gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 19873 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

สังข์ทองแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 10:32 น. วันที่ 17 ม.ค.62 »
... ส.หลก

แดง สังกัจจาย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: 15:54 น. วันที่ 22 ม.ค.62 »


วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: 16:52 น. วันที่ 05 ก.พ.62 »
กบฟุ้งซ่าน ข้างกำแพงวัด (นิทานสอนใจ)

กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้น ไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมด ให้หมาวัดไปกิน แล้วเด็กวัดทุกคน ก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายกว่า

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จ ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็นแมลงเพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น พอดี หันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน

คิดได้ว่า เอ้อ!! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย

จงเชื่อมั่นในตัวเอง... ส.สู้ๆ

วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: 15:56 น. วันที่ 10 ก.พ.62 »
สมมุติ...
นายวิน เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายกบ ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายกบ นายวิน นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้.. ส.สู้ๆ

วิน​ กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: 08:23 น. วันที่ 13 ก.พ.62 »
. ส.สู้ๆ

กบแดง วินๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: 22:36 น. วันที่ 22 ก.พ.62 »

. ส.สู้ๆ

วิน​กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: 10:05 น. วันที่ 08 มี.ค.62 »
มารยาทชาวไทย สืบสานจาก"ศีลาจารวัตร"

การบัญญัติมารยาท เป็นกฎเกณฑ์ใช้สืบต่อกันมา ต้นบัญญัติมารยาทต่างๆ ที่เก่าแก่และถือเป็นต้นแบบของมารยาทของชาวไทยปัจจุบัน คือ “เสขิยวัตร” ซึ่งเป็นหมวดพระวินัยในพระพุทธศาสนา

ความสง่างามใน “ศีลาจารวัตร” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น และพระพุทธองค์ทรงอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้มี “ ศีลาจารวัตร” ที่งดงามเรียบร้อย โดยทรงบัญญัติหมวด “พระวินัยเสขิยวัตร” ขึ้น

ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยหมวดนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สำรวม สง่างาม แก่ผู้ที่มาพบเห็นเข้า #เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไทยต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในประเทศไทย ชนชาติไทยจึงได้คุ้นเคยกับ “ศีลาจารวัตร” อันงดงามของพระภิกษุสงฆ์ จนซึมซับและถ่ายทอดกิริยามารยาทที่นุ่มนวลนั้น มาอบรมสั่งสอนลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันมา

“เสขิยวัตร” จึงเปรียบเสมือน #เพชรน้ำหนึ่งที่ทำให้คนไทยพิเศษ มีความอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีปรากฏในชนชาติอื่นมากนัก

จึงสมควรที่ลูกหลานไทยยุคปัจจุบันจะต้องกลับมาทบทวน ฝึกฝนตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวไทยนี้ไว้... ส.สู้ๆ

กบแดง​วินๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: 09:31 น. วันที่ 11 มี.ค.62 »

. ส.หลก

วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: 11:58 น. วันที่ 11 มี.ค.62 »
#พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้จัก.. สอนลูกจับปลา ไม่ใช่ จับปลาให้ลูกกิน...

ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลา ฉันมีกินตลอดไป

เราควรจะให้เบ็ดตกปลาแล้วสอนวิธีการหาปลาให้แก่ลูก ไม่ใช่… ให้ปลาลูก

เพื่อให้เขารู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และ รู้จักการหากินด้วยตัวของเขาเอง

วันนี้เรามีเรื่องราว ข้อคิดดีๆมาฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เพื่อนำข้อคิดกดีๆ นี้ ไปสอนลูกสอนหลาน ในการดำเนินชีวิตที่ดี และ ประสบความเร็จในสภาพสังคมยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

“ ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

วัยรุ่นคนนั้นได้แต่ฟังแม่เงียบๆ…

“ ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อย เกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง ”

เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก…

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว

จะเล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากันแล้วลงท้ายให้เงินลูกไป…!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้

โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก

ผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูก เหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเอง อยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัย ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง มีเงินก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง…!!

