gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 31431 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

วินกบแดง​ จิตเภท

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #105 เมื่อ: 11:47 น. วันที่ 03 พ.ค.62 »
" ขัดกาย ทำความสะอาดกาย ต้องทำทุกวัน มันเคลอะได้ทุกวัน ขัดๆเคลอะๆจนตายนั่นล่ะ ไม่มีวันจะสะอาดถาวรได้ ไอ้ซากเนื้อปฏิกูลนี้ ...

แต่  ขัดจิตนี่ ทำความสะอาดจิตนี่ ทำมันทุกๆวัน มันใสขึ้นทุกๆวัน มันใสแล้วใสเลย มันไม่กลับมาเคลอะได้ง่ายเหมือนกาย หากหมั่นทำทุกๆวัน ทำให้เหมือนกับการขัดกาย ที่มันรักกายรักสวยรักงาม ขัดกายถูกาย ...

กายมันอาบน้ำได้ทุกวัน จิตก็อาบน้ำได้ทุกวันเช่นกัน #ศีล #สติ #สมาธิ #นี่ล่ะเครื่องชำระจิต ทำความสะอาดวันต่อวัน เดี๋ยวมันก็พัฒนา ...

วันต่อวัน เปน ชั่วโมงต่อชั่วโมง นาทีต่อนาที วินาทีต่อวินาที วิถีจิตต่อวิถีจิต ...

มันทรงรักษาความหมดจดสะอาดไว้ตลอด จิตมันไม่เคลอะ ไม่เลอะเทอะไปกับโลก ไม่คลุกฝุ่นไปกับกายใจ กับการปรุงแต่งใด ...

มันก็ว่างเปล่า ใสสะอาดตลอดเวลา มันจะได้เห็นการแยกตัว ของกายใจที่มันเที่ยวหาความสรกปรกใส่ตัวมัน กับจิตที่มันใสสะอาด ไม่เก็บไม่กักขยะอะไรไว้ให้มัวหมอง มันแยกกันชัดเจนเช่นน้ำที่กลิ้งในใบบัว ...

แยกดู รู้เช่นนี้บ่อยๆ ปัญญามันก็จะเจริญ ...

ขัดให้สิ่งที่มี หายไปกับความไม่มีไปเลย  ...

#ขัดจนจิตไม่เปนจิตให้มันหมดค่าความเปนจิตไปเลย

#ขัดให้มันใสหมดจดเพื่อเปนพานทองรองรับธรรมอันหมดจดนั่นแล ... "

... ห ล ว ง ก​ บ​ ก ร ะ โ ด ด ก ร ร ม แ พ ง ... ส.หลก

วินกบ​ แกงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #106 เมื่อ: 12:49 น. วันที่ 06 พ.ค.62 »
#คำทำนายหลวงปู่สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว
#ยุคชาววิไล กราบนมัสการองค์หลวงปู่สมเด็จพระพนรัตวัดป่าแก้วด้วยเศียรเกล้า
ลูกมีความสงสัยว่าประเทศชาติบ้านเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคชาววิไลได้อย่างไรเจ้าคะ ?,...
เพราะเห็นการเมืองไทยยังวุ่นวายเหมือนเดิม !!!,...
:
วิสัชนา

เริ่มจากพฤษภาคมนี้,... เป็นต้นไป
จะเริ่มต้นยุคชาววิไล,... รังสรรค์
พระทศธรรมนำไทย,... ให้น้อมนำ
จะครองราชโดยธรรม,... สวัสดี

สิ้นสุดยุคปรองดอง,... ของพระคุณ
ยุคพระเดชจะเกื้อหนุน,... รัศมี
กฏหมายจะศักดิ์สิทธิ์,... ฤทธิ์ทวี
ทั่วโลกสดุดี,... พระจอมไตร

ทหารไทยจะเข้มแข็งด้วย แรงฤทธิ์
คำสั่งจะศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งหาไหน
กฏระเบียบตัดผมสั้น กันทั่วไป
ตั้งแต่นายพลใหญ่,... ถึงทหารเกณฑ์

ใครทำผิดอย่าคิดว่า,... จะหนีรอด
ฟ้าจะผ่าตลอด,... ให้พึงเห็น
มหาชนจะอวยชัย,... ใต้ร่มเย็น
พระทรงชัยจะให้เห็น,... ด้วยฤทธๅฯ

นักการเมืองปลิ้นปล้อน,,.. จะดับสูญ
พวกจาบจ้วงทวงบุญคุณ,... จะหายหน้า
ที่ปากร้ายให้ปลดรูป,... “พระราชา”
จะถึงคราวิบัติซ้ำ,... กรรมตามทัน

สีเสื้อจะสลาย,... หายแบ่งข้าง
ประชาต่างยึดพระองค์,... ดำรงมั่น
แม้สีส้มที่เกิดใหม่,... จะตายกลางครัน
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน,... อีกหลายปี

ประเทศไทยจะกลายเป็นแดน ศิวิไล
ทั่วโลกจะหลั่งไหล,... มาเยือนถึงที่
เป็นอู่ข้าว อู่น้ำ,... ครองปฐพี !!!,...
ในยามที่โลกเข้าสู่,... “ยุคสงคราม”

จบคำทำนาย,... ของหลวงปู่ !!!,...
จงตรองดูด้วยปัญญา,... ที่มาถาม
หมดยุคพ่อพระราม ๙,... เฝ้าห้ามปราม
ยุคพระรามที่ ๑๐ ไซร้,... ท่านไม่รีรอ

ผิดเป็นผิด,... อย่าคิดว่าจะปรานี
จงกลับตัวเป็นคนดี,... กันเถิดหนอ
อย่ารอวันที่-“ฟ้าผ่า”,... น้ำตาคลอ
หลวงปู่จะขอบิณฑบาต,... อาจสายไป
—————————————...  ส.หลก


กบแดง​ แกงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #107 เมื่อ: 06:13 น. วันที่ 07 พ.ค.62 »
9 คำสอน ที่เยียวยาจิตใจได้ดี และมีผู้คนจดจำได้มากที่สุด ของท่านพุทธทาส ภิกขุ

1. ความเข้าใจผิด
เข้าใจผิดว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำบุญต้องได้บุญ
ที่ถูก คือ ทำดีไม่ได้อะไร ได้แค่ละกิเลส ทำบุญ ได้แค่สบายใจ

2. เข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ
ที่ถูก คือ เรามีหน้าที่ดี ใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา

3. เข้าใจผิดว่า ให้อะไรใคร ต้องได้กลับคืน
ที่ถูก คือ การ “ให้” คือ ยินดีเสียสละ ให้แล้วคาดหวัง..ไม่ใช่การให้ อ้างบุญคุณไม่ได้

4. เข้าใจผิดว่า แก่แล้วทำอะไรก็ได้
ที่ถูก คือ แก่แล้วต้องยิ่งสำนึก ทำชั่วไม่ได้ เวลาเหลือน้อย

5. เข้าใจผิดว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของชีวิตในภายหน้า
ที่ถูก ความมั่นคงไม่มีในโลก ตายได้ทุกเมื่อ

6. เข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญที่สุด เราสำคัญที่สุด
ที่ถูก คือ ไม่มีความต้องการนั่นแหละสำคัญที่สุด ไม่มีเราต่างหากสำคัญที่สุด

7. เข้าใจผิดว่า เข้าวัด ใจสงบ
ที่ถูก คือ วัดอยู่ในใจ ใจสงบจบข่าว

8. เข้าใจผิดว่า ความสบายเลือกได้
ที่ถูก คือ เกิดมาก็ทุกข์แล้ว มันเลือกไม่ได้ ไม่มีใครสบายตลอดชาติ

9. เข้าใจผิดว่า สิ่งของ คนของเรา ตัวตนของเรา เราต้องยึดไว้ รักษาไว้
ที่ถูก คือ ไม่มีอะไร หรือใครให้ต้องยึด ต้องรักษา ทุกอย่างไม่ใช่ของเราและที่สุดแล้วก็ไม่มี

ท่านพุทธทาส ภิกขุ
(พระธรรมโกศาจารย์)...  ส.สู้ๆ

กบแดง หวานหนู

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #108 เมื่อ: 17:33 น. วันที่ 07 พ.ค.62 »
กราบสาธุ​ #พระสยามเทวาธิราช​ (องค์​จริง)​เป็นบุญ​ตาที่ได้เห็น
ตำนานพระสยามเทวาธิราช 
พระสยามเทวาธิราช​ เป็นเทวรูป หล่อด้วยทองคำสูง 8 นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ องค์พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า "ที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช" เรือนแก้วเก๋งจีนนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองนี้ เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้อง มุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ มีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้น ๆ ศตวรรษที่ 19 ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ 1 แล้ว ถึงรัชกาลที่ 2 ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ. 2363 โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก 2 ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Crawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. 2365

ถึงรัชกาลที่ 3 อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2368 ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Roberts) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2375 มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. 2381 และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir James Brooke) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัก (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2393 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง 4 ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ 3 ว่า

‘..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...’

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ผนวชเป็นพระภิกษุถึง 27 ปี พอเสวยราชย์ได้ 4 ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้
เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ 1) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด 8 นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้ ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ 4 ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ 7 จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น..

..อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ.."

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นใน เป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย โปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเลียนแบบพระสยามเทวาธิราชแต่แปลงเค้าพระพักตร์ให้เหมือนสมเด็จ พระชนกาธิราช เพื่อทรงสักการะ พระบรมรูปองค์นี้ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติแบบโบราณ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จแทนพระองค์มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราช และมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวาย

เพจ:  ต​ำ​นาน​เล่าขาน​พระ​ผู้ทรง​ฌาน​อภิญญา​ครู​บ​า​อาจารย์​ผู้​เรือง​วิชา​อาคม

หวานหนู หมูแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #109 เมื่อ: 18:40 น. วันที่ 07 พ.ค.62 »

มาสะสมบุญ สร้างบารมีด้วยกันน่ะ..คนดี
ด้วยการปฏิบัติธรรมตลอดทั้งวันทั้งคืน และติดตามฟังธรรมเรื่อง...

