gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 49645 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

Red.Animal​ farm

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #165 เมื่อ: 16:11 น. วันที่ 23 ต.ค.62 »
พอบุญมา     กาไก่     กลายเป็นหงส์
พอบุญลง     หงส์เป็นกา     น่าฉงน
พอบุญสูง     หมูหมา     กลายเป็นคน
พออับจน     คนเป็นหมา     น่าอัศจรรย์
คือคำกลอน     คนเก่า     สอนเราไว้
อย่าปล่อยใจ     พ่ายแพ้     ความแปรผัน
โลกมีขึ้น     มีลง     ไม่คงกระพัน
มีกฎเกณท์     สามัญ     เสมอมา
อย่าหลงเหลิง    บุญบันดาล  ขนานใหญ่
แม้กาไก่     กลายเป็นหงส์     สูงส่งค่า
บุญบันดาล     แห่งชีวิต     อนิจจา
แม้หมูหมา     กลายเป็นคน     มิทนทาน
เมื่อยังมี     อำนาจ     ไม่ขาดมิตร
คนใกล้ชิด     สอพลอ     พะนอหวาน
เมื่ออำนาจ     ดับดิ้น     ลงดินดาน
มีแต่หมา     เฝ้าบ้าน     อยู่ทานทน
มีอำนาจ     อย่ามีไว้     ใช้อำนาจ
มีเชิงฉลาด     อย่ามีไว้     ใช้ฉ้อฉล
มีทรัพย์สิน     อย่ามีไว้     ใช้เปรอปรน
มีตัวตน     อย่ามีไว้     ใช้อัตตา
มีอำนาจ     ไม่อิ่มหนำ     ในอำนาจ
จะพาพลาด     ผิดพลั้ง     ระวังหนา
ขี่หลังเสือ     เพลิดเพลิน     เกินเวลา
ไม่นานช้า     ก็เป็นเหยื่อ     ให้เสือกิน...  ส.สู้ๆ

กบส้ม​ บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #166 เมื่อ: 09:15 น. วันที่ 30 ต.ค.62 »
“จิตกบ สุดท้ายก่อนตาย”
หลังตายไปภายใน20นาที
นพ.สรศักดิ์. ศุภผล รพ.รามาผู้ส่งบทความดีๆ นี้มาให้ครับ

สำคัญก็จริง แต่ .......
“จิตกบ​ หลังความตาย 20 นาทีแรก”
ก็มีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย
“การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมองยังคงอยู่ในภาวะ “ตื่นตัวขั้นสูง”
บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น”

ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า “ตาย” แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น “การสร้างภาพจากสังขารจิต 20 นาที” ว่าจะไปภพภูมิใด

ดังนั้น จึงควร “เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง”

แปลว่า ต่อให้ก่อนตายญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนตร์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและสมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนต์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว
ญาติๆ ร้องไห้ระงมเสียงดังลั่น หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงแซงแซ่ บรรยากาศเหล่านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมองครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์ เมื่อรู้ว่ามีคนตาย ก็หยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผากหว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้

สรุป

บรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนตายและหลัง
ความตาย 20 นาที
จะต้องปราศจากเสียงร้องไห้เศร้าโศก
การทะเลาะเบาะแว้ง
หรือการพูดเรื่องไม่สบายใจ
เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย
จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา
จิตใครเศร้าหมอง ก็สั่งจิตให้คลายความเศร้าหมอง ให้อภัยปล่อยวาง
คิดซะว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กฏแห่งกรรม
เราไม่ต้องไปเอาคืนแก้แค้น เอาเวลามาทำจิตให้ผ่องใสเข้าสู่ความว่างดีกว่า...  ส.สู้ๆ



วิน กบแดงส้มๆ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #167 เมื่อ: 09:57 น. วันที่ 04 พ.ย.62 »
ถ้าต้องเสียคุณค่าของคนไป ถึงได้เงินมา ก็อย่าเอาเลย”

“....คนไทยนี้ชอบนัก ชอบมานานแล้ว เรื่องลาภลอย และรวยทางลัด เช่น การพนัน หวย ฯลฯ ได้มาง่ายๆ เสี่ยงโชคเอาแล้วก็คอยรอ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเพียรพยายาม ไม่ต้องใช้ปัญญา เปลี่ยนเสียทีเถอะ เปลี่ยนมาเป็นว่าทำให้สำเร็จด้วยความพากเพียรและเข้มแข็ง สู้ยากบากบั่นในการผลิตและสร้างสรรค์ ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อันนี้ก็อย่าไปภูมิใจกับมัน