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคนรวย ให้ค่ากันที่ภายนอก และ ต้องการรวยทางลัด

การอบรมสั่งสอนจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทางเดียวที่จะให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้าง และ มองให้ออก ว่าหากให้มากเกินไป

จะทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า…

ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่าการได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดก

อาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน

เพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องหาเส้นทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก เพราะ การให้มากไปอาจทำให้ลูกจับปลาเองไม่เป็น

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน…

“ มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย ”

เราต้องสอนค่านิยมชื่นชมบุคคล ที่สร้างตนเองจากศูนย์อย่างสุจริต

รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็

คือความเอาใจใส่ นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

ตามสุภาษิตที่ว่า… “ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”


วิน​ กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: 05:33 น. วันที่ 12 มี.ค.62 »
ระบบดี คนดี ย่อมดีแน่
ระบบดี คนแย่ ต้องแก้ไข
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่ไหว บรรลัยมา

เหล่าข้าราช โกงชาติ อุบาทก์ยิ่ง
นักการเมือง โกงกิน นั้นยิ่งกว่า
เหล่าพ่อค้า โกงภาษี ชิงหมามา
นักวิชา หลักเหลว เลวพอกัน

ทนายดี ทำ"คดี" ไม่มี"ค (ควาย)"
แม้ชีพวาย ยอมตาย กลายเป็นผี
ทนายชั่ว มั่ว"คดี" " ี " ไม่มี
แต่แปลกที่ "ค(ควาย)"นำหน้า น่าอายใจ

บ้างก็ใช้ ทุนพระ บ้างทุนราษฎร์
ยังประกาศ ความดี ความซื่อสัตย์
แต่บ้างใช้ ทุนหลวง บ้างทุนรัฐ
แต่กลับจัด ช่วยคนชั่ว มั่วคนโกง

ยังองค์กร อิสระ ที่หวังพึ่ง
ก็ดันดึง พึ่งไม่ได้ ดังที่หวัง
ทั้งองค์กร ท้องถิ่น ที่ยินฟัง
นั้นก็ยัง กินสินบาท คาดสินบน

คอร์รับชั่นส์ โกงกิน เจียนสิ้นชาติ
กากกะบาท เลือกมา น่าผิดหวัง
ทั้งส.ว. ส.ส. สอพลอพัง
ประชายัง ไร้สมอง กรองคนดี

หวังแต่เอา ตัวรอด เป็นที่ตั้ง
ถึงชาติพัง ยังพึงใจ ได้เป็นฐาน
หว่านเงินเหลือ เผื่อใส่มือ พวกขอทาน
เดียรัจฉาน ยังมีค่า กว่ามากมาย

ศักดิ์ศรีความ เป็นไทย ไปไหนหนอ
แค่สอพลอ เลียหำ ทำหน้าหนา
อิ่มเยี่ยงหมา อดเยี่ยงเสือ ที่เชื่อมา
คงต้องหา ภาษิตใหม่ ไว้ใช้แทน

จริยธรรม อ้างมา เพียงลมปาก
ยุทธศาสตร์ สมานฉันท์ คือภาพสร้าง
ล้างคนจน จากแผ่นดิน สิ้นหนทาง
ถ้าไม่สร้าง คุณธรรม นำการเมือง

ชาติจะเรือง เมืองจะรุ่ง ต้องตามพ่อ
ต้องมุ่งพอ ก่อวินัย ให้ไพศาล
สามัคคี รู้รัก จักยืนนาน
ปณิธาน สานต่อ พ่อนำเอย...  ส.สู้ๆ

กบแดง​ วินๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: 05:35 น. วันที่ 12 มี.ค.62 »
#พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้จัก.. สอนลูกจับปลา ไม่ใช่ จับปลาให้ลูกกิน...

ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน สอนฉันจับปลา ฉันมีกินตลอดไป

เราควรจะให้เบ็ดตกปลาแล้วสอนวิธีการหาปลาให้แก่ลูก ไม่ใช่… ให้ปลาลูก

เพื่อให้เขารู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และ รู้จักการหากินด้วยตัวของเขาเอง

วันนี้เรามีเรื่องราว ข้อคิดดีๆมาฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เพื่อนำข้อคิดกดีๆ นี้ ไปสอนลูกสอนหลาน ในการดำเนินชีวิตที่ดี และ ประสบความเร็จในสภาพสังคมยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

“ ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

วัยรุ่นคนนั้นได้แต่ฟังแม่เงียบๆ…

“ ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อย เกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง ”

เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก…

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว

จะเล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากันแล้วลงท้ายให้เงินลูกไป…!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้

โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก

ผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูก เหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเอง อยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัย ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง มีเงินก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง…!!

