gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฏสงสาร 31 ภูมิ  (อ่าน 156880 ครั้ง)

วัฏสงสาร 31 ภูมิ

หลวงพ่อเงิน(แดง)

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #420 เมื่อ: 09:43 น. วันที่ 05 มี.ค.64 »
“มานึกดูว่า คนเรานี้จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์สูงไปขึ้นไปกว่าที่จะหากิน ใส่ปากใส่ท้อง มีกินมีใช้ มีเกียรติยศ มีอะไรแล้ว ก็จะทำอะไรกันต่อไป
.
มันก็เหลือเรื่องเดียว คือเรื่องจิตใจที่มันสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์ นี่ก็เรียกว่าธรรมะ มีธรรมะเพื่ออย่างนี้
.
อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาแล้ว มันจะไม่มีความทุกข์ ถ้ามันโง่แล้วมันจะยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งมีความทุกข์ถ้ามันโง่ มีอำนาจวาสนามาก ถ้ามันโง่มันก็จะฆ่าตัวมันเอง ด้วยอำนาจวาสนานั่นแหล่ะ
.
เรื่องเงินเรื่องอำนาจวาสนานี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น
.
ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มีแต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอกันแต่ในพวกคนที่ไม่มีศีลธรรมด้วยกัน คนที่มีศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ และมันก็พิสูจน์ตัวมันเองว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลสเผาลนอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งที่มีเงินมาก มีอำนาจมาก
.
อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะมันเป็นอันตรายที่สุด แล้วมันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป ก็อย่างในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วมันก็แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้วันวานนี้มันก็แสดงอยู่อย่างนี้”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “พุทธธรรมกับสังคม”


True Nerverdied

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #421 เมื่อ: 09:46 น. วันที่ 05 มี.ค.64 »
ความจริงที่ชัดเจน ย่อมเหนือกว่า ความเท็จที่พร่ามัว... ส.สู้ๆ

ลัทธิขากถุย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #422 เมื่อ: 15:18 น. วันที่ 07 มี.ค.64 »
จงทำกับเพื่อนมนุษย์ โดยคิดว่า…

เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย ของเรา
เขาเป็นเพื่อน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยกันกะเรา
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง
เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอ บางคราวเหมือนเรา
เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่
เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ
เขาก็อยากดีเหมือนเรา ที่อยาก ดี -เด่น -ดัง
เขาก็มักจะกอบโกย และเอาเปรียบเมื่อมีโอกาสเหมือนเรา
เขามีสิทธิที่จะบ้าดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆเหมือนเรา
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา
เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา
เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลันเหมือนเรา
เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก(แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติ สาธารณะ เท่ากันกับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจจากเรา
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น
เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา,สำหรับจะอยู่ในโลก
       
ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น.
                   
ที่มา...หนังสือ แก่นพุทธศาสน์

โดย ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

(หนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การสหประชาชาติ)  ส.สู้ๆ


สุนัขนำทาง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #423 เมื่อ: 17:35 น. วันที่ 08 มี.ค.64 »
ชีวฉันมีแต่หมาพาไป...จะไปหนใดมีแต่หมานำ... ส.หลกจริง

