gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 40112 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

วิน​ กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #135 เมื่อ: 15:21 น. วันที่ 21 ส.ค.62 »
เศรษฐีคนหนึ่งมองผ่านหน้าต่าง เห็นคนเก็บขยะคุ้ยหาขยะไปขาย เขาอุทานกับตัวเองว่า "ช่างโชคดีจริงๆที่เราเกิดมารวย"
.
คนเก็บขยะมองไปรอบ ๆ เห็นคนแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่บนถนน ... เขาอุทานกับตัวเองว่า "โชคดีแล้วที่เราไม่ได้บ้า"
.
คนบ้ามองเห็นรถพยาบาลแล่นพาคนป่วยไปโรงพยาบาล... เขาอุทานกับตัวเองว่า "เราช่างโชคดีเหลือเกินที่ยังไม่ป่วย"
.
พอคนป่วยถึงโรงพยาบาล เห็นพยาบาลกำลังเข็นศพ ไปเข้าโรงเย็น... เขาอุทานกับตัวเองว่า "เราโชคดีเหลือเกินที่ยังไม่ตาย"
.
คนตายเท่านั้นที่ไม่ต้องใช้โชค
.
ทำไมคุณไม่มองความโชคดีของตัวเอง ที่มีอยู่ตอนนี้ ที่เป็นเหมือนของขวัญ และวันที่สวยงามของชีวิต
.
ชีวิตคืออะไร?
คุณอาจจะเข้าใจดี ถ้าได้อยู่ในสถานที่ทั้งสามแห่งนี้
.
๑. โรงพยาบาล
๒. คุก
๓. สุสาน
.
ที่โรงพยาบาลคุณจะเข้าใจได้ว่า ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า "สุขภาพดี"
.
ในคุกคุณจะเห็นว่า "อิสระภาพ" เป็นสิ่งล้ำค่าขนาดไหน
.
ที่สุสานคุณจะรู้ว่าชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย พื้นดินที่เราเดินวันนี้ อาจจะเป็นหลังคาของเราในวันพรุ่งนี้ก็ได้
.
ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ เราทุกคนมาตัวเปล่า และเราจะจากโลกไปตัวเปล่าเช่นกัน
.
ขอให้เราจงอ่อนน้อมถ่อมตน และขอบคุณกับความโชคดีทุกอย่างที่เรามี..ในทุกๆวันกันเถอะ
.
ช่วยแบ่งปันเรื่องนี้ให้กับคนอื่นด้วย และบอกให้พวกเขาทราบว่า ความโชคดีอยู่ที่เราสร้าง

คนที่มีความสุข คือคนที่โชคดีที่สุด
สุขอื่นใด นอกจากใจหยุดนิ่ง..ไม่มี

Cr. เพจคลินิคเฉพาะทางจิตเวชหมอจุฬาฯ


วิน กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #136 เมื่อ: 17:47 น. วันที่ 26 ส.ค.62 »
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีพยาบาลคนหนึ่งฉีดยานอนหลับให้กับคนไข้ผู้หญิงที่กำลังจะผ่าตัด วันนั้นก็ได้รับใบสั่งให้ฉีดยา พอดูแล้วเห็นว่ายานั้นแรงเป็น ๑๐ เท่า แสดงว่าหมอสั่งผิด

ดูตัวยาแล้วเห็นว่าไม่ใช่ตัวยาเดิม แต่ก็ไม่น่าแรงเป็น ๑๐ เท่า จึงหยิบใบสั่งเดินจะไปถามหมอที่สั่งยา

แต่ !! หมอคนนี้เคยด่าแกแรงๆ ทีหนึ่งว่า “เสือก! เป็นพยาบาลมีหน้าที่ฉีดก็ฉีดไป” เมื่อคิดถึงคำพูดที่หมอเคยด่าก็เลยหันหลังกลับ ไม่ไปถามแล้ว คิดว่าเอาเถอะเป็นยังไงก็เรื่องของหมอ ผลปรากฏว่าคนไข้ช็อกตายคาเข็มเลย

เรื่องไม่จบแค่นั้น.. คืนนั้นพยาบาลคนนี้ขับรถกลับบ้านคนเดียว มองกระจกหลัง เห็นคนไข้ที่ตายไปนั่งอยู่เบาะหลัง ใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล พยาบาลคนนี้ก็บิดกระจกไม่ให้เห็น แล้วขับรถต่อจนถึงบ้าน ผีคนไข้ก็ตามมาจนถึงบ้าน ก็ไปเล่าให้สามีฟัง คืนนั้นก็หวาดกลัวมากเพราะภาพมันหลอนใจ จะเข้าห้องน้ำก็ต้องให้สามีเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย จะทำอะไรก็ต้องให้อยู่ใกล้ๆ อยู่ห่างไม่ได้

ประมาณ ๓ วันต่อมา คนไข้หญิงคนนั้นมาเข้าฝันแล้วพูดว่า “เธอทำให้ฉันต้องพรากจากสามี ทำให้ฉันต้องพรากจากลูกในท้องอายุ ๒ เดือน หนี้เวรนี้ต้องชดใช้” (แต่จริงๆ พยาบาลคนนี้ไม่ทราบมาก่อนว่าคนไข้ท้อง ๒ เดือน) พยาบาลก็เลยตกอยู่ในสภาพที่จิตใจย่ำแย่มาก ภาพคอยตามหลอนถึงกับทำงานไม่ได้ สามีก็พลอยไปทำงานไม่ได้ด้วย ต้องอยู่เป็นเพื่อน

ในที่สุด ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าตายดีกว่า ก็เลยไปเช่าโรงแรมไว้ใกล้วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม จากนั้นก็ไปซื้อยานอนหลับมา ๑๐๐ แคปซูล แล้วไปที่วัดเพื่อกราบลาพระประธานในโบสถ์ ตั้งใจว่ากราบลาพระ แล้วจะกลับโรงแรมไปกินยาตาย เพราะเสียใจมากที่ถูกคนไข้ที่ตายจองเวร

พระที่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บรรยายฟังเป็นพระสอนกรรมฐาน วันนั้นท่านก็ไปที่โบสถ์เพื่อจะสวดมนต์ เห็นพยาบาลผู้หญิงคนนี้ร้องไห้อยู่ ก็เข้าไปถาม พอรู้เรื่องก็รู้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ถ้าฆ่าตัวตายไปแล้วก็ต้องลงนรก ๕๐๐ ชาติ

จึงบอกว่า “โยม วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ โยมต้องไปฝึกกรรมฐาน แล้วอุทิศบุญใช้หนี้เขาไป เพราะกรรมฐานหรือจิตตภาวนานี้ เป็นบุญใหญ่ที่สุดถึงขั้นพาเข้านิพพานได้” ทอดกฐินอย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ แต่พุทโธ พุทโธ พาเข้าถึงพรหม ถึงนิพพานได้

พยาบาลได้ฟังก็รีบขอสมัครเข้าปฏิบัติกรรมฐานทันทีที่วัดนั้นเอง แต่บังเอิญว่ารุ่นสุดท้ายของปีนั้นผ่านไปแล้ว ต้องรอปีต่อไป พระท่านจึงแนะนำให้ไปสมัครปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ

ต่อมาพระรูปนี้ท่านได้ไปสอนกรรมฐานที่ยุวพุทธฯ ในคอร์สที่พยาบาลคนนี้ไปฝึก วันที่ ๖ ของการอบรม พยาบาลคนนี้แต่งชุดขาวเข้ามากราบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตอนแรกพระท่านก็จำไม่ได้ แต่ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า เคยพบกันแล้วที่วัดอินทร์ฯ พระท่านทักว่า “วันนั้นที่วัดอินทรวิหาร อาตมาเห็นโยมร้องไห้ แต่ทำไมวันนี้หน้าตาแจ่มใส หัวเราะได้แล้ว”

