gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 138 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ครูวิด-19
« เมื่อ: 17:20 น. วันที่ 31 พ.ค.63 »

ครูวิด-19

เปล่านะครับ ผมไม่ได้เขียนผิด แต่ในสถานการณ์ที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญหน้ากับสงครามไวรัสที่ชื่อว่า โควิด-19 อยู่นี้
ถ้ามามองในอีกมุมหนึ่งวิกฤตไวรัสครั้งนี้ก็เป็น “ครู” ที่สอนให้เห็นความจริงในหลาย ๆ ด้านอยู่เหมือนกัน

เรามาลองนึกถึงข้อคิดของสงครามไวรัสครั้งนี้กันสัก 19 ข้อ ว่าให้บทเรียนหรือสอนอะไรกับพวกเราบ้าง

1.สอนให้ไม่ประมาทในชีวิต

  มองเห็นว่าความเจ็บป่วย หรือความตายนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2.สอนให้เห็นความแปรปรวน

             ถ้าย้อนไปก่อนหน้าสักสามสี่เดือนที่แล้ว ใครจะเชื่อว่าสังคมมนุษย์จะต้องแตกตื่นและปั่นปวนเหมือนเช่นทุกวันนี้ เพียงเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่ไวรัสที่ชื่อโควิด-19 ปรากฏขึ้นมาครั้งแรกให้รู้จักที่เมืองอู่ฮั่น จากผู้ป่วยรายแรก-ก้าวเข้าสู่หลักล้านภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน แต่ก็เช่นเดียวกันกับทุกสรรพสิ่งในโลก ที่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ ไม่มีแล้วก็มี มีแล้วก็ไม่มี มาแล้วก็ไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไวรัสนี้ก็เช่นกันสักวันก็ต้องผ่านพ้นไป

3.สอนให้เห็นความไม่เที่ยง

             สถานการณ์ครั้งนี้ เราได้เห็นอาชีพที่เคยคิดว่ามั่นคงก็อาจไม่มั่นคงอย่างที่คิด ธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่ที่ดูหรูหรากลับล้มเร็วกว่าจะทันเตรียมตัว ประเทศที่ยิ่งใหญ่และเชื่อว่าตนเองมีเทคโนโลยีเจริญรุดหน้ากลับมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่าประเทศเล็ก ๆ  ประสบการณ์ครั้งนี้คงได้ให้บทเรียนกับผู้คนทั่วโลก ว่าความไม่เที่ยงหรือความไม่แน่นอน คือความแน่นอนที่มนุษย์ทุกคนควรตระหนักไว้ด้วยความไม่ประมาท

4.สอนให้เห็นความเป็นเหตุปัจจัยที่ว่าเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

             โรคร้ายจากไวรัสสายพันธ์นี้ไม่ได้มีอยู่มาก่อน แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำให้โรคภัยจากไวรัสนี้เกิดขึ้นมา(ตามข่าวบอกว่ามาจากค้างคาว-คนไปบริโภคค้างคาว)
 วิฤตไวรัสครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่ามีทั้งเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคระบาด และเหตุปัจจัยที่ทำให้หายจากโรคระบาด รวมถึงได้เห็นความเป็นเหตุปัจจัยของปรากฎการณ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติดีขึ้นจากสถานการณ์ระบาดของไวรัส เมื่อมนุษย์หยุดกิจกรรมการเดินทาง หยุดโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม มีรายงานพบว่าสภาพดินฟ้าอากาศธรรมชาติฟื้นฟูขึ้นอย่างมีนัยยะ อากาศดีขึ้น น้ำสะอาดขึ้น สัตว์ป่าทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำออกมาปรากฏตัวอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

5.สอนให้เห็นโอกาสในการให้

              ถึงแม้ว่าโควิด-19 จะทำให้โลกตกอยู่ในห้วงวิกฤต แต่หลายคนยังคงฉลาดพอที่จะใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการเป็นผู้ให้ ให้ทรัพย์สิน ให้สิ่งของ ให้กำลังใจ ให้ความห่วงใย ให้ความร่วมมือ ซึ่งผลดีของการเป็นผู้ให้นั้น ทำให้ผู้นั้นได้กำไรจากความรู้สึกดีแม้ตกอยู่ท่ามกลางสภาวะวิฤต เรียกได้ว่าเป็นผู้ฉลาดมีความสุขอยู่ได้ท่ามกลางความทุกข์

6.สอนให้เห็น และเปิดโอกาสให้เป็นฮีโร่ตัวจริง

              วิกฤตการณ์ครั้งนี้เปรียบเป็นสงครามระหว่างคนกับไวรัส เราได้เห็นอาชีพหมอและพยาบาลรวมถึงเหล่าอาสาสมัครมากมายที่ยื่นมือออกมาช่วยเหลือแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราได้เห็นฮีโร่ตัวจริงปรากฏขึ้นมามากมาย เห็นบุคคลธรรมดา ๆ ที่มีหัวใจฮีโร่ต่างทยอยกันออกมาเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อความสุขส่วนรวม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ท่ามกลางสงครามยังคงมีเทวดาและนางฟ้าในคราบมนุษย์ปรากฏตัวเป็นฮีโร่ให้เห็น วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสให้คนธรรมดา แปลงร่างเป็นฮีโร่ได้อย่างแท้จริง

7.สอนให้เห็นถึงคุณค่าของความสามัคคี

                ถึงแม้ว่าในสภาวการณ์เช่นนี้จะจำเป็นที่ต้องรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน แต่ทว่าก็เป็นความห่างด้วยความห่วงใย หลายความช่วยเหลือของผู้คนหลากหลายอาชีพได้แสดงถึงจุดแข็งด้านดีของมนุษย์ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกด้านดี ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติพวกเราล้วนผ่านเหตุการณ์วิกฤตกันมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยการร่วมแรงร่วมใจ เราได้เห็นพลังความเสียสละของผู้คนในหลาย ๆ ภาคส่วน ที่วางผลประโยชน์ส่วนตัวลงก่อน แล้วเสียสละอาสามาเป็นผู้ให้ด้วยการทำบางสิ่งบางอย่างที่ตนสามารถตามกำลังตามความถนัดของแต่ละคน เป็นการยื่นมือออกไปช่วยเหลือไม่ใช่การยื่นมือออกไปเพื่อร้องขอ

8.สอนให้เห็นคุณค่าและความจำเป็นของสติ

              ท่ามกลางความตื่นตระหนกหวาดหวั่นที่เกิดจากการเสพข่าวสารจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตที่ไหลเข้ามาตลอดแทบ 24 ชั่วโมง ความเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิตในอาชีพการงานและรายได้ สร้างความหวั่นไหว และความเครียดให้กับผู้คนทุกระดับ สถานการณ์เช่นนี้องค์ความรู้เรื่อง “สติ” จึงเป็นองค์ธรรมที่ถูกพูดถึงกันมาก ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับความปรวนแปรที่ไม่คาดคิด สติกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้หลายคนสามารถตั้งหลักและเตรียมการเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9.สอนให้เห็นความน่ากลัวของการคิดร้าย 

