประโยชน์) หาเรื่องราวที่เป็นสาระไม่ได้
    เป็นอันว่าถ้าเราจะทรงความเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาตัวเราเป็นเครื่องวัด นี่ในเรื่องของศิล พระพุทธเจ้าบอกว่าคนไม่ควรพูดปดซึ่งพลาดจากความเป็นจริง เราก็มานั่งนึกถึงตัวเราว่าถ้าเราต้องการเรื่องการงานเรื่องผลประโยชน์ ถ้ามีเพื่อนของเรามาตั้งหน้าตั้งตาโกหกมดเท็จให้เราฟังอยู่ตลอดเวลา เราก็หลงเชื่อว่าเป็นความจริง ถ้อยคำอย่างนี้เราต้อวการไหม เอาตัวเราเป็นเครื่องวัด
   ถ้าเขาพูดคำหยาบวาจาสามหาวทำให้เราสะเทือนใจอย่างนี้เราต้องการไหม ถ้าใครเขามายุเราให้แตกร้าวกับคนที่เรามีความรัก และมีความเคารพนับถือ อย่างนี้เราจะพอใจไหม และบุดคลบางคลมาพูดกับเราหาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ ทพเวลาให้สิ้นไปเปล่าอันนี้เราชอบใจไหม นี่ฟังเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้วก็คิดตาม ความจริงเป๋นของไม่ยาก เป็นของธรรมดา
    นี่ย้อนมาถึงตัวเราว่า " ทพไมพระพุทธเจ้าทรงแนะนพให้เรารักษาศิล ก็เพราะว่าพระองค์ทราบว่าคนและสัตว์ทั้งฌลกมีความต้องการเสมอกัน ต่างคนต่างก็ต้องการถ้อยคำที่เป็นสัตว์จริง เป็นวาจาที่อ่อนหวาน เป็นวาจาที่สร้างความสามัคคี เป็นวาจาที่ประกอบไปด้วยประโยชน์".... ส.สู้ๆ

วินกบหมู(แดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #86 เมื่อ: 17:10 น. วันที่ 12 เม.ย.62 »
ชาวพุทธที่แท้ต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ ไม่ใช่ไปนับถือศาสนาอื่นปะปน แต่ใช่ว่าการเป็นพุทธหรือการเป็นศาสนิกชนอื่น จะเป็นการไปเหยียดหรือดูแคลนศาสนาอื่น แต่เราจำเป็นต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ
      การเป็นพุทธที่แท้ ไม่ใช่ว่าเราพบเจอศาสดาอื่น จะยอมรับหรือเคารพเฉกเช่นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ แต่แม้เราไม่ได้นับถือศาสนาอื่น ก็ใช่ว่าเราจะไปเหยียดหยาม ดูแคลนศาสนาอื่น ต้องเคารพสิทธิของแต่ละคน
           เครื่องชี้วัดว่าใครเป็นพุทธแท้หรือไม่ สามารถลองใช้มาตรฐานของ ดร.อัมเบดการ์  อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย และเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย ท่านถูกยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย" อีกด้วย ท่านยังเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ท่านได้นำชาวอินเดียราว 500,000 คนเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเมื่อปี 2499
           คำปฏิญาณ 22 ข้อเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2499 ของ ดร.อัมเบดการ์ เป็นดังนี้:
           1. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
           2. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
           3. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
           4. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
           5. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
           6. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
           7.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
           8. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
           9. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
           10. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
           11. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยครบถ้วน
           12. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ โดยครบถ้วน
           13. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
           14. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
           15. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
           16. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
           17. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
           18. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
           19. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
           20.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
           21. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
           22. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
           ในข้อที่ 1-6, 8 และ 19 นั้นเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เราต้องชัดเจนระหว่างพุทธกับพราหมณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้ปะปนกัน หรือกลายเป็นการให้พราหมณ์ครอบงำพุทธ ส่วนในข้อที่ 7, 11-18, 20-22 เป็นการประกาศตนเป็นพุทธที่แท้จริงโดยยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และข้อที่ 9 และ 10 ก็เป็นการยืนหยัดในหลักการของศาสนาพุทธแท้ที่เห็นคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
           ในประเทศไทย คงมีบางคน บางกลุ่มที่ปากอ้างว่าเป็นชาวพุทธ แต่ที่แท้ (แอบ) นับถือศาสนาพราหมณ์อย่างฝังลึก เพียงใช้พระและกิจกรรมสวดมนต์เป็นดั่ง "เครื่องมือ" ในการอ้างว่าตนเป็นพุทธเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพวกเขาปฏิบัติกิจต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนตายตามหลักของศาสนาพราหมณ์ไม่ใช่หลักของศาสนาพุทธแต่อย่างใด คนกลุ่มนี้น่ากลัวเพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้นำขบวนในศาสนาพราหมณ์พยายามบิดเบือนและทำลายล้างศาสนาพุทธจนแทบจะเหี้ยนไปจากอินเดีย
           เราต้องยืนหยัดในความเป็นพุทธ และขณะเดียวกันก็ต้องจับตาพวกศาสนาพราหมณ์ที่แทรกซึมเข้ามาครอบงำศาสนาพุทธ และเผยแพร่ความคิดที่ไม่ใช่พุทธ หรือที่ต่อต้านพุทธศาสนา... ส.สู้ๆ

