gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 16 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: สระเกศVSปากน้ำ
« เมื่อ: 12:43 น. วันที่ 22 ต.ค.63 »

 #พระนิพนธ์: ผู้ชนะนั้นมักเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ได้ แต่โดยที่แท้เป็นผู้เสีย

ผู้ชนะนั้นมักเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ได้ แต่โดยที่แท้เป็นผู้เสีย คือ เสียไมตรีจิตของอีกฝ่ายหนึ่งหมดสิ้น หรือจะเรียกว่าได้ก็คือได้ เวร เพราะผู้แพ้ก็จะผูกใจเพื่อจะเอาชนะต่อไป จึงเป็นอันว่าไม่ได้ความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย

.
ส่วนผู้ที่ละได้ทั้งแพ้และชนะ จึงจะได้ความสงบสุข ทั้งนี้ก็ด้วยการไม่ก่อเรื่องที่จะต้องเกิดมีแพ้มีชนะกันขึ้น แต่เมื่อจะต้องให้มีเรื่องให้แพ้ฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่ง ก็ควรจะต้องมีใจหนักแน่น พอที่จะเผชิญผลได้ทุกอย่างและสามารถที่จะเห็นความจริงว่า แพ้ เป็นพระชนะเป็นมาร ทั้งนี้ก็จะต้องชนะตนเอง คือชนะใจตนเองด้วย

อ้างอิง: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (๒๕๕๖). ๑๐๐ บท พระนิพนธ์. (น.๕๕).  สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชวัดบวรนิเวศวิหาร: กรุงเทพฯ
ภาพ: pinterest.com โดย ณัฏฐ์ นาภูมิ

#ผู้ชนะ  #ความพ้ายแพ้ #วาระน้อมรำลึกสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก #สมเด็จพระสังฆราช #สวนโมกข์กรุงเทพ #หอจดหมายเหตุพุทธทาส #พอเพียง #ผู้ใหญ่
ข้อความโดย: ปากน้ำVSสระเกศ
« เมื่อ: 12:39 น. วันที่ 22 ต.ค.63 »


สาส์นจากท่านปู่หรือลุงพุฒพญายมราช ( อ่านให้จบแล้วชีวิตท่านจะได้พบกับความสุข)

พระโอวาทจากท่านปู่พญายมราชผู้เป็นใหญ่ในเมืองนรก

ทุกคนขอให้ตัดความสงสัยในคุณพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์เสีย ผู้ใดลังเลในพระรัตนตรัยไม่ถึงธรรมนะลูกทุกคนเร่งสร้างกุศลทำให้ดีให้จริงจัง นิวรณ์ทั้ง 5 จงตัดทิ้งออกไปจากจิต
(นิวรณ์ 5 คือ
1. ความรักในรูป รส กลิ่น เสียง
2. ความหงุดหงิดไม่พอใจ
3. ความง่วงเหงาหาวนอนขี้เกียจในการปฏิบัติธรรม
4. ความฟุ้งซ่านคิดไร้สาระคิดแต่ในทางโลก ไม่คิดทางออกจากขันธ์ 5
5. ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน คิดว่าไม่มีผลจริง)

ข้างล่างคือ นรกโลก มีผีนรกมากมายพวกผีนรกนี้ก็มาจากคนที่ทำผิดศีล 5 ฆ่าสัตว์ฆ่าคน ลักขโมย มีชู้ พูดปด คดโกงพูดให้คนเป็นทุกข์ ดื่มสุรายาฝิ่น เล่นการพนัน เป็นต้น ไม่กตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้มีพระคุณ ปรามาสพระอริยเจ้า ก็ลงนรกได้ทำไมคนไม่เลือกเดินทางไปสวรรค์กันเล่า ทำไมคนจึงเลือกเดินทางไปนรกกัน ตอบได้ไหม ? เพราะความไม่รู้คิดว่านรก สวรรค์ไม่มีจริง คิดว่าตายแล้วสูญชาตินี้มีชีวิตอยู่ชาติเดียวจบกัน ถ้าเข้าใจผิดมีอวิชชาแบบนี้ ปัญญาย่อมไม่เกิดแล้วจะเดินขึ้นสวรรค์ได้อย่างไรเล่า คอยถามพวกผีหรือวิญญาณของคนที่ตายแล้วทุกวัน ถึงบุญกุศลความดีที่เคยทำไว้ในสมัยเป็นคน ถ้านึกได้ ข้าก็ให้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ก่อน มันก็ระลึกถึงบุญกุศลกันไม่ออกสักคนสักตัว

พวกผีนรกพวกนี้คือ คนที่ตลอดชีวิตไม่เคยสร้างบุญกุศลเขาก็ระลึกนึกถึงความดีไม่ได้ ถ้าเขาใส่ใจบุญกุศลสักนิดเช่นตักบาตร ไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญให้ทาน ตอบแทนพระคุณพ่อแม่เขาก็จะนึกออก สร้างพระพุทธรูป ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน วิหารทาน ดีทั้งนั้นไปสวรรค์ได้ง่าย เพราะเขาไม่ทราบว่ากฎของกรรมดี กรรมชั่ว มีจริง เขาจึงต้องเวียนกลับไปสู่แดนอบายภูมิ มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