เรื่องนี้ ถ้าสร้างให้เป็นทัศนคติ เป็นนิสัยจิตใจ เป็นสภาพจิตของคนไทยขึ้นมาได้ ก็จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงด้วย ความเป็นชาวพุทธตั้งต้นที่นี่ ถ้าเราเป็นคนชอบง่ายๆ ชอบรวยทางลัด เราจะเป็นคนผิวเผิน ฉาบฉวย ไม่เอาอะไรจริงจัง จะติดอยู่กับเรื่องตื่นเต้น มีข่าวอะไร ก็ไปฟังเขามาสนุกดี แล้วก็เอามาพูดกันสนุกปากไป ได้แต่ตื่นเต้นแล้วก็ผ่านไป จะดูหรือฟังอะไรก็เพียงเพื่อตื่นเต้น ไม่ใช่เพื่อศึกษาค้นคว้าหาความจริง วิจารณ์อะไรก็เพียงเพื่อสนุกแล้วก็ทิ้งไป ไม่ใช่เพื่อจะคิดทำหรือเพื่อจะแก้ปัญหา ดูในสังคมไทยของเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ทางพระท่านก็บอกแล้วว่า คุณสมบัติของอุบาสกอย่างหนึ่งคือ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่หวังผลจากมงคล แต่หวังผลจากการกระทำ ด้วยการเพียรพยายามตามเหตุตามผล เราชอบเรื่องสนุกปาก เอามาเล่ากัน ตื่นเต้น ผ่านๆไป แล้วก็ไม่เอาจริงเอาจังอะไร จะศึกษาหาความรู้ให้จริงจังก็ไม่เอา จะทำอะไรก็ไม่ให้มั่นลงไป อย่างนี้ก็อยู่กับสิ่งที่เลื่อนลอย สิ่งที่ตื่นเต้นวูบวาบ สิ่งที่ผิวเผินฉาบฉวย

ที่ว่านี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยเวลานี้ เราควรเอามาพูดกัน เตือนสติกันเสียที มันเป็นมานานแล้ว จึงได้บอกว่า “เราคงจะเสียคุณภาพคนไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะมาเสียเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจตามมาทีหลัง คนมันแย่มานานแล้ว” เหตุปัจจัยที่อยู่ในตัวคนมันโทรมเปลี้ยแล้ว ถึงตอนนี้แหละจึงเป็นโอกาสที่เราจะมาฟื้นกันเสียที เพราะถ้าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ คนไทยเราก็จะหลงระเริงกันต่อไป แล้วก็เพลิดเพลินมัวเมาไม่เอาใจใส่ ตอนชนี้ถูกตีให้ชะงักจึงอาจจะเริ่มฟังกันบ้าง แต่ฟังแล้วอย่าฟังเปล่าๆ นะ ต้องเอาไปทำด้วย

ต้องตั้งใจเอากันจริงๆเสียที อย่าขอให้เพียงผ่านๆไปอีก เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น เวลาฟังเรื่องก็ตื่นเต้นสนุกสนานกัน แต่พูดเสร็จแล้วก็ผ่านไป คราวนี้อย่าผ่านนะ เอาจริงๆ เสียที มาเริ่มต้นกันให้แข็งขันเลย”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “เราจะกู้แผ่นดินกันอย่างไร”

RedWinKob

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #168 เมื่อ: 15:43 น. วันที่ 05 พ.ย.62 »
มีเงินมหาศาล
อย่าลืมเตรียมสังขารไว้ใช้เงิน
เพราะหากมีเงินแต่สุขภาพกายสุขภาพจิตไม่ดี
ก็ยากจะมีความสุข... ส.หลก

กบส้มๆ​ ณ.บ้านไร่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #169 เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 06 พ.ย.62 »
#ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า
#คำแนะนำจาก_พระมหาวุฒิชัย_วชิรเมธี

อาการของโรค ซึมเศร้า
นั้นคงมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ
แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คงมาจาก “จิต” นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจำเป็นจะต้อง
เกาะติดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
 ถ้าจิตเกาะติดกับอารมณ์(เรื่องราว)ร้าย ๆ
 เช่น ความทรงจำในอดีตที่ไม่ดี
ก็จะทำให้เกิดอาการ “จิตตก”

เมื่อจิตตกผลที่ตามมาก็ คือ
 ความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังเศร้าสร้อย
หมดอาลัยตายอยาก ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
เกาะเกี่ยวกับใครไม่ติด
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
 หนักเข้าก็อาจถึงขั้นลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง
ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน หากจิตเกาะเกี่ยวหรือหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ดี หรือเรื่องที่ดีก็จะเกิดอาการที่ “จิตฟู” ขึ้นมาได้ลักษณะของจิตฟู ก็คือ เกิดความเชื่อมั่นมีกำลังสดชื่นเบิกบานผ่องใสยิ้มแย้ม ผ่อนคลายเอิบอิ่มบางคราวรู้สึกเอิบอิ่มยินดีมากก็ถึงขั้นต้องเผยอยิ้มกับตัวเองหรือร้องไห้ด้วยความปีติสุขออกมาได้

การยกจิตก็ทำได้โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต” หรือ“อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น 

ลองสังเกตดูก็ได้เวลาที่เราฟังเพลงอาบน้ำทำงานหนัก หรือคุยกับเพื่อนความคิดหมกมุ่นในอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ แต่พอเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเองจิตก็จะเกาะเกี่ยวเอาอดีตหรือไม่ก็ฟุ้งไปในอนาคตทันที

ทางออกก็คือ ควรฝึกเพื่อให้จิตเกิด “สมาธิ” คือ ความสงบและจิตเกิดปีติสุขแล้วพักจิตอยู่กับความปีติสุขนั้น ก็จะทำให้จิตเกิดมีกำลังขึ้นมาแล้ว มีความสุขจากปีตินั้นคอยหล่อเลี้ยงให้จิตมีคุณภาพใหม่ ๆ เช่น แช่มชื่นเบิกบานผ่องใสไม่ขุ่นมัวไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ทั้งหลาย