ขุนวิน(กบแดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #87 เมื่อ: 17:38 น. วันที่ 12 เม.ย.62 »
 นมตฺถุ. รตนตยสฺส ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย "***

มิตรปฏิรูป. คือ มิตรเทียม ๔ จำพวก

๑, คนปลอกลอก.  ๓, คนหัวประจบ

   ๒,คนดีแต่พูด.  ๔, คนชัดชวนในทางฉิบหาย

มิตร ๔ จำพวกนี้  ไม่ใช่มิตร  เป็นแค่คนเทียมมิตร มิตรไม่ควรคบ ฯ

    คำว่า มิตร แปลว่าเพื่อน คือผู้มีเหยื่อใยดีมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ถ้าเป็นมิตตปฏิรูปท่านหมายถึงมิตรเทียม ๔ คนจำพวกข้างต้นนั้น มิใช่มิตร จึงไม่ควรคบหาสมาคมด้วย

   ๑, คน(มิตร)ปลอกลอก มีลักษณะ ๔
๑), คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
   ๒), เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓), เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจเพื่อน
   ๔), คบคนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัวฯ

๒, คน(มิตร)ดีแต่พูด  มีลักษณะ ๔

   ๑),เก็บเอาของที่ล่วงแล้วมาปราศัย
๒), อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศัย
   ๓), สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔), ออกปากพึ่งมิได้

๓,คน(มิตร)หัวประจบ มีลักษณะ ๔

๑), จะทำชั่วก็คลอยตาม
    ๒),จะทำดีก็คล้อยตาม
๓), ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
   ๔),ลับหลังนินทา ฯ

๔,คน(มิตร)ชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ ๔
   ๑), ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒), ชักชวนเที่ยวกลางคืน
   ๓), ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔),ชักชวนแนะนำให้เล่นการพนัน ฯ

มิตรแท้ ๔ จำพวก

๑), มิตรมีอุปการะ 
    ๒), มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓), มิตรแนะปรัโยชน์
    ๔), มิตรมีความรักใคร่

มิตร ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบหาสมาคมด้วย

๑, มิตรมีอปุการะ มีลักษณะ ๔
๑), ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
   ๒), ป้องกันมรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓),เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักของเพื่อนได้
   ๔), เมื่อมีธุระ  ช่วยกันออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่
เพื่อนออกปากขอ ฯ

๒, มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔
   ๑), ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒), ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
    ๓), ไม่ละทิ้งเพื่อนยามเพื่อนวิบัต
๔),แม้ชีวิตตนก็สละแทนได้

๓, มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔
   ๑), ห้ามเพื่อนมิให้หลงผิดทำความชั่ว
๒),แนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี
   ๓),ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔),บอกแนะนำทางสวรรค์ให้

