gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 99422 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

เทพVSธรรม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #345 เมื่อ: 15:14 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »
วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตนนั้น  พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ได้เมตตาเผยรายละเอียดไว้ดังนี้

วิบัติ 4
  ๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง
 
๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สุรา สูบกัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ในอบายมุข การพนัน ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

 
๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด
 
๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง... ส.สู้ๆ

เถรวาทVSมหายาน

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #346 เมื่อ: 07:12 น. วันที่ 19 ต.ค.63 »
ลึกซึ้ง...การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป

เรื่อง "การบริโภคเนื้อสัตว์"

(วิสัชนาธรรมโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)

สมเด็จพระสังฆราช เคยปรารถเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่าคนไทย "เข้าใจผิด" อยู่มาก

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆ ไม่ได้บุญ

อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรา นั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆ คิดๆ ไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง

ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี ๒ ข้อ คือ

๑.ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย
๒.เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะ
เราไม่ได้ลงมือกระทำจริง (ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธ
ไม่กินเนื้อสัตว์
พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า
๑. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
๒. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
๓. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
๔. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือ
ไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็น
บุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการ
บริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการ
เจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตน
ต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้
ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุ
โมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง
เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผัก
เป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กิน
พืชตลอดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อ
ประกอบด้วย องค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการ
ฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่า
เอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วน
ทำให้ตาย

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต”
“บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย

หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า

"ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"... ส.สู้ๆ

พุทธาVSเทวา

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #347 เมื่อ: 07:16 น. วันที่ 19 ต.ค.63 »
อ่านนะคับ เราคนไทย บุญคุณแผ่นดิน

พระเทพฯ ทรงกล่าวให้สัมภาษณ์

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

 อ่านจบ อดไม่ได้ที่จะแชร์ต่อ เพราะเป็นประโยชน์มากๆ ควรจดจำให้ขึ้นใจ..ทิ้งไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว..เลยคัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านด้วยกัน..

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชาตลอดไป 
อ่านแล้วน้ำตาไหล... ส.สู้ๆ



ปากน้ำVSสระเกศ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #348 เมื่อ: 12:39 น. วันที่ 22 ต.ค.63 »

สาส์นจากท่านปู่หรือลุงพุฒพญายมราช ( อ่านให้จบแล้วชีวิตท่านจะได้พบกับความสุข)

พระโอวาทจากท่านปู่พญายมราชผู้เป็นใหญ่ในเมืองนรก

ทุกคนขอให้ตัดความสงสัยในคุณพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์เสีย ผู้ใดลังเลในพระรัตนตรัยไม่ถึงธรรมนะลูกทุกคนเร่งสร้างกุศลทำให้ดีให้จริงจัง นิวรณ์ทั้ง 5 จงตัดทิ้งออกไปจากจิต
(นิวรณ์ 5 คือ
1. ความรักในรูป รส กลิ่น เสียง
2. ความหงุดหงิดไม่พอใจ
3. ความง่วงเหงาหาวนอนขี้เกียจในการปฏิบัติธรรม
4. ความฟุ้งซ่านคิดไร้สาระคิดแต่ในทางโลก ไม่คิดทางออกจากขันธ์ 5
5. ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน คิดว่าไม่มีผลจริง)

ข้างล่างคือ นรกโลก มีผีนรกมากมายพวกผีนรกนี้ก็มาจากคนที่ทำผิดศีล 5 ฆ่าสัตว์ฆ่าคน ลักขโมย มีชู้ พูดปด คดโกงพูดให้คนเป็นทุกข์ ดื่มสุรายาฝิ่น เล่นการพนัน เป็นต้น ไม่กตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้มีพระคุณ ปรามาสพระอริยเจ้า ก็ลงนรกได้ทำไมคนไม่เลือกเดินทางไปสวรรค์กันเล่า ทำไมคนจึงเลือกเดินทางไปนรกกัน ตอบได้ไหม ? เพราะความไม่รู้คิดว่านรก สวรรค์ไม่มีจริง คิดว่าตายแล้วสูญชาตินี้มีชีวิตอยู่ชาติเดียวจบกัน ถ้าเข้าใจผิดมีอวิชชาแบบนี้ ปัญญาย่อมไม่เกิดแล้วจะเดินขึ้นสวรรค์ได้อย่างไรเล่า คอยถามพวกผีหรือวิญญาณของคนที่ตายแล้วทุกวัน ถึงบุญกุศลความดีที่เคยทำไว้ในสมัยเป็นคน ถ้านึกได้ ข้าก็ให้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ก่อน มันก็ระลึกถึงบุญกุศลกันไม่ออกสักคนสักตัว

พวกผีนรกพวกนี้คือ คนที่ตลอดชีวิตไม่เคยสร้างบุญกุศลเขาก็ระลึกนึกถึงความดีไม่ได้ ถ้าเขาใส่ใจบุญกุศลสักนิดเช่นตักบาตร ไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญให้ทาน ตอบแทนพระคุณพ่อแม่เขาก็จะนึกออก สร้างพระพุทธรูป ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน วิหารทาน ดีทั้งนั้นไปสวรรค์ได้ง่าย เพราะเขาไม่ทราบว่ากฎของกรรมดี กรรมชั่ว มีจริง เขาจึงต้องเวียนกลับไปสู่แดนอบายภูมิ มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

อย่านึกว่าปู่ดีใจนะที่ได้เห็นพวกเจ้าลงนรกกัน นึกหรือว่าทรมานวิญญาณผีนรกแล้วมันสุขใจ ท่านปู่พระยายมราชเป็นทุกข์ใจมากสวรรค์มีทางกว้างขวางไปก็ง่ายมาก ทำไมไม่ไปทางสวรรค์ นรกไม่มีประตูปิดกั้นหมดแล้วคนก็ยังจะดันแส่หาเรื่องผิดศีลเข้าไปจนได้

หากเจ้าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วในบรรดาคนในโลกที่ตายไปนั้นมีเพียง 1 % เท่านั้นที่เดินขึ้นสวรรค์ หายากนะลูก 99 % ไปนรก เพราะความไม่เข้าใจในชีวิตจิตเศร้าหมองติดอยู่ในคนรั กในทรัพย์สินเงินทองก่อนตาย ไม่ได้นึกถึงพระในศาสนาของตน นึกถึงพระศาสดาองค์ใดก็ดีทั้งนั้น จิตจะสะอาด พวกที่เขาตายโดยอุบัติเหตุก็ให้ญาติรีบทำสังฆทาน ถวายอาหารพระพุทธรูป (ขนาดไหนก็ได้ ) ผ้าไตรจีวร และปัจจัยสร้างวิหาร วัดไหนก็ได้เป็นสังฆทาน วิหารทาน... ส.สู้ๆ