การที่จิตแนบอยู่กับสมาธิหรือปีติสุขเช่นนี้ จะทำให้จิตนั้นมีที่เกาะเกี่ยวในทางสูงหรือในทางบวกโอกาสที่อาการซึมเศร้า จะแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้น้อย จะค่อย ๆ มีคุณภาพจิตดีขึ้นตามลำดับ

หรืออีกทางหนึ่งต้องฝึก “วิปัสสนา” เพื่อจิต “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน” ให้มากที่สุดเมื่อจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันไม่ฟุ้งไม่ลอยไปตกอยู่ในอารมณ์อดีตหรืออนาคตคุณภาพของจิตก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อแรกที่มหาโจรองคุลิมาลบวชนั้น ท่านทุกข์กับความหลังอันโหดร้ายของตัวเองมาก เพราะพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพของการฆ่าฟันความรู้สึกผิดเกาะกุมใจของท่าน จนไม่เป็นอันภาวนาท่านทุกข์ถึง กับมาเฝ้าขอคำแนะนำเป็น
#พิเศษจากพระพุทธองค์

#พระพุทธองค์ทรงแนะกุศโลบายให้ท่านเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ฝึกการตามดูตามรู้ลมหายใจ(กาย) ความรู้สึก(เวทนา)ความคิด(จิต) และสภาพความกระเพื่อมไหวในลักษณะต่างๆของจิต(ธรรม) เมื่อท่านเพียรฝึกอยู่จิตก็เกิดการเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันมากขึ้น ๆ

จนในที่สุดจิตของท่านก็ดีดตัวขาดผึงออกมาจากอดีตท่าน กลายเป็นคนของปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีวันวานไม่มีวันพรุ่งนี้มีแต่วันนี้ หรือ ขณะจิตเดียวนี้เท่านั้นพอท่านทำได้ถึงขนาดนี้ท่านก็หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถึงกับที่ท่านกล่าวว่าตัวท่านเองซึ่งตื่นรู้ขึ้นมาแล้วนี้ได้ค้นพบกับ “การเกิดใหม่” อีกครั้งหนึ่งท่านเรียกการเกิดใหม่นี้ว่า “อริยชาติ” คือการเกิดอันประเสริฐ

การเกิดอันประเสริฐจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เจริญวิปัสสนาจนจิต เกิดอาการตื่นตัวและตื่นรู้คือหลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวเอาอดีต และอนาคตมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การเจริญวิปัสสนานั้น คุณสามารถทำได้ด้วยการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว (ลมหายใจหรือกายจริงๆที่เคลื่อนไหวทำโน่น-นี่-นั่น) ความรู้สึก (ทุกข์-สุข-เฉย ๆ ) ความคิด ( ที่ฟุ้งไปในเรื่องราวต่าง ๆ ) และความวูบไหวเปลี่ยนแปรอันเป็นคุณภาพของจิต (ธรรม)

คุณเพียงแต่ “ลองจับตาดู”เท่านั้นไม่ต้อง“ตั้งหน้าตั้งตาดู” แต่อย่างใด  พยายามทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดูฝึกสังเกตกายเวทนาจิตธรรมไปเถิดทำไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ถ้าจับจุดถูกคุณจะเห็นอาการของจิตที่วูบไหวไปในรูปแบบต่าง ๆ พอหาจิตเจอเท่านั้นแหละทีนี้ คุณจะหลุดออกจากโรคซึมเศร้าได้ และจะมีของเล่นใหม่ที่ให้ความสุขความสดชื่นความสว่างโพลงแก่ชีวิตจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอาการอยากฆ่าตัวตายจะหายไปอย่างเด็ดขาด

#โอวาทคำสอนของพระอาจารย์ วชิรเมธี

ขอกราบแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่
พระมหาวุธิฒิชัย วชรเมธี (ว. วชิรเมธี.ป.ธ.๙)
#ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระสิงห์
#พระอารามหลวง จังหวัดเชียงราย
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ
พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญที่ พระเมธีวชิรโรดม
#อนุโมทนาบุญกุศลกับเจ้าของวิดีโอนี้
ขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์
#เผยแผ่ธรรมทานแด่ผู้มีจิตศรัทธา

C.r @ เพจพระพุทธศาสนา
#อนุโมทนาบุญกุศลกับท่านที่มีส่วน
#เผยแผ่ธรรมทานในครั้งนี้ทุกๆท่าน...  ส.สู้ๆ
ปล.หลังคาแดง

เปลื้องผ้า ตาไข่แดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #170 เมื่อ: 12:59 น. วันที่ 10 ธ.ค.62 »