“สันโดษ”สุขง่าย
“ไม่สันโดษ”ไม่สุขสักที
“สันโดษ” และ “ไม่สันโดษ” อย่างไร ต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ถูก

“ขอยกเรื่องสันโดษเป็นตัวอย่าง เพราะสันโดษเป็นตัวหนุนการเจริญสมาธิอย่างสำคัญ ที่จริงไม่ใช่หนุนเฉพาะสมาธิเท่านั้น แต่หนุนการปฏิบัติธรรมทุกอย่าง รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจําวัน

สันโดษนี้เราจะปฏิบัติไปทำไม? คนที่สันโดษจะมีลักษณะที่สุขง่ายด้วยวัตถุน้อย มีวัตถุแค่ไหนก็สุขได้หมด

ตรงข้ามกับคนที่ไม่สันโดษ ซึ่งไม่รู้จักมีความสุข เพราะสุขไม่ได้ด้วยวัตถุที่มี หมายความว่า ความสุขอยู่ที่สิ่งที่ยังไม่ได้ คนไม่สันโดษ คือจะสุขด้วยสิ่งที่ยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็ยังไม่สุขสักที เพราะสุขด้วยสิ่งที่ยังไม่ถึง ยังไม่ได้ ส่วนคนที่สันโดษ ก็คือสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย แล้วสุขด้วยสิ่งที่มี อะไรมีแล้ว ก็สุขได้ทั้งนั้น

แต่ความสุขก็ไม่ใช่ผลที่ต้องการของสันโดษ ถ้าใครไปเข้าใจว่า สันโดษเพื่อความสุข หรือสันโดษแล้วจะได้มีความสุข ก็ผิดอีก กลายเป็นสันโดษนอน คือจะเป็นสันโดษแบบสมาธิ ที่ไม่ส่งผลต่อในกระบวนการของไตรสิกขา ที่ทำให้นั่งนิ่งเสวยความสุข

สันโดษก็เหมือนกัน สันโดษแบบที่ว่าสุขง่ายด้วยวัตถุน้อยแล้วจบที่ความสุข ก็นอนสบาย ทีนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร ฉันสุขแล้วพอ ก็หยุด ไม่ส่งผลต่อไปในกระบวนการของไตรสิกขา ใช้ไม่ได้ ไตรสิกขาต้องเดินหน้า

สันโดษจะส่งผลอย่างไรในกระบวนการของไตรสิกขา โยมต้องมีคำตอบว่า มันส่งผลต่อไปอย่างไร

ความสุขเป็นเพียงผลพลอยได้ของสันโดษ มันเป็นผลที่พ่วงมาในตัวเอง พอเราสันโดษ เราก็มีสุข เพราะสันโดษก็คือพอใจและช่วยทำให้จิตสงบ ไม่กระวนกระวาย ไม่เร่าร้อน

ตอนนี้ถ้าใช้เป็น มันก็มากลับเป็นตัวเสริมอีก พอเราสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย ใจเราสบายสงบแล้ว ไม่ทุรนทุราย เราก็พร้อมที่จะเอาใจมาอยู่ในกระบวนการปฏิบัติ

สันโดษที่ส่งผลในกระบวนการปฏิบัติคืออย่างไร ตอนนี้ก็นอกเรื่องไปนิดหนึ่ง คือ ออกจากเรื่องสมาธิมาพูดเรื่องสันโดษ

มาดูคนไม่สันโดษก่อน คนไม่สันโดษจะมีความสุขด้วยวัตถุที่ยังไม่ได้ เขาก็ต้องตะลอนวิ่งหาสิ่งที่ยังไม่มี เมื่อเขาวิ่งหาวัตถุที่ยังไม่มีเพื่อจะมีความสุข เขาก็ไม่สุขสักที

๑. ความสุขจากวัตถุ เขาก็ยังไม่มี

๒. เขาต้องวิ่งพล่านหาความสุข

ก. ใช้เวลาหมดไปกับการที่จะหาวัตถุมาเสพ

ข. ใช้แรงงานหมดเปลืองไปกับการหาสิ่งเสพ

ค. ครุ่นคิดอยู่แค่ว่าจะหาอะไรมาเสพ พรุ่งนี้จะไปเสพอะไรที่ไหน จะบริโภคอะไรให้มีความสุข

เป็นอันว่า สำหรับคนที่ไม่สันโดษ เขาจะใช้เวลา ใช้แรงงาน และใช้ความคิดหมดเปลืองไปกับการพยายามหาวัตถุมาเสพ แล้วเวลา แรงงาน และความคิด ก็ไม่พอที่จะหาสิ่งเสพมาบำรุงความสุข

เมื่อเวลาไม่พอ ก็เบียดบังเวลาทำการทำงานทำหน้าที่ของตัว เพื่อเอาเวลานั้นไปหาสิ่งเสพบำรุงสุข

การจะได้สิ่งเสพ ก็ต้องใช้เงินทอง เงินทองไม่พอ ก็จะต้องไปเบียดบังทำทุจริตเพื่อเอาเงินไปหาซื้อสิ่งเสพ

ยิ่งกว่านั้น ที่สำคัญคือ เวลาทำงานใจก็ไม่อยู่กับงาน ใจก็คิดแต่จะไปหาสิ่งเสพ เพราะยังไม่ได้ความสุขที่ต้องการ ก็ทำงานด้วยความฝืนใจ ทุกข์ทรมานใจในการทำงาน และไม่มีสมาธิ

ตกลงว่า ความสุขจากวัตถุ ก็ยังไม่ได้ แล้วเวลาทำงาน ก็ทำด้วยความทุกข์ทรมานใจ เวลา แรงงานและความคิดก็หมดเปลืองไปกับการพยายามหาสิ่งเสพ แล้วยังล่อให้ทำทุจริตอีกด้วย หมดเลย คนไม่สันโดษมีแต่เสีย

คนสันโดษเป็นอย่างไร? คนสันโดษสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย มีอะไร แกก็สุขได้ทันที ความสุขจากวัตถุก็ได้แล้ว ที่สำคัญก็คือ แกไม่ต้องเอาเวลา แรงงานและความคิดไปใช้ในการพยายามวิ่งแร่หาความสุขจากการเสพ เวลาแรงงานและความคิดจึงมีอยู่เหลือเฟือ

เมื่อเวลา แรงงาน และความคิดที่ออมไว้ได้ มีอยู่มากมาย ก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาทุ่มเทให้กับการทำสิ่งที่ดีงาม ที่ทางพระท่านเรียกว่ากุศลธรรม

ถ้าเป็นชาวบ้านญาติโยม ก็เอามาใช้ทำงานทำการ ทำหน้าที่ ทำประโยชน์

ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาใช้ในการเล่าเรียนศึกษาปฏิบัติค้นคว้าสั่งสอนเผยแผ่ธรรม

ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่ธรรมได้เต็มที่

รวมแล้ว เราก็บำเพ็ญกิจหน้าที่ของเราได้เต็มที่ แล้วยังมีความสุขจากการทำงานหรือการปฏิบัติหน้าที่นั้นอีก เพราะเรารักงาน ชอบงาน มีความพอใจในกุศลธรรม ในการทำสิ่งที่ดีงาม เราทำงานปฏิบัติหน้าที่ไป เราก็มีความสุข

สุขจากวัตถุเสพ เราก็ได้ สุขจากการทำงานทำการ เราก็ได้ แล้วเรายังมีเวลาแรงงานและความคิดเหลือเฟือที่จะมาทำงาน ทำสิ่งที่ดีงามสร้างสรรค์อีก ดีทุกอย่าง

จุดที่ต้องย้ำก็คือ สันโดษจะพลาดตอนที่ไม่มีจุดหมาย กลายเป็นสันโดษด้วนลอย มันด้วนและลอยตอนที่ว่า สันโดษแล้วจะได้ความสุข ก็เลยนอนสบาย ถ้าอย่างนั้นก็เป็นสันโดษขี้เกียจ ใช้ไม่ได้

สันโดษที่ว่าส่งผลในกระบวนการไตรสิกขา โยมจะเห็นว่า พอเราสันโดษถูกต้อง ก็จะส่งผลทำให้เรายิ่งพร้อมที่จะบำเพ็ญกุศลธรรม เพราะเรามีเวลาแรงงานและความคิดเหลือเฟือ เราก็เอาเวลาแรงงานและความคิดนั้นมาทุ่มเทให้กับการทำกิจหน้าที่ ทำความดีงามสร้างสรรค์ บำเพ็ญกุศลธรรม ก้าวหน้าไปในไตรสิกขา

นี่แหละสันโดษที่ถูกต้อง ส่งผลต่อไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสสันโดษที่ไหน พระองค์จะไม่ตรัสไว้ด้วนๆ พระองค์จะตรัสต่อ เช่นในหลักธรรมชุดหนึ่งเรียกว่า อริยวงศ์ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่า (ที.ปา.๑๑/๒๓๗/๒๓๖)

๑. ภิกษุสันโดษในจีวร

๒. ภิกษุสันโดษในอาหารบิณฑบาต

๓. ภิกษุสันโดษในที่อยู่อาศัย

๔. ภิกษุยินดีในการละอกุศลธรรมและบำเพ็ญกุศลธรรม

นี่คือ ๓ ข้อต้น มาหนุนข้อสุดท้าย พอสันโดษแล้ว ภิกษุก็มีเวลา แรงงาน และความคิด ที่จะมาบำเพ็ญข้อที่ ๔ เช่น จะเจริญสมาธิและวิปัสสนา หรือจะเล่าเรียนปริยัติ จะเผยแผ่ธรรม ก็อุทิศตัวได้เต็มที่

สันโดษนี้ ถ้าไม่ตรัสไว้กับการบำเพ็ญกุศลธรรมและละอกุศลธรรม พระพุทธเจ้าก็จะตรัสไว้คู่กับความเพียร ในหลักธรรมชุดไหนมีสันโดษ หลักธรรมชุดนั้นจะมีความเพียรด้วย อันนี้เป็นหลักทั่วไป เพราะมันจะมาหนุนกัน คนที่สันโดษ ก็พร้อมที่จะเพียร

ยิ่งกว่านั้น พระพุทธเจ้ายังตรัสสำทับไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม

โยมต้องจำไว้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแต่สันโดษ ถ้าถามว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษใช่ไหม? โยมต้องตอบว่า ต้องแยกแยะก่อน ยังไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าไปตอบว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษ ก็ยังไม่ถูก เพราะพระพุทธเจ้าสอนทั้งสันโดษและไม่สันโดษ การตอบให้ถูกในกรณีอย่างนี้ ท่านเรียกว่า วิภัชชวาท คือ ต้องจำแนกแยกแยะออกไป คือ ถ้าเขาถามว่า “พระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษใช่ไหม?” เราก็ตอบว่า “ใช่ก็มี ไม่ใช่ก็มี”

ที่ว่า “ใช่” คืออย่างไร? คือ พระพุทธเจ้าสอนให้เราสันโดษในวัตถุเสพ หรือในวัตถุบำรุงบำเรอ

ที่ว่า “ไม่ใช่” คืออย่างไร? ท่านไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะพระองค์ไม่สันโดษในกุศลธรรม พระองค์จึงตรัสรู้ ดังที่ตรัสไว้ว่า (องฺ.ทุก.๒๐/๒๕๑/๖๔)

“ภิกษุทั้งหลาย เรารู้เข้าถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง คือ

๑. ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย

๒. ความไม่ระย่อในการบำเพ็ญเพียร

…ดังนี้แล โพธิญาณอันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท.”

