gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 114934 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

คนอิ่มแต่มืดบอด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #405 เมื่อ: 09:50 น. วันที่ 24 ม.ค.64 »
"ผู้มีปัญญากลัวกรรมยิ่งนัก"

อดีตชาติของทุกคนมีมากมายนัก จึงได้ทำกรรมกันไว้มากมายนัก กุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง ชีวิตในปัจจุบันจึงมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง

คนมั่งมีเป็นมหาเศรษฐีก็ด้วยอำนาจของกุศลกรรม คือการบริจาคช่วยเหลือเจือจุนผู้อื่น ที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ เมื่ออกุศลกรรม คือการคดโกงเบียดเบียนทรัพย์สินให้ผู้อื่นต้องเดือนร้อน ที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติตามมาส่งผลและเมื่อเป็นผลที่แรงกว่า มีกำลังกว่ากุศลกรรมที่กำลังเสวยผลอยู่ อกุศลกรรมก็จะตัดรอนกุศลกรรม ส่งผลไม่ดีของอกุศลกรรมให้เกิดแทน ความมั่งมีก็จะกลับเป็นความไม่มี เงินทองของมีค่าก็จะสูญหายหมดไป อกุศลกรรมแรงมากก็จะสามารถทำให้มหาเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัวได้ กำลังเป็นสุขก็จะเป็นทุกข์เดือนร้อน อำนาจของกรรมเป็นเช่นนี้จริง

"ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น" กลัวเพราะรู้ว่า เมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้ว ต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว "แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนี้ ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี" ที่อาจทำให้พิศวงสงสัยจนถึงมาก คนเกิดมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดี

"สมเด็จพระญาณสังวร" (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙

>>"อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม"
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9926

>>รวมคำสอนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=81

อลัชชี แดงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #406 เมื่อ: 08:59 น. วันที่ 10 ก.พ.64 »
ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ
 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]อรรถกถา เล่มที่ 1 ข้อ 1อ่านอรรถกถา 1 / 10อ่านอรรถกถา 1 / 657
อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
เวรัญชกัณฑ์
หน้าต่างที่ ๔ / ๑๕.

               [พวกเดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนา]               
               เดียรถีย์ทั้งหลาย เสื่อมลาภและสักการะแล้ว ชั้นที่สุดไม่ได้ แม้สักว่าของกินและเครื่องนุ่งห่ม เมื่อปรารถนาลาภและสักการะ จึงปลอมบวชในพระพุทธศาสนา แล้วแสดงทิฏฐิ (ลัทธิ) ของตนๆ ว่า นี้ธรรม นี้วินัย. พวกเดียรถีย์เหล่านั้น แม้เมื่อไม่ได้บวชก็ปลงผมเสียเอง แล้วนุ่งผ้ากาสายะ เที่ยวไปในวิหารทั้งหลาย เข้าไป (ร่วม) อุโบสถบ้าง ปวารณาบ้าง สังฆกรรมบ้าง คณะกรรมบ้าง.
               ภิกษุทั้งหลายไม่ยอมทำอุโบสถ ร่วมกับพวกภิกษุเดียรถีย์เหล่านั้น.
               คราวนั้น ท่านพระโมคคลีบุตรติสสเถระดำริว่า บัดนี้ อธิกรณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่นานเลย อธิกรณ์นั้นจักหยาบช้าขึ้น ก็เราอยู่ในท่ามกลางแห่งภิกษุเดียรถีย์เหล่านั้น จะไม่อาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ ดังนี้ จึงมอบการคณะถวายท่านพระมหินทเถระ ประสงค์จะพักอยู่โดยผาสุกวิหารด้วยตนเอง แล้วได้ไปยังอโธคังคบรรพต.

               [พวกเดียรถีย์แสดงลัทธินอกพุทธศาสนา]               
               พวกเดียรถีย์แม้เหล่านั้นแล ถึงถูกภิกษุสงฆ์ปรามปราบโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสนา ก็ไม่ยอมตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติอันคล้อยตามพระธรรมวินัย ทั้งได้ให้เสนียดจัญไร มลทินและเสี้ยนหนาม ตั้งขึ้นแก่พระศาสนา มิใช่อย่างเดียว บางพวกบำเรอไฟ บางพวกย่างตนให้ร้อนอยู่ในเครื่องอบตน ๕ อย่าง บางพวกประพฤติหมุนไปตามพระอาทิตย์ บางพวกก็ยืนยันพูดว่า พวกเราจักทำลายพระธรรมวินัยของพวกท่าน ดังนี้.
               คราวนั้น ภิกษุสงฆ์ไม่ได้ทำอุโบสถหรือปวารณาร่วมกับเดียรถีย์เหล่านั้นเลย. ในวัดอโศการาม อุโบสถขาดไปถึง ๗ ปี. พวกภิกษุได้กราบทูลเรื่องนั้นแม้แด่พระราชาแล้ว.

               [พระเจ้าอโศกทรงใช้อำมาตย์ให้ระงับอธิกรณ์]               
               พระราชาทรงบังคับอำมาตย์นายหนึ่งไปว่า เธอไปยังพระวิหาร ระงับอธิกรณ์แล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้ทำอุโบสถเถิด ดังนี้. อำมาตย์ไม่อาจจะทูลย้อนถามพระราชาได้ จึงเข้าไปหาอำมาตย์พวกอื่นแล้วกล่าวว่า พระราชาทรงส่งข้าพเจ้าไปว่า เธอจงไปยังพระวิหาร ระงับอธิกรณ์แล้ว ทำอุโบสถเถิด ดังนี้ อธิกรณ์จะระงับได้อย่างไรหนอ?
               อำมาตย์เหล่านั้นพูดว่า พวกข้าพเจ้ากำหนดหมายได้ด้วยอุบายอย่างนี้ว่า พวกราชบุรุษ เมื่อจะปราบปัจจันตชนบทให้ราบคาบ ก็ต้องฆ่าพวกโจร ชื่อฉันใด ภิกษุเหล่าใดไม่ทำอุโบสถ พระราชาจักมีพระราชประสงค์ให้ฆ่าภิกษุเหล่านั้นเสีย ฉันนั้นเหมือนกัน.
               ลำดับนั้น อำมาตย์นายนั้นไปยังพระวิหาร นัดให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้วเรียนชี้แจงว่า พระราชาทรงสั่งข้าพเจ้ามาว่า เธอจงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้ทำอุโบสถเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! บัดนี้ ขอพวกท่านจงทำอุโบสถกรรมเถิด.
               พวกภิกษุพูดว่า อาตมภาพทั้งหลายจะไม่ทำอุโบสถร่วมกับเหล่าเดียรถีย์. อำมาตย์เริ่มเอาดาบตัดศีรษะ (ของเหล่าภิกษุ) ให้ตกไป ตั้งต้นแต่อาสนะของพระเถระลงไป. ท่านพระติสสเถระได้เห็นอำมาตย์นั้นผู้ปฏิบัติผิดอย่างนั้นแล.

