gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 31983 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

พระพิฆ(หมูแดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #90 เมื่อ: 16:47 น. วันที่ 13 เม.ย.62 »
เมื่อไหร่ที่พระศรีอารย์จะลงมาตรัสรู้

#พระมาลัยพบพระศรีอารย์(ขณะนี้ทรงเป็นเทวดาอยู่ชั้นดุสิต)

"แล้วพระองค์จะลงไปตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไรเล่า มหาบพิตร?"

"อีกไม่นานหรอก พระคุณเจ้า เมื่อครบถ้วน5,000ปี สิ้นศาสนาของพระพุทธโคดมแล้ว ตอนนั้น พวกสัตว์ทั้งหลายจะมืดมัว ไม่รู้จักทำบุญกุศลจริต มีแต่จะกระทำกรรมอันบาปหนา หยาบช้า ไม่รู้จักละอายต่อบาป แม่กับลูกจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยา พี่สาวกับน้องชาย พี่ชายกับน้องสาว ทั้งพี่ป้าน้าอา ลุงหลาน จะสมสู่อยู่กินกันเป็นสามีภรรยากัน ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะหนาขึ้นมาก อายุของสัตว์ก็จะน้อยลง ตราบจนเหลือ 10 ปี. เด็กเกิดได้ 5 ปี ก็จะแต่งงานกันแล้ว และตอนนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเข้า ก็จะเข้าใจว่าเป็นเนื้อปลา จับอะไรได้เป็นต้นว่าท่อนไม้ผุ ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธหอกดาบไป แล้วจะไล่ทิ่มแทงกันล้มตายเป็นอันมาก พ้นที่จะประมาณได้ ฝ่ายพวกคนที่มีสติปัญญานั้น รู้ว่าถึงวันนั้นคืนนั้น จะเกิดมิคสัญญี ฆ่าปันกันและวุ่นวายหนักหนา คนที่ดีมีวิชา ก็จะไปซ่อนเร้นอยู่ตามซอยห้วยซอกเขา

#ครั้นมนุษย์พวกบ้าดีเดือดทั้งหลาย
ฆ่าฟันกันตายหมดแล้ว คนพวกนั้น
ก็จะพากันออกจากที่ซ่อน ครั้นมาพบปะกันเข้า ก็จะพากันสวมกอดซึ่งกันและกัน ต่างหันหน้าเข้าปรึกษากันว่า ความฉิบหายที่เกิดแก่พวกเราในครั้งนี้ ก็เพราะผู้คนประมาท ก่อแต่บาปกรรมอันหยาบช้า แต่นี้ไปเบื้องหน้า เราจงอุตส่าห์กระทำความดี เว้นเสียจากฆ่าสัตว์ ประหัตประหารกันและกัน ลักขโมยของกัน ผิดผัวผิดเมียกัน พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัย งดเว้นเสียจากการพูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากความโลภ ความโกรธ ความเห็นผิด จากทำนองคลองธรรม เมื่อคนมีสติปัญญาปรึกษากันดังนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกุศล มีให้ทานรักษาศีลเป็นต้น คนพวกนั้น ครั้นมีลูก ลูกมีอายุได้ 3 ปี ต่อมามีหลาน ก็จะมีอายุมากขึ้นไป 5 ปี และเจริญขึ้นโดยลำดับ ตราบเท่าอายุของมนุษย์ เจริญขึ้นได้อสงไขยหนึ่งแล้ว