สระเกศVSปากน้ำ

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #349 เมื่อ: 12:43 น. วันที่ 22 ต.ค.63 »
 #พระนิพนธ์: ผู้ชนะนั้นมักเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ได้ แต่โดยที่แท้เป็นผู้เสีย

ผู้ชนะนั้นมักเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ได้ แต่โดยที่แท้เป็นผู้เสีย คือ เสียไมตรีจิตของอีกฝ่ายหนึ่งหมดสิ้น หรือจะเรียกว่าได้ก็คือได้ เวร เพราะผู้แพ้ก็จะผูกใจเพื่อจะเอาชนะต่อไป จึงเป็นอันว่าไม่ได้ความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย

.
ส่วนผู้ที่ละได้ทั้งแพ้และชนะ จึงจะได้ความสงบสุข ทั้งนี้ก็ด้วยการไม่ก่อเรื่องที่จะต้องเกิดมีแพ้มีชนะกันขึ้น แต่เมื่อจะต้องให้มีเรื่องให้แพ้ฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่ง ก็ควรจะต้องมีใจหนักแน่น พอที่จะเผชิญผลได้ทุกอย่างและสามารถที่จะเห็นความจริงว่า แพ้ เป็นพระชนะเป็นมาร ทั้งนี้ก็จะต้องชนะตนเอง คือชนะใจตนเองด้วย

อ้างอิง: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (๒๕๕๖). ๑๐๐ บท พระนิพนธ์. (น.๕๕).  สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชวัดบวรนิเวศวิหาร: กรุงเทพฯ
ภาพ: pinterest.com โดย ณัฏฐ์ นาภูมิ

#ผู้ชนะ  #ความพ้ายแพ้ #วาระน้อมรำลึกสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก #สมเด็จพระสังฆราช #สวนโมกข์กรุงเทพ #หอจดหมายเหตุพุทธทาส #พอเพียง #ผู้ใหญ่

ส้มแดง อสม.

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #350 เมื่อ: 16:56 น. วันที่ 26 ต.ค.63 »
“เจตนา” นั่นเอง ที่เรียกว่า “กรรม”
“มโนกรรม” สําคัญที่สุด มีผลกว้างขวางรุนแรงที่สุด
.
ความหมายของกรรม
…. “กรรม” แปลตามศัพท์ว่า การงาน หรือ การกระทํา แต่ในทางธรรมต้องจํากัดความจําเพาะลงไปว่า หมายถึง การกระทําที่ประกอบด้วย “เจตนา” หรือการกระทําที่เป็นไปด้วยความจงใจ ถ้าเป็นการกระทําที่ไม่มีเจตนา ก็ไม่เรียกว่าเป็นกรรมในความหมายทางธรรม
ตามพุทธพจน์ ที่ว่า…
…. “ภิกษุทั้งหลาย เจตนา (นั่นเอง) เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้ว จึงกระทํากรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ”
      [ ที่มา : องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๓๔/๔๖๓ ]
.
“กรรม” จําแนกตามทวาร คือทางที่ทํากรรม หรือทางแสดงออกของกรรม จัดเป็น ๓ คือ
๑. กายกรรม กรรมทําด้วยกาย หรือการกระทําทางกาย
๒. วจีกรรม กรรมทําด้วยวาจา หรือการกระทําทางวาจา
๓. มโนกรรม กรรมทําด้วยใจ หรือการกระทําทางใจ
.
ประเภทของกรรม
กรรมนั้น เมื่อจําแนกตามคุณภาพหรือตามธรรมที่เป็นมูลเหตุ แบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ
๑. อกุศลกรรม กรรมที่เป็นอกุศล การกระทําที่ไม่ดี กรรมชั่ว หมายถึง การกระทําที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือ โมหะ
๒. กุศลกรรม กรรมที่เป็นกุศล การกระทําที่ดี หรือกรรมดี หมายถึง การกระทําที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ หรือ อโมหะ
…. เมื่อจําแนกให้ครบตามหลักสองข้อที่กล่าวมาแล้ว ก็จะมีกรรมรวมทั้งหมด ๖ อย่าง คือ กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม แต่ละอย่างที่เป็น อกุศล หรือ กุศล ที่เกิดทาง กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม
.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านจําแนกกรรมตามสภาพที่สัมพันธ์กับวิบากหรือการให้ผล จัดเป็น ๔ อย่าง คือ
๑. กรรมดํา
มีวิบากดํา ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และ มโนสังขาร ที่มีการเบียดเบียน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และติดสุราเมรัยตั้งอยู่ในความประมาท
.
๒. กรรมขาว
มีวิบากขาว ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และ มโนสังขาร ที่ไม่มีการเบียดเบียน ตัวอย่าง คือ การประพฤติตามกุศลกรรมบถ ๑๐
.
๓. กรรมทั้งดําทั้งขาว
มีวิบากทั้งดําทั้งขาว ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง เช่น การกระทําของมนุษย์ทั่วๆ ไป
.
๔. กรรมไม่ดําไม่ขาว
มีวิบากไม่ดําไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ได้แก่ เจตนาเพื่อละกรรมทั้งสามอย่างข้างต้น หรือว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ หรือ มรรคมีองค์ ๘
.
ในชั้นอรรถกถา มีการแบ่งประเภทของกรรมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งนิยมถือตามกันมา และเป็นที่รู้จักกันดีในยุคหลังๆ คือ การจัดแบ่งเป็นกรรม ๑๒ หรือ กรรมสี่ ๓ หมวด เช่นที่แสดงไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ เป็นต้น แต่ เพื่อป้องกันความฟั่นเฝือ จึงจะไม่กล่าวไว้ในที่นี้
.
ในบรรดากรรม ๓ อย่าง คือ กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น “มโนกรรม” สําคัญที่สุด และมีผลกว้างขวางรุนแรงที่สุด ดังบาลีว่า...
…. “ดูกรตปัสสี บรรดากรรม ๓ อย่างเหล่านี้ ที่เราจําแนกไว้แล้วอย่างนี้ แสดงความแตกต่างกันแล้วอย่างนี้ เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทําบาปกรรม ในความเป็นไปแห่งบาปกรรม หาบัญญัติกายกรรมอย่างนั้นไม่ หาบัญญัติวจีกรรมอย่างนั้นไม่” [ ม. ม. ๑๓/๖๔/๕๖ ]
…. เหตุที่มโนกรรมสําคัญที่สุด ก็เพราะเป็นจุดเริ่มต้น คนคิดก่อนแล้วจึงพูดจึงกระทํา คือแสดงออกทางกายและวาจา ดังนั้น วจีกรรมและกายกรรม จึงขยายออกมาจากมโนกรรมนั่นเอง และที่ว่ามีผลกว้างขวางรุนแรงที่สุด ก็เพราะว่ามโนกรรมรวมถึงความเชื่อถือ ความเห็น ทฤษฎี แนวคิด และค่านิยมต่างๆ ที่เรียกว่า “ทิฏฐิ” ทิฏฐินี้เป็นตัวกําหนดพฤติกรรมทั่วๆไปของบุคคล ความเป็นไปในชีวิตของบุคคล และคติของสังคม ทั้งหมด เมื่อเชื่อ เมื่อเห็น หรือนิยมอย่างไร ก็คิดการ พูดจา สั่งสอน ชักชวนกัน และทําการต่างๆ ไปตามที่เชื่อที่เห็นที่นิยมอย่างนั้น ถ้าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” การดําริ พูดจา และทําการ ก็ดําเนินไปในทางผิด เป็นมิจฉาไปด้วย ถ้าเป็น “สัมมาทิฏฐิ” การดําริ พูดจา และทําการต่างๆ ก็ดําเนินไปในทางถูกต้อง เป็นสัมมาไปด้วย เช่น คนและสังคมที่เห็นว่าความพรั่งพร้อมทางวัตถุมีค่าสูงสุด เป็นจุดหมายที่พึงใฝ่ประสงค์ ก็จะเพียรพยายามแสวงหาวัตถุให้พรั่งพร้อม และถือเอาความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุนั้นเป็นมาตรฐานวัดความเจริญรุ่งเรืองเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นต้น วิถีชีวิตของคน และแนวทางของสังคมนั้นก็จะเป็นไปในรูปแบบหนึ่ง ส่วนคนและสังคมที่ถือความสงบสุขทางจิตใจเป็นที่หมาย ก็จะมีวิถีชีวิตและความเป็นไปอีกแบบหนึ่ง
.
ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ตอน ๓ บทที่ ๕