               [ประวัติของพระติสสเถระจะออกบวช]               
               ชื่อว่า พระติสสเถระไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ คือพระภาดาร่วมพระราชมารดาเดียวกันกับพระราชา มีนามว่าติสสกุมาร.
               ได้ยินว่า พระราชาทรงอภิเษกแล้ว ได้ทรงตั้งติสสกุมารนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. วันหนึ่ง ติสสกุมารนั้นเสด็จไปเที่ยวป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่มฤคฝูงใหญ่ซึ่งเล่นอยู่ด้วยการเล่นตามความคิด (คือตามความใคร่ของตน). ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว ติสสกุมารนั้นได้ทรงมีพระรำพึงดังนี้ว่า มฤคเหล่านี้มีหญ้าเป็นอาหาร ยังเล่นกันได้อย่างนี้ก่อน. ส่วนพระสมณะเหล่านี้ฉันโภชนะอันประณีต ในราชตระกูลแล้ว จำวัดอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่ม จักเล่นการเล่นที่น่าชอบใจไม่ได้เทียวหรือ. ติสสกุมารนั้นเสด็จกลับมาจากป่านั้นแล้ว ได้กราบทูลความรำพึงของตนนี้แด่พระราชา.
               พระราชาทรงพระดำริว่า พระกุมารระแวงสงสัยในที่มิใช่ฐานะ (มิใช่เหตุ), เอาเถอะเราจักให้เขายินยอมด้วยอุบายอย่างนี้ ในวันหนึ่งทรงทำเป็นเหมือนกริ้วด้วยเหตุการณ์บางอย่าง แล้วทรงขู่ด้วยมรณภัยว่า เธอจงมารับเอาราชสมบัติตลอด ๗ วัน, หลังจากนั้นเราจักฆ่าเธอเสีย ดังนี้ แล้วให้รับรู้คำสั่งนั้น.
               ได้ยินว่า พระกุมารนั้นทรงดำริว่า ในวันที่ ๗ พระราชาจักให้ฆ่าเราเสีย ดังนี้ ไม่สรงสนาน ไม่เสวย ทั้งบรรทมก็ไม่หลับ ตามสมควรแก่พระหฤทัย ได้มีพระสรีระเศร้าหมองเป็นอย่างมาก.
               แต่นั้น พระราชาตรัสถามติสสกุมารนั้นว่า เธอเป็นผู้มีรูปร่างอย่างนี้ เพราะเหตุอะไร! พระกุมารทูลว่า ขอเดชะ! เพราะกลัวความตาย.
               พระราชาทรงรับสั่งว่า เฮ้ย ; อันตัวเธอเองเล็งเห็นความตายที่ข้าพเจ้าคาดโทษไว้แล้ว หมดสงสัยสิ้นคิด ยังจะไม่เล่นหรือ! พวกภิกษุเล็งเห็นความตายเนื่องด้วยลมหายใจเข้าและหายใจออกอยู่ จักเล่นได้อย่างไร?
               จำเดิมแต่นั้นมา พระกุมารก็ทรงเลื่อมใสในพระศาสนา. ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระกุมารนั้นเสด็จออกไปล่าเนื้อ เที่ยวสัญจรไปในป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโยนกมหาธรรมรักขิตเถระ ผู้นั่งให้พญาช้างตัวใดตัวหนึ่งจับกิ่งสาละพัดอยู่. พระกุมารครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้วก็เกิดความปราโมทย์ดำริว่า เมื่อไรหนอแล แม้เราจะพึงบวชเหมือนพระมหาเถระนี้, วันนั้นจะถึงมีหรือหนอแล.
               พระเถระรู้อัธยาศัยของพระกุมารนั้นแล้ว เมื่อพระกุมารนั้นเห็นอยู่นั่นแล ได้เหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วได้ยืนอยู่บนพื้นน้ำที่สระโบกขรณี ในวัดอโศการาม ห้อยจีวรและผ้าอุตราสงค์ไว้ที่อากาศ แล้วเริ่มสรงน้ำ. พระกุมารทอดพระเนตรเห็นอานุภาพของพระเถระนั้นแล้วก็ทรงเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ดำริว่า เราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว แล้วเสด็จกลับ ได้ทูลลาพระราชาว่า ขอเดชะ! หม่อมฉันจักบวช.
               พระราชาทรงยับยั้ง (ทรงขอร้อง) เป็นอเนกประการ เมื่อไม่ทรงสามารถเพื่อจะให้พระกุมารนั้นกลับ (พระทัย) ได้ จึงทรงรับสั่งให้ตกแต่งมรรคาที่จะไปสู่วัดอโศการาม ให้พระกุมารแต่งองค์เป็นเพศมหรสพ ให้แวดล้อมด้วยหมู่เสนาซึ่งประดับประดาแล้ว ทรงนำไปยังพระวิหาร.
               ภิกษุเป็นอันมากได้ฟังว่า ข่าวว่า พระยุพราชจักผนวช ก็พากันตระเตรียมบาตรและจีวรไว้. พระกุมารเสด็จไปยังเรือนเป็นที่บำเพ็ญเพียร แล้วได้ทรงผนวช พร้อมกับบุรุษแสนหนึ่ง ในสำนักของพระมหาธรรมรักขิตเถระนั่นเอง. ก็กุลบุตรทั้งหลายผู้ผนวชตามพระกุมาร จะกำหนดนับไม่ได้. พระกุมารทรงผนวชในเวลาที่พระราชาทรงอภิเษกครองราชย์ได้ ๔ ปี.
               ครั้งนั้น ยังมีพระกุมารองค์อื่น มีพระนามว่าอัคคิพรหม ผู้เป็นพระสวามีของพระนางสังฆมิตตา ซึ่งเป็นพระภาคิไนยของพระราชา. พระนางสังฆมิตตาประสูติพระโอรส ของอัคคิพรหมองค์นั้นเพียงองค์เดียวเท่านั้น.
               อัคคิพรหมแม้องค์นั้นได้สดับข่าวว่า พระยุพราชทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา แล้วทูลขอพระบรมราชานุญาตว่า ขอเดชะ แม้หม่อมฉันก็จักบวช ดังนี้. และอัคคิพรหมองค์นั้นได้รับพระบรมราชานุญาตว่า จงบวชเถิด พ่อ! ก็ได้บวชในวันนั้นนั่นเอง. พระเถระผู้อันขัตติยชนซึ่งมีสมบัติอย่างโอฬารบวชตามอย่างนี้. บัณฑิตพึงทราบว่า พระติสสเถระผู้เป็นพระกนิษฐภาดาของพระราชา.

               [พระติสสเถระนั่งกันไม่ให้อำมาตย์ตัดศีรษะพระ]               
               ท่านติสสเถระนั้น ครั้นเห็นอำมาตย์นายนั้นผู้ปฏิบัติผิดอย่างนั้นแล้ว จึงดำริว่า พระราชาคงจะไม่ทรงส่งมาเพื่อให้ฆ่าพระเถระทั้งหลาย เรื่องนี้จักเป็นเรื่องที่อำมาตย์คนนี้เข้าใจผิดแน่นอนทีเดียว ดังนี้ จึงได้ไปนั่งบนอาสนะใกล้อำมาตย์นั้นเสียเอง.
               อำมาตย์นายนั้นจำพระเถระนั้นได้ ก็ไม่อาจฟันศัสตราลงได้ จึงได้กลับไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะ! ข้าพระพุทธเจ้าได้ตัดศีรษะของพวกภิกษุชื่อมีประมาณเท่านี้ ผู้ไม่ปรารถนาทำอุโบสถให้ตกไป ขณะนั้น ก็มาถึงลำดับแห่งท่านติสสเถระผู้เป็นเจ้าเข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะทำอย่างไร?
               พระราชาพอได้ทรงสดับเท่านั้น ก็ตรัสว่า เฮ้ย! ก็ข้าได้ส่งเธอให้ไปฆ่าภิกษุทั้งหลายหรือ? ทันใดนั่นเอง ก็เกิดความเร่าร้อนขึ้นในพระวรกาย จึงเสด็จไปยังพระวิหาร ตรัสถามพวกภิกษุผู้เป็นพระเถระว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! อำมาตย์คนนี้โยมไม่ได้สั่งเลย ได้ทำกรรมอย่างนี้แล้ว บาปนี้จะพึงมีแก่ใครหนอแล?