             วิฤตโควิด-19 สิ่งที่ทำร้ายผู้คนมากกว่าไวรัสตัวจริงก็คือความคิด หลายคนกลายเป็นคนป่วยทางใจเพราะตกเป็นทาสของความคิดแบบวิตกกังวล แน่นอนว่าหลาย ๆ คนต้องตกงาน ต้องสูญเสียรายได้ แต่ทว่าหากยังคงมีสติยังสามารถมองโลกในแง่ดี และคิดในแง่ดีเท่าที่พอจะทำได้ สถานการณ์ที่ว่าร้ายก็จะไม่เลวไปเกินไปกว่าความเป็นจริง บางคนป่วยใจและเสียสุขภาพจิตมากว่าคนที่เจ็บป่วยจากไวรัสจริง ๆ เสียอีก

10.สอนให้เห็นพลังและคุณค่าของการคิดดี 

              บางคนอยู่สถานการณ์เดียวกัน ตกงานเหมือนกัน เสี่ยงกับไวรัสเหมือนกัน แต่ก็ยังสามารถคิดดี มองโลกในแง่ดีได้ บางคนแปรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส บางคนได้ข้อคิด ได้สติปัญญาในการใช้ชีวิตเพราะเหตุการณ์วิกฤตครั้งนี้ ทุกคนล้วนเจอสภาวะเสี่ยงจากการติดไวรัสเหมือน ๆ กัน แต่บางคนยังกลับยิ้มได้ ทำตัวมีประโยชน์ได้ เหตุก็เพราะว่าคนเหล่านั้นยังคงคิดดี และมีเจตนาดีอยู่ได้นั่นเอง

11.สอนให้เห็นความเสมอภาค

               ความทุกข์จากไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ สอนให้รู้ว่าโรคภัยทางกายและความทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจสามารถจู่โจมทำร้ายได้ทุกคน โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ สีผิว เชื้อชาติ ฐานะ หรือการนับถือศาสนา ไวรัสไม่มีพรมแดน ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน ไม่มีความลำเอียง

12.สอนให้เห็นความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์

                เราได้ยินคำกล่าวที่ว่า ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันมานานแล้ว และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เห็นความจริงดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไวรัสทำให้เราเข้าใจว่าทุกคน ทุกชีวิต ล้วนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนที่ไม่แน่นอน(ทุกขลักษณะ) ไวรัสทำให้เราเห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่ และสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้อย่างที่เชื่อ
 

13.สอนให้เห็นความจำเป็นของรักษาศีล

                จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า “ศีล” หมายถึงข้อกำหนดที่เอาไว้ปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีปกติสุข การที่ภาครัฐในหลาย ๆ ประเทศมีการออกกฎหรือข้อบังคับหลาย ๆ อย่าง เช่น การใส่หน้ากาก การเว้นระยะห่างทางสังคม การกักตัวเองเป็นระยะเวลา 14 วัน ฯลฯ มาตรการต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลายให้ทุกคนได้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จะเห็นว่าศีลที่แท้จริงก็คือการสำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติเพื่อให้การอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขนั่นเอง

14.สอนให้เห็นว่าการดูแลตัวเองคือดูแลส่วนรวม และดูแลส่วนรวมด้วยการดูแลตัวเอง

               เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้วกลายเป็นผู้ป่วยเป็นผู้แพร่เชื้อ ก็อาจจะทำให้คนในครอบครัวที่เรารักกลายเป็นผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากเราใส่ใจดูแลตัวเองก็เหมือนกับว่าเราดูแลคนอื่นไปด้วยในตัว

15.สอนเห็นว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้อย่างที่เคยเชื่อ

               ทุกวันนี้มนุษย์เชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีของตนว่ามีความเจริญก้าวหน้า มนุษย์กอบโกยทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างจากธรรมชาติ และคิดว่าตนเองคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารทั้งปวง แต่วันนี้เราได้รู้ความจริงแล้วว่า ธรรมชาตินั้นซับซ้อนและยิ่งใหญ่ รวมทั้งมีวิธีในการปรับสมดุลของตนเองอยู่เสมอ

16.สอนให้เห็นคุณค่าของการปล่อยวางความคิดและใช้ความคิดเป็น

               บางคนได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริงครั้งนี้ว่า ความเครียด ความวิตกกังวล ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานา ล้วนเกิดมาจากความคิด จริง ๆ แล้วความคิดเป็นเพียงเครื่องมือที่เอาไว้ใช้แก้ปัญหาในการดำรงชีวิตไม่ใช่เอาไว้สร้างปัญหา จริงอยู่ว่าสถานการณ์ไวรัสโควิดมั นอาจจะยังไม่คลี่คลาย แต่ทว่าการแบกความคิด การคิดเกินไปกว่าที่มันเป็นหรือเกินไปกว่าสถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นจริงตรงหน้าเป็นการใช้ความคิดอย่างไม่ถูกต้อง  หลายคนสามารถหลุดพ้นจากความเครียดและความวิตกกังวลได้เพราะรู้จักปล่อยวางความคิดเป็น และใช้ความคิดเป็นเพราะรู้ว่าความคิดเป็นเพียงเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตเท่านั้น

17.สอนให้รู้จักคุณค่าของความปกติ

               หลายคนสามารถฉุกคิดได้ว่าที่ผ่านมาชีวิตก่อนที่จะมีโรคจากไวรัสโควิด-19 นั้นมีความสุขที่สุดแล้ว หลายคนเวลาปกติเคยบ่นเคยก่นด่าที่ทุกเรื่องที่ไม่ถูกกับใจตัวเอง บ่นเรื่องงานบ้าง บ่นเรื่องแฟนบ้าง บ่นเรื่องสถานการณ์การเมืองบ้าง พอมาถึงเวลานี้ก็คิดได้ว่าที่ผ่านมาชีวิตช่างดีเหลือเกิน สามารถออกไปทำงานได้ ประกอบอาชีพได้ เดินทางไปซื้อของ ไปท่องเที่ยว  ไปพบปะผู้คน ไปกอดไปหอมแก้มคนที่เรารัก และทำหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างที่ตนเองต้องการได้ โควิด-19 ทำให้เห็นว่าชีวิตแบบปกติที่ผ่านมานั้นดีที่สุดแล้วจริง ๆ

18.สอนให้เห็นคุณค่าของ “ลมหายใจ”

              นอกจากเห็นคุณค่าของชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่แล้วและดูแลลมหายใจด้วยการใส่หน้ากาก หลายคนยังได้เห็นคุณค่าของลมหายใจผ่านวิธีทำสมาธิที่ได้มีการรณรงค์ให้มาลองนั่งสมาธิเพื่อมีความสุขในปัจจุบันด้วยการตามรู้ตามดูลมหายใจ แม้ว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่วิฤตยังไม่คลี่คลาย แต่หากสามารถอยู่กับปัจจุบันอยู่ในลมหายใจได้ ความวิตกกังวลที่เคยมีมันจะจางคลายหายไป ถึงแม้ว่าไวรัสโควิด-19 ณ ตอนนี้จะยังไม่หมดไปจากโลก แต่ทว่าความฟุ้งซ่านความวิตกกังวลในใจสามารถหมดไปจากใจได้ เพียงแค่มีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจจนเกิดความตั้งมั่นและเกิดความปิติสุขฟูอิ่มขึ้นมาในใจอันเป็นผลมาจากสมาธิ

19.สอนให้เห็นว่า การล้างใจสำคัญไม่น้อยไปกว่าการล้างมือ

              แน่นอนว่ามาตรการการล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์คือวิธีการป้องกันที่ดีและได้ผลสำหรับการป้องกันการติดไวรัส แต่ทว่านอกจากมือและร่างกายที่ต้องสะอาดปลอดภัยแล้ว ความคิดฟุ้งซ่าน ความโลภ การฉวยโอกาส ความเห็นแก่ตัว การบ่นด่า การไม่เคารพกฎสังคม ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อร้ายทางความคิดและจิตใจก็เป็นสิ่งที่ต้องชำระล้างเหมือนกัน มือสะอาดอย่างเดียวคงไม่พอ ยังต้องล้างใจให้ใสสะอาดปราศจากความคิด และกิเลสอกุศลต่าง ๆ อีกด้วย สถานการณ์นี้นับว่าเป็นสนามฝึกทดสอบและพัฒนาจิตใจได้เป็นอย่างดี

19 ข้อคิดที่โควิดสอน

R.A AKAMOTTO

#เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามรู้

#AVENGERS CODE วิถีฮีโร่ ฉบับ “ตื่นรู้”

#WORK FROM HOME ตัวอยู่กับบ้าน ใจอยู่กับวิหารธรรม

#19ข้อคิดที่โควิดสอน... ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red Broken Arrow
« เมื่อ: 09:11 น. วันที่ 26 พ.ค.63 »

สื่อนอกเผยบทความ ว่าด้วยมรดกอันแท้จริงที่ในหลวง ร.9 ทรงทิ้งไว้แก่ชาวไทย

วอชิงตันโพสต์ ลงบทความยกย่อง ความชอบธรรมทางการเมืองที่โดดเด่น คือมรดกอันแท้จริงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทิ้งไว้ให้แก่ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559 เว็บไซต์วอชิงตันโพสต์ ได้เผยแพร่บทความซึ่งเขียนโดย ดร.ไนเจล กูลด์-เดวีส์ อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งยกย่องว่า ความชอบธรรมทางการเมืองที่โดดเด่นนั้น คือมรดกอันแท้จริงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทิ้งไว้ให้แก่ประเทศไทย หลังการครองราชย์ยาวนาน 70 ปี และอีกหนึ่งในความสำเร็จของพระองค์ก็คือพลิกโฉมประเทศเกษตรกรรมที่ยากจนให้รุ่งเรืองขึ้นจนมีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง

โดยในบทความดังกล่าวระบุว่า สถาบันกษัตริย์ของไทยนับเป็นความชอบธรรมทางการเมืองที่มีรูปแบบเฉพาะ ซึ่งช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งของภูมิภาคที่แสนวุ่นวายนี้ นั่นคือเหตุผลที่ความชอบธรรมกลายมาเป็นรากฐานสำคัญสุดของการเมืองทุกรูปแบบ

ท่ามกลางสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งประชาชนยินยอมเชื่อฟังรัฐบาลที่คัดเลือกมาผ่านกระบวนการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลทั่วโลกต่างก็ต้องรับมือกับความท้าทายนี้ มีไม่น้อยที่แกล้งทำตัวเป็นประชาธิปไตย ใช้ลูกเล่นผ่านกระบวนการเลือกตั้งเพื่อทำให้แน่ใจว่าตนยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป บ้างก็นำเรื่องอดีตมาเป็นข้อเรียกร้อง บ้างก็สร้างภาพอนาคตในอุดมคติมาชักจูงใจ หรืออ้างว่าเป็นการปกครองในนามของพระเจ้า มีผู้นำแค่ไม่กี่รายที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน จากบุคลิกลักษณะที่เต็มไปด้วยคุณงามความดี

ท่ามกลางสภาพปัญหาต่าง ๆ ไทยกลับพบการแก้ปัญหาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพและหลอมรวมความชอบธรรมหลายประการ ทั้งประเพณีดั้งเดิม ความเป็นสมมติเทพ คุณสมบัติพิเศษที่ดึงดูดใจ ขณะเดียวกันก็ยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจ ความชอบธรรมที่มีความแตกต่างกันนี้ ได้ก่อให้เกิดบทบาทของผู้ที่มีอำนาจมากมายมหาศาลในเชิงคุณธรรม ที่สูงล้ำขึ้นไปยิ่งกว่าอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงขึ้นครองราชย์ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เมื่อปี 2489 พระองค์ทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อราษฏรในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งยังทรงเป็นผู้นำในด้านการใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียงอันเป็นแบบอย่าง ทำให้พระองค์ได้รับความเคารพนับถือและความจงรักภักดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นฐานอำนาจของพระองค์... ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: Dr.Red Meedee
« เมื่อ: 09:08 น. วันที่ 26 พ.ค.63 »

เรื่อง มายากับของจริง

บรรยายอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ กระทรวงยุติธรรม
2 มกราคม 2504

หรือว่าเงิน ทอง เพชร พลอยอย่างนี้ ที่ได้ถูกสมมุติว่าเงินว่าทอง ว่าเพชร ว่าพลอยนั้น มันเป็นเรื่องสมมุติภายนอก แท้จริงมันก็เป็นแร่ธาตุ เรียกอย่างนี้ง่ายกว่า เป็นแร่ธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอกัน มันไม่มีความแตกต่างกันโดยความที่ว่ามันเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติ เราไม่มองดูเป็นเงิน เป็นทอง แต่ทีนี้มันมาเกิดเป็นเงินเป็นทอง เป็นเพชรขึ้นมาได้เพราะหลังจากถูกสมมุติ ที่นี้มันมีอะไรเสมอกันอีกอย่างหนึ่งก็คือค่า ความที่เป็นของมีค่าในทางใช้สอยตามที่สมมุตินั่นเอง คือว่ามีค่าในทางซื้อขาย ในทางเศรษฐกิจนี่ ถ้ามองดูในแง่ของทางเศรษฐกิจ นี่เราเห็นว่าเงินก็มีค่าอยู่ระดับหนึ่ง ทองก็มีค่าระดับหนึ่ง เพชรก็มีค่าอยู่ระดับหนึ่ง มันมีความเป็นของมีค่าเสมอกัน ถ้าไปมองดูที่ค่านี้แล้ว ก็จะเห็นแต่เพียงว่ามันมีค่าทั้งนั้น มีแต่ค่าเว้นแต่ว่ามากน้อยกว่ากัน เงิน ทอง เพชร พลอย ก็ไม่ต้องมี ชื่อว่าเงิน ทอง เพชร พลอย ก็หายไปอย่างนั้น เหลืออยู่แต่ความที่มันมีค่าหรือมีอำนาจในทางซื้อขายมากน้อยสูงต่ำกว่ากัน อย่างนี้เรียกว่าเรามองทะลุสิ่งที่สมมุติว่าเงินว่าทองว่าเพชรว่าพลอย ไปอยู่ที่ความเป็นธาตุอย่างหนึ่งบ้าง หรือไปอยู่ที่ความเป็นของมีค่าระดับใดระดับหนึ่งบ้างเท่านั้น นี้เรียกว่ามองทะลุสมมุติไปได้

ที่นี้เรื่องที่ว่ามียศมีศักดิ์ เป็นขุน เป็นหลวง เป็นพระ เป็นพระยา นั่นนี่ เป็นเศรษฐีเป็นขอทานหรืออะไร นี้ก็ทำนองเดียวกันอีก มันอยู่ตรงความสมมุติ การสมมุติที่ยึดถือว่าเป็นอย่างนั้นตามระเบียบของการสมมุติ; ถ้ามองดูโดยความเป็นคนก็เสมอกันโดยความเป็นคน, ถ้ามองดูโดยความเป็นธาตุ ส่วนประกอบธาตุหนึ่ง ๆ ก็เสมอกันโดยความเป็นธาตุ