พยาบาลตอบว่า “มันต่างกันเจ้าค่ะ ตอนที่หลวงพ่อพบดิฉันที่วัด ตอนนั้นเสียใจที่ฉีดยาแล้วคนไข้ตาย แต่ตอนนี้ดีใจ เพราะเมื่อวานนี้ตอนเย็น ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนร่วมกันอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของดิฉันค่ะ ตอนนี้คนไข้คนนั้นได้ไปเกิดเป็นนางฟ้าแล้ว เมื่อเช้ามืดนี้ได้มาหาดิฉัน แต่งตัวสวยมาบอกว่าขอบใจมากที่เธอช่วยให้ฉันได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า มีวิมานสวยงาม กรรมที่เคยจองเวรไว้ ขออโหสิให้ทั้งหมด”

การปฏิบัติกรรมฐานเป็นบุญใหญ่ ยิ่งคนหมู่มากร่วมอุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรของนางพยาบาลคนนี้ จึงมีผลมาก

เปรียบเหมือนมีหนี้ที่ต้องทวงอยู่ ๑ ล้านบาท
แต่ลูกหนี้เขาคืนให้ ๕๐ ล้านบาท
แบบนี้เป็นใครก็เอา
เลิกจองเวรเลย เพราะนี่คือบุญใหญ่

ในระหว่างทาน ศีล และภาวนา
อันที่ ๓ นี้ (ภาวนา) เป็นบุญใหญ่ที่สุด

จากหนังสือ บ่อเกิดแห่งบุญ..... ส.สู้ๆ

วิน​ กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #137 เมื่อ: 21:54 น. วันที่ 27 ส.ค.62 »
โรคหลงผิด
Delusional Disorder อาจแบ่งได้หลายประเภท ดังนี้

Persecutory Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าถูกปองร้าย เป็นประเภทที่มักพบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยอาจมีความเชื่อว่าตนเองกำลังถูกสะกดรอยตาม ถูกหักหลัง ถูกกลั่นแกล้ง หรือทารุณกรรม
Grandiose Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าตนมีความสามารถเกินความจริง ผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ มีความรู้ พลัง อำนาจ และมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญหรือพระเจ้า
Somatic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง ผู้ป่วยอาจเชื่อว่าร่างกายมีความผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น มีแมลงคลานอยู่บนผิวหนัง หรือคิดว่าตนกำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย เป็นต้น
Erotomantic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าบุคคลอื่นมาหลงรักหรือเป็นคู่รักของตนเอง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าคนที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่าอย่างบุคคลสำคัญหรือดารามาหลงรักตนในเชิงชู้สาว โดยผู้ป่วยอาจพยายามติดต่อสื่อสาร หรือสะกดรอยตามบุคคลนั้นด้วย
Jealous Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าคู่รักของตนนอกใจ โดยผู้ป่วยอาจคิดไปเองและระแวงว่าคนรักของตนกำลังนอกใจ
Mixed Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดแบบผสม ผู้ป่วยจะมีอาการหลงผิดมากกว่า 1 อาการข้างต้น โดยไม่มีเรื่องใดที่เด่นชัดออกมา
Unspecified Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดแบบไม่ระบุเจาะจง ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีความเข้าใจผิดในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น หรือไม่สามารถระบุความหลงผิดนั้นได้อย่างชัดเจน
สาเหตุของโรคหลงผิด
ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ Delusional Disorder เนื่องจากเป็นภาวะที่พบได้น้อยและยากต่อการศึกษาค้นคว้า แต่งานวิจัยบางชิ้นสันนิษฐานว่า อาการเหล่านี้อาจเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรม โดยความผิดปกติทางจิตอาจถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่จึงอาจมีบุคคลในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท หรือมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบจิตเภท (Schizotypal)...  ส.สู้ๆ

Red WinKob

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #138 เมื่อ: 20:59 น. วันที่ 30 ส.ค.62 »
เปรตทิดกบ ถวายทองกับหลวงตาเพื่อช่วยชาติ

เรื่องเปรตทิดกบนี้ เป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์หลายๆรูปเล่าให้ฟังเรื่องมีอยู่ว่า ทิดกบเป็นโยมหลานชายของหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก วัดป่าหนองแสง อ.นาหว้า จ.นครพนม แม่ทิดกบเป็นโยมพี่สาวของหลวงพ่อบุญเพ็ง ทิดอึ่งเองเคยบวชเรียนอยู่วัดป่าทาง จ.นครพนม แต่ได้สึกหาลาเพศไปประกอบอาชีพ ขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งทิดกบประสบอุบัติเหตุ ขับรถมอเตอร์ไซค์เป๋ไปชนท้ายรถสิบล้อที่เค้าจอดไว้ข้างทาง ทิดกบเสียชีวิตลงทันที งานนี้ไม่ได้ค่าเสียหายอะไร เพราะรถสิบล้อเค้าจอดไว้เฉยๆ ทิดกบขับไปชนเอง ประกันก็ไม่มี พรบ.ก็ขาด เมื่อทิดกบตายแล้ว ก็มาเป็นเปรตอยู่ที่วัดป่าหนองแสง ที่ตนเองเคยบวชเรียน

ทั้งโยม ทั้งพระ ทั้งแม่ชี ต่างถูกเปรตทิดกบรบกวน เช่น มาคอยเปิดปิดไฟที่ศาลา มาเดินผ่านให้เห็นบ้าง ลักษณะร่างของทิดกบ เป็นผิดกายสีดำแบบรอยไหม้ และมีรอยแตกของผิว มีน้ำเหลืองแทรกรอยแตกนั้นออกมา ผู้พบเห็นก็หวาดกลัว และสลดสังเวช

ที่วัดนี้นอกจากมีหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ซึ่งเป็นหลวงอาแล้ว ยังมีคุณยายทิดกบที่บวชเป็นแม่ชีที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักนี้อีกด้วย (แม่ชีท่านนี้เป็นโยมมารดาของหลวงพ่อบุญเพ็ง สมัยมีชีวิตหลวงตามหาบัว เคยชมว่าแม่ชี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อละขันธ์ ปรากฏอัฐิเป็นพระธาตุ)

หลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านเห็นเปรตทิดกบแล้วก็สลดสังเวช จึงตั้งใจทำบุญอุทิศไปให้

วันหนึ่งท่านเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน มารับบาตรที่บ้านโยมพี่สาว แม่ของทิดกบ จึงปรารภว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทิดอึ่งมีทรัพย์สมบัติอะไรเหลือไว้มั่งมั้ย ขณะพูดกับโยมพี่สาว หลวงพ่อบุญเพ็งก็เหลือบไปเห็นสร้อยทองคำที่คอของพี่สาว จึงถามว่า นั่น..ทองใครนะ พี่สาวจึงระลึกได้ว่า โอ้ นี่ไง ทองของเจ้ากบมันแระ มันมาฝากไว้ที่ชั้น ก่อนจะเข้าไปกรุงเทพฯ

หลวงพ่อบุญเพ็งบอก ดีหล่ะ จะได้เอาทองเจ้ากบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้มัน

เมื่อท่านกลับมาก็พิจารณาดู ว่าสร้อยทองน้ำหนักบาทนึ่งนี้ ถ้าขายก็มีมูลค่า ราวๆ ๔,๕๐๐ บาท (ช่วงราวๆ ปี ๔๐-๔๒) จะนำเงินส่วนนึ่งไปซื้ออาหารถวายพระ และจะนิมนต์พระจากวัดถ้ำยานาโพธิ์ภูลังกา จ.นครพนม (เป็นวัดเก่าหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ) ที่ทิดกบเคยบวชมาฉันด้วย ปัจจัยบางส่วนจะซื้อของมาทำสังฆทานอุทิศให้โยมกบ

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านครุ่นคิดอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนใจว่า เงินนี้ก็มีไม่มาก ถ้าไปซื้อของมาทำอาหาร ก็จะไปเบียดเบียนสัตว์ในตลาดอีก อานิสงส์ที่ทิดกบจะได้ ก็จะน้อยลง ช่วงนั้นมีโครงการช่วยชาติที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ระดมศรัทธาจัดผ้าป่าทองคำเข้าคลังหลวงเพื่อช่วยชาติ จากวัดป่ากัมมัฏฐานต่างๆ ทั่วประเทศให้มาร่วมกันเกื้อหนุนช่วยชาติ

เมื่อหลวงพ่อบุญเพ็ง ระลึกได้ดังนี้ จึงตัดสินใจ ไปบอกโยมพี่สาว แม่ของทิดกบว่า สร้อยทองทิดกบบาทนึ่ง เราจะเอาไปถวายหลวงตามหาบัว โครงการช่วยชาติเข้าคลังหลวงนะ แม่ทิดกบก็เห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อถึงวันงานผ้าป่าช่วยชาติ มีโยมที่วัดเอาทองอีก ๑ สลึง มาร่วมสมทบด้วย เป็น ๑ บาท ๑ สลึง เมื่อถึงเวลา หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ได้นำใบปวารณาไปถวายหลวงตามหาบัว ท่านถวายเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะวันนั้นมีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มามาก แต่ละองค์ก็ระดมทุนจากศรัทธาได้ทองคำเป็นตันๆ บางองค์ก็ได้เป็นสิบล้าน หลายองค์ที่นำผ้าป่ามาเป็นหลักล้านขึ้นไป

หลวงตามหาบัว ท่านเห็นหลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านก็จ้องมอง และหยิบใบปวารณามาดู มาอ่าน แล้วประกาศว่า...