เสร็จนาฆ่าโคถึก

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #424 เมื่อ: 17:37 น. วันที่ 08 มี.ค.64 »
สรุปคำสอนของท่านพุทธทาส ภิกษุ
ที่ผู้คนจดจำมากที่สุด
________________
     ๑) ความเข้าใจผิด
เข้าใจผิดว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำบุญต้องได้บุญ ที่ถูก คือ ทำดีไม่ได้อะไร ได้แค่ละกิเลส ทำบุญ ได้แค่สบายใจ
     ๒) เข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ ที่ถูก คือ เรามีหน้าที่ดี ใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา
     ๓) เข้าใจผิดว่า ให้อะไรใคร ต้องได้กลับคืน ที่ถูก คือ การ “ให้” คือ ยินดีเสียสละ ให้แล้วคาดหวัง..ไม่ใช่การให้ อ้างบุญคุณไม่ได้
     ๔) เข้าใจผิดว่า แก่แล้วทำอะไรก็ได้ ที่ถูก คือ แก่แล้วต้องยิ่งสำนึก ทำชั่วไม่ได้ เวลาเหลือน้อย
     ๕) เข้าใจผิดว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของชีวิตในภายหน้า ที่ถูก ความมั่นคงไม่มีในโลก ตายได้ทุกเมื่อ
     ๖) เข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญที่สุด เราสำคัญที่สุด  ที่ถูก คือ ไม่มีความต้องการนั่นแหละสำคัญที่สุด ไม่มีเราต่างหากสำคัญที่สุด
     ๗) เข้าใจผิดว่า เข้าวัด ใจสงบ. ที่ถูก คือ วัดอยู่ในใจ ใจสงบ
     ๘) เข้าใจผิดว่า ความสบายเลือกได้. ที่ถูก คือ เกิดมาก็ทุกข์แล้ว มันเลือกไม่ได้ ไม่มีใครสบายตลอดชาติ
     ๙) เข้าใจผิดว่า สิ่งของ คนของเรา ตัวตนของเรา เราต้องยึดไว้ รักษาไว้ ที่ถูก คือ ไม่มีอะไร หรือใครให้ต้องยึด ต้องรักษา ทุกอย่างไม่ใช่ของเราและที่สุดแล้วก็ไม่มี
☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆
สาธุธรรมคำสอนของพระอาจารย์ "พุทธทาสภิกษุ"   ส.สู้ๆ

เสร็จศึกฆ่าขุนพล

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #425 เมื่อ: 10:29 น. วันที่ 09 มี.ค.64 »
ขาดทุนคือกำไร การเสียสละออกไป คือการได้ทุกอย่าง... ส.สู้ๆ


ส้มเจต จีนหลง

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #426 เมื่อ: 07:54 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »
มงคล ๓๘ ข้อที่ ๑
                         อเสวนา จ พาลานํ ฯ
             การไม่คบคนพาลเป็นมงคลสูงสุด
คนพาลมีลักษณะ ๓ ประการ
๑.ชอบคิดชั่ว เช่น คิดโลภ คิดพยาบาท คิดอิจฉาริษยาเขา
๒.ชอบพูดชั่ว เช่น พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกแยก พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ
๓.ชอบทำชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ดื่มสุรายาเมา เล่นการพนันหรืออบายมุข
     ปลาร้ามีกลิ่นเหม็นห่อด้วยใบตองใบตองนั้นก็มีกลิ่นเหม็นติดไปด้วย ฉันใด
     ผู้ที่คบคนพาลเป็นมิตรก็พลอยเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย ติดความเป็นพาลเดือดร้อนไปด้วย ฉันนั้น... ส.หลก

ส้มเจต แดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #427 เมื่อ: 07:56 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »
#สุนัขขี้เรื้อน

ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณแสบเผ็ดหยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรม อื่นยิ่งกว่า.
ภิกษุ ท. ! พวกเธอเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวที่อาศัยอยู่เมื่อตอนย่ำรุ่ง แห่ง ราตรีนี้ไหม ?
“เห็น พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุ ท. ! สุนัขจิ้งจอกตัวนั้น เป็นโรคหูชัน (โรคเรื้อนสุนัข) วิ่งไปบนแผ่นดินก็ไม่สบาย ไปอยู่ที่โคนไม้ก็ไม่สบาย ไปอยู่กลางแจ้งก็ไม่สบาย. มันไปในที่ใด มันยืนในที่ใด มันนั่งในที่ใด มันนอนในที่ใด ล้วนแต่ได้รับ ทุกข์ทรมาน ในที่นั้น ๆ.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ก็เหมือนกัน, ครั้นถูกลาภสักการะและเสียงเยินยอครอบงำเอาแล้ว มีจิตติดแน่นอยู่ในสิ่งนั้น ๆไปอยู่สุญญาคารก็ไม่สบาย ไปอยู่โคนไม้ก็ไม่สบาย ไปอยู่กลางแจ้งก็ไม่สบาย. เธอไปในที่ใด เธอยืนในที่ใด เธอนั่งในที่ใด เธอนอนในที่ใด ล้วนแต่ได้รับ ทุกข์ทรมาน ในที่นั้น ๆ.
ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณแสบเผ็ดหยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ดังนี้ว่า “เราทั้งหลายจักไม่เยื่อใยในลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้น. อนึ่ง ลาภสักการะและเสียงเยินยอ ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องไม่มาห่อหุ้มอยู่ที่จิตของเรา”.
ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้ แล.

- บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๗๐/๕๕๓-๔.

อิ่มมา มืดไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #428 เมื่อ: 07:57 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »
ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ,
แต่เธอไม่ใช้วันทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการเรียนธรรมนั้นๆ ไม่เริดร้างจากการหลีกเร้น,
ตามประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายในเนืองๆ.
ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) .

ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุผู้มากด้วยปริยัติ เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการบัญญัติ เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการสาธยาย เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการคิด เราก็แสดงแล้ว,
และธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) เราก็แสดงแล้ว
ด้วยประการ ฉะนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !  กิจอันใดที่ศาสดาผู้เอ็นดู
แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว
จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย นั่น เรือนว่างทั้งหลาย,
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงเพียรเผากิเลส,
อย่าได้เป็นผู้ประมาท,
เธอทั้งหลาย อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังเลย,
นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๘/๗๓.

มืดมา อิ่มไป

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #429 เมื่อ: 07:58 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »
#ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น

ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้นพระเจ้าข้า ?”.
ภิกษุ !  ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่แล ...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ธรรมอย่างหนึ่ง นั้นคืออะไรเล่าหนอ ...ฯลฯ...?”
ภิกษุ !  อวิชชานั่นแล  เป็นธรรมอย่างหนึ่ง
ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว
อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร
อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”.

ภิกษุ !  หลักธรรมอันภิกษุในกรณีนี้ได้สดับแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น (ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา)
(สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย)” ดังนี้.
ภิกษุ !  ถ้าภิกษุได้สดับหลักธรรมข้อนั้นอย่างนี้ว่า
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ดังนี้แล้ว ไซร้,
ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง;
ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว,
ย่อมรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง;
ครั้นรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว,
ภิกษุนั้น ย่อมเห็นซึ่ง นิมิตทั้งหลายของสิ่งทั้งปวง
โดยประการอื่น :
ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่งเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม
ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น.

    (ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายะก็ดี มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์

ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน นั้นๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัย อย่างเดียวกันกับใน

กรณีแห่งการเห็นจักษุ และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยจักษุ).

ภิกษุ !  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล
อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น.

-บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๖๒/๙๖.

COVID-19

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #430 เมื่อ: 16:38 น. วันที่ 19 มิ.ย.64 »
ประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน... ส.สู้ๆ

ส้มเจต แดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #431 เมื่อ: 17:40 น. วันที่ 28 มิ.ย.64 »

ส.สู้ๆ

สมาคมคนหูหนวกตาบอด

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #432 เมื่อ: 15:53 น. วันที่ 15 ก.ค.64 »
โปรดช่วยกันกำจัดภัยร้ายแรงที่มีต่อสถาบันศาสนาของชาติไทย
#ในคลิปคือการเจตนาของเดียรถีย์สร้างภาพอันอัปมงคลให้ชาวพุทธทั้วโลก
#รูปธรรมฯนามธรรมเหตุนั้นๆแสดงให้เห็นถึงภัยร้ายแรงที่จะมีต่อสถาบันพุทธศาสน์ของชาติไทยฯ

#ประเทศไทยคงความมั่นคงและความเป็นชาติไทยได้เพราะปัญญาของปัญจนรชนของชาติไทยมี
#หนึ่งพุทธศาสน์สถาบันหลักชีวิตมั่นคงได้ทศพิธราชธรรมสถาบันสองก็ด้วยรวมแก่นชาติต้องมีทั้งสามสถาบัน


ส้มเจต แดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #433 เมื่อ: 08:40 น. วันที่ 05 ส.ค.64 »
“เป็นพระตกนรกง่ายกว่าเป็นโยม”

ท่านว่ายทวนน้ำเคยเล่าเรื่องการบวชให้ฟังนานแล้วว่า เป็นพระตกนรกง่ายกว่าเป็นโยม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณบวชเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นพระ นั่นเท่ากับเป็นการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณสมัครใจจะมาเป็นผู้ละกิเลส คนอื่นจึงได้มอบอาหาร มอบยา มอบเครื่องนุ่งห่ม มอบที่อยู่อาศัยให้ เพื่อที่ผู้ที่มาบวชจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการทำมาหากิน เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาบวชมุ่งทำหน้าที่ละกิเลสไปเพียงอย่างเดียว