ความแก่และความตาย ก็มิได้บังเกิดมี คราวนั้น #คนทั้งหลายก็กลับประมาทอีก เมื่อเกิดความประมาทขึ้น อายุของพวกเขา ก็เสื่อมถอยลงมา เหลือเพียงแปดหมื่นปี ตอนนั้น ฝนจะตกทุกๆ 15 วัน และส่วนมาก มักจะตกตอนใกล้รุ่ง ทำให้มนุษย์มีความชุ่มชื่นเจริญใน และพื้นดินอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำคลองมีกระแสน้ำไหลขึ้นข้างหนึ่ง ไหลลงข้างหนึ่ง เต็มเปี่ยมเพียบฝั่งไม่พร่อง ไม่ล้น อยู่อย่างนั้นเสมอ ดอกไม้ต่างชนิด ผลิดอกบานสะพรั่งตลอดกาล บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ๆ กัน พอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ด้วยน้ำ และข้าวปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักทะเลาะวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้าที่จะนุ่งห่ม ก็ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการ จะตั้งอยู่สุจริตธรรม ไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎรให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ ก็จะไม่มีกริ้วโกรธ ถือลงโทษพระราชอาญา มีพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชน

#พวกสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลาย เช่น กากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับไม้สาค้อ ก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกัน เลิกเป็นคู่เวรคู่กรรมกันต่อไป เครื่องใช้ไม้สอย มีสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินก็จะราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม คนทั้งหลายมีรูปร่างสวยงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้ คนบ้า หูหนวก ตาบอด ง่อย เปลี้ย เสียขา เลย ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นกันเข้าก็มีไมตรีรักใคร่กัน ในครั้นนั้น ชายจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียว ไม่มีการล่วงประเวณีกัน และคนในยุคนั้น จะมีความผาสุกสมบูรณ์มาก ไม่ต้องทำมาหากิน ใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ไพเราะยิ่งหนักหนา ทุกคนล้วนมีสมบัติเหมือนกันหมด ไม่มีคนกำพร้าอนาถา ไม่มีคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ จะได้วิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้น ไม่มีเลย และยุคนั้น พืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียว ถ้าตกลงพื้นดิน แล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำปล้อง หน่อ และเป็นกอใหญ่ๆ ออกไปได้ร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดที่เป็นดังนี้ ก็เพราะข้าพเจ้า ได้สั่งสมบารมีไว้มาก

#ในศาสนาของข้าพเจ้า ไม่มีคนบ้าใบ้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยพูดเท็จล่อลวงคนอื่น
-ไม่มีคนตาบอด เพราะข้าพเจ้ามองสมณะผู้มีศีลและยาจกทั้งหลาย ด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่สงสาร
-ไม่มีคนง่อยเปลี้ย เพราะในเวลาทำบุญให้ทาน ข้าพเจ้าจะยืดตัวตรงเสมอ
-ไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะข้าพเจ้าเคยถวายยาเป็นทาน
-ไม่มีมารผจญ เพราะข้าพเจ้า ไม่เคยทำให้สัตว์ตกใจ
-ในศาสนาของข้าพเจ้าจะมีแต่คนรูปร่างงดงาม เพราะข้าพเจ้าให้สิ่งของที่รัก เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ และยาจกวณิพกเสมอ
-คนในศาสนาของข้าพเจ้า ได้ไปสวรรค์ทุกคน เพราะข้าพเจ้าเคยให้ช้างม้า ราชรถ ยวดยานพาหนะเป็นทาน
-ในศาสนาของข้าพเจ้า แผ่นดินราบเรียบเสมอ เพราะข้าพเจ้าแผ่เมตตาจิต ไปยังสัตว์ทั้งหลายเสมอ
-คนในศาสนาของข้าพเจ้ามั่นคงสมบูรณ์ด้วยความสุข เพราะข้าพเจ้าให้ทานแก่ขอทาน ด้วยทรัพย์สิ่งของเงินทอง ตามที่เขาปรารถนาโดยทั่วถึง

ข้าแต่พระคุณเจ้า #ข้าพเจ้าบำเพ็ญบารมีมาช้านนาน
ถึง 16 อสงไขยแสนกัปป์ บารมี 30 ทัศ นั้น ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาอย่างพร้อมมูลแล้ว ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย โดยจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาลบริบูรณ์ด้วยสมบัติ