เสี่ยหนู(ทอง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #351 เมื่อ: 17:01 น. วันที่ 26 ต.ค.63 »
สำหรับวิธีตกกระไดพลอยกระโจน (สู่สุคติภพหรืออริยภูมิ)
ของท่านพุทธทาส ภิกขุ มีดังนี้

ในเวลาจวนเจียนจะดับจิตนั้นอยากจะกล่าวว่า
มันง่าย…เหมือนตกกระไดแล้วพลอยกระโจน
มันยาก…อยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจน
ในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมาก
เพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่าเป็นทาง
ไหนๆ เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน
ให้ปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาว่า
ไม่มีอะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอา เพื่อเป็น
เพื่อหวังอะไรอย่างใดต่อไปอีก
หยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียที
เพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา
จิตหมดที่หวังหรือความหวังละลายไม่มีที่จอด
มันจึงดับไปพร้อมกับกายอย่างไม่มีเชื้อเหลือมาเกิดอีก
สิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยาก
หรือความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง
สมมติว่า ถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับ
หรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม
ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม
จงน้อมจิตไปสู่ความดับไม่เหลือ
หรือทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้แจ่มแจ้งขึ้นในใจ
เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอนตื่นขึ้นมา
ในขณะนั้นทำให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการ
“ตกกระไดพลอยโจน” ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ
ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดยไม่มีเวลาเหลืออยู่สำหรับให้รู้สึกได้
ดังนั้นก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือที่เราพิจารณา
และมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจทุกค่ำเช้าเข้านอนนั่นเอง
เป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป
มันจะเป็นการดับไม่เหลืออยู่ดี
ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด อย่าได้เป็นห่วงเลย
จิตที่มีสติสัมปชัญญะ รู้อยู่ ศึกษาอยู่ที่จิต
เป็นจิตที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้ผ่องแผ้ว
จิตชนิดนี้ เป็นจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง
อันเป็นทางสายเดียวที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้
จาก "ความดับไม่เหลือ"่

(บรรยายพิเศษให้แก่คุณหญิงเพื่อน สินธุโสภณ พ.ศ. ๒๕๐๔)โดย...พุทธทาสภิกขุ

นิพพาน แปลว่า... “#ดับโดยไม่เหลือ”

แต่คนบางคนอาจสงสัยว่า ดับโดยไม่เหลืออะไรกันแน่ ?

คำตอบมีอยู่เพียงว่า...

ดับโดยไม่เหลือ “ตัวกู-ของกู”

หรือไม่เหลือความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง

นั่นคือ... นิพพานเป็นภาวะที่ไม่มีอะไรน่าถือเอาหรือน่าเป็น.