ทีนี้มนุษย์เทวดา มาร พรหม สูงสุดขึ้นไปอะไรก็เหมือนกันอีก เลยทำให้มนุษย์ เทวดา มาร พรหม นี้ไม่แปลกกัน เพราะว่าเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ใต้กองทุกข์เสมอกัน มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน, ถูกแผดเผาอยู่ด้วยกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน, แล้วก็ทนทุกข์อยู่ด้วยกัน แม้จะมองในทางต่ำเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อย่างนี้ก็ล้วนแต่เรื่องสมมุติ ความจริงมันก็เป็นสัตว์ที่ประกอบอยู่ด้วยขันธ์ ธาตุ อายตนะ แล้วก็กำลังอยู่ในสภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ถูกสมมุติอย่างนั้น แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอกันหมด เหมือนอย่างสัตว์นรกก็หมายถึงคนที่กำลังถูกทรมานได้รับการทนทรมานไม่เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นรสชาติที่เป็นความหมายนั้นเอง ทำให้ได้ชื่อว่านรก จะเป็นนรกในชาตินี้ ในเรือนจำหรือในอะไรก็ได้ หรือจะเป็นนรกต่อเมื่อตายแล้วชาติหน้าก็ได้ถ้าหากมันจะมี แต่ว่าความหมายอันแท้จริงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่าไม่เป็นอิสระและกำลังถูกทรมาน หรือถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทีนี้เปรต คำว่าเปรตอย่างนี้ เขาก็หมายถึงคนที่มีอิสระปล่อยให้เป็นไปตามอิสระ แต่ว่ามันมีโรคภัยไข้เจ็บ มีความอดอยาก มีเหตุการณ์อย่างอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาปล่อยให้เป็นอิสระนั้นมันยังเป็นทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง เพราะความเป็นโรคเพราะความมีข้อผูกพันอย่างอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาปล่อยไม่ได้กักขัง เป็นอิสระ

อย่างอสุรกาย ก็คือพวกที่ไม่แสดงตัวให้ปรากฏมีอาการที่เรียกว่า ผี อย่างนี้เพราะมีตัวไม่ปรากฏ แต่ก็เป็นสัตว์ต่ำกว่ามนุษย์มาก มีความลำบากอยู่ตามประสาของสัตว์ประเภทนั้น

ที่นี้ สัตว์เดรัจฉาน ก็หมายความว่า มันยังเป็นสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์มาก ทั้ง ๆ ที่หลักเกณฑ์ในการมีชีวิตหรือความคิดความนึกอะไรต่าง ๆ นี้เป็นอย่างเดียวกัน แต่ว่ามันต่ำกว่ากันมาก ความแตกต่างเหล่านี้เท่านั้น ที่เป็นเหตุให้ถูกบัญญัติ หรือถูกสมมุติว่า เป็นสัตว์มนุษย์ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย

ทีนี้ในทางสูงก็เหมือนกัน เป็นมนุษย์ตรงกลางแล้ว เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นมาร เป็นอะไรอย่างนี้สูงขึ้นไปอีก ขอให้เข้าใจคำว่ามารด้วย คำว่า "มาร" นั้นเป็นชื่อของเทวดาประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ต่ำมาอยู่ในกลุ่มนรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกายนี้ไม่ใช่ คำว่ามารนี่เป็นชื่อของเทวดาชั้นสูงสุดในพวกที่เสวยกามคุณ เช่นเทวดาพวกที่เสวยกามคุณนี้แบ่งเป็น 6 ชั้น แล้วพวกที่เรียกว่ามารนั้น อยู่ชั้นสูงสุดเลย ชั้นเหนือสุดเลย เหนือขึ้นไปจากนั้นอีกเป็นพรหมไปแล้ว ไม่ใช่เป็นเทวดาแล้วอย่างนี้เป็นต้น นี่บัญญัติมารเท่าที่ความเป็นเทวดาชั้นสูงสุดนั้น เพราะว่าความอิ่มเอิบด้วยกามคุณในขั้นนั้นมันผูกพันจิตใจมากที่สุด คือเล่าให้ฟังย่อ ๆ อย่างนี้ก็แล้วกันว่า ที่ว่าเทวดาเสวยกามคุณมี 6 ชั้น มันเป็นชั้นสูงสุดของเรื่องเสวยกามคุณ และเทวดาพวกนี้ถูกจัดเป็นพวกมาร ที่เราได้ยินในพุทธประวัติว่า มารมารังควานพระพุทธเจ้าเมื่อวันจะตรัสรู้ หรือหลังจากตรัสรู้แลเวก็ยังมาบ่อย ๆ นี่...คำว่ามารหมายอย่างนั้น มันก็หมายถึงความรู้สึกอย่างรุนแรงในทางเสวยความสุขอย่างโลกนั้น..คือมาร แต่มาถูกบัญญัติให้ว่าเป็นเทวดามีรูปร่างสวยงามอยู่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตสวัตตีทำนองนี้ ถ้าเราเข้าใจคำเหล่านี้ให้ถูกแล้วจะช่วยได้มาก ไม่ใช่ว่ามารแล้วก็จะเป็นสัตว์ หน้าตาอย่างกับยักษ์ดุร้ายกินคน เหมือนอย่างที่เราได้ยินในเรื่องนิยายอย่างเก่า ๆ อย่างนั้น คำว่ามารในทางพุทธศาสนานั้น ถ้าพูดเป็น "ปุคคลาธิษฐาน" ก็จะหมายถึงคนที่สวยที่สุด ที่จะสนุกสนานเพลิดเพลินในทางกามคุณที่สุด แม้แต่รูปร่างก็สวย แม้แต่วาจาก็ไพเราะอะไรอย่างนี้ คือว่ายั่วยวนไปทั้งหมดเลย อย่างนี้เรียกว่ามาร นี่อย่างปุคคลาธิษฐาน ถ้าพูดอย่างธรรมาธิษฐาน คำว่ามารหมายถึงกิเลส คือความติดพันอยู่ในกามสุขอย่างยิ่ง อย่างชั้นสูงสุด ยอดสุดของกามสุข อยากจะให้นึกเปรียบเทียบกว้างออกไปอีกนิดหนึ่งว่า อย่างพวกซาตานของคริสเตียนอย่างนี้บางคนมาเขียนรูปซาตานเป็นยักษ์น่าเกลียด มีเขา,มีอาวุธ มีอะไรนั้น พวกคริสเตียนที่เขารู้เรื่องดีเขาพูดว่า ถ้าเขียนรูปของซาตานแล้ว จะต้องเขียนให้มันสวยที่สุด ให้มันฉลาดที่สุดให้มันงดงามที่สุดเก่งที่สุดอะไรทำนองนี้มากกว่าเพราะมันเป็นที่ตั้งของกาม ความติด ฉะนั้นรวมความแล้ว ให้รู้จักคำว่าสมมุติ ที่เขาใช้ครอบเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามความหมายของคนสามัญหรือสัตว์สามัญ ชาวบ้านทั่วไปนั่นแหละ

" พุทธทาส ภิกขุ "
ข้อความโดย: หัวกระบือ(แดงส้ม)
« เมื่อ: 05:44 น. วันที่ 26 พ.ค.63 »