อย่านึกว่าปู่ดีใจนะที่ได้เห็นพวกเจ้าลงนรกกัน นึกหรือว่าทรมานวิญญาณผีนรกแล้วมันสุขใจ ท่านปู่พระยายมราชเป็นทุกข์ใจมากสวรรค์มีทางกว้างขวางไปก็ง่ายมาก ทำไมไม่ไปทางสวรรค์ นรกไม่มีประตูปิดกั้นหมดแล้วคนก็ยังจะดันแส่หาเรื่องผิดศีลเข้าไปจนได้

หากเจ้าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วในบรรดาคนในโลกที่ตายไปนั้นมีเพียง 1 % เท่านั้นที่เดินขึ้นสวรรค์ หายากนะลูก 99 % ไปนรก เพราะความไม่เข้าใจในชีวิตจิตเศร้าหมองติดอยู่ในคนรั กในทรัพย์สินเงินทองก่อนตาย ไม่ได้นึกถึงพระในศาสนาของตน นึกถึงพระศาสดาองค์ใดก็ดีทั้งนั้น จิตจะสะอาด พวกที่เขาตายโดยอุบัติเหตุก็ให้ญาติรีบทำสังฆทาน ถวายอาหารพระพุทธรูป (ขนาดไหนก็ได้ ) ผ้าไตรจีวร และปัจจัยสร้างวิหาร วัดไหนก็ได้เป็นสังฆทาน วิหารทาน... ส.สู้ๆ




ข้อความโดย: พุทธาVSเทวา
« เมื่อ: 07:16 น. วันที่ 19 ต.ค.63 »

อ่านนะคับ เราคนไทย บุญคุณแผ่นดิน

พระเทพฯ ทรงกล่าวให้สัมภาษณ์

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

 อ่านจบ อดไม่ได้ที่จะแชร์ต่อ เพราะเป็นประโยชน์มากๆ ควรจดจำให้ขึ้นใจ..ทิ้งไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว..เลยคัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านด้วยกัน..

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชาตลอดไป 
อ่านแล้วน้ำตาไหล... ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: เถรวาทVSมหายาน
« เมื่อ: 07:12 น. วันที่ 19 ต.ค.63 »

ลึกซึ้ง...การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป

เรื่อง "การบริโภคเนื้อสัตว์"

(วิสัชนาธรรมโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)

สมเด็จพระสังฆราช เคยปรารถเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่าคนไทย "เข้าใจผิด" อยู่มาก

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆ ไม่ได้บุญ

อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรา นั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆ คิดๆ ไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง

ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี ๒ ข้อ คือ

๑.ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย
๒.เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะ
เราไม่ได้ลงมือกระทำจริง (ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธ
ไม่กินเนื้อสัตว์
พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า
๑. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
๒. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
๓. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
๔. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือ
ไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็น
บุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการ
บริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการ
เจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตน
ต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้
ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุ
โมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง
เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผัก
เป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กิน
พืชตลอดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อ
ประกอบด้วย องค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการ
ฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่า
เอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วน
ทำให้ตาย

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต”
“บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย

หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า

"ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: เทพVSธรรม
« เมื่อ: 15:14 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »

วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตนนั้น  พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ได้เมตตาเผยรายละเอียดไว้ดังนี้

วิบัติ 4
  ๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง
 
๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สุรา สูบกัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ในอบายมุข การพนัน ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญชา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

 
๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด
 
๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ธรรมVSเทพ
« เมื่อ: 15:08 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »

#พระราชสมาธิของในหลวงรัชกาลที่9
.
เหตุแห่งความสำเร็จในพระราชกรณียกิจทุกประการที่ทรงปฏิบัติแล้วสัมฤทธิ์ผลทุกครั้ง.
.
พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก ได้เล่าให้ฟังว่า เวลามีโอกาสเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับสั่งเรื่องสมาธิกับพวกท่านเสมอ.
.
เวลามีโอกาสก็จะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกครั้ง ซึ่งท่านก็ยังจำได้และนำวิธีฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาฝึกปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ.
.
พระราชจริยาวัตร ในการปฏิบัติ สมาธิภาวนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังทรงให้ความสนใจศึกษาตลอดเวลา.
.
จะเห็นว่าเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปไหนก็ตาม มักจะเสด็จเข้าไปในวัด ไปรับสั่งกับพระผู้ใหญ่เป็นเวลานาน ๆ อย่างเช่นกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลางเพล ในสมัยที่ หลวงปู่ ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ทรงศึกษาทั้งสิ้น.
.
การศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริง ๆ เท่าที่ท่านจำได้ในสมัยโน้น พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวัง ที่เรียกว่า ถวายกรรมฐาน นอกจากที่รู้ ๆ กันอยู่ ก็มีท่าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ) พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น.
.
คำสอนคำถวายกรรมฐานของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระองค์จะทรงบันทึกเทปไว้ ถ้าคำเทศน์คำสอนใดที่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ที่หัดใหม่ทั้งหลาย พระองค์ท่านมักจะพระราชทานมาให้ ซึ่งข้าราชการบริพารที่ใกล้ชิด มักจะได้รับพระราชทานเทปจากในหลวงเสมอ.
.
จำได้ว่า ที่ได้รับพระราชทานมา ก็มีของ สมเด็จพระสังฆราช ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น และก็ในทำนองเดียวกัน เวลาพวก พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯไปไหนก็มักจะหิ้วเทปไปด้วย ได้พบพระอาจารย์องค์ไหนก็ตาม ต้องขอธรรมะจากท่าน เมื่อท่านสอนก็บันทึกเอาไว้ แล้วก็มาคัดกันดูว่า ม้วนไหน องค์ใดควรถวายพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯก็จัดถวาย.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯยังจำได้ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ยังไม่อาพาธ ครั้งหนึ่งพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯ เดินทางกลับจากภูพานลงมาทางอุบลฯ ได้แวะไปกราบท่านพระอาจารย์ชาฯ แล้วก็ได้เทปท่านมา ยาวถึง 40–45 นาที เป็นคำเทศน์โดยตรงที่ท่านให้โดยตรงมา.
.
 เมื่อได้เทปของ พระอาจารย์ชา มาแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัว ทรงฟังแล้วรับสั่งว่าเป็นเทปม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง เป็นต้น.
.
เรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้เล่าต่อไปว่า นอกจากเรื่องที่ทรงศึกษาแล้ว ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ทรงนำสมาธิเข้ามามีส่วนในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพราะเท่าที่สังเกตเห็น.
.
พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงศึกษาสมาธิอย่างเดียว แต่ได้ทรงนำสมาธิมา ใช้ในพระราชกรณียกิจประจำวันด้วย.
.
ในเรื่องนี้จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ที่โดยปกติแล้วอย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่น่าจะทำได้ แต่พระองค์ทรงทำได้ อย่างที่ต้องประทับในที่นั่งเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันถึง 2–3 ชั่วโมง จะทรงปฏิบัติได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือไม่ทรงมีอาการเหนื่อยหรือง่วงเลยแม้แต่น้อย.
.
ตลอดเวลาที่พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร รับใช้เบื้องยุคลบาทอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 11 ปี 11 เดือน ท่านเล่าว่าไม่เคยเห็นเลยว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินที่ใดแล้วจะทรงแสดงอาการเหนื่อยจนถึงขนาดนั่งหลับ ไม่มีแม้จะเป็นการทรงงานทั้งวันก็ตาม ดังเรื่องที่จำได้และจะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้.
.
คงจะทราบกันอยู่แล้วว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อเยี่ยมเยือนประชาชน พระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง.
.
 ท่านเคยได้ตามเสด็จทั้งในและนอกรถพระที่นั่งมาหลายครั้ง เป็นระยะทางทั้งไกลและใกล้ ถนนเรียบบ้าง ขรุขระบ้าง ลุ่มดอนบ้าง ตามสภาพภูมิประเทศ บางครั้งแม้เสด็จถึงที่หมายแล้วทรงจอดรถพระที่นั่ง และเสด็จฯ ลงไปประกอบพระราชกรณียกิจด้วยความตรากตรำพระวรกาย เช่น พระราชดำเนินเป็นระยะทางไกล และเป็นเวลาหลายชั่วโมง.
.
 ขากลับนึกว่าจะทรงพักผ่อนพระวรกาย และให้นายสารถีทำหน้าที่ขับรถพระที่นั่งถวาย ก็เปล่ากลับทรงขับด้วยพระองค์เองอีกโดยไม่ทรงแสดงพระอาการเหนื่อยหรือง่วง.
.
เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จนั้น พอกลับขึ้นไปบนรถ ก็ต้องผลัดกันหลับไปในรถเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล.
.
หลายปีมาแล้ว ตามเสด็จไปบ้านแม่สา ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บ้านแม่สานั้น เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้จักเพราะได้กลายเป็น “แม่สาแวลเล่ย์” มีถนนชั้นหนึ่ง เชื่อมกับโลกภายนอก และมีอาคารบ้านเรือน ตลอดจนรีสอร์ท หรือที่พักตากอากาศอันทันสมัยโผล่ขึ้นมามากมาย.