ถ้ามาบวชแล้วไม่ทำหน้าที่ของพระ คือไม่ละกิเลส นั่นเท่ากับเป็นการหลอกลวงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นการทำให้ให้ผู้อื่นหลงเข้าใจว่าเป็นผู้ละ แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองที่ผ่านการบวชตามประเพณีเท่านั้น ดังนั้น อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ที่ผู้อื่นสละให้จึงเป็นการสละแก่ผู้ที่ไม่ทำหน้าที่ละกิเลส แต่หลอกลวงว่าเป็นผู้ละกิเลส ไม่ต่างอะไรกับการโกหกหลอกลวงเขาเพื่อให้ได้ทรัพย์สินมา จึงเป็นกรรมที่จะพาไปสู่อบายภูมิ และผู้นั้นจะต้องมาใช้เขาคืนในภายหน้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พระรูปนั้นบรรลุธรรมไม่ว่าขั้นหนึ่งขั้นใดแล้ว พระรูปนั้นจะเปลี่ยนเป็นเนื้อนาบุญให้เขาในทันที

การบวชพระนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อบวชแล้วมาปฏิบัติให้ตัวเองเป็นพระที่แท้จริงนั้นยาก ท่านว่ายทวนน้ำจึงไม่แนะนำให้บวชเล่น ๆ บวชตามประเพณี หรือตามความเชื่อ ไม่อย่างนั้นขาข้างนึงก็ก้าวไปสู่ในอบายภูมิตั้งแต่มาบวชแล้ว ถ้าจะบวชขอให้ออกมาบวชอย่างจริงจัง ปล่อยวางภาระหน้าที่ทางโลก และปฏิบัติด้วยการย้อนดูตน จับผิดตน ดัดสันดานตน ละกิเลสให้เต็มที่ โดยไม่จำต้องศึกษาตำรา แต่ให้ศึกษาจิตตนเองนั่นคือ “ปริยัติ” ที่แท้จริง เมื่อผู้บวชทำการดัดสันดานตนเอง (ละกิเลส) นั่นคือการ “ปฏิบัติ” และเมื่อดัดสันดานตนเองไปเรื่อย ๆ ได้ถึงจุดหนึ่งจิตจะมีกำลังดันกิเลสออกไปเองโดยอัตโนมัติ อันเป็นผลของการปฏิบัติ คือ “ปฏิเวธ” ขึ้นมาในสักวัน

ถ้ามาบวชแล้วมากิน ๆ นอน ๆ บวชมาสะสมทรัพย์สิน บวชมาทำพิธีต่าง ๆ บวชมาทำให้ผู้อื่นงมงาย ไม่ได้บวชเพื่อเอาเวลามาย้อนดูตน จับผิดตน ไม่ดัดนิสัยตน (ไม่ละกิเลส) สู้อย่าบวชเสียจะปลอดภัยจากอบายภูมิมากกว่า... ส.สู้ๆ


ส้มเจตVSแดงต้อย

  • บุคคลทั่วไป
Re: วัฏสงสาร 31 ภูมิ
« ตอบกลับ #434 เมื่อ: 05:26 น. วันที่ 24 ส.ค.64 »
หักพาล...

หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย
ม้าหลีกศอกกราย อย่าใกล้
ช้างยี่สิบศอกคลาย คลายคลาด
เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา

คนพาล คือใคร ?
คนพาล คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร เช่น บัณฑิตเห็นว่า “สุรายาเสพติด” เป็นของไม่ดี ทำให้ขาดสติ นำความเสื่อมมาให้นานัปการ แต่คนพาลกลับเห็นว่า “สุรายาเสพติด” เป็นของประเสริฐ เป็นเครื่องกระชับมิตร หรือบัณฑิตเห็นว่า “การพนันหวยการเล่นไพ่” เป็นอบายมุข เป็นปากทาง หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความฉิบหาย แต่คนพาลกลับเห็นว่า “การเล่นไพ่” เป็นสิ่งดีทำให้เพลิดเพลิน เป็นการฝึกสมองซ้อมวิชาคำนวณ ดังนี้เป็นต้น
คนพาลมีลักษณะเป็นคนเหมือนกับเรา คือมีร่างกายประกอบด้วยเลือดเนื้อ เช่นเดียวกับเรา และอาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเราก็ได้ เช่น เป็นญาติพี่น้อง สามีภรรยา ครูอาจารย์ ฯลฯ อาจเป็นผู้มีการศึกษาสูง อาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง อาจมีสมัครพรรคพวกมาก ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร มีความสัมพันธ์กับเราหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้มีความสามารถ ก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกที่ควร เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น
ลักษณะของคนพาล
เนื่องจากคนพาลมีใจขุ่นมัวอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถควบคุมใจให้คิดไปในทางที่ถูกต้องได้ คนพาลจึงมีลักษณะวิปริตผิดจากคนทั้งหลาย ๓ ประการ คือ
๑. ชอบคิดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ
๒. ชอบพูดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ
๓. ชอบทำชั่วเป็นปกติ ได้แก่ เกะกะเกเร กินเหล้าเมายา ชอบล้างผลาญชีวิตคน และสัตว์ ลักทรัพย์ ฉุดคร่าอนาจาร ฯลฯ
โทษของความเป็นคนพาล
๑. มีความเห็นผิด ก่อทุกข์ให้ตนเอง
๒. เสียชื่อเสียง ถูกติฉินนินทา
๓. ไม่มีคนนับถือ ถูกเกลียดชัง
๔. หมดสิริมงคล หมดสง่าราศี
๕. ความชั่วเภทภัยทั้งหลาย จะไหลเข้ามาหาตัว
๖. ทำลายประโยชน์ของตนเองทั้งโลกนี้และโลกหน้า
๗. ทำลายวงศ์ตระกูลของตนเอง
๘. เมื่อละโลกไปแล้วมีอบายภูมิเป็นที่ไป
ฯลฯ
วิธีสังเกตคนพาล
คนพาลมักกระทำในสิ่งต่อไปนี้ คือ
๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด
- ชัก คือชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรือเสนอแนะ
- นำ คือการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปลักขโมย ชักชวนให้เสพยาบ้า เสพยาเสพย์ติด ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้ แต่ว่ามันผิด เช่น ได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงสุรายาเสพติด เที่ยวกลางคืน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นพาล
ผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกชักนำได้โดยง่าย ฉะนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านจึงควรระมัดระวังการกระทำและคำพูด ทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำและทำตามอย่างด้วยความไม่รู้ แม้ผู้ใหญ่ทำสิ่งไม่ดี เด็กก็มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทำ
๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่การงานของตนไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวน ให้เดือดร้อน ฯลฯ
๓. คนพาลชอบแต่สิ่งผิดๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น ชอบเล่นไพ่ ชอบสูบบุหรี่ ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด
๔. คนพาลแม้พูดดีๆ ก็โกรธ เช่น เตือนให้ดูหนังสือตอนใกล้สอบก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็ยังโกรธ ฯลฯ
๕. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้นถนน ไปโรงเรียนสาย ไปทำงานสาย ฯลฯ
พฤติกรรมที่เรียกว่า “ คบ “ คืออย่างไร ?
คบ หมายถึงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
- ร่วม เช่น ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมก่อการ ร่วมหุ้น ร่วมลงทุน
- รับ เช่น รับเป็นเพื่อน รับเป็นภรรยาหรือสามี รับไว้ทำงาน รับ
  ฟังสิ่งที่คน พานพูดหรือเขียน
- ให้ เช่น ให้ความไว้วางใจ ให้คำชมเชย ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้หยิบยืม สิ่งของ ให้การสนับสนุน
การไม่คบคนพาล คือการไม่ยอมมีพฤติกรรมสัมพันธ์ใดๆ ดังกล่าว ข้างต้นกับคนพาล ถ้าเรายังคบคนพาลอยู่ ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม รีบถอนตัวเสียโดยด่วน อย่าประมาท รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม มิฉะนั้นจะพลาด ติดเชื้อพาลโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นพาลตามไปด้วย
โบราณท่านให้คติเตือนไว้ว่า
ห่างสุนัขให้ห่างศอก
ห่างวอกให้ห่างวา
ห่างพาลาให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์
โทษของการคบคนพาล
๑. ย่อมถูกชักนำไปในทางที่ผิด
๒. ย่อมเกิดความหายนะ การงานล้มเหลว
๓. ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคล
     ทั่วไป
๔. ย่อมอึดอัดใจ เพราะคนพาลแม้เราพูดดีๆ ด้วยก็โกรธ
๕. หมู่คณะย่อมแตกความสามัคคี เพราะการยุยงและไม่
     ยอมรับรู้ระเบียบวินัย
๖. ภัยอันตรายต่างๆ ย่อมไหลเข้ามาหาตัว
๗. เมื่อละโลกแล้ว ย่อมมีอบายภูมิเป็นที่ไป ฯ
คนพาลมีโทษเพราะปากเป็นเหตุ
***************************
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ ปราศจากคุณสมบัติย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ.... ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑
ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑
ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑
ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ.... ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑
ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ฯ
ผู้ใด ย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ ประสบสุขเพราะโทษนั้น ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่่กว่า (โทษการพนัน) ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพ พุททะ และห้าอัพพุททะ ฯ
*************************
(พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต หน้าที่ ๒/๒๔๐ - หน้าที่ ๓/๒๔๐)
สาราณียธรรม ๖ ประการ
*********************
ในหัวข้อเหล่านั้น ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ๖ เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
อนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
อนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ไม่หวงลาภที่เกิดโดยธรรม ที่ตนหาได้โดยชอบธรรม โดยที่สุดแม้แต่อาหารที่นับเนื่องในบาตรไว้บริโภค เป็นผู้บริโภคร่วมกับเพื่อนสพรหมจารีผู้มีศีล ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีลเสมอกับเพื่อนสพรหมจารีในศีลทั้งหลาย ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันกิเลสไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับอยู่ ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวๆกัน.
อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิเสมอกับเพื่อนสพรหมจารีในทิฏฐิอันประเสริฐ นำออกจากทุกข์ นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามพร่ำสอนทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับอยู่ ธรรมแม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันเพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี้สาราณียธรรม ๖.
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๘
วินัยปิฎก ปริวาร หน้าที่ ๒๔๐.
ภิกษุทั้งหลาย ! ลักษณะเครื่องหมาย เครื่องอ้าง
ว่าเป็นพาลของคนพาลนี้ มี ๓ อย่าง.
๓ อย่าง อย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลในโลกนี้
มักคิดความคิดที่ชั่ว
มักพูดคำพูดที่ชั่ว
มักทำการทำที่ชั่ว
ถ้าคนพาลจักไม่เป็นผู้คิดความคิดที่ชั่ว พูดคำพูด