พระพุทธเจ้าทรงบรรยายถึงการที่พระองค์ทรงไม่สันโดษและมีความเพียร ถ้าพระพุทธเจ้าสันโดษ พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสรู้

พระองค์เสด็จไปยังสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ที่เล่าไปแล้ว ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ แล้วไปสำนักอุททกดาบส รามบุตร ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ จบสมาบัติ ๘ ถ้าพระองค์สันโดษ พอใจ ก็จบเท่านั้น อยู่แค่สมาธิ ก็ไม่ตรัสรู้

แต่พระพุทธเจ้าทรงไม่สันโดษ ไม่อิ่ม ไม่พอในกุศลธรรม ถ้าไม่บรรลุจุดหมาย ก็ไม่หยุด เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงออกจากสำนักของพระอาจารย์เหล่านั้น แล้วไปบำเพ็ญเพียรต่อ ทรงก้าวสู่ปัญญา จนถึงโพธิ จึงตรัสรู้ พระองค์จึงตรัสไว้ว่า ที่พระองค์ได้ตรัสรู้นี้ ได้เห็นคุณค่าของความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย

ถ้าเราสันโดษในวัตถุเสพ มันก็จะมาหนุนให้เราไม่สันโดษในกุศลธรรมได้เต็มที่ เราก็จะเอาเวลา แรงงานและความคิดมาทุ่มเทในการเพียรพยายามบำเพ็ญกุศลธรรม ทำการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้นไป

จึงเห็นได้ชัดว่า สันโดษในวัตถุเสพ ก็เพื่อให้พร้อมที่จะเพียร และให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ก็เพื่อให้มุ่งหน้าไปในความเพียร เป็นอันว่า ทั้งสันโดษ และไม่สันโดษ ก็เพื่อหนุนความเพียร”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต)
ที่มา : ปาฐกถาธรรม แสดงที่ วัดธัมมาราม นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จากหนังสือ “สมาธิแบบพุทธ”

กบแดง​ หนูหวาน

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #110 เมื่อ: 15:22 น. วันที่ 08 พ.ค.62 »
ใครไม่ชอบเราเป็นปัญหาของเขา อย่าเอามาเป็นปัญหาของเรา

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนก้อนหิน

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนหาดทราย

คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนสายน้ำ

แล้วคุณละเป็นเปรียบเหมือนรอยจารึกอะไร

เมื่อใครสักคนไม่ชอบหน้าเรา เกลียดเรา ปฎิบัติไม่ดีกับเรา

เรามักตอบโต้กลับด้วยการโกรธ โมโห หรือ เก็บมาคิดจนเป็นทุกข์

เมื่อเราโกรธใครสักคน และ ไม่ยอมสลัดความโกรธนั้นออกไปจากใจ

แต่กลับปล่อยให้ความโกรธนั้น เติบโตในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ

บางคนกอดความโกรธไว้กับตัว วางไม่ลง ปลงไม่เป็น

เธอไม่ยอมปล่อยวาง ในที่สุดอารมณ์โกรธก็อยู่เหนือปัญญา

เปรียบได้กับรอยขีดบนก้อนหิน คนแบบนี้เป็นคนที่มีความทุกข์มากที่สุด

บางคนสามารถขจัดความโกรธโดยใช้เวลาอันสั้น

เหมือนกับเราเอาไม้ขีดลงบนหาดทราย ทิ้งไว้สักพัก

คลื่นก็ซัดมาลบรอยขีดให้หายไป เหลือแต่ผืนทรายที่วางเปล่า

คนที่ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอารมณ์ของความโกรธนานๆ

คือ คนประเภทรอยขีดบนหาดทราย โกรธไม่นานก็จางหาย

ใช้เวลาแค่ชั่วครู่ในการปล่อยวาง แบบนี้ก็เป็นสุขได้เร็วขึ้น

อีกประเภทคือ คนที่ไม่เคยยึดติดในอารมณ์โกรธ หรือ ขุ่นเคืองใครๆ

คนแบบนี้คือคนที่โชคดี และ น่าอิจฉาที่สุด เมื่อมีอารมณ์ขุ่นมัว

คุณก็มีสติรู้ทันความโกรธของตัวเองว่ามันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ

พอรู้ทันคุณก็ปล่อยวางทันที ก็เหมือนเราเอาไม้ขีดลงบนผิวน้ำ

รอยขีดนั้นไม่คงอยู่ แต่จะถูกสายน้ำกลืนหายไปในชั่วพริบตา

คนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว มีความคิดด้านลบแล้วมีสติ

สามารถปล่อยวางความรู้สึกแย่ๆได้อย่างฉับพลัน

คือคนประเภทรอยขีดบนสายน้ำ… คนประเภทนี้มีความสุขที่สุดในโลก

เคล็ดลับ เมื่อมีสิ่งไม่ดีมากระทบให้เรามีอารมณ์ขุ่นมัว

ใช้วิธีการโยกย้ายอารมณ์โกรธ คือ เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

เอาจิตใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่นๆ ไม่ไปคิดเสริมเติมแต่งให้อารมณ์นั้นๆ

ไป ซักผ้า หรือ ล้างห้องน้ำ เข้าครัวทำอาหาร อ่านหนังสือ

รดน้ำต้นไม้ จัดห้องนอน,ห้องทำงานใหม่ ออกกำลังกาย

การที่ใครไม่ชอบเรา เป็นปัญหาของเขา อย่าเอามาเป็นปัญหาของเรา

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบซะทุกอย่าง ไม่มีใครได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

หากมะม่วงลูกที่อยู่ในมือเรามันช้ำเพียงเล็กน้อย

เพราะถูกกระทบจากการขนส่ง แทนที่เราจะโยนมะม่วงลูกนั้นทิ้ง

แต่เราก็ควรจะตัดเอาด้านที่ช้ำนั้นทิ้งไป

และ เลือกทานส่วนที่ดีซึ่งมีอยู่มากมาทาน

เพียงแค่เห็นมะม่วงช้ำนิดเดียวเราก็โยนมันทิ้งไปทั้งลูก

เป็นการตัดสินใจที่หุนหันพันแล่นเกินไป

ฉะนั้นเธอก็จะไม่ได้รู้รสชาติของมะม่วงว่ามัน หวาน หอม อร่อย แค่ไหน

เปรียบเหมือนกับคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่มีใครสมบูรณ์แบบตามที่เราต้องการ

และ เราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบตามที่ใครๆต้องการ

เกิดเป็นคนต้องทนให้เขาด่า จะทำดีแค่ไหนเขาด่าหมด

ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง

เอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ

เอาชนะความชั่ว ด้วยความดี

เอาชนะความตระหนี่ ด้วยการให้

เอาชนะความเท็จ ด้วยความจริงใจ

Cr. ข้อคิดดีๆจาก : ท่าน ว. วชิรเมธี

หวานหนู หมูแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #111 เมื่อ: 04:09 น. วันที่ 11 พ.ค.62 »
ข้อคิดจาก ท่าน ว.วชิรเมธี อย่ามัวแต่ทำงานหนัก หาเงิน

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ให้ข้อคิดว่า ชีวิตที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่การทำงานหนัก หรือ มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น เรากำลังลืมไปว่า เรายังมีครอบครัว เรายังมีพ่อ มีแม่ มีสุขภาพ และ ความสำเร็จด้านอื่นๆอีก

คนทำงานที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แล้วไม่ดูอะไรทั้งสิ้น คิดถึงแต่เรื่องงาน แล้วไม่สนอะไรเลย ผลก็คือ วันหนึ่งพอตัวเอง ป่ ว ย ถึงขนาดที่ว่าไม่มีเวลาไปหาหมอ แต่ต้องฝืนทำงานต่อ เพราะไม่มีเวลาจริงๆ

สุดท้ายคนเหล่านี้ จะมีเวลาเป็นของตัวเองอย่างแท้จริงในโรงพยาบาลเท่านั้น พร้อมทั้งยกตัวอย่าง คนสมัยก่อนทำงานเพื่อหาเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่เฒ่า แต่คนในยุคทุนนิยมบริโภค ทำมาหากินเพื่อสะสมทรัพย์สินแข่งกัน บางคนก็มีมากจนเกินพอใช้แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด

สุดท้ายก็ต้องเอาเงินเก็บที่หามาได้มากมาย มาไว้เพื่อใช้รักษาตัว ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ต้องระวัง อย่าทำงานจงหลงลืมการดูแลร่างกาย

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดก็คือ “ตัวคุณเอง ร่างกายของคุณ สุขภาพของคุณเอง “

เมื่อในวัยทำงานคุณเคยใช้ “สุขภาพของคุณ” แบบเปลืองมากๆ “เพื่อให้ได้เงินมา”

พอมาถึงตอนปลายของชีวิตแล้ว คุณจะพบว่า…

– มีเงินร้อยล้านพันล้าน

ไม่ช่วยให้หายจาก โ ร ค เ บ า ห ว า น ที่สะสมมาเป็น10ปีหายไป

– มีบ้านหลังใหญ่

ไม่ช่วยให้ความทรมานจาก โ ร ค เ ข่ า เ สื่ อ ม หมดไป

– มีรถหรูราคาแพง

ไม่ช่วยให้ โ ร ค ม ะ เ ร็ ง รักษาได้

เรียงลำดับแบบง่ายๆ ลงมาจะพบว่า “เงิน เวลา สุขภาพ”

แบบนี้เรียกว่าเข้าใจผิด ยังใช้ชีวิตแบบประมาทอยู่

ระดับความสำคัญแบบที่ถูกต้อง มันจะต้องเป็น

“สุขภาพ เวลา แล้วค่อย เงิน”

มันไม่แปลกที่วันนี้ คุณจะโหมทำงานอย่างหนัก…!!

แต่ก็มีขอบเขตที่จะหยุด เพื่อรักษาสุขภาพให้สมดุล

สิ่งที่แปลกคือ คนส่วนใหญ่ยังโหมทำงานอย่างหนักโดย

ไม่สนอะไร นอกจาก “เงิน เงิน แล้ว ก็ เงิน”ทั้งๆที่รู้ว่า

ตอนจบคุณก็รู้ว่าเป็นไง รวยหรือไม่รวย ยังไม่รู้ไม่แน่นอน

แต่ ความ แ ก่ ความ ต า ย และ สุขภาพที่ถดถอยลงทุกวัน มาแน่นอน

คนที่ประสบความสำเร็จแท้จริงแล้ว ไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะที่สุด

แต่เป็นคนที่ใช้ ” สุขภาพ เวลา ไปแลก เงิน” ได้คุ้มค่าและดีที่สุด

และ มีเวลา และ สุขภาพ เหลือมากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก

ในแบบที่มีเงิน และ คุณภาพชีวิตที่ดี ไปพร้อมๆกันได้... ส.สู้ๆ



Cr. ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : ท่าน ว.วชิรเมธี — feeling blessed wi

วินกบแดง​ บุญ​จริง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #112 เมื่อ: 09:37 น. วันที่ 17 พ.ค.62 »
ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการนี้ มีมาใน “โคตรมีสูตร” อังคุตตรนิกาย เป็นถ้อยคำที่ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี ถือกันว่าเป็นหลักสำคัญ มีข้อความที่น่าสนใจเป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหลักธรรมที่ทรงเลือกสรรมา ในลักษณะเป็นเครื่องตอบแทนคุณแก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นมารดาอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นว่า การปฏิบัติอย่างใดจะเป็นไปถูกต้องตามหลักแห่งการดับทุกข์หรือไม่ ก็ควรใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ เป็นเครื่องตัดสินได้โดยเด็ดขาด ฉะนั้น จึงเป็นหลักที่แสดงถึง ใจความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาอยู่ในตัว หลักเหล่านั้น คือ...ถ้าธรรม(การปฏิบัติ)เหล่าใด...

