gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 54 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ควายตาบอดVSวัวหูหนวก
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:44 »

ธรรมปีติ : - หลักใจพ้นภัยโควิด

ทรัพย์
.
.
ไวรัสโควิด-๑๙ ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในช่วงนี้
ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบเดิมได้
งานลักษณะที่ผู้คนมาอยู่ใกล้ชิดกันมากๆ ก็จำเป็นต้องหยุดพัก
บางโรงงานเริ่มมีนโยบายให้คนออก บางบริษัทก็เริ่มลดเงินเดือน
ทุกภาคส่วนโดนผลกระทบไปตามๆ กัน�.
.
อีกไม่นาน ภาวะความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น
อาจจะก่อเกิดเป็นปัญหาลุกลามบานปลาย
ก่อนที่เหตุการณ์ความยากลำบากนั้น
การมีหลักธรรมะบางประการ ที่เกี่ยวกับการจัดการเรื่อง “เงิน”
ย่อมเป็นหลักชัยที่สามารถช่วยผู้กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาปากท้อง
ด้วยวิธีการใช้จ่ายทรัพย์อย่าง “ไม่เป็นทุกข์“

——

คำว่า “เงิน” หมายถึงโลหะธาตุหนึ่ง
แต่เราใช้ในความหมายของ ทรัพย์สิน, สมบัติ, ของมีค่า
.
.
คำว่า ทรัพย์ เป็นสันสกฤต  ทฺรวฺย.  แปลง ว เป็น พ
.
.
โดยมีที่มาจากภาษาบาลี คือ ทุ ธาตุ ในอรรถ คติยํ  ในการไป, ทำให้ไปได้
แปลง อุ เป็น อว, แปลง ว เป็น พ 
จะอยู่ในรูปศัพท์ว่า ทพฺพ
.
.
ทัพพะ  แปลว่าของมีอยู่, สภาพมีอยู่, คุณสมบัติ
.
.
คำว่า “สมบัติ”
คำนี้มีส่วนประกอบคือ  สํ (เสมอ) +  ปท  (ถึง)
สมบัติจึงแปลว่า สิ่งอันถือเอาได้เสมอ, หยิบใช้ได้ง่าย
.
.
คนที่มีทรัพทย์สมบัติ หรือคนรวย เราจะเห็นได้ว่าเขาสามารถถือเอาสิ่งไหนก็ได้ตามปรารถนา
จับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องคิดมากอย่างคนไม่มี�.
.
บาลีอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “ธน” อันแปลว่า เงิน, ทรัพย์​
เราจะคุ้นเคยกับคำว่า ธนบัติ, ธนาคาร, ธนารักษ์
.
.
มีรากศัพท์ที่หลากหลาย คือ
- ธน  ธญฺเญ  ในความสมบูรณ์
มีความหมายเดียวกันกับ ธัญญพืช หรือข้าว
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของทำให้ชีวิตสมบูรณ์ กินอยู่อย่างอิ่มหนำ

- ธน  สทฺเท  ในการส่งเสียง 
หมายความว่า ใครมี “ทรัพย์” ก็จะมีชื่อเสียงใครๆ ก็กล่าวถึง
และแปลได้ในอีกบริบทหนึ่ง คือทรัพย์ แปลว่า เป็นเหตุส่งเสียงของ จากพวกขอทานนั่นเอง

- ธน  อิจฺฉายํ  ในความปรารถนา  (ต้องการ, ปรนเปรอ)
ความหมายนี้เข้าใจได้ง่ายที่สุด
เพราะใครๆ ก็ต้องการทรัพย์ ปรารถนาที่จะมีมากๆ มีไม่จำกัด
เมื่อมีแล้วก็จะสามารถปรนเปรอความสุขให้ตนเองได้
สามารถความสบายให้ญาติพี่น้องครอบครัวได้

——

ทางพุทธศาสนา จะแบ่งทรัพย์เป็น ๒ ประเภทคือ
๑ โภคทรัพย์ 
๒ อริยทรัพย์
.
.
โภคทรัพย์ คือ ทรัพย์สินเงินทอง, บ้านเรือนอสังหาริมทรัพย์, ทาสหญิงทาสชาย
สัตว์เลี้ยง ที่ดิน อาณาจักร สิ่งให้ที่สามารถหล่อเลี้ยงกายให้มีความสุขก็นับเนื่องในส่วนนี้
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำการใช้โภคทรัพย์ไว้ดังนี้
.
.
วิธีการบริหารทรัพย์* Fourfold division of money.
คือ หามีทรัพย์อยู่ประมาณหนึ่ง ทั้งที่ได้รับมา หรือ ที่สะสมอยู่ ก็ได้
ให้แบ่งเสียเป็น ๔ ส่วนเท่ากัน
อันดับแรก ใช้ “๑ ใน ๔”  เพื่อจ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบำรุง และทำประโยชน์
อันดับสอง ใช้ “๒ ใน ๔”  ลงทุนประกอบการงาน
อันดับสุดท้าย ที่เหลือ “๑ ใน ๔” ต้องเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
.�.
หลังจากจัดสรรได้แล้ว
พระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำหลักเกี่ยวกับการใช้จ่ายเลี้ยงชีพ**
เรียกว่า หลัก “สมชีวิตา” คือการทำชีวิตให้เสมอ
โดยให้แบ่งทรัพย์ที่หามาได้เป็น ๕ ส่วน ดังนี้
.
.
“ใช้หนี้เก่า-ให้เขากู้-ใส่ปากงู-ฝังดินไว้-ทิ้งลงเหว”
.
.
๑ ใช้หนี้เก่า ๑ ส่วน คือ ใช้เงินทองในการบำรุงเลี้ยงดูพ่อแม่
บุพพการี ผู้มีพระคุณ ตลอดถึงเหล่าญาติและมิตรสหาย
เพราะเราได้รับการอุปการะจากท่านเหล่านี้มาก่อนแล้ว
จึงเปรียบเหมือนหนี้ที่ต้องใช้
.
๒ ให้เขากู้ ๑ ส่วน คือ ให้เลี้ยงดูบุตรธิดาศึกษาเล่าเรียน
ถือเอาว่าให้เขาในวันนี้ เป็นการให้กู้เพื่อต่อทุน
เป็นการเผื่อไว้ว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาอาจจะกลับมาเลี้ยงดูเรา
แต่อันที่จริงการให้กู้ ก็เพื่อเราก็ไม่ต้องเป็นห่วงกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขานั่นเอง
.
๓ ใส่ปากงู ๑ ส่วน คือ ฝากภรรยาเก็บไว้ยามขาดแคลน
เผื่อเอาไว้ยามป่วยไข้ จะได้ไม่ลำบากในการรักษาพยาบาล
เป็นการวางแผนอนาคตเผื่อว่าวันข้างหน้า
เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น หรือ ลูกหลานไม่ได้กลับมาเลี้ยง
.
๔ ฝังดินไว้ ๑ ส่วน คือ ให้ทำบุญ หรือบริจาค
ไม่จำกัดว่าต้องเป็นในส่วนใดกับใคร แต่เป็นไปเพื่อการทำลายความตระหนี่ในใจ
ส่วนนี้ผู้ใดทำเป็นประจำก็จะมีที่พึ่งทางใจ ว่าตนเองในยามมีก็ได้จุนเจือผู้อื่น
ยิ่งได้ทำบุญทำทานไว้ในบวรพุทธศาสนา ก็เปิดโอกาสให้ได้เข้าใกล้ธรรมะของพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น
.
๕  ทิ้งลงเหว ๑ ส่วน คือ สำหรับใช้จ่ายบริโภค
คือ ให้อุปโภคบริโภคในการส่วนตัว จะกินอะไรหรือซื้ออะไร
ทรัพย์ ๑ ใน ๕ นี้ก็มีไว้เพื่อความสุขความพอใจส่วนตัว