"อ้าว ฟังๆๆ ฟังๆๆ ฟังๆๆ"

เสียงญาติโยมและโฆษกที่อึกทึกอยู่ขณะนั่นก็เงียบลง

"..ท่านบุญเพ็ง นำทองคำมาถวาย ๑ บาท กะ ๑ สลึง พอใจๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นะ ทองนี่ แทนที่จะขายเอาไปซื้ออาหารทำบุญกะพระ ก็ต้องไปรบกวนชีวิตสัตว์ในตลาด ท่านจึงล้มเลิก เอาทองมาเข้าคลังหลวง เป็นอานิสงส์ใหญ่ เอ้า พอใจๆ "

เสียงญาติโยมในศาลา ก็สาธุการเป็นการใหญ่

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านเล่าว่า ช่วงนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์ใหญ่ๆ ทั้งหลวงปู่แบน ทั้งหลวงปู่ลี ก็นำผ้าป่าถวายทองคำเข้าคลังหลวงกันเป็นจำนวนมาก แต่หลวงตาท่านก็ไม่ประกาศเอง ให้โฆษกประกาศ แต่เรามีทองเพียงน้อยนิด แต่หลวงตาท่านกีบมองเห็นแล้วหยิบใบปวารณามาอ่าน ก็รู้สึกทั้งเขินๆ ทั้งปีติ แถมท่านยังรู้เรื่องที่หลวงพ่อบุญเพ็งคิดอีกว่า จะไม่ขายทองไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพระ แต่จะเอาทองมาเข้าโครงการช่วยชาติแทน

หลังจากนั้น ตกกลางคืน ทิดกบได้มาเข้าฝันแม่ท่านว่า แม่ๆ ทองคำที่ถวายหลวงตานั้น ผมได้บุญแล้วนะ หลวงตาท่านมาจับแขนผมดึงขึ้นไปสวรรค์ ผมค่อยๆ ลอยตามหลวงตามหาบัวไปบนสวรรค์

ระหว่างทางมีเทวดาจำนวนมหาศาลสุดลูกหูลูกตา มานั่งรอหลวงตา ลักษณะอย่างกับคนมานั่งรอรับเสด็จในหลวงอย่างใดอย่างนั้นเลย หลวงตาพาผมไปส่งถึงบนสวรรค์เลย ผมเป็นเทวดาแล้วด้วยอานิสงส์ที่ถวายทองคำช่วยชาตินะ แม่ไม่ต้องห่วงผมแล้ว ต่อจากนี้ ถ้าแม่จะทำบุญ แม่ทำบุญให้ตัวเองเลยนะ ไม่ต้องห่วงผมแล้วนะ แม่นะ

หมายเหตุ แอดมินท่องถิ่นธรรม พิมพ์จากความทรงจำที่ครูบาอาจารย์หลายๆ รูปเคยเล่าให้ฟัง จากหลายๆ ครั้ง หากมีรายละเอียดผิดพลาด เรื่องบุคคลหรือเรื่องตัวเลข ต้องกราบขออภัยท่านผู้รู้มา ณ โอกาสนี้ครับ

ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้แอดมินฟังอีกว่า ทำบุญกับหลวงตาเพียงน้อยนิด แต่ได้อานิสงส์ใหญ่ เพราะหลวงตามหาบัวเป็นพระที่บริสุทธิ์ พระอย่างหลวงตา กว่าจะมาบรรลุธรรม ท่านสั่งสมบารมีมาแล้วตั้งเท่าไหร่ จะหาพระอย่างหลวงตามหาบัวอีกในชาตินี้ หรือในชาติหน้าอีก จะหาได้หรือป่าวก็ไม่รู้ จึงควรใส่ใจตั้งใจทำบุญกับหลวงตามหาบัว ยิ่งทำบุญถวายทองเข้าคลังหลวงด้วย ยิ่งเป็นมหาทานใหญ่หาประมาณมิได้... ส.สู้ๆ

Dr.Somchai

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #139 เมื่อ: 15:38 น. วันที่ 31 ส.ค.62 »
ไปเยี่ยมเยียนหมอน้องชายเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง

ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดีจึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ.

การสนทนาตอนหนึ่งหมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า

ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย

สามปีต้องผ่าตัดห้าครั้งและหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง

ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมาครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาลก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด

หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้านดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอีก

ครึ่งเดือนต่อมาบุญมากลับมาใหม่แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่

หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูกจะต้องตัดนิ้วเพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม

ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

หลังจากนั้นครึ่งปีบุญมาไปเที่ยวชายทะเลเขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก

อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้นนิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่

ภายในเวลาสองวันเมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า

เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมดจึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีบุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก

ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกัน

พอเอกซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว! เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรง

เชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง
จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก

บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วยด้วน

วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบทบุญมาไปช่วยงาน
คืนนั้นผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน

เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น
หนูตัวหนึ่งเจาะจงมากัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียวกัดแล้วก็หนีไป

บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดคนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด

แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนักมีเลือดซึมออกมาแต่ทุกคนพากันตกใจที่อยู่ดีๆ

ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับเพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้น

ไม่กัดกินคนเป็นๆบุญมาขวัญเสียถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่าตนคงจะต้องตายในไม่ช้า

มันทารุณจิตใจมากไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก

บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่าเชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป

หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก

จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า

บุญมาชายอายุยี่สิบสามปีอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
โดยเฉพาะชอบกินเต่ากินตะพาบ

บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว

ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต

บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ดแกล้มเหล้าขาว
บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปีนับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไป
ได้กี่ตัววันหนึ่งบุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา

ตะพาบน้ำตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัม
เขาดีใจมากตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมด
จะต้องค่อยๆกินที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย
ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืนอดทนไม่ตายง่ายๆ
ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใด ก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี

บุญมาเห็นแก่กินไม่นึกถึงว่า ตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร
ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก

เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่างๆตามความพอใจมาปรุงอาหารทีละชิ้นๆ
บาดแผลรอบตัวตะพาบเขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมาก
เพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า
ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน

จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย
บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสดๆทุกวันอย่างนี้เรื่อยมา

ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า..

เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นกรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน

ปล.คุณควรตระหนักถึงการกระทำที่คุณได้ทำอยู่ในทุกวันนี้

ถึงผลดีและผลร้ายที่คุณได้กระทำลงไปมันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง
ที่เรียกกันว่า "กรรมตามสนอง" นั้นเอง .... ส.สู้ๆ

หลังคาแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #140 เมื่อ: 16:46 น. วันที่ 02 ก.ย.62 »
ถาม : โรคซึมเศร้ารวมถึงโรคทางจิตเภทนั้น เกิดจากบุพกรรมใดในอดีตครับ ? เพราะมีญาติเป็นอยู่ โดยตอนนี้รักษากับจิตแพทย์และใช้ยาแผนปัจจุบัน (ยาต้านเศร้า) แต่ทำได้เพียงแค่ทรงอาการไว้ ไม่สามารถหายเป็นปกติได้
ตอบ : การเจ็บไข้ได้ป่วยทุกอย่างมีผลจากเศษกรรมปาณาติบาตทั้งสิ้น ที่บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วรักษาไม่ได้เพราะเป็นกรรม นั่นเข้าใจผิด ถ้าสามารถสอนให้เขาภาวนาได้ เมื่ออารมณ์ใจตั้งมั่น โรคนี้จะหายเอง

ถาม : หายขาดเลยหรือครับ ?
ตอบ : ถ้าหลุดจากสมาธิเมื่อไรก็เป็นอีกเพราะชอบคิด ส่วนใหญ่เกิดจากการคิดสงสารตนเอง เพราะรักตัวเองมากจนเกินไป มีอะไรก็โทษว่าตัวเองเป็นหลัก ท้ายสุดเป็นย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถถอนจิตออกมาจากตรงนั้นได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือแนะนำให้ปฏิบัติในอานาปานสติ ให้จับลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ถ้าภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัวได้ โรคนี้จะหาย

ต้องบอกว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากใจที่ไม่มีเครื่องยึด ฉะนั้น...อยู่ที่ตัวเขาเอง ถ้าสภาพจิตของตัวเองมีเครื่องยึด ไม่มัวไปคิดถึงเรื่องของตัวเองอยู่ก็ไม่เป็นหรอก ถ้าสามารถคิดถึงพระได้ทั้งวันเหมือนกับที่คิดสงสารตัวเองนี่บรรลุธรรมไปนานแล้ว

ถาม : คิดมากแล้วทำให้กลายเป็นซึมเศร้า ?
ตอบ : จริง ๆ ก็คืออย่าไปคิดต่อ ส่วนใหญ่แล้วเราจะไปคิดต่อ ทำให้ซ้ำหนักขึ้น แต่การที่จะหยุดความคิดได้นั้น สมาธิต้องดีพอ ก็คืออยู่กับลมหายใจปัจจุบันโดยไม่ไปคิดต่อ ถึงเวลาซักซ้อมการเข้าออกสมาธิให้คล่องตัว พอเรารู้สึกจะซึมเศร้าขึ้นมา เราก็หนีไปอยู่กับสมาธิ ก็จะรอดไปชั่วคราว

อารมณ์โกรธ น้อยใจ เสียใจ สะสมไปนาน ๆ ก็ซึมเศร้า พวกนี้แก้ด้วยการบ้องหู...! เอาให้ขี้หูลั่นแล้วจะหาย นั่นเป็นตัวสักกายทิฎฐิเต็ม ๆ เลย คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ในเมื่อเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ถึงเวลาคนอื่นทำไม่ถูกใจ กระทบขึ้นมาก็น้อยใจ เสียใจ โกรธ เกลียด ต้องบอกว่าเอาขี้ใส่ตัว ไม่กลัวเหม็นอีกด้วย

ถาม : เขาบอกว่าเป็นสารเคมีในสมอง ?
ตอบ : แล้วทำไมสารเคมีดี ๆ ไม่รู้จักเอาออกมา ? ถึงเวลาก็นั่งกรรมฐานไปสิ ไม่ต้องทรงฌานหรอก เอาแค่ปีติเท่านั้นแหละ จะเอาสารเคมีสักกี่ตันก็มีให้ พวกนี้เป็นกิเลสล้วน ๆ ขี้โกรธ ขี้กลัว ขี้น้อยใจ สรุปแล้วคือขี้ทั้งนั้น ในเมื่อเอาขี้ใส่ตัวก็เหม็นเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่อยากเหม็นก็ทิ้ง ๆ ไปบ้าง
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

#พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
#๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
 
สรุปว่าเธอนั้นบ้า... ส.สู้ๆ


Dr.Red PiG

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #141 เมื่อ: 17:18 น. วันที่ 02 ก.ย.62 »
มงคลชีวิต 38 ประการ

1.  ไม่คบคนพาล
การเลือกคบคนนั้นต้องเลือกคน บางคนคบได้นอกรั้ว บางคนคบในบ้านได้
 
คนไม่ดี ไม่ควรคบ เพราะเราอาจติดเชื้อยาบ้าเอาได้
 
ตอนแรกเราก็เห็นว่า ไม่ดี  แต่ต่อๆ ไปเมื่อเขาพูดกรอกหูเราบ่อยๆ เข้า เราก็จะเห็นว่า  ดี
 
เหมือนคนสูบกัญชา ยาบ้า ตอนแรกก็รู้ว่า  มันไม่ดี  ไม่ยอมสูบ
 
แต่พอโดนชวนบ่อย ๆ  เข้าก็ลอง
 
นี่แหละเขาเรียกว่า  “ติดเชื้อยาบ้า”  ล่ะ
 
คบคนไม่ดีระวังจะติดเชื้อ  คือ  ติดเอาความวิบัติมา
 
ความวิบัติเหมือนกับเสนียด
 
เราไม่รู้หรอกว่า  ติดเข้าไปตั้งแต่เมื่อไร
 
เพราะสิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปทีละน้อย กว่าจะรู้ตัวก็ถอนไม่ออก

หลวงพ่อจรัญ ... ส.สู้ๆ

วินกบ​ หมูแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #142 เมื่อ: 20:16 น. วันที่ 03 ก.ย.62 »

. ส.หลก

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #143 เมื่อ: 12:11 น. วันที่ 08 ก.ย.62 »
ความมืดสูงสุด
คือ ความมืดของ “ผู้ไม่เห็นธรรม”

“เมื่อใด ในที่ใด มี "โมหะ" ที่นั้นก็เรียกว่า มีความมืดชนิดที่ทำให้เป็นคนตาบอด แต่ถ้าคนตาบอดไม่มีโมหะ ที่นั้นกลับมีแสงสว่าง คือกลายเป็นคนตาดีไป แม้ว่าจะเป็นคนตาบอดโดยกำเนิด แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเข้าใจ ก็ย่อมกลายเป็นคนมีแสงสว่างหรือมีตาดีไปได้ ดังนี้

เพราะฉะนั้น ความมืดหรือความสว่างนี้ ย่อมอยู่ที่"มีโมหะ" หรือ ไม่มีโมหะ

ที่ที่มืดที่สุดนั้น ก็คือที่ที่ถูกโมหะครอบงำ
เวลาที่มืดที่สุดนั้น ก็คือเวลาที่โมหะครอบงำ
เมื่อใดมี โมหะ คือ "ความหลง" ครอบงำคนเราแล้ว
เมื่อนั้นแหละ ชื่อว่า มีความมืดอันแท้จริง"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนา "อันตมมุยหกถา" เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จาก หนังสือชุด ธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า "มาฆบูชาเทศนา"
---------------------

“ โมหะ ” คือ สภาวะที่ไม่รู้ ทำจิตให้มืดบอด

“ โมหะ ” คือ สภาวะที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงที่มีอยู่
ดังนั้น “โมหะ” จึงเป็นรากเหง้าแห่ง “อกุศลธรรม” ทั้งปวง อันเป็นเหตุให้สัตว์ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร

โมหะ คือ ความหลง ความหมายคือ การกระทำจิตให้มืดบอด โดยปิดบังฝ่ายดีไว้โดยสิ้นเชิง ประดุจการมืดมนของกลางคืน ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ...