๑. เป็นไปเพื่อ ความกำหนัดย้อมใจ
๒. เป็นไปเพื่อ ความประกอบทุกข์ (คือทำให้ลำบาก)
๓. เป็นไปเพื่อ สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อ ความอยากใหญ่ (คือไม่เป็นการมักน้อย)
๕. เป็นไปเพื่อ ความไม่สันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อ ความคลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน
๘. เป็นไปเพื่อ ความเลี้ยงยาก
พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ (สัตถุศาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดา)

แต่ถ้าเป็นไปตรงกันข้ามจึงจะ เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ คือ...

๑. เป็นไปเพื่อ ความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อ ความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อ ไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อ ความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อ ความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อ ความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อ ความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อ ความเลี้ยงง่าย

มีอธิบายว่า
คำว่า “ความกำหนัดย้อมใจ” ได้แก่ ความติดใจรักยิ่งขึ้นๆ ในสิ่งที่มาเกี่ยวข้องหรือแวดล้อม ถ้าการปฏิบัติหรือการกระทำ หรือแม้แต่การพูด การคิดอย่างใด ทำให้บุคคลผู้นั้นมีความติดใจรักในสิ่งใดๆแล้ว ถือว่าเป็นการปฏิบัติผิด ตัวอย่างเช่น การดูหนังดูละคร เป็นต้น มันทำให้เกิดความย้อมใจอย่างที่กล่าวนี้ ด้วยอำนาจของ ราคะ เป็นต้น ซึ่งจะเทียบดูได้กับจิตใจของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความสงบ หรือแม้แต่อยู่ในที่สงัด จะเห็นได้ว่าเป็นการแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม พึงอาศัยตัวอย่างนี้เป็นเครื่องเทียบเคียง จับความหมายของคำๆนี้ให้ได้ ทั้งในทารูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่สุด ตัวอย่างแห่งธรรมารมณ์ เช่น การชอบคิดฝัน ถึงสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ก็ย่อมทำจิตให้ถูกย้อมด้วยราคะมากขึ้นๆ เป็นต้น

คำว่า “เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์” หมายถึงการทำตนเองให้ลำบากด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ ด้วยความเข้าใจผิด ในกรณีที่ไม่ควรจะมีความลำบากหรือลำบากแต่น้อยก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าพิศวงว่า คนเราไม่ชอบความลำบากด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วทำไมจึงไปทำสิ่งที่ตนจะลำบาก ทั้งนี้ ก็เพราะอำนาจของ “โมหะ” คือ ความหลงเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความเข้าใจผิดกลับตรงข้าม แม้ในกรณีที่เป็นเรื่องของการอยากดี อยากเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นต้น ก็มีมูลมาจากโมหะอยู่นั่นเอง กรณีที่เป็นการประชดผู้อื่น หรือ ถึงกับประชดตัวเองก็ตาม ย่อมสงเคราะห์เข้าในข้อนี้ ซึ่งมีมูลอันแท้จริงมาจากความหลงสำคัญผิดอย่างเดียวกันนั่นเอง โดยส่วนใหญ่ได้แก่ การปฏิบัติที่เรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การทรมานตนอย่างงมงาย

คำว่า “สะสมกองกิเลส” หมายถึง การเพิ่มพูน โลภะ โทสะ โมหะ โดยรอบด้าน ผิดจากความกำหนัดย้อมใจตรงที่ ข้อนี้หมายถึงเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องสนับสนุนการเกิดของกิเลสทั่วไป และให้ทวียิ่งขึ้นด้วย การสะสมสิ่งซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลสอยู่เป็นประจำ ในกรณีของคนธรรมดาสามัญ บางอย่างอาจจะไม่จัดเป็นการสะสมกองกิเลส แต่จัดเป็นการสะสมกิเลสอย่างยิ่ง สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยตรง เช่น พวกบรรพชิต หรือในบางกรณีก็จัดว่า เป็นการสะสมกองกิเลส ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต เช่น การมีเครื่องประดับ หรือเครื่องใช้ชนิดที่ไม่มีความจำเป็นแก่การเป็นอยู่ แต่เป็นไปเพื่อความลุ่มหลง หรือความเห่อเหิมทะเยอทะยานประกวดประขันกันโดยส่วนเดียว เป็นต้น เป็นการขยายทางมาของกิเลส ให้กว้างขวาง ไม่มีที่สิ้นสุด

คำว่า “ความอยากใหญ่” หมายถึง การอยากเกินมาตรฐานแห่งภาวะ หรือสถานะ หรือกำลังสติปัญญาของตน เป็นต้น ส่วนความไม่สันโดษ ไม่ได้หมายถึงความอยากใหญ่ เช่นนั้น แต่หมายถึงความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้มาแล้ว หรือมีอยู่แล้ว ซึ่งทำให้มีความรู้สึกเป็น คนยากจนอยู่เนืองนิจ เป็นทางให้เกิดความอยากใหญ่หรือกิเลสอย่างอื่นต่อไปได้ หรือในทางตรงกันข้าม ทำให้เกิดการทำลายตัวเอง จนถึงกับฆ่าตัวตายก็ได้ โดยภาษาบาลี ความอยากใหญ่ เรียกว่า “มหิจฺฉตา” ความไม่สันโดษเรียก “อสันตุฎฐิ” โดยพยัญชนะหรือโดยนิตินัย เราอาจจะแยกได้ว่าเป็นคนละชั้น คนละตอน หรือคนละอย่าง แต่โดยพฤตินัยย่อมเป็นไปด้วยกัน จนถึงกับหลงไปได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

คำว่า “ความคลุกคลี” หมายถึง การระคนกันเป็นหมู่ เพื่อความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่งจากการกระทำอันนั้น ความเพลิดเพลิน จากการคลุกคลีนี้มีรสดึงดูดในทางธรรมารมณ์เป็นส่วนใหญ่ และก็มีความยั่วยวน ไม่แพ้อารมณ์ที่ได้รับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะเหตุฉะนั้นเอง คนเราจึงติดใจรสของการที่ได้ระคนกันเป็นหมู่นี้ ทำให้จิตใจลุ่มหลง มีลักษณะเหมือนกับจมไม่ลง ทำให้ความคิดความอ่าน ดำเนินไปอย่างผิวเผิน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการคิดอย่างแยบคายหรือลึกซึ้ง แต่พึงทราบไว้ว่าการประชุมกันเพื่อศึกษาเล่าเรียน ปรึกษาหารือ กิจการงานอันเป็นหน้าที่ เป็นต้นนั้น ท่านไม่เรียกว่าการคลุกคลีกันเป็นหมู่ในที่นี้ แต่อีกทางหนึ่งท่านยังหมายกว้างไปถึงว่า การถูกกิเลสทั่วไปกลุ้มรุม ด้วยสัญญาอดีต ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลัง แม้นั่งคิดฝันอยู่คนเดียว ก็กลับสงเคราะห์ไว้ในคำว่า การคลุกคลีในหมู่อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะมีมูลมาจากความอาลัยในการระคนด้วยหมู่

คำว่า “ความเกียจคร้าน” และคำว่า “เลี้ยงยาก” มีความหมายชัดเจนแล้ว การปฏิบัติทำความดับทุกข์เป็นเรื่องใหญ่และยึดยาว จึงต้องอาศัยความเพียร ความเลี้ยงง่าย จึงจะเป็นเหตุให้ไม่ต้องมีภาระเรื่องอาหารมากกว่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้เสียเวลา และเสียวัตถุมากไปเปล่าๆ โดยที่อาจจะนำไปใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้

ลักษณะทั้ง ๘ นี้ แต่ละอย่างๆเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์ โดยตรงก็มี เป็นเพียงอุปสรรคก็มี และเป็นการปฏิบัติผิดโดยตรงก็มี จึงถือว่าไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ต่อเมื่อปฏิบัติตรงกันข้ามจาก ๘ อย่างข้างต้น จึงจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ นี้นับว่าเป็นหมวดธรรมที่เป็นอุปกรณ์แห่งการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์อย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นหลักสำหรับยึดถือ หรือให้ดำเนินไปถูกทาง”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี” ธรรมบรรยายในพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐
---------------------------------

หลักการที่เป็นมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า..ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?

     "หลักการสำหรับใช้วินิจฉัยคำสอน และการประพฤติปฏิบัติทั่วไป ว่าถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า "หลักตัดสินธรรมวินัย"
    หลักตัดสินพระธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ "พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี" ครั้งหนึ่ง และแก่ "พระอุบาลีเถระ" ครั้งหนึ่ง

     ที่ทรงตรัสแก่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มี ๘ ข้อ ใจความว่า...
    "ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑.สราคะ ( ความติดใคร่ย้อมใจ )
๒.สังโยค ( ความผูกรัดมัดตัวอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อาจยะ ( ความพอกพูนกิเลส )
๔.มหิจฉตา ( ความมักมากอยากใหญ่ )
๕.อสันตุฏฐี ( ความไม่รู้จักพอ )
๖.สังคณิกา ( ความมั่วสุมคลุกคลี )
๗.โกสัชชะ ( ความเกียจคร้าน )
๘.ทุพภรตา ( ความเป็นคนเลี้ยงยาก )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์(คำสอนของพระศาสดา)

     ส่วนธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ
๑.วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )
๒.วิสังโยค ( ความเปลื้องตนจากวังวนแห่งทุกข์ )
๓.อปจยะ ( ความไม่พอกพูนกิเลส )
๔.อัปปิจฉตา ( ความมักน้อย ไม่มากอยากใหญ่ )
๕.สันตุฏฐี ( ความสันโดษ )
๖.ปวิเวก ( ความสงัด )
๗.วิริยารัมภะ ( ความเร่งระดมความเพียร )
๘.สุรภตา ( ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย )
     ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์"
    ( ที่มา : วินย. ๗/๕๒๓/๓๓๑ )