พระบิดานั้น ทรงพระนามว่า สุพรหมพราหมณ์ เป็นปุโรหิต ของ พระเจ้าสังขจักรพัตราธิราช
พระชนนี นามว่า นางพราหมณ์วดีพราหมณี
อัครสาวกเบื้องขวา นามว่า พระอโสกเถระ
อัครสาวกเบื้องซ้าย นามว่า พระสุพรหมเถระ
อัครสาวิกาเบื้องขวา นามว่า ปทุมาเถรี
อัครสาวิกาเบื้องซ้าย นามว่า สุมนาเถรี
อุบาสกพุทธอุปัฎฐาก 2 คน นามว่า สุทัตตคหบดี และ สังฆหบดี
อุบาสิกาพุทธอุปัฏฐาก 2 คน นามว่า ยสปวดี และ สังฆอุบาสิกา

ไม้ที่ตรัสรู้ คือ ไม้กากะทิง ขนาดลำต้น จากพื้นไปถึงคาคบ 120 ศอก จากคาคบ ขึ้นไปถึงยอด 120 ศอก มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ยาวได้กิ่งละ 120 ศอก รวม 480 ศอก มีดอกเท่ากงจักรถ แต่ละดอกนั้น มีเกสรได้ทะนานหนึ่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปไกลถึง 500 โยชน์
#ตอนที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะมี พระกายสูงได้ 88 ศอก จากพื้นพระบาท ถึง พระชานุ 22 ศอก จากพระชานุ ถึง พระนาภี 22 ศอก จากพระนาภี ถึง รากขวัญ 22 ศอก จากพระรากขวัญ ถึง พระอุณหิส 22 ศอก พระชนมายุได้ 8 หมื่นปี...  ส.หลก

วินกบหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #91 เมื่อ: 15:03 น. วันที่ 14 เม.ย.62 »
ว่าด้วยเรื่อง .. เวลา ๐
.
เวลาได้มา คือ เวลาแห่งความไม่ประมาท
เวลาเสียไป คือ เวลาแห่งการเรียนรู้สัจจะ

เวลาถูกชม คือ เวลาแห่งการฆ่าความหลงตนเอง
เวลาถูกด่า คือ เวลาแห่งการมองมุมต่าง

เวลาสำเร็จ คือ เวลาแห่งความปล่อยวาง
เวลาล้มเหลว คือ เวลาแห่งการลุกขึ้นสู้

เวลาร่ำรวย คือ เวลาแห่งการเสียสละ
เวลายากจน คือ เวลาแห่งการฝึกปรือความเพียร

เวลาอยากได้ คือ เวลาแห่งการเห็นกิเลส
เวลาเบื่อหน่าย คือ เวลาแห่งการเห็นความจริง

เวลาอยู่ท่ามกลางผู้คน คือ เวลาแห่งการรับฟัง
เวลาอยู่ลำพัง คือ เวลาแห่งการวิเคราะห์ตนเอง

เวลารื่นเริง คือ เวลาแห่งการสำรวม
เวลาเงียบงัน คือ เวลาแห่งความเบิกบานยินดี

เวลาได้ยศ คือ เวลาแห่งการวางตนให้ต่ำ
เวลาเสื่อมยศ คือ เวลาแห่งการยกใจให้สูง

เวลาสุข คือ เวลาแห่งการเพ่งสังเกต
เวลาทุกข์ คือ เวลาแห่งการบ่มเพาะปัญญา

เวลาทำงาน คือ เวลาแห่งการขัดเกลากิเลส
เวลาพักผ่อน คือ เวลาแห่งการทำความสงบ

เวลามีชีวิต คือ เวลาแห่งการเตรียมตัวตาย
เวลาตาย คือ เวลาแห่งการมีชีวิตใหม่

เวลามีเวลา คือ เวลาที่ต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
เวลาหมดเวลา คือ เวลาที่ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป... ส.สู้ๆ