.
#พุทธทาสภิกขุ

จ่าเจ็ดแน่

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #352 เมื่อ: 17:04 น. วันที่ 26 ต.ค.63 »
“ธรรมะ” กับ “อธรรม” จะต่อสู้กัน
ความรู้สึกฝ่ายต่ำ กับ ความรู้สึกฝ่ายสูง
มันจะต้องรบกันตลอดไป
.
…. “ ระวังให้ดี ในโลกนี้มันจะเป็นอย่างนี้ ในโลกนี้จะมีการรบกันระหว่างฝ่ายที่ตรงกันข้าม, ฝ่ายธรรม-ฝ่ายอธรรม , จะมีใครไกล่เกลี่ยกันได้ สงบไปพักหนึ่ง เดี๋ยวมันก็รบกันอีก
.
…. แล้วอย่าลืมว่า ในคนเราก็เป็นอย่างนั้นนะ ในคนเรา นี่วันนี้มันรบ นี้ยุติกันได้คราวหนึ่ง, รุ่งขึ้นมันจะมีเรื่องให้รบกันได้อีก. ความรู้สึกฝ่ายต่ำกับความรู้สึกฝ่ายสูงมันจะต้องรบกันตลอดไป จนกว่าถึงจุดสุดท้ายคือ “นิพพาน” ; ยังไม่นิพพาน ยังไม่โมกษะ อยู่เพียงใด มันต้องรบกันไปอย่างนี้
…. ที่นี้ จะเอาใครที่ไหนมารับผิดชอบ? มันก็ต้องสิ่งสมมติกันว่า“เรา”, เรานี่มันก็อยู่ในนั้นแหละ บางวันโพธิเป็นเราก็ค่อยยังชั่ว; แต่บางวันกิเลสมันขึ้นมาเป็นเรามันก็แย่ วันไหนกิเลสขึ้นมาเป็นเรา วันนั้นก็แย่ วันไหนโพธิขึ้นมาเป็นเรา วันนั้นก็ดีๆ
…. ใครจะไปจัดมัน? ก็เรื่องของโพธิอีกนั่นแหละ ; เรื่องของโพธิ, โพธิตัวนั้นแหละ ตัวที่มันแย่บ่อยๆ: เพราะกิเลสมันเล่นงานเอาบ่อยๆ มันก็รู้จักจัดเสียใหม่ให้เป็นโพธิที่จริงขึ้นๆ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์ก็สามารถที่จะเอาชนะกิเลสมากขึ้นๆๆ จนกว่ากิเลสจะพ่ายแพ้ไปในที่สุด
…. เราก็จัดให้ความรู้สึกฝ่ายสูง ชนะความรู้สึกฝ่ายต่ำ มากขึ้นๆ ถ้าเคยขโมยก็ลดเสีย ก็ไม่ขโมย, ถ้าเคยโกหก ก็ค่อยๆเลิกไป จนไม่โกหก ; ถ้าว่าประพฤติผิดในกาม ก็ค่อยๆเลิกไป จนไม่ประพฤติผิดในกาม, อย่างถ้าสูบบุหรี่อยู่ ก็ค่อยๆเลิกเสียหรือจนไม่ต้องสูบบุหรี่ สูบหลายตัวนักก็ลดลงๆ จนเหลือน้อยๆ จนเลิกสูบ นี่พัฒนา “โพธิ”
…. ความรู้สึกฝ่ายสูงชนะความรู้สึกฝ่ายต่ำ คือ ธรรมกับอธรรม รบกันอยู่ในโลกภายนอก, และโลกภายใน คือในจิตใจของเรา, เมื่อกิเลสมันชนะมันมีผลอย่างไร? เมื่อโพธิมันชนะมันมีผลอย่างไร? เราสังเกตดูให้ดีจะรู้ได้
….. ถ้ากิเลสคือความรู้สึกฝ่ายชนะ มันก็ทําอย่างฝ่ายต่ำ ได้รับความสุขสนุกสนานพอใจ; ในที่สุดความสุขนั้นมันจะกลายเป็นทุกข์ขึ้นมา ; อย่างที่มีหลักว่า สุขเกิดในลําดับแห่งทุกข์, ทุกข์เกิดในลําดับแห่งสุข นี่. เอ้า, กิเลส ฝ่ายต่ำชนะ ได้รับความสุข: แต่แล้วมันจะถูกลงโทษโดยปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
…. ฉะนั้น ความสุขของกิเลสของฝ่ายต่ำนั้นมันจะถูกลงโทษ, แล้วมันก็จะสํานึกตัว แล้วมันก็จะค่อยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง คือมันฉลาดขึ้น
…. ถ้าฝ่ายกิเลสชนะ มันจะเสวยสุข... ส.สู้ๆ

ธรรมะVSอธรรม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #353 เมื่อ: 17:11 น. วันที่ 26 ต.ค.63 »
พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนิพนธ์ไว้  ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เรื่องมรณานุสติ ดังนี้...

เห็นหน้ากันเมื่อเช้า    สายตาย
สายสุขอยู่สบาย    บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย   เย็นดับ ชีพนา
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย   ค่ำม้วยดับสูญ

เทพVSมาร

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #354 เมื่อ: 17:38 น. วันที่ 28 ต.ค.63 »
ความคิดอันหนึ่ง ที่อาตมาคิดว่าเป็นที่มารากเหง้าของความโกรธความเกลียด ก็คือความคิดที่อาตมาเรียกว่า “ทวิภาวะ”
.
ทวิภาวะ คือการมองเป็นขั้ว มองเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นเขาเป็นเรา  แต่ไม่ใช่มองแค่นั้น มันมีลึกษณะของความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ด้วย ตัวอย่างความคิดแบบทวิภาวะที่ชัดเจนมาก คือคำพูดของประธานาธิบดี บุช  หลังจากเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ว่า “ถ้าไม่เป็นพวกเรา ก็เป็นศัตรูของเรา”  อันนี้คือความคิดแบบแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย คือมีเราและมีเขา พวกเรากับศัตรูของเรา ความที่ว่าพวกกูดี  พวกมึงเลว  อันนี้เป็นความคิดที่มันอยู่เบื้องหลังของความรุนแรงในบ้านเมืองและในโลก

ความคิดว่าสีเราดี สีนั้นเลว นี่ก็คือความคิดแบบทวิภาวะ

ความคิดว่าศาสนาของเราดี ศาสนาของมันเลว อันนี้คือความคิดแบบทวิภาวะ

ความที่ว่าคนดีกับคนชั่ว มันอยู่คนละพวก ความดีกับความชั่วมันแยกกัน นี่ก็ความคิดแบบทวิภาวะ

รวมถึงความคิดว่าสั้นกับยาว คนละพวกกัน

แต่ในทางพุทธศาสนา มันไม่ใช่นะ เห็นว่าสั้นกับยาวอยู่ด้วยกัน หลวงพ่อชา ท่านเคยสอนศิษย์ โดยเอากิ่งไม้มากิ่งหนึ่งแล้วถามว่า กิ่งไม้นี้สั้นหรือยาว แล้วท่านก็บอกว่าถ้าท่านต้องการสิ่งที่ยาวกกว่านี้  กิ่งที่ถืออยู่มันก็สั้น ถ้าท่านต้องการกิ่งที่สั้นกว่านี้ กิ่งที่ผมถืออยู่มันก็ยาว แปลว่าอะไร แปลว่าสั้นและยาวอยู่ในกิ่งเดียวกัน นี่คือความเข้าใจที่พ้นไปจากทวิภาวะ พุทธศาสนาจะมองอะไรแบบนี้ ไม่มองอะไรเป็นขั้ว

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “ความตายมีอยู่ในชีวิต” “ความแก่มีอยู่ในความหนุ่มสาว” “โรคอยู่ในความไม่มีโรค” คนมักคิดว่าเกิดกับตายคนละขั้ว  เหมือนกับปลายของกิ่งไม้  โคนกับปลาย แต่ไม่ใช่ อันนั้นเป็นความคิดแบบสามัญ แบบติดสมมติ ที่มันเหนือกว่านั้น คือความจริงที่ว่าเกิดกับตายอยู่ด้วยกัน ขณะที่เราเกิด ขณะที่เราอยู่นี่มันมีความตายเกิดขึ้นทุกขณะ ทุกขณะที่เราหายใจ มีเซลล์ในร่างกายตาย 50,000-100,000 ล้าน ภายใน 1  วัน แต่ถ้าเรามีสุขภาพดี ก็มีโรคปรากฏอยู่ในตัวเรา ในขณะที่เราหนุ่มสาวก็จะมีความแก่เกิดขึ้นแล้ว