๔, มิตรมีความรักใคร่  มีลักษณะ ๔
๑),เพื่อนรับความทุกข์. รับความทุกข์ด้วย
   ๒), เพื่อนรับความสุข รับความสุขด้วย
๓),โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน
   ๔), รับรองคนที่สรรเสริญเพื่อน ฯ

" ข้อพึงสังเกตุ :  ลักษณะมิตรเทียม  จะแสวงหาแต่ผลประโยชน์จากเราทุกวิธีวิถีถางที่มีโอกาสในการปลอกลอกพูดอ้างเหตุผลมาให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ. ประจบประแจงให้คล้อยตาม  และชักชวนในทางอบายมุข ฯ

   ลักษณะมิตรแท้. มีลักษณะตรงกันข้าม มีแต่จะช่วยเหลือเพื่อน เพื่นสุข สุขด้วย เพื่อนทุดข์ ทุกข์ด้วย เพื่อนอด อดด้วย ไม่ละทิ้งไม่หนีในเพื่อนยามวิบัติ  สามารถเสี่ยงชีวิตแทนได้ ห้ามคอยให้สติตักเตือนเพื่อนในทางที่ชั่ว. แนะนำแต่ทางเกิดประโยชน์และยกย่อมเพื่อทุกวิถีทาง ฯ "

  " ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา ขอชนทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเคาระในพระธรรม ,
จิรํ ติฏฐตุ  สทฺธมฺโม โลกสฺมึ ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นในโลกตลอดกาลนาน "

(แล้วคนใกล้ตัวเป็นมิตรทุกวันนี้ที่คลุกคลีจัดเข้าในมิตรประเภทไหนกันละ)... ส.สู้ๆ

เสงี่ยมแดง​ บุญสกันต์

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #88 เมื่อ: 20:30 น. วันที่ 12 เม.ย.62 »
ใครจะมาทำลายพระพุทธศาสนาของประเทศศรีลังกา ไม่ได้ เป็นเพราะไร มาอ่านกันครับ
ใครที่อยากเห็นสถานที่ของพระพุทธเจ้า ควรไปอินเดีย
แต่ถ้าใครอยากเห็นพระพุทธศาสนาหรือวิธีดำรงชีวิตตามวิธีพุทธ ควรไปศรีลังกา

ศรีลังกาทัศนาวิถีพุทธไร้ของขลัง

ประเทศศรีลังกาเป็นเมืองพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกยอมรับว่า เป็น "วิถีพุทธ" คือนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็น "วิถีชีวิต" คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา และ "วิถีปฏิบัติ" คือ ปฏิบัติจน DNA ของความเป็นชาวพุทธเข้าไปสู่จิตใจอย่างเป็นรูปธรรม ชาวพุทธศรีลังกา เป็นชาวพุทธโดยสายเลือด ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามสำเนาทะเบียนบ้าน จึงมีความรัก ความหวงแหน และความผูกพันในพระพุทธศาสนามาก

สาเหตุที่ชาวพุทธศรีลังกาหวงแหนพระพุทธศาสนามาก เพราะครั้งหนึ่งเคยถูกเบียดเบียนบีบคั้นจากศาสนาอื่น ถูกย่ำยีทำลายหัวใจด้วยการทำลายสิ่งที่เคารพนับถือนั้นคือ "พระเขี้ยวแก้ว" เมื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของต่างศาสนาทำให้ชาวพุทธศรีลังการักและหวงแหนพระพุทธศาสนามาก วิถีชีวิตชาวพุทธในลังกายังเป็นพุทธที่บริสุทธิ์ สวดมนต์ไหว้พระ สมาทานศีลเองทุกวัน ไม่มีพุทธพานิชย์ ไม่มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ชาวพุทธศรีลังกาไม่ติดยึดในเรื่องเครื่องรางของขลัง