ที่ทรงตรัสแก่ พระอุบาลีเถระ มี ๗ ข้อ ใจความว่า...
    " ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ
๑.เอกันตนิพพิทา ( ความหน่ายหายติดได้สิ้นเชิง )
๒.วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )
๓.นิโรธ ( ความดับกิเลสได้ ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น )
๔.อุปสมะ ( ความสงบที่กิเลสระงับราบคาบไป )
๕.อภิญญา ( ความรู้ประจักษ์ตรงต่อความจริงจำเพาะ )
๖.สัมโพธะ ( ความตรัสรู้หยั่งเห็นความจริงเต็มพร้อม )
๗.นิพพาน ( ภาวะดับทุกข์หายร้อนเย็นสนิท )
    ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัยเป็นสัตถุสาสน์( คำสอนของพระศาสดา )
    ( ที่มา : องฺ.สตฺตก.๒๓/๘๐/๑๔๖ )

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : หนังสือ "กรณีธรรมกาย" หน้า ๓๘-๔๐...  ส.สู้ๆ



วินกบหมู(แดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #113 เมื่อ: 12:28 น. วันที่ 19 พ.ค.62 »
“…ความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ที่จะยึดมั่นในผลสำเร็จของงานและในความถูกต้องเป็นธรรม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับนักพัฒนาบริหาร เพราะความมีจิตใจมั่นคงในผลสำเร็จของงาน จะทำให้มุ่งมั่นที่จะกระทำต่อเนื่องไปโดยไม่ลดละ จนบรรลุผลเลิศ ส่วนความมั่นคงในคุณธรรมนั้น จะสร้างเสริมคุณสมบัติที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นได้มากมาย เช่นว่า จะทำให้เป็นคนสุจริต ไม่ทำ ไม่พูดำไม่คิดในสิ่งที่เป็นความชั่ว ความตำทรามทุกอย่าง ทำให้มีความจริงใจในกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับกำจัดความกินแหนงแคลงใจบาดหมางแตกแยกกัน และช่วยสร้างเสริมความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้น ทำให้มีความหนักแน่นในความคิดจิตใจ สามารถพิจารณาเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ให้เห็นเหตุเห็นผลโดยแจ่มแจ้ง และหาทางปฏิบัติที่ถูกต้องเที่ยงตรงได้เหล่านี้ ถือว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องประกอบและเกื้อหนุนวิชาการให้แน่นหนักสมบูรณ์ ช่วยให้นักพัฒนาบริหารสามารถใช้หลักวิชาได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง มั่นใจ บริสุทธิ์ใจ และได้ผลแน่นอนเต็มเปี่ยมตามเป้าหมาย…”

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ำวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๔

ร่างกายและจิตใจที่พร้อม     .สมบูรณ์
ย่อมจะทำประโยชน์เกื้อกูล   .ชาติได้
สังคมเศรษฐกิจได้เพิ่มพูน    .เจริญสุข
อย่าปล่อยประชาชนให้        .เสื่อมด้อยทั้งกายใจ
 
ส.สู้ๆ

กบแดง ปากน้ำ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #114 เมื่อ: 21:09 น. วันที่ 19 พ.ค.62 »
ผู้ชี้ทาง ทาง และ ผู้เดินทาง

"พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง พระธรรมคือตัวทางและการเดินทาง พวกเราที่เป็นสาวกของพระองค์ก็เดินทาง เป็นผู้เดินทางตามท่าน...ทำให้จิตนี้เจริญขึ้นไปอยู่ในภาวะที่กิเลสคือข้าศึก หรือความทุกข์คือข้าศึกนี้ครอบงำไม่ได้ นี่เรียกว่าเป็นจุดหมายของการเดินทาง. และว่าเป็นสิ่งที่เดินแทนกันไม่ได้; และว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องไปซื้อบัตรเบิกทางจากใคร เพราะฉะนั้น พระเจ้าพระสงฆ์องค์ไหน จะขายบัตรเบิกทางไปสวรรค์ นิพพาน นั้นไม่ต้องซื้อ คือเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งนั้น"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง"การเดินทาง"... ส.สู้ๆ

วินกบหมู(แดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #115 เมื่อ: 18:24 น. วันที่ 21 พ.ค.62 »
การเห็น “สุญญตา” ความตายจะไม่มี
มีแต่..สังขาร..การปรุงแต่ง ตามกฎของธรรมชาติ

"สิ่งที่สามารถทำจิตให้ไม่กลัวความตายเด็ดขาดจริงๆนั้น ต้องเป็นเรื่อง สัจจธรรม หรือ ปรมัตถธรรม โดยตรง และถึงขั้นที่สุดด้วย ฉะนั้น จึงตกเป็นหน้าที่ของ "สัมมาทิฏฐิ" ชั้นที่เป็นโลกุตตรปัญญา ที่สามารถมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ " สุญญตา " ( ความว่าง ) ได้อย่างชัดแจ้ง การเห็นอนัตตาของกายและใจ จะทำให้เห็นความ"ไม่มีตัวตน"ที่ถาวร มีแต่"นามธรรม"(=จิตใจ) อันเป็นธรรมชาติคู่กับ"รูปธรรม"(=ร่างกาย) ซึ่งก็ไม่มีตัวตนอันแท้จริงเหมือนกัน ชีวิตจึงเป็นเพียงกระแสของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ไหลเรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย.
      การเห็นสุญญตา กล่าวคือ การเห็น นาม และ รูป หรือสิ่งทั้งปวงว่าเป็นของ"ว่างจากตัวตน"โดยสิ้นเชิง จะทำให้เห็นความ"ไม่มีการเกิด"ของอะไรๆทั้งสิ้น ไม่มีใครเกิดมาเสียตั้งแต่แรก แล้วจะมีใครตายได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ความตายจึงไม่มี
      การเห็นสุญญตาทำให้ไม่มีตัวคนเรา หรือตัวตนของใครเลย มีแต่ " สุทฺทธมฺมา ปวตฺตนฺติ : ธรรมชาติล้วนๆไหลไป "
      จิตไม่มีความรู้สึกยึดว่า เราเกิดขึ้น เรามีอยู่ เราดับไป
      ฉะนั้น "ความตายจึงไม่มี" สำหรับจิตที่มองเห็นสุญญตาอย่างถูกต้อง.

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง "ตายก่อน ก่อนตาย ชีวิตที่ชนะ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย"
----------------------------------

ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย

ปรัศนี:  มีผู้กล่าวว่า ท่านอาจารย์สอนว่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นั้นเป็นมิจฉาทิฎฐิ ดังนี้ ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรครับ?

พุทธทาส: เฮ้ย! เล่นไม่ซื่อ เล่นสกปรกแล้ว เราไม่ได้ว่าโว้ย! พระพุทธเจ้าว่านะ พระพุทธเจ้าท่านว่านะ อย่าไปพูดว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด มันไม่มีใครเกิด มันมีแต่สังขารการปรุงแต่งตามกฎของธรรมชาติ
     ทีนี้ เขาไปสมมติให้ไปเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตาย เป็นเกิด มันเป็นกิริยาปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงของสังขาร ธาตุ ขันธ์ อะไรนี้ ไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นอย่างนั้นๆ แล้วชาวบ้านนั้นก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก เขาไปสมมติว่า กิริยาอย่างนี้เรียกว่าเกิด กิริยาอย่างนี้เรียกว่าตาย ทีนี้ เขามีความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน มีตัวมีตนมาก่อนแล้ว ก็เรียกว่า ตนมันเกิด ตนมันตาย เป็นความเกิดความตายของตน
     ทีนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้แล้ว ก็สอนว่านั้นมันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติล้วนๆ สุทฺธัมฺมา ปวตฺตนฺติ ธรรมชาติล้วนๆเท่านั้นมันเป็นไป อ้ายธรรมชาติล้วนๆนี้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นไปคือมันเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของกฏอิทัปปัจจยตา เป็นต้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล แล้วมันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด
     รู้พุทธศาสนาอย่างเด็กๆก็จะรู้ว่ามีคนตายมีคนเกิด ถ้ารู้พุทธศาสนาอย่างเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ก็จะเห็นตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า มันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด มีแต่กิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสังขารที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย
     ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดก็ไม่ใช่คนนะ เป็นสังขารที่กำลังดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่คน มันอยู่อย่างอาการที่ว่ามันปรุงแต่งกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ จึงนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้ามันจะปรุงแต่งในลักษณะที่ตาย มันก็เป็นการปรุงแต่งอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มีคนอยู่ที่นี่ หรือมีคนตาย หรือมีคนเกิด นี่คือหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มิจฉาทิฎฐิ.
     การที่บอกว่ามีแต่สังขาร ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงถือว่าไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นั่นนะไม่ใช่มิจฉาทิฎฐิ นั่นแหละ คือสัมมาทิฏฐิ"
           
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ "ดอกโมกข์" ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙
-----------------------------------------

สุญญตา  โลกว่าง  จิตว่าง"

     "พระพุทธเจ้าตรัสว่า 'โลกนี้ว่าง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรถือว่าเป็น "ตัวตน" หรือ "ของตน" เป็น"ตัวเรา" หรือ "ของเรา"....

จิตที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน ของตน หรือกำลังไม่ยึดถืออะไรว่าเป็น "ตัวตน-ของตน" นี้ ขอเรียกว่า "จิตว่าง" เพราะไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้

มีคำอธิบายใน "ธัมมัปปโชติกา ภาค ๑" ว่า
   "ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตตฺตา สุญฺญโต"
   (แปลว่า) ชื่อว่า "สุญญตา" เพราะว่าว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ เพราะจิตในขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาเห็นว่าโลกว่าง

ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนว่า "จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ" เหมือนอย่างทรงสอนโมฆราช ใน"โสฬสปัญหา" ว่า...
     "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต = ดูก่อน โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป" เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง จิตก็ไม่มีความยึดถืออะไรด้วย"อุปาทาน" ความว่างอย่างนี้ของจิตเราเรียกว่า "สุญฺญตา"

ฉะนั้น เราได้ใจความครั้งแรกว่า"โลกนี้ว่าง" เพราะว่างจาก "ตัวตน" "ของตน" ได้ใจความถัดมาว่า "จิตว่าง" เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ โดยเหตุที่จิตนี้ได้มองเห็นว่าโลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าตัวตนของตน นี่คือ ความหมายของคำว่า "สุญญตา"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายเรื่อง "สุญฺญตา หัวใจของพุทธศาสนา"
-----------------------------------

สุญญตา

"คำว่า "สุญญตา" ที่หมายความถึง "ความว่าง" อันเป็นลักษณะเฉพาะของปรากฏการณ์ทั้งปวงนั้น มีที่มาในคำว่า "อตฺตสุญฺญตา, อตฺตนิยสุญฺญตา, นิจฺจภาวสุญฺญตา" ดังนี้ เป็นต้น

หมายถึง ความว่างจาก"ตัวตน", ความว่างจาก"ของของตน", ความว่างจากภาวะที่เที่ยงแท้ถาวร, อันเป็นความว่างซึ่งส่ออยู่ที่สิ่งทุกสิ่งอันมีปรากฏการณ์ต่อสัตว์โลก."