นี่เป็นตัวอย่างของการมองโลกแบบอยู่เหนือทวิภาวะ  และเช่นเดียวกัน“คนดี”กับ“คนชั่ว” มันไม่ได้แยกกัน ในคนๆ หนึ่งมีทั้งความดีและความชั่วอยู่ด้วยกัน  แต่เรามักจะมองว่าคนดีกับคนชั่วแยกกัน  ความดีกับความชั่วแยกกัน และความคิดแบบนี้ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ถ้าใครคิดไม่เหมือนเราก็ชั่ว ถ้าเป็นพวกเราก็ดี และตรงนี้แหละที่นำไปสู่ความคับแคบ นำไปสู่การมองซึ่งกันและกันเป็นปฏิปักษ์  นำไปสู่ความโกรธ ความเกลียด และในที่สุดก็นำไปสู่ความรุนแรง
.
เป็นเพราะมนุษย์เราเห็นตัวเองแยกขาดจากธรรมชาติ  มนุษย์กับธรรมชาตินี้แยกขาดจากกัน อันนี้เป็นความคิดแบบฝรั่ง เป็นความคิดแบบทวิภาวะ คือ มนุษย์กับธรรมชาตินี่แยกกัน เราก็เลยไม่ปราณีปราศรัยกับธรรมชาติ แต่ตอนหลังเราพบว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็มีอยู่ในตัวเรา ดิน น้ำ ลม ไฟ ของธรรมชาติ มันมาประกอบขึ้นเป็นเรา และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

อันนี้อาตมาพยายามอธิบายเรื่องการ #ไปพ้นจากทวิภาวะ ซึ่งสำคัญมาก อาจารย์พุทธทาส ท่านเน้นมาก เพราะว่าถ้าเราไปไม่พ้นจากความคิดแบบนี้ เราจะมองเห็นกันและกันเป็นศัตรูได้ง่าย และก็จะทำให้เกิดความโกรธความเกลียด  และนำไปสู่ความรุนแรงได้
.
คราวนี้ถามว่า ที่พูดมาทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างไร มันมีความสำคัญคือว่า ถ้าเราต้องการให้สันติสุขกลับคืนมา ทำให้ศีลธรรมกลับมา เราต้องทำให้ความโกรธความเกลียดลดน้อยถอยลง เบาบางลง เพราะมันคือรากเหง้าของความรุนแรง มันคือรากเหง้าของการเบียดเบียน ของความไม่มีศีลธรรม
.
ความสงบสุขไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการไปกำจัดคนที่ก่อความรุนแรง เราเชื่อว่าถ้าเราไปกำจัดคนเหล่านั้นบ้านเมืองจะสงบสุข เราเชื่อว่ากำจัดผู้ร้าย ความสงบสุขจะกลับคืนมา แต่จริงๆ ถ้าเราไม่จัดการกับตัวตัณหา มานะทิฐิ เราก็หนีความรุนแรงไม่พ้น เราก็หนีการเบียดเบียนกันไม่พ้น

พระไพศาล วิสาโล

#สวนโมกข์กรุงเทพ #สงบเย็น

แพ้เป็นพระVSชนะเป็นมาร

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #355 เมื่อ: 17:44 น. วันที่ 28 ต.ค.63 »
ดาบหลุดมือนักรบ เขาก็หยิบขึ้นมาเพราะกลัวตาย
สติหลุดจากใจ นักรบกิเลสก็ต้องหยิบสติขึ้นมาด้วยความกลัวตายเช่นเดียวกัน
แต่ความกลัวตายที่เรากลัวนั้น มิใช่ความตายของร่างกาย หากเป็นความประมาท

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความประมาท คือ ความตาย
ผู้ที่ประมาทเลินเล่อ ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังทำ กำลังพูด หรือกำลังนึกคิดอยู่
ทำบาปได้ทุกอย่าง

มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมีพิษมาก มีภัยมาก
ผู้ที่มีความเห็นผิด อาจทำบาปได้โดยไม่นึกละอายเลย
คิดว่าตัวเองทำถูก

พระอาจารย์ชยสาโร

อบต.ส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #356 เมื่อ: 18:52 น. วันที่ 31 ต.ค.63 »


"ศัตรูของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต่อต้านอยู่หรอกครับ ที่บ้านเมืองมีปัญหาต่างๆ การโกงกิน ล้าหลังต่างๆ นั้น ไม่ใช่เพราะสถาบันหรอกครับ แต่ว่าเป็นเพราะนักการเมืองไม่ดี ข้าราชการที่ทุจริต นายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือศัตรูที่แท้จริงของประเทศนี้ และเป็นศัตรูของท่านด้วย

สิ่งที่น่าเสียใจคือ ท่านไม่รู้ว่า ศัตรูเหล่านี้ของท่าน คนไม่ดีเหล่านี้ กำลังปลุกปลั่นบงการอยู่ข้างหลังท่านอย่างขี้ขลาด พวกเขาผลักหลังของพวกท่านเข้าสู่คุกสู่ตะราง แล้วคอยตักตวงผลประโยชน์จากพวกท่าน แบบไม่มีสำนึกรับผิดชอบชั่วดีใดๆ เลย เรื่องนี้อาจจะแสลงใจน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดครับ

การจะปฏิรูปสถาบัน ถ้าทำด้วยความเกลียดโกรธแค้นชิงชัง ท่านทำไม่ได้หรอกครับ การปฏิรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องเริ่มต้นจากความรักหวังทำให้สิ่งนั้นดีขึ้น จึงจะทำได้

สุดท้าย ผมขอประณามผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นไอ้โม่ง เป็นอีแอบ ที่เอาความคิดความเกลียดชังสถาบัน ปลูกฝังใส่ลงไปในเด็กๆ เพื่อสนองตอบความมักใหญ่ใฝ่สูง อุดมการณ์ และความเกลียดชังของท่าน ผมเห็นมามากแล้วนะครับ ว่าเขาจะต้องพบกับอนาคตที่เลวร้ายอย่างไร ผมไม่ได้แช่งนะครับ แต่เพียงแค่ผมอยากจะเตือนท่านนะครับ

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้น ท่านก็มีช่องทางตามรัฐธรรมนูญอยู่มีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ถ้าท่านทำได้ ท่านนายกก็ต้องยุบสภาไป แต่ในความเห็นของคนวงนอกอย่างผม ที่ผมเห็นท่านทำงานมาหกปีเศษๆ ผมก็ไม่เห็นว่าท่านทำผิดอะไร ท่านก็นำพาบ้านเมืองผ่านวิกฤติ ประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่มาได้จนทุกวันนี้ และผมยังไม่เห็นการทุจริตคดโกงอะไรของท่านนายกรัฐมนตรีในตลอดหกปีที่ผ่านมาเลยนะครับ"  ส.สู้ๆ