เปลื้องผ้า ตาไข่แดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #171 เมื่อ: 13:00 น. วันที่ 10 ธ.ค.62 »
 อานิสงส์อุปกรณ์การแพทย์และโรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล
==========
๑. ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใดต้องการอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นจงไปอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด"
๒. อกุศลกรรมในอดีตชาติ จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์อย่างหนึ่งได้
๓. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม
๔. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปรา...ณี
๕. เหล่าวิญญาณร้ายไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้
๖. จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงานเป็นมงคลแก่ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
๗. คุณธรรมเจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ปัญญาเกิด
๘. ไม่พลัดพรากจากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร
๙. ชื่อว่าได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยั่งยืน
๑๐. ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐากบำรุงแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก
๑๑. จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว
๑๒. มีเดชบารมีมาก มียศวาสนา เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครข่มขี่เบียดเบียนได้
๑๓. จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใดจะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง
๑๔. จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
๑๕. จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์ ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เจอพระ
ปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล
๑๖. จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย
๑๗. จะได้เจอครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม
๑๘. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์และนิพพาน
๑๙. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลได้... ส.สู้ๆ

เปลื้อง ไข่แดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #172 เมื่อ: 20:51 น. วันที่ 11 ธ.ค.62 »
“.....การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
เป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง  เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปรกติ จะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจ
และสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่
ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นแต่ผู้สร้าง มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ ดังนั้น จึงใคร่ขอร้องให้
ทุกๆ คน ตั้งใจและพยายามปฏิบัติหน้าที่
ให้ได้สมบูรณ์จริงๆ อย่าปล่อยให้กำลังของชาติ
ต้องเสื่อมถอยลง เพราะประชาชนเสียสุขภาพ
อนามัย จะทำให้การสร้างความมั่นคง
ก้าวหน้าทางสังคมและทางเศรษฐกิจทุกอย่าง
เป็นได้โดยยาก ท่านทั้งหลายควรระลึก
ให้ได้เสมอ ว่าสุขภาพที่สมบูรณ์ในร่างกาย
และจิตใจนั้น เป็นรากฐานของการสร้างสรรค์
ในการจรรโลงประเทศอันจะเป็นทางขจัดปัญหา
ของสังคมส่วนสำคัญลงได้ และจะทำให้
การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
บรรลุถึงความสำเร็จ มั่นคง และเจริญก้าวหน้า ประกอบพร้อมไปด้วยความเป็นอิสระ ยุติธรรม และความผาสุก.....”

พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยมหิดล
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร
วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2522

ไข่แดง จิตแพทย์

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #173 เมื่อ: 09:23 น. วันที่ 15 ธ.ค.62 »
“พุทธวิธีเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข”

เพราะมีคนทุกข์ใจกันมากมายเหลือเกิน
จิตแพทย์, นักจิตบำบัด, พระสงฆ์...จึงไม่เคยพอ
จะดีกว่าไหม
ถ้ามีวิธีรักษาที่ไม่ต้องกินยาและไม่ต้องเสียเงิน
ขอแค่เพียงเปิดใจ เรียนรู้ และฝึกฝนในพุทธวิธี
ที่จะแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความสุข

เริ่มต้นจาก
๑. กำหนด “รู้” ทุกข์ให้ได้ก่อน
    อย่าปฏิเสธ, อย่าวิ่งหนี, อย่าผลักไส, อย่าทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นและอย่าเบี่ยงเบนความสนใจ

๒. หาสมุทัย (เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์)
     ด้วยคำถามที่ว่า
     “อยากได้อะไร”
     “คาดหวังอะไร”
     “ยึดอะไรอยู่”
     เมื่อพบสมุทัยแล้วให้ “ละ”
     แต่โดยธรรมชาติใจจะไม่ยอมรับหรอกว่า
     เหตุที่ทุกข์เพราะตัวเรานี่แหละที่อยาก, คาดหวัง, และยึดอะไรบางอย่างอยู่
     คนส่วนมากมักจะคิดว่า
     เพราะคนนั้น...ทำให้เราทุกข์
     เพราะสิ่งนั้น...ทำให้เราทุกข์
     ความทุกข์นั้นเกิดที่ใจ ก็ต้องดับที่ใจ
     จะเปลี่ยนผู้คน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้
     ชวนปรับท่าทีของใจให้อยู่กับ “ความจริง” มากกว่าที่จะอยู่กับ “สิ่งที่คาดหวังหรืออยาก”

๓. “เจริญ” มรรคให้มาก
     สรุปย่อเหลือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา
     เมื่อมีปัญญา รู้เท่าทันตามความเป็นจริง
     ใจจะ “ละ” และ “วาง” สมุทัยได้โดยอัตโนมัติ

๔.  “แจ้ง” ในนิโรธ คือ แจ้งในความดับทุกข์
      เมื่อทุกข์ดับลง ความโล่ง โปร่ง เบา สบาย ความสุขใจก็เข้ามาแทนที่ 

ลองฝึกกันดู
เป็นวิธีที่ช่วยดับทุกข์ใจได้จริง
ทันที ที่นี่และเดี๋ยวนี้
ชวนท้าพิสูจน์ให้ทดลองกัน

ที่มา #Pang Rumm (หมอแป้ง)

ตามหาไฟล์ขนาดใหญ่ 31 ภูมิ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #174 เมื่อ: 13:52 น. วันที่ 16 ธ.ค.62 »
รบกวน ขอด้วยครับทั้ง 2 แบบ ครับ เพื่อเป็นธรรมทานครับ
e-mail : aekkaraj_6969@yahoo.com
เจริญพร

Red Rama PSU.