๑. วันแรม ๑๔ ค่ำ
๒. เวลาเที่ยงคืน
๓. ป่ารกชัฏ
๔. เมฆทึบบังพระจันทร์ ”

พระญาณธชะ
จากหนังสือ “ปรมัตถทีปนี”

หมอสมชาย หมูแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #144 เมื่อ: 16:21 น. วันที่ 08 ก.ย.62 »
นางสิริมา...
โสเภณีผู้บรรลุธรรม
.
.
ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองเวสาลี
เป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาล
เศรษฐกิจการค้าเจริญรุ่งเรืองมาก
.
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ
หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองนี้
คือโสเภณีชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อนางอัมพปาลี
ถูกแต่งตั้งเป็นนาง “นครโสภิณี”
คือเป็นหญิงงามเมืองหรือโสเภณีประจำเมืองเวสาลี
.
.
เรียกว่าความงามของนาง
สวยสะคราญโฉมหาผู้ใดเทียบได้ยาก
มีศิลปะวิทยาการชั้นสูง ร้องเพลงเพราะ ฟ้อนรำสวย
เอาใจเก่ง เข้าใจการปรนนิบัติผู้ชายเป็นอย่างดี
.
.
ทำให้ค่าตัวนางสูงมาก
ผู้ชายใดอยากครอบครองนาง
ต้องจ่ายค่าตัวสูงถึง 50 กหาปณะ
หรือคิดเป็นเงินบาทคือ 130,000 บาท!
.
.
เรียกได้ว่าต้องเป็นระดับเศรษฐีเท่านั้น
ถึงจะครอบครองนางได้
.
.
สมัยนั้น เหล่าเศรษฐีที่เป็นชายฉกรรจ์
กระทั่งกษัตริย์เมืองน้อยเมืองใหญ่
ต่างมีความฝัน มีความปรารถนา
ที่อยากมาสัมผัสนางซักครั้งในชีวิตทั้งนั้น
ทำให้มีพ่อค้านักธุรกิจมากมาย
เดินทางมาที่เวสาลี เพื่อได้ร่วมอภิรมย์กับนาง
.
.
กลายเป็นนำพาให้เศรษฐกิจการค้าการขาย
พลอยรุ่งเรื่องเติบโตขึ้นมาด้วย
เพราะนางอัมพปาลี เป็น magnet นั่นเอง
.
.
ว่ากันว่า หนึ่งในแขกของนางอัมพปาลี
คือพระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์
เห็นเวสาลีเจริญเพราะมีนางนครโสภิณี
จึงเอาไอเดียไปใช้ที่เมืองของตัวเองบ้าง
.
.
กลับเมืองไป ประกาศตามหาหญิงงามที่สุด
ก็ได้สตรีสาวสวยมีเสน่ห์คนหนึ่ง ชื่อนางสาลวดี
เป็นนางนครโสภิณีคนแรกแห่งเมืองราชคฤห์
.
.
นางสาลวดี ถูกฝึกถูกเทรนศิลปะวิทยาการต่างๆ
ด้วยพื้นฐานทุนเดิมนางสวยมากอยู่แล้ว
พอโดนฝึกเคี่ยวกรำอย่างหนักจนเป็นผู้หญิงที่มีงามพร้อม
ทั้งสวยทั้งฉลาดทั้งมารยาทงาม
เล่นดนตรีเก่ง ร้องเพลงไพเราะ พูดจามีเสน่ห์
.
.
ทำให้นางค่าตัวแพงกว่านางอัมพปาลีอีก
คือใครอยากเชยชมนาง ต้องจ่ายขั้นต่ำถึง 100 กหาปนะ หรือเกือบ 260,000 บาท!!
แพงกว่านางอัมพปาลีถึง 2 เท่า!
.
.
จากคนฐานะธรรมดา
กลายเป็นร่ำรวยเงินทองขึ้นมา
นางเลยใช้ชีวิตประมาท
ทำให้ตัวเองเผลอผิดพลาด ปล่อยตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของอาชีพนาง
ถ้าให้ใครรู้ ความ popular ของนางก็จะลดลง
.
.
นางจึงปิดบังไว้ พอเด็กคลอดออกมาเป็นผู้ชาย
ก็รีบให้สาวใช้เอาไปทิ้งทันที
แต่เด็กผู้ชายนั้นกลับมีบุญ
มีเจ้าชายมาเจอ เลยเก็บไปเลี้ยง
เด็กน้อยผู้ถูกทิ้งคนนั้น โตขึ้นมาสนใจศึกษาการแพทย์
จนสุดท้ายกลายเป็น หมอชีวกโกมารภัจจ์
หมอที่เก่งที่สุดในพระไตรปิฎก
เป็นหมอประจำตัวพระพุทธเจ้า
.
.
กลับมาที่นางสาลวดี
พอทิ้งลูกไปแล้ว ก็กลับมาเป็นหญิงงามเมืองเหมือนเดิม
มีแขกเหรื่อไปมาหาสู่ไม่ขาด
แต่สุดท้ายนางก็พลาดท้องอีก
.
.
แต่คราวนี้ลูกออกมาเป็นผู้หญิง
นางคิดว่าไหนๆนางก็เริ่มแก่ละ
เลี้ยงเด็กคนนี้ไว้สืบทอดตำแหน่งนางนครโสภิณีของนางดีกว่า นางเลยเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า “นางสิริมา”
.
.
พอเติบใหญ่ นางสิริมาก็ครองได้ตำแหน่งนางนครโสภิณีแห่งเมืองราชคฤห์ต่อจากแม่ของนางสมใจ
.
.
นางสิริมาเป็นสตรีที่งามล้นเหลือยิ่งกว่าแม่ของตน
ความงามของนาง ถูกว่ากันว่างามจนใครเห็นก็เป็นต้องตกตะลึง อีกทั้งโตขึ้นมากับแม่ที่เป็นโสเภณีที่งามและค่าตัวแพงที่สุดในชมพูทวีป
จึงได้รับการถ่ายทอดวิชาในทุกแง่ทุกมุม
ทุกเทคนิคเคล็ดลับในการเป็นโสเภณีตั้งแต่ยังเด็ก
.
.
ด้วยความครบทั้งภายนอกภายในแห่งความเป็นโสเภณีจึงทำให้นางมีค่าตัวสูงถึง 1,000 กหาปณะ หรือ 2.6 ล้านบาท!!
แพงกว่าแม่ของนาง นางสาลวดีถึง 10 เท่า!
.
.
จะได้เชยชมนางครั้งหนึ่ง ต้องจ่ายถึง 2.6 ล้านเลย
นางจึงเป็นมหาเศรษฐีณีผู้ร่ำรวย
บ้านไม่รู้ใหญ่แค่ไหน แต่ใหญ่พอที่จะมีบริวารคนรับใช้ถึง 500 คน!
.
.
จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้
Job ใหญ่ครั้งหนึ่งที่นางออกงาน
ในลักษณะที่ค่อนข้างประหลาดคือ
มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นางอุตตรา
มาจ้างนางสิริมาให้ไปบำเรอสามีตัวเอง
เป็นงานเหมา 15 วัน 15 คืน
ซึ่งต้องจ่ายสูงถึง 15,000 กหาปณะ หรือ 39 ล้านบาท!
.
.
สาเหตุที่นางอุตตราทำเช่นนั้น
คือพื้นฐานเดิมทางเกิดในครอบครัวที่ใจบุญสุนทาน
จิตใจใฝ่หาทางธรรมมาโดยตลอด
เคยฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า
พ่อแม่ของนาง รวมทั้งตัวนางอุตตราเองก็บรรลุธรรมระดับโสดาบัน
.
.
แต่พอแต่งงานมาในครอบครัวเศรษฐีเหมือนกัน
บ้านสามีโดยเฉพาะตัวสามี
เป็นคนไม่ใส่ใจธรรมะเลยแม้แต่น้อย
ใช้เงินกินบุญเก่าวาสนาเก่าไปวันๆ
และปฏิเสธไม่ให้นางอุตตราทำบุญทำทานใดๆทั้งสิ้น
นางเลยไม่เคยได้ตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม
เหมือนตอนก่อนแต่งงาน
.
.
นางอุตตราจึงขอสามี
จะจ้างนางสิริงาม หญิงงามที่สุดในเมืองด้วยเงินของพ่อแม่ตัวเอง
มาปรนนิบัติสามี 15 วัน
และขอช่วงเวลานี้ จะนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาต
และถือศีลแปด ปฏิบัติธรรมที่บ้าน
.
.
สามีได้ยินชื่อเสียงความงามของนางสิริมามานาน
เลยไม่ปฏิเสธ ยิ่งเจอตัวจริงยิ่งหลงใหล
และขอบใจภรรยายิ่งนัก
.
.
นางสิริมาก็มาบริการท่านเศรษฐีสามีของนางอุตตรา
สามีก็เบิกบานกาย นางอุตตราก็เบิกบานใจ
เพราะได้ทำบุญใส่บาตร
นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอด 15 วัน
ได้ถือศีลอุโบสถปฏิบัติธรรมสมดังตั้งใจ
.
.
วันเวลาผ่านไปจนถึงใกล้วันท้ายๆ
นางสิริมาด้วยอยู่มาหลายวัน
อยู่ๆเลยเกิดความหึงหวง
อยากเป็นใหญ่ในเรือนแทนนางอุตตรา
เลยตรงเข้ามา ตักน้ำมันร้อนๆจะมาราดนางอุตตรา
.
.
นางอุตตราเห็นดังนั้น
จึงรีบทำสมาธิรีบเข้าฌานในจังหวะเร่งด่วนและเฉพาะหน้าสุด ทำจิตรวมเป็นสมาธิเพื่อแผ่เมตตาไปยังนางสิริมา โดยอธิษฐานจิตในใจว่า
.
.
“หญิงนี้เป็นสหายของเรา และเป็นผู้มีคุณกับเรา
ถ้าไม่มีเขา เราคงไม่ได้ทำทานและฟังธรรมเช่นนี้
ถ้าเรามีความโกรธ ขอให้น้ำมันร้อนๆนั้นลวกเรา
แต่เราถ้าไม่มีความโกรธ ขออย่าให้น้ำมันลวกเราเลย”
.
.
สุดท้ายน้ำมันร้อนเดือดจัด
ที่นางสิริมามาราดเทใส่หัวนางอุตตราก็กลายเป็นน้ำเย็น
บ่าวไพร่นางอุตตรารีบเข้ามาจับตัวนางสิริมา
และจะรุมทำร้ายให้จงหนัก
.
.
นางอุตตรารีบเอาตัวเข้าไปขวาง
ไม่ให้บ่าวไพร่รุมทำร้าย
นางสิริมาเห็นดังนั้นก็รู้สึกตัว รู้สึกผิดสุดๆในใน
เลยเข้าไปกราบที่เท้านางอุตตรา
ขอโทษด้วยความรู้สึกอยู่เต็มหัวใจ
อยากให้นางยกโทษให้
.
.
นางอุตตราบอกว่า...