ธรรมะย่อมชนะอธรรม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #357 เมื่อ: 18:54 น. วันที่ 31 ต.ค.63 »
ถ้าหาคนมี ศี ล เ ส ม อ กั น หรือสูงกว่า
เดินไปด้วยกันไม่ได้
:
พระพุทธองค์ทรงให้เลือก
... " เ ดิ น ไ ป ค น เ ดี ย ว "....
:
เพราะเลือกคบคนอย่างไร
เ ร า ก็ จ ะ เ ป็ น อ ย่ า ง นั้ น ....
:
ถ้าคบคนพาล .. คนโกง .. หลงอบายมุข
ถ้ า ส ติ เ ร า ไ ม่ พ อ ..........
:
อีกไม่นานเราก็จะซึมซับ
สิ่งเหล่านั้น ได้โดยไม่รู้ตัว
:
คนฉลาดใช้ชีวิต ..
จึงเลือกคบ ... กั ล ย า ณ มิ ต ร
:
ถ้าไม่มีคนที่มี " ศี ล ธ ร ร ม " ... รอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว
และมี ..." ส ติ "...เป็นเพื่อน

ปล.กระทงหลงทาง  ส.สู้ๆ

Smile Buffalo

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #358 เมื่อ: 19:53 น. วันที่ 05 พ.ย.63 »
~เปิดลับ การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัติร์ย์ ตั้งแต่ปี2550เป็นต้นมา
==================

~ เรียบเรียงจากบทความของ คุณภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
=================================

 นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุด…เกิดขึ้นมากผิดปกติ …มีการเปิดเผย… ไม่เกรงกลัว…โดย กลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์…ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น

…แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ …โดยเฉพาะในสหรัฐ

~ ด้วยการป้อนชุดข้อมูล…ที่ดูเหมือนจริง…แต่เป็นความเท็จ …ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้…จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง…และบริษัทประชาสัมพันธ์ …ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ 3 บริษัท บริษัทละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 30.3 ล้านบาท)

~ เพื่อไปล็อบบี้…สมาชิกรัฐสภา…และรัฐบาลอเมริกัน…เพื่อผลทางการเมืองของตน… อย่างไรก็ดี …ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น… คือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้น…อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

~  ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐ…ทวีความเข้มแข็งมากขึ้น… มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย …เขียนบทความภาษาต่างๆ… ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน 2 คน คนหนึ่ง…คือ

- เจ.เค. แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค. ได้เขียนบทความ…โจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามสถาบันกษัตริย์ว่า เป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" สลับกันมาหลายปีแล้ว

- อีกคนหนึ่ง  คือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่า… ได้รับการว่าจ้าง…ให้มาทำงานด้านนี้ และ…เป็นคนที่นำเอาคดีของ โจ กอร์ดอน และ อำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” มาเขียนโจมตี ม.112 …เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย ในรัชกาลที่ 9

~ในความเป็นจริง… คนพวกนี้…ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย… แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทย…สายสาธารณรัฐ…ที่คนไทยรู้จักดี

~ ในกลางปี 2556 …นักล็อบบี้พวกนี้…วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการ…ในที่ประชุมประจำปี…ของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies)… ซึ่งมีคนไทย…ที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์…มีอิทธิพลอยู่

~ การอภิปรายดังกล่าว…มีเป้าหมาย…มุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทย…ในรัชกาลที่ 9  เป็นการเฉพาะ …รวมทั้ง…มีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่ง…โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ……ที่ผู้เขียนอ้างหลักฐาน…จากห้องสมุดมหาวิทยาลัย
……รัฐสภาของสหรัฐ ……ที่ดูเผินๆ แล้วน่าเชื่อถือ …หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน…… เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยในรัชกาลที่ 9

~ ก่อนหน้านี้…เมื่อปี 2554 …ในวาระครบ 7 รอบ 84 พรรษา…ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 …นักล็อบบี้อเมริกัน…ได้ส่งชุดข้อมูล…ที่ปั้นแต่งขึ้น…จนทำให้สมาชิกสภาสหรัฐหลงเชื่อ

~ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ…พยายามหลีกเลี่ยง…ไม่ส่งหนังสือถวายพระพร…ตามที่เคยปฏิบัติมา …จนสภาสูง…ต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน ……สะท้อนให้เห็นว่า…… นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน……ทำงานให้กับนายจ้างคนไทยที่ไม่ชอบสถาบันกษัตริย์อย่างได้ผล ……ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิด …และต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทย… ตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ 113 ในปัจจุบัน

~ ไม่เพียงแต่เท่านั้น …สถาบันบางแห่งของสหรัฐ …เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐ……คิดเป็นเงินไทยกว่า 1,500 ล้านบาท และ…อีกโครงการเป็นเงิน 200-300 ล้านบาท ……ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ …ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมา

~ โดยอ้างว่า…เพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิไตย แต่…กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะ เป็นสถาบันที่มีสิทธิเหนือประชาชน

~ นักล็อบบี้เหล่านี้…ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่ง…หรือหลายชุด ……และไปเคลื่อนไหวชักจูง… ชี้นำ… โน้มน้าว…ให้สมาชิกรัฐสภา และสถาบันอื่นของสหรัฐ เชื่อในวาทะกรรมที่ว่า

~ สถาบันสูงสุดของไทย หรือ สถาบันกษัตริย์นั้น…เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ……สถาบันกษัตริย์ไทย…ทำลายสิทธิมนุษยชน …อ้างว่า…ปัญหาของเมืองไทย……ไม่ใช่เรื่องการเมือง…… แต่เป็นปัญหาการสืบราชสมบัติ ……ที่กษัตริย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาน……เพื่อจะเสนอให้ใครบางคนเป็น “ทางออก” ของชาติ (จากการเลือกตั้ง  เพื่อเป็นประมุขของรัฐ หรือ เป็นประธานาธิบดี นั่นเอง)

 ~ พวกนี้…พยายามป้อนข้อมูล…ให้รัฐสภาอเมริกันเชื่อว่า “สถาบันไม่สู้แล้ว” เพราะ…ถ้าสถาบันไม่สู้ …สหรัฐก็ไม่มีทางเป็นอื่น…นอกจากจะยืนข้างฝ่ายประชาธิปไตย…ที่อยู่ตรงข้ามกับสถาบันกษัตริย์… และเป็นการส่งสัญญานไปยังประเทศ…ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน…ที่สนับสนุนสถาบันสูงสุด ตลอดมา …หากสหรัฐ…และประเทศเหล่านี้…สรุปว่า ฝ่ายสถาบันกษัตริย์แพ้แน่ …สหรัฐและประเทศเหล่านี้…ซึ่งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเขาเป็นสำคัญ…ก็ต้องเข้าข้างฝ่ายชนะ ที่ถือเป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย"