——

สำหรับคนที่ไม่มีทรัพย์
คงไม่รู้ว่า การมีทรัพย์เป็นอย่างไร
ศึกษาเรื่องการบริหารหรือการใช้เงินทองคงเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียหน่อย
เช่นนั้นแล้วคงต้องเรียนรู้ การได้มาซึ่งทรัพย์
อย่างที่เราเคยได้ยิน “คาถาเศรษฐี” หรือ “อุ-อา-กะ-สะ”
ซึ่งก็เป็นคำย่อมาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
.
.
เราเรียกว่า
“ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ ประการ *
Virtues conducive to benefits in the present
.
๑  อุฏฐานสัมปทา
คือ ขยันหมั่นเพียรในการอาชีพอันสุจริต
รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง หาอุบายวิธี พัฒนาตนพัฒนางาน
.
๒ อารักขสัมปทา
คือ รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ไม่ให้เป็นอันตรายหรือสูญหาย
.
๓ กัลยาณมิตตตา
คือ รู้จักคบเพื่อนที่ดี มีอัธยาศัยพาให้ดำรงตนอยู่ในคุณธรรม
และกล้าแนะนำ บอกในสิ่งที่ถูก ชี้โทษในสิ่งที่ผิด
.
๔ สมชีวิตา
คือ การวางตัวเหมาะสม รู้จักชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียง เลี้ยงชีวิตแต่พอดี
.
ผูกเป็นคำคล้องจองว่า
“ขยันหา-รักษาดี-มีกัลยาณมิตร-นำพาชีวิตให้พอเพียง”

——

ไม่ว่าจะบริหาร หรือใช้โภคทรัพย์ได้ดีขนาดไหนก็ตาม
แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะอยู่ได้เพียงชีวิตหนึ่งชีวิตเดียวเท่านั้น
วันสุดท้ายก็ต้องคืนให้แก่โลก เพราะร่างกายก็ตายเป็นธรรมดา
.�.
ทรัพย์ที่สำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงให้ขวนขวายหาสะสมไว้
อันจะเป็นสิ่งติดตามตัวไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ไม่มีวันสูญสลาย เราเรียกสิ่งนั้นว่า “ทรัพย์อันประเสริฐ”
.
.
อริยทรัพย์ ๗  Noble treasures)

๑  ศรัทธา  ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ
.
๒ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม
.
๓ หิริ  ความละอายใจต่อการทำความชั่ว
.
๔ โอตตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
.
๕ พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
.
๖ จาคะ  ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
.
๗ ปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ
สิ่งไหนเป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา
.
.
ทรัพย์อันประเสริฐเหล่านี้จะอยู่ภายในจิตใจ
และเป็นสิ่งล้ำเลิศกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหาย
ทำใจให้ไม่เหี่ยวแห้ง อ้างว้าง ยากจน และเป็นกำลังใจให้สร้างทรัพย์ภายนอกได้อีกด้วย

——

กับสถานการณ์โควิด-๑๙
ทั่วทั้งโลกต่างประสบกับความยากลำบากกันทั้งนั้น
เรากำลังเป็นผู้ร่วมชะตากรรมนี้ร่วมกัน
ทรัพย์สินเงินทองที่เคยมี ที่เคยหาได้ นั่นเป็นอดีตไปแล้ว
.
.
ปัจจุบัน คือช่วงเวลาที่เป็นโอกาส
ยังมีชีวิต ยังไม่ตาย การไปมัวคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่ทำให้เกิดผลดีอะไร
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”
ลุกขึ้นมาใช้สติปัญญา อยู่กับความเป็นจริง
นี่คือจังหวะที่ต้องฝึกฝนตัวเอง พัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อแสวงหาทรัพย์
.�.�และเมื่อหาทรัพย์ทางกายแล้วได้แล้ว ก็อย่าลืมสะสมทรัพย์ที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
คือ อริยทรัพย์ ที่พึ่งอันประเสริฐของท่าน
เป็นการสร้างความสุขที่แท้จริง สามารถนำพาให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

——

พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ
พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
เมื่อเล็งเห็นประโยชน์สูงสุด
พึงสละทั้งอวัยวะและชีวิต เพื่อรักษาธรรม

——

ล้างมือบ่อยๆ - ล้างใจบ่อยๆ
อยู่ห่างๆ กัน  - กันกิเลสให้ห่างๆ จิต
ให้กำลังใจตนเอง และผู้อื่น
พูดเรื่องที่ถูกต้อง พาให้ผู้คนพ้นทุกข์
.
.
ยินดีกับชีวิต หายใจสบายๆ
#ทักษะเพื่อผ่านพ้น
#พระจะไม่นิ่งดูดาย
#อย่าคิดว่าจะไม่ติดไวรัสนี้แม้แต่วินาทีเดียว

——

อ้างอิง
*โภควิภาค ๔ www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=163
** หลักการใช้ทรัพย์ ๕ http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1872
*** คาถาเศรษฐี ๔ http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=144
****อริยทรัพย์ ๗ http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=292

ข้อความโดย: ไอ้ไข่แดง ยันหว่าง
« เมื่อ: 11:10 น. วันที่ 08 เม.ย.63 »

***          " สักการะ  ปุริสัง  หันติ "    ***
                 (ลาภ สักการะ ฆ่าคน)

           ไม่ได้ฆ่าให้คนตายทางร่างกาย
       แต่ฆ่าคนให้ตายทางจิตทางวิญญาณ
                      คือจิตเขาตายด้าน
             ไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย
                             --------------
                  พระพรหมมังคลาจารย์
                       ปัญญานันทภิกขุ

...................
สัพพะทานัง ธัมมทานัง ชินาติ —  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ควายตาบอด VS วัวหูหนวก
« เมื่อ: 22:41 น. วันที่ 07 เม.ย.63 »

หลังจากข่าวบังคับให้พระอาวุโส ๒ รูปสึกอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีกระบวนการนิคหกรรมตามกติกาของคณะสงฆ์แล้ว ในสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพประกาศคณะสงฆ์ในอดีตที่มุ่งกำกับพฤติกรรมของพระมิให้เป็นไปในทางเสียงหาย ที่มีบทลงโทษคล้ายๆ กันว่า “ให้สึกเสีย” กันอย่างกว้างขวาง