               [พวกภิกษุถวายความเห็นแด่พระราชาเป็น ๒ นัย]               
               พระเถระบางพวกถวายพระพรว่า อำมาตย์นายนี้ได้ทำตามพระดำรัสสั่งของมหาบพิตรแล้ว, บาปนั่นจึงมีแก่มหาบพิตรด้วย. พระเถระบางพวกถวายพระพรว่า บาปนั่น ย่อมมีแด่มหาบพิตรและอำมาตย์แม้ทั้ง ๒ ด้วย.
               พระเถระบางพวกถวายพระพรอย่างนี้ว่า ขอถวายพระพร! ก็มหาบพิตรทรงมีความคิด หรือว่า อำมาตย์นายนี้จงไปฆ่าภิกษุทั้งหลาย!
               พระราชาทรงรับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! ไม่มี, โยมมีความประสงค์เป็นกุศล จึงได้ส่งเขาไปด้วยสั่งว่า ขอภิกษุสงฆ์จงสามัคคีกันทำอุโบสถเถิด.
               พระเถระทั้งหลายถวายพระพรว่า ถ้าว่า มหาบพิตรมีพระราชประสงค์เป็นกุศลไซร้, บาปก็ไม่มีแด่มหาบพิตร, บาปนั่นย่อมมีแก่อำมาตย์เท่านั้น.
               พระราชาทรงเกิดมีความสงสัยเป็นสองจิตสองใจจึงรับสั่งถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ จะมีภิกษุบางรูปบ้างไหม? ผู้สามารถเพื่อจะตัดข้อสงสัยนี้ของโยม แล้วยกย่องพระศาสนา.
               ภิกษุทั้งหลายถวายพระพรว่า มี มหาบพิตร! ภิกษุนั้นชื่อพระโมคคลีบุตรติสสเถระ, ท่านสามารถที่จะตัดข้อสงสัยนี้ของมหาบพิตร แล้วยกย่องพระศาสนาได้.
               ในวันนั้นเอง พระราชาได้ทรงจัดส่งพระธรรมกถึก ๓ รูป แต่ละรูปมีภิกษุพันหนึ่งเป็นบริวาร, และอำมาตย์ ๔ นาย แต่ละนายมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร ด้วยทรงรับสั่งว่า ขอท่านทั้งหลายจงรับเอาพระเถระมาเถิด.

               [พระโมคคลีบุตรติสสเถระไม่มาเพราะอาราธนาไม่ถูกเรื่อง]               
               พระธรรมกถึกและอำมาตย์เหล่านั้นไปแล้วได้เรียน (พระเถระ) ว่า พระราชารับสั่งให้หาท่าน ดังนี้. พระเถระไม่ยอมมา. แม้ครั้งที่ ๒ พระราชาก็ได้ทรงจัดส่งพระธรรมกถึก ๘ รูป และอำมาตย์ ๘ นาย ซึ่งมีบริวารคนละพันๆ ไป ด้วยรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงกราบเรียน (พระเถระนั้น) ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระราชารับสั่งให้หา แล้วให้นิมนต์พระเถระมา. พระธรรมกถึกและอำมาตย์เหล่านั้นได้กราบเรียน (พระเถระ) เหมือนอย่างที่ทรงรับสั่งนั้นแล. ถึงแม้ครั้งที่ ๒ พระเถระก็มิได้มา.
               พระราชาตรัสถามพระเถระทั้งหลายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! โยมได้ส่งทูตไปถึง ๒ ครั้งแล้ว เพราะเหตุไร พระเถระจึงมิได้มา?
               พระเถระทั้งหลายถวายพระพรว่า มหาบพิตร! ที่ท่านไม่มานั้น เพราะทูตเหล่านั้นกราบเรียนท่านว่า พระราชาสั่งให้หา, แต่เมื่อทูตเหล่านั้นกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระศาสนาเสื่อมโทรม, ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเป็นสหายพวกข้าพเจ้า เพื่อเชิดชูพระศาสนาเถิด ดังนี้, พระเถระจะพึงมา.
               คราวนั้น พระราชาทรงรับสั่งเหมือนอย่างนั้นแล้ว จึงทรงจัดส่งพระธรรมกถึก ๑๖ รูป และอำมาตย์ ๑๖ นาย ซึ่งมีบริวารคนละพันๆ ไป ได้ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายอีกว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระเถระเป็นคนแก่ หรือยังหนุ่มแน่น?
               ภิกษุ. แก่ มหาบพิตร!
               ราชา. พระเถระนั้นจักขึ้นคานหามหรือวอ เจ้าข้า!
               ภิกษุ. ท่านจักไม่ขึ้น (ทั้ง ๒ อย่าง) มหาบพิตร!
               ราชา. พระเถระพักอยู่ ณ ที่ไหน? เจ้าข้า.
               ภิกษุ. ที่แม่น้ำคงคาตอนเหนือ มหาบพิตร.
               พระราชาทรงรับสั่งว่า ดูก่อนพนาย! ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงผูกเรือขนาน แล้วอาราธนาให้พระเถระนั่งบนเรือขนานนั้นนั่นแล จัดการอารักขาที่ฝั่งทั้ง ๒ ด้าน นำพระเถระมาเถิด.
               พวกภิกษุและเหล่าอำมาตย์ไปถึงสำนักของพระเถระแล้ว ได้เรียนให้ทราบตามพระราชสาสน์.
               พระเถระได้สดับ (พระราชสาสน์นั้น) แล้วคิดว่า เพราะเหตุที่เราบวชมาก็ด้วยตั้งใจว่า จักเชิดชูพระศาสนา ตั้งแต่ต้นฉะนั้น กาลนี้นั้นก็มาถึงแก่เราแล้ว จึงได้ถือเอาท่อนหนังลุกขึ้น

               [พระเจ้าอโศกมหาราชทรงพระสุบินเห็นช้างเผือกล้วน]               
               ครั้งนั้น พระราชาทรงใฝ่พระราชหฤทัยอยู่แล้วว่า พรุ่งนี้ พระเถระจักมาถึงพระนครปาตลีบุตร ดังนี้ ก็ทรงเห็นพระสุบินในส่วนราตรี ได้มีพระสุบินเห็นปานนี้ คือพญาช้างเผือกปลอดมาลูบคลำพระราชา จำเดิมแต่พระเศียร แล้วได้จับพระราชาที่พระหัตถ์ข้างขวา.
               ในวันรุ่งขึ้น พระราชาได้ตรัสถามพวกโหรผู้ทำนายสุบินว่า เราฝันเห็นสุบิน เห็นปานนี้จักมีอะไรแก่เรา? โหรทำนายสุบินคนหนึ่งทูลถวายความเห็นว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า พระสมณะผู้ประเสริฐจักจับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่พระหัตถ์ข้างขวา.
               คราวนั้น พระราชาก็ได้ทรงทราบข่าวว่า พระเถระมาแล้ว ในขณะนั้นนั่นเอง จึงเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำคงคา แล้วเสด็จลงลุยแม่น้ำท่องขึ้นไปจนถึงพระเถระ ในน้ำมีประมาณเพียงชานุ แล้วได้ถวายพระหัตถ์แก่พระเถระผู้กำลังลงจากเรือ. พระเถระได้จับพระราชาที่พระหัตถ์ข้างขวาแล้ว.

               [ราชบุรุษถือดาบจะตัดศีรษะพระโมคคลีบุตรติสสเถระ]               
               พวกราชบุรุษถือดาบเห็นกิริยานั้นแล้ว ก็ชักดาบออกจากฝัก ด้วยคิดว่า พวกเราจักตัดศีรษะของพระเถระให้ตกไป ดังนี้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               แก้ว่า เพราะได้ยินว่า ในราชตระกูลมีจารีตนี้ว่า ผู้ใดจับพระราชาที่พระหัตถ์ ราชบุรุษพึงเอาดาบตัดศีรษะของผู้นั้นให้ตกไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเงา (ดาบ) เท่านั้น ก็ทรงรับสั่งว่า แม้ครั้งก่อน เราไม่ประสบความสบายใจ เพราะเหตุที่ผิดในภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าทำผิดในพระเถระเลย.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงได้จับพระราชาที่พระหัตถ์?
               แก้ว่า เพราะเหตุที่พระเถระนั้นอันพระราชาให้อาราธนามา เพื่อต้องการจะตรัสถามปัญหา ฉะนั้น พระเถระใฝ่ใจอยู่ว่า พระราชาพระองค์นี้เป็นอันเตวาสิกของเรา จึงได้จับ.