...วิธีดูความจริงใจ
ของเพื่อนมนุษย์
ให้ดูตอนที่เราไม่สามารถ
ให้คุณหรือให้โทษเขาได้

มนุษย์ส่วนมาก
ใครให้คุณให้โทษได้
ก็จะทำดีด้วย

หากให้คุณให้โทษ ไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องแปลกใจ
ที่เขาจะหลีกลี้หนีหายไป

จงรู้เถิดว่า
นี่คือมนุษย์ที่แท้จริง
ที่เป็นเพียงหุ่นเชิด
ของบุญและบาปเท่านั้น... ส.หลก
ข้อความโดย: ดร.ไข่แดงส้มๆ
« เมื่อ: 20:26 น. วันที่ 25 พ.ค.63 »

โยมต้องเข้าใจนะ ยุคปัจจุบันนี้ ยุคของเราเป็นยุคพิเศษนะ บอกตรงๆ นะนี่ ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เค้าเรียก "ถิ่นกาขาว" ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ รัชกาลที่ 10 เป็นแดนศิวิไลซ์ และเป็นถิ่นอริยะด้วย

อริยะนี่ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ หมายความว่า พระอริยะต่อไปจะเกิดขึ้นในองค์รัชกาลที่ 10 จะเยอะมาก แต่ตอนนี้ที่อาตมารู้ๆ อยู่ อริยะนะมันเกิดจากโยมมากกว่าพระ

เพราะโยมเร่งปฏิบัติเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย เพราะอยากจะไปนิพพาน แต่พระไม่ค่อยอยากไปหรอก เพราะอย่างไงก็เป็นพระอยู่แล้ว ไม่ไปก็ได้ฉันอยู่แล้ว แต่โยมนี่อยากไป

ตอนนี้อาตมาคิดมองเห็นภาพเลย ว่าเป็นถิ่นอริยะ ตอนนี้พวกเราเร่งการปฏิบัติ ถึงจะไม่มีอะไร.. แต่การปฏิบัติไม่ทิ้ง อยู่บ้านก็ทำวัตรตลอด พระไม่ค่อยได้ทำวัตรหรอก โยมทำตลอดเลย โอ้โห..นี่ สมเป็นถิ่นอริยะโยม

ถ้าเป็นพระต้องพระดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ใช่ปฏิบัติดีแต่ปาก การกระทำสวนทางกันคนละเรื่อง ไม่เอา

ศาสนาพุทธ ศาสนาของพระพุทธเจ้า อยู่ตรงคนทำดี ดีด้วยการกระทำ ดีด้วยคำพูดด้วย หมดทุกอย่าง
... ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: หัวกระบือ(ลงแดง)
« เมื่อ: 17:29 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

ระบบดี คนดี ย่อมดีแน่
ระบบดี คนแย่ ต้องแก้ไข
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่ไหว บรรลัยมา

เหล่าข้าราช โกงชาติ อุบาทก์ยิ่ง
นักการเมือง โกงกิน นั้นยิ่งกว่า
เหล่าพ่อค้า โกงภาษี ชิงหมามา
นักวิชา หลักเหลว เลวพอกัน

ทนายดี ทำ"คดี" ไม่มี"ค (ควาย)"
แม้ชีพวาย ยอมตาย กลายเป็นผี
ทนายชั่ว มั่ว"คดี" " ี " ไม่มี
แต่แปลกที่ "ค(ควาย)"นำหน้า น่าอายใจ

บ้างก็ใช้ ทุนพระ บ้างทุนราษฎร์
ยังประกาศ ความดี ความซื่อสัตย์
แต่บ้างใช้ ทุนหลวง บ้างทุนรัฐ
แต่กลับจัด ช่วยคนชั่ว มั่วคนโกง

ยังองค์กร อิสระ ที่หวังพึ่ง
ก็ดันดึง พึ่งไม่ได้ ดังที่หวัง
ทั้งองค์กร ท้องถิ่น ที่ยินฟัง
นั้นก็ยัง กินสินบาท คาดสินบน

คอร์รับชั่นส์ โกงกิน เจียนสิ้นชาติ
กากกะบาท เลือกมา น่าผิดหวัง
ทั้งส.ว. ส.ส. สอพลอพัง
ประชายัง ไร้สมอง กรองคนดี

หวังแต่เอา ตัวรอด เป็นที่ตั้ง
ถึงชาติพัง ยังพึงใจ ได้เป็นฐาน
หว่านเงินเหลือ เผื่อใส่มือ พวกขอทาน
เดียรัจฉาน ยังมีค่า กว่ามากมาย

ศักดิ์ศรีความ เป็นไทย ไปไหนหนอ
แค่สอพลอ เลียหำ ทำหน้าหนา
อิ่มเยี่ยงหมา อดเยี่ยงเสือ ที่เชื่อมา
คงต้องหา ภาษิตใหม่ ไว้ใช้แทน

จริยธรรม อ้างมา เพียงลมปาก
ยุทธศาสตร์ สมานฉันท์ คือภาพสร้าง
ล้างคนจน จากแผ่นดิน สิ้นหนทาง
ถ้าไม่สร้าง คุณธรรม นำการเมือง

ชาติจะเรือง เมืองจะรุ่ง ต้องตามพ่อ
ต้องมุ่งพอ ก่อวินัย ให้ไพศาล
สามัคคี รู้รัก จักยืนนาน
ปณิธาน สานต่อ พ่อนำเอย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.เจต แดงต้อย
« เมื่อ: 17:27 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

"ชีวิตที่ทรงคุณค่า คือ การอยู่เพื่อทำความดี"
ข้าวปลาอาหารที่กินเข้าไปแต่ละมื้อ คือการกินเพื่อดำรงชีวิต กินเพื่อให้หายหิว แล้วจะได้มีเรี่ยวแรงทำความดี
.
โบราณได้สอนเอาไว้ว่า ที่เราอยู่กันไปทุกวัน ๆ นี้ เรากินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกิน เพื่อเล่น ก็ต้องพิจารณากันให้ดี ถ้าจะให้ชีวิตทรงคุณค่า ไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพื่อใช้ แต่กินใช้เพื่ออยู่ทำความดี นี่ถูกวัตถุประสงค์
.
พิจารณากันให้ดี ไม่อย่างนั้นชีวิตจะเป็นแค่ไม้ลอยน้ำ รอวันผุวันพังแล้วก็จมหายไปในสายน้ำ โดยไม่มีคุณค่าความดีอะไรเลย...

