gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 71562 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #210 เมื่อ: 15:34 น. วันที่ 25 มี.ค.63 »
สาธุครับ

ไข่แดง เจ็ดแน่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #211 เมื่อ: 16:16 น. วันที่ 25 มี.ค.63 »
✽ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทาน #พระคติธรรมเป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ความว่า

“ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า #ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน ‘#สติ’ และ ‘#ปัญญา’ #พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี

มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า ‘#เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, #เมื่อถึงคราวปรึกษางานต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม, #ยามมีข้าวน้ำต้องการผู้เป็นที่รัก, #ยามเกิดปัญหาต้องการบัณฑิต’
ขอทุกท่านจงเป็น ‘#ผู้กล้าหาญ’ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็น ‘#ผู้ที่ไม่พูดพล่าม’ โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็น ‘#บัณฑิต’ ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ

ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า


Dr.Red Egg

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #212 เมื่อ: 08:44 น. วันที่ 28 มี.ค.63 »
#พ่อหลวงกับบุคคลากรการแพทย์
พวกเราทราบหรือไม่ว่า
#ค่านิยมองค์กรสาธารณสุข คือคำว่า “MOPH”
M : Mastery เป็นนายตนเอง บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำ เป็นผู้นำที่ดี เอาชนะโลภ โกรธ หลงให้ได้
O : Originality เร่งสร้างสิ่งใหม่ ทั้งนโยบาย นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
P : People centered approach ใส่ใจประชาชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน และ
H : Humility ถ่อมตนอ่อนน้อม โดยการปฏิบัติตัว และใช้คำพูดที่ดี เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ

ค่านิยมทั้ง 4 ข้อเป็นไปตามพระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
-------------------------------------------
เมื่อครั้งที่ ร. 9
#ประทับรักษาพระอาการประชวร
ณ โรงพยาบาลศิริราช
ช่วงนั้นทรงทราบว่ามีปัญหา
คนไข้ฟ้องแพทย์มากขึ้น รับสั่งว่า
“ให้พวกเราอ่อนน้อมถ่อมตน
ทุกคนมีดีอย่าไปดูถูกใคร
ให้เกียรติต่อทุกคน
ไมตรีจิตก็จะเกิดขึ้น”

ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2554 และหัวหน้าคณะแพทย์ผู้ถวายงานครั้งที่ประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช
-----------------------------------------------
ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งว่า“ถ้าคิดว่าดี ทำต่อไป”
#พระองค์ท่านเคยรับสั่งไว้ครั้งหนึ่งว่า
#“สุขภาพพลเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าพลเรือนมีสุขภาพที่เสื่อมโทรมประเทศชาติก็พัฒนาไม่ได้”
ดังนั้นหน้าที่ของศิริราชคือดูแลสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ด้อยโอกาส ตราบใดที่ศิริราชยังอยู่คู่แผ่นดินไทย ยืนยันว่าพระราชปณิธานตั้งแต่รัชกาลที่ 5 สืบทอดมายังรัชกาลที่ 9 จะสืบทอดต่อไปไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
----------------------------------------------
 “เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓  ภายหลังจากที่ทำพระทนต์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระองค์ท่านรับสั่งถามว่า “เวลาที่พระองค์ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน มีทันตแพทย์มาช่วยกันแลดูรักษา  แล้วราษฎรที่อยู่ห่างไกลความเจริญมีหมอช่วยดูแลรักษาหรือเปล่า” 
- ศ. (พิเศษ) ทพ.ญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา   เตชะกัมพุช  ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานและทันตแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9
-----------------------------------------
#วันหนึ่งเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่น
มีราษฎรคนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ร่างกายซูบผอม ไม่สบาย  พระองค์ท่านรับสั่งถาม “เป็นอะไร ไม่สบายหรือ ? ”
 ราษฎรผู้นั้นทูลตอบว่า  “ไม่สบาย ฟันไม่มี กินอะไรไม่ได้” พระองค์ท่านจึงบอกว่า “ไปใส่ฟันซะ แล้วจะเคี้ยวอะไรได้   ร่างกายจะได้แข็งแรง” 
ในปีต่อมาเมื่อพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง  ราษฎรผู้นั้นได้มาเฝ้าและทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 9 ว่า
“ไปใส่ฟันมาแล้วตามที่ในหลวงแนะนำ 
ตอนนี้กินอะไรได้สบายแล้ว”
-----------------------------------------
#พระบรมราโชวาท 
“การเข้าถึงประชาชน  ท่านจะต้องช่วยบำบัดบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนโดยทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นท้องที่ใดและกาลเวลาใด  ขอให้เตรียมใจให้พร้อมเพื่อปฏิบัติหน้าที่นี้  และจงเชื่อมั่นว่าการทำประโยชน์และความเจริญแก่ส่วนรวมนั้นย่อมเป็นประโยชน์และความเจริญของตนด้วยเสมอ..”

บทความพิเศษฉลองสิริราชสมบัติครบ  ๕๐ ปี  ของสำนักข่าวไทย ประจำวันที่ ๑๓, ๑๖ มิถุนายนและวันที่  ๒๖, ๒๗, ๒๙  พฤศจิกายน๒๕๓๙
----------------------------------------------
“...#การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
เป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคงเพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นโดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นผู้แต่งสร้างมิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ...”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2522

#น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
 ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

#ใครอ่านถึงตรงนี้ จะเข้าใจได้แล้วว่า
บุคคลากรการแพทย์นั้นต้องเหนื่อย
หนักหนาสาหัสแค่ไหน เพื่อพวกเรา
#ทำไมพ่อหลวงถึงทุ่มทั้งใจเพื่อทำให้
ระบบสาธารณสุขของไทยดีขึ้นถึงทุกวันนี้

#ด้วยความเคารพและห่วงใย
ขอมอบทุกกำลังใจที่มีอยู่ให้
บุคคลากรการแพทย์

พวกเรารู้ว่าพวกคุณเหนื่อยหนักหนา
เราจะไม่สร้างปัญหาให้แน่นอน
ลูกขอสัญญา
Thammasak Orachoonwong
#ก้าวนี้เพื่อคนบนฟ้า
#คิดถึงพ่อหลวงสุดหัวใจ

ขอบคุณที่มา
komchadluek.net/news/edu-health/298990
trueplookpanya.com/learning/detail/79-00
ขอบคุณภาพวาดจากเพื่อนโก้
Ghuntawat Charoenphol

Dr.Red egg

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #213 เมื่อ: 17:08 น. วันที่ 30 มี.ค.63 »
อย่าเคยชินกับความเคยชิน

——

ทฤษฎีกบต้ม
คือ หลักอธิบายเรื่องโทษของความชะล่าใจ
ให้เห็นภาพได้ชัดเจน
.
.
เรื่องมันมีอยู่ว่า
หากเราต้องการจะต้มกบ
เราก็ใส่น้ำลงในหม้อ จุดเตาไฟ
รอให้น้ำเดือดแล้วจึงค่อยหย่อนกบใส่ลงไป
ตอนที่กบเจอน้ำร้อน มันก็จะกระโดดหนีทันที
เพราะสัญชาตญาณมันเป็นเช่นนั้น
.
.
ถ้ายังใช้อุปกรณ์เหมือนเดิม
จะทำอย่างไร เพื่อให้กบไม่สามารถกระโดดหนีได้
.
.
วิธีการคือ
ต้องเอากบใส่หม้อพร้อมกับน้ำอุณหภูมิปกติ
จากนั้นก็เปิดไฟอ่อนๆ
.
.
และเพราะกบเป็นสัตว์เลือดเย็น
มันจึงสามารถปรับตัวตามอุณหภูมิน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นได้
น้ำเย็นก็อยู่ได้สบายๆ น้ำอุ่นก็รู้สึกเฉยๆ
.
.
นานเข้าๆ
น้ำก็เริ่มร้อนมากขึ้นๆ จนใกล้เดือด
กบเพิ่งรู้สึกตัวว่า ตอนนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
.
.
มันจะกระโดดหนี
แต่! ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ขามันสุกไปเรียบร้อยแล้ว
ฉากจบคงไม่ต้องบรรยาย