กบนุ้ยแดง​ บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #92 เมื่อ: 05:48 น. วันที่ 15 เม.ย.62 »
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมะกับอธรรมนั้น ให้ผลไม่เสมอกัน ธรรมะให้ผลเป็นความสุขความเจริญ อธรรมนั้นให้ผลเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อน แต่บุคคลที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่เข้าใจถึงผลแตกต่างของสองสิ่งนี้ ก็มัวเมาอยู่ในความสุข ประเภทที่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม เช่น ความสุขด้วยความเพลิดเพลิน ด้วยการดื่มการกินการเล่น การเฮฮาสนุกสนานด้วยประการต่างๆ เขาเข้าใจว่า นั่นเป็นยอดของชีวิต เป็นความสุขที่เขาปรารถนา

คนประเภทนั้นเป็นคนที่หลงผิด ชีวิตก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าของตนไป น่าสงสารน่าเห็นใจบุคคลประเภทอย่างนี้ เป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะต้องช่วยกัน เพื่อจูงคนเหล่านั้น ให้พบกับสิ่งที่เป็นความหมายอันแท้จริงของชีวิต ถ้าเราจะสามารถไปจูงเขาเหล่านั้น ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดในทางที่ถูกที่ชอบ ให้ดำเนินชีวิตในชีวิตใน ทางที่ตรงตามคำสอนในทางพระศาสนา การกระทำของเรานั้น เรียกว่าเป็นมหากุศล เป็นกิจที่ควรแก่การสรรเสริญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำกันบ่อยๆ

เรื่องการชักจูงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้เข้าทางธรรมะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกัน เรามีเพื่อนมีมิตร ถ้าเรารักเขาเราก็ต้องชักจูงเขา เข้าสู่แนวแห่งธรรมะ ถ้าเราไม่ชักจูงเพื่อนฝูงมิตรสหายเข้าสูธรรมะ ความเป็นเพื่อน มันก็ไม่มีราคาอะไร ความเป็นเพื่อนเป็นมิตรนั้น จะมีค่าตรงที่คอยแนะนำ ชักจูงเข้าหาทางดีทางชอบ เพื่อนคนใด มาแนะนำชักจูงเราให้เดินไปในทางหายนะ นั่นมิใช่เพื่อนแท้ของเรา เป็นพญามารที่ปลอมเข้ามาในสภาพของเพื่อน มาเพื่อจะทำลายเรา ให้เสียหายตกต่ำ เราควรจะหลีกจากคนเช่นนั้นให้ห่างไกล ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอันขาด แต่ว่าเพื่อคนใด ที่คอยชี้คอยแนะ คอยบอกทางถูกทางชอบให้แก่เรา เป็นคนที่เรียกว่า คอยเตือนอยู่ตลอดเวลา เราควรดีใจ ที่ได้พบเพื่อนเช่นนั้น เพราะเพื่อนเช่นนั้นเป็นเพื่อนแท้ของเรา เป็นเพื่อนที่คอยให้สติให้ปัญญาแก่เรา เราควรจะคบเพื่อนคนนั้นไว้ให้ยืดยาวต่อไป การคบคนเช่นนั้นเป็นประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยเป็นอันขาด...  ส.สู้ๆ



วินกบหมู(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #93 เมื่อ: 07:55 น. วันที่ 17 เม.ย.62 »
เหตุแห่ง..การวิวาท บาดหมาง แย่งชิง
มาจาก"ความอยาก" ที่ไม่รู้จัก"พอ"

"สิ่งที่ชาวโลกต้องการเอามาให้เต็มมีอยู่ ๒ อย่าง คือ "ลาภ"กับ"เกียรติ" ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่เสมอว่า สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ "ตัวเรา"(เกียรติ) กับ "ของเรา"(ลาภ)
     