กองขยะหน้ากุฏิ ดูดีๆยังมีศิลป์... ส.หลก
ข้อความโดย: หัวกระบือ(ลงแดง)
« เมื่อ: 16:59 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

................หลง ไหล ไปจากอริยสัจ...............
( ต้องกัดฟันซี่หน้าไว้เบาๆแล้วค่อยๆอ่านอยู่ในใจ )

ทุกข์อริยสัจ เป็นความจริงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ไม่ใช่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แน่นอนอันคงที่ของรูปธรรม หรือกฏของธรรมชาติ หรือการแปรเปลี่ยนไหลไปของธรรมธาตุ ตามกฏของสรรพสิ่ง มันมีอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา และจะมีอยู่อย่างนั้นตลอดกาล ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ธรรมชาติทั่วไป

คนธรรมดา ที่พอมีสติปัญญาทางโลกๆชนิดแหลมคม ป.1 ป.2 ม.4 ม.5 ครูชี้ให้ดูก็เข้าใจกันได้ง่ายๆ  ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับความรู้สึก ไม่เกี่ยวกับทุกข์อริยสัจ ที่เป็นนามธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่ในร่างกายและจิตใจ เป็นของที่มองไม่เห็น ไม่สามารถ เรียนรู้จากช่องทางธรรมดา แล้วมั่นใจจากการคาดคะเน เดาเอากันได้

ซึ่งครูบาอาจารย์ที่มีชื่ออยู่ในตำรา ในอดีตหลายพันปีที่ผ่านมา จวบจนถึงปัจจุบัน ก็คาดเดาเขียนบ่นกันอยู่อย่างนั้น ไปหลงจับหลักกันที่ ทุกขัง ไตรลักษณ์ ชนิดใช้กับรูปธรรม ซึ่งไม่เกี่ยวกับอริยสัจของพระพุทธเจ้า วนเวียนขบคิดค้นหา ทุกขัง การเกิดดับไม่คงทนของรูปธรรม นำมาใช้ค้นหาในร่างกายและจิตใจของตัวเอง ตามช่องทางศึกษาธรรมดา หรือช่องทางภาวนาชนิดฤาษี ซึ่งเป็นช่องทางสัญชาตญาณเดิมๆ เมื่อเข้าไปเห็นรูปธรรมขั้นสูงสุด แล้วยอมรับว่าไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเสียสละอะไรให้ใคร แค่เห็นการเกิดดับในใจก็พอแล้ว

เสพสุขกับความสงบจอมปลอม นิพพานพรหมขี่หงส์หลงปัญญา สุขสงบชนิดหินทับหญ้า เป็นผู้บรรลุธรรม เป็นอรหันต์กันแล้ว มันเป็นการบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ชนิดเห็นแก่ตัว อรหันต์ชนิดให้ชาวบ้าน หาเงินหาทอง มายื่นให้ถวายให้สนองตอบแก่ตัณหา ในความเห็นที่ยังไม่ถูกต้องของตัวเอง ถึงจะไม่ได้ยึดในเงินทองนั้น แต่ก็ต้องการเกียรติยศชื่อเสียง โดยอาศัยทรัพย์ของชาวบ้าน เพื่อตัวเองอยู่ดี ซึ่งวิถีของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้อธิบายธรรม อธิบายวิธีดับความรู้สึกทุกข์เพื่ออามิสทั้งรูปทั้งนามอย่างนั้น

ส่วนอริยสัจ วงจรปฏิจจสมุปบาท วงเวียนแห่งกรรม หรือวัฏสงสาร วงจรแห่งความรู้สึกที่เป็นนามธรรมทั้งมวล เกิดสังขาร คือการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึก ส่วนชราแล้วไปมรณะ ไม่ใช่การดับ เหมือนที่คิดคาดคะเนเดาเอา

มันไม่ดับ ไม่เคยดับ แต่มันไหลเปลี่ยนไปคิดอย่างอื่นแทน วนเวียนอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีรู้จบ จนกว่าจะใช้ วิธีของพระพุทธเจ้า จนกว่าจะลงมือทำมรรคมีองค์แปดให้สมบูรณ์ จึงจะสามารถหักกงล้อวัฏสงสาร หรือวงเวียนแห่งกรรม หรือวงรอบความรู้สึกปฏิจจสมุปาท หรือสัญญาที่ควบคุมโดยฤดูกาลของเวลา ออกมาได้

จึงตรัสรู้ ตื่นตัวเบิกบาน จึงจะมีการดับความรู้สึกทุกข์ชนิดถาวร ภายในจิตใจ ส่วนร่างกาย ก็ต้องไหลแปรเปลี่ยนธรรมธาตุไปตามกฏไตรลักษณ์  ซึ่งเป็นปรกติสามัญของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่แปรเปลี่ยนรูปไหลไป ตามกฏของธรรมธาตุ สาธุ พระธรรม

ต้องกราบขออภัย ที่เขียนมาทั้งหมด มันเป็นประสบการณ์ส่วนตน มุมมองของความจริงที่เห็นมาจากการลงมือภาวนา เดินตามรอยพระบรมศาสดา ด้วยการลงมือทำตามมรรคมีองค์แปดของพระพุทธเจ้าอย่างเข้มข้น อาศัยมรรคมีองค์แปดเป็นกัลยาณมิตร มีความทุกข์ในร่างกายในจิตใจของตัวเอง เป็นกัลยาณมิตร เห็นอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น ต้องกราบขออภัยสำหรับกัลยาณมิตรบางท่าน ที่เห็นตามไม่ได้  ขออภัย ขออโหสิกรรม....สาธุ พระธรรม

เชื่อคำพูดหรือบทความนี้เลย เกิดจากกรรม การกระทำชนิดเดิมๆแย่ๆของคุณ  ไม่เชื่อกันเลย ก็เกิดจากกรรม การกระทำชนิดแย่ๆห่วยๆในอดีตของคุณ สงสัยว่ะ ไอ้ห่า! ตกลงบทความนี้มันสื่อถึงอะไรกันแน่วะ แล้วลงมือทดลองพิสูจน์อย่างเต็มที่ จึงจะเป็นวิธีสร้างเหตุให้เกิดกระบวนการวิปัสสนา จนเข้าใจถูกต้องในการทำเหตุและผล พ้นจากกรรม พ้นจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องเช่นในอดีตที่ผ่านมา (นี่คือการใช้กาลามสูตร ชนิดถูกต้องของพระพุทธเจ้า)
ข้อความโดย: โคแดง หัวกระบือ
« เมื่อ: 12:11 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

" กรรมที่ให้ผลแตกต่างกัน "

เหตุ...ที่คนทำดี ได้ชั่ว ทำชั่ว ได้ดี

 พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน เมืองราชคฤห์

 พระอานนท์ ได้กราบทูลให้ทรงทราบ ถึงเรื่องที่ พระสมิทธิ ตอบปัญหาของโปตลิบุตร เเต่เพียงแง่เดียว ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

พระองค์ทรงตำหนิว่าเป็นคนเปล่า

 เพราะปัญหาบางข้อ ก็ต้องแยกตอบ และทรงแยกจำแนกกรรม ที่บุคคลทำแล้วได้รับผลดีหรือชั่ว แบ่งออกเป็น 4 พวก คือ

1. คนบางคนที่ เกิดมา ชอบ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล โลภมาก พยาบาท และเห็นผิด

 ตายแล้วไปนรกก็มี เพราะผลกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาตินี้ จะต้องได้รับผลในชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป

2. คนบางคน ที่เกิดมา ชอบฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล โลภมาก พยาบาท และเห็นผิด

 ตายแล้วไปสวรรค์ก็มี ที่เป็นดังนี่ เพราะเหตุว่ากรรมดีที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อนๆ กำลังให้ผลอยู่ ส่วนกรรมชั่วที่ทำในปัจจุบัน ยังไม่ให้ผล หรือเมื่อเวลาใกล้ตาย มีความเห็นชอบ ( มีสติ ) จึงถือเอาอารมณ์นั้นไปเกิดในสวรรค์

3. คนบางคน เกิดมา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม พูดจริง ไม่พูดส่อเสียด พูดคำสุภาพ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภไม่พยาบาท และเห็นชอบ

  ตายแล้วไปสวรรค์ ก็มีเพราะกรรมดีที่ทำไว้ ในปัจจุบันให้ผล  ต้องได้รับผลของกรรมดีในชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป

4. คนบางคน เกิดมา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม พูดจริง ไม่พูดส่อเสียด พูดคำสุภาพ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภ ไม่พยาบาท และเห็นชอบ

 ตายแล้วไปนรก ก็มี ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะกรรมชั่วที่ทำไว้ ในชาติก่อนๆ กำลังตามมาให้ผลอยู่

ส่วนกรรมดีที่ทำไว้ ในปัจจุบันยังไม่ให้ผล เมื่อเวลาใกล้ตาย

มีความเห็นผิด ( ขาด สติ ) จึงถืออารมณ์นั้นๆ ไปเกิดใน นรก...
 