——

วานก่อนดูคลิปวิดีโอของผู้ติดไวรัสโคโรน่า ชาวไอร์แลนด์
เขากำลังนอนซมอยู่ในห้องไอซียู
บอกเล่าถึงอาการเจ็บปวดที่ปอดอย่างแสนสาหัส
มีอยู่ประโยคหนึ่งที่เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง คือ
.
.
“อย่าคิดว่าคุณจะไม่ติดไวรัสนี้  แม้แต่วินาทีเดียว”
.
.
นี่เป็นการสื่อสารที่ตรงประเด็นมาก เรียกว่า “พูดออกมาจากหัวใจ” เลย
รับรู้ได้เลยว่าประโยคนี้ เขาได้เรียนรู้และกำลังประสบมันด้วยตัวเอง
คงเป็นสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับพวกเราผู้ยังไม่ติดเชื้อมากที่สุด
.
.
วันนี้ ตอนนี้
ท่านคงกำลังปรับตัวกับสถานการณ์วิกฤตนี้ได้
เริ่มรู้จังหวะอยู่บ้านบ้าง อาจจะหาโอกาสออกไปข้างนอกบ้าง
พออยู่คนเดียวเหงาๆ เบื่อๆ ก็หาทางไปรวมกลุ่มกันบ้าง
ล้างมือบ้าง ล้างแล้ว ไม่ล้างก็ไม่เป็นไร
พวกนี้คนรู้จักกันทั้งนั้น ใกล้กันหน่อยก็คงได้มั้ง
.
.
“ไม่เป็นไร” “ก็ได้” บ่อยๆ เข้า
หารู้ไม่ว่านั่นคือ “ความเคยชิน”
ที่กำลัง “เปิดช่อง” ให้เกิดโอกาสติดเชื้อ
.
.
พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว
มีธรรมะข้อหนึ่งที่พุทธองค์ทรงตรัสสอนทุกวันๆ ละ ๒ ครั้ง
.
.
ลองคำนวนดู ๔๕ ปีๆ ละ ๓๖๕ วันๆ ละ ๒ ครั้ง
รวมเป็น ๓๒,๘๕๐  ครั้ง ที่พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า
“อย่าประมาท”
.
.
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสถามกะพระอานนท์ ว่า
“ดูก่อน อานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง”
พระอานนท์​ ผู้พุทธอุปฐาก กล่าวตอบ
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันละ ๗ ครั้งพระเจ้าข้า”
“ยังห่างมาก อานนท์ ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก”

——

“นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก” และ
“อย่าคิดว่าคุณจะไม่ติดไวรัสนี้  แม้แต่วินาทีเดียว”
.
.
เป็น ๒ ประโยคนี้มีความหมายเดียวกัน
คือ “อย่าประมาท”
.
.
หากท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้
หมายความว่า ท่านกำลังมีชีวิตอยู่
ด้วยเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมดทั้งมวล “ในอดีต”
ทำให้ท่านยังอยู่กลุ่มที่ยังมีชีวิต และยังไม่ติดไวรัส
.
.
แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่ สำหรับวิกฤตการณ์นี้
จุดเปลี่ยนอยู่ที่ ท่าน “เคยชิน” หรือ “รู้สึกตัว”
และมันมีความสำคัญถึงชีวิต
.
.
การไม่ระมัดระวัง ทำสิ่งเดิมๆ ตามความเคยชิน
ก็ไม่ต่างจาก “กบ” ไม่ประสีประสา นอนแช่น้ำอุ่น
.
.
การไม่เชื่อฟังคำแนะนำของแพทย์และรัฐบาล
แล้วไม่สนใจอะไร ก็ไม่ต่างจากการปิดฝาหม้อเสีย
แล้วยอมโดนต้มแต่โดยดี
.
.
หากท่านหวงแหน และยังยินดีกับชีวิตที่มีอยู่
ขอจงสร้างเหตุปัจจัยใหม่ ในปัจจุบัน!
.
.
ยินดีปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และรัฐบาล
ยินดีที่จะระมัดระวังตัว
ยินดีกับการอยู่คนเดียว
.
.
ยินดีกับการรู้สึกตัว
ยินดีกับลมหายใจ
"ยิ้ม" และ "หายใจ" ให้กับชีวิตและทุกสิ่ง
.
.
ท่านจะปลอดภัยทั้งกายและใจ

——

แม้นม่านหมอกแห่งความกลัว ยังไม่หมดไป
แม้นแสงร่ำไรแห่งความหวัง ยังส่องมาไม่ถึง
ขอให้ยืนหยัดบนสองเท้า ด้วยจิตคิดคำนึง
ว่านี่เป็นอีกวันหนึ่ง เพื่อยินดีกับชีวิตและความจริง

——

อปฺปมาโท อมตํ ปทํ    ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ    เย ปมตฺตา ยถา มตา ฯ
.
.
ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย
ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
คนไม่ประมาท ชื่อว่าย่อมไม่ตาย
คนประมาทเหมือนคนหูหนวกตาบอด
ที่ตายแล้ว... ส.สู้ๆ


ดร.เจตนา ไข่แดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #214 เมื่อ: 15:49 น. วันที่ 04 เม.ย.63 »
"เหตุที่พุทธสูญสิ้น ที่อินเดีย"
โดย...(ป. อ. ปยุตฺโต)

๑.ใจกว้างจนลืมหลัก เสียหลักจนถูกกลืน
ชาวพุทธใจกว้าง แต่ศาสนาอื่นเขาไม่ใจกว้างด้วย บางทีก็กว้างเลยเถิดไป จนลืมหลัก ไม่มีหลัก ไม่ยืนหลักของตัวไว้ เลยกลายเป็นกลมกลืนกับเขา จนศาสนาของตัวเองหายไปเลย เป็นเหตุสำคัญให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป (คำสอนฮินดูปลอมปน+มุสลิมปราบฆ่าเผาวัดตำรา-บังคับเปลี่ยนศาสนา)

๒.จุดที่เสื่อม คือ ชาวพุทธลืมหลักกรรม
ไม่เอาการกระทำของตัวเองเป็นหลัก ไปหวังพึ่งเทพเจ้า-ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์ ไม่กระทำด้วยตนเอง ก็งอมืองอเท้า มันก็มีแต่ความเสื่อมไป

๓.เฉยมิใช่ไร้กิเลส แต่เป็นเหตุให้พระศาสนาสิ้น
ภัยกระทบกระเทือนส่วนรวม ชาวพุทธไม่น้อยที่วางเฉย ไม่เอาเรื่อง แล้วเห็นลักษณะนี้เป็นดีไปว่าไม่มีกิเลส ในทางตรงข้าม ถ้าไปยุ่งก็ว่ามีกิเลส อันนี้ อาจจะพลาดจากคติพุทธศาสนาไปเสียแล้ว และจะกลายเป็นเหยื่อเขา คติที่ถูกต้องนั้น สอดคล้องกับหลักความจริงที่ว่า “พระอรหันต์ หรือ ท่านผู้หมดกิเลสนั้น เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว หมดกิจที่จะต้องทำเพื่อตนเองแล้ว จึงมุ่งแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ขวนขวายในกิจของส่วนรวมอย่างเต็มที่”

๔. การฝากศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว (ฆราวาสทอดธุระ)
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน" เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาทรัพย์สมบัติของเรากลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย... ส.สู้ๆ

ดร.เจตนา ไข่แดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #215 เมื่อ: 16:14 น. วันที่ 05 เม.ย.63 »
วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตนนั้น  พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ได้เมตตาเผยรายละเอียดไว้ดังนี้

วิบัติ 4
  ๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง
 
๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สูบกัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

 
๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด
 
๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ควายตาบอด VS วัวหูหนวก

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #216 เมื่อ: 22:41 น. วันที่ 07 เม.ย.63 »
หลังจากข่าวบังคับให้พระอาวุโส ๒ รูปสึกอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีกระบวนการนิคหกรรมตามกติกาของคณะสงฆ์แล้ว ในสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพประกาศคณะสงฆ์ในอดีตที่มุ่งกำกับพฤติกรรมของพระมิให้เป็นไปในทางเสียงหาย ที่มีบทลงโทษคล้ายๆ กันว่า “ให้สึกเสีย” กันอย่างกว้างขวาง

แม้การส่งต่อข้อมูลดังกล่าวอาจทำด้วยความหวังดี ต้องการปรามภิกษุที่จะประพฤติผิดพระวินัยให้กลับมาอยู่ในกรอบที่ดีงาม และคิดว่าการกระทำดังกล่าวมิได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ ต่อพระที่ประฟฤติดีปฏิบัติชอบ แต่หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกต้องก็อาจก่อความเสียหายต่อพระดีๆ ได้เช่นกัน

เป็นเรื่องที่ต้องทำให้กระจ่างว่าบรรดาประกาศคณะสงฆ์ที่อายุเกินกว่ากึ่งศตวรรษเหล่านั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่? ถ้ายังใช้บังคับอยู่เหตุใดจึงไม่ถูกพูดถึง หรือไม่มีข่าวการนำมาบังคับใช้เลยตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งที่ยังมีพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอยู่ หรือความจริงประกาศเหล่านี้ถูกยกเลิกโดยกฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศที่ตราขึ้นภายหลังไปหมดแล้ว

ใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองคณะสงฆ์ไทยทุกวันนี้ มีข้อความระบุไว้ในมาตรา ๔ อย่างชัดเจนว่า “ภายในระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ บรรดากฎกระทรวง สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับ และระเบียบเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา ให้คงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับหรือระเบียบของมหาเถรสมาคม ยกเลิก หรือมีความอย่างเดียวกัน หรือขัดหรือแย้งกัน หรือกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น” ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วประกาศเหล่านั้นน่าจะขัดแย้งกับ พรบ.ฉบับนี้

นอกจากนี้ยังมีข้อบังคับที่ออกตาม พรบ. คณะสงฆ์ ดังกล่าว เช่น กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ซึ่งระบุไว้ในข้อ ๓ ว่า “นับแต่วันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ยกเลิกกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแก่พระภิกษุ และให้ยกเลิกข้องบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งอื่นเกี่ยวกับคณะสงฆ์ในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในกฎมหาเถรสมาคมนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้” และยังมี “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ” ที่ระบุกระบวนการที่จะนำไปสู่การสึกพระภิกษุไว้แล้วอย่างชัดเจนอีกด้วย (ซึ่งย่อมทำให้วิธีการบังคับให้สึกที่ระบุไว้ในประกาศในอดีตนั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไป)

หากกฎกติกาที่ยกขึ้นอ้างเพื่อใช้สึกพระ ๒ รูปที่เป็นข่าว รวมทั้งประกาศในอดีตที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็นกติกาที่ถูกยกเลิกไปแล้วจริง การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่สึกพระนั้นย่อมไม่ชอบธรรมและการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเสียหายที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับชาวพุทธในวงกว้างได้ เปิดโอกาสให้มีการกลั่นแกล้ง และใช้อำนาจในทางที่ผิดตามมา การกระทำที่ถูกต้อง แต่ด้วยวิธีการที่ผิด ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปไม่ได้เลย สมควรที่สังคมพุทธที่เชิดชูปัญญา และความถูกต้องมาโดยตลอด ควรช่วยกันทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

เราจึงขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง.... ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกรณีนี้ทุกฝ่าย โปรดแสดงความรับผิดชอบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชาวพุทธได้รับทราบ เพื่อหยุดยั้งอวิชชา (ความไม่รู้ ความรู้ที่ผิด) เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยก และความเสียหายอื่นๆ ตามมา

และขอเรียกร้องมายังนักการเมืองที่ตั้งใจปกป้องพระพุทธศาสนา นักวิชาการศาสนาที่คร่ำหวอดในเรื่องกฎระเบียบ สื่อมวลชนที่สนใจ (มาก) ในการเสนอข่าวพระที่กระทำผิด รวมทั้งนักกฎหมายที่อาสาปกป้องประชาชน ได้โปรดเข้ามาช่วยทำความชัดเจนในเรื่องนี้ให้ปรากฏ

และขอเรียกร้องมายังชาวพุทธ ว่าอย่าได้หยุดอยู่เพียงความปรารถนาดีอยากกำจัดอลัชชีออกจากศาสนา แต่นี่เป็นเรื่องของหลักการ วิธีการ ที่ต้องการความถูกต้องชัดเจน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาค ความเป็น “ธรรม” และ ความยุติ (โดย) ธรรม อย่างแท้จริง มิฉะนั้นพระดีที่เราบูชาเมื่อถึงเวลาก็อาจถูกอำนาจแห่งอวิชชานี้รุกรานได้... ส.สู้ๆ

ไอ้ไข่แดง ยันหว่าง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #217 เมื่อ: 11:10 น. วันที่ 08 เม.ย.63 »
***          " สักการะ  ปุริสัง  หันติ "    ***
                 (ลาภ สักการะ ฆ่าคน)

           ไม่ได้ฆ่าให้คนตายทางร่างกาย
       แต่ฆ่าคนให้ตายทางจิตทางวิญญาณ
                      คือจิตเขาตายด้าน
             ไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย
                             --------------
                  พระพรหมมังคลาจารย์
                       ปัญญานันทภิกขุ

...................
สัพพะทานัง ธัมมทานัง ชินาติ —  ส.สู้ๆ

ควายตาบอดVSวัวหูหนวก

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #218 เมื่อ: 05:44 น. วันที่ 10 เม.ย.63 »
ธรรมปีติ : - หลักใจพ้นภัยโควิด

ทรัพย์
.
.
ไวรัสโควิด-๑๙ ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในช่วงนี้
ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบเดิมได้
งานลักษณะที่ผู้คนมาอยู่ใกล้ชิดกันมากๆ ก็จำเป็นต้องหยุดพัก
บางโรงงานเริ่มมีนโยบายให้คนออก บางบริษัทก็เริ่มลดเงินเดือน
ทุกภาคส่วนโดนผลกระทบไปตามๆ กัน�.
.
อีกไม่นาน ภาวะความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น
อาจจะก่อเกิดเป็นปัญหาลุกลามบานปลาย
ก่อนที่เหตุการณ์ความยากลำบากนั้น
การมีหลักธรรมะบางประการ ที่เกี่ยวกับการจัดการเรื่อง “เงิน”
ย่อมเป็นหลักชัยที่สามารถช่วยผู้กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาปากท้อง
ด้วยวิธีการใช้จ่ายทรัพย์อย่าง “ไม่เป็นทุกข์“