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากธรรมบรรยาย "สุญญตา" บรรยายในพรรษาประจำปี ๒๕๐๓
------------------------------------

ความว่าง  สุญญตา

"พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้วิธีหนึ่งว่า ให้พิจารณาแยกสิ่งทั้งปวงออกเป็นธาตุต่างๆ เมื่อแยกออกได้จริงๆก็จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งอะไรซึ่งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงๆเลย เหมือนอย่างต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งรวมอย่างหนึ่ง เมื่อดูลงไปว่าต้นไม้อยู่ที่ไหน ดูแยกออกไปๆ ก็จะไม่พบว่าอะไรเป็นต้นไม้ มีแต่สิ่งที่แยกทั้งนั้น ยิ่งแยกออกไปก็ยิ่งไม่พบอะไร กลายเป็น“ความว่าง”(สุญญตา) ได้ตรัสสอนมณนพผู้หนึ่ง(โมฆราช) ไว้ว่า 
        “สุญญโต  โลกํ  อเวกฺขสฺส  โมฆราช  สทา  สโต ” 
        ดูก่อน! โมฆราช เธอจงมีสติ พิจารณาเห็นโลก เป็นของว่าง ทุกเมื่อเถิด”

สมเด็จพระญาณสังวร
ที่มา : พระนิพนธ์ เรื่อง “โลกและชีวิต ในพุทธธรรม”
--------------------------------------

ความสำคัญของ “สุญญตา” คือเล็งถึงนิพพานโดยตรง

“ลักษณะของ“สุญญตา” คือ ลักษณะแห่งความว่างจาก“ตัวตน” อันเป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ซึ่งเมื่อผู้ใดรู้แล้ว เห็นแล้ว จะทำให้ถอนความยึดถือว่า.."ตัวตน" หรือ "ของตน"
ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้...
   
สุญญตา เล็งถึงนิพพานโดยตรง เพราะนิพพานเป็นของว่างจาก"ตัวตน" หรือ เมื่อจิตลุถึงนิพพานนั้น หมายถึง เมื่อจิตลุถึง ความว่างจาก "ตัวตน" นั่นเอง.”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อ “ความสำคัญของเรื่องสุญญตา” เมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๓


กบแดง​ บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #116 เมื่อ: 08:52 น. วันที่ 23 พ.ค.62 »
เวลานี้ สังคมไทยเปรียบเหมือนไก่ในเข่ง กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย
จะแก้ปัญหาของสังคมไทย ต้องสืบสาวให้รู้และแก้ให้ตรงกับเหตุปัจจัย

“ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไรนั้น จะต้องยอมรับก่อนว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มด้วยการรู้เหตุปัจจัย เหตุปัจจัยแห่งปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันมีมาก แต่พูดโดยย่อแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. เหตุปัจจัยในวงกว้างของส่วนรวม

2. เหตุปัจจัยในวงแคบของแต่ละคน

ประการแรก
มองในวงกว้างของส่วนรวม ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันนี้มีมาก และเหตุปัจจัยก็มีมาก แต่ปัจจัยที่เป็นตัวการใหญ่อย่างหนึ่ง คือ คนไทยขาดจุดหมายรวมของชาติ หรือขาดอุดมการณ์ของสังคม คือขาดจุดหมายร่วมกัน ที่จะรวมใจและรวมความคิดของผู้คนในสังคมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

เราอาจจะพูดว่าให้ทุกคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว แต่ก็พูดกันไปลอยๆ คำว่าประโยชน์ส่วนรวมนั้นไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเอาอะไรและจะไปทางไหน ไม่รู้ว่ารับผิดชอบต่อสังคมที่จะเดินไปทิศทางไหน แม้แต่จุดหมายรวมอย่างหยาบ เช่น ในขณะที่โลกนี้อยู่ในยุคของการแข่งขัน แต่ละประเทศต้องพยายามเอาชนะผู้อื่น...แต่ในประเทศไทย จุดหมายรวมซึ่งทุกคนมีจิตสำนึกตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องทำให้ได้มีบ้างไหม ประเทศไทยคิดหรือชวนกันคิดบ้างไหมว่าเราจะเป็นหนึ่งด้านไหนในเอเชียหรือในโลก

ถ้าเรามีจุดหมายที่ทุกคนตระหนักและมีจิตสำนึกคิดหมายใฝ่ฝันอยู่ตลอดเวลา ใจคนที่รวมเป็นอันเดียวนี้จะทำให้กิจกรรม พฤติกรรม ภูมิปัญญาต่างๆ มาระดมรวมกันเข้าทำให้เกิดผลสำเร็จได้ การสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น และปัญหาต่างๆ มากมายจะเบาบางไปเอง โดยไม่ต้องหนักแรงสูญเสียเวลาในการแก้ไข...ในเมื่อไม่มีจุดหมายรวมอันใหญ่ที่ทุกคนใส่ใจคิดหมายร่วมกันว่าจะทำให้ได้ แต่ละคนก็เลื่อนลอย แล้วก็มัวแต่ครุ่นคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ กลายเป็นว่าเราไม่มีแรงที่จะไปแข่งขันกับสังคมอื่น ก็เลยต้องแข่งตีกันเอง

เวลานี้ สังคมไทยเปรียบเหมือนไก่ในเข่ง ในเทศกาลตรุษจีนเขาจะเอาไก่เป็ดใส่เข่งไปขึ้นเขียง เพื่อทำเป็นเครื่องไหว้เจ้าในวันตรุษจีน แล้วคนก็ได้กินด้วย ไก่ทั้งหลายแต่ละตัวในเข่ง มองไปทางไหนก็เห็นแต่พวกเดียวกัน แล้วก็กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย จนกระทั่งในที่สุดก็ไปขึ้นเขียงตายไปด้วยกันทั้งหมด

สังคมที่ไม่มีจุดหมายรวมใหญ่ที่จะรวมสายตาให้มองไกลออกไปข้างนอกนั้น แต่ละคนก็จะจ้องมองแต่พวกตัวเอง มองกันไปมองกันมาก็มีแง่ที่จะกระทบกระทั่งกันแล้วก็ขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันไป ในที่สุดก็จะมีสภาพเป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด ตั้งแต่ระดับใหญ่ที่สุดในประเทศลงมา จนถึงเล็กที่สุด จริงหรือไม่ขอให้พิจารณาดู

สังคมไทยขณะนี้ยอมรับหรือไม่ว่าเราขาดจุดหมายรวม ถ้าสังคมไทยมีจุดหมายร่วมก็จะรวมจิตใจของคนทั้งชาติไว้ด้วยกัน ความก้าวหน้าจะทำได้มาก ทั้งในแง่ที่เป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดผลสำเร็จและในการแก้ปัญหาไปด้วยพร้อมในเวลาเดียวกัน และเมื่อมีงานสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันแล้ว ปัญหาเล็กๆ ปลีกย่อยก็จะลดน้อยหายไปเอง เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ไข หรือแก้ไขด้วยการละลายปัญหา หมายความว่า ปัญหามีมากมาย เพราะคนไม่มีอะไรจะทำ ถ้ามัวแก้ปัญหาแต่ละอย่าง ก็จะวุ่นวายจมอยู่กับการแก้ปัญหานั่นแหละ ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ถ้าเรามีกิจกรรมหรืองานสร้างสรรค์สักอย่างที่ทุกคนพร้อมใจกันทำ คนทั้งหลายก็จะมาใช้เวลาหมดไปกับการทำงานสร้างสรรค์จนลืมที่จะสร้างปัญหา เลยกลายเป็นว่าปัญหาหมดไปเอง โดยไม่ต้องแก้ไข

ประการที่สอง
มองอย่างแคบที่ตัวคนแต่ละคน เมื่อมองในวงแคบจะเห็นว่าปัญหาต่างๆ มาจากตัวคนแต่ละคนนี่เอง และที่ตัวคนแต่ละคนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคุณภาพของคน คุณภาพของคนมีเท่าไรก็สร้างสังคมได้เท่านั้น คุณภาพของคนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาคน อะไรเป็นตัวพัฒนาคนก็คือการศึกษา ปัจจุบันนี้ก็ยอมรับกันทั่วไปและเน้นกันมากในเรื่องการพัฒนาคน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคนนั้นยังมีปัญหาที่ว่า กระบวนการพัฒนาคนนั้นเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจุดเน้นคือต้องพัฒนาคนเพื่อสร้างคุณภาพคน แต่เราจะพัฒนาคนที่จุดไหน คุณภาพของคนควรเป็นอย่างไรเป็นต้น ก่อนที่จะพัฒนาคนก็ควรจะรู้ว่าจะให้คนเป็นอย่างไร

สังคมไทยก็อยากจะบรรลุความสำเร็จในการแข่งขัน ซึ่งเป็นค่านิยมของยุคนี้คือการมีชัยชนะ คนที่จะมีชัยชนะได้ต้องมีความเข้มแข็ง ถ้าเราหันมามองดูคุณภาพของคนไทยที่อยู่ในระบบแข่งขันนี้ว่าจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ เช่นดูว่ามีความเข้มแข็งพอไหม เราก็จะมองเห็นจุดตัดสินได้พอสมควร

ถ้าคนไทยจะชนะการแข่งขันในเอเชียหรือในโลกก็ตาม คนไทยจะต้องมีคุณภาพข้อที่หนึ่ง คือต้องมีความเข้มแข็ง ปัจจุบันคนไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ เมื่อดูไปเรากลับมองเห็นในทางตรงข้ามว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังอ่อนแอ และดูจะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ถ้าสังคมไทยอ่อนแอแล้วจะไปแข่งขันกับสังคมอื่นได้อย่างไร ฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่จะต้องทำให้ได้คือ ต้องพัฒนาคนไทยให้มีความเข้มแข็งขึ้นมา”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ เรื่อง “ธรรมกับไทย ในสถานการณ์ปัจจุบัน”

วินกบหมู(แดง)​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #117 เมื่อ: 05:45 น. วันที่ 26 พ.ค.62 »
ไสยศาสตร์” ดีอย่างไร?
“พุทธศาสน์” ว่าอย่างไร?
....สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
....( ป. อ. ปยุตฺโต )

“ การสะเดาะเคราะห์นี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเชื่อถือในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องไสยศาสตร์ หรือเรื่องอำนาจดลบันดาล ซึ่งเวลานี้แพร่หลายมากในสังคมไทย เราควรจะวิเคราะห์ดูข้อดีข้อเสีย

คนที่สะเดาะเคราะห์นั้น สิ่งที่ได้อย่างหนึ่งก็คือความสบายใจ ทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้น หรืออาจจะมีความหวัง และคนก็มองว่าการสะเดาะเคราะห์และเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจดลบันดาลทั้งหลายนี้เป็นเรื่องศาสนา ก็เลยมีผู้พูดกันว่า ศาสนานั้นมีความหมายว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยปลอบประโลมจิตใจ บำรุงขวัญ มองในแง่นี้ก็เป็นประโยชน์อยู่ แต่ต้องพิจารณาหลายชั้น

เรื่องของไสยศาสตร์ และความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้ ทางพระพุทธศาสนาให้มองในแง่ของการปฏิบัติ คือไม่สนใจในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่จริง คนทั่วไปมักจะเถียงกันในแง่ว่าจริงหรือไม่จริง แต่พระพุทธศาสนาสอนในแง่ว่าความเชื่อและการปฏิบัติในเรื่องจำพวกนี้มีคุณมีโทษอย่างไรมากกว่า เพราะถ้าเถียงกันว่าจริงหรือไม่จริงนี่ไม่รู้จักจบ และไม่มีใครแพ้ชนะเด็ดขาด นอกจากนั้นถึงแม้ถ้าเป็นจริง แต่ถ้ามีโทษมากกว่าคุณ ก็ไม่ควรเอาด้วย

ข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือมองในแง่คุณและโทษ ในแง่นี้ทางพระพุทธศาสนาให้มองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเป็นกลางๆ คือมองทั้งแง่ดีและแง่เสีย ทั้งแง่คุณและแง่โทษ

เมื่อเช้าก็ได้พูดถึงเรื่องการอ้อนวอนเทพเจ้าไปนิดหน่อย โดยยกตัวอย่างเรื่องมหาชนกมาให้ฟังว่า เมื่อเรือแตกกลางทะเล คนทั้งหลายมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญบ้าง อ้อนวอนขอให้เทพเจ้าช่วยบ้าง ก็ตายกันหมด แต่มหาชนกเอาเวลาระหว่างนั้น มาใช้สติปัญญาพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โดยเตรียมตัวให้พร้อมที่จะว่ายน้ำทะเล จึงรอดมาได้

เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องการอ้อนวอนเทวดานี้ มีประโยชน์อะไรบ้าง

๑. อย่างที่บอกเมื่อกี้ คือช่วยปลอบประโลมใจ บำรุงขวัญ ขณะที่จิตใจกำลังเร่าร้อนกระวนกระวายก็ทำให้สงบลงได้ ในขณะที่ตื่นกลัวหวาดผวาก็อาจจะทำให้นอนหลับลงไปได้แล้วก็อยู่ด้วยความหวัง

๒. ต่อจากปลอบประโลมขวัญก็เกิดกำลังใจ ขณะที่ท้อแท้หดหู่พอทำพิธีแล้วก็อาจจะเกิดกำลังใจขึ้นมาบ้าง

๓. แล้วต่อไปก็คือถ้ามีความเชื่อมากก็อาจจะทำให้เกิดความมั่นใจ เมื่อมั่นใจก็ทำให้เกิดความเข้มแข็ง เช่นมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อบูชาแล้วเกิดความมั่นใจก็เข้มแข็งขึ้นมา

ที่ว่ามานี้ก็เป็นประโยชน์ ส่วนที่จะได้ผลสำเร็จจริงหรือไม่ก็เถียงกันไปอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ไม่เด็ดขาด ไม่จะแจ้งลงไป

ที่พูดในแง่ปลอบประโลมใจ บำรุงขวัญ เกิดกำลังใจ ตลอดจนให้เกิดความมั่นใจนั้น เรามองดูก็เป็นคุณประโยชน์ แต่จะต้องมองอีกด้านหนึ่ง คือด้านเป็นโทษบ้าง

ด้านเป็นโทษ มีอะไรบ้าง คนเราเวลามีทุกข์มีภัยก็แสวงหาหนทางที่จะหลุดพ้นไป มีปัญหาก็หาทางแก้ไข แต่พอเกิดความรู้สึกอุ่นใจสบายใจขึ้นมาก็ชักจะนอนใจ หรืออาจจะรอคอยด้วยความหวัง ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความประมาท นี้เป็นข้อแรกที่ต้องระวัง

ทีนี้การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจดลบันดาล และไสยศาสตร์ มีลักษณะที่ร่วมกันคือ

๑. ใช้ศรัทธา เอาความเชื่อเป็นหลัก คือ ไม่เกิดจากการรู้ความจริง ตัวเราเองไม่รู้ความจริงของเรื่องนั้นสิ่งนั้น

๒. เมื่อเป็นความเชื่อ ก็ต้องพึ่งอาศัยสิ่งที่อยู่นอกตัว คือขึ้นต่ออำนาจดลบันดาล รออำนาจนอกตัว ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วย

๓. สิ่งอื่นหรืออำนาจดลบันดาลภายนอกนั้นมาทำให้เรา โดยเราไม่ต้องทำเอง และเราทำเองไม่ได้

นี้เป็นจุดที่สำคัญ เรามองไม่เห็นกระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผลว่ามันสำเร็จได้อย่างไร เมื่อเราเชื่ออย่างนี้แล้ว เราอาจจะเกิดกำลังใจ เกิดความอุ่นใจ ปลอบประโลมใจ เสร็จแล้วเราก็เลยเบาใจ สบายใจแล้วก็ไม่ดิ้นรนขวนขวาย

ทีนี้โทษก็เกิดขึ้น ตอนที่ว่าอุ่นใจสบายใจนั้น ความอุ่นใจสบายใจไม่ได้เกิดจากการรู้เห็นชัดๆ ว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไร เพียงแต่เชื่อว่าจะสำเร็จ ตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่รอ ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย เมื่อไม่ได้แก้ไขปัญหา ต่อไปปัญหานั้นก็อาจจะร้ายแรงขึ้นมา อย่างน้อยก็ง่อนแง่นเพราะตัวเองไม่รู้ และมันไม่ได้อยู่ในอำนาจของตัวเอง

พุทธศาสน์ว่าอย่างไร?

ตอนนี้ก็มาพิจารณาหลักการในทางพุทธศาสนาโดยมองเทียบจากข้อเสียของไสยศาสตร์

หนึ่ง เราควรจะทำการให้สำเร็จผลที่ต้องการด้วยความเพียรพยายามของตนเอง คือ ให้สำเร็จด้วยการกระทำ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จด้วยการกระทำของเรา เราจะเห็นเหตุเห็นผลจะแจ้ง คือมองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลในการกระทำกับผลที่สำเร็จตามมา ไม่เหมือนกับผลที่เกิดจากผู้อื่นทำให้ และผู้อื่นที่ว่านั้นเป็นอำนาจเร้นลับที่เราไม่เห็นเลย ไม่สามารถรู้จะแจ้งลงไปว่าผลจะเกิดหรือไม่เกิด ได้แต่เชื่อได้แต่รอไป ฉะนั้น การเชื่อในการกระทำนี่เด็ดขาดกว่า นี่หนึ่งแล้ว

สอง คนที่ไปหวังพึ่งสิ่งภายนอกดลบันดาลหรือทำให้นั้นไม่พัฒนาตนเอง เพราะไปฝากให้ท่านทำให้แล้ว ก็รอซิ ปัญหานั้นตัวเองไม่ได้คิดแก้ไข รอผลดลบันดาลให้ ตัวเองไม่ได้คิดไม่ได้ทำก็ไม่ได้พัฒนาตนเอง

คนเรานี้จะพัฒนามีความเก่งกล้าสามารถขึ้นได้ ก็ด้วยการที่ว่า ได้ฝึกได้หัดได้ทดลองได้ทำได้คิด เมื่อปล่อยปัญหาให้อำนาจภายนอกช่วยไปแล้ว ไม่ได้คิดไม่ได้แก้ไข มัวไปหวังพึ่งท่านอยู่ ตัวเองก็ไม่พัฒนา สติปัญญาความสามารถในการกระทำก็ไม่ได้ฝึกปรือ ก็เลยไม่มีอะไรดีขึ้นในตนเอง เสียสองแล้วคือไม่มีการพัฒนาตนเอง

สาม การที่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นต่ออำนาจภายนอกที่เรามองไม่เห็นนั้น เราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ขาดอิสรภาพ หมดอิสรภาพ พึ่งตนเองไม่ได้ นี่ประการที่สาม

การพัฒนาตนเองจะมาสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองได้ เมื่อเราพัฒนาตนเองฝึกปรือตนเอง ต่อไปเราก็สามารถพึ่งตัวเองได้ เป็นอิสระแก่ตัวเอง พระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ลูกศิษย์สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ยอมให้มามัวรอพึ่งแม้แต่พระองค์เอง พระองค์ต้องการให้ทุกคนเป็นอิสระ ให้เขาพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องมาขึ้นต่อพระองค์ พระพุทธเจ้าช่วยคนให้เขาพึ่งตัวเองได้ ทรงช่วยให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ช่วยให้เขาอ่อนแอแล้วได้แต่คอยรอให้พระองค์ช่วย และ

สี่ ที่พูดไปแล้วก็คือทำให้เกิดความประมาท เพราะไปรอหวังพึ่ง รอให้ท่านช่วย เราก็ปล่อยเวลาไปไม่ได้ทำอะไร มัวแต่อุ่นใจเลยไม่ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา

สำหรับข้อเสียนี้ เมื่อ

– มองในแง่แต่ละคน เฉพาะหน้าก็ปล่อยปละละเลยทำให้ปัญหาหมักหมมไม่ได้แก้ ในระยะยาว ถ้าเคยตัวอย่างนี้ก็เลยมีนิสัยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ชอบรอหวังพึ่ง อยู่ด้วยความหวัง เรียกว่ามีนิสัยประมาท

– มองในแง่สังคม เมื่อคนทั่วไปเชื่อกันอย่างนี้ ก็ไม่มีการดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหาและทำการสร้างสรรค์ สู้สังคมที่เขามีความเดือดร้อนไม่มีใครช่วยเหลือเลยก็ไม่ได้ สังคมแบบนั้น เมื่อถูกภัยบีบคั้นคุกคาม แล้วหาทางแก้ไขตัวเอง ดิ้นรนไปมาก็ทำให้เจริญเข้มแข็งขึ้นมาได้ ในแง่นี้นับว่าเป็นโทษมาก

ทีนี้เราก็ดูว่าโทษกับคุณนี่คุ้มกันไหม เมื่อมองในระยะยาวและในแง่สังคมส่วนรวม แม้แต่ถ้ามันจะได้ผลจริงบ้าง ก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนาท่านจึงวางหลักการไว้ว่า

หนึ่ง ให้ทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรของตัวเองตามเหตุตามผล

สอง ให้ใช้เรื่องนั้น ปัญหานั้น สิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งที่ต้องเผชิญนั้นเป็นเครื่องมือหรือเป็นเวทีในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง คนเราจะต้องศึกษา ต้องเรียนรู้พัฒนาตนเอง จะได้มีชีวิตที่ดีงามยิ่งขึ้น ถ้ามองในแง่ชีวิตคน ชีวิตก็จะดีขึ้น มองในแง่สังคม สังคมก็เจริญก้าวหน้าพัฒนาขึ้น