~ อย่างไรก็ดี …ฝ่ายสถาบันกษัตริย์…ส่งสัญญาน…มาหลายครั้งแล้วว่า “ยังสู้” และ “ไม่ยอมแพ้” โดยเฉพาะ…ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2555 ที่ประชาชนชาวไทย…ได้ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ อย่างมืดฟ้ามัวดิน…เพื่อเข้าเฝ้าถวายพระพร …สะท้อนให้เห็นว่า …ประชาชนพร้อมที่จะสู้เคียงข้าง  แม้จะปรากฏ “แรงเฉื่อย” ในสถาบันทหาร  และ รัฐบาลในยุคนั้นก็ตาม   จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้น…ที่จะเป็นกำแพงป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศ……ให้พ้นจากการคุกคามจากฝ่ายบ่อนทำลายในและนอกประเทศได้

~  รัฐบาลชุดก่อน…เคยให้ทุนมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา …อาทิ คอร์แนล วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย ยูซีแอลเอ. จอห์น ฮอพกินส์ วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสร้าง “ศูนย์ไทยศึกษา” และ “เพื่อนประเทศไทย” เพื่อให้เข้าใจสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่…ปรากฏว่า ……ศูนย์เหล่านี้……กลายเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่การต่อต้านสถาบันสูงสุดไปหมด ……และอาจขยายเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น…… ไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปอีกด้วย

~  ไทยถูกคุกคาม…ด้วยสงครามยุคใหม่ …ทั้งสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การก่อความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 และ…สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  สงครามทุน และ สงครามไซเบอร์ …สงครามทั้งสามนี้…มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ …แต่มีสนามรบอยู่ทั่วโลก

~ ในไทย สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภา…เป็น Global Transpark ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ในภูมิภาคนี้ …มีข่าวว่า สหรัฐได้ส่งทหารรับจ้าง ที่เป็นทหารผ่านศึกแบบแรมโบ้ …ที่เรียกว่า “แบล็ควอเตอร์” ประมาณ 5-6 ชุดมาประจำอยู่ในไทย …โดยแต่ละคนได้รับค่าจ้างปีละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ …เบี้ยเลี้ยงต่างหาก …เพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ (Covert Action) ตามนโยบายของสหรัฐ …ซึ่งอเมริกาถนัดในเรื่องพวกนี้มาก …และประสบความสำเร็จในละตินอเมริกามาแล้ว

~  อันตรายที่เกิดขึ้น…ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยนั้น……เป็นเรื่องจริง…และหนักหนา ……ชาติและสถาบัน……กำลังเสี่ยงอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ……สิ่งที่เห็นทั้งในไทยและในต่างประเทศ…เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่เหนือน้ำเพียง 1 ส่วน แต่อีก 9 ส่วนอยู่ใต้น้ำ

 ~ บทความนี้……ไม่ต้องการให้คนไทย…ไปต่อต้านสหรัฐ …เพียงแต่ขอให้เพื่อนคนไทย…อย่าปล่อยให้คนมาทำร้ายประเทศชาติ…และราชบัลลังก์เท่านั้น …ปัญหาของประเทศไทย…ต้องแก้ด้วยคนไทยเป็นหลัก …เราต้องช่วยกันเป็นปราการด่านสุดท้าย……ในการปกป้องชาติและราชบัลลังก์ ……ให้ต่างชาติได้ตระหนักว่า ……สถาบันสูงสุดยังสู้ ……และคนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ

~ เรียบเรียงจากบทความของ คุณภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

Cr. ปราชญ์  สามสี

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2214925738816438&id=1403156603326693

Red Covid Vaccine

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #359 เมื่อ: 20:01 น. วันที่ 05 พ.ย.63 »
เปรตทิดกบ ถวายทองกับหลวงตาเพื่อช่วยชาติ

เรื่องเปรตทิดกบนี้ เป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์หลายๆรูปเล่าให้ฟังเรื่องมีอยู่ว่า ทิดกบเป็นโยมหลานชายของหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก วัดป่าหนองแสง อ.นาหว้า จ.นครพนม แม่ทิดกบเป็นโยมพี่สาวของหลวงพ่อบุญเพ็ง ทิกบเองเคยบวชเรียนอยู่วัดป่าทาง จ.นครพนม แต่ได้สึกหาลาเพศไปประกอบอาชีพ ขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งทิดกบประสบอุบัติเหตุ ขับรถมอเตอร์ไซค์เป๋ไปชนท้ายรถสิบล้อที่เค้าจอดไว้ข้างทาง ทิดกบเสียชีวิตลงทันที งานนี้ไม่ได้ค่าเสียหายอะไร เพราะรถสิบล้อเค้าจอดไว้เฉยๆ ทิดกบขับไปชนเอง ประกันก็ไม่มี พรบ.ก็ขาด เมื่อทิดกบตายแล้ว ก็มาเป็นเปรตอยู่ที่วัดป่าหนองแสง ที่ตนเองเคยบวชเรียน

ทั้งโยม ทั้งพระ ทั้งแม่ชี ต่างถูกเปรตทิดกบรบกวน เช่น มาคอยเปิดปิดไฟที่ศาลา มาเดินผ่านให้เห็นบ้าง ลักษณะร่างของทิดกบ เป็นผิดกายสีดำแบบรอยไหม้ และมีรอยแตกของผิว มีน้ำเหลืองแทรกรอยแตกนั้นออกมา ผู้พบเห็นก็หวาดกลัว และสลดสังเวช

ที่วัดนี้นอกจากมีหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ซึ่งเป็นหลวงอาแล้ว ยังมีคุณยายทิดกบที่บวชเป็นแม่ชีที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักนี้อีกด้วย (แม่ชีท่านนี้เป็นโยมมารดาของหลวงพ่อบุญเพ็ง สมัยมีชีวิตหลวงตามหาบัว เคยชมว่าแม่ชี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อละขันธ์ ปรากฏอัฐิเป็นพระธาตุ)

หลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านเห็นเปรตทิดกบแล้วก็สลดสังเวช จึงตั้งใจทำบุญอุทิศไปให้

วันหนึ่งท่านเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน มารับบาตรที่บ้านโยมพี่สาว แม่ของทิดกบ จึงปรารภว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทิดอึ่งมีทรัพย์สมบัติอะไรเหลือไว้มั่งมั้ย ขณะพูดกับโยมพี่สาว หลวงพ่อบุญเพ็งก็เหลือบไปเห็นสร้อยทองคำที่คอของพี่สาว จึงถามว่า นั่น..ทองใครนะ พี่สาวจึงระลึกได้ว่า โอ้ นี่ไง ทองของเจ้ากบมันแระ มันมาฝากไว้ที่ชั้น ก่อนจะเข้าไปกรุงเทพฯ