——

คำว่า “เงิน” หมายถึงโลหะธาตุหนึ่ง
แต่เราใช้ในความหมายของ ทรัพย์สิน, สมบัติ, ของมีค่า
.
.
คำว่า ทรัพย์ เป็นสันสกฤต  ทฺรวฺย.  แปลง ว เป็น พ
.
.
โดยมีที่มาจากภาษาบาลี คือ ทุ ธาตุ ในอรรถ คติยํ  ในการไป, ทำให้ไปได้
แปลง อุ เป็น อว, แปลง ว เป็น พ 
จะอยู่ในรูปศัพท์ว่า ทพฺพ
.
.
ทัพพะ  แปลว่าของมีอยู่, สภาพมีอยู่, คุณสมบัติ
.
.
คำว่า “สมบัติ”
คำนี้มีส่วนประกอบคือ  สํ (เสมอ) +  ปท  (ถึง)
สมบัติจึงแปลว่า สิ่งอันถือเอาได้เสมอ, หยิบใช้ได้ง่าย
.
.
คนที่มีทรัพทย์สมบัติ หรือคนรวย เราจะเห็นได้ว่าเขาสามารถถือเอาสิ่งไหนก็ได้ตามปรารถนา
จับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องคิดมากอย่างคนไม่มี�.
.
บาลีอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “ธน” อันแปลว่า เงิน, ทรัพย์​
เราจะคุ้นเคยกับคำว่า ธนบัติ, ธนาคาร, ธนารักษ์
.
.
มีรากศัพท์ที่หลากหลาย คือ
- ธน  ธญฺเญ  ในความสมบูรณ์
มีความหมายเดียวกันกับ ธัญญพืช หรือข้าว
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของทำให้ชีวิตสมบูรณ์ กินอยู่อย่างอิ่มหนำ

- ธน  สทฺเท  ในการส่งเสียง 
หมายความว่า ใครมี “ทรัพย์” ก็จะมีชื่อเสียงใครๆ ก็กล่าวถึง
และแปลได้ในอีกบริบทหนึ่ง คือทรัพย์ แปลว่า เป็นเหตุส่งเสียงของ จากพวกขอทานนั่นเอง

- ธน  อิจฺฉายํ  ในความปรารถนา  (ต้องการ, ปรนเปรอ)
ความหมายนี้เข้าใจได้ง่ายที่สุด
เพราะใครๆ ก็ต้องการทรัพย์ ปรารถนาที่จะมีมากๆ มีไม่จำกัด
เมื่อมีแล้วก็จะสามารถปรนเปรอความสุขให้ตนเองได้
สามารถความสบายให้ญาติพี่น้องครอบครัวได้

——

ทางพุทธศาสนา จะแบ่งทรัพย์เป็น ๒ ประเภทคือ
๑ โภคทรัพย์ 
๒ อริยทรัพย์
.
.
โภคทรัพย์ คือ ทรัพย์สินเงินทอง, บ้านเรือนอสังหาริมทรัพย์, ทาสหญิงทาสชาย
สัตว์เลี้ยง ที่ดิน อาณาจักร สิ่งให้ที่สามารถหล่อเลี้ยงกายให้มีความสุขก็นับเนื่องในส่วนนี้
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำการใช้โภคทรัพย์ไว้ดังนี้
.
.
วิธีการบริหารทรัพย์* Fourfold division of money.
คือ หามีทรัพย์อยู่ประมาณหนึ่ง ทั้งที่ได้รับมา หรือ ที่สะสมอยู่ ก็ได้
ให้แบ่งเสียเป็น ๔ ส่วนเท่ากัน
อันดับแรก ใช้ “๑ ใน ๔”  เพื่อจ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบำรุง และทำประโยชน์
อันดับสอง ใช้ “๒ ใน ๔”  ลงทุนประกอบการงาน
อันดับสุดท้าย ที่เหลือ “๑ ใน ๔” ต้องเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
.�.
หลังจากจัดสรรได้แล้ว
พระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำหลักเกี่ยวกับการใช้จ่ายเลี้ยงชีพ**
เรียกว่า หลัก “สมชีวิตา” คือการทำชีวิตให้เสมอ
โดยให้แบ่งทรัพย์ที่หามาได้เป็น ๕ ส่วน ดังนี้
.
.
“ใช้หนี้เก่า-ให้เขากู้-ใส่ปากงู-ฝังดินไว้-ทิ้งลงเหว”
.
.
๑ ใช้หนี้เก่า ๑ ส่วน คือ ใช้เงินทองในการบำรุงเลี้ยงดูพ่อแม่
บุพพการี ผู้มีพระคุณ ตลอดถึงเหล่าญาติและมิตรสหาย
เพราะเราได้รับการอุปการะจากท่านเหล่านี้มาก่อนแล้ว
จึงเปรียบเหมือนหนี้ที่ต้องใช้
.
๒ ให้เขากู้ ๑ ส่วน คือ ให้เลี้ยงดูบุตรธิดาศึกษาเล่าเรียน
ถือเอาว่าให้เขาในวันนี้ เป็นการให้กู้เพื่อต่อทุน
เป็นการเผื่อไว้ว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาอาจจะกลับมาเลี้ยงดูเรา
แต่อันที่จริงการให้กู้ ก็เพื่อเราก็ไม่ต้องเป็นห่วงกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขานั่นเอง
.
๓ ใส่ปากงู ๑ ส่วน คือ ฝากภรรยาเก็บไว้ยามขาดแคลน
เผื่อเอาไว้ยามป่วยไข้ จะได้ไม่ลำบากในการรักษาพยาบาล
เป็นการวางแผนอนาคตเผื่อว่าวันข้างหน้า
เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น หรือ ลูกหลานไม่ได้กลับมาเลี้ยง
.
๔ ฝังดินไว้ ๑ ส่วน คือ ให้ทำบุญ หรือบริจาค
ไม่จำกัดว่าต้องเป็นในส่วนใดกับใคร แต่เป็นไปเพื่อการทำลายความตระหนี่ในใจ
ส่วนนี้ผู้ใดทำเป็นประจำก็จะมีที่พึ่งทางใจ ว่าตนเองในยามมีก็ได้จุนเจือผู้อื่น
ยิ่งได้ทำบุญทำทานไว้ในบวรพุทธศาสนา ก็เปิดโอกาสให้ได้เข้าใกล้ธรรมะของพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น
.
๕  ทิ้งลงเหว ๑ ส่วน คือ สำหรับใช้จ่ายบริโภค
คือ ให้อุปโภคบริโภคในการส่วนตัว จะกินอะไรหรือซื้ออะไร
ทรัพย์ ๑ ใน ๕ นี้ก็มีไว้เพื่อความสุขความพอใจส่วนตัว

——

สำหรับคนที่ไม่มีทรัพย์
คงไม่รู้ว่า การมีทรัพย์เป็นอย่างไร
ศึกษาเรื่องการบริหารหรือการใช้เงินทองคงเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียหน่อย
เช่นนั้นแล้วคงต้องเรียนรู้ การได้มาซึ่งทรัพย์
อย่างที่เราเคยได้ยิน “คาถาเศรษฐี” หรือ “อุ-อา-กะ-สะ”
ซึ่งก็เป็นคำย่อมาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
.
.
เราเรียกว่า
“ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ ประการ *
Virtues conducive to benefits in the present
.
๑  อุฏฐานสัมปทา
คือ ขยันหมั่นเพียรในการอาชีพอันสุจริต
รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง หาอุบายวิธี พัฒนาตนพัฒนางาน
.
๒ อารักขสัมปทา
คือ รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ไม่ให้เป็นอันตรายหรือสูญหาย
.
๓ กัลยาณมิตตตา
คือ รู้จักคบเพื่อนที่ดี มีอัธยาศัยพาให้ดำรงตนอยู่ในคุณธรรม
และกล้าแนะนำ บอกในสิ่งที่ถูก ชี้โทษในสิ่งที่ผิด
.
๔ สมชีวิตา
คือ การวางตัวเหมาะสม รู้จักชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียง เลี้ยงชีวิตแต่พอดี
.
ผูกเป็นคำคล้องจองว่า
“ขยันหา-รักษาดี-มีกัลยาณมิตร-นำพาชีวิตให้พอเพียง”