แม้การส่งต่อข้อมูลดังกล่าวอาจทำด้วยความหวังดี ต้องการปรามภิกษุที่จะประพฤติผิดพระวินัยให้กลับมาอยู่ในกรอบที่ดีงาม และคิดว่าการกระทำดังกล่าวมิได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ ต่อพระที่ประฟฤติดีปฏิบัติชอบ แต่หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกต้องก็อาจก่อความเสียหายต่อพระดีๆ ได้เช่นกัน

เป็นเรื่องที่ต้องทำให้กระจ่างว่าบรรดาประกาศคณะสงฆ์ที่อายุเกินกว่ากึ่งศตวรรษเหล่านั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่? ถ้ายังใช้บังคับอยู่เหตุใดจึงไม่ถูกพูดถึง หรือไม่มีข่าวการนำมาบังคับใช้เลยตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งที่ยังมีพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอยู่ หรือความจริงประกาศเหล่านี้ถูกยกเลิกโดยกฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศที่ตราขึ้นภายหลังไปหมดแล้ว

ใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองคณะสงฆ์ไทยทุกวันนี้ มีข้อความระบุไว้ในมาตรา ๔ อย่างชัดเจนว่า “ภายในระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ บรรดากฎกระทรวง สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับ และระเบียบเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา ให้คงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับหรือระเบียบของมหาเถรสมาคม ยกเลิก หรือมีความอย่างเดียวกัน หรือขัดหรือแย้งกัน หรือกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น” ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วประกาศเหล่านั้นน่าจะขัดแย้งกับ พรบ.ฉบับนี้

นอกจากนี้ยังมีข้อบังคับที่ออกตาม พรบ. คณะสงฆ์ ดังกล่าว เช่น กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ซึ่งระบุไว้ในข้อ ๓ ว่า “นับแต่วันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ยกเลิกกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแก่พระภิกษุ และให้ยกเลิกข้องบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งอื่นเกี่ยวกับคณะสงฆ์ในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในกฎมหาเถรสมาคมนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้” และยังมี “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ” ที่ระบุกระบวนการที่จะนำไปสู่การสึกพระภิกษุไว้แล้วอย่างชัดเจนอีกด้วย (ซึ่งย่อมทำให้วิธีการบังคับให้สึกที่ระบุไว้ในประกาศในอดีตนั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไป)

หากกฎกติกาที่ยกขึ้นอ้างเพื่อใช้สึกพระ ๒ รูปที่เป็นข่าว รวมทั้งประกาศในอดีตที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็นกติกาที่ถูกยกเลิกไปแล้วจริง การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่สึกพระนั้นย่อมไม่ชอบธรรมและการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเสียหายที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับชาวพุทธในวงกว้างได้ เปิดโอกาสให้มีการกลั่นแกล้ง และใช้อำนาจในทางที่ผิดตามมา การกระทำที่ถูกต้อง แต่ด้วยวิธีการที่ผิด ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปไม่ได้เลย สมควรที่สังคมพุทธที่เชิดชูปัญญา และความถูกต้องมาโดยตลอด ควรช่วยกันทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

เราจึงขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง.... ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกรณีนี้ทุกฝ่าย โปรดแสดงความรับผิดชอบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชาวพุทธได้รับทราบ เพื่อหยุดยั้งอวิชชา (ความไม่รู้ ความรู้ที่ผิด) เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยก และความเสียหายอื่นๆ ตามมา

และขอเรียกร้องมายังนักการเมืองที่ตั้งใจปกป้องพระพุทธศาสนา นักวิชาการศาสนาที่คร่ำหวอดในเรื่องกฎระเบียบ สื่อมวลชนที่สนใจ (มาก) ในการเสนอข่าวพระที่กระทำผิด รวมทั้งนักกฎหมายที่อาสาปกป้องประชาชน ได้โปรดเข้ามาช่วยทำความชัดเจนในเรื่องนี้ให้ปรากฏ

และขอเรียกร้องมายังชาวพุทธ ว่าอย่าได้หยุดอยู่เพียงความปรารถนาดีอยากกำจัดอลัชชีออกจากศาสนา แต่นี่เป็นเรื่องของหลักการ วิธีการ ที่ต้องการความถูกต้องชัดเจน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาค ความเป็น “ธรรม” และ ความยุติ (โดย) ธรรม อย่างแท้จริง มิฉะนั้นพระดีที่เราบูชาเมื่อถึงเวลาก็อาจถูกอำนาจแห่งอวิชชานี้รุกรานได้... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.เจตนา ไข่แดง
« เมื่อ: 16:14 น. วันที่ 05 เม.ย.63 »

วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตนนั้น  พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ได้เมตตาเผยรายละเอียดไว้ดังนี้

วิบัติ 4
  ๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง
 
๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สูบกัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

 
๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด
 
๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ข้อความโดย: ดร.เจตนา ไข่แดง
« เมื่อ: 15:49 น. วันที่ 04 เม.ย.63 »

"เหตุที่พุทธสูญสิ้น ที่อินเดีย"
โดย...(ป. อ. ปยุตฺโต)

๑.ใจกว้างจนลืมหลัก เสียหลักจนถูกกลืน
ชาวพุทธใจกว้าง แต่ศาสนาอื่นเขาไม่ใจกว้างด้วย บางทีก็กว้างเลยเถิดไป จนลืมหลัก ไม่มีหลัก ไม่ยืนหลักของตัวไว้ เลยกลายเป็นกลมกลืนกับเขา จนศาสนาของตัวเองหายไปเลย เป็นเหตุสำคัญให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป (คำสอนฮินดูปลอมปน+มุสลิมปราบฆ่าเผาวัดตำรา-บังคับเปลี่ยนศาสนา)

๒.จุดที่เสื่อม คือ ชาวพุทธลืมหลักกรรม
ไม่เอาการกระทำของตัวเองเป็นหลัก ไปหวังพึ่งเทพเจ้า-ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์ ไม่กระทำด้วยตนเอง ก็งอมืองอเท้า มันก็มีแต่ความเสื่อมไป

๓.เฉยมิใช่ไร้กิเลส แต่เป็นเหตุให้พระศาสนาสิ้น
ภัยกระทบกระเทือนส่วนรวม ชาวพุทธไม่น้อยที่วางเฉย ไม่เอาเรื่อง แล้วเห็นลักษณะนี้เป็นดีไปว่าไม่มีกิเลส ในทางตรงข้าม ถ้าไปยุ่งก็ว่ามีกิเลส อันนี้ อาจจะพลาดจากคติพุทธศาสนาไปเสียแล้ว และจะกลายเป็นเหยื่อเขา คติที่ถูกต้องนั้น สอดคล้องกับหลักความจริงที่ว่า “พระอรหันต์ หรือ ท่านผู้หมดกิเลสนั้น เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว หมดกิจที่จะต้องทำเพื่อตนเองแล้ว จึงมุ่งแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ขวนขวายในกิจของส่วนรวมอย่างเต็มที่”

๔. การฝากศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว (ฆราวาสทอดธุระ)
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน" เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาทรัพย์สมบัติของเรากลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red egg
« เมื่อ: 17:08 น. วันที่ 30 มี.ค.63 »

อย่าเคยชินกับความเคยชิน

——

ทฤษฎีกบต้ม
คือ หลักอธิบายเรื่องโทษของความชะล่าใจ
ให้เห็นภาพได้ชัดเจน
.
.
เรื่องมันมีอยู่ว่า
หากเราต้องการจะต้มกบ
เราก็ใส่น้ำลงในหม้อ จุดเตาไฟ
รอให้น้ำเดือดแล้วจึงค่อยหย่อนกบใส่ลงไป
ตอนที่กบเจอน้ำร้อน มันก็จะกระโดดหนีทันที
เพราะสัญชาตญาณมันเป็นเช่นนั้น
.
.
ถ้ายังใช้อุปกรณ์เหมือนเดิม
จะทำอย่างไร เพื่อให้กบไม่สามารถกระโดดหนีได้
.
.
วิธีการคือ
ต้องเอากบใส่หม้อพร้อมกับน้ำอุณหภูมิปกติ
จากนั้นก็เปิดไฟอ่อนๆ
.
.
และเพราะกบเป็นสัตว์เลือดเย็น
มันจึงสามารถปรับตัวตามอุณหภูมิน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นได้
น้ำเย็นก็อยู่ได้สบายๆ น้ำอุ่นก็รู้สึกเฉยๆ
.
.
นานเข้าๆ
น้ำก็เริ่มร้อนมากขึ้นๆ จนใกล้เดือด
กบเพิ่งรู้สึกตัวว่า ตอนนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
.
.
มันจะกระโดดหนี
แต่! ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ขามันสุกไปเรียบร้อยแล้ว
ฉากจบคงไม่ต้องบรรยาย

——

วานก่อนดูคลิปวิดีโอของผู้ติดไวรัสโคโรน่า ชาวไอร์แลนด์
เขากำลังนอนซมอยู่ในห้องไอซียู
บอกเล่าถึงอาการเจ็บปวดที่ปอดอย่างแสนสาหัส
มีอยู่ประโยคหนึ่งที่เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง คือ
.
.
“อย่าคิดว่าคุณจะไม่ติดไวรัสนี้  แม้แต่วินาทีเดียว”
.
.
นี่เป็นการสื่อสารที่ตรงประเด็นมาก เรียกว่า “พูดออกมาจากหัวใจ” เลย
รับรู้ได้เลยว่าประโยคนี้ เขาได้เรียนรู้และกำลังประสบมันด้วยตัวเอง
คงเป็นสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับพวกเราผู้ยังไม่ติดเชื้อมากที่สุด
.
.
วันนี้ ตอนนี้
ท่านคงกำลังปรับตัวกับสถานการณ์วิกฤตนี้ได้
เริ่มรู้จังหวะอยู่บ้านบ้าง อาจจะหาโอกาสออกไปข้างนอกบ้าง
พออยู่คนเดียวเหงาๆ เบื่อๆ ก็หาทางไปรวมกลุ่มกันบ้าง
ล้างมือบ้าง ล้างแล้ว ไม่ล้างก็ไม่เป็นไร
พวกนี้คนรู้จักกันทั้งนั้น ใกล้กันหน่อยก็คงได้มั้ง
.
.
“ไม่เป็นไร” “ก็ได้” บ่อยๆ เข้า
หารู้ไม่ว่านั่นคือ “ความเคยชิน”
ที่กำลัง “เปิดช่อง” ให้เกิดโอกาสติดเชื้อ
.
.
พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว
มีธรรมะข้อหนึ่งที่พุทธองค์ทรงตรัสสอนทุกวันๆ ละ ๒ ครั้ง
.
.
ลองคำนวนดู ๔๕ ปีๆ ละ ๓๖๕ วันๆ ละ ๒ ครั้ง
รวมเป็น ๓๒,๘๕๐  ครั้ง ที่พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า
“อย่าประมาท”
.
.
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสถามกะพระอานนท์ ว่า
“ดูก่อน อานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง”
พระอานนท์​ ผู้พุทธอุปฐาก กล่าวตอบ
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันละ ๗ ครั้งพระเจ้าข้า”
“ยังห่างมาก อานนท์ ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก”

——

“นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก” และ
“อย่าคิดว่าคุณจะไม่ติดไวรัสนี้  แม้แต่วินาทีเดียว”
.
.
เป็น ๒ ประโยคนี้มีความหมายเดียวกัน
คือ “อย่าประมาท”
.
.
หากท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้
หมายความว่า ท่านกำลังมีชีวิตอยู่
ด้วยเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมดทั้งมวล “ในอดีต”
ทำให้ท่านยังอยู่กลุ่มที่ยังมีชีวิต และยังไม่ติดไวรัส
.
.
แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่ สำหรับวิกฤตการณ์นี้
จุดเปลี่ยนอยู่ที่ ท่าน “เคยชิน” หรือ “รู้สึกตัว”
และมันมีความสำคัญถึงชีวิต
.
.
การไม่ระมัดระวัง ทำสิ่งเดิมๆ ตามความเคยชิน
ก็ไม่ต่างจาก “กบ” ไม่ประสีประสา นอนแช่น้ำอุ่น
.
.
การไม่เชื่อฟังคำแนะนำของแพทย์และรัฐบาล
แล้วไม่สนใจอะไร ก็ไม่ต่างจากการปิดฝาหม้อเสีย
แล้วยอมโดนต้มแต่โดยดี
.
.
หากท่านหวงแหน และยังยินดีกับชีวิตที่มีอยู่
ขอจงสร้างเหตุปัจจัยใหม่ ในปัจจุบัน!
.
.
ยินดีปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และรัฐบาล
ยินดีที่จะระมัดระวังตัว
ยินดีกับการอยู่คนเดียว
.
.
ยินดีกับการรู้สึกตัว
ยินดีกับลมหายใจ
"ยิ้ม" และ "หายใจ" ให้กับชีวิตและทุกสิ่ง
.
.
ท่านจะปลอดภัยทั้งกายและใจ

——

แม้นม่านหมอกแห่งความกลัว ยังไม่หมดไป
แม้นแสงร่ำไรแห่งความหวัง ยังส่องมาไม่ถึง
ขอให้ยืนหยัดบนสองเท้า ด้วยจิตคิดคำนึง
ว่านี่เป็นอีกวันหนึ่ง เพื่อยินดีกับชีวิตและความจริง