“พรุ่งนี้พระพุทธเจ้าจะเสด็จมารับบิณฑบาต
ให้ไปขอโทษพระองค์แทน
ถ้าพระองค์ยกโทษให้
เราก็จะยกโทษให้”
.
.
รุ่งเช้าพอพระพุทธเจ้าเสด็จมาและทราบเรื่อง
ทรงยกโทษให้นางสิริมา
และทรงยกย่องนางอุตตราเป็นเอตทัคคะ
ผู้เป็นเลิศด้านยินดีในฌาน
และเทศนาเป็นพระคาถาว่า
.
.
“อักโกเธนะ ชิเน โกธัง
อสาธุง สาธุน่ ชิเน
ชิเน กะทะริยัง ทาเนนะ
สัจเจนาลิกะวาทินัง”
.
.
แปลเป็นไทยได้ว่า...
พึงชนะคนโกรธด้วยความใจเย็น
พึงชนะคนร้ายๆด้วยความดี
พึงชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้
พึงชนะคนพูดเหลวไหวด้วยการพูดความจริง
.
.
จบเทศนานี้และพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงนางสิริมาก็บรรลุโสดาบันทันที กลับบ้านไป เลิกประกอบอาชีพโสเภณี
เข้าทางธรรมะ รักษาศีล ปฏิบัติธรรท
ใส่บาตรพระ 8 รูปทุกวันเป็นประจำ
โดยถวายของอันประณีตที่สุดเท่าที่จะหาไก้
.
.
นางสิริมาทำแบบทุกวัน จนเวลาผ่านไป..
มีภิกษุรูปหนึ่ง คุยกับพระอีกรูปที่เพิ่งไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนางสิริมามา พระท่านนั้นเล่าถึงอาหารอันประณีตและความงดงามของนางสิริมา
.
.
ภิกษุรูปนี้ แค่ได้ฟังเรื่องเล่า
ฟังคำบรรยายความงามของนางสิริมา
ก็เกิดความหลงรักแค่เพียงจากเรื่องเล่า
ทั้งๆที่ยังไม่เห็นตัวจริง
วันพรุ่งนี้เลยขอไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนาง
เพื่อได้เห็นนางสิริมาตัวจริงกับตาตัวเอง
.
.
รุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้ก็ได้เดินทางไปรับบิณฑบาต
แต่วันนั้นนางสิริมาไม่สบายหนัก
แทบจะลุกจากห้องไม่ไหว
แต่ก็พยายามลุกออกมา
โดยที่หน้าตาไม่ได้แต่ง
เพราะไม่ไหวจริงๆ
.
.
ภิกษุผู้ลุ่มหลงยิ่งเห็นตัวจริงของนางก็ยิ่งหลงรัก
คิดในใจว่า “ขนาดป่วยไม่สบาย
ยังงดงามขนาดนี้
นี่ถ้าไม่เจ็บไข้ ได้แต่งตัวตามปกติ
จะสวยงามปานนางฟ้าแค่ไหนเนี่ย”
.
.
ภิกษุผู้นั้นก็เกิดราคะ
ลุ่มหลงในนางสิริมา
กลับกุฏิไปก็ไม่ฉัน ฉันอาหารไม่ลง
ไม่ปฏิบัติกิจของสงฆ์
เอาแต่เฝ้าคิดถึงนางสิริมา
ไม่กินไม่นอนอยู่หลายวัน
.
.
ตัดกลับมาที่นางสิริมา
วันนั้นนางไม่สบายหนักจริงๆ
และการใส่บาตรในครั้งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายของนาง
เพราะตกเย็นนางก็เสียชีวิตจากความเจ็บป่วย
.
.
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องภิกษุผู้ลุ่มหลง
และการตายของนางสิริมา
จึงขอให้เก็บศพนางสิริมาไว้อย่างดี
ห้ามให้หมาให้นกมาแทะ
.
.
จนเวลาผ่านไปถึงวันที่ 4
ศพเริ่มเน่าเหม็นส่งกลิ่นคละคลุ้ง
มีน้ำหนองน้ำเลือดไหลออกมาตามทวารต่างๆ
ผิวพรรณแตกและเริ่มร่างกายเริ่มพอง
สภาพคือแทบดูไม่ได้ ใครเห็นเป็นจะอ้วก
.
.
วันนั้นพระเจ้าพิมพิสารประกาศให้ชาวเมืองทุกคนมาประชุมกันที่หน้าศพนางสิริมา
พระพุทธเจ้าและคณะภิกษุสงฆ์ก็เดินทางมาที่นี่
.
.
ภิกษุผู้ลุ่มหลงไม่รู้ว่านางสิริมาตายแล้ว
ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปหา
แค่ได้ยินคำว่า “สิริมา”
เลยรีบผุดลุกจากกุฏิ เดินทางตามไปกับหมู่พระภิกษุ
.
.
เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน
พระพุทธเจ้าให้พระราชาประกาศขายศพนางสิริมา
เท่ากับราคาค่าตัวของนาง 1 วันคือ 1,000 กหาปณะ
ปรากฏไม่มีใครซื้อ
.
.
เลยให้ประกาศลดลงเรื่อยๆ
จาก 1,000
เหลือ 500
เหลือ 250
เหลือ 200
เหลือ 100
เหลือ 50
เหลือ 20
เหลือ 10
เหลือ 1
ก็ยังไม่มีใครเอา
จนกระทั่งประกาศให้ฟรีๆเลย
ก็ยังไม่มีใครเอา
.
.
พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงเทศนาสั่งสอน
โดยใช้ศพของนางสิริมาเป็นอุบาย
ว่าให้ทุกคนดูนะ นี่คือผู้หญิงที่งามที่สุดของเมืองนี้
ใครจะเชยชมนาง ต้องจ่ายถึง 1,000 กหาปณะ
แต่วันนี้พอนางตายไปแล้ว
ผ่านเวลาไปแค่ไม่กี่วัน
ความงามของนางสิ้นและเสื่อมลง
ไม่เหลือเค้าเดิมความงามใดๆอีก
และเมื่อหมดซึ่งความงามแล้ว
ยกให้เปล่าๆก็ไม่มีใครเอาแม้แต่คนเดียว
.
.
พอเทศนาจบ ภิกษุผู้ลุ่มหลงผู้นั้นก็บรรลุโสดาบัน
ส่วนนางสิริมาพอตายไปก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นยามา
และกลับมาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่หน้าศพของตัวเอง
ได้บรรลุธรรมเพิ่มอีกสองขั้นเป็นระดับอนาคามี
.
.
.
.
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของนางสิริมา
มี 3 อย่างด้วยกัน
.
.
เรื่องแรกคือ
คนเราต่อให้ทำผิดแค่ไหน
เมื่อรู้ตัวแล้ว ยังมีโอกาสกลับตัว
และเข้าถึงธรรมได้เสมอ
ไม่มีคำว่าช้าหรือสายเกินไป
.
.
นางสิริมาประกอบอาชีพที่ไม่ดีงามนัก
หมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลข้อสามตลอดเวลา
ถูกแม่เลี้ยงดูมาอย่างผิดทิศผิดทาง
จนกระทั่งเกือบจะได้ฆ่าคนไปแล้ว
.
.
แต่เมื่อรู้ตัวเองว่าหลงผิด
แล้วกลับมาตั้งจิตในธรรม
ไม่มีอะไรสายไปทั้งนั้น
.
.
เรื่องที่สอง
คือ อำนาจของกิเลส
.
.
เราเรียนรู้จากภิกษุที่ลุ่มหลง
เป็นภิกษุแท้ๆ อยู่ในเพศสมณะ
แต่กลับปล่อยใจให้พ่ายต่อกิเลสราคะ
.
.
อำนาจของกิเลสมีฤทธิ์แรงจริงๆ
ขนาดสมณะเพศยังหลุดได้
แถมหลุดไปไกล
คนธรรมดาอย่างเราๆ
จึงต้องเฝ้าใจเราให้ดี
อย่าปล่อยให้กิเลสมีอำนาจมาเหนือใจเราได้
.
.
เรื่องที่สามคือเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกาย
ร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง
เป็นสิ่งที่เรายืมมาจากธรรมชาติชั่วคราว
สุดท้ายต้องเสื่อมและสลายคืนธรรมชาติในที่สุด
.
.
การเสื่อมของร่างกาย
จริงเป็นเรื่องที่แน่นอนและธรรมดาที่สุดในโลกนี้
แต่หลายครั้งกับหลายคนที่เป็นทุกข์
เพราะอยากยึดไว้ ไม่อยากให้เสื่อม
.
.
บางคนทุกข์เพราะหน้าเริ่มมีตีนกาขึ้น
บางคนทุกข์เพราะเป็นโรคต่างๆที่เกิดจากร่างกายเสื่อมถอย
บางคนทุกข์เพราะพยายามไปยื้อ ให้ร่างกายดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา
บางคนก็ทุกข์ก็ไปยึดติดลุ่มหลงในกายของคนอื่น
.
.
ร่างกาย เป็นสิ่งที่เสื่อมแน่นอน
เดี๋ยวนี้มีศาสตร์ชะลอวัย แต่ก็ทำได้แค่ชะลอ
เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องเสื่อมลง
.
.
แทนที่เราจะทำใจและเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง
และคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่มีใครหนีได้
มีแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
.
.
แต่พวกเรากลับ...
พยายามฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติ
และทุกข์กับความเป็นจริงของธรรมชาติ
.
.
ความจริงที่เราเห็นอีกอย่างก็คือ...
ต่อให้ร่างกายภายนอก
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
สวยงามแค่ไหน
พอตายไปไม่กี่วัน
ทุกคนจะกลับมาหน้าตาเหมือนกันหมดอยู่ดี
.
.
อยู่อย่างเข้าใจมัน เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจความเป็นไป และอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย

เจริญพร

#เพจธรรมะย่อยมาแล้ว
#ธรรมะดีๆที่ใครๆก็เข้าถึงได้

=====

#แอดไลน์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกธรรมะดีๆ และบางทีไม่ได้โพสต์ในเฟสบุค คลิ๊ก >>> https://reff.in/e42e

วินกบแดง ธรรมกลาย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #145 เมื่อ: 16:28 น. วันที่ 08 ก.ย.62 »
เหตุที่ทำให้"พระสัทธรรม"เสื่อม

     " สมัยหนึ่ง พระมหากัสสปะได้ทูลถามพระผู้พระภาคว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลมีมาก และอะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ บัดนี้สิกขาบทมีมาก แต่ภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลมีน้อย”
        “กัสสปะ ข้อนั้นเป็นอย่างนี้ คือ เมื่อหมู่สัตว์เสื่อมลง สัทธรรมก็เสื่อมสูญไป สิกขาบทจึงมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลจึงมีน้อย สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป
      ทองคำปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นทองคำแท้ก็ยังไม่หายไป และเมื่อใดทองคำปลอมเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นทองคำแท้จึงหายไป ฉันใด สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป ฉันนั้นเหมือนกัน
      ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน)ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้ อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) วาโยธาตุ(ธาตุลม) ก็ทำสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปไม่ได้
     ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิดขึ้นมา(เกิดขึ้นในศาสนาของเรานี้ เหมือนสนิมเกิดแต่เหล็กกัดกร่อนเหล็กฉะนั้น)ย่อมทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญไป เปรียบเหมือนเรือจะอับปางก็เพราะต้นหนเท่านั้น สัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ)ย่อมไม่เสื่อมสูญไป ด้วยประการฉะนี้”

สัทธัมมัปปฏิรูปกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย
สงฺ. นิ. ๑๖/๑๕๖/๒๖๒

หมายเหตุ :
"สัทธรรมปฏิรูป" คือ สัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ)ปลอม หรือเทียม หรือไม่แท้

"โมฆบุรุษ" คือ คนเปล่า, คนที่ใช้การไม่ได้, คนโง่เขลา, คนที่พลาดจากประโยชน์อันพึงได้พึงถึง

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #146 เมื่อ: 10:22 น. วันที่ 10 ก.ย.62 »
"ลูกถูกจับเรื่องยา...."

ที่แรกที่พ่อแม่พี่น้องพากันแห่มาคือ
สถานีตำรวจ

หลบร้อนใต้ต้นไม้บ้าง
โทรหาคนนั้นคนนี้วุ่นวายไปหมด

เงินไม่มี ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย กำนันช่วย
วิ่งซื้อน้ำซื้อข้าวให้ลูกวุ่นทั้งวัน

ประกันไม่ทัน
ขับรถตามรถเรือนจำ ไปส่งลูกถึงเรือนจำ

ทำได้แค่ นั่งมองท้ายรถ
ขับลับตาไปในเรือนจำ

น้ำตาตกข้างในหัวใจ
ลูกกูจะอยู่ยังไง กินยังไง

ติดเสาร์อาทิตย์ประกันไม่ได้
ใจทั้งใจ...สลายลง

วันส่งฟ้อง ต้องร้อนใจ จะหาเงินที่ไหนไปประกัน
มีที่จำนองที่ มีควายขายควาย
มีอะไรแลกเป็นเงินประกันตัวลูกได้
เอาหมดทุกทาง

นั่งลุ้น นั่งรอ ทนายความ
ทำเรื่องประกัน หวั่นใจ

สุดท้าย ประกันไม่ได้
บ้านก็อยู่ไกล ขับรถกลับไปทั้งน้ำตา

หากิน ทำงาน ไม่เป็นท่า
อยากไปหาแก้วตาดวงใจ

พ่อขาเจ็บ แม่เป็นโรคไต
เมียอุ้มลูกน้อยมาต่อคิวเยี่ยม

เมียไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ไม่ใช่นามสกุลเดียวกันเยี่ยมไม่ได้

อุ้มลูกน้อยอย่างหมดหวังหมดกำลังใจ
ไปนั่งรอโรงอาหารเรือนจำ

กินก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำตา หวังว่าสามีจะปลอดภัย
และได้...อิสระภาพ กลับมาพร้อมหน้า