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคนรวย ให้ค่ากันที่ภายนอก และ ต้องการรวยทางลัด

การอบรมสั่งสอนจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทางเดียวที่จะให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้าง และ มองให้ออก ว่าหากให้มากเกินไป

จะทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า…

ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่าการได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดก

อาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน

เพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องหาเส้นทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

เพียงเพราะพวกเขาเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อม เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก เพราะ การให้มากไปอาจทำให้ลูกจับปลาเองไม่เป็น

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน…

“ มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย ”

เราต้องสอนค่านิยมชื่นชมบุคคล ที่สร้างตนเองจากศูนย์อย่างสุจริต

รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็

คือความเอาใจใส่ นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

ตามสุภาษิตที่ว่า… “ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”

แดง​ สังกระจาย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: 14:43 น. วันที่ 13 มี.ค.62 »
“อย่าไป “บ้ากับชีวิต” ให้มาก
เพราะมันเป็น “สิ่งสมมุติ”
เพราะชีวิตมันไม่มีจริง มันเป็นเพียง..
“การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ”
จงทำหน้าที่ให้ดี โดยไม่มีความทุกข์
ให้สงบ เย็น และ เป็นประโยชน์
เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้อง...
คืนให้ “กลับสู่ธรรมชาติ” ดังเดิม
แม้แต่ร่างกายที่เราเฝ้าดูแลก็ตาม”

พุทธทาสภิกขุ
--------------------

 “อย่าไปหลงในสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”
เดี๋ยวนี้มันหลงในสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”
ชีวิตของกู แล้วกูจะให้มันดี ให้มันสวย ให้มันอร่อย ให้มันเจริญรุ่งเรือง มันจึงถูกหลอกได้ตลอดเวลา ถูกหลอกไปทุกสิ่งทุกอย่าง”

พุทธทาสภิกขุ
--------------------

สิ่งที่เรียกว่า “คน”

“บางเวลาก็เป็นเพียงว่าธาตุทั้ง ๖ กอง (ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ) กองกันอยู่

บางเวลาก็ขยับกระดุกกระดิกขึ้นมา เป็น “อายตนะ”

บางเวลาก็ปรุงกันขึ้น เป็นก้อนๆ กลุ่มๆ คือเป็น “ขันธ์” ขันธ์นั่น ขันธ์นี่ ขึ้นมา (รวม ๕ ขันธ์)

บางเวลาก็เกิดเป็น “อุปาทานขันธ์” บ้ากันใหญ่ !!
ยึดมั่นเป็น “ตัวกู” ยึดมั่นเป็น “ของกู”
ตามเรื่องของการปรุงแต่งนั้นๆ

นี่คือ “คน”
คือสิ่งที่เรียกว่า “คน”

พุทธทาสภิกขุ
ธรรมบรรยายเรื่อง “ภาวะพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า “คน”
------------------------------

ความจริงที่สุดก็คือว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย

"ยกเว้นพระโลกนาถเจ้าเสีย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่ สัตว์นั้นว่าโดยปัญญาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งพระสารีบุตรพระอัครสาวกที่หนึ่งได้
     มีปัญญามากถึงอย่างนี้ ยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.

      แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ตั้งร้อยโกฏิ ทรงเป็นผู้มีความสุขในบั้นปลาย ถึงความเป็นใหญ่แห่งวัตถุเพียงผลมะขามป้อมครึ่งผลด้วยทั้งเรือนร่างนั้นแล แม้เมื่อท้าวเธอทรงสิ้นบุญแล้ว พระองค์ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ต่อมรณะ ก็ต้องมาถึงซึ่งความโศกเศร้า
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.

     ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลาย เป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐ เช่น ท้าวมหาสมมติ(มหากษัตริย์) เป็นต้น แม้ท่านเหล่านั้นยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย
     จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า"

คัมภีร์วิสุทธิมรรค
------------------------

ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้

     คิดให้เห็นชัดในขณะนั้นว่า เมื่อตายแล้วตนจะมีสภาพอย่างไร ร่างที่เคยเคลื่อนไหวได้ก็จะหยุดนิ่ง อย่าว่าแต่จะลุกขึ้นไปเก็บรวบรวมเงินทองข้าวของที่อุตส่าห์สะสมไว้เพื่อนำไปด้วยเลย จะเขยิบให้พ้นแดดพ้นมดสักนิ้วสักคืบก็ทำไม่ได้...
     สามี ภริยา มารดา บิดา บุตรธิดา ญาติสนิท มิตรสหาย ทั้งหลาย ที่เคยรักห่วงใยกันนักหนา ก็ไม่มีใครมาอยู่ด้วยเลยแม้สักคน อย่าว่าแต่จะเข้าไปนั่งไปนอนในโลงศพด้วยเลย แม้แต่จะนั่งเฝ้าอยู่ข้างโลงทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่มีใครยอม...
     เมื่อความตายมาถึง ไม่มีผู้ใดจะสามารถถนอมรักษาหวงแหนทะนุบำรุงร่างกายของตนไว้ได้ แม้สมบัติพัสถานที่แสวงหาไว้ระหว่างมีชีวิตจนเต็มสติปัญญาความสามารถ ด้วยเล่ห์ด้วยกลก็ตาม เพื่อใช้ทะนุถนอมรักษาเชิดชูบำรุงร่างของตน ก็ติดกับร่างไปไม่ได้เลย เป็นจริงดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า..."ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้"

