gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 161 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: แร้ง สระเกศ
« เมื่อ: แรกวา เวลา 18:43 »

สตฺติเม ธมฺมา  ปริหานาย  สํวตฺตนฺติ
ธรรม ๗ ประการ เป็นไปเพื่อความเสื่อม... จึงควรละเว้นเสีย

๑.กมฺมารามตา 
   ชอบทำการงานมากไป (จนไม่มีเวลาศึกษาและปฏิบัติ​ธรรม)​
๒.ภสฺสารามตา
   ชอบคุย (ทำให้จิตฟุ้งซ่าน)​
๓.นิทฺทารามตา
   ชอบหลับ (เป็นคนเกียจคร้าน)​
๔.สงฺคณิการามตา
   ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ (ทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติ​ธรรม​และจิตฟุ้งซ่านได้ง่าย)​
๕.อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา
   ไม่สำรวม ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ (อกุศล​เกิดได้ง่าย)​
๖.โภชเน อมตฺตญฺญุตา
   ไม่รู้จักประมาณในอาหาร (ทำให้ตัณหาเข้าอาศัยและเกิดทุกข์​ทางกายได้)​
๗.สํฆกรณีเยสุ อพฺยาวฏตา
   ไม่ขวนขวายในกิจของสงฆ์ (ไม่เจริญ​คันถธุระ(ปริยัติ)​/วิปัสสนา​ธุระ(ปฏิบัติ)​)​

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๗
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาติ เล่มที่ ๔  หน้าที่ ๗๘... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: เปