gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 265 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
Warning: this topic has not been posted in for at least 30 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: มืดมา อิ่มไป
« เมื่อ: 07:58 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »

#ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น

ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้นพระเจ้าข้า ?”.
ภิกษุ !  ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่แล ...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ธรรมอย่างหนึ่ง นั้นคืออะไรเล่าหนอ ...ฯลฯ...?”
ภิกษุ !  อวิชชานั่นแล  เป็นธรรมอย่างหนึ่ง
ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว
อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร
อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”.

ภิกษุ !  หลักธรรมอันภิกษุในกรณีนี้ได้สดับแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น (ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา)
(สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย)” ดังนี้.
ภิกษุ !  ถ้าภิกษุได้สดับหลักธรรมข้อนั้นอย่างนี้ว่า
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ดังนี้แล้ว ไซร้,
ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง;
ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว,
ย่อมรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง;
ครั้นรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว,
ภิกษุนั้น ย่อมเห็นซึ่ง นิมิตทั้งหลายของสิ่งทั้งปวง
โดยประการอื่น :
ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส โดยประการอื่น;
ย่อมเห็นซึ่งเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม
ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น.

    (ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายะก็ดี มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์

ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน นั้นๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัย อย่างเดียวกันกับใน

กรณีแห่งการเห็นจักษุ และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยจักษุ).

ภิกษุ !  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล
อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น.

-บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๖๒/๙๖.
ข้อความโดย: อิ่มมา มืดไป
« เมื่อ: 07:57 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »

ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ,
แต่เธอไม่ใช้วันทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการเรียนธรรมนั้นๆ ไม่เริดร้างจากการหลีกเร้น,
ตามประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายในเนืองๆ.
ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) .

ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุผู้มากด้วยปริยัติ เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการบัญญัติ เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการสาธยาย เราก็แสดงแล้ว,
ผู้มากด้วยการคิด เราก็แสดงแล้ว,
และธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม) เราก็แสดงแล้ว
ด้วยประการ ฉะนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !  กิจอันใดที่ศาสดาผู้เอ็นดู
แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว
จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! นั่น โคนไม้ทั้งหลาย นั่น เรือนว่างทั้งหลาย,
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงเพียรเผากิเลส,
อย่าได้เป็นผู้ประมาท,
เธอทั้งหลาย อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังเลย,
นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๘/๗๓.
ข้อความโดย: ส้มเจต แดงต้อย
« เมื่อ: 07:56 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »

#สุนัขขี้เรื้อน

ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณแสบเผ็ดหยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรม อื่นยิ่งกว่า.
ภิกษุ ท. ! พวกเธอเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวที่อาศัยอยู่เมื่อตอนย่ำรุ่ง แห่ง ราตรีนี้ไหม ?
“เห็น พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุ ท. ! สุนัขจิ้งจอกตัวนั้น เป็นโรคหูชัน (โรคเรื้อนสุนัข) วิ่งไปบนแผ่นดินก็ไม่สบาย ไปอยู่ที่โคนไม้ก็ไม่สบาย ไปอยู่กลางแจ้งก็ไม่สบาย. มันไปในที่ใด มันยืนในที่ใด มันนั่งในที่ใด มันนอนในที่ใด ล้วนแต่ได้รับ ทุกข์ทรมาน ในที่นั้น ๆ.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ก็เหมือนกัน, ครั้นถูกลาภสักการะและเสียงเยินยอครอบงำเอาแล้ว มีจิตติดแน่นอยู่ในสิ่งนั้น ๆไปอยู่สุญญาคารก็ไม่สบาย ไปอยู่โคนไม้ก็ไม่สบาย ไปอยู่กลางแจ้งก็ไม่สบาย. เธอไปในที่ใด เธอยืนในที่ใด เธอนั่งในที่ใด เธอนอนในที่ใด ล้วนแต่ได้รับ ทุกข์ทรมาน ในที่นั้น ๆ.
ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ เป็นอันตรายที่ทารุณแสบเผ็ดหยาบคาย ต่อการบรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ดังนี้ว่า “เราทั้งหลายจักไม่เยื่อใยในลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้น. อนึ่ง ลาภสักการะและเสียงเยินยอ ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องไม่มาห่อหุ้มอยู่ที่จิตของเรา”.
ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ อย่างนี้ แล.

- บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๗๐/๕๕๓-๔.
ข้อความโดย: ส้มเจต จีนหลง
« เมื่อ: 07:54 น. วันที่ 15 มี.ค.64 »

มงคล ๓๘ ข้อที่ ๑
                         อเสวนา จ พาลานํ ฯ
             การไม่คบคนพาลเป็นมงคลสูงสุด
คนพาลมีลักษณะ ๓ ประการ
๑.ชอบคิดชั่ว เช่น คิดโลภ คิดพยาบาท คิดอิจฉาริษยาเขา
๒.ชอบพูดชั่ว เช่น พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกแยก พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ
๓.ชอบทำชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ดื่มสุรายาเมา เล่นการพนันหรืออบายมุข
     ปลาร้ามีกลิ่นเหม็นห่อด้วยใบตองใบตองนั้นก็มีกลิ่นเหม็นติดไปด้วย ฉันใด
     ผู้ที่คบคนพาลเป็นมิตรก็พลอยเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย ติดความเป็นพาลเดือดร้อนไปด้วย ฉันนั้น... ส.หลก
ข้อความโดย: เสร็จศึกฆ่าขุนพล
« เมื่อ: 10:29 น. วันที่ 09 มี.ค.64 »

ขาดทุนคือกำไร การเสียสละออกไป คือการได้ทุกอย่าง... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: เสร็จนาฆ่าโคถึก
« เมื่อ: 17:37 น. วันที่ 08 มี.ค.64 »

สรุปคำสอนของท่านพุทธทาส ภิกษุ
ที่ผู้คนจดจำมากที่สุด
________________
     ๑) ความเข้าใจผิด
เข้าใจผิดว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำบุญต้องได้บุญ ที่ถูก คือ ทำดีไม่ได้อะไร ได้แค่ละกิเลส ทำบุญ ได้แค่สบายใจ
     ๒) เข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ ที่ถูก คือ เรามีหน้าที่ดี ใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา
     ๓) เข้าใจผิดว่า ให้อะไรใคร ต้องได้กลับคืน ที่ถูก คือ การ “ให้” คือ ยินดีเสียสละ ให้แล้วคาดหวัง..ไม่ใช่การให้ อ้างบุญคุณไม่ได้
     ๔) เข้าใจผิดว่า แก่แล้วทำอะไรก็ได้ ที่ถูก คือ แก่แล้วต้องยิ่งสำนึก ทำชั่วไม่ได้ เวลาเหลือน้อย
     ๕) เข้าใจผิดว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของชีวิตในภายหน้า ที่ถูก ความมั่นคงไม่มีในโลก ตายได้ทุกเมื่อ
     ๖) เข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญที่สุด เราสำคัญที่สุด  ที่ถูก คือ ไม่มีความต้องการนั่นแหละสำคัญที่สุด ไม่มีเราต่างหากสำคัญที่สุด
     ๗) เข้าใจผิดว่า เข้าวัด ใจสงบ. ที่ถูก คือ วัดอยู่ในใจ ใจสงบ
     ๘) เข้าใจผิดว่า ความสบายเลือกได้. ที่ถูก คือ เกิดมาก็ทุกข์แล้ว มันเลือกไม่ได้ ไม่มีใครสบายตลอดชาติ
     ๙) เข้าใจผิดว่า สิ่งของ คนของเรา ตัวตนของเรา เราต้องยึดไว้ รักษาไว้ ที่ถูก คือ ไม่มีอะไร หรือใครให้ต้องยึด ต้องรักษา ทุกอย่างไม่ใช่ของเราและที่สุดแล้วก็ไม่มี
☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆☆
สาธุธรรมคำสอนของพระอาจารย์ "พุทธทาสภิกษุ"   ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: สุนัขนำทาง
« เมื่อ: 17:35 น. วันที่ 08 มี.ค.64 »