               [พระเจ้าอโศกทรงสงสัยท่านพระโมคคลีบุตรติสสเถระ]               
               พระราชาทรงนำพระเถระไปสู่ราชอุทยานของพระองค์ แล้วทรงรับสั่งให้ตั้งการอารักขาล้อมไว้ แต่ภายนอกถึง ๓ ชั้น ส่วนพระองค์เองก็ทรงล้างเท้าพระเถระแล้วทาน้ำมันให้ ประทับนั่งอยู่ในสำนักของพระเถระ แล้วทรงพระดำริว่า พระเถระจะเป็นผู้สามารถไหมหนอ เพื่อตัดความสงสัยของเรา ระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น แล้วยกย่องพระศาสนา ดังนี้ เพื่อต้องการจะทรงทดลองดูจึงเรียนถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! โยมมีความประสงค์ที่จะเห็นปาฏิหาริย์สักอย่างหนึ่ง.
               พระเถระ. ขอถวายพระพร มหาบพิตร! ประสงค์ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ชนิดไหน?
               พระราชา. อยากจะเห็นแผ่นดินไหว เจ้าข้า!
               พระเถระ. ขอถวายพระพร มหาบพิตร! ประสงค์จะทอดพระเนตรเห็นแผ่นดินไหวทั้งหมด หรือจะทอดพระเนตรเห็นแผ่นดินไหวบางส่วน?
               พระราชา. ก็บรรดา ๒ อย่างนี้ อย่างไหนทำยาก เจ้าข้า.
               พระเถระ. ขอถวายพระพร! เมื่อถาดสำริดเต็มด้วยน้ำ จะทำให้น้ำนั้นไหวทั้งหมด หรือให้ไหวเพียงกึ่งหนึ่ง เป็นของทำได้ยาก.
               พระราชา. ให้ไหวเพียงกึ่งหนึ่ง เจ้าข้า.
               พระเถระ. ขอถวายพระพร! ด้วยประการดังถวายพระพรมาแล้วนั่นแล การให้แผ่นดินไหวบางส่วนทำได้ยาก.
               พระราชา. ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! ถ้าเช่นนั้น โยมจักดูแผ่นดินไหวบางส่วน (เท่านั้น).
               พระเถระ. ขอถวายพระพร! ถ้าเช่นนั้นในระยะแต่ละโยชน์โดยรอบ รถจงจอดทับแดนด้วยล้อข้างหนึ่งด้านทิศบูรพา ม้าจงยืนเหยียบแดนด้วยเท้าทั้งสองด้านทิศทักษิณ บุรุษจงยืนเหยียบแดนด้วยเท้าข้างหนึ่งด้านทิศปัจฉิม ถาดน้ำถาดหนึ่งจงวางทาบส่วนกึ่งกลางด้านทิศอุดร.
               พระราชารับสั่งให้กระทำอย่างนั้นแล้ว.

               [พระโมคคลีบุตรติสสเถระอธิษฐานให้แผ่นดินไหว]               
               พระเถระเข้าจตุตถฌานซึ่งมีอภิญญาเป็นบาท ออกแล้วได้อธิษฐานให้แผ่นดินไหว มีประมาณโยชน์หนึ่ง ด้วยความรำพึงว่า ขอให้พระราชาจงทอดพระเนตรเห็น ดังนี้. ทางทิศบูรพาล้อรถที่หยุดอยู่ภายในเขตแดนนั่นเองไหวแล้ว นอกนี้ไม่ไหว. ทางทิศทักษิณและทิศปัจฉิม เท้าของม้าและบุรุษที่เหยียบอยู่ภายในเขตแดนเท่านั้นไหวแล้ว และตัว (ของม้าและบุรุษ) ก็ไหวเพียงกึ่งหนึ่งๆ ด้วยประการอย่างนี้. ทางทิศอุดร น้ำที่ขังอยู่ภายในเขตแม้แห่งถาดน้ำ ไหวกึ่งส่วนเท่านั้น ที่เหลือไม่มีไหวเลยแล.

               [พระเจ้าอโศกตรัสถามข้อสงสัยในเรื่องบาป]               
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ก็ตกลงพระทัยว่า บัดนี้ พระเถระจักสามารถเพื่อจะยกย่องพระศาสนาได้ จึงตรัสถามความสงสัยของพระองค์ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! โยมได้ส่งอำมาตย์นายหนึ่งไปด้วยสั่งว่า เธอไปยังพระวิหารระงับอธิกรณ์แล้วนิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถเถิด ดังนี้ เขาไปยังพระวิหารแล้ว ได้ปลงภิกษุเสียจากชีวิตจำนวนเท่านี้รูป บาปนั่นจะมีแก่ใคร?
               พระเถระทูลถามว่า ขอถวายพระพร! ก็พระองค์มีความคิดหรือว่า อำมาตย์นี้จงไปยังพระวิหารแล้ว ฆ่าภิกษุทั้งหลายเสีย.
               พระราชา. ไม่มี เจ้าข้า.
               พระเถระ. ขอถวายพระพร! ถ้าพระองค์ไม่มีความคิดเห็นปานนี้ไซร้ บาปไม่มีแด่พระองค์เลย.

               [พระโมคคลีบุตรติสสเถระอ้างพระพุทธพจน์เล่าอดีตนิทาน]               
               ลำดับนั้น พระเถระ (ถวายวิสัชนา) ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยเนื้อความนี้ด้วยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้ว จึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ๑- ดังนี้. เพื่อแสดงเนื้อความนั้นนั่นแล พระเถระจึงนำติดติรชาดกมา๒- (เป็นอุทาหรณ์) ดังต่อไปนี้.
               ขอถวายพระพร มหาบพิตร! ในอดีตกาล นกกระทาชื่อ ทีปกะ เรียนถามพระดาบสว่า
                                   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! นกเป็นอันมาก
                         เข้าใจว่า ญาติของพวกเราจับอยู่แล้ว จึงพา
                         กันมา นายพรานอาศัยข้าพเจ้าย่อมถูกต้อง
                         กรรม เมื่อนายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำบาป
                         นั้น ใจของข้าพเจ้า ย่อมสงสัยว่า (บาปนั้น
                         จะมีแก่ข้าพเจ้า หรือหนอ?)
               พระดาบสตอบว่า ก็ท่านมีความคิด (อย่างนี้) หรือว่า ขอนกทั้งหลายเหล่านั้นมา เพราะเสียง และเพราะเห็นรูปของเราแล้วจงถูกแร้ว หรือจงถูกฆ่า.
               นกกระทาเรียนว่า ไม่มี ท่านผู้เจริญ.
               ลำดับนั้น ดาบสจึงให้นกกระทานั้นเข้าใจยินยอมว่า ถ้าท่านไม่มีความคิดไซร้ บาปก็ไม่มี แท้จริง กรรมย่อมถูกต้องบุคคลผู้คิดอยู่เท่านั้น หาถูกต้องบุคคลผู้ไม่คิดไม่.
                                   ถ้าใจของท่าน ไม่ประทุษร้าย (ใน
                         การทำความชั่ว) ไซร้ กรรมที่นายพราน
                         อาศัยท่านกระทำ ก็ไม่ถูกต้องท่าน บาปก็
                         ไม่ติดเปื้อนท่าน ผู้มีความขวนขวายน้อย
                         ผู้เจริญ (คือบริสุทธิ์).
____________________________
๑- องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๔/หน้า ๔๖๓
๒- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๕๗๖-๕๗๗/หน้า ๑๔๐-๑๔๑

               [พระเจ้าอโศกทรงชำระเสี้ยนหนามแห่งพระพุทธศาสนา]               
               พระเถระ ครั้น (ถวายวิสัชนา) ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยอย่างนั้นแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยานในพระนครนั้นนั่นแล ตลอด ๗ วัน แล้วให้พระราชาทรงเรียนเอาลัทธิสมัย (แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า). ในวันที่ ๗ พระราชาทรงรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันที่วัดอโศการาม ให้ขึงม่านผ้ากั้นไว้ แล้วประทับนั่งอยู่ภายในม่านผ้า ทรงรับสั่งให้จัดพวกภิกษุ ผู้มีลัทธิเดียวกันให้รวมกันอยู่เป็นพวกๆ แล้วรับสั่งให้นิมนต์หมู่ภิกษุมาทีละหมู่แล้ว ตรัสถามว่า
               กึวาที สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร?
               ลำดับนั้น พวกภิกษุสัสสตวาทีทูลว่า สัสสตวาที มีปกติตรัสว่า เที่ยง.
               พวกภิกษุเอกัจจสัสสติกาทูลว่า เอกัจจสัสสติกวาที มีปกติตรัสว่า บางอย่างเที่ยง.
               พวกภิกษุอันตานันติกาทูลว่า อันตานันติกวาที มีปกติตรัสว่า โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด.
               พวกภิกษุอมราวิกเขปิกาทูลว่า อมราวิกเขปิกวาที มีปกติตรัส ถ้อยคำซัดส่ายไม่ตายตัว.
               พวกภิกษุอธิจจสมุปปันนิกาทูลว่า อธิจจสมุปปันนิกวาที มีปกติตรัสว่า ตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุ.
               พวกภิกษุสัญญิวาทะทูลว่า สัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนมีสัญญา.
               พวกภิกษุอสัญญีวาทะทูลว่า อสัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนไม่มีสัญญา.
               พวกภิกษุเนวสัญญินาสัญญิวาทะทูลว่า เนวสัญญินาสัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
               พวกภิกษุอุจเฉทวาทะทูลว่า อุจเฉทวาที มีปกติตรัสว่า ขาดสูญ.
               พวกภิกษุทิฏฐธัมมนิพพานวาทะทูลว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาที มีปกติตรัสว่า พระนิพพานมีอยู่ในปัจจุบัน (ภพปัจจุบัน).๑-
____________________________
๑- พวกภิกษุที่แสดงทิฏฐิความเห็นทั้ง ๑๐ อย่างนี้ พึงดูพิสดารในพรหมชาลสูตร
๑- ทีฆนิกาย สีลขันธกถา เล่ม ๙ ตั้งแต่หน้า ๑๘ ถึงหน้า ๖๘ เมื่อจำแนกออก
๑- โดยละเอียดก็ได้แก่ทิฏฐิ ๖๒ นั่นเอง.