.
แต่แม่สาในสมัยที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จไปเมื่อ 20 ปี ก่อนโน้น เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เวลาเสด็จๆ โดย เฮลิคอปเตอร์ ไปลงตรงที่เขาเตรียมไว้ แล้วทรงพระราชดำเนินเดินเท้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไหล่เขาลูกถัดไปอีก.
.
เมื่อก่อนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการบริหารพระวรกายด้วยการวิ่ง ถ้าเป็นที่ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ก็ทรงวิ่งใน ศาลาดุสิดาลัย ครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อยังปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนักอยู่นั้น พลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชร เคยตามเสด็จฯ เป็นประจำ.
.
เวลาวิ่งสังเกตเห็นทุกครั้งที่ตามเสด็จฯ ว่าพระองค์ทรงก้าวยาวและพระองค์ปล่อยพระอัสสาสะและพระปัสสาสะ (หายใจเข้า–ออก) สม่ำเสมอ ในขณะที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จฯ ต้องซอยเท้าถี่ยิบ เพื่อให้ทันและหอบกันอย่างไม่อับอาย.
.
พระราชสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านเชื่อว่าเป็นเหตุให้ประกอบพระราชกรณียกิจทุกครั้งสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยสมพระราชประสงค์ และสมความต้องการของทุกฝ่าย แต่ที่ท่านเห็นว่าสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ.
.
เวลามีอุปสรรคขัดข้องในพระราชกรณียกิจไม่ว่าครั้งใด ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงหวั่นไหวหรือสะดุ้งสะเทือน ทรงดำรงพระสติมั่น และพระราชทานคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีกำลังใจและสามารถปัดเป่าอุปสรรคข้อขัดข้องเหล่านั้นได้ดีที่สุด.
.
หรือถ้าหากเหลือวิสัยที่จะแก้ไขได้ ก็ไม่ทรงกริ้ว หรือทรงแสดงความไม่พอพระราชหฤทัย แต่กลับทรงแสดงให้ผู้อื่นเห็น และเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ทุกคนโล่งใจ และมีกำลังใจที่จะอุทิศกำลังกายและกำลังใจถวายต่อไปอีก.
.
การฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มิได้ทรงปฏิบัติแต่พระองค์เดียว หากยังทรงพระกรุณาพระราชทานคำแนะนำให้ผู้อื่นอย่างถ้วนหน้า ข้าราชสำนัก(รวมทั้งตัวพลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชรด้วย) ได้รับพระราชทานทั้งหนังสือและเทปคำสอนของครูอาจารย์ที่ทรงเองแล้ว และทรงเห็นว่าแยบคายหรืออาจมีประโยชน์อยู่เสมอ.
.
เมื่อทรงมีโอกาสก็ทรงพระกรุณาพระราชทานดำริเกี่ยวกับสมาธิให้ข้าราชบริพารฟังเป็นครั้งคราว ทำให้ข้าราชบริพาร นายทหารและนายตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เข้าไปรับหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนัก.
.
และยังฝึกติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของพระมหากรุณาธิคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้พระราชฐานที่ประทับ กลายเป็นสำนักวิปัสสนากลาย ๆ การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ สมาธิ หรือ กรรมฐาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของข้าราชบริพารผู้ใฝ่ธรรม.
.
เวลาเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับต่างจังหวัด งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จฯ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารชอบทำก็คือ เร่ร่อนไปตาม วัด หรือ สำนักสงฆ์ ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมาธิจาก พระภิกษุสงฆ์ ในฝ่าย วิปัสสนาธุระ.
.
เมื่อการฝึกสมาธิได้กระทำโดยสม่ำเสมอเช่นนั้น ผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติก็คือ “มีสติมั่นคง” สามารถนำเอาสมาธิไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการงาน สามารถเผชิญกับอุปสรรคปัญหาข้อขัดข้อง ได้อย่างสุขุมเยือกเย็น ไม่ตีโพยตีพายหรือเสียสติ.
.
“พระราชสมาธิในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงไม่เพียงแต่จะทำให้พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเท่านั้น แต่อานิสงส์ ทำให้มีผู้ตามเสด็จฯ และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือธุรกิจอื่นใดสำเร็จลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกันด้วย.
.
 ขนาดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้เหนือหัวสูงสุดของพวกเราชาวไทย พระองค์ยังทรงสนใจในการปฏิบัติธรรม การฝึกอบรมพัฒนาจิตใจด้วยการ ปฏิบัติธรรม จึงนับเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ไม่ควรเพิกเฉยละเลย ธนาคารฯให้โอกาสแก่พนักงาน และบุคคลในครอบครัวอย่างเต็มที่เช่นนี้แล้ว.
.
 หากเราไม่รับโอกาสที่ดีในชีวิตโดยเร็ว หากหมดโอกาส เพราะหากเราหายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก เราก็จะไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี และสูญสิ้นโอกาสที่ดีในชาตินี้อย่างน่าเสียดาย.
.
เรื่องเล่าอันทรงคุณค่าจากผู้รู้ธรรมและผู้ติดตามในหลวง.
.
พลังสมาธิของพระองค์ช่างประเสริฐยิ่งนัก.
.
แหล่งที่มา : เสบียงบุญ
.
#ในหลวง #รัชกาลที่9 #สมาธิ #Meditation
#MookInspire
#ฉันเกิดในรัชกาลที่9
#เล่าสู่หลานฟัง
#รักพ่อไม่มีวันพอเพียง
#คิดถึงคนบนฟ้า
ข้อความโดย: เทพเหนือธรรม?
« เมื่อ: 08:30 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »

#จดหมายจากในหลวงถึงสมเด็จพระเทพฯ

๖ ตุลาคม ๒๕๔๗
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเผยแพร่

ลูกพ่อ

ในพื้นแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว ทุกคนปรารถนาความสว่าง ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน แต่ความปรารถนานั้น จักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่างหรือความดีนั้น ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดี นั้นก็คือ รักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้

พ่อขอบอกลูกดังนี้

๑. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่าเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมด ทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

๒. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

๓. มีความสันโดษ คือ มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือ ได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่า มีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
• ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
• พอใจตามสมควรคือทำงานให้มีความพอใจ เหมาะสมแก่งาน
• ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

๔. มีความมั่นคงแห่งจิต คือ ให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ให้ภาวนาว่า มีลาภมียศสุขทุกข์ปรากฎ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภเสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกา นึกว่า ”ชั่งมัน”

พ่อ
๖/๑๐/๔๗
——————————-
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ทรงมีพระราชปรารภ ทิ้งท้าย

ฉันหวังว่า คำสอนพ่อ ที่ฉัน ได้ประมวลมานี้ จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่ได้พบเห็น และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน ฉันรักพ่อฉันจัง

สิรินธร
——————————–

ทรงพระเจริญ
ข้อความโดย: ธรรมเหนือเทพ
« เมื่อ: 08:26 น. วันที่ 17 ต.ค.63 »

ทำไมจึงไม่ควรบวช ?

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องที่ว่า ทำไมจึงไม่ควรบวช !
หลายคนที่สนใจใฝ่ธรรม แต่ไม่บวชนั้นมีมากมายเป็นส่วนใหญ่

โดยทั่วๆไปนั้นที่ไม่บวชนั้นมักจะเกิดจาก
ไม่สามารถทำตามกฏกติกาตามพระวินัยพุทธบัญญัติได้

ส่วนเรื่องต้องดูแลรับผิดชอบทางโลกนั้น
ล้วนมักเป็นข้ออ้างมากกว่าเหตุผลจริงๆ ทั้งๆที่ก็ทราบว่า
ชีวิตความเป็นพระนั้นตัดปริโพช เรื่องการดิ้นรนทำมาหากิน

คนที่ไม่บวชนั้น โดยมากก็ตระหนักในใจตัวเองอยู่ว่า
ตนไม่สามารถประพฤติตามกฏกติกาเหล่านั้นได้บริบูรณ์
จึงอาศัยการครองเพศฆราวาส..
ครองเรือนไปด้วยประพฤติธรรมไปด้วย

เพราะมีความละอายใจ ในอันที่จะประพฤติไม่ดีไม่สมบูรณ์
อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียหาย
และเป็นเหตุแห่งการอันตรธานไปในที่สุด
จัดว่าเป็นกรรมหนัก กรรมขนาดใหญ่
หากเป็นภิกษุที่ไม่ละอาย(อลัชชี) เพราะ การเกิดขึ้นยากมาก
นั่นคือการเกิดอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา

เนื่องจากการบวชนั้น
เป็นสิ่งสมควรเฉพาะแก่ผู้ที่เห็นภัยทางโลก
และมีความพร้อมที่จะประพฤติตามกรอบของธรรมวินัย
ซึ่งจะต้องละทิ้งอาการชาวบ้านเป็นให้หมดสิ้น

เช่นว่า เคยท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆตามใจก็ต้องอยู่กับที่
เคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจ ก็ต้องมาประพฤติวัตรปฏิบัตร
ให้เป็นเวลา สม่ำเสมอ ซึ่งอาการที่เหมือนชาวบ้านนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้งด เพื่อให้ภิกษุ
มีความงดงามในธรรมวินัย เป็นบ่อเกิดศรัทธาในเบื้องต้น
ที่จะเป็นที่มาของปัจจัย๔ อันชอบธรรม เนื่องจาก
การเป็นสมณนั้นตัดปริโพชเรื่องทำมาหากิน

ความละอายหิริ โอตัปปะ นั่นเองทำให้ ฆราวาส
ยังเป็นผู้ครองเรือน เป็นผู้ประพฤติธรรม
เป็นผู้ค้ำชูพระศาสนาอันเป็นกำลังสำคัญ

ในการบวชนั้นพระจะมีกิจธุระหลักๆ 2 ประการคือ
คันถธุระ( ศึกษาเรียนพระวินัย พระธรรมคำสอน)
และวิปัสนาธุระ(บำเพ็ญเพียรฝึกฝนลดละกิเลส)

ซึ่งนั้นคือ หน้าที่ของความเป็นภิกษุ
ถ้าไม่เข้าข่ายสองข้อนี้ ก็เป็นอันผิดปกติวิสัย
ซึ่งจะแสดงอาการออกมาทางอาการของชาวบ้าน
เช่น ไปตั้งตนเป็นอาจารย์เทศน์สอนผู้อื่นผิดๆถูกๆ
ไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่สิ่งสมควร
หรือจะไปทำกิจกรรมช่วยชาวบ้าน เป็นผู้มักก่อสร้างอะไร
ก็ตามล้วนผิดประเพณีความเป็นภิกษุ
และเป็นบ่อนทำลายพระศาสนาไปพร้อมกัน
เป็นบาปมากกว่าบุญหลายเท่าตัว เป็นต้น