ในทางจิตวิทยา ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น"บิดาแห่งจิตวิทยา" ได้แก่ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ได้บัญญัติต้นเหตุแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ว่ามาจาก"กามารมณ์" อันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า"ของเรา" แต่ แอดเลอร์ ผู้เป็นศิษย์ของฟรอยด์แย้งว่า มาจาก"ความต้องการเป็นคนสำคัญ" อันนี้ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า"ตัวเรา" อาจารย์กับศิษย์มองเห็นคนละด้าน (ความจริงถูกทั้งสองคนแต่ถูกคนละด้าน) เมื่อเอามารวมกันแล้ว ก็เป็นความสมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งบัญญัติ"ความยึดถือ"อันเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมทั้งมวลของมนุษย์ลงในสิ่ง ๒ สิ่ง คือ "ตัวเรา"(อัตตา) กับ "ของเรา"(อัตนียา)
     
เมื่อเกิดความต้องการขึ้น เพื่อแสวงหาให้ได้มาในสิ่ง ๒ ประการ คือ "ลาภ"(ของเรา) กับ "เกียรติ"(ตัวเรา) ชาวโลกผู้ไม่รู้ย่อมไปแสวงหาด้วยการเอาตามอำนาจของ"ความอยาก"(ตัณหา)
     
เมื่อถูกผลักดันไปด้วยความอยาก จะทำให้เกิดความ"ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ" ได้ก็เหมือนไม่ได้ เพราะได้แล้วไม่เอา จะไปเอาสิ่งที่ยังไม่ได้อยู่ร่ำไป ทำให้เหน็ดเหนื่อยกระหืดกระหอบอยู่ตลอดเวลา

เมื่อตนเองไม่พอก็เป็นเหตุให้มีการแย่งชิงกับผู้อื่น ซึ่งมีความไม่พอเหมือนกัน ทำให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ถึงกับมีการฆ่าแกงกันในที่สุด จนกลายเป็นสงครามมหาสงคราม

ทั้งหมดนี้มาจาก"ความอยาก" ที่ไม่รู้จัก"พอ" ตัวเดียว."

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง "สุญญตาธรรม" ... ส.สู้ๆ

กบแดง กิงนภัทร์

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #94 เมื่อ: 16:25 น. วันที่ 19 เม.ย.62 »
ถ้าใครต่อสู้.....
ต้านทานกับความอยากได้
หรือว่า หักห้ามใจได้ดี "อดทน" สู้กับตัณหาได้
จิตจะมีกำลังเร็ว เนี่ยมันมีผลนะ
หรือใครที่พยายามจะ "มีวินัย" ในตัวเอง
....ก็ทำให้จิตมีกำลัง....
ถ้าขาดวินัยในตัวเอง หละหลวมเนี่ย
จิตไม่ค่อยมีกำลังหรอก
เพราะว่า มันแพ้ ต่อ อำนาจของตัณหา
ตัณหา มันก็ปรุงแต่งจิตได้มาก
ทำให้จิตเราไหลไปกับตัณหาอยู่เรื่อย
แต่ถ้าเราทน เราต้านทาน เราฝืนมัน
กำลังของตัณหาก็จะเบาลงๆ
กำลังของจิตเราก็จะเข้มแข็งขึ้น
อยู่เหนือมันได้... ส.สู้ๆ


กบแดง​ สังข์ทอง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #95 เมื่อ: 18:32 น. วันที่ 19 เม.ย.62 »

. ส.หลก

คางคกแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #96 เมื่อ: 16:39 น. วันที่ 20 เม.ย.62 »
อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์ของผู้เป็นอริยะ มี 7 ประการ ได้แก่
 

1. ศรัทธา ความเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ

2. ศีล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย

3. หิริ ความละอายแก่ใจที่จะทำชั่ว

4. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว

5. พาหุสัจจะ ความเป็นคนคงแก่เรียน

6. จาคะ ความเสียสละ แบ่งปัน

7. ปัญญา ความฉลาดรู้บาปบุญคุณโทษ

 