ศาลตัดสินจำคุกสิบปี
พี่น้องครอบครัวทรุดลงคาศาล

พ่อก็แก่แม่ก็ป่วย ลูกยังเล็ก
ชีวิตต่อไปจะทำยังไง

รับชะตากรรม รับคำตัดสิน
ไปชดใช้ความผิด ในเรือนจำ

ค่าฟอกไตแม่ จ่ายไปเป็นค่าทนาย
ควายที่ไถนา หาเป็นค่าอะไรต่อมิอะไร

สุดท้ายที่นาก็ไม่เหลือ ควายก็ไม่อยู่
พ่อกับแม่ก็ล้มตาย เมียมีผัวใหม่
ลูกถูกพ่อเลี้ยงรังแกข่มขืน

งานศพพ่อ งานศพแม่
ไม่มีโอกาสแม้แต่ออกมาส่งท่านครั้งสุดท้าย

เจ็บปวดแทบขาดใจ
วันที่จดหมายจากญาติส่งไป

พ่อตายแล้วแม่ไม่อยู่
ลูกเมียมีผัวใหม่

กลับตัวกลับใจตั้งแต่วันนี้
หลายคนผ่านมาแล้ว
ยาเสพติดทำชีวิตพังมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

#ติดคุกคนเดียวเดือดร้อนทั้งครอบครัว
#เลิกซะ ก่อนที่จะสายเกินไป​...  ส.หลก

กบแดงมืด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #147 เมื่อ: 12:49 น. วันที่ 10 ก.ย.62 »

. ส.หลก

ดร.หมูแดง​

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #148 เมื่อ: 19:05 น. วันที่ 10 ก.ย.62 »
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ตรัสถึงพระพุทธศาสนา
ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพุทธศาสนา
ถือเป็นหนึ่งเดียวตลอดรัชสมัยของพระองค์!
       
        เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2489 สองเดือนเศษหลัง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะต่อหน้าสังฆมณฑล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน

22 ตุลาคม 2494 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี ด้วยการเสด็จทรงออกผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระองค์ทรงรับการบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้รับสมณนามจากพระอุปัชฌาย์จารว่า “ภูมิพโลภิกขุ” จากนั้นเสด็จประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศ โดยพระองค์ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัย ตามแบบอย่างพระภิกษุโดยเคร่งครัด
       
   
        ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์ และตามพระราชประเพณี เช่น ทรงพระราชกุศลทรงบาตรในพระราชนิเวศน์ เสด็จถวายผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ และที่เป็นพระราชพิธีตามบูรพขัตติยประเพณี เช่น ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
       
        นอกจากนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังเสด็จฯไปในงานพิธีทางศาสนา ที่ประชาชนและทางราชการจัดขึ้นในที่ต่างๆมิได้ขาด อีกทั้งยังทรงสร้างพระพุทธรูปขึ้น ในโอกาสสำคัญเป็นจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. พระหลวงพ่อจิตรลดา พระพุทธรูปนวราชบพิตร พระพุทธรูปปฏิมาชัยวัฒน์ ประจำรัชกาล เหรียญพระชัยหลังช้าง ฯลฯ พระพุทธรูปเหล่านี้ได้พระราชทานไปตามหน่วยงานต่างๆของรัฐ วัดวาอาราม ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆทั่วประเทศอีกด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นเลิศ ในการนำธรรมะมาผสมผสานใช้อย่างกลมกลืน กับพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าในวโรกาสต่างๆ เช่น พระบรมราโชวาทในเรื่องคุณธรรมว่า
       
        “การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้เป็นอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ที่จะทำให้ยวดยานขับเคลื่อนไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรม..เป็นเหมือนพวงมาลัยและหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือ ปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น การที่ประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้ทุกคนสำนึกไว้เป็นนิตย์ โดยตระหนักว่า งานสังคมและบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการ ย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้ยาก แต่ถ้างานใดสังคมใดและบ้านเมืองใดก็ตาม ขาดบุคคลผู้มีคุณธรรมความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่มิได้เลย..”
       
        (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2520)
       
        เรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระสงฆ์นั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสมากมาย เช่น
       
        “...การทำนุบำรุงและส่งเสริมพระศาสนานั้น ไม่มีทางใดจะดีจะสำคัญ ยิ่งไปกว่าการธำรงรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัย ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ การส่งเสริมศีลธรรมจรรยาของประชาชน ควรคำนึงถึงพื้นฐาน ความรู้ จิตใจ และอัธยาศัยของบุคคลแต่ละหมู่เหล่าเป็นพิเศษ ต้องฉลาดเลือกข้อธรรมะที่เหมาะสมแก่พื้นฐานดังกล่าว และที่จะช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จริงๆ นำมาอธิบายแนะนำให้ปฏิบัติ เพื่อผลที่ได้รับนั้นจะทำให้เขาบังเกิดศรัทธาและพอใจในความดี และน้อมนำมาปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นหนักขึ้นด้วยตนเอง ส่วนการรับใช้พระสงฆ์นั้น ขอให้ถือหลักว่า การรับใช้ช่วยเหลือสมณสารูปได้ เป็นจุดหมายสำคัญที่แท้จริง สำหรับพุทธมามกชนจะพึงกระทำถวายพระภิกษุสงฆ์..”
       
        (พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2526)
       
        ยังมี พระบรมราโชวาทอันล้ำค่าของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกมากมาย
พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ควรน้อมนำมาปฏิบัติ ช่วยกันขจัด “พุทธปลอม-พระปลอม-มารศาสนาสารพัดรูปแบบ” ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อพุทธศาสนา มิให้ลอยนวลต่อไป..
#อนุโมทนาบุญกุศลกับทุกๆท่าน
#ที่มีส่วนเผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้
#ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
เผยแผ่เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา

ดร.สมชาย​ กบแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #149 เมื่อ: 09:46 น. วันที่ 11 ก.ย.62 »
#โอวาทธรรมคำสอนของ
       #พระพรหมคุนาภรณ์ ป.อ. ปยุตฌโต
    #หัวข้อธรรมเรื่อง หน้าที่ของการสืบทอดพุทธศาสนา
  #เป็นของพุทธบริษัท มิใช่ผู้ใดผู้หนึ่ง

ก่อนพระพุทธเจ้าทรงตัดสินใจดับขันธปรินิพพานพระองค์ท่านมั่นใจแล้วว่าพุทธบริษัท๔จะดำรงค์ไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

พุทธบริษัท  ๔ ผู้ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

#พุทธบริษัท  ๔ ประกอบไปด้วย  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น  ๒ ส่วน  ใหญ่  ๆ คือ  ทางธรรม  ประกอบด้วย  ภิกษุ (ชาย)  ภิกษุณี(ญ)  ทางโลก  ประกอบด้วย  อุบาสก(ช)  อุบาสิกา(ญ)  บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา  โดยมีหน้าที่
๑. ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ
๒. นำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ตน )
๓. มีส่วนช่วยเผยแพร่เกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติ ( ประโยชน์ท่าน ) 
๔. สามารถปกป้อง เมื่อมีผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อน หรือกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย  โดยหน้าที่เหล่านี้มาจากพระสูตรที่ว่า ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระยามารว่า

"#ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา  ผู้เป็นสาวก สาวิกา ของตถาคตยังไม่ฉลาด ไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตน จักบอกจักแสดง จักบัญญัติ จักแต่งตั้ง จักเปิดเผย จักจำแนก จักทำให้ตื้น จักแสดงธรรมมี ปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาท ที่เกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด ดูก่อนมารผู้มีบาป ตถาคตจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น" (มหาปรินิพพานสูตร) พระพุทธศาสนาจึงเป็นของบริษัท 4

#เปิดกรุธรรมะเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ถ้าพระสงฆ์เสีย โยมยังอยู่ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ ยามใดที่พระสงฆ์เพลี่ยงพล้ำ อุบาสก-อุบาสิกาก็ต้องเป็นหลักกลับมาช่วยฟื้นฟูหนุนให้ "พระดี"มารักษาพระพุทธศาสนา

#โอวาทธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
(#อนุโมทนาบุญกับผู้ที่มีส่วนในการเผยแผ่ธรรมทาน)
         (#และภาพประกอบในการบรรยายธรรม)

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]