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #175 เมื่อ: 06:09 น. วันที่ 17 ธ.ค.62 »
อ่านเจอเห็นว่าดี เลยส่งให้เพื่อนอ่านกันครับ ลองทำดู กันนะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของบรรดาเพื่อนผู้สูงวัย

- เพื่อนถามว่า  คุณเป็นหมอ…คุณดูแลสุขภาพตนเองอย่างไร ? จึงทำให้สุขภาพหมอดีมากๆ

- ผมเล่าให้เพื่อนฟังแบบนี้ครับ
1. ผมคิดไว้ก่อนป่วย (ตามตำราหมอแผนไทย)
2 รู้ตัว เมื่อจะป่วย (มีสัญญาณฟ้องว่า…ร่างกายจะป่วย) เตรียมป้องกัน และ ลงมือป้องกัน

• เรื่องคิดก่อนป่วย
- หมอแผนไทย เขียนไว้ชัดเจน คนเรามักจะป่วยตามเวลาเมื่อถึงวัยดังนี้
1. อายุ 16 ปี 32 ปี  48 ปี 56 ปี  64 ปี และ 72 ปี
(เป็นช่วงเปลี่ยนวัยครั้งใหญ่…ร่างกายมักจะป่วยด้วยโรคแปลกๆ)
2. นับตั้งแต่อายุ  32 ปี  วาตะเป็นเจ้าเรือน  ท้องอืดง่าย   ท้องผูกบ่อย (ท้องผูกสะสมพิษเดี๋ยวก็ป่วย)
3. แก่ๆ (สองแก่) แก่แก่นี้…นับตั้งแต่ 56 ปีครับ เส้นเลือดจะเริ่มตีบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว…มากกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา

• สัญญาณฟ้องว่าจะป่วยแล้ว
1. นอนน้อย นอนหลับไม่ค่อยดี
2. เสียดแทงหัวใจ…กระสับกระส่าย
3. เป็นตะคริวบริเวณน่องบ่อยๆ (อัมพฤกษ์จะมาเยือนถ้าเจอก้อนลมที่น่อง แสดงว่าหัวใจ  และเส้นเลือดไม่ค่อยโอเคแล้วครับ)

• ผมเตรียมตัวป้องกันตนเองหลายปีแล้วครับ
1. ผมฝึกดื่มน้ำอุ่น  (ฝึกมานานนับสิบปีแล้วครับ) ดื่มน้ำอุ่น  แก้สารพัด ลดท้องอืด  ลดท้องผูก  ลดเส้นเลือดตีบ  ลดเลือดข้น  ลดไขมันในเลือด (น้ำอุ่น…เป็นยาอายุวัฒนะที่ไร้ราคา …แต่คุณค่ามหาศาล)

2. เครื่องดื่มปรุงรส …ผมเน้นกลุ่มตะไคร้ …ขิง …ข่า …ยาหอม (เพื่อลดอาการเสียดแทงหัวใจ …ยาหอมผมต้องกินประจำ)

3. กาแฟ ชา ดื่มลดลง…สำหรับผมไม่กินกลุ่มนี้จะหลับยาวๆ …ถ้าดื่มชา กาแฟ เวลานอนจะหดสั่้นลง (แต่อาจไม่เป็นกับท่านอื่น)

4. เช้า บีบมะนาวเขียวหนึ่งลูก ผสมน้ำอุ่นดื่มทันที (หลังดื่มน้ำมะนาวทิ้งไว้ 30 นาที…ค่อยดื่มน้ำผักปั่นหนึ่งเยือก) หลังจากดื่มน้ำผักปั่น ผมจะจิบแต่น้ำอุ่นทั้งวัน (ผมพกกระติกน้ำร้อนติดตัว)

5. ฝึกกินอาหารสเผ็ด (แก้ท้องอืด) หรือ…อาหารรสเปรี้ยว (แก้เส้นเลือดตีบ…และป้องกันเบาหวาน ……)

6. มื้อเย็นกำลังฝึกไม่กิน …เริ่มที่ลดปริมาณ …ขณะนี้เปลี่ยนเป็นผลไม้แทนอาหาร …อนาคตมื้อเย็น…จะไม่กินอะไรสักอย่างครับ

7. ผมเดินมากกว่านั่ง (เพื่อป้องกันต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะขัด)

8. ผมฝึกท่าจ่อซัวยกละห้านาที (นั่งเหมือนนั่งเก้าอี้แต่ไม่มีเก้าอี้)

• ผมพูดเสมอตัวชี้วัดคนแข็งแรง
1. กินได้
2. นอนหลับ
3. ขยับได้

• ดังนั้น…ผมป้องกันการขยับตัวไม่ได้ (อัมพฤกษ์) ผมให้ภรรยา  หรือลูกสาว  เหยียบที่น่องด้วยส้นเท้า…จากเบาๆก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มน้ำหนัก -ยืดเส้นขา ยืดเส้นหลัง ทำทุกวัน