สาม อย่างที่ว่าแล้ว ให้รู้จักพึ่งตนเอง จะได้มีอิสรภาพ และพึ่งตนเองได้

สี่ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ต้องรอให้มีอะไรมากระตุ้น หรือมีภัยมาบีบคั้นคุกคาม เราก็ลุกขึ้นกระตือรือร้นขวนขวาย ไม่ประมาทอยู่เสมอ
ความไม่ประมาทนี่สำคัญมาก ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเน้นเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่จะปรินิพพานก็ตรัสว่า

“เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท”

พูดง่ายๆ ว่า จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

เพราะฉะนั้น ในพระพุทธศาสนานี้ เรื่องของการพึ่งอำนาจดลบันดาลภายนอก หรือลัทธิรอผลดลบันดาลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไสยศาสตร์ หรือการพึ่งอำนาจเทพเจ้าอะไรก็ตาม พระพุทธศาสนาจึงไม่สนับสนุน ไม่ใช่ว่าท่านว่าไม่จริง แต่โทษมันมากกว่าคุณ มันทำให้เสียหลักสี่ประการที่ว่านี้ ถ้าใครจะถามเรา ก็บอกได้เลยว่ามันขัดหลักพุทธศาสนา ๔ ประการ

๑. ขัดหลักการกระทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรพยายาม ตามเหตุตามผล

๒. ขัดหลักการฝึกฝนพัฒนาตนเอง

๓. ขัดหลักการพึ่งตนเองและมีอิสรภาพ

๔. ขัดหลักความไม่ประมาท

การเชื่อถือวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ทำให้คนหลงเพลิน คอยรอ และก็อาจจะงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร ทำให้ปล่อยปละละเลยกิจที่ควรทำ แล้วก็ทำให้ตกอยู่ในความเสื่อม ชีวิตและสังคมแบบนี้จะเสี่ยงต่อความเสื่อมและภัยอันตราย เพราะฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ โดยทำตามหลัก ๔ ประการที่กล่าวมา"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์  “ถ้าอยากพ้นวิกฤติ ต้องเลิกติดไสยศาสตร์”...  ส.หลก

ออฟไลน์ pckcomeback

Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #118 เมื่อ: 12:51 น. วันที่ 27 พ.ค.62 »
สาธุครับ
ufabet

แกงส้มกบ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #119 เมื่อ: 17:31 น. วันที่ 30 พ.ค.62 »
นี่คือ “ความจริง” อันเป็นที่สุด
ของสิ่งที่เรียกว่า“ชีวิต”มนุษย์

"เมื่อคนไม่รู้ทันความจริงของธรรม ก็นำความทุกข์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาเป็นทุกข์ของตัว

"ทุกขํ" ทุกขังในไตรลักษณ์นี้ เรามักไปมองคำว่าทุกข์เป็นความเจ็บปวดเสีย ที่จริงทุกข์เป็นสภาพตามธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย หรือเป็นสภาวะตามธรรมชาติ คืออาการที่สิ่งทั้งหลายไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิม

บางทีแปลว่า stress หรือ conflict คือภาวะที่มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ-ปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่ เกิด-ดับ บีบคั้น ขัดแย้ง กันอยู่ตลอดเวลา แล้วทุกข์ก็เป็นภาพรวมที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านั้น

สิ่งทั้งหลายเป็นองค์รวมที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆมาประชุมกัน เมื่อองค์ประกอบแต่ละอย่างเกิดขึ้น-ดับไป เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์รวมนั้นจึงไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ เพราะเมื่อองค์ประกอบแต่ละอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะเกิดการขัดแย้งกันเป็นความกดดันภายใน แล้วก็จะต้องคงอยู่ไม่ได้

สภาพที่ขัดแย้ง ฝืน กดดัน คงอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ทุกข์" ซึ่งเป็นสภาวะธรรมชาติในสิ่งทั้งหลาย เมื่อเราใช้ศัพท์นี้กับภาวะในใจคน ก็จะมีความหมายว่าเป็นภาวะที่จิตถูกกดดันบีบคั้น ก็คืออันเดียวกัน

จะเห็นว่าทุกข์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ในสิ่งทั้งหลายนี้ ก็มีความหมายหนึ่ง คล้ายๆกับทุกข์ในใจของเรา ทุกข์ในใจของเราก็คือ ภาวะที่ถูกบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง ไม่สบาย ทนไม่ไหว ทีนี้ ในสิ่งทั้งหลายทุกข์ก็คือภาวะที่จะต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไป เกิดความขัดแย้ง กดดัน ทนอยู่ไม่ได้

ส่วน "อนตฺตา"(อนัตตา) ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่า คือดำรงอยู่หรือเป็นไปตามสภาวะของมันอย่างนั้นๆ ซึ่งใครจะไปยึดถือ ยึดครองเป็นตัว เป็นของตัว อย่างใดไม่ได้จริง ถ้าเป็นสังขารก็เป็นเพียงภาพรวมของปรากฏการณ์แห่งกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง มิใช่เป็น"ตัวตน"ที่ยั่งยืนมั่นคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป

เรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกับกฎทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ ไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ ใครมีปัญญาสามารถก็ค้นพบแล้วก็เอามาบอกกัน

เรื่อง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เป็นความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มาค้นพบ เปิดเผยอธิบาย วางเป็นระบบไว้

ตรงนี้แหละ ที่มาโยงเข้ากับ "อริยสัจ" คือเมื่อสิ่งทั้งหลาย ทั้งโลก รวมทั้งชีวิตของคนเรานี้ เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งๆ มันก็เป็นไปตามกฎธรรมชาตินี้ ที่ว่ามีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงทุกเวลา มีความกดดันขัดแย้งภายใน คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ และเป็นไปตามเหตุปัจจัย ปรากฏรูปลักษณ์ไปต่างๆ ยักย้ายไปตามเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กันนั้น อย่างร่างกายของเรานี้ก็เปลี่ยนไป ตอนเป็นเด็กหน้าตาอย่างหนึ่ง อายุมากขึ้นมาก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ตามธรรมดาของมันอย่างนี้ ก็มีคำถามว่า มนุษย์จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร คือ จะปฏิบัติหรือสัมพันธ์กับธรรมชาติ กับโลก กับชีวิต ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นอย่างไร

มนุษย์อาจจะสัมพันธ์กับมันด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
"อวิชชา" คือ ภาวะที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่รู้ทันความจริงของสิ่งนั้นๆ
"ตัณหา" คือ ความอยากความปรารถนาต่อสิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ทันความจริงของมัน
"อุปาทาน" คือ การเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นอย่างที่ตัวต้องการ เอาความปรารถนาของตนเป็นตัวกำหนด

ถ้ามนุษย์เข้าไปสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆว่า สัมพันธ์กับโลกและชีวิตด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็จะเกิดปัญหาขึ้นกับชีวิตของตัวเองทันที ทุกข์ที่เป็นสภาพอยู่ในธรรมชาติตามธรรมดาของมัน คือ เป็นความขัดแย้ง คงอยู่ไม่ได้ ในสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคืบเคลื่อนไปนั้น ก็จะเกิดเป็นสภาวะที่กดดัน ขัดแย้ง ขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ตอนนี้ ทุกข์ในธรรมชาติที่มีอยู่ตามธรรมดา กลายมาเป็น"ทุกข์"ปรุงแต่งในใจของเรา

ที่จริงมันเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ แต่เมื่อเราไปสัมพันธ์ปฏิบัติต่อมันไม่ถูก จึงเกิดเป็นทุกข์ในใจของเราขึ้นมา และเมื่อสืบค้นดูก็จะรู้ว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของเราในกรณีนี้ ตัวนี้แหละที่ท่านว่าเป็น "สมุทัย" คือเหตุแห่งทุกข์ ตอนนี้สมุทัยมาเเล้ว

"สมุทัย" นี้ ถ้า(พระพุทธเจ้า)ตรัสแค่บทบาทหน้าโรง ก็เอา"ตัณหา"เป็นตัวแสดง แต่ถ้าตรัสแบบเต็มโรง จะยกเอา"อวิชชา"เป็นตัวกำกับหลังโรง ขอให้ดูเวลาตรัส ว่าอะไรคือ"สมุทัย" พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๒ แบบ

แบบที่ ๑ ตรัสว่า สมุทัย ได้แก่ ตัณหา คืออธิบายง่ายๆสั้นๆว่า "สิ่งทั้งหลายมันไม่เป็นไปตามใจอยากของคุณหรอก เมื่อคุณสัมพันธ์กับมันด้วยความอยาก คุณก็ต้องเป็นทุกข์เอง"

แต่เบื้องหลังตัณหา คือความอยาก หรือความตามใจตัวนี้ ตัวการที่แท้ก็คือ "ความไม่รู้เท่าทันความจริง" ซึ่งเป็นเงื่อนไขเปิดช่องให้ปัจจัยต่างๆเข้ามาหนุนกันในการที่จะให้ปัญหานั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น

แบบที่ ๒ จึงตรัสแบบกระบวนการที่เริ่มต้นจาก"อวิชชา" ว่าอวิชชาเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัญหาหรือทุกข์ สมุทัยที่แท้จริงเป็นกระบวนธรรม (ธรรมปวัตติ) ตามกฎปฏิจจสมุปบาทว่า "อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา" ซึ่งประมวลว่าทั้งหมดนี้คือสมุทัยแห่งทุกข์

ตอนนี้จะเห็นได้ว่า กฎธรรมชาติ มาสัมพันธ์กับมนุษย์แล้ว

ตอนแรก พูดเริ่มจากกฎธรรมชาติก่อนว่า ความจริงของธรรมชาติมันมีอยู่ตามธรรมดาของมัน สิ่งทั้งหลายดำเนินไปตามกฎธรรมชาตินั้น เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ตอนนี้ มาถึงคน คือในการที่คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเกี่ยวข้องโดยมี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกำหนด ก็จะเกิดปัญหา มีทุกข์ขึ้นมา

อันนี้ คือ อริยสัจ ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ การสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายซึ่งมีศักยภาพที่จะให้เกิดทุกข์ ด้วยอวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ซึ่งเป็นสมุทัย คือตัวเหตุ แล้วก็เกิดทุกข์ในตัวคนขึ้นมา คือก้าวจากทุกข์ในสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาเป็นทุกข์ในใจของเรา

นี่คือ วิธีพูดแบบย้อนกลับโดยเอากฎธรรมชาติเป็นจุดเริ่มต้น โดยเริ่มที่ "สมุทัย" คือมนุษย์ไปสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายไม่ถูกต้อง โดยสัมพันธ์ด้วย อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ก็เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ "ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา ความสุขต้องมาทันที"...  ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]