อริยทรัพย์ จัดเป็นทรัพย์ภายใน ไม่ใช่ทรัพย์ภายนอกเหมือน ทรัพย์สินเงินทอง แต่ดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะเป็นทรัพย์ติดตัวไม่มีใครลักขโมยเอา ไปได้ ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องสร้างเครื่องป้องกัน และ ติดตามไปได้ทุกหนทุกแห่งโดยไม่ต้องแบกหามไป ที่สำคัญคือสามารถนำส่งให้ถึงสุคติได้ เป็นเหตุให้บรรลุนิพพานได้...  ส.สู้ๆ

วินกบ​ ศรแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #97 เมื่อ: 06:02 น. วันที่ 21 เม.ย.62 »
เหตุที่พุทธสูญสิ้น ที่อินเดีย"
โดย...(ป. อ. ปยุตฺโต)

๑.ใจกว้างจนลืมหลัก เสียหลักจนถูกกลืน
ชาวพุทธใจกว้าง แต่ศาสนาอื่นเขาไม่ใจกว้างด้วย บางทีก็กว้างเลยเถิดไป จนลืมหลัก ไม่มีหลัก ไม่ยืนหลักของตัวไว้ เลยกลายเป็นกลมกลืนกับเขา จนศาสนาของตัวเองหายไปเลย เป็นเหตุสำคัญให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป (คำสอนฮินดูปลอมปน+มุสลิมปราบฆ่าเผาวัดตำรา-บังคับเปลี่ยนศาสนา)

๒.จุดที่เสื่อม คือ ชาวพุทธลืมหลักกรรม
ไม่เอาการกระทำของตัวเองเป็นหลัก ไปหวังพึ่งเทพเจ้า-ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์ ไม่กระทำด้วยตนเอง ก็งอมืองอเท้า มันก็มีแต่ความเสื่อมไป

๓.เฉยมิใช่ไร้กิเลส แต่เป็นเหตุให้พระศาสนาสิ้น
ภัยกระทบกระเทือนส่วนรวม ชาวพุทธไม่น้อยที่วางเฉย ไม่เอาเรื่อง แล้วเห็นลักษณะนี้เป็นดีไปว่าไม่มีกิเลส ในทางตรงข้าม ถ้าไปยุ่งก็ว่ามีกิเลส อันนี้ อาจจะพลาดจากคติพุทธศาสนาไปเสียแล้ว และจะกลายเป็นเหยื่อเขา คติที่ถูกต้องนั้น สอดคล้องกับหลักความจริงที่ว่า “พระอรหันต์ หรือ ท่านผู้หมดกิเลสนั้น เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว หมดกิจที่จะต้องทำเพื่อตนเองแล้ว จึงมุ่งแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ขวนขวายในกิจของส่วนรวมอย่างเต็มที่”

๔. การฝากศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว (ฆราวาสทอดธุระ)
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน" เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาทรัพย์สมบัติของเรากลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย...  ส.หลก

บุญทิ้ง​ สังข์ทอง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #98 เมื่อ: 20:22 น. วันที่ 21 เม.ย.62 »
หลายคนถามว่า "เหตุที่ไม่สะสมทรัพย์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร" ได้ตอบให้ทราบว่ามีมาตั้งแต่วันที่อุปสมบท (บวช) วันแรก  เมื่อออกจากโบสถ์  แล้วพักเหนื่อยประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษๆ

   หลวงพ่อท่านเรียกเข้าไปหาท่าน  ท่านแนะนำว่า  เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก  อย่าเผลอปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิต

ขออธิบายโดยย่อว่า...
ท่านแนะนำว่า  อย่าสะสมเงินไว้ให้มากเมื่อมีคนถวายมาให้แบ่งส่วนดังนี้
 