ที่ชั่ว และทำการทำที่ชั่ว บัณฑิตพวกไหนจะพึงรู้จักเขาได้ว่า
ผู้นี้เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ เพราะคนพาลมักคิด
ความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว และมักทำการทำที่ชั่ว
ฉะนั้น พวกบัณฑิตจึงรู้ได้ว่า นี่เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ.
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลนั้นนั่นแล ย่อมเสวย
ทุกขโทมนัส ๓ อย่างในปัจจุบัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าคนพาลนั่งในสภาก็ดี ริมถนน
ก็ดี ริมทางสามแพร่งก็ดี ชนในที่นั้นๆ จะพูดถ้อยคำที่
พอเหมาะพอสมแก่เขา ถ้าคนพาลมักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้
ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิด
ในกาม มักพูดเท็จ มีปกติตั้งอยู่ในความประมาทเพราะดื่ม
นํ้าเมาคือสุราและเมรัย ในเรื่องที่ชนพูดถ้อยคำที่พอเหมาะ
พอสมแก่เขานั้นแล คนพาลจะมีความรู้สึกอย่างนี้ว่า
ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในเรา และเราก็ปรากฏในธรรม
เหล่านั้นด้วย.
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลย่อมเสวยทุกขโทมนัส
ข้อที่ ๑ ดังนี้ในปัจจุบัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ประการอื่นยังมีอีก คนพาลเห็น
พระราชาทั้งหลายจับโจรผู้ประพฤติผิดมาแล้ว สั่งลง
กรรมกรณ์ต่างชนิด คือ
(๑) โบยด้วยแส้บ้าง
(๒) โบยด้วยหวายบ้าง
(๓) ตีด้วยตะบองสั้นบ้าง
(๔) ตัดมือบ้าง
(๕) ตัดเท้าบ้าง
(๖) ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง
(๗) ตัดหูบ้าง
(๘) ตัดจมูกบ้าง
(๙) ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง
(๑๐) ลงกรรมกรณ์วิธี หม้อเคี่ยวน้ำส้ม บ้าง1
(๑๑) ลงกรรมกรณ์วิธี ขอดสังข์ บ้าง
(๑๒) ลงกรรมกรณ์วิธี ปากราหู บ้าง
(๑๓) ลงกรรมกรณ์วิธี มาลัยไฟ บ้าง
(๑๔) ลงกรรมกรณ์วิธี คบมือ บ้าง
(๑๕) ลงกรรมกรณ์วิธี ริ้วส่าย บ้าง
(๑๖) ลงกรรมกรณ์วิธี นุ่งเปลือกไม้ บ้าง
(๑๗) ลงกรรมกรณ์วิธี ยืนกวาง บ้าง
(๑๘) ลงกรรมกรณ์วิธี เกี่ยวเหยื่อเบ็ด บ้าง
(๑๙) ลงกรรมกรณ์วิธี เหรียญกษาปณ์ บ้าง
(๒๐) ลงกรรมกรณ์วิธี แปรงแสบ บ้าง
(๒๑) ลงกรรมกรณ์วิธี กางเวียน บ้าง
(๒๒) ลงกรรมกรณ์วิธี ตั่งฟาง บ้าง
(๒๓) ราดด้วยน้ำมันเดือดๆ บ้าง
(๒๔) ให้สุนัขทึ้งบ้าง
(๒๕) ให้นอนหงายบนหลาวทั้งเป็นๆ บ้าง
(๒๖) ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง
1. วิธีลงกรรมกรณ์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ท้ายบทนี้.
ในขณะที่เห็นนั้น คนพาลจะมีความรู้สึกอย่างนี้ว่า
เพราะเหตุแห่งกรรมชั่วปานใดแล พระราชาทั้งหลายจึง
จับโจรผู้ประพฤติผิดมาแล้วสั่งลงกรรมกรณ์ต่างชนิด คือ
โบยด้วยแส้บ้าง ... ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง ก็ธรรมเหล่านั้น
มีอยู่ในเรา และเราก็ปรากฏในธรรมเหล่านั้นด้วย ถ้าแม้
พระราชาทั้งหลายรู้จักเรา ก็จะจับเราแล้วสั่งลงกรรมกรณ์
ต่างชนิด คือ โบยด้วยแส้บ้าง ... ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลย่อมเสวยทุกขโทมนัส
ข้อที่ ๒ แม้ดังนี้ในปัจจุบัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ประการอื่นยังมีอีก กรรมอันเป็น
บาปที่คนพาลทำไว้ในกาลก่อน คือ กายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต ย่อมปกคลุม ครอบงำคนพาลผู้อยู่บนตั่ง หรือ
บนเตียง หรือนอนบนพื้นดินในสมัยนั้น เปรียบเหมือน
เงายอดภูเขาใหญ่ ย่อมปกคลุม ครอบงำแผ่นดินในสมัย
เวลาเย็น ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันนั้นเหมือนกันแล กรรมอันเป็น
บาปที่คนพาลทำไว้ในก่อน คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ย่อมปกคลุม ครอบงำคนพาลผู้อยู่บนตั่ง หรือบนเตียง
หรือนอนบนพื้นดินในสมัยนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในสมัยนั้น คนพาลจะมีความรูสึ้ก
อย่างนี้ว่าเราไม่ได้ทำความดี ไม่ได้ทำกุศล ไม่ได้ทำเครื่อง