——

ไม่ว่าจะบริหาร หรือใช้โภคทรัพย์ได้ดีขนาดไหนก็ตาม
แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะอยู่ได้เพียงชีวิตหนึ่งชีวิตเดียวเท่านั้น
วันสุดท้ายก็ต้องคืนให้แก่โลก เพราะร่างกายก็ตายเป็นธรรมดา
.�.
ทรัพย์ที่สำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงให้ขวนขวายหาสะสมไว้
อันจะเป็นสิ่งติดตามตัวไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ไม่มีวันสูญสลาย เราเรียกสิ่งนั้นว่า “ทรัพย์อันประเสริฐ”
.
.
อริยทรัพย์ ๗  Noble treasures)

๑  ศรัทธา  ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ
.
๒ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม
.
๓ หิริ  ความละอายใจต่อการทำความชั่ว
.
๔ โอตตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
.
๕ พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
.
๖ จาคะ  ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
.
๗ ปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ
สิ่งไหนเป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา
.
.
ทรัพย์อันประเสริฐเหล่านี้จะอยู่ภายในจิตใจ
และเป็นสิ่งล้ำเลิศกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหาย
ทำใจให้ไม่เหี่ยวแห้ง อ้างว้าง ยากจน และเป็นกำลังใจให้สร้างทรัพย์ภายนอกได้อีกด้วย

——

กับสถานการณ์โควิด-๑๙
ทั่วทั้งโลกต่างประสบกับความยากลำบากกันทั้งนั้น
เรากำลังเป็นผู้ร่วมชะตากรรมนี้ร่วมกัน
ทรัพย์สินเงินทองที่เคยมี ที่เคยหาได้ นั่นเป็นอดีตไปแล้ว
.
.
ปัจจุบัน คือช่วงเวลาที่เป็นโอกาส
ยังมีชีวิต ยังไม่ตาย การไปมัวคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่ทำให้เกิดผลดีอะไร
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”
ลุกขึ้นมาใช้สติปัญญา อยู่กับความเป็นจริง
นี่คือจังหวะที่ต้องฝึกฝนตัวเอง พัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อแสวงหาทรัพย์
.�.�และเมื่อหาทรัพย์ทางกายแล้วได้แล้ว ก็อย่าลืมสะสมทรัพย์ที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
คือ อริยทรัพย์ ที่พึ่งอันประเสริฐของท่าน
เป็นการสร้างความสุขที่แท้จริง สามารถนำพาให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

——

พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ
พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
เมื่อเล็งเห็นประโยชน์สูงสุด
พึงสละทั้งอวัยวะและชีวิต เพื่อรักษาธรรม

——

ล้างมือบ่อยๆ - ล้างใจบ่อยๆ
อยู่ห่างๆ กัน  - กันกิเลสให้ห่างๆ จิต
ให้กำลังใจตนเอง และผู้อื่น
พูดเรื่องที่ถูกต้อง พาให้ผู้คนพ้นทุกข์
.
.
ยินดีกับชีวิต หายใจสบายๆ
#ทักษะเพื่อผ่านพ้น
#พระจะไม่นิ่งดูดาย
#อย่าคิดว่าจะไม่ติดไวรัสนี้แม้แต่วินาทีเดียว

——

อ้างอิง
*โภควิภาค ๔ www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=163
** หลักการใช้ทรัพย์ ๕ http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1872
*** คาถาเศรษฐี ๔ http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=144
****อริยทรัพย์ ๗ http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=292


ตาอินกับตานา(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #219 เมื่อ: 17:23 น. วันที่ 10 เม.ย.63 »
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด

 ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก    พูดน้อย เสียน้อย     ไม่พูด ไม่เสีย     นิ่งเสีย โพธิสัตว์ ละได้ย่อมสงบ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได ้ แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ

เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา   ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย   แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น

ยึดจึงเดือดร้อน

 ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ   ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล

จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน   เกิดการฆ่าฟันกัน เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ   ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด   อยู่กันอย่างไม่ยินดี   อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์ เหนือคำสรรเสริญ   เหนือนินทา   เหนือความผิดหวัง   เหนือความสำเร็จ   เหนือรัก   เหนือชัง

ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน   เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส   เสียใจน้อยใจ   เป็นทุกข์

กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างทีว่า เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์   มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน   ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ
 
โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ   ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้ คนที่เดินทางโลกิยะ   ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก   เพราะอะไร ? ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้   พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ? แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ   ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

ศิษย์แท้

พิจารณากายในกาย   พิจารณาธรรมในธรรม   พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รู้ซึ้ง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ   เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล   ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว   เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา
คนเรานี้   ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว   จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้น   ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา แล้วค้นสัจจะของ   ศีล   สมาธิ   ปัญญา     ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ   จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา   การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก  นี่คือเรื่องของนามธรรม

ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี   เราจะทำอะไรก็ดี   จงทำด้วยความสงบ
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น   มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน   เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน   เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว   จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม   เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ   อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า

พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี   วันหนึ่งก็ดี   ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า   ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง   คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้   มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด   ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง

คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม... ส.สู้ๆ

ขุนทองแดง จะนะ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #220 เมื่อ: 17:39 น. วันที่ 11 เม.ย.63 »
“ทรัพย์สิน” นั้นสำคัญ แต่เราต้อง...
รู้ทัน และ ข้ามพ้นจุดอ่อน ของมัน
.
“มีความแตกต่างหลายประการ ระหว่างทรัพย์ภายนอก และทรัพย์ภายใน
ทรัพย์ภายนอก ที่เป็นวัตถุหรือทรัพย์สินเงินทองนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ จำเป็นสำหรับชีวิต แต่มีข้อบกพร่องหลายประการ...จะขอยกตัวอย่าง เช่นว่า ทรัพย์ภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทองนั้น เป็นสิ่งที่สูญหายได้ โจรลักได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องระวังรักษา เป็นเหตุให้เกิดความห่วงใย เป็นต้น
.
แต่ทรัพย์ภายใน คือความรู้ และความดีนั้น ไม่สูญหาย ท่านบอกว่าโจรลักไม่ได้ ทรัพย์ภายในคือความรู้และความดีนั้น ไม่มีใครมาลักเอาไปได้ เราไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรักษา มันไม่หายไปไหน มันอยู่กับตัวของเราเป็นของประจำ

ประการต่อไป ทรัพย์ภายนอก ที่เป็นวัตถุทรัพย์สินเงินทองนั้น ยิ่งใช้ยิ่งสิ้นเปลือง ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป เราจะต้องหามาเพิ่ม ต้องหามาชดเชย แต่ทรัพย์ภายใน คือความรู้ และความดีนั้น ตรงกันข้าม แทนที่จะใช้แล้วหมด หรือใช้แล้วสิ้นเปลือง กลับเป็นว่า ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม จะเห็นว่า ความรู้ ยิ่งใช้ ยิ่งเพิ่ม ยิ่งมีความชำนาญ ยิ่งมีความจัดเจน
.
ส่วนความดีก็เช่นกัน ยิ่งประพฤติ ความดีนั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทรัพย์ภายในยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม
.
ประการต่อไป ทรัพย์ภายนอกนั้น ไม่เป็นหลักประกันที่แท้จริงของชีวิต คนที่มีทรัพย์ภายนอก แต่ไม่มีทรัพย์ภายใน ไม่มีความรู้ ไม่มีความดี ไม่มีความขยันหมั่นเพียร แม้แต่มีทรัพย์อยู่แล้ว เช่นบิดามารดาให้มา ก็ไม่สามารถรักษาทรัพย์นั้นไว้ได้ ส่วนทรัพย์ที่ยังไม่มีก็ไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ รวมความว่า ทรัพย์ที่ยังไม่มี ก็ไม่สามารถทำให้เกิดมี ทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว ก็หมดสิ้นไป เพราะไม่รู้จักรักษา ไม่มีหนทาง ไม่มีความสามารถที่จะทำให้เกิดมีและรักษาไว้ได้
.
แต่คนที่มีทรัพย์ภายใน มีความรู้ มีความดีงาม มีความขยันหมั่นเพียร กลับมาช่วยสร้างช่วยรักษาทรัพย์ภายนอกด้วย ทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว ก็รักษาไว้ได้ ทรัพย์ที่ยังไม่มี ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นมีขึ้นได้
.
เพราะฉะนั้น ทรัพย์ภายในนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ท่านจึงย้ำในเรื่องทรัพย์ภายในไว้ว่า จะต้องมีเป็นคู่กันกับทรัพย์ภายนอก
.
ประการต่อไป ก็คือ ผลทางจิตใจ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ทรัพย์ภายนอกนั้น เป็นไปด้วยความห่วง ความหวงแหน อาจจะทำให้เกิดความมัวเมา จิตใจขุ่นมัว เศร้าหมอง ตลอดจนกระทั่งว่าในทางสังคมทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท บาดหมาง ความแตกสามัคคีแย่งชิงกัน แต่ทรัพย์ภายในนั้น เราไม่ต้องห่วง มันอยู่ข้างในของเราเอง กลับออกมาทำให้คนช่วยเหลือ อยู่ร่วมกันด้วยดี และมีแล้ว ก็ทำให้จิตใจผ่องใส ที่สำคัญก็คือว่า ทรัพย์ภายนอกไม่สามารถทำให้คนเป็นคนดี หรือเป็นคนประเสริฐ ไม่สามารถทำคนให้หมดทุกข์ หมดกิเลสได้ ดังบาลีภาษิต ที่ยกขึ้นเป็นบทตั้ง ในเบื้องต้นแห่งพระธรรมเทศนานี้ว่า

“ น หิรญฺญสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา ”
แปลว่า : กิเลสทั้งหลาย จะหมดสิ้นไปด้วยเงินทอง ก็หาไม่
แต่ทรัพย์ภายในนั้น ทำให้คนเป็นคนดี ทำให้คนเป็นคนประเสริฐ ทำให้คนที่มีทุกข์ ก็หมดทุกข์ ทำให้คนที่มีกิเลส ก็หมดกิเลส แม้กระทั่งบรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์ก็ได้ เพราะฉะนั้น อริยทรัพย์นี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และในทางพระพุทธศาสนา ท่านจึงเน้นความสำคัญของทรัพย์ภายใน ดังได้กล่าวมานี้
.
คนเราอยู่ในโลกนั้น หลายคนอาจจะประสบความสำเร็จ มีชัยชนะทุกอย่างทุกประการ แต่ในที่สุดมาแพ้อะไร ก็แพ้อารมณ์ในใจของตนเอง แม้จะเป็นราชา เป็นจักรพรรดิ เป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ หรือเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี มีทรัพย์มหาศาล ชนะมาทั่ว ประสบความสำเร็จมาทั่ว แต่มาแพ้อารมณ์ในใจของตัวเอง ไม่รู้จะเอาชนะอย่างไร เพราะฉะนั้น ชัยชนะในใจของเรานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเป็นความสำเร็จ ซึ่งจะทำให้มีความสุขได้อย่างแท้จริง
.
ทำอย่างไรเราจึงจะมีชัยชนะที่แท้จริง คือชนะทั้งภายในและภายนอก ชัยชนะที่แท้ ที่จะไม่ก่อให้เกิดเวรภัย ไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียน ก็คือชัยชนะภายใน ด้วยการชนะอารมณ์ในใจของตัวเอง หรือชนะใจของตัวเอง ทำจิตใจให้ไม่หวั่นไหวได้
.
ลองพิสูจน์ตนเองอยู่เสมอ ด้วยอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ
.
เมื่อมันเข้ามาแล้ว เราถูกมันกระทบ ถ้าใจเราไม่หวั่นไหว เรารู้เข้าใจเท่าทันมันแล้ว รักษาใจของเราให้ผ่องใสเบิกบานสดชื่นได้เสมอ อันนี้คือชัยชนะที่สำคัญ เป็นชัยชนะอันสูงสุด
.
พุทธศาสนิกชนรู้หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังกล่าวมานี้แล้ว พึงพยายามสร้างทรัพย์ภายในให้เกิดขึ้น
.
เมื่อตนเองประสบความสำเร็จในการสร้างทรัพย์ ยศ ตำแหน่งฐานะภายนอกแล้ว ก็ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ลุ่มหลงมัวเมา แต่ใช้ทรัพย์ภายนอกนั้นเป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ทรัพย์ภายใน ให้เกิดคุณธรรม ความดี และปัญญาความรู้ขึ้นมา
.
เมื่อนั้น ก็จะมีทรัพย์สมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน จะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ จะมีความสำเร็จทั้งภายนอกและภายใน มีชัยชนะอันสูงสุด ดังที่อาตมภาพได้กล่าวมา”
.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : พระธรรมเทศนาแสดง ณ  ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๙

Red UFO นะจ๊ะ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #221 เมื่อ: 19:12 น. วันที่ 13 เม.ย.63 »
จดหมายจากไวรัสโคโรน่าถึงมนุษยชาติ.
Coronavirus Letter To Humanity .

โลกกระซิบแต่คุณไม่ได้ยิน
โลกเปล่งวาจา
แต่คุณไม่ฟัง
โลกกู่ร้องแต่คุณ
ไม่สนใจ

และแล้วฉันก้อถือกำเนิด...

ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อลงโทษคุณ...
ฉันเกิดมาเพื่อปลุกคุณให้ตื่น...

โลกร้องขอความช่วยเหลือ...

อุทกภัยก้อครั้งแล้วครั้งเล่า คุณไม่ฟัง
ไฟป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณไม่
ฟัง
เฮอริเคนรุรแรงลูกแล้วลูกเล่า คุณไม่ฟัง
ทอร์นาโดน่าสะพรึงกลัวโหมกระหน่ำแต่คุณก้อไม่หัง

คุณไม่ยอมฟังแม้สัตว์ใต้ท้องทะเลกำลังตายจากขยะในทะเอ
น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายในระดับที่ส่งสัญญาณอันตราย
มหันตภัยแล้ง

คุณไม่สนใจว่าโลกกำลังถูกคุกคามอย่างหนักหนาสาหัสเพียงใดจากมลพิษต่างๆ

สงครามที่ไม่มีวันยุติ
ความโลภที่ไม่รู้จักพอ

คุณยังคงดำเนินชีวิต
ตามใจปรารถา...
ไม่สนใจว่ามีความเกลียดชัง
ไม่สนใจว่ามีการฆ่าฟันกันหลายรายทุกวัน...
คุณคิดว่าการจะได้ไอโฟนรุ่นล่าสุดมาครองสำคัญกว่าสิ่งที่โลกพยายามจะบอกคุณ

แต่เวลานี้ฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว

และฉันได้หยุดวิถีต่างๆของโลกและทำให้คุณต้องยอมฟังในที่สุด
ฉันทำให้คุณต้องหลบภัย
ฉันหยุดตัณหาในวัตถุนิยมของคุณ

เวลานี้คุณก้อเหมือนโลก...
คิดถึงแต่การเอาตัวรอด

เป็นยังไงละ?