เนื่องด้วย ความเป็นผู้ครองเรือนเป็นทางแคบ
แต่ถ้าฆราวาสใดที่ตัดปริโพชต่างๆได้
ความเป็นฆราวาสผู้หวังในธรรมย่อมเป็นโอกาสที่ดีงาม
กว่าความเป็นภิกษุที่ยังมีอาการชาวบ้านมาก

การจะเป็นผู้บวชสู่ความเป็นภิกษุนั้น
ถ้าหากไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้เกิดเป็นบาปหนัก
ร่วมกันทำลายศาสนาเหมือนพระส่วนใหญ่ที่เป็นกันในปัจจุบัน

ในเพศภิกษุไม่ใช่ที่ฝึกให้ท่านอยู่ในพระวินัย
แต่เป็นที่ฝึกบำเพ็ญสองธุระข้างต้น ก็เหมือนเด็กนักเรียน
ที่มุ่งหวังไปโรงเรียน เพื่อความรู้ ก็ต้องมีการแต่งกาย
ทำตามกฏระเบียบของโรงเรียน ไม่ใช่ไปฝึกหัดแต่งกาย
ฝึกหัดเรื่องอื่น ควรข้ามขั้นตอนนี้ไปตั้งใจเรียน ลับสมองสติปัญญา
มิฉะนั้นก็เป็นได้แค่เด็กเกเร ภิกษุก็เช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ
หากท่านมีความรู้ดีในเรื่องธรรมวินัยแล้ว
ท่านจะหาพระกราบสนิทใจไม่ได้เลย
กราบได้แค่ทำตามมารยาททางประเพณีเท่านั้นเอง

ดังนั้นหากท่านมีความละอาย มีหิริโอตัปปะ
ไม่พร้อมก็อย่าได้บวชให้ลงนรกเลย ไม่คุ้มมกับความสุขสบาย
บนศรัทธาชาวบ้าน เป็นผู้ลวงโลก...

ส้มเจตนา..แดงต้อย  ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red& Orange
« เมื่อ: 18:51 น. วันที่ 15 ต.ค.63 »

โรคของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายปัญหาเยอะแท้ คนรุ่นก่อนลำบากตรากตรำกันจากเล็กจนโต ยังไม่เห็นมีมากมายเช่นคนรุ่นปัจจุบัน

คนไทยเจนมิลเลนเนียล (เกิดปี 1981-1996 ตอนนี้อายุ 24-39 ปี) คือ #เจเนอเรชั่นแห่งความหมดหวัง มีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด และโรคทางสุขภาพจิตมากกว่าคนเจนอื่น ๆ จากผลวิจัยด้านจิตวิทยาและเศรษฐกิจสังคมหลายที่
.
ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า คนเจนนี้เติบโต และมองเห็นความสำเร็จของพ่อแม่ มองว่าความสำเร็จของผู้ใหญ่เป็นเรื่องง่าย แต่พอพวกเขาโตขึ้นก็พบกับเศรษฐกิจที่แข่งขันสูงขึ้น ทรัพยากรถูกใช้ไปเยอะ ที่ดินแพง ไม่ได้ตั้งตัวเร็วเหมือนรุ่นพ่อแม่ คนเจนนี้จึงรู้สึก #กดดัน เครียด และ #หมดหวัง
.
ภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่ารถ หนี้สินกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางชีวิตในอุดมคติที่อยากเที่ยว อยากหาประสบการณ์ อยากใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง แต่ก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรับกับภาระที่กองอยู่ตรงหน้า
.
‼️ปัจจุบันคนเจนนี้ซื้อหวยกันเยอะมาก หลายคนมักพูดกันขำ ๆ ว่า ฉันไม่อยากเป็นคนเก่ง ฉันเหนื่อย #ฉันอยากถูกหวย เพื่อปลดล็อกตัวเองออกไปจากภาระอันหนักอึ้งจากทุก ๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตพวกเขาไม่ไปไหนสักที
.
[ที่มา]https://m.facebook.com/TheCOLUMNISTth/photos/a.122908029079400/354644185905782?fbclid=IwAR0FbGG0L3J2_igTyVQFBRr_RxAMSyaEFAtZRfByuvHRcq_KcYoBEqoK85c
#คนไทยหัวใจสีเขียว  ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: Dr.Red Paknam&mountain
« เมื่อ: 21:41 น. วันที่ 14 ต.ค.63 »

อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจ วาสนา
แล้วมันจะไม่มีความทุกข์ ถ้าไม่มีธรรมะ