๑.ส่วนที่หนึ่ง  ร่วมสังฆทาน  คือเอาเข้าโรงครัว
๒. ส่วนที่สอง  เอาไปเข้าร่วมวิหารทาน คือร่วมการก่อสร้าง
๓. ส่วนที่สาม  เอาไว้ใช้ส่วนตัวเมื่อมีความจำเป็น
๔. ในจำนวนเงินที่เอาไว้ใช้ส่วนตัวนั้น  จงอย่าให้มีเกินพันบาท  ถ้าเกินพันบาทให้ทำบุญเสีย
๕. เงินในปีนี้  จงอย่าให้เหลือถึงปีหน้า
ถ้าเหลือให้คิดว่าปีหน้าเราจะทำอะไรที่มีการใช้จ่ายเกินจำนวนเงินทีเหลือ  และเมื่อถึงปีหน้าจริงๆให้ทำตามที่ตั้งใจไว้

#อารมณ์คิดเมื่อรับเงิน
   เมื่อรับเงินท่านแนะนำว่า  ให้คิดว่าถ้าเราไม่เป็นพระ  ไม่มีใครให้เงินใช้ฟรีๆอย่างนี้  เพราะเราบวชเป็นพระจึงมีคนถวายเงิน  จงอย่าเมาเงินที่ญาติโยมถวายมา  จงใช้อย่างพระ  มีอย่างพระ อย่ามีมากกว่าที่กำหนดให้

   คำแนะนำของท่านมากกว่านี้แต่เห็นว่าจะเฟ้อมากเกินไป  จึงนำมากล่าวเพียงย่อๆเมื่อฟังแล้วก็รับปฏิบัติ  ความจริงทำแบบที่หลวงพ่อปานสอนมาเป็นปกติ  ชินต่อการปฏิบัติเช่นนี้จึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยะก็ละการสะสมได้...  ส.สู้ๆ


บุญจริง​ สุวัณโณ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #99 เมื่อ: 21:20 น. วันที่ 23 เม.ย.62 »
คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานยิ่งใหญ่ ที่เป็นคุณประโยชน์ แท้จริงได้อย่างสำเร็จ พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่​ 9​...  ส.หลก

กบแดง​ หนูสังข์

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #100 เมื่อ: 08:10 น. วันที่ 26 เม.ย.62 »
#พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าในหลวงรัชกาล ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี
#ปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเที่ยงธรรม
"..รู้จักตัวเอง รู้จักความถูกต้อง รู้จักศีลธรรม หรือความเมตตาธรรม เพราะปัญหามีตลอด หน้าที่ของท่านคือทำงาน และต้องแก้ปัญหา เพื่อให้บ้านเมืองและส่วนรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสิริมงคลก็จะเกิดขึ้นแก่ตัวเอง และส่วนรวม..."

#ความคัดตอนใน
พระราชดำรัส "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร "
พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด นำอัยการประจำกอง จำนวน ๑๔๘ คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่  ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑

กบแดงVSวินแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #101 เมื่อ: 08:14 น. วันที่ 27 เม.ย.62 »

. ส.หลก

เคโระ​ แดงแจ้ง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #102 เมื่อ: 19:52 น. วันที่ 30 เม.ย.62 »

. ส.หลก

วินกบแดง​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #103 เมื่อ: 07:41 น. วันที่ 01 พ.ค.62 »
กบฟุ้งซ่าน ข้างกำแพงวัด (นิทานสอนใจ)

กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้น ไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมด ให้หมาวัดไปกิน แล้วเด็กวัดทุกคน ก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายกว่า

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จ ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็นแมลงเพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น พอดี หันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน

คิดได้ว่า เอ้อ!! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย

จงเชื่อมั่นในตัวเอง...  ส.หลก

วินกบแดง​ บุญจริงๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #104 เมื่อ: 18:38 น. วันที่ 02 พ.ค.62 »
สมมุติ...
นายวิน เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายกบ ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายกบ นายวิน นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้...  ส.หลก

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]