               [พระเจ้าอโศกทรงรับสั่งให้สึกพวกที่มิใช่ภิกษุหกหมื่นรูป]               
               พระราชาทรงทราบว่า เหล่านี้ไม่ใช่ภิกษุ, เหล่านี้เป็นอัญเดียรถีย์ ก็เพราะพระองค์ได้ทรงเรียนเอาลัทธิมาก่อนนั่นเอง จึงพระราชทานผ้าขาวแก่เธอเหล่านั้น แล้วให้สึกเสีย. เดียรถีย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดมีจำนวนถึงหกหมื่นคน.
               ลำดับนั้น พระราชาทรงรับสั่งให้อาราธนาภิกษุเหล่าอื่นมา แล้วตรัสถามว่า
               กึวาที ภนฺเต สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร?
               ภิกษุทั้งหลายทูลว่า วิภชฺชวาที มีปกติตรัสจำแนก มหาบพิตร!
               เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนั้นแล้ว พระราชาจึงตรัสถามพระเถระว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิภัชชวาที (มีปกติตรัสจำแนกหรือ?)
               พระเถระทูลว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร!
               ลำดับนั้น พระราชาทรงรับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! บัดนี้ พระศาสนาบริสุทธิ์แล้ว, ขอภิกษุสงฆ์จงทำอุโบสถเถิด ดังนี้ พระราชทานอารักขาไว้แล้ว เสด็จเข้าไปยังพระนคร. สงฆ์พร้อมเพรียงได้ประชุมกันทำอุโบสถแล้ว. ในสันนิบาตนั้นมีภิกษุจำนวนถึงหกสิบแสนรูป.

               [พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเลือกภิกษุพันรูปทำตติยสังคายนา]               
               พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เมื่อจะย่ำยีคำกล่าวติเตียนของชนเหล่าอื่น จึงได้แสดง๑- กถาวัตถุปกรณ์ในสมาคมนั้น. ลำดับนั้น พระเถระได้คัดเลือกบรรดาภิกษุซึ่งนับได้มีจำนวนหกสิบแสนรูป เอาเฉพาะภิกษุหนึ่งพันรูปผู้ทรงปริยัติ คือพระไตรปิฎก แตกฉานในปฏิสัมภิทา ชำนาญในไตรวิชชาเป็นต้น.
               เมื่อจะสังคายนาธรรมและวินัย ได้ชำระมลทินในพระศาสนาทั้งหมด จึงได้ทำตติยสังคีติเหมือนอย่างพระมหากัสสปเถระและพระยสเถระ สังคายนาธรรมและวินัยฉะนั้น. ในที่สุดแห่งสังคีติ ปฐพีก็ได้หวั่นไหว เป็นอเนกประการ.
               สังคีติซึ่งทำอยู่ ๙ เดือน จึงสำเร็จลงนี้
                                   ที่ท่านเรียกในโลกว่า สหัสสิกสังคีติ
                         เพราะภิกษุพันรูปกระทำ และเรียกว่า
                         ตติยสังคีติ เพราะเทียบกับสังคีติ ๒ คราว
                         ที่มีมาก่อนด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๑- สารัตถทีปนี ๑/๒๒๘ เป็น อภาสิ.
               ตติยสังคีติ จบ               

               เรื่องนำพระวินัยปิฎกสืบต่อกันมา               
               ก็เพื่อจะวิสัชนาปัญหานี้ว่า พระวินัยปิฎก ผู้ใดนำสืบมา ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวคำใดไว้ว่า พระวินัยปิฎกนี้นำสืบกันมาตามลำดับอาจารย์ ตั้งต้นแต่ท่านพระอุบาลีเถระ ในครั้งชมพูทวีปก่อนจนถึงตติยสังคีติ, ในครั้งชมพูทวีปนั้น มีการนำสืบกันมาตามลำดับอาจารย์ ดังนี้ :-
                                   พระเถระ ๕ รูปเหล่านี้คือ พระอุบาลี ๑
                         พระทาสกะ ๑ พระโสณกะ ๑ พระสิคควะ ๑
                         พระโมคคัลลีบุตรติสสะ ๑ ผู้มีชัยชนะพิเศษ
                         ได้นำพระวินัยมา ในทวีปชื่อชมพูอันมีสิริ
                         ไม่ให้ขาดสาย โดยสืบลำดับแห่งอาจารย์
                         จนถึงสังคายนาครั้งที่ ๓.
               เนื้อความแห่งคำนั้นเป็นอันข้าพเจ้าประกาศแล้ว ด้วยคำมีประมาณเพียงเท่านี้.

               [รายนามพระเถระผู้นำพระวินัยปิฎกสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้]               
               อนึ่ง ต่อจากตติยสังคายนา พระเถระทั้งหลายมีพระมหินท์เป็นต้น ได้นำพระวินัยปิฎกมาสู่เกาะนี้ (คือเกาะลังกา), พระเถระทั้งหลายมีพระอริฏฐเถระเป็นต้น เรียนเอาจากพระมหินท์แล้ว ได้นำสืบกันมาชั่วระยะหนึ่ง, ตั้งแต่เวลาที่พระอริฏฐเถระเป็นต้นนั้นนำมา บัณฑิตพึงทราบว่า พระวินัยปิฎกนี้ได้นำกันสืบมาตามลำดับอาจารย์ ซึ่งจัดว่าเป็นลำดับอันเตวาสิกของท่านพระอริฏฐเถระเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง จนถึงทุกวันนี้.                สมดังที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
               ในกาลนั้น พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ คือพระมหินทะ ๑ พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ พระเถระผู้เป็นบัณฑิตชื่อภัททะ ๑ มาในเกาะสิงหลนี้ จากชมพูทวีป, พวกท่านได้สอนพระวินัยปิฎกในเกาะตัมพปัณณิ สอนนิกายทั้ง ๕ และปกรณ์ทั้ง ๗. ภายหลังแต่นั้นมา พระอริฏฐะผู้มีปัญญา ๑ พระติสสทัตตะผู้ฉลาด ๑ พระกาฬสุมนะผู้องอาจ ๑ พระเถระผู้มีชื่อว่าทีฆะ ๑ พระทีฆสุมนะผู้เป็นบัณฑิต ๑, ต่อมาอีกพระกาฬสุมนะ ๑ พระนาคเถระ ๑ พระพุทธรักขิต ๑ พระติสสเถระผู้มีปัญญา ๑ พระเทวเถระผู้ฉลาด ๑, ต่อมาอีก พระสุมนะผู้มีปัญญา และเชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระจูฬนาคะผู้พหูสูตดุจช้างซับมันที่ปราบยาก ๑ พระเถระชื่อธรรมปาลิตะอันสาธุชนบูชาแล้วในโรหณชนบท ๑ ศิษย์ของพระธรรมปาลิตะนั้น ชื่อเขมะ มีปัญญามาก ทรงจำพระไตรปิฎก รุ่งเรืองอยู่ในเกาะด้วยปัญญา ดุจพระจันทร์เป็นราชาแห่งหมู่ดาวฉะนั้น ๑ พระอุปติสสะผู้มีปัญญา ๑ พระปุสสเทวะผู้เป็นมหากวี ๑, ต่อมาอีกพระสุมนะผู้มีปัญญา ๑ พระเถระชื่อปุปผะ (คือพระมหาปทุมเถระ)๑- ผู้พหูสูต ๑ พระมหาสีวะผู้เป็นมหากวี ฉลาดในพระปิฎกทั้งปวง ๑, ต่อมาอีก พระอุบาลีผู้มีปัญญาเชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระมหานาคผู้มีปัญญามาก ฉลาดในวงศ์พระสัทธรรม ๑, ต่อมา มีพระอภัยผู้มีปัญญา ฉลาดในปิฎกทั้งปวง ๑ พระติสสเถระผู้มีปัญญา เชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ ศิษย์ของพระติสสเถระนั้น ชื่อปุปผะ (คือพระสุมนเถระ)๒- มีปัญญามากเป็นพหูสูต ตามรักษาพระศาสนาอยู่ในชมพูทวีป ๑ พระจูฬาภยะผู้มีปัญญา และเชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระติสสเถระผู้มีปัญญาฉลาดในวงศ์พระสัทธรรม ๑ พระจูฬเทวะผู้มีปัญญา และเชี่ยวชาญในพระวินัย ๑ พระสีวเถระผู้มีปัญญาฉลาดในพระวินัยทั้งมวล ๑, พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา (คือฉลาดในทางสวรรค์และทางพระนิพพาน) ได้ประกาศพระวินัยปิฎกได้ ในเกาะตัมพปัณณิแล้ว.๓-
____________________________
๑- สารัตถทีปนี ๑/๒๒๙ ปุปฺผนาโมติ มหาปทุมตฺเถโร.
๒- ปุปฺผนาโมติ สุมนตฺเถโร.
๓- วิ. ปริวาร. เล่ม ๘/ข้อ ๓/หน้า ๓-๕