…. “มานึกดูว่า คนเรานี้จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์สูงไปขึ้นไปกว่าที่จะหากินใส่ปากใส่ท้อง มีกินมีใช้ มีเกียรติยศ มีอะไรแล้ว ก็จะทำอะไรกันต่อไป มันก็เหลือเรื่องเดียว คือ เรื่อง จิตใจที่มันสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์ นี่ก็เรียกว่า “ธรรมะ” มีธรรมะเพื่ออย่างนี้
…. อย่าเข้าใจว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาแล้ว มันจะไม่มีความทุกข์ ถ้ามันโง่แล้ว มันจะยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งมีความทุกข์ ถ้ามันโง่ มีอำนาจวาสนามาก ถ้ามันโง่มันก็จะฆ่าตัวมันเอง ด้วยอำนาจวาสนานั่นแหล่ะ เรื่องเงินเรื่องอำนาจวาสนานี้ต้องระวังให้ดี ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น
…. ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มีแต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอกันแต่ในพวกคนที่ไม่มีศีลธรรมด้วยกัน คนที่มีศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ และมันก็พิสูจน์ตัวมันเองว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลสเผาลนอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งที่มีเงินมาก มีอำนาจมาก
…. อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะมันเป็นอันตรายที่สุด แล้วมันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป ก็อย่างในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้วมันก็แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้วันวานนี้มันก็แสดงอยู่อย่างนี้”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “พุทธธรรมกับสังคม”

Cr: เพจธรรมะเพื่อทางพ้นทุกข์
โดย ท.ส. ปัญญา วุฒโฑ

◾️ สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: คนหลอกผี
« เมื่อ: 05:46 น. วันที่ 10 ต.ค.63 »

"อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐ
เป็นที่พึ่งได้ ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า

โจรลักไปไม่ได้
ไฟไหม้ไม่ได้
น้ำพัดไปไม่ได้
เป็นทรัพย์ภายใน
ซึ่งสามารถทำให้พ้นจากทุกข์ได้"

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ... ส.หลก
ข้อความโดย: ผีหลอกคน
« เมื่อ: 05:43 น. วันที่ 10 ต.ค.63 »

เป็นคนแท้ๆ ยังสมัครเป็นทาสของผี
.
…. “ คนจํานวนมากหวังว่าจะให้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาช่วยในลักษณะที่เหมือนกับว่าเพื่อนฝูงช่วยกันทําการทํางาน ช่วยให้เงินให้ของ เหล่านี้ มันเป็นไปไม่ได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับกิเลสหรือความทุกข์ ; เพราะว่ากิเลสหรือความทุกข์นั้นเป็นของเฉพาะตน จะต้องดับด้วยตน, เช่นเดียวกับที่ได้สร้างขึ้นมาด้วยตน จะหวังการช่วยเหลืออย่างอื่น เช่น การรดน้ำมนต์เป็นต้นนั้น เป็นสิ่งที่หวังไม่ได้
…. ความบริสุทธิ์ไม่มีได้เพราะการรดน้ำมนต์เหมือนกับที่คนโดยมากเข้าใจ รดแล้วรดอีกมันก็ยังดีขึ้นไม่ได้, ความบริสุทธิ์จะมีได้เพราะตนทําให้บริสุทธิ์ ถูกต้องตามเหตุผล. รู้ว่าความไม่บริสุทธิ์เกิดมาจากอะไร ; แล้วก็พยายามถอนตนออกมาเสียจากสิ่งเหล่านั้น, คนโง่ๆก็พากันหลงโทษนั่นโทษนี่ โทษผี โทษเทวดา จนต้องตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสของผีของเทวดาอีกต่อหนึ่ง
…. เป็นคนแท้ๆ ยังสมัครเป็นทาสของผี, ต้องไปงอนง้อผี ให้ผีช่วย นี้จะเห็นได้ว่ามันน่าอับอายขายหน้าสักเท่าไร. เป็นมนุษย์มีจิตใจสูง ก็ยังต้องก้มศีรษะลงไปขอความช่วยเหลือจากผี ; ที่มันเป็นผี มันไม่มีอะไรดี มีแต่ความหลอกลวง คนที่ไม่รู้จักละอายอย่างนั้น ก็ยังถือผียังนับถือผี ยังอ้อนวอนผี, ยังบนบานให้ถูกเลข ๓ ตัวเพราะอํานาจของผี, แล้วจะเดินตามร่องรอยของพระอรหันต์ได้อย่างไรกัน : ขอให้ลองคิดดู,
.
…. เรื่องง่ายๆ สั้นๆ ก็มาเป็นอย่างนี้เสีย แล้วเรื่องใหญ่ๆ ยาวๆ คือการเดินไปถึงพระนิพพานนั้น มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้น
.
…. อีกทางหนึ่ง คนที่เขลาเหล่านั้น ไปโทษนั้นโทษนี้ กระทั่งไปโทษเนื้อตัว โทษดิน โทษน้ำ โทษลม โทษไฟ แต่ไม่ได้โทษกิเลสของตัว ไม่ได้โทษความโง่ความหลงของตัว. ไปโทษว่าเกิดมาไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าพืชพันธุ์ไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าต้องทําลายตา หู จมูก ลิ้น กาย เสียก่อนจึงจะไม่มีความทุกข์ ดังนี้บ้าง นี้เป็นความเข้าใจผิด”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : มาฆบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง “วตสีลพันธนกถา” เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “มาฆบูชาเทศนา”  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ม้าไปทางVSช้างไปทาง
« เมื่อ: 09:52 น. วันที่ 09 ต.ค.63 »