——

อปฺปมาโท อมตํ ปทํ    ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ    เย ปมตฺตา ยถา มตา ฯ
.
.
ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย
ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
คนไม่ประมาท ชื่อว่าย่อมไม่ตาย
คนประมาทเหมือนคนหูหนวกตาบอด
ที่ตายแล้ว... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: Dr.Red Egg
« เมื่อ: 08:44 น. วันที่ 28 มี.ค.63 »

#พ่อหลวงกับบุคคลากรการแพทย์
พวกเราทราบหรือไม่ว่า
#ค่านิยมองค์กรสาธารณสุข คือคำว่า “MOPH”
M : Mastery เป็นนายตนเอง บุคลากรต้องมีภาวะผู้นำ เป็นผู้นำที่ดี เอาชนะโลภ โกรธ หลงให้ได้
O : Originality เร่งสร้างสิ่งใหม่ ทั้งนโยบาย นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
P : People centered approach ใส่ใจประชาชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน และ
H : Humility ถ่อมตนอ่อนน้อม โดยการปฏิบัติตัว และใช้คำพูดที่ดี เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ

ค่านิยมทั้ง 4 ข้อเป็นไปตามพระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
-------------------------------------------
เมื่อครั้งที่ ร. 9
#ประทับรักษาพระอาการประชวร
ณ โรงพยาบาลศิริราช
ช่วงนั้นทรงทราบว่ามีปัญหา
คนไข้ฟ้องแพทย์มากขึ้น รับสั่งว่า
“ให้พวกเราอ่อนน้อมถ่อมตน
ทุกคนมีดีอย่าไปดูถูกใคร
ให้เกียรติต่อทุกคน
ไมตรีจิตก็จะเกิดขึ้น”

ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2554 และหัวหน้าคณะแพทย์ผู้ถวายงานครั้งที่ประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช
-----------------------------------------------
ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งว่า“ถ้าคิดว่าดี ทำต่อไป”
#พระองค์ท่านเคยรับสั่งไว้ครั้งหนึ่งว่า
#“สุขภาพพลเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าพลเรือนมีสุขภาพที่เสื่อมโทรมประเทศชาติก็พัฒนาไม่ได้”
ดังนั้นหน้าที่ของศิริราชคือดูแลสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ด้อยโอกาส ตราบใดที่ศิริราชยังอยู่คู่แผ่นดินไทย ยืนยันว่าพระราชปณิธานตั้งแต่รัชกาลที่ 5 สืบทอดมายังรัชกาลที่ 9 จะสืบทอดต่อไปไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
----------------------------------------------
 “เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓  ภายหลังจากที่ทำพระทนต์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระองค์ท่านรับสั่งถามว่า “เวลาที่พระองค์ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน มีทันตแพทย์มาช่วยกันแลดูรักษา  แล้วราษฎรที่อยู่ห่างไกลความเจริญมีหมอช่วยดูแลรักษาหรือเปล่า” 
- ศ. (พิเศษ) ทพ.ญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา   เตชะกัมพุช  ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานและทันตแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9
-----------------------------------------
#วันหนึ่งเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่น
มีราษฎรคนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ร่างกายซูบผอม ไม่สบาย  พระองค์ท่านรับสั่งถาม “เป็นอะไร ไม่สบายหรือ ? ”
 ราษฎรผู้นั้นทูลตอบว่า  “ไม่สบาย ฟันไม่มี กินอะไรไม่ได้” พระองค์ท่านจึงบอกว่า “ไปใส่ฟันซะ แล้วจะเคี้ยวอะไรได้   ร่างกายจะได้แข็งแรง” 
ในปีต่อมาเมื่อพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง  ราษฎรผู้นั้นได้มาเฝ้าและทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 9 ว่า
“ไปใส่ฟันมาแล้วตามที่ในหลวงแนะนำ 
ตอนนี้กินอะไรได้สบายแล้ว”
-----------------------------------------
#พระบรมราโชวาท 
“การเข้าถึงประชาชน  ท่านจะต้องช่วยบำบัดบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนโดยทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นท้องที่ใดและกาลเวลาใด  ขอให้เตรียมใจให้พร้อมเพื่อปฏิบัติหน้าที่นี้  และจงเชื่อมั่นว่าการทำประโยชน์และความเจริญแก่ส่วนรวมนั้นย่อมเป็นประโยชน์และความเจริญของตนด้วยเสมอ..”

บทความพิเศษฉลองสิริราชสมบัติครบ  ๕๐ ปี  ของสำนักข่าวไทย ประจำวันที่ ๑๓, ๑๖ มิถุนายนและวันที่  ๒๖, ๒๗, ๒๙  พฤศจิกายน๒๕๓๙
----------------------------------------------
“...#การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
เป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคงเพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นโดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นผู้แต่งสร้างมิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ...”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2522

#น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
 ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

#ใครอ่านถึงตรงนี้ จะเข้าใจได้แล้วว่า
บุคคลากรการแพทย์นั้นต้องเหนื่อย
หนักหนาสาหัสแค่ไหน เพื่อพวกเรา
#ทำไมพ่อหลวงถึงทุ่มทั้งใจเพื่อทำให้
ระบบสาธารณสุขของไทยดีขึ้นถึงทุกวันนี้

#ด้วยความเคารพและห่วงใย
ขอมอบทุกกำลังใจที่มีอยู่ให้
บุคคลากรการแพทย์

พวกเรารู้ว่าพวกคุณเหนื่อยหนักหนา
เราจะไม่สร้างปัญหาให้แน่นอน
ลูกขอสัญญา
Thammasak Orachoonwong
#ก้าวนี้เพื่อคนบนฟ้า
#คิดถึงพ่อหลวงสุดหัวใจ

ขอบคุณที่มา
komchadluek.net/news/edu-health/298990
trueplookpanya.com/learning/detail/79-00
ขอบคุณภาพวาดจากเพื่อนโก้
Ghuntawat Charoenphol
ข้อความโดย: ไข่แดง เจ็ดแน่
« เมื่อ: 16:16 น. วันที่ 25 มี.ค.63 »

✽ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทาน #พระคติธรรมเป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ความว่า

“ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า #ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน ‘#สติ’ และ ‘#ปัญญา’ #พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี

มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า ‘#เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, #เมื่อถึงคราวปรึกษางานต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม, #ยามมีข้าวน้ำต้องการผู้เป็นที่รัก, #ยามเกิดปัญหาต้องการบัณฑิต’
ขอทุกท่านจงเป็น ‘#ผู้กล้าหาญ’ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็น ‘#ผู้ที่ไม่พูดพล่าม’ โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็น ‘#บัณฑิต’ ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ

ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

ข้อความโดย: แรงแซงทางโค้ง
« เมื่อ: 15:34 น. วันที่ 25 มี.ค.63 »

สาธุครับ
ข้อความโดย: Red Monk Covid-19
« เมื่อ: 20:42 น. วันที่ 23 มี.ค.63 »