มหากัมมวิภังคสูตร 14 / 332

 
   พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ด้วย จุตูปปาตญาณ ญาณนี้ทำให้พระองค์สามารถรู้การ จุติ และ อุบัติ ( การเวียนว่ายตายเกิด ) ของสัตว์ทั้งหลายว่าจะดีหรือชั่วก็เป็นด้วยอำนาจของกรรม

 คนเราเกิดมาให้รีบสร้างสมแต่กรรมดีคือบุญกุศล ให้มากๆ เวลาจะตาย จะได้มี ( สติ ) นึกถึงบุญกุศลที่ตนเองได้กระทำไว้ ก็จะไปรับผลของกรรมดี มีสุคติ คือ สวรรค์พระนิพพาน เป็นที่ไปอยู่เบื้องหน้า

หากบุคคลใดกระทำแต่บาปกรรม คือกรรมชั่ว

เวลาจะตาย จะ ( ขาดสติ ) คอยนึกถึงแต่ผลบาปผลกรรม ที่ตนเองได้กระทำไว้

ดวงจิต จะเศร้าหมองเป็นทุกข์ เมื่อตายไปก็จะได้ไปรับผลของกรรมชั่วในอบายภูมิทั้ง 4
 
 ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าภิกษุทั้งหลาย เธอจงระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา เหมือนไฟ กำลังไหม้อยู่บนศีรษะ ดังนี้เป็นต้น

 หากพวกเราระลึกอยู่อย่างนี้ ก็จะเป็นการระลึกถึง โอวาทธรรม ของพระพุทธองค์ เรียกได้ว่าเป็น พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสติ ก็จะไม่ประมาทในความประพฤติ ในความเป็นอยู่ของชีวิตประจำวัน จะกระทำแต่ความดีละเว้นความชั่วเสีย

 พญามัจจุราชไม่เคยมาบอกกล่าวล่วงหน้า ในเวลาที่พวกเราจะละจากโลกนี้ๆ เลย ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.เจต แดงต้อย
« เมื่อ: 12:07 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

ในอดีต พระเจ้าสร้างควายก่อน  (น่าอ่านนะ)
พระเจ้าบอกควาย “แกไปไถนาทุกวัน จากตะวันขึ้นจนตะวันตกดิน กินแต่หญ้า ให้แกอยู่ได้ 60 ปี”
ควาย : “ไม่เอาหรอก ทำงานหนักแทบตาย กินได้แต่หญ้า เอา 20 ปีพอ ที่เหลือคืนพระเจ้า”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างลิง
พระเจ้าบอกลิง “แกไปทำให้สัตว์อื่นมีความบันเทิง ทำให้สัตว์อื่นหัวเราะ ตีลังกาให้สัตว์อื่นดู กินได้แต่กล้วย ให้แกอยู่ 20 ปี”
ลิง : “ทำให้สัตว์อื่นหัวเราะ แสดงกายกรรม ตีลังกา งานหนักขนาดนี้
เอา 10 ปีพอ”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างหมา
พระเจ้าบอกหมา “แกไปอยู่หน้าบ้าน กินของเหลือจากเจ้าของ ให้แก 25 ปี”
หมา : “เห่าทั้งวัน เอา 15 ปีพอ ที่เหลือคืนพระเจ้า”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างคน
พระเจ้าบอกคน “แกเอาแต่นอน กิน เล่น เที่ยว ไม่ต้องทำอะไรเลยให้มีความสุขกับชีวิต ให้แก 20 ปี”
คน : “ชีวิตมีความสบายแบบนี้ 20 ปี น้อยไป”
พระเจ้าไม่ได้พูดอะไร
คน : “เอาอย่างนี้ ควายคืนไป 40 ลิง 10 หมาก็ 10 ปี ยกให้ผมแล้วกัน ผมก็อยู่ได้ถึง 80 ปี”
พระเจ้าตกลง

คนเลยกินข้าว นอน เล่น เที่ยว 20 ปี
ที่เหลือ 40 ปี ทำงานยังกะควายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
ต่อมา 10 ปี ก็ทำตัวเป็นลิง เล่นอยู่กับหลานให้หลานหัวเราะสนุกสนาน (เลี้ยงหลาน)
สุดท้าย 10 ปี ไปไหนไม่ได้ เฝ้าบ้านยังกะหมา
#นี่คือความจริง... ส.หลก
ข้อความโดย: ทุ่งจัง ลงแดง
« เมื่อ: 12:06 น. วันที่ 24 พ.ค.63 »

ถ้าใช้ เสือ ทำงาน
ต้องให้เขามีพื้นที่
แล้วปล่อย.ไปล่าเหยื่อมาให้
ไม่ต้องบังคับ
ไม่ต้องกำหนดวิธี
เพราะพวกเขาคือนักล่า

ถ้าใช้ ควาย ทำงาน
ต้องให้หญ้าเขาให้พอ
ต้องบังคับแล้วใช้ไถนา
พวกเขาอืด แต่ต้องจูง

ถ้าใช้ หมา ทำงาน
ต้องให้อาหาร
ให้ความสนิทสนม
ให้เห่าและเฝ้าบ้าน
พวกเขา ภักดี ประจบ
และจับผิดเก่ง

คนไม่เข้าใจ
จะใช้เสือเยี่ยงควาย
จะใช้ควายเยี่ยงหมา
จะใช้หมาเยี่ยงเสือ

เสือไม่เลียปากนาย
ไม่ประจบ และไม่ไถนา

ควายไม่เฝ้าบ้าน
ไม่ล่าเหยื่อ และไม่ประจบ

หมาไม่ไถนา ไม่ล่าเหยื่อ
แต่ชอบเลียปากนาย

เสือส่วนมากเมื่อเติบโต
มักจะเป็นนายคน
หรือเจ้าของกิจการ
เพราะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ควายส่วนมากไม่เติบโต
เพราะไม่คิดนอกกรอบ
และไม่สร้างสรรค์
และมักจะถูกหมาดูหมิ่น
และหลอกใช้

หมาส่วนมากเติบโตในองค์กร
แต่ไม่สามารถ
สร้างอาณาจักร
ของตัวเองได้
ต้องพึ่งเสือและควาย
ในการเติบโต

เสือที่ฉลาด
และมองการไกล
จะเอาควายไปด้วย
แต่ถ้าเป็นเสือบ้าอำนาจ
มักจะเอาหมาไปด้วย... ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red Broken Arrow
« เมื่อ: 09:29 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

#เทิดไว้เหนือในแผ่นดินนี้
"...ความมั่นคงของประเทศชาตินั้นจะเกิดมีขึ้นได้ก็ด้วยประชาชนในชาติอยู่ดีมีสุขไม่มีทุกข์ยากเข็ญ
การสิ่งใดที่เป็นความทุกข์เดือดร้อนของประชาชน ทุกฝ่ายจึงต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องร่วมมือกัน ปฏิบัติแก้ไขให้เต็มกำลัง
อย่างเช่นโครงการต่างๆ ที่เคยพูดไปนั้น เป็นการแนะนำไม่ได้สั่งการ แต่ถ้าเป็นการปรึกษากันแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์คุ้มค่า และทำได้ก็ทำ ข้อสำคัญจะต้องไม่ขัดแย้ง แตกแยกกัน หากจะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ ..."