หลวงพ่อบุญเพ็งบอก ดีหล่ะ จะได้เอาทองเจ้ากบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้มัน

เมื่อท่านกลับมาก็พิจารณาดู ว่าสร้อยทองน้ำหนักบาทนึ่งนี้ ถ้าขายก็มีมูลค่า ราวๆ ๔,๕๐๐ บาท (ช่วงราวๆ ปี ๔๐-๔๒) จะนำเงินส่วนนึ่งไปซื้ออาหารถวายพระ และจะนิมนต์พระจากวัดถ้ำยานาโพธิ์ภูลังกา จ.นครพนม (เป็นวัดเก่าหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ) ที่ทิดกบเคยบวชมาฉันด้วย ปัจจัยบางส่วนจะซื้อของมาทำสังฆทานอุทิศให้โยมกบ

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านครุ่นคิดอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนใจว่า เงินนี้ก็มีไม่มาก ถ้าไปซื้อของมาทำอาหาร ก็จะไปเบียดเบียนสัตว์ในตลาดอีก อานิสงส์ที่ทิดกบจะได้ ก็จะน้อยลง ช่วงนั้นมีโครงการช่วยชาติที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ระดมศรัทธาจัดผ้าป่าทองคำเข้าคลังหลวงเพื่อช่วยชาติ จากวัดป่ากัมมัฏฐานต่างๆ ทั่วประเทศให้มาร่วมกันเกื้อหนุนช่วยชาติ

เมื่อหลวงพ่อบุญเพ็ง ระลึกได้ดังนี้ จึงตัดสินใจ ไปบอกโยมพี่สาว แม่ของทิดกบว่า สร้อยทองทิดกบบาทนึ่ง เราจะเอาไปถวายหลวงตามหาบัว โครงการช่วยชาติเข้าคลังหลวงนะ แม่ทิดกบก็เห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อถึงวันงานผ้าป่าช่วยชาติ มีโยมที่วัดเอาทองอีก ๑ สลึง มาร่วมสมทบด้วย เป็น ๑ บาท ๑ สลึง เมื่อถึงเวลา หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ได้นำใบปวารณาไปถวายหลวงตามหาบัว ท่านถวายเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะวันนั้นมีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มามาก แต่ละองค์ก็ระดมทุนจากศรัทธาได้ทองคำเป็นตันๆ บางองค์ก็ได้เป็นสิบล้าน หลายองค์ที่นำผ้าป่ามาเป็นหลักล้านขึ้นไป

หลวงตามหาบัว ท่านเห็นหลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านก็จ้องมอง และหยิบใบปวารณามาดู มาอ่าน แล้วประกาศว่า...

"อ้าว ฟังๆๆ ฟังๆๆ ฟังๆๆ"

เสียงญาติโยมและโฆษกที่อึกทึกอยู่ขณะนั่นก็เงียบลง

"..ท่านบุญเพ็ง นำทองคำมาถวาย ๑ บาท กะ ๑ สลึง พอใจๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นะ ทองนี่ แทนที่จะขายเอาไปซื้ออาหารทำบุญกะพระ ก็ต้องไปรบกวนชีวิตสัตว์ในตลาด ท่านจึงล้มเลิก เอาทองมาเข้าคลังหลวง เป็นอานิสงส์ใหญ่ เอ้า พอใจๆ "

เสียงญาติโยมในศาลา ก็สาธุการเป็นการใหญ่

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านเล่าว่า ช่วงนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์ใหญ่ๆ ทั้งหลวงปู่แบน ทั้งหลวงปู่ลี ก็นำผ้าป่าถวายทองคำเข้าคลังหลวงกันเป็นจำนวนมาก แต่หลวงตาท่านก็ไม่ประกาศเอง ให้โฆษกประกาศ แต่เรามีทองเพียงน้อยนิด แต่หลวงตาท่านกีบมองเห็นแล้วหยิบใบปวารณามาอ่าน ก็รู้สึกทั้งเขินๆ ทั้งปีติ แถมท่านยังรู้เรื่องที่หลวงพ่อบุญเพ็งคิดอีกว่า จะไม่ขายทองไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพระ แต่จะเอาทองมาเข้าโครงการช่วยชาติแทน

หลังจากนั้น ตกกลางคืน ทิดกบได้มาเข้าฝันแม่ท่านว่า แม่ๆ ทองคำที่ถวายหลวงตานั้น ผมได้บุญแล้วนะ หลวงตาท่านมาจับแขนผมดึงขึ้นไปสวรรค์ ผมค่อยๆ ลอยตามหลวงตามหาบัวไปบนสวรรค์

ระหว่างทางมีเทวดาจำนวนมหาศาลสุดลูกหูลูกตา มานั่งรอหลวงตา ลักษณะอย่างกับคนมานั่งรอรับเสด็จในหลวงอย่างใดอย่างนั้นเลย หลวงตาพาผมไปส่งถึงบนสวรรค์เลย ผมเป็นเทวดาแล้วด้วยอานิสงส์ที่ถวายทองคำช่วยชาตินะ แม่ไม่ต้องห่วงผมแล้ว ต่อจากนี้ ถ้าแม่จะทำบุญ แม่ทำบุญให้ตัวเองเลยนะ ไม่ต้องห่วงผมแล้วนะ แม่นะ

หมายเหตุ แอดมินท่องถิ่นธรรม พิมพ์จากความทรงจำที่ครูบาอาจารย์หลายๆ รูปเคยเล่าให้ฟัง จากหลายๆ ครั้ง หากมีรายละเอียดผิดพลาด เรื่องบุคคลหรือเรื่องตัวเลข ต้องกราบขออภัยท่านผู้รู้มา ณ โอกาสนี้ครับ

ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้แอดมินฟังอีกว่า ทำบุญกับหลวงตาเพียงน้อยนิด แต่ได้อานิสงส์ใหญ่ เพราะหลวงตามหาบัวเป็นพระที่บริสุทธิ์ พระอย่างหลวงตา กว่าจะมาบรรลุธรรม ท่านสั่งสมบารมีมาแล้วตั้งเท่าไหร่ จะหาพระอย่างหลวงตามหาบัวอีกในชาตินี้ หรือในชาติหน้าอีก จะหาได้หรือป่าวก็ไม่รู้ จึงควรใส่ใจตั้งใจทำบุญกับหลวงตามหาบัว ยิ่งทำบุญถวายทองเข้าคลังหลวงด้วย ยิ่งเป็นมหาทานใหญ่หาประมาณมิได้... ส.หลก

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]