สรุป. ผมเปลี่ยนอาหารเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัยครับ

เล่าสู่กันฟัง …ท่านที่มีแนวทางวิถีชีวิตที่ดี…โปรดแบ่งปันกันนะครับ
พวกเราล้วน  เป็นเพื่อน สว. เหมือนกัน …จะได้ไปอยู่อาณาจักรผู้เฒ่าเต่า…แบบคนแข็งแรงครับ

Dr.Red Hospital

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #176 เมื่อ: 18:44 น. วันที่ 22 ธ.ค.62 »
"เหตุแห่งการมีอายุยืน" จาก "พระไตรปิฏก" สรุปได้ดังนี้

๑. เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง เช่น
คอยผลัดเปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอกัน
หมั่นออกกำลังกายให้เพียงพอ
พักผ่อนให้พอเพียงแก่ความต้องการของร่างกาย
การปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี คือ..
การปฏิบัติที่มีความรู้คู่กับความสุขทุกขั้นตอน
ไม่ทรมานตนเหมือนพวกโยคีบางพวก เป็นต้น

๒. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย เช่น
ไม่นอนมากเกินไปจนกลายเป็นความเกียจคร้าน
เคยมีการวิจัยเรื่องผู้ที่นอนมากเกินไปทำให้อายุสั้น

๓. บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย คือ การรับประทานผัก
หรือธัญพืชให้มากกว่าเนื้อ หรือผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อมาก ๆ
ก็ให้หลีกเลี่ยงเนื้อที่ย่อยยากมาก เช่น เนื้อกระบือ เนื้อวัว
บริโภคเนื้อที่ย่อยง่ายกว่า เช่น เนื้อปลา

๔. รู้ประมาณในการกิน ไม่ตามใจปากท้อง
เลือกเฉพาะอาหารที่เป็นผลดีต่อสุขภาพเป็นหลัก
เช่น เลือกซื้อพืชผักที่มีตามฤดูกาล ไร้สารพิษ
เพราะพืชผักที่เติบโตตามกาลอันสมควรย่อมมีโอชา
ที่จะมาหล่อเลี้ยงร่างกายให้สมบูรณ์
มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีโรคน้อย...

สวัสดีปีใหม่ ขอให้อายุยืน 10,000 ปี ... ส.สู้ๆ

Future forward 2020

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #177 เมื่อ: 20:55 น. วันที่ 23 ธ.ค.62 »
พยากรณ์ล่วงหน้า 10 ปี

1. อู่ซ่อมรถจะหายไป

2. เครื่องยนต์  2หมื่นชิ้น จะถูกแทนที่ ด้วยมอเตอร์ 20 ชิ้น
การซ่อม เปลี่ยนใช้เวลา10 นาทีเสร็จ

3. มอเตอร์ที่เสีย จะถูกรวบรวมมาที่ Regional repair shop ใช้  robots ซ่อม

4. เวลาเปลี่ยนมอเตอร์รถไฟฟ้า ขับเข้าศูนย์บริการ แล้วนั่งกิน กาแฟแก้วเดียวก็ได้ มอเตอร์ใหม่ เรียบร้อย

5. ปั้มน้ำมัน จะค่อยทยอยปิดตัวลง

6. ตามหัวมุมถนนใหญ่ จะมี electric recharging station เป็นมิเตอร์ไฟฟ้าเก็บตังค์

7.บริษัทผลิตรถจะรวมตัวกัน สร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่

8. เหมืองถ่านหินและบริษัทค้าน้ำมัน จะทยอยเล็กลง

9. บ้านเรือน จะผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไฟฟ้าที่เกิน จะขายให้ grid stores เพื่อขายให้โรงงาน ที่ใช้ไฟฟ้ามากๆ เช่น Tessa roof

10. เด็กที่เกิดใหม่ จะได้เห็นรถเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์

11.ในปี 1998 Kodak มี 170,000 คน ขายรูปกระดาษ 85% ของทั่วโลก เพียงไม่กี่ปี ถัดจากนั้น ต้องล้มละลาย และปิดตัวลง ณ ปัจจุบัน

12. สิ่งที่เกิดกับ Kodak และ Polaroid จะเกิดกับ หลายอุตสาหกรรมใน 5-10 ปี ข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครคาดคิด

13.หลังปี 1998 เพียง 3 ปี เท่านั้น ดิจิตอล ก็มาแทนฟิล์มถ่ายรูป
มือถือ ก็มาแทนกล้องถ่ายรูป

14. ปี 1975 เริ่มประดิษฐ์ กล้องดิจิตอล
ความสามารถ ถ่ายได้เพียง 10,000 pixels มีข้อติมากมาย
แต่ก็ได้แก้ไข พัฒนาจนมาแทนที่ กล้องเดิมได้หมด เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

15. ปัจจุบันนี้ Artificial Intelligence จะถูกนำไปประยุกต์ ใช้กับงานด้าน สุขภาพ,ระบบอัตโนมัติ,รถยนต์ไฟฟ้า
,การศึกษา,รูปสามมิติ,การเกษตรและงานอื่นๆ
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เร็วกว่าอดีตมาก

16. จะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งใหญ่ นับเป็นครั้งที่ 4 ของชาวโลก