ปริมาณแห่งตัวตนและความกลัว

ใครมีตัวตนจัด รักตัวจัดก็คือกลัวตายมาก ใครยิ่งรักตัวมาก ก็กลัวตายมาก ใครรักทรัพย์สมบัติมากก็กลัวตายมาก รักลูกรักเมียมากก็กลัวตายมาก และคนที่มีความรักน้อยมันก็กลัวตายน้อย

เห็นเสืออย่างเดียวกันคนหนึ่งมันกลัวน้อย คนหนึ่งมันกลัวมาก ไม่แน่นอน พระอรหันต์ไม่กลัว เพราะไม่มีอะไรเป็นความรู้สึกว่าเป็นตัวกู เป็นของกูเหลือ เพราะฉะนั้นจึงไม่กลัว และไม่กลัวโดยเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวงเพราะว่ามันไม่มี อุปาทานว่าตัวกู มันก็ไม่มีวัตถุที่จะถูกทำลาย คือไม่มีตัวกูที่จะถูกเสือกัด มันก็เลยไม่กลัวด้วยประการทั้งปวง

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา: หนังสือ "ความกลัว" ธรรมะใกล้มือ ฉบับเดือนเมษายน 63
สนใจสอบถามได้ที่เพจ สโมสรธรรมทาน - co dhamma space... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Red Monk Covid-19
« เมื่อ: 20:37 น. วันที่ 23 มี.ค.63 »

รตนสูตร (ระตะนะสูตร)
.
สมัยหนึ่ง เมืองเวสาลีเกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องฤดูกาล ข้าวกล้า เสียหายแห้งเหี่ยวตายเกิดทุพภิกขภัยใหญ่และมีโรคระบาด ผู้คนอดอยากล้มตาย ซากศพจำนวนมากถูกนำไปทิ้งไว้นอกเมือง พวกอมนุษย์ได้กลิ่นซากศพจึงพากันเข้าเมือง ทำอันตรายให้ผู้คนล้มตายกันมากยิ่งขึ้น  เมื่อเกิดภัย 3 ประการ คือ ทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง ) อมนุษยภัย (ภัยจากพวกอมนุษย์) และโรคภัย (ภัยจากโรคระบาด) เกิดขึ้นในเมืองเวสาลีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เจ้าลิจฉวี 7,707 องค์ ซึ่งร่วมกันปกครองเมืองในระบอบสามัคคีธรรม  จึงให้ประชาชนมาประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณา หาความผิดของบรรดาเจ้าลิจฉวี อันน่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดภัยต่าง ๆ  ดังกล่าว แต่ก็หาไม่พบทั้งหมดจึงช่วยกันหาวิธีกำจัดภัยนี้ให้สงบ
.   
คนบางพวกเสนอให้นิมนต์ครูเดียรถีย์ทั้ง 6 มาดับทุกข์ภัย แต่บางพวกเสนอให้นิมนต์พระพุทธเจ้าในที่สุดก็เห็นชอบมอบหมายให้เจ้าลิจฉวี 2 องค์เป็นหัวหน้าไปนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่นครราชคฤห์ให้เสด็จมาเวสาลีพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์และทรงทราบเมื่อพระองค์แสดง รตนสูตร ในเมืองเวสาลีแล้ว อารักขาจะแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาลในเวลาจบพระสูตร และธรรมมาภิสมัยจักมีแก่สัตว์ 84,000 พระองค์จึงนำพระภิกษุ 500 เสด็จดำเนินไปเวสาลีตามลำน้ำคงคา
.
เมื่อพระบรมศาสดาย่างพระบาทประทับบนแผ่นดินนครเวสาลี ก็เกิดฝนตกลงมาห่าใหญ่ น้ำฝนไหลนองแผ่นดิน สูงถึงเข่าบ้าง สูงถึงเอวบ้าง พัดพาเอาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปจนหมด ทำให้พื้นดินบริสุทธิ์สะอาดขึ้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงประตูเมืองเวสาลีในตอนเย็น  ขณะนั้น ท้าวสักกะเทวราชและเทพยดาศักดิ์ใหญ่นำเสด็จอยู่หน้าขบวน  พวกอมนุษย์ที่อยู่ในเมืองเกรงกลัวอานุภาพจึงพากันหลบหนีไปเป็นส่วนมาก  พระบรมศาสดาทรงตรัสสอน รตนสูตร แก่พระอานนท์ ให้พระอานนท์พร้อมเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเดินสาธยายให้รอบกำแพงเมืองทั้ง 3 ชั้น ตลอดทั้งคืน  พวกอมนุษย์ที่เหลืออยู่จึงพากันหลบหนีไปหมดสิ้น เพราะเกรงกลัวอานุภาพของ  รตนสูตรนี้ ภัยทั้งหลายในเวสาลีจึงสงบลง
.
เมื่อภัยทั้งหลายสงบแล้วชาวเวสาลีได้มาประชุมกันที่กลางนครและนิมนต์พระพุทธเจ้ามาแสดงธรรม พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงรตนสูตร ทุกวันตลอด7วัน ทำให้เหล่าสัตว์คือ มนุษย์ และเทวดา ได้บรรลุธรรมถึงวันละ 84,000 เมื่อทรงเห็นว่าภัยทุกอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว พระบรมศาสดาจึงเสด็จกลับราชคฤห์

ที่มา : รตนสูตร พระไตรปิฎก (ฉบับบาลี) เล่มที่ 25  ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตร

*บทรตนสูตร" นิยมสวดในพิธีการทำน้ำพระพุทธมนต์
สำหรับ "บทสวดรตนสูตร" มีดังนี้

ระตะนะสุตตัง

          ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
     ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
     สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
     อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
     ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
     เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
     ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
     ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
          ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
     สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
     นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
     อิทัมปิ พุเธ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
     ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
     นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
     อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
     สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
     สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
     อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
    จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
     เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
     เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ ฯ
          เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
     นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
     เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
     ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
     จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
     ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
     โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
     คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
     กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
     นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
     ตยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
     สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
     สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
     จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
     ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
     กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
     อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
     อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
     คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
     ตะถูปะมัง  ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
     นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
     อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
     อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
     อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง  ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
     วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
     เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
     นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
     อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
     ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
     ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
     พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
     ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
     ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
     ธัมมัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ
          ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
     ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
     ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
     สังฆัง นะมัสสามะ   สุวัตถิ โหตุ ฯ

#รตนสูตร
#ยุวพุทธฯบ้านแห่งธรรม
#สถานปฏิบัติธรรมเพื่อทุกวัยของชีวิตฃ
#YUWAPUT
#Meditation... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red mountain UFO
« เมื่อ: 18:08 น. วันที่ 22 มี.ค.63 »