ป้องกันความหวาดกลัวไว้ ทำแต่ความชั่ว ทำแต่ความร้าย
ทำแต่ความเลว ละโลกนี้ไปแล้วจะไปสู่คติของคนที่ไม่ได้
ทำความดี ไม่ได้ทำกุศล ไม่ได้ทำเครื่องป้องกันความ
หวาดกลัวไว้ ทำแต่ความชั่ว ความร้าย และความเลว
เป็นกำหนด คนพาลนั้นย่อมเศร้าโศก ระทมใจ ครํ่าครวญ
ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหลอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลย่อมเสวยทุกขโทมนัส
ข้อที่ ๓ แม้ดังนี้ในปัจจุบัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลนั้นนั่นแลประพฤติทุจริต
ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง
พึงกล่าวถึงนรกนั้นนั่นแหละว่า เป็นสถานที่ที่ไม่น่า
ปรารถนา ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าพอใจโดยส่วนเดียว.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพียงเท่านี้แม้จะเปรียบอุปมา
ถึงความทุกข์ในนรก ก็ไม่ใช่ง่ายนัก.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อาจเปรียบอุปมาได้หรือไม่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! อาจเปรียบได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพวกราชบุรุษจับโจร
ผู้ประพฤติผิดมาแสดงแด่พระราชาว่า “ขอเดชะ ! ผู้นี้เป็น
โจรประพฤติผิดต่อพระองค์ ขอพระองค์โปรดลงอาชญาที่
ทรงพระราชประสงค์แก่มันเถิด”
พระราชาทรงสั่งการนั้น
อย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ! ไปเถิด พวกท่านจงเอาหอกร้อยเล่ม
แทงบุรุษนี้ในเวลาเช้า” พวกราชบุรุษจึงเอาหอกร้อยเล่ม
แทงบุรุษนั้นในเวลาเช้า ครั้นเวลากลางวัน
พระราชาตรัสถามอย่างนี้ว่า     “พ่อมหาจำเริญ    ! บุรุษนั้นเป็นอย่างไร ?”
พวกราชบุรุษกราบทูลว่า “ขอเดชะ ! ยังเป็นอยู่อย่างเดิม
พระเจ้าข้า !”
พระราชาทรงสั่งการนั้นอย่างนี้ว่า “ท่าน
ผู้เจริญ ! ไปเถิด พวกท่านจงเอาหอกร้อยเล่มแทงมันใน
เวลากลางวัน” พวกราชบุรุษจึงเอาหอกร้อยเล่มแทงบุรุษนั้น
ในเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็น
พระราชาตรัสถามอย่างนี้
ว่า “พ่อมหาจำเริญ ! บุรุษนั้นเป็นอย่างไร ?” พวกราชบุรุษ
กราบทูลว่า “ขอเดชะ ! ยังเป็นอยู่อย่างเดิมพระเจ้าข้า !”
พระราชาทรงสั่งการนั้นอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ! ไปเถิด
พวกท่านจงเอาหอกร้อยเล่มแทงมันในเวลาเย็น”
พวกราชบุรุษจึงเอาหอกร้อยเล่มแทงบุรุษนั้นในเวลาเย็น.
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นอย่างไรเล่า ?
บุรุษนั้น ถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่ม
พึงเสวยทุกขโทมนัสเพราะการที่ถูกแทงนั้นเป็นเหตุบ้าง
หรือหนอ ?
ข้าแต่พระองคผู้เจริญ ! บุรุษนั้นถูกแทงด้วยหอกแม้เล่มเดียว
ก็เสวยทุกขโทมนัสเพราะเหตุที่ถูกแทงนั้นได ้ ป่วยการกล่าวถึงหอกตั้งสามร้อยเล่ม.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหยิบแผ่นหินย่อมๆ
ขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า..
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นอย่างไรเล่า? แผ่นหินย่อมๆ ขนาดเท่าฝ่ามือที่เราถือนี้
กับภูเขาหลวงหิมพานต์อย่างไหนหนอแลใหญ่กว่ากัน ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แผ่นหินย่อมๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ
ที่ทรงถือนี้ มีประมาณน้อยนัก เปรียบเทียบภูเขาหลวงหิมพานต์แล้วย่อมไม่ถึงแม้ความนับ ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ย่อมไม่ถึงแม้การเทียบกันได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันนั้นเหมือนกันแล ทุกขโทมนัส
ที่บุรุษกำลังเสวยเพราะการถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่ม
เป็นเหตุ เปรียบเทียบทุกข์ของนรกยังไม่ถึงแม้ความนับ
ยังไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ยังไม่ถึงแม้การเทียบกันได้.

อุปริ. ม. ๑๔/๓๑๑-๓๑๕/๔๖๘-๔๗๔. ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ

 


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]