ฉันให้คุณมีไข้ตัวร้อน
 ...เหมือนไฟป่าที่เกิดขึ้นบนโลก
ฉันให้คุณมีปัญหาต่างๆเกี่ยวกับระบบหายใจ...
เหมือนปัญหามลพิษในอากาศของโลก
ฉันให้คุณอ่อนแอเหมือนโลกทีถูกทำให้อ่อนแอลงทุกวัน

ฉันเอาความสะดวกสบายไปจากคุณ...
การท่องเที่ยวกับญาติมิตร
และความสำราญต่างๆที่คุณใช้เพื่อจะลืมคิดถึงปัญหามลพิษและความเจ็บปวดของโลก

และฉันได้ทำให้โลกทั้งใบ
หยุดหมุน

และเวลานี้...
ประเทศจีนมีคุณภาพอากาศดีขึ้น..ท้องฟ้าสีครามสดใสเพราะโรงงานทั้งหลายหยุดพ่นควันพิษขึ้นไปในอากาศของโลก
น้ำในเวนิสสะอาดใสมองเห็นปลาโลมาเพราะเรือกอนโดลาทั้งหลายที่ทำให้น้ำสกปรกจอดนิ่งไม่มีคนใช้บริการ

คุณจะต้องใช้เวลานี้ใคร่ครวญดูว่าสิ่งใดสำคัญในชีวิต

ขอย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่ได้มาเพื่อลงโทษคุณ..ฉันมาเพื่อปลุกคุณให้ตื่นขึ้น...

โปรดฟังเสียงโลก
โปรดฟังเสียงเพรียกจากหัวใจของคุณ
หยุดสร้างมลพิษบนโลก
หยุดทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน
หยุดไขว่คว้าวัตถุนิยม
และหันมารักเพื่อนบ้าน
เริ่มต้นรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมและสัตว์โลกน้อยใหญ่
เรื่มเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง

เมื่อทุกอย่างจบลงและฉันจากไปแล้ว...โปรดจดจำโมเมนต์ต่างๆนี้ไว้...

เพราะครั้งหน้าฉันจะกลับมาและรุนแรงกว่านี้...

ลงชื่อ,
โคโรน่าไวรัส

วิเวียน อาร์ รีช เขียน
ดร.บรรจง ชมภูวงศ์ 
ศิษย์เก่าปรินส์
มนุษย์ 15 (ม.ช.)
ถอดความภาษาไทย
3เมษายน ค.ศ.2020

The earth whispered but you did not hear.
The earth spoke but you did not listen
The earth screamed but you turned her off.

And so I was born...

I was not born to punish you..
I was born to awaken you..

The earth cried out for help...

Massive flooding. But you didn't listen.
Burning fires. But you didn't listen.
Strong hurricanes. But you didn't listen.
Terrifying Tornadoes. But you didn't listen.

You still don't listen to the earth when.
Ocean animals are dying due to pollutants in the waters.
Glaciers melting at an alarming rate.
Severe drought.

You didn't listen to how much negativity the earth is receiving.

Non-stop wars.
Non-stop greed.

You just kept going on with your life..
No matter how much hate there was..
No matter how many killings daily..
It was more important to get that latest iPhone than worry about what the earth was trying to tell you..

But now I am here. 

And I've made the world stop on its tracks.
I've made YOU finally listen.
I've made you take refuge.
I've made you stop thinking about materialistic things..

Now you are like the earth...
You are only worried about YOUR survival.

How does that feel? 

I give you fever.. as the fires burn on earth.
I give you respiratory issues.. has pollution fill the earth air.
I give you weakness as the earth weakens every day. 

I took away your comforts..
Your outings. 
The things you would use to forget about the planet and its pain. 

And I made the world stop...

And now...
China has better air quality.. Skys are clear blue because factories are not spewing pollution unto the earth's air.
The water in Venice is clean and dolphins are being seen.  Because the gondola boats that pollute the water are not being used. 

YOU are having to take time to reflect on what is important in your life. 

Again I am not here to punish you.. I am here to Awaken you...

When all this is over and I am gone... Please remember these moments..

Listen to the earth.
Listen to your soul.
Stop Polluting the earth.
Stop Fighting among each other.
Stop caring about materialistic things.
And start loving your neighbors.
Start caring about the earth and all its creatures. 
Start believing in a Creator.

Because next time I may come back even stronger....

Signed,
Coronavirus

Written by: Vivienne R Reich

อลัชชี สีแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #222 เมื่อ: 19:18 น. วันที่ 13 เม.ย.63 »
มารยาทชาวไทย สืบสานจาก"ศีลาจารวัตร"

การบัญญัติมารยาท เป็นกฎเกณฑ์ใช้สืบต่อกันมา ต้นบัญญัติมารยาทต่างๆ ที่เก่าแก่และถือเป็นต้นแบบของมารยาทของชาวไทยปัจจุบัน คือ “เสขิยวัตร” ซึ่งเป็นหมวดพระวินัยในพระพุทธศาสนา

ความสง่างามใน “ศีลาจารวัตร” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น และพระพุทธองค์ทรงอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้มี “ ศีลาจารวัตร” ที่งดงามเรียบร้อย โดยทรงบัญญัติหมวด “พระวินัยเสขิยวัตร” ขึ้น

ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยหมวดนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สำรวม สง่างาม แก่ผู้ที่มาพบเห็นเข้า #เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไทยต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในประเทศไทย ชนชาติไทยจึงได้คุ้นเคยกับ “ศีลาจารวัตร” อันงดงามของพระภิกษุสงฆ์ จนซึมซับและถ่ายทอดกิริยามารยาทที่นุ่มนวลนั้น มาอบรมสั่งสอนลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันมา

“เสขิยวัตร” จึงเปรียบเสมือน #เพชรน้ำหนึ่งที่ทำให้คนไทยพิเศษ มีความอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีปรากฏในชนชาติอื่นมากนัก

จึงสมควรที่ลูกหลานไทยยุคปัจจุบันจะต้องกลับมาทบทวน ฝึกฝนตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวไทยนี้ไว้... ส.สู้ๆ

Dr.Red Covid19

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #223 เมื่อ: 16:37 น. วันที่ 21 เม.ย.63 »
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีพยาบาลคนหนึ่งฉีดยานอนหลับให้กับคนไข้ผู้หญิงที่กำลังจะผ่าตัด วันนั้นก็ได้รับใบสั่งให้ฉีดยา พอดูแล้วเห็นว่ายานั้นแรงเป็น ๑๐ เท่า แสดงว่าหมอสั่งผิด

ดูตัวยาแล้วเห็นว่าไม่ใช่ตัวยาเดิม แต่ก็ไม่น่าแรงเป็น ๑๐ เท่า จึงหยิบใบสั่งเดินจะไปถามหมอที่สั่งยา

แต่ !! หมอคนนี้เคยด่าแกแรงๆ ทีหนึ่งว่า “เสือก! เป็นพยาบาลมีหน้าที่ฉีดก็ฉีดไป” เมื่อคิดถึงคำพูดที่หมอเคยด่าก็เลยหันหลังกลับ ไม่ไปถามแล้ว คิดว่าเอาเถอะเป็นยังไงก็เรื่องของหมอ ผลปรากฏว่าคนไข้ช็อกตายคาเข็มเลย