"พระอรหันต์" คือ บุคคลผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักรเสียได้
.
"เรื่องราวที่ประเสริฐที่สุด อันเกี่ยวกับ "พระอรหันต์" นั้น ไม่มีเรื่องใดยิ่งไปกว่าเรื่องความดับทุกข์ หรือ ความไม่มีทุกข์ ท่านทั้งหลายจะต้องระลึกนึกให้ดีว่า คำว่า "อรหันต์" หรือ "อรหัง" นั้น มันหมายความว่าอย่างไร?.
.
คำว่า "อรหันต์" นั้น ถ้าจะพูดเป็นไทยๆแล้ว ก็ต้องแปลว่า เป็นมนุษย์สุดยอดทีเดียว เป็นมนุษย์ที่เลิศประเสริฐที่สุดกว่ามนุษย์ทั้งหลาย จนได้นามว่า "เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้อย่างยิ่ง" ไม่มีบุคคลประเภทใดจะเสมอเหมือน.
.
ข้อนั้น ก็เพราะเหตุว่า พระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจด จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง เมื่อหมดกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า หมดความทุกข์โดยประการทั้งปวงด้วย เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวเปรียบเทียบ หรือกล่าวอย่างอุปมาว่า พระอรหันต์นั้น คือ "บุคคลผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักร" เสียได้.
.
"สังสารจักร" นั้นแปลว่า "วงล้อของสังสารวัฏฏ์" หมายความว่า วงกลมที่หมุนไปไม่มีหยุด ในกระแสแห่งการเวียนเกิด เวียนแก่ เวียนเจ็บ เวียนตาย หรืออีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า.."เวียนอยู่ในวงเวียนของกิเลส" ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม ครั้นได้รับผลกรรมแล้วก็หล่อเลี้ยงกิเลสไว้ให้ยังคงมีอยู่ สำหรับเป็นเหตุให้ทำกรรมอีกต่อไป และได้รับผลกรรม ใช้กรรมหล่อเลี้ยงกิเลสไว้ สำหรับกระทำกรรมอีกต่อไป อย่างนี้ก็เรียกว่า "วงกลม" เหมือนกัน คือเป็นวงกลมในส่วนที่เป็นต้นเหตุ เรียกว่า กิเลสกรรม และ ผลกรรม เมื่อต้องเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ ก็หมายความว่า จะต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ซึ่งเป็นวงกลมในส่วนที่เป็นผล.
.
ฉะนั้น เราทุกคนควรจะรู้จัก สังสารวัฏ หรือ สังสารจักร นี้ไว้ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่สัตว์ต้องหมุนไปตาม ด้วยอำนาจของเหตุ คือ กิเลส กรรม และ วิบาก แล้วได้รับผลเป็น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ชนิดที่วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด.
.
ถ้าเมื่อใดหยุดวงกลมนี้เสียได้ ไม่ให้หมุน ราวกับว่าทำลายวงล้อให้แตกหักออกไปแล้ว มันหมุนไปไม่ได้ เพราะมันไม่กลมอีกต่อไป อาการอย่างนี้แหละ เปรียบเหมือนกับที่พระอรหันต์ท่านทำลายสังสารวัฏเสียได้ จึงได้นามว่า "ผู้หักสังสารจักรเสียได้" ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบ โดยที่แท้แล้วก็เพราะ ท่านหมดกิเลส และหมดความทุกข์ นั่นเอง."
.
พุทธทาสภิกขุ
ข้อความโดย: ไข่แดง เจ็ดแน่
« เมื่อ: 08:37 น. วันที่ 21 มี.ค.63 »

"..ของหลอกนี่มันไม่ถาวรของจริงเท่านั้น
จึงจะถาวร สัจจธรรมของพระพุทธเจ้าอายุถึง ๒๕๐๐ ปีกว่าแล้ว ยังอยู่ แต่ของหลอกๆ ทั้งหลาย เดี๋ยวเกิดหลอกที่นั่น เกิดหลอกทีนี่ ไม่กี่เดือนก็หายไป เพราะเป็นของชั่วคราว หลอกกินกันชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ว่าศักดิ์สิทธิ์อะไร น้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แม่ย่านางเรือศักดิ์สิทธิ์ ต้นกล้วยศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมันดังอยู่ไม่กี่วันหรอก แล้วก็ซาๆ ไป หายไป ที่เจ็บใจก็คือว่า อ้ายศักดิ์สิทธิ์นี่มันอยู่ในวัดเสียด้วย สมภารก็นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ ในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ได้ลาภสักการะ นั่นเรียกว่า เดินในเส้นทางที่พระพุทธเจ้าไม่โปรดให้เดิน คือไปเดินในรูปหาลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นานา ทำคนให้หลง ทำคนให้งมงาย ทำคนให้ไม่ให้เข้าถึงศีลธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าไปเชี่อคำศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดชทั้งหลายเหล่านั้นอันนี้น่าเสียดายที่ไปอยู่ในวัดวาอารามต่างๆ แต่ว่าพระท่านก็ไม่พูด เพราะว่าปัจจัยมันมาปิดหูปิดตา อุดปากแน่นพูดไม่ออก อมเงินแล้วมันพูดไม่ออก เสียงมันอ้อแอ้ อ้อแอ้ พูดไม่ออกไปตามๆ กัน เห็นแก่ลาภสักการะ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะนี่ มันฆ่าคนได้เหมือนกัน "สักกาโร ปุริสัง หันติ" แปลว่า ลาภสักการะฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าคนให้ตายทางร่างกาย แต่ฆ่าคนให้ตายทางจิต ทางวิญญาณ คือจิตเขาตายด้าน ไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย ไม่ก้าวหน้าในการคึกษา ในการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไปติดอยู่ในวัตถุเหล่านั้น ในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคนนิยมกันอยู่ แล้วก็พระเราทำด้วย คนก็นึกว่าเป็นเรื่องทางพระพุทธศาสนา เลยเข้าใจเขวไป.."

.. หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ .. ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Red UFO
« เมื่อ: 08:40 น. วันที่ 20 มี.ค.63 »

#ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส
 
การที่สมเด็จฯ สุขภาพไม่ดีมาโดยตลอด
 ไม่ได้ทำให้ท่านท้อแท้
หรือเบื่อหน่ายชีวิตของตนเองเลย

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ท่านอาพาธมากๆ
ออกไปไหนไม่ได้ ถ้าเป็นคนทั่วไป
คงรู้สึกอึดอัดกับสภาวะนั้น และคิดฟุ้งซ่าน
เตลิดเปิดเปิงไปต่างๆ นานา

ถ้าฟุ้งซ่านมากๆ
อาจนึกถึงการทำร้ายตัวเอง
เช่น การฆ่าตัวตาย เป็นต้น
 

สำหรับสมเด็จฯ ท่านบอกว่า
 ทุกครั้งที่ท่านเป็นโรคนั้นโรคนี้
 ทำให้ได้เรียนรู้ความจริ
งจากประสบการณ์ตรงว่าโรคนั้นๆ เป็นอย่างไร

 ถึงจะอ่านหนังสือ
หรือมีคนอธิบายให้ฟังอย่างไรๆ
ก็ไม่เท่ากับได้ประสบกับตนเอง
 

นอกจากรู้จักโรคนั้นๆ
จากประสบการณ์ตรงที่เป็นด้วยตนเองแล้ว
ก็ค้นคว้าหาความรู้จากตำรับตำราเกี่ยวกับโรคนั้นๆ ด้วย