               [เรื่องส่งพระเถระไปประกาศพระศาสนาในต่างประเทศ]               
               ในการนำพระศาสนาสืบมาตามลำดับอาจารย์นั้น มีอนุบุพพีกถาดังต่อไปนี้ :-
               ได้ยินว่า พระโมคคลีบุตรติสสเถระ ครั้นทำตติยสังคีตินี้แล้วได้ดำริอย่างนี้ว่า ในอนาคต พระศาสนาจะพึงตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในประเทศไหนหนอแล? ลำดับนั้น เมื่อท่านใคร่ครวญอยู่ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า พระศาสนาจักตั้งมั่นอยู่ด้วยดี ในปัจจันติมชนบททั้งหลาย. ท่านจึงมอบศาสนกิจนั้นให้เป็นภาระของภิกษุเหล่านั้น แล้วส่งภิกษุเหล่านั้นๆ ไปในรัฐนั้นๆ
               คือ ส่งพระมัชฌันติกเถระไปยังรัฐกัสมีรคันธาระด้วยสั่งว่า ท่านไปยังรัฐนั่นแล้ว จงประดิษฐานพระศาสนาในรัฐนั่น. ท่านได้สั่งพระมหาเทวเถระอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วส่งไปยังมหิสกมณฑล...

เดียรถีย์ ส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #407 เมื่อ: 09:00 น. วันที่ 10 ก.พ.64 »
สมณสัญญาสูตร ...

      [๑๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณสัญญา ๓ ประการ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังธรรม ๗ ประการให้บริบูรณ์ สมณสัญญา ๓ ประการเป็นไฉน คือ
   -สมณสัญญาว่า เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ ๑
   -ชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๑
   -มรรยาทอย่างอื่นอันเราควรทำมีอยู่ ๑

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณสัญญา ๓ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังธรรม ๗ ประการให้บริบูรณ์ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
   -ภิกษุเป็นผู้มีปกติทำติดต่อเป็นนิตย์  เป็นผู้มีความประพฤติติดต่อเป็นนิตย์ในศีลทั้งหลาย ๑
   -เป็นผู้ไม่โลภมาก ๑
   -เป็นผู้ไม่พยาบาท ๑
   -เป็นผู้ไม่ถือตัว ๑
   -เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ๑
   -เป็นผู้มีการพิจารณาในปัจจัยทั้งหลายอันเป็นบริขาร แห่งชีวิตว่า ปัจจัยเหล่านี้มีประโยชน์เช่นนี้ แล้วจึงบริโภค ๑
   -เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑

   ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณสัญญา ๓ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง ธรรม๗ ประการนี้ให้บริบูรณ์ ฯ

พระไตรปิฏกฉบับหลวง ๒๔/๑๘๐/๑๐๑


มืดมา มืดไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #408 เมื่อ: 09:02 น. วันที่ 10 ก.พ.64 »
• บุลคล 4 จำพวก •

เกิดมาเริ่มแรกทำแต่ความชั่ว สุดท้ายกลับกลายเป็นคนดีก็มีนะ
เกิดมาอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมที่ดี อาจจะหลงผิดไปทำชั่วก็ได้นะ
ท่านทั้งหลาย มันไม่มีอะไรแน่นอนนะเกิดมาบนโลกใบนี้ ถ้าเราไม่มีสติ อยู่กับปัจจุบัน วิบากกรรมทั้งดี ไม่ดีมันให้ผล จะพัดพาเราไปทางใหนก็ได้นะ เช่นกัน บางคนเกิดมาดีพร้อมทุกอย่าง ตลอดชีวิต มีแต่สิ่งดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ ตลอดชีวิตก็มี คนที่เกิดมาทำความไม่ดี ทัวชั่ว ก็ทำชั่วไปตลอดชีวิตก็มี

พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้
ท่านได้ ตรัสแยกบุคคลที่มีความเป็นอยู่แตกต่างกันเช่นนี้ไว้ว่า บุคคล มี 4 จำพวก

บุคคลผู้มืดมา มืดไป
บุคคลประเภทนี้นะ เป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำไม่มีศีลธรรม ประพฤติทุจริต คือ ทำแต่กรรมชั่ว บาปกรรมทุกอย่าง อันจะเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ ไม่มีสติปัญญา ที่จะสามารถกลับตัวกลับใจได้ มืดมาแล้วก็ยังมืดไปอีก

บุคคลผู้มืดมา สว่างไป
บุคคลผู้เกิดในตระกูลต่ำไม่มีศีลธรรมเช่นเดียวกัน
แต่ยังพอมีบุญนะ ท่านทั้งหลาย วันเวลาผ่านไป มีสติเกิดปัญญา พบเจอผู้รู้ตักเตือนสั่งสอน พบเจอคำสอนพระพุทธเจ้า กลับตัวกลับใจได้ ก้าวเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

บุคคลผู้สว่างมา มืดไป
บุคคลผู้เกิดในตระกูลที่สูง มีศีลธรรม ครอบครัวทำแต่ความดี สร้างแต่คุณงามความดี แต่ตัวเองกลับมีความคิดที่ตรงกันข้าม หลงผิดก่อการเบียดเบียน ทำให้ตนเองและ ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่รู้จักบาปบุญ เวรกรรม
เจอผู้รู้แนะนำสั่งสอน ก็ไม่ฟังนะ คนแบบนี้นะน่าเสียดาย มาอยู่ในที่สว่างแล้ว แต่กลับมืดไป

บุคคลผู้สว่างมา สว่างไป
เช่นกัน บุคคลผู้เกิดในตระกูลที่สูง มีศีลธรรม ทำแต่ความดี บุคคลประเภทนี้เป็นพวก มีบุญเก่ามามาก
มีปัญญา พบเจอนักบวข นักปราชผู้รู้ ครูบาอาจารย์ที่ดี ก็เคารพเชื่อฟัง เจอคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เกิดศรัทธา เจริญรอยตาม ก้าวเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง
สว่างมา แล้ว สว่างไป

ดูสิท่านทั้งหลาย มันไม่มีอะไรแน่นอนนะ
คนไม่ดีในวันนี้ อาจจะเป็นคนดีที่สุดในวันข้างหน้าก็ได้ คนดีที่สุดในวันนี้ อาจจะเป็นคนที่เลวที่สุดในวันข้างหน้าก็ได้

ทีนี้เราลองมาประเมิณตนเอง คิดดูนะว่า
ปัจจุบันตอนนี้ เรานี้เป็นบุคคลประเภทใหน
ถ้าดีแล้ว ก็ดีสืบต่อไปเรื่อยตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท ถ้าไม่ดี ก็ลองตั้งสติ ข้าพเจ้านี้จะเอายังไงต่อไปดี กลับตัวกลับใจมาเดินทางสว่างก็ยังทัน ไม่มีอะไรที่สายเกินไป รีบตัดสินใจ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ตัดสินใจ

อิ่มมา อิ่มไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #409 เมื่อ: 09:04 น. วันที่ 10 ก.พ.64 »
อย่าให้เทพเหนือธรรม
อย่าให้(ภูติ)ผีเหนือพุทธ
อย่าให้วิญญาณเหนือรัตนตรัย
อย่าให้ลาภสักการะเหนือจิตวิญญาณแห่งสงฆ์ในธรรมวินัยนี้...

จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้คนจะแห่แหนกันไปเข้าวัดแต่ไปเพื่อมืด มิใช่ไปเพื่อสว่าง ไปเพื่องมงาย แทนที่จะไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญา??

พุทธศาสนาในไทยอ่อนกำลังลงก็เพราะภัยจากภายใน ที่เกิดจากการที่พุทธบริษัทพากันหลงเดินออกนอกเส้นทางแห่งพุทธะ หาใช่ภัยจากภายนอกไม่?

Ask yourself whether an internal or external threat that makes for the decline of Buddhism in Thailand?

ภูเขาแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #410 เมื่อ: 17:44 น. วันที่ 14 ก.พ.64 »
ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่ไม่ได้นานเพราะสถาน ๔

  ตระกูลอันมั่งคั่ง มีสมบัติมากเป็นเศรษฐีจะตั้งอยู่ไม่ได้นานเพราะเหตุ ๔ อย่าง
๑, ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสูญหายไม่พยายามค้นหาให้ได้กลับคืนมา มัวแต่คิดว่าของมันหายไปแล้วมีเงินเสียอย่างชื้อใหม่ก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้าทรัพย์สมบัติก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ,
๒, ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า ไม่รู้จักซ่อมแซม ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของบางอย่างเมื่อซ่อมแซมแก้ไขแล้วก็ยังพอใช้ได้แต่กลับไม่ทำ คอยแต่จะชื้อใหม่เป็นเหตุให้สิ้นเปลืองไปอีกทาง,
๓, ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรชื่อ มีความจำเป็นอย่างไร แต่เห็นว่ามีเงินหน่อยก็ไม่คิดหน้าคิดหลัง ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย รายจ่ายท่วมรายรับ เมื่อเข้าลักษณะนี้สมบัติเก่าก็หมดสิ้นไปทุกที,
๔, ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน ไม่รู้จักเลือกคู่ครองมาร่วมชีวิต ข้อนี้นับเป็นสำคัญ เพราะถ้าได้คู่ครองไม่ดีมีแต่ล้างผลาญสมบัติอย่างเดียว,
  ผู้หวังความมั่นคงแห่งวงศ์ตระกูล ควรเว้นจากเหตุทั้ง ๔ อย่างนี้ ซึ่งเป็นทางแห่งความฉิบหาย ฯ

ฆราวาสธรรม ๔.
ฆราวาสธรรม หมายถึง หลักการครองเรือน การดำเนินชีวิตของฆราวาส ควรประกอบด้วยคุณธรรม ๔ คือ
๑, สัจจะ หมายถึง ความชื่อสัตย์ต่อกัน เป็นผู้รักษาสัจจะความจริงเสมอชีวิต มีความชื่อตรง ชื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ลักษณะโดยรวมคือ เป็นคนเที่ยงตรงเที่ยงธรรมในหน้าที่ของตนเช่น จริงใจต่อมิตร กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ เป็นต้น,
๒, ทมะ หมายถึง ความข่มใจข่มอารมณ์ไว้ได้ รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่หุนหันพลันแล่นไปกับการกระทำหรือคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะ แต่รู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่น รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนให้ดีขึ้น,
๓, ขันติ หมายถึง ความอดทนอดกลั้น ความหยุดยั้งใจไม่ให้หุนหันพลันแล่นเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ดี รวมถึงการอดทนต่อการประกอบหน้าที่การงาน มุ่งมั่นทำไปไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคปัญหา,
๔, จาคะ หมายถึง ความเสียสละแก่กัน เป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ไม่เป็นคนมีจิตใจคับแคบตระหนี่ถี่เหนียววัตถุสิ่งของหรือคุณความดี,
  ฆราวาสธรรม เป็นธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติตามได้ ทำให้มีชีวิตการครองเรือนเป็นไปด้วยความราบรื่นอยู่กันยืดยาว ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกินแหนงแคลงใจต่อกัน ฯ

ปากน้ำแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #411 เมื่อ: 17:46 น. วันที่ 14 ก.พ.64 »
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ     อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ     อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ   นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย.
                         
บาปอันผู้ใดทำแล้วด้วยตนเอง ผู้นั้นย่อมเศร้าหมองด้วยตน;

บาปอันผู้ใดไม่ทำด้วยตน ผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง;

ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน,
คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้...

                 
               ความแห่งพระคาถานั้นว่า
       อกุศลกรรมเป็นกรรมอันผู้ใดทำแล้วด้วยตน
ผู้นั้นเมื่อเสวยทุกข์ในอบาย ๔ ชื่อว่าเศร้าหมองด้วยตนเอง;
       ส่วนบาปอันผู้ใดไม่ได้ทำด้วยตน ผู้นั้นเมื่อไปสู่สุคติและนิพพาน ชื่อว่าย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง,
               
        ความบริสุทธิ์กล่าวคือกุศลกรรม และความไม่บริสุทธิ์กล่าวคืออกุศลกรรม เป็นของเฉพาะตน คือย่อมเผล็ดผลเฉพาะในตนของสัตว์ผู้ทำทั้งหลาย. บุคคลอื่นทำบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้ คือให้หมดจดไม่ได้เลย ให้เศร้าหมองไม่ได้เลย."

อรรถกถาขุททกนิกาย  คาถาธรรมบท อัตตวรรค

รปภ.ส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #412 เมื่อ: 09:03 น. วันที่ 21 ก.พ.64 »
พระราชดำรัสในหลวง “ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น”

อิ่มเดียว หลับเดียว ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาแลtถวายความปลอดภัย แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา

ทรงพระราชดำเนินไปรเวท (เดินเล่น) บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า

ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี... ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต

แม่ค้า ส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #413 เมื่อ: 09:05 น. วันที่ 21 ก.พ.64 »
คำถามเดียวกัน แต่ต่างคำตอบ ต่างภพภูมิ ต่างวาระ ต่างบารมี ต่างความคิด ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย

" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร "

เทวดา ตอบว่า
" เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ "

พญานาค ตอบว่า
" บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช ... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์ไปนิพพานได้ แสนประเสริฐ "

พระภูมิเจ้าที่ ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี "

สัตว์เดรฉาน ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ ... เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ ก็ไม่ได้ ... เป็นมนุษย์มีสมอง มีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก "

เปรต ตอบว่า
" เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล ... ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้ "

สัตว์นรกในอเวจี ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิดศีลอีก จะปฏิบัติธรรม ... เพราะนรกมันร้อน มันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ... ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก "

แต่เมื่อถามคำถามเดียวกัน
มนุษย์ตอบว่า.....อยากรวย..!!!