สมเด็จพระญาณสังวร
------------------------------

 ส.สู้ๆ

วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #57 เมื่อ: 19:17 น. วันที่ 13 มี.ค.62 »

. ส.สู้ๆ

กบแดง วินๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #58 เมื่อ: 05:10 น. วันที่ 14 มี.ค.62 »

. ส.สู้ๆ

วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #59 เมื่อ: 15:03 น. วันที่ 14 มี.ค.62 »
“โพธิสัตว์ : ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา.”

ขยายความ :

ข้อที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “โพธิสัตว์” มีดังนี้ -

๑ “โพธิสัตว์” คือมนุษย์ผู้ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ตั้งใจทำความดีอย่างอื่นๆ เช่นตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์ทั่วไปให้เพื่อนร่วมโลก แม้จะบำเพ็ญมากมายเพียงไร ก็ไม่ใช่ “โพธิสัตว์”

๒ การเป็น “โพธิสัตว์” นั้น สำเร็จได้ด้วยการตั้งความปรารถนา และการตั้งความปรารถนานั้นจะสำเร็จได้ผู้ตั้งจะต้องประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัติ 8 ประการ ดังนี้ -

(1) ขณะที่ตั้งความปรารถนาต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น (มนุสฺสตฺตํ) เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือเป็นเทวดามารพรหมตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(2) แม้เป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นเพศชายเท่านั้น (ลิงฺคสมฺปตฺติ) เพศหญิงตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(3) ต้องสามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ในชาติที่ตั้งความปรารถนานั่นเอง (เหตุ) คือผู้นั้นจะปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ไปเลยก็สามารถทำได้ แต่ยังไม่ประสงค์เช่นนั้น ผู้ที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ยังไม่ใกล้ต่อการบรรลุมรรคผลใดๆ ก็ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(4) ได้พบพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่และได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ดังปรารถนา (สตฺถารทสฺสนํ) กาลปัจจุบันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว เป็นอันหมดโอกาสที่ใครจะตั้งความปรารถนาได้อีกแล้ว เว้นแต่จะรอไปตั้งความปรารถนากับพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป

(5) ในขณะที่ตั้งความปรารถนาต้องอยู่ในเพศภิกษุ สามเณร หรือนักบวชที่เป็นสัมมาทิฐิ (ปพฺพชฺชา) คนที่ยังเป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(6) สำเร็จฌานสมาบัติและอภิญญามาแล้ว (คุณสมฺปตฺติ) นี่คือต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและได้บรรลุธรรมอย่างต่ำก็ฌานสมาบัติขั้นโลกิยะ ผู้ไม่เคยปฏิบัติ หรือเคยปฏิบัติแต่ยังไม่ได้บรรลุอะไรเลย ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(7) ต้องประกอบกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นสละชีวิต (อธิกาโร) คือต้องเป็นผู้บำเพ็ญคุณความดีกรณียกิจอย่างยิ่งยวดถึงขนาดยอมตายเพื่อให้งานสำเร็จ คนกลัวตาย กลัวลำบาก ไม่กล้าเสียสละ ตั้งความปรารถนาไม่สำเร็จ

(8) ปรารถนาพุทธภูมิ คือตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเป็นพระพุทธเจ้า (ฉนฺทตา) คือตัดสินใจแล้วไม่ถอยกลับ ไม่คืนคำ ไม่ลังเล และไม่มีวันเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด

ถ้าทำได้ครบทั้ง 8 ข้อ ผู้นั้นก็จะมีสถานะเป็น “โพธิสัตว์” มีอันที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน มีคำเรียกเฉพาะลงไปว่า “นิยตโพธิสัตว์” คือเป็นพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง

ถ้าขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะตั้งใจจะเป็น “โพธิสัตว์” สักเพียงไร  ความเป็น “โพธิสัตว์” ก็ไม่สำเร็จ นอกจากเรียกตัวเองหรือเรียกกันไปเองว่าท่านผู้นั้นผู้โน้นเป็น “โพธิสัตว์” แต่จริงๆ แล้วหาใช่ไม่

ดูก่อนภราดา!
: พระโพธิสัตว์ บริหารตนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
: แต่นักการเมือง บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของตน ... ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]