ถ้ามีโอกาส หรือยังสงสัย
ก็สอบถามจากแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
แต่ถามเพราะอยากรู้
 ไม่ใช่ถามเพราะกลัวโรค
ท่านจึงรอบรู้ แต่ไม่ชอบรักษา
 
อีกอย่างหนึ่ง
การที่ท่านอาพาธจนไปไหนไม่ได้
 ก็ดีเหมือนกัน เพราะท่านได้มีเวลา
ทำงานอย่างเต็มที่ เป็นส่วนตัวจริงๆ
โดยไม่ถูกรบกวนจากกิจกรรม
ที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลา

แต่เพราะเหตุนี้เอง
จึงไม่มีเวลาคิดหรือห่วงกังวลกับโรค
 เพราะเรื่องที่จะทำมีมากมาย
เวลาสำหรับคิดเรื่องที่ทำ ก็ไม่พออยู่แล้ว
 

งานมีมากมาย ทั้งงานเก่าที่ยังสางไม่หมด
 และงานที่คิดไว้ว่าควรทำ และน่าจะทำ
ก็มีรอคอยอยู่ข้างหน้าหลายงาน
ล้วนเป็นงานชิ้นใหญ่ทั้งนั้น
เช่น เขียน พุทธธรรม เพิ่มเติม
เขียน พจนานุกรม พุทธศาสตร์ เพิ่มเติม
 เขียนเรื่อง ความสุขตามหลักพุทธธรรม
 เขียนเรื่อง อริยวินัย
 ทำค้นคว้า สารานุกรมพุทธศาสตร์
 ซึ่งเคยทำไว้บ้างแล้วให้จบ เหล่านี้เป็นต้น
 
ท่านเคยบอกว่า ชีวิตที่เหลือจากนี้
 เวลาไม่พอทำงานแล้ว
เพราะสังขารทรุดโทรมลงไปมาก

แต่กระนั้น ท่านก็มิได้หยุดทำงาน
เพียงแต่ทำได้น้อยลงตามสังขารที่อาพาธ
 และร่วงโรยไปตามอายุ ซึ่งล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วนั่นเอง

...

#วิถีแห่งปราชญ์
#ปฏิปทาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
เขียนโดย พนิตา อังจันทรเพ็ญ
ข้อความโดย: ภูเขาทอง(แดง)
« เมื่อ: 10:42 น. วันที่ 19 มี.ค.63 »

#ในยามเผชิญหน้ากับวิกฤติโควิด19

จงใช้ชีวิตตามปกติ
จงทำหน้าที่ของตัวเอง
จงทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเองต่อไป

ถ้าข้าวมันไก่ปากซอยยังเปิดขาย
ถ้าร้านข้าวแกงยังเปิดอยู่
ถ้าร้านอาหาร...ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อย
ร้านใกล้ๆบ้านที่เคยกินประจำ ยังเปิดกิจการอยู่
ถ้าร้านสะดวกซื้อในซอยยังไม่ปิดตัว
ใยต้องตื่นตระหนกตกใจ...ที่นี่เมืองไทยมีของให้กินมากมาย
ไม่ต้องกลัวอดตาย...

เก็บเงิน...แม้มีอยู่น้อยนิดติดกระเป๋าเอาไว้...
ดีกว่าซื้อของมากักตุน
ไม่ต้องแบกให้หนัก...ไม่ต้องเป็นภาระ
ใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้
ไม่จำเป็นไม่ออกนอกบ้าน...ไม่เดินห้าง...
ไม่ไปย่านชุมนุม..หรือชุมชนแออัด
ไม่ไปกินร้านอาหารคนเยอะๆ

✍️ไม่มีหน้ากากให้ซื้อ...ก็ไม่ต้องซื้อ
ถ้ามีขายแต่แพงเกินเหตุ...ก็ไม่ไปต้องอุดหนุน
ใช้ผ้า..ใช้เสื้อ...ใช้อย่างอื่นแทนเอา
ไม่มีแอลกอฮอล์ล้างมือ...ก็ไม่ต้องใช้มัน
เรามีสบู่...เรามีน้ำยาล้างจาน..ก็ล้างมือสะอาดได้
เพียงแต่ล้างให้บ่อยขึ้น...
ฝึกตัวเองให้ปฎิบัติตามคำแนะนำ
กินของร้อน...ใช้ช้อนกลางส่วนตัว...หมั่นล้างมือ

✍️ข่าวสารรึ...ถ้าดูแล้วเครียด..ถ้าฟังแล้วใจวุ่นวาย
ก็ปิดทีวี...ปิดวิทยุ...เปิดฟังรายการบันเทิง ฟังเพลงสนุกๆแทนเสียบ้าง
เฟสบุ๊ค/กลุ่มไลน์....ถ้าเข้าไปอ่านคอมเมนท์แล้ว
ทำให้เกิดความเครียดและวิตกจริตกำเริบ
จงเลื่อนผ่าน...หาอ่านอะไรที่มีสาระที่ทำให้ใจชื่นบาน

✍️เพื่อนที่ติดเชื้อบ้า...เอาแต่ด่า...เอาแต่บ่น...
ประสาทหลอน...โรคประสาทกำเริบ
วิตกจริตเกินเหตุ....ไม่คิดทำมาหากิน...
วันๆมีแต่โทษคนอื่น....โทษโน้นนี่นั่นไปวันๆ
จงลบทิ้งไปบ้าง...เลือกอ่าน..ดูแต่เรื่องดีๆที่มีประโยชน์
จงอย่าตื่นข่าว...จงใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ตรองให้มากๆก่อนจะเชื่อก่อนจะแชร์อะไรออกไป

✍️ในยามวิกฤติเยี่ยงนี้....ให้น้อมนำเอาหลักคำสอนของ “พ่อ”
ตามหลักปรัชญา”เศรษฐกิจพอเพียง”ตามศาสตร์พระราชา
ที่ทรงมอบเอาไว้ให้ลูกหลานชาวไทยได้น้อมนำเอามาปฎิบัติในชีวิตจริง
และน้อมนำเอาคำสอนขององค์พระศาสดา พุทธแท้. คือผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

✍️ชาวพุทธที่แท้. คือ. ตื่น. รู้. อยู่กับปัจจุบัน
จงใช้สติและปัญญา...ในการดำเนินชีวิต
ในยามนี้...
จงเป็นแสงสว่างให้ตัวเองและผู้อื่น
จงใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท
จงอยู่กับปัจจุบัน. จงอยู่กับความเป็นจริง...
จงมองโลกตามความเป็นจริง....
จงทำใจให้สงบ...ในความวุ่นวาย...

✍️เชื่อสิ...วิกฤตินี้...เราทุกคนจะผ่านพ้นไปด้วยดี... ส.สู้ๆ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]