#พาล แปลว่า อับปัญญา ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง คนพาล คือคนเขลา ไม่รู้เท่าทันโทษแห่งการประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ
การไม่คบคนพาล จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญ ทำให้พ้นจากโอกาส ที่จะหลงเข้าสู่ความผิด นำมาซึ่งความสรรเสริญของคนทั่วไป ประสบแต่ความก้าวหน้าในชีวิต

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: แร้งสระเกศVSเปรตปากน้ำ
« เมื่อ: 19:10 น. วันที่ 08 ต.ค.63 »

อย่าให้เทพเหนือธรรม
อย่าให้(ภูติ)ผีเหนือพุทธ
อย่าให้วิญญาณเหนือรัตนตรัย
อย่าให้ลาภสักการะเหนือจิตวิญญาณแห่งสงฆ์ในธรรมวินัยนี้

จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้คนจะแห่แหนกันไปเข้าวัดแต่ไปเพื่อมืด มิใช่ไปเพื่อสว่าง ไปเพื่องมงาย แทนที่จะไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญา??

พุทธศาสนาในไทยอ่อนกำลังลงก็เพราะภัยจากภายใน ที่เกิดจากการที่พุทธบริษัทพากันหลงเดินออกนอกเส้นทางแห่งพุทธะ หาใช่ภัยจากภายนอกไม่

Ask yourself whether an internal or external threat that makes for the decline of Buddhism in Thailand?  ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red mountain
« เมื่อ: 09:56 น. วันที่ 06 ต.ค.63 »

*สารพัดธรรม(ทำ)*
"หลวงปู่ตื้อฯ...ไล่พระภิกษุด้วยเสียงอันดังว่า 'ไป... ไปซะ ไป๊ อยากไปนอนกอดขี้ก็ไป' "

     》หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม กวดขันเรื่องศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุ
     อย่าได้มองเห็นไปว่า ศีลทั้ง ๒๒๗ ข้อนั้น ในโลกนี้จะไม่มีผู้ที่ประพฤติตามได้ ผู้ที่กล่าวเช่นนั้น คือ ผู้ที่มีจิตไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรมวินัย เป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง ที่ตกอยู่ภายใต้จิตใจใฝ่ต่ำที่ครอบงำ จึงตีความเอาว่า ไม่มีภิกษุรูปใดจะทำตามพุทธบัญญัตินั้นได้ เห็นไปว่าการปฏิบัติตามศีล ๒๒๗ ข้อทั้งหมดนั้นตึงเกินไป ถึงกับสมณะบางรูป บางสำนัก สอนกันว่า ศีลทั้งหมดรักษาไว้แต่ปราชิก ๔ ข้อก็พอ
     โถ ! น่าสงสาร ก็เลยไม่ต้องเป็นพระกันเลย
     หลวงปู่ตื้อ ท่านย้ำว่า การเป็นพระไม่เว้นในศีลข้อใดข้อหนึ่ง แม้แต่ มุสาวาท เพราะมุสาวาทนี้ยังเป็นศีลของคฤหัสถ์ด้วย เป็นแค่เบ็ญจศีล ที่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถือเพียงแค่ศีล ๕ ของคฤหัสถ์เท่านั้นก็ยังไม่ได้ จะเป็นศีล ๑๐ ของสามเณรก็ยังมิได้เสียแล้ว
     ถ้าภิกษุกล่าวมุสาวาท โกหกตอแหล แค่เป็นมนุษย์สมบูรณ์ยังเป็นไม่ได้ ประสาอะไรที่จะเป็นพระ !
     หลวงปู่สอนว่า ที่ให้พากันปฏิบัติตามพุทธบัญญัตินี้ หาได้เป็นเรื่องเคร่ง เรื่องตึง ที่ตรงไหน เพราะเพียงงดเว้นในสิ่งที่องค์พระบรมศาสดาทรงห้ามไว้ และประพฤติปฏิบัติตามที่พระองค์สอนก็เท่านั้น พระเณรในวัดทุกรูปจะอยู่ในสายตาของหลวงปู่ตื้อตลอดเวลา ถ้าประพฤติไม่สมควร สอนไม่ได้ ท่านจะบอก "ไม่พึงปรารถนา ให้พิจารณาตัวเองไปเสียให้พ้นวัด"
     ตัวอย่างพระเณรที่หัวดื้อ เตือนแล้วเตือนอีกก็เช่น มีพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัด แอบเขียนจดหมายติดต่อกับฆราวาสกลางดึกดื่น ไม่เอาเวลานั้นมาภาวนา ปรากฎว่า เสียงไม้เท้าฟาดเข้าข้างกุฏิ หลวงปู่ตวาดเสียงเขียวไล่ภิกษุนั้นด้วยเสียงอันดังว่า
     "ไป...ไปซะ ไป๊ อยากไปนอนกอดขี้ก็ไป"  ส.หลกจริง

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]