17. software ใหม่ๆ จะมาแทนที่ของเดิมๆ ในทุกอุตสาหกรรม ใน 5-10 ปีข้างหน้านี้

18. เช่น software ชื่อ UBER ไม่มีรถของตัวเอง สักคัน แต่เป็นบริษัทแท็กซี่ ที่ใหญ่ที่สุด ในโลกขณะนี้

19. Airbnb ก็เป็นโรงแรมที่มากที่สุดในโลกขณะนี้ ทั้งๆที่ ไม่มีโรงแรมของตัวเอง ลองถาม hilton ดูก็ได้

20. AI จะทำให้เข้าใจเรื่องราว ได้รวดเร็ว ยกกำลังสอง exponentially ปีนี้ คอมพิวเตอร์ได้เป็น the best Go-player in the world=10 ปี เร็วกว่าที่พยากรณ์กัน

21. ในสหรัฐ IBM's Watson เป็น software ให้คำแนะนำ ปัญหาข้อกฎหมาย ได้ภายในหน่วย "วินาที" และถูกต้อง 90% ซึ่ง
นักกฎหมายทำได้เพียง70% เฉลี่ยนักกฎหมายหนุ่มสาว 90% ตกงาน ผู้ที่กำลังเรียน ขอให้เปลี่ยน อีก 10ปี จะเหลือแต่ specialist แท้ เท่านั้น ประมาณ 10% ของนักกฎหมายปัจจุบัน

22. "Watson" ได้ออกโปรแกรม ตรวจหามะเร็ง ได้เร็วและแม่นยำกว่า "nurse" ถึง 4 เท่าตัว

23. "Facebook " ได้ออกโปรแกรมจำหน้าคน และนำไปใช้กันแล้ว
ปี 2030 คาดว่า สมองกลของคอมพิวเตอร์ จะเหนือกว่า สมองมนุษย์หลายเท่า แน่นอน

24. ปี 2018 รถยนต์"ไร้คนขับ"ได้ถูกสร้าง ขึ้นมาแล้ว ภายในสองปีนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ จะเปลี่ยนมาก
อีกไม่ถึง10ปี คุณไม่จำเป็น ต้องมีรถยนต์ของตนเอง
อยากไปไหนก็ใช้มือถือ โทรเรียก รถก็จะมารับไปส่ง "ไร้คนขับ" นั่งเฉยๆ

25. อีก 10 ปี ข้างหน้า คุณไม่ต้องหาที่จอดรถ ไม่ต้อง ไปทำใบขับขี่ เพียงแค่จ่าย ตามระยะทาง ที่คุณเรียกรถมาพาไป นั่งรถไปก็ทำงาน พิมพ์นี้นั้นโน้นได้อีก

26. จำนวนรถยนต์ จะลดลง 90-95%
ที่จอดรถเหลือเฟือ ใช้ทำสวนสาธารณะเขียวๆ งามตาได้อีกหลายแห่ง

27. ปัจจุบัน คนตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ ปีละ 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 60,000 ไมล์ ต่อไป "ไร้คนขับ" คาดว่า จะเกิดอุบัติเหตุตาย 6 ล้านไมล์ ต่อคน

28. บริษัทผลิตรถยนต์สันดาป จะเจ๊ง
ล้มหายไป บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เช่น Tesla,Apple,Google ซึ่งทำ
Computer on wheels จะร่ำรวยมหาศาล

29. มาดู"Volvo" ปี 2018 เลิกผลิต รถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว
เริ่ม ปี 2019 ผลิตเป็นรุ่น hybrid และรถใช้ไฟฟ้าเท่านั้น

30. สองสามปีที่ผ่านมา วิศวกรจาก บ.
Audi,Volkswagen ต่างหวาดกลัว การเปิดตัวของ บ.Tesla ที่ผลิตแต่รถไฟฟ้า

31. เมื่ออุบัติเหตุ ทางรถยนต์ลดน้อยลง อนาคตการประกันภัย ทางรถยนต์ ก็จะซบเซาลง

32. อสังหาริมทรัพย์ จะเปลี่ยนแปลงไป ในเมื่อการติตสื่อสาร ทำได้สะดวก การคมนาคมดีขึ้น คอนโดแออัด ในเมืองก็จะเปลี่ยนไป เป็นบ้านแนวราบ
ในสถานที่แวดล้อมสวยธรรมชาติ

33. ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า จะถูกใช้อย่างมาก ปี 2030 จะไม่มีเสียงดังรบกวน

34. ปี 2030 เมืองจะสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ดีกว่าปัจจุบันเยอะ

35. พลังไฟฟ้าจะถูกมากและสะอาด

36. Solar production จะเพิ่มขึ้นอีกแบบยกกำลัง exponentially

37. บริษัทที่ผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน Fossil energy ขณะนี้ พยายาม
แข่งกับ home solar energy  แต่สุดท้าย จะพ่ายแพ้ เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

38. "Tricoder"เครื่องมือตรวจวัดสายตา วิเคราะห์เลือด,ลมหายใจ
ว่าสุขภาพ ยังดีหรือไม่ โดยวิเคราะห์ 54 bio -markers ว่าเป็นโรคอะไร หรือไม่
และปัจจุบันก็มี apps บนมือถือมากมาย ที่ให้ข้อมูล"สุขภาพ"