ชีวฉันมีแต่หมาพาไป...จะไปหนใดมีแต่หมานำ... ส.หลกจริง
ข้อความโดย: ลัทธิขากถุย
« เมื่อ: 15:18 น. วันที่ 07 มี.ค.64 »

จงทำกับเพื่อนมนุษย์ โดยคิดว่า…

เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย ของเรา
เขาเป็นเพื่อน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยกันกะเรา
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง
เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอ บางคราวเหมือนเรา
เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่
เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ
เขาก็อยากดีเหมือนเรา ที่อยาก ดี -เด่น -ดัง
เขาก็มักจะกอบโกย และเอาเปรียบเมื่อมีโอกาสเหมือนเรา
เขามีสิทธิที่จะบ้าดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆเหมือนเรา
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา
เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา
เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลันเหมือนเรา
เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก(แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติ สาธารณะ เท่ากันกับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจจากเรา
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น
เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา,สำหรับจะอยู่ในโลก
       
ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น.
                   
ที่มา...หนังสือ แก่นพุทธศาสน์

โดย ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

(หนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การสหประชาชาติ)  ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: True Nerverdied
« เมื่อ: 09:46 น. วันที่ 05 มี.ค.64 »

ความจริงที่ชัดเจน ย่อมเหนือกว่า ความเท็จที่พร่ามัว... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: หลวงพ่อเงิน(แดง)
« เมื่อ: 09:43 น. วันที่ 05 มี.ค.64 »

“มานึกดูว่า คนเรานี้จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์สูงไปขึ้นไปกว่าที่จะหากิน ใส่ปากใส่ท้อง มีกินมีใช้ มีเกียรติยศ มีอะไรแล้ว ก็จะทำอะไรกันต่อไป
.
มันก็เหลือเรื่องเดียว คือเรื่องจิตใจที่มันสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์ นี่ก็เรียกว่าธรรมะ มีธรรมะเพื่ออย่างนี้
.
อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาแล้ว มันจะไม่มีความทุกข์ ถ้ามันโง่แล้วมันจะยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งมีความทุกข์ถ้ามันโง่ มีอำนาจวาสนามาก ถ้ามันโง่มันก็จะฆ่าตัวมันเอง ด้วยอำนาจวาสนานั่นแหล่ะ
.
เรื่องเงินเรื่องอำนาจวาสนานี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น
.
ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มีแต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอกันแต่ในพวกคนที่ไม่มีศีลธรรมด้วยกัน คนที่มีศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ และมันก็พิสูจน์ตัวมันเองว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลสเผาลนอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งที่มีเงินมาก มีอำนาจมาก
.
อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะมันเป็นอันตรายที่สุด แล้วมันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป ก็อย่างในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วมันก็แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้วันวานนี้มันก็แสดงอยู่อย่างนี้”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “พุทธธรรมกับสังคม”

ข้อความโดย: ไดโนเสาร์ หูหนวก ตาบอด
« เมื่อ: 20:23 น. วันที่ 27 ก.พ.64 »

เวลาจะทำความชั่ว ทำได้ทุกเวลานาที  แต่พอจะทำความดี ต้องรอฤกษ์ รอยาม... ส.สู้ๆ

Cr. SuperJet สาวกส้มแดง  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: SuperKungJetToy
« เมื่อ: 20:19 น. วันที่ 27 ก.พ.64 »

คำถามเดียวกัน แต่ต่างคำตอบ ต่างภพภูมิ ต่างวาระ ต่างบารมี ต่างความคิด ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย

" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร "

เทวดา ตอบว่า
" เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ "

พญานาค ตอบว่า
" บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช ... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์ไปนิพพานได้ แสนประเสริฐ "

พระภูมิเจ้าที่ ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี "

สัตว์เดรฉาน ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ ... เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ ก็ไม่ได้ ... เป็นมนุษย์มีสมอง มีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก "

เปรต ตอบว่า
" เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล ... ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้ "

สัตว์นรกในอเวจี ตอบว่า
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิดศีลอีก จะปฏิบัติธรรม ... เพราะนรกมันร้อน มันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ... ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก "

แต่เมื่อถามคำถามเดียวกัน
มนุษย์ตอบว่า.....อยากรวย..!!!

อนิจจาน่าสงสารมนุษย์ผู้ที่อยากรวยแต่ทรัพย์สมบัติภายนอก ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในใจ มี๗สิ่งคือ สัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา

ข้อความโดย: สาวกเงินส้ม
« เมื่อ: 20:17 น. วันที่ 27 ก.พ.64 »

ทำไม คนมีการศึกษา(บางคน) จึงหลงใหล งมงาย ในเรื่องที่ไม่น่าจะหลงใหล งมงาย...
.
.... "ถ้าเป็น " ปัญญา" ในความหมายที่แท้ ตามหลักการของพระพุทธศาสนา ปัญญากับจิตใจจะต้องเชื่อมโยงเอื้อผลต่อกันตลอดเวลา เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ก็คือการที่คนจะมีจิตใจที่เป็นอิสระและมีความสุขได้มากขึ้น เมื่อจิตใจเจริญงอกงามขึ้น ก็คือ การที่คนมีปัญญามากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และจึงรู้จักที่จะปฏิบัติต่อชีวิต คือดำเนินชีวิตได้ถูกต้องยิ่งขึ้น พร้อมทั้งปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายที่แวดล้อมในโลกได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะว่าการมีจิตใจที่ดีงาม มีชีวิตที่ดีงาม ก็คือ การที่จะต้องมีปัญญารู้จักว่าจะปฏิบัติต่อชีวิต และต่อสิ่งทั้งหลายอย่างไรนั่นเอง เมื่อเรารู้จักปฏิบัติต่อชีวิตได้ถูกต้อง ชีวิตของเราก็จะมีความสุข ก็ไม่มีปัญหา ก็แก้ทุกข์ได้
.
.... แต่ปัญญาที่เราพูดถึงกันในปัจจุบันนี้ ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว คือเป็นเพียงความรู้ ความเชี่ยวชาญจัดเจนในวิชาการบางอย่าง มีทักษะในการทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ทำให้รู้จักว่าจะปฏิบัติต่อชีวิตของตนอย่างไร?
.
.... เราเคยสอนไหมว่าให้มีปัญญา คือ รู้จักปฏิบัติต่อชีวิตของตน เมื่อไม่รู้จักปฏิบัติต่อชีวิตจิตใจของตน ถึงจะเรียนมาเท่าไร ก็แก้ปัญหาของจิตใจไม่ได้
.
.... เพราะฉะนั้น ก็จึงต้องไปไขว่คว้าและพึ่งพาสิ่งที่ให้ความหวัง ที่จะสนองความขาดแคลนทางจิตใจจากภายนอก อย่างที่กล่าวมาแล้ว โดยที่มีอะไรก็ตามซึ่งอาจจะมาในรูปของความตื่นเต้น มาในรูปของการสนองแก้ไขความว้าเหว่ ความอ้างว้างอะไรต่างๆ แม้แต่ชั่วคราว ก็ทำให้คนเหล่านี้เกาะติดได้ง่าย ความเชื่อถือและการปฏิบัติของเขา จึงมีลักษณะของการพึ่งพาหรือหลงใหลหรือถึงกับคลั่งไคล้ เป็นภาวะของการพึ่งตนเองไม่ได้ในทางจิตใจและในทางปัญญา"
.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ เรื่อง "ธรรมกับการพัฒนาชีวิต"
ข้อความโดย: สาวกเบี้ยแดง
« เมื่อ: 20:16 น. วันที่ 27 ก.พ.64 »

อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจ วาสนา
แล้วมันจะไม่มีความทุกข์ ถ้าไม่มีธรรมะ

…. “มานึกดูว่า คนเรานี้จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์สูงไปขึ้นไปกว่าที่จะหากินใส่ปากใส่ท้อง มีกินมีใช้ มีเกียรติยศ มีอะไรแล้ว ก็จะทำอะไรกันต่อไป มันก็เหลือเรื่องเดียว คือ เรื่อง จิตใจที่มันสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์ นี่ก็เรียกว่า “ธรรมะ” มีธรรมะเพื่ออย่างนี้
…. อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาแล้ว มันจะไม่มีความทุกข์ ถ้ามันโง่แล้ว มันจะยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งมีความทุกข์ ถ้ามันโง่ มีอำนาจวาสนามาก ถ้ามันโง่มันก็จะฆ่าตัวมันเอง ด้วยอำนาจวาสนานั่นแหล่ะ เรื่องเงินเรื่องอำนาจวาสนานี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น
…. ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มีแต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอกันแต่ในพวกคนที่ไม่มีศีลธรรมด้วยกัน คนที่มีศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ และมันก็พิสูจน์ตัวมันเองว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลสเผาลนอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งที่มีเงินมาก มีอำนาจมาก
…. อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะมันเป็นอันตรายที่สุด แล้วมันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป ก็อย่างในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วมันก็แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้วันวานนี้มันก็แสดงอยู่อย่างนี้”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “พุทธธรรมกับสังคม”

 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
ข้อความโดย: นวกะ แดงส้ม
« เมื่อ: 11:30 น. วันที่ 24 ก.พ.64 »

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องที่ว่า ทำไมจึงไม่ควรบวช !
หลายคนที่สนใจใฝ่ธรรม แต่ไม่บวชนั้นมีมากมายเป็นส่วนใหญ่

โดยทั่วๆไปนั้นที่ไม่บวชนั้นมักจะเกิดจาก
ไม่สามารถทำตามกฏกติกาตามพระวินัยพุทธบัญญัติได้

ส่วนเรื่องต้องดูแลรับผิดชอบทางโลกนั้น
ล้วนมักเป็นข้ออ้างมากกว่าเหตุผลจริงๆ ทั้งๆที่ก็ทราบว่า
ชีวิตความเป็นพระนั้นตัดปริโพช เรื่องการดิ้นรนทำมาหากิน

คนที่ไม่บวชนั้น โดยมากก็ตระหนักในใจตัวเองอยู่ว่า
ตนไม่สามารถประพฤติตามกฏกติกาเหล่านั้นได้บริบูรณ์
จึงอาศัยการครองเพศฆราวาส..
ครองเรือนไปด้วยประพฤติธรรมไปด้วย

เพราะมีความละอายใจ ในอันที่จะประพฤติไม่ดีไม่สมบูรณ์
อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียหาย
และเป็นเหตุแห่งการอันตรธานไปในที่สุด
จัดว่าเป็นกรรมหนัก กรรมขนาดใหญ่
หากเป็นภิกษุที่ไม่ละอาย(อลัชชี) เพราะ การเกิดขึ้นยากมาก
นั่นคือการเกิดอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา

เนื่องจากการบวชนั้น
เป็นสิ่งสมควรเฉพาะแก่ผู้ที่เห็นภัยทางโลก
และมีความพร้อมที่จะประพฤติตามกรอบของธรรมวินัย
ซึ่งจะต้องละทิ้งอาการชาวบ้านเป็นให้หมดสิ้น