มีงานใดๆ ไม่ว่าจะงานศพ งานสำคัญทางศาสนา พระสงฆ์และชาวพุทธศรีลังกาจะไม่เน้นการสวดมนต์หรือทำแต่พิธีกรรม มีงานอะไรก็ตามจะเน้นการบรรยายธรรม สนทนาธรรม ปาฐกถาธรรม เน้นการปลูกฝังทางสติปัญญามากกว่าพิธีกรรม พ่อแม่ครอบครัวจะเป็นตัวอย่างที่ดี คือ รักษาศีลให้ลูกหลานดู กตัญญูให้ลูกหลานเห็น สุขสงบเย็นให้ลูกหลานสัมผัสได้ วันพระวันอาทิตย์ พ่อแม่จะพาลูกหลานไปวัด สวดมนต์ สมาทานศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ภาวนา การบูชาพระของชาวพุทธศรีลังกา ไม่เน้นการจุดธูปเทียนให้แสบจมูก แต่จะนำแต่ดอกไม้ไปวางเรียงหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะอย่างสวยงาม

ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่ในการทำนุบำรุงปกป้องพระพุทธศาสนา ใครไปยืนหันหลังถ่ายรูปกับพระพุทธรูป ชาวพุทธศรีลังกาจะมาตะเพิดไล่ทันที ถือว่าไม่ให้ความเคารพ ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนามิใช่ให้แต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ปกป้อง คณะสงฆ์ศรีลังกาจะเข้มแข็ง เพราะมีกระบวนการกลั่นกรองคนที่เข้ามาบวชอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใครนึกจะบวชก็บวชได้ คนที่จะบวชต้องมาอยู่วัดดูนิสัยใจคอกันเป็นปีๆ ต้องศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ เมื่อเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว จึงจะนำมาบวชกับประธานสงฆ์ของวัดนั้นๆ ซึ่งแต่ละวัดก็จะมีสังฆสภา คอยพิจารณากลั่นกรองว่าจะให้ใครบวชไม่ให้บวช เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะตัดสินกันในสังฆสภา พระมีน้อยประมาณ 3,000 รูป แต่มีคุณภาพจริงๆ

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาที่แท้ไม่มีนิกาย ไม่มีมหายาน ไม่มีเถรวาท ไม่มีวัชรยาน ไม่มีธรรมยุตไม่มีมหานิกาย มีแต่ศิษย์ตถาคต คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน ขอให้แต่ละท่านแต่ละคนทำหน้าที่ของตนที่มีที่เป็นให้สมบูรณ์ ให้ถูกต้อง เพราะบุคคลใดก็ตามปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง บุคคลนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรม นี่คือ มุมมองของศรีลังกาที่ข้าพเจ้ารู้จัก วันนี้นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสันติศึกษาจึงลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา สิ่งหนึ่งที่สุดยอด คือ " เข้าวัดกันแบบครอบครัว "
 
ทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสมณทูต ณ ศรีลังกา ได้ยึดการเผยแผ่ 4 ประการ คือ " วิชายอด จรณะเยี่ยม เปี่ยมด้วยกรุณา ยื่นดวงตาให้กับชาวโลก " ซึ่งในราว พ.ศ. 236 เป็นต้นมา... ส.สู้ๆ

กบแดง เภสัชกร

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #89 เมื่อ: 20:48 น. วันที่ 12 เม.ย.62 »
นำข่าวดีเกี่ยวกับศาสนาพุทธมาให้อ่าน  ทำไมคนอังกฤษถึงทยอยนับถือพระพุทธศาสนา?:

คนอังกฤษมักจะศึกษาพระพุทธศาสนากันเงียบๆ คนอังกฤษชอบอ่านหนังสือ ดังนั้น จะเห็นหนังสือพระพุทธศาสนาขายดีมากในอังกฤษ นอกจากนั้น คนอังกฤษจำนวนมากยังซุ่มทำสมาธิภาวนากันเป็นประจำ แม้กระทั่งสส.ในรัฐสภาก็นัดฝึกสมาธิกันทุกอาทิตย์

หน้าตึกบริติชมิวเซียม ไม่ห่างจากรัสเซลสแควร์เท่าใดนัก จะมีร้านขายหนังสืออยู่ร้านหนึ่งมีชื่อว่า Oriental Bookshop ร้านนี้เปิดมาหลายชั่วอายุคน มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก

สมัยผมเรียนอยู่ลอนดอน ผมเป็นขาประจำร้านหนังสือร้านนี้ ผมพักอยู่หออินเตอร์ซึ่งเป็นหอรวมของนักศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอนและอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินรัสเซล แสควร์ ผมแวะไปร้านนี้ประจำ  เจ้าของร้านเห็นว่าผมเรียนมาทางอินเดียศึกษาจึงคุยด้วยอย่างสนิทสนมเพราะแกก็สนใจพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยเฉพาะสายพระป่าแกนับถือมาก

วันหนึ่ง เจ้าของร้านเล่าให้ผมฟังว่าเกือบจะศตวรรษมาแล้ว มีบาทหลวงใหญ่ของลอนดอนท่านหนึ่ง เดินเข้ามาที่ร้านหนังสือนี้แล้วตวาดใส่ปู่ของเจ้าของร้านในปัจจุบันว่า 'พวกคุณมาขายทำไมหนังสือพระพุทธศาสนา? รู้มั้ย พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิเดียรถีย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่เคารพพระเจ้า' ว่าแล้วก็บอกพิษภัยของลัทธิศาสนาประเภทอเทวนิยมอย่างพระพุทธศาสนาต่างๆ นานา

เจ้าของร้านก็ฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็พยายามอธิบายแบบถนอมน้ำใจว่า

'ถูกแล้วครับ พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม  เป็นอันตรายต่อศาสนาเทวนิยมอย่างศาสนาคริสต์เรามาก อันนี้ ผมเห็นด้วย แต่จะไม่เป็นการดีหรอกหรือครับถ้าเราจะอ่านหนังสือทางพระพุทธศาสนาให้ละเอียดเพื่อให้รู้เขารู้เรา และจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่ศาสนาของเรา'

บาทหลวงท่านนั้นพยักหน้า พูดออกมาว่า 'เออจริง' เจ้าของร้านเห็นดังนั้นจึงรีบคะยั้นคะยอให้บาทหลวงท่านนั้นซื้อหนังสือของตนเอง บาทหลวงที่ว่าก็เลยควักกระเป๋า ขึ้นมาแล้วจ่ายเงินไปหลายร้อนปอนด์ซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาหลายเล่ม รวมทั้งเรื่องราวกรรมฐานในประเทศไทยและพม่าด้วย เสร็จแล้ว ก็หอบหนังสือปึกใหญ่กลับไปอ่านที่บ้านด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ 'ให้รู้เขารู้เรา'

วันดีคืนดี แกก็กลับมาซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอีก บอกว่า 'น่าสนใจอ่าน ยังไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาดีพอ' เจ้าของร้านดีใจมากที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมซื้อทีละมากๆ

หลังจากอ่านหนังสือพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นอเทวนิยมอยู่เป็นปี บาทหลวงท่านนั้นเปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแต่เป็นขาประจำซื้อหนังสือพระพุทธศาสนาอยู่บ่อยๆ เขายังเปลี่ยนไปเป็นพุทธมามกะและข้อสำคัญ ยังเป็นกรรมการพุทธสมาคมประจำกรุงลอนดอนที่นายคริสตมาส ฮัมฟรีย์ก่อตั้งขึ้นอีกต่างหาก เสียดาย ผมจำชื่อแกไม่ได้

เจ้าของร้านเคยเล่าให้ผมฟังครับ แม้ว่าคำบรรยายอาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่เนื้อหาหลักๆ ประมาณนี้แหละครับ ที่เหลือท่านก็ไปคิดเอาเอง

ถ้าจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป พระสงฆ์มีกิจอยู่ ๒ อย่างที่จะต้องพัฒนาตัวเอง ๑.เรียนคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้แตกฉาน หากจะเลือกสายปริยัติ อธิบายปรัชญาหรือตรรกะของพระพุทธศาสนาได้อย่างแตกฉาน ๒.ปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ถึงแก่นถ้าจะเลือกสายปฏิบัติ

ถ้าพระสงฆ์เก่งอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ แล้วฝรั่งมาเจอ จอดทุกป้ายแน่ แต่ถ้าไม่เป็นสักอย่าง อย่าไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศเลย อายเขา ท่านจะทำได้แค่ช่วยนำประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้คนไทยเท่านั้น... ส.สู้ๆ


 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]