จากบทความ "Welcome to Tomorrow 2020"  ส.สู้ๆ


Red Bhumisiri

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #178 เมื่อ: 18:18 น. วันที่ 26 ธ.ค.62 »
มีนักธุรกิจหญิงคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจ ต้องผ่าตัด เมื่อเธอขึ้นไปบนเตียงผ่าตัดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้สั่งเสียธุระเรื่องหนึ่งกับลูกน้อง เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย ต้องรีบสั่งเสีย เพราะไม่รู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้เธอจะรอดหรือไม่

ความวิตกกังวลทำให้เธอไม่ยอมสลบทั้ง ๆ ที่หมอวางยาสลบแล้ว ยาสลบทำอะไรเธอไม่ได้เลย หมอก็แปลกใจว่าทำไมไม่สลบ จนกระทั่งเธอขอยืมโทรศัพท์มือถือจากหมอ พอสั่งเสียลูกน้องจนเสร็จ เธอก็สลบไปเลย แล้วก็ผ่าตัดได้สำเร็จเรียบร้อย

ถ้าจิตของคนเรามีความกังวล ไม่ปล่อย ไม่วาง บางครั้งยาก็เอาไม่อยู่ ร่างกายจะตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเสร็จธุระ ความกังวลหมดไป กายก็สลบ ชี้ให้เห็นว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ถ้าหากว่าเราไม่หมั่นฝึกจิต หรือดูแลใส่ใจจิตของเรา จิตก็สามารถที่จะอาละวาด หรือซ้ำเติมเราได้ เพราะมันมีพลัง อะไรก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราฝึกใจให้ดี ก็อาจทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน

คุณหมอสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคไตของศิริราช ท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ท่านเล่าว่ามีคนไข้อยู่คนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(SLE) คือภูมิต้านทานมันทำอวัยวะตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่าร่างกายไม่เป็นมิตรกับตัวเอง

ตอนอายุสิบสองเคยถูกหมอคนหนึ่งฉีดยาที่ไขสันหลัง หมอคงมือหนัก และอาจจะไม่มีจิตวิทยา ทำให้เด็กเจ็บมาก เจ็บจนเกลียดหมอและกลัวเข็มฉีดยา ถึงกับด่าหมอและร้องกรี๊ดจนชัก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง บางครั้งก็หมดสติไปเลย

ต่อมาแม่พาเธอไปรักษาที่ศิริราช ได้รู้จักกับคุณหมอสุมาลี คุณหมอพูดคุยกับเธอ จนเกิดความคุ้นเคย เช่น ไต่ถามเธอว่าร้องไห้เรื่องอะไร โกรธใคร มีเรื่องเครียดหรือไม่ เวลาเด็กตอบว่าฝันร้าย คุณหมอก็ให้เด็กวาดรูปให้ดู สิ่งที่คุณหมอทำคือช่วยให้เด็กกลับมาดูความรู้สึกของตัว และเข้าใจความกลัวของตัว

พอเธอโตขึ้นคุณหมอก็สอนวิธีเดินจงกรม แล้วพาไปเข้าคอร์สเจริญสติ หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เครียด ความดันไม่ขึ้น และไม่กลัวเข็มฉีดยา เวลาฟอกไต ต้องใช้เข็มขนาดใหญ่กว่าตะปู เธอก็นิ่งมาก มองเข็มโดยไม่มีอาการอะไร แถมยังกำหนดลมหายใจจนหลับไป จากเด็กที่กลัวเข็มจนเป็นลม ตอนหลังก็สามารถดูเข็มฉีดยาแทงเข้าร่างกายตัวเองได้

เมื่อถึงวันที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต ปรากฏว่าเธอแพ้ยาระงับปวดอย่างหนักจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหมอ ขอยาพาราหนึ่งเม็ด เธอกินพาราเสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้าออกจนหลับไป ปรากฏว่าหมอสามารถผ่าตัดต่อไปได้จนสำเร็จ โดยไม่มีเสียงร้องเจ็บจากเธอเลย หมออัศจรรย์ใจมาก กลายเป็นกรณีศึกษาว่าอำนาจจิตมีพลังมาก ถ้าใช้ให้เป็น ก็สามารถช่วยให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้ โดยไม่มีอาการทุกข์ทรมาน

จิตนั้นมีพลังมาก อยู่ที่ว่าเราจะใช้ไปทางไหน ถ้าปล่อยจิตให้จมอยู่กับความกลัว ความตื่นตระหนก มันก็สามารถทำให้เราตายได้ง่าย ๆ เพราะว่าร่างกายแย่ลงจนไม่ทำงาน ถ้ามีความกังวล ยาก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้ามีความสงบ มีสมาธิ มีสติ กายเจ็บแค่ไหน จิตก็เอาอยู่ จิตนั้นมีพลัง สามารถทำให้กายซึ่งท้อแท้หรือปวกเปียก กลับมามีพลังขึ้นมาได้

.

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
.

โปรดแชร์เป็นธรรมทาน
#ธรรมะหลังห้อง ... ส.สู้ๆ

กบแดง ณ.พังงา

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #179 เมื่อ: 18:29 น. วันที่ 26 ธ.ค.62 »

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]