เรื่องไม่จบแค่นั้น.. คืนนั้นพยาบาลคนนี้ขับรถกลับบ้านคนเดียว มองกระจกหลัง เห็นคนไข้ที่ตายไปนั่งอยู่เบาะหลัง ใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล พยาบาลคนนี้ก็บิดกระจกไม่ให้เห็น แล้วขับรถต่อจนถึงบ้าน ผีคนไข้ก็ตามมาจนถึงบ้าน ก็ไปเล่าให้สามีฟัง คืนนั้นก็หวาดกลัวมากเพราะภาพมันหลอนใจ จะเข้าห้องน้ำก็ต้องให้สามีเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย จะทำอะไรก็ต้องให้อยู่ใกล้ๆ อยู่ห่างไม่ได้

ประมาณ ๓ วันต่อมา คนไข้หญิงคนนั้นมาเข้าฝันแล้วพูดว่า “เธอทำให้ฉันต้องพรากจากสามี ทำให้ฉันต้องพรากจากลูกในท้องอายุ ๒ เดือน หนี้เวรนี้ต้องชดใช้” (แต่จริงๆ พยาบาลคนนี้ไม่ทราบมาก่อนว่าคนไข้ท้อง ๒ เดือน) พยาบาลก็เลยตกอยู่ในสภาพที่จิตใจย่ำแย่มาก ภาพคอยตามหลอนถึงกับทำงานไม่ได้ สามีก็พลอยไปทำงานไม่ได้ด้วย ต้องอยู่เป็นเพื่อน

ในที่สุด ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าตายดีกว่า ก็เลยไปเช่าโรงแรมไว้ใกล้วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม จากนั้นก็ไปซื้อยานอนหลับมา ๑๐๐ แคปซูล แล้วไปที่วัดเพื่อกราบลาพระประธานในโบสถ์ ตั้งใจว่ากราบลาพระ แล้วจะกลับโรงแรมไปกินยาตาย เพราะเสียใจมากที่ถูกคนไข้ที่ตายจองเวร

พระที่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บรรยายฟังเป็นพระสอนกรรมฐาน วันนั้นท่านก็ไปที่โบสถ์เพื่อจะสวดมนต์ เห็นพยาบาลผู้หญิงคนนี้ร้องไห้อยู่ ก็เข้าไปถาม พอรู้เรื่องก็รู้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ถ้าฆ่าตัวตายไปแล้วก็ต้องลงนรก ๕๐๐ ชาติ

จึงบอกว่า “โยม วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ โยมต้องไปฝึกกรรมฐาน แล้วอุทิศบุญใช้หนี้เขาไป เพราะกรรมฐานหรือจิตตภาวนานี้ เป็นบุญใหญ่ที่สุดถึงขั้นพาเข้านิพพานได้” ทอดกฐินอย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ แต่พุทโธ พุทโธ พาเข้าถึงพรหม ถึงนิพพานได้

พยาบาลได้ฟังก็รีบขอสมัครเข้าปฏิบัติกรรมฐานทันทีที่วัดนั้นเอง แต่บังเอิญว่ารุ่นสุดท้ายของปีนั้นผ่านไปแล้ว ต้องรอปีต่อไป พระท่านจึงแนะนำให้ไปสมัครปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ

ต่อมาพระรูปนี้ท่านได้ไปสอนกรรมฐานที่ยุวพุทธฯ ในคอร์สที่พยาบาลคนนี้ไปฝึก วันที่ ๖ ของการอบรม พยาบาลคนนี้แต่งชุดขาวเข้ามากราบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตอนแรกพระท่านก็จำไม่ได้ แต่ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า เคยพบกันแล้วที่วัดอินทร์ฯ พระท่านทักว่า “วันนั้นที่วัดอินทรวิหาร อาตมาเห็นโยมร้องไห้ แต่ทำไมวันนี้หน้าตาแจ่มใส หัวเราะได้แล้ว”

พยาบาลตอบว่า “มันต่างกันเจ้าค่ะ ตอนที่หลวงพ่อพบดิฉันที่วัด ตอนนั้นเสียใจที่ฉีดยาแล้วคนไข้ตาย แต่ตอนนี้ดีใจ เพราะเมื่อวานนี้ตอนเย็น ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนร่วมกันอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของดิฉันค่ะ ตอนนี้คนไข้คนนั้นได้ไปเกิดเป็นนางฟ้าแล้ว เมื่อเช้ามืดนี้ได้มาหาดิฉัน แต่งตัวสวยมาบอกว่าขอบใจมากที่เธอช่วยให้ฉันได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า มีวิมานสวยงาม กรรมที่เคยจองเวรไว้ ขออโหสิให้ทั้งหมด”

การปฏิบัติกรรมฐานเป็นบุญใหญ่ ยิ่งคนหมู่มากร่วมอุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรของนางพยาบาลคนนี้ จึงมีผลมาก

เปรียบเหมือนมีหนี้ที่ต้องทวงอยู่ ๑ ล้านบาท
แต่ลูกหนี้เขาคืนให้ ๕๐ ล้านบาท
แบบนี้เป็นใครก็เอา
เลิกจองเวรเลย เพราะนี่คือบุญใหญ่

ในระหว่างทาน ศีล และภาวนา
อันที่ ๓ นี้ (ภาวนา) เป็นบุญใหญ่ที่สุด

จากหนังสือ บ่อเกิดแห่งบุญ... ส.สู้ๆ

Dr.Red Off

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #224 เมื่อ: 16:49 น. วันที่ 23 เม.ย.63 »
ทำทานเหมือนการอาบน้ำ” คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ
คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เปรียบการทำทาน 3 แบบ เหมือนการอาบน้ำ 3 ชนิดว่า

1. คนที่ทำทานด้วยการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เช่น ฆ่าหมู ฆ่าไก่ เพื่อเอาเนื้อสัตว์ถวายพระ เหมือนคนอาบน้ำโคลน ร่างกายไม่มีวันสะอาดไปได้

2. คนที่ทำทานด้วยความยึดติดในบุญอย่างมาก มุ่งหวังว่าจะได้ขึ้นสวรรค์เหมือนคนอาบน้ำแป้ง ถึงกลิ่นจะหอมฟุ้ง แต่ร่างกายก็ไม่สะอาดหมดจดอยู่ดี

3. คนที่ทำทานด้วยใจสงบร่มเย็น ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้นบุญนั้นเป็นตัวเราของเรา เหมือนคนอาบน้ำบริสุทธิ์ ย่อมชำระกายได้หมดจดเอี่ยมอ่องกว่าใคร

ทำทานครั้งต่อไป ถ้าอยากให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ก็ลองพิจารณาดูสักนิดว่าการทำทานของคุณเปรียบได้กับการอาบน้ำประเภทใด

อานิสงส์ของทานแบบต่าง ๆ
เจตนารมณ์ ทำทานโดยถวายอาหารที่แปลกใหม่ รสชาติไม่จำเจ

อานิสงส์ของทาน สวย หล่อแบบเท่ ๆ เก๋ไม่ซ้ำใคร

เจตนารมณ์ ทำทานโดยบริจาคปัจจัยช่วยเหลือผู้ประสบภัย

อานิสงส์ของทาน ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สวย / หล่อแบบสุขภาพดี

เจตนารมณ์ ทำทานอย่างพิถีพิถัน สำรวมกายวาจาใจในทุกขณะจิตที่ให้ทาน

อานิสงส์ของทาน เป็นคนน่ารัก ใครเจอก็ถูกชะตา

เจตนารมณ์ ทำทานคุณภาพ ถวายอาหารมีประโยชน์ ของใช้ทนทาน

อานิสงส์ของทาน เป็นคนอบอุ่นละมุนละไม เป็นที่รักของคนทั่วไป

เจตนารมณ์ ทำทานด้วยใจศรัทธา รับอาสาล้างจาน เก็บขยะ ขัดส้วม

อานิสงส์ของทาน กลิ่นกายหอมสะอาด ไม่หอมฉุนเหมือนคนใส่น้ำหอม ... ส-เหอเหอ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]