อนิจจาน่าสงสารมนุษย์ผู้ที่อยากรวยแต่ทรัพย์สมบัติภายนอก ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในใจ มี๗สิ่งคือ สัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา

โรงงาน ส้มแดง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #414 เมื่อ: 09:06 น. วันที่ 21 ก.พ.64 »

[ สำเร็จกับสุขต้องไปด้วยกัน ]

#ทรงอธิบายว่า..ทุกสิ่งบนโลกจะไม่ทำให้เราสุขถ้าเราไม่พอใจ และ #พอใจเกิดจากคำคำเดียวคือพอดี ทุกอย่างบนโลกนี้มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี แต่มนุษย์ต้องการหาสิ่งที่มาก จริงๆ ไม่ใช่..
.
#พอดี คือคำว่า ปกติ ร่างกายเราปกติ เราไม่เคยเห็นความสุขของความปกติ แต่เมื่อวันไหนร่างกายไม่ปกติ ก็จะโหยหา สมัยปกติมันสุขที่สุด ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ทำอย่างไรถึงจะพอดีและไม่เป็นอะไรที่สุดโต่ง ขณะเดียวกันก็โตตามธรรมชาติ ไม่เกินธรรมชาติ สร้างเสาเข็มไปพร้อมๆ กับความสุข คนรอบข้างก็สุขด้วย สำเร็จกับสุขต้องไปด้วยกัน
.
เคยได้ยินคำว่า #ประโยชน์สุขมั้ย เป็นคำที่พ่อหลวงพระราชทาน ประโยชน์คือสิ่งที่เป็นมูลค่า วัดเป็นตัวเลขได้ เช่น ปีนี้เราจะกำไรเท่าไหร่ เติบโตเท่าไหร่ พ่อหลวงบอกไมได้ห้ามนะ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง
.
อีกสิ่งหนึ่งที่เงินกับตัวเลขวัดไม่ได้ คือ #ความสุข เอาความสุขไปใส่ในเป้าหมายด้วย ทำงานทุกวันต้องสุข ไม่ใช่เครียดทั้งวัน ตื่นเช้าอยากมาทำงานหรือเปล่า ลูกค้าซื้อสินค้าแล้วสุข ไม่ใช่ซื้อไปแล้วบ่น คนในชุมชนก็สุขเมื่อโรงงานเราไปตั้ง ไม่ใช่เดินขบวนประท้วงแล้วด่าเราตลอด ขณะเดียวกันสังคมก็มีความสุขที่มีธุรกิจลักษณะนี้อยู่ สิ่งแวดล้อมก็ได้ประโยชน์จากธุรกิจที่ไม่ไปทำร้าย สิ่งที่เรียกว่าประโยชน์และความสุขไม่ใช่เกิดจากตัวผู้ถือหุ้น แต่มันย้อนกลับไปถึงคนที่เกี่ยวกับธุรกิจทั้งหมด
.
บรรยายคำสอนของพ่อ
โดย..ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ มูลนิธิมั่นพัฒนา


นวกะ แดงส้ม

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #415 เมื่อ: 11:30 น. วันที่ 24 ก.พ.64 »
วันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องที่ว่า ทำไมจึงไม่ควรบวช !
หลายคนที่สนใจใฝ่ธรรม แต่ไม่บวชนั้นมีมากมายเป็นส่วนใหญ่

โดยทั่วๆไปนั้นที่ไม่บวชนั้นมักจะเกิดจาก
ไม่สามารถทำตามกฏกติกาตามพระวินัยพุทธบัญญัติได้

ส่วนเรื่องต้องดูแลรับผิดชอบทางโลกนั้น
ล้วนมักเป็นข้ออ้างมากกว่าเหตุผลจริงๆ ทั้งๆที่ก็ทราบว่า
ชีวิตความเป็นพระนั้นตัดปริโพช เรื่องการดิ้นรนทำมาหากิน

คนที่ไม่บวชนั้น โดยมากก็ตระหนักในใจตัวเองอยู่ว่า
ตนไม่สามารถประพฤติตามกฏกติกาเหล่านั้นได้บริบูรณ์
จึงอาศัยการครองเพศฆราวาส..
ครองเรือนไปด้วยประพฤติธรรมไปด้วย

เพราะมีความละอายใจ ในอันที่จะประพฤติไม่ดีไม่สมบูรณ์
อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียหาย
และเป็นเหตุแห่งการอันตรธานไปในที่สุด
จัดว่าเป็นกรรมหนัก กรรมขนาดใหญ่
หากเป็นภิกษุที่ไม่ละอาย(อลัชชี) เพราะ การเกิดขึ้นยากมาก
นั่นคือการเกิดอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา

เนื่องจากการบวชนั้น
เป็นสิ่งสมควรเฉพาะแก่ผู้ที่เห็นภัยทางโลก
และมีความพร้อมที่จะประพฤติตามกรอบของธรรมวินัย
ซึ่งจะต้องละทิ้งอาการชาวบ้านเป็นให้หมดสิ้น

เช่นว่า เคยท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆตามใจก็ต้องอยู่กับที่
เคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจ ก็ต้องมาประพฤติวัตรปฏิบัตร
ให้เป็นเวลา สม่ำเสมอ ซึ่งอาการที่เหมือนชาวบ้านนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้งด เพื่อให้ภิกษุ
มีความงดงามในธรรมวินัย เป็นบ่อเกิดศรัทธาในเบื้องต้น
ที่จะเป็นที่มาของปัจจัย๔ อันชอบธรรม เนื่องจาก
การเป็นสมณนั้นตัดปริโพชเรื่องทำมาหากิน

ความละอายหิริ โอตัปปะ นั่นเองทำให้ ฆราวาส
ยังเป็นผู้ครองเรือน เป็นผู้ประพฤติธรรม
เป็นผู้ค้ำชูพระศาสนาอันเป็นกำลังสำคัญ

ในการบวชนั้นพระจะมีกิจธุระหลักๆ 2 ประการคือ
คันถธุระ( ศึกษาเรียนพระวินัย พระธรรมคำสอน)
และวิปัสนาธุระ(บำเพ็ญเพียรฝึกฝนลดละกิเลส)

ซึ่งนั้นคือ หน้าที่ของความเป็นภิกษุ
ถ้าไม่เข้าข่ายสองข้อนี้ ก็เป็นอันผิดปกติวิสัย
ซึ่งจะแสดงอาการออกมาทางอาการของชาวบ้าน
เช่น ไปตั้งตนเป็นอาจารย์เทศน์สอนผู้อื่นผิดๆถูกๆ
ไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่สิ่งสมควร
หรือจะไปทำกิจกรรมช่วยชาวบ้าน เป็นผู้มักก่อสร้างอะไร
ก็ตามล้วนผิดประเพณีความเป็นภิกษุ
และเป็นบ่อนทำลายพระศาสนาไปพร้อมกัน
เป็นบาปมากกว่าบุญหลายเท่าตัว เป็นต้น

เนื่องด้วย ความเป็นผู้ครองเรือนเป็นทางแคบ
แต่ถ้าฆราวาสใดที่ตัดปริโพชต่างๆได้
ความเป็นฆราวาสผู้หวังในธรรมย่อมเป็นโอกาสที่ดีงาม
กว่าความเป็นภิกษุที่ยังมีอาการชาวบ้านมาก

การจะเป็นผู้บวชสู่ความเป็นภิกษุนั้น
ถ้าหากไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้เกิดเป็นบาปหนัก
ร่วมกันทำลายศาสนาเหมือนพระส่วนใหญ่ที่เป็นกันในปัจจุบัน

ในเพศภิกษุไม่ใช่ที่ฝึกให้ท่านอยู่ในพระวินัย
แต่เป็นที่ฝึกบำเพ็ญสองธุระข้างต้น ก็เหมือนเด็กนักเรียน
ที่มุ่งหวังไปโรงเรียน เพื่อความรู้ ก็ต้องมีการแต่งกาย
ทำตามกฏระเบียบของโรงเรียน ไม่ใช่ไปฝึกหัดแต่งกาย
ฝึกหัดเรื่องอื่น ควรข้ามขั้นตอนนี้ไปตั้งใจเรียน ลับสมองสติปัญญา
มิฉะนั้นก็เป็นได้แค่เด็กเกเร ภิกษุก็เช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ
หากท่านมีความรู้ดีในเรื่องธรรมวินัยแล้ว
ท่านจะหาพระกราบสนิทใจไม่ได้เลย
กราบได้แค่ทำตามมารยาททางประเพณีเท่านั้นเอง

ดังนั้นหากท่านมีความละอาย มีหิริโอตัปปะ
ไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้ลงนรกเลย ไม่คุ้มมกับความสุขสบาย
บนศรัทธาชาวบ้าน เป็นผู้ลวงโลก...มั่วสุมอยายมุข... ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]