#พระราชดํารัส
"พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร"
พระราชทานเมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช  ๒๕๕๔

#ที่มาข้อมูล : เสนาศึกษาเล่มที่๘๓ ตอนที่ ๑ เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
หน้าที่ ๕๓
ข้อความโดย: ลงแดง ทุ่งจัง
« เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ความดีต้องสู้ความชั่วได้
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“ความดีแม้น้อย ก็ชนะความชั่วแม้มากได้”
เพราะว่าความดีมันมีอำนาจพิเศษ
ฉะนั้นอย่าท้อถอย
ถ้าตายก็ตายด้วยความดี
คนที่ตายด้วยความดี เขาไม่เรียกว่าแพ้

พุทธทาสภิกขุ
ข้อความโดย: แดงต้อย จะนะ
« เมื่อ: 09:25 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ภาษาบาลี ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํฯ
แปลเป็นไทยแบบกลอนแปด
 ๐ ผู้ชนะ ย่อมถูก ผูกอาฆาต
ผู้พ่ายแพ้ นอนอนาถ ฤทัยถอน
ผู้สงบ นอนสุข ไม่ทุกข์ร้อน
เพราะเลิกถอน เสียทั้งแพ้ และชนะ.
(อ.พุทธทาสภิกขุ  แปล)
ข้อความโดย: เจตนา ขุนทองแดง
« เมื่อ: 09:23 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ไม่รู้จัก “กระแสปฏิจจสมุปบาท” ก็คือไม่รู้จักตัว “ชีวิต”
.
“เดี๋ยวนี้ยังมีปัญหาคาราคาซังอยู่ เราไม่รู้จักสิ่งนี้ คือ ไม่รู้จัก “ชีวิต” ว่าตัวชีวิตก็คือตัว “กระแสปฏิจจสมุปบาท” ไม่รู้จักกระแสปฏิจจสมุปบาท ก็คือไม่รู้จักตัวชีวิต เมื่อไม่รู้จักตัวชีวิต ก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตให้ปลอดภัย หรือให้เยือกเย็น หรือสงบสุข มีแต่เรื่องกัดเจ้าของ ชีวิตมันกัดเจ้าของ เราไม่รู้เรื่องนี้ เรารู้แต่เรื่องธรรมดาสามัญ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องดิ้นรนขวานขวาย ต่อสู้กันไป จนเรียกว่าเป็นคนกลางถนน มีกิจการงานเที่ยวไปกลางถนน ต่อสู้ตีนถีบปากกัดไปตามประสาคนเดินถนน
.
แต่ถ้ามีชีวิตสูงกว่านี้มันก็ดี ก็เลื่อนมาเป็นชีวิตพระอริยเจ้า พระอริยเจ้ามีชีวิตอยู่ชนิดที่ไม่กัดเจ้าของ ถ้าชีวิตยังกัดเจ้าของอยู่เต็มอัตราอย่างนี้ เรียกว่าเป็นปุถุชนเต็มขั้น ท่านทั้งหลายก็คิดเอาเอง หยั่งเอาเองว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทมีคุณค่าอย่างไร ที่มันน่าหัวก็คือตัวเอง ชีวิตประจำวัน ตลอดวัน กระแสแห่งชีวิตก็คือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ถ้ามันเป็นฝ่ายผิดก็เป็นทุกข์ตลอดกาล ถ้ามันเป็นฝ่ายถูกมันก็ไม่มีความทุกข์เลย มุ่งหมายเพียงเท่านี้แหละ ไม่ได้มุ่งหมายไปนอนในสวรรค์วิมาน
.
เพราะว่าแม้จะไปนอนในสวรรค์ อยู่ในวิมาน มันก็ไม่พ้นอำนาจปฏิจจสมุปบาท เทวดายังหลงใหลในกามารมณ์ เทวดาก็ยังทะเลาะกับพวกเทวดา ยังมีปัญหาเรื่องดับทุกข์ไม่ได้ เรียกว่า แม้ได้สวรรค์แล้วมันก็ยังไม่พ้นอำนาจของกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท จะไปเป็นพรหมในพรหมโลกก็ยังไม่พ้น ยังมีตัวตน ยังมีตัวกู ยังกลัวตาย ในคัมภีร์เก่าๆ คัมภีร์ใหม่อย่างฮินดูหรืออย่างพุทธก็ตาม ยุติถือกันเป็นหลักว่า พวกพรหมกลัวตายที่สุด มนุษย์ยังกลัวน้อยกว่าพวกเทวดาหรือพวกพรหม พวกเทวดาเขามีความสุข พวกพรหมเขาก็มีความสุขชนิดพิเศษ เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง จึงกลัวตายที่สุด พอพูดถึงคำว่าตาย พวกพรหมนี้กลัวที่สุด รองลงมาตามลำดับก็หมายความว่า ยึดถือมากก็กลัวตายมาก ยึดถือในความสุข ในความเป็นอยู่มาก ก็กลัวตายมาก มนุษย์ก็เหมือนกัน บางคนก็กลัวตายมาก บางคนก็กลัวตายน้อย แต่บางคนไม่กลัวตายเลย เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ หมดความรู้สึกว่าตัวตนแล้วก็ไม่รู้สึกกลัวตาย ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่อะไรทุกอย่างแหละ คือความเป็นพระอรหันต์ ”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “ปรมัตถธรรมสำหรับดำเนินชีวิต” บรรยายแก่คณะสมาธิภาวนา ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๔ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
---------------------------------

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึง การเกิด-การดับของทุกข์ ในกระแสปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

อุปัสสุติสูตร

 [๑๑๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ พระตำหนักอิฐในหมู่บ้านญาติกะ (บางแห่งใช้ว่า นาทิกะ บางแห่งใช้ นาติกะ) ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดได้ตรัสธรรมบรรยายนี้ว่า

 “เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิด เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิด เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์  โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯลฯ
      เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิด ฯลฯ
     เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิด เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิด เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้
.
   เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด
   เพราะตัณหานั้นแลดับไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วย ประการฉะนี้ ฯลฯ
   เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิด ฯลฯ เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด
    เพราะตัณหานั้นแลดับไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้”
.
 สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นผู้ยืนแอบฟังอยู่ ได้ตรัสถามภิกษุนั้นดังนี้ว่า “ภิกษุ เธอได้ฟังธรรมบรรยายนี้หรือไม่”
     ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “ได้ฟัง พระพุทธเจ้าข้า”
   “ภิกษุ เธอจงศึกษาธรรมบรรยายนี้ เธอจงเล่าเรียนธรรมบรรยายนี้ เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ไว้เถิด เพราะว่าธรรมบรรยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”
.
อุปัสสุติสูตร
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(ปกสีฟ้า)
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๑๑๓ หน้า ๑๒๖-๑๒๗

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]