เช่นว่า เคยท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆตามใจก็ต้องอยู่กับที่
เคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจ ก็ต้องมาประพฤติวัตรปฏิบัตร
ให้เป็นเวลา สม่ำเสมอ ซึ่งอาการที่เหมือนชาวบ้านนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้งด เพื่อให้ภิกษุ
มีความงดงามในธรรมวินัย เป็นบ่อเกิดศรัทธาในเบื้องต้น
ที่จะเป็นที่มาของปัจจัย๔ อันชอบธรรม เนื่องจาก
การเป็นสมณนั้นตัดปริโพชเรื่องทำมาหากิน

ความละอายหิริ โอตัปปะ นั่นเองทำให้ ฆราวาส
ยังเป็นผู้ครองเรือน เป็นผู้ประพฤติธรรม
เป็นผู้ค้ำชูพระศาสนาอันเป็นกำลังสำคัญ

ในการบวชนั้นพระจะมีกิจธุระหลักๆ 2 ประการคือ
คันถธุระ( ศึกษาเรียนพระวินัย พระธรรมคำสอน)
และวิปัสนาธุระ(บำเพ็ญเพียรฝึกฝนลดละกิเลส)

ซึ่งนั้นคือ หน้าที่ของความเป็นภิกษุ
ถ้าไม่เข้าข่ายสองข้อนี้ ก็เป็นอันผิดปกติวิสัย
ซึ่งจะแสดงอาการออกมาทางอาการของชาวบ้าน
เช่น ไปตั้งตนเป็นอาจารย์เทศน์สอนผู้อื่นผิดๆถูกๆ
ไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่สิ่งสมควร
หรือจะไปทำกิจกรรมช่วยชาวบ้าน เป็นผู้มักก่อสร้างอะไร
ก็ตามล้วนผิดประเพณีความเป็นภิกษุ
และเป็นบ่อนทำลายพระศาสนาไปพร้อมกัน
เป็นบาปมากกว่าบุญหลายเท่าตัว เป็นต้น

เนื่องด้วย ความเป็นผู้ครองเรือนเป็นทางแคบ
แต่ถ้าฆราวาสใดที่ตัดปริโพชต่างๆได้
ความเป็นฆราวาสผู้หวังในธรรมย่อมเป็นโอกาสที่ดีงาม
กว่าความเป็นภิกษุที่ยังมีอาการชาวบ้านมาก

การจะเป็นผู้บวชสู่ความเป็นภิกษุนั้น
ถ้าหากไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้เกิดเป็นบาปหนัก
ร่วมกันทำลายศาสนาเหมือนพระส่วนใหญ่ที่เป็นกันในปัจจุบัน

ในเพศภิกษุไม่ใช่ที่ฝึกให้ท่านอยู่ในพระวินัย
แต่เป็นที่ฝึกบำเพ็ญสองธุระข้างต้น ก็เหมือนเด็กนักเรียน
ที่มุ่งหวังไปโรงเรียน เพื่อความรู้ ก็ต้องมีการแต่งกาย
ทำตามกฏระเบียบของโรงเรียน ไม่ใช่ไปฝึกหัดแต่งกาย
ฝึกหัดเรื่องอื่น ควรข้ามขั้นตอนนี้ไปตั้งใจเรียน ลับสมองสติปัญญา
มิฉะนั้นก็เป็นได้แค่เด็กเกเร ภิกษุก็เช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ
หากท่านมีความรู้ดีในเรื่องธรรมวินัยแล้ว
ท่านจะหาพระกราบสนิทใจไม่ได้เลย
กราบได้แค่ทำตามมารยาททางประเพณีเท่านั้นเอง

ดังนั้นหากท่านมีความละอาย มีหิริโอตัปปะ
ไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้ลงนรกเลย ไม่คุ้มมกับความสุขสบาย
บนศรัทธาชาวบ้าน เป็นผู้ลวงโลก...มั่วสุมอยายมุข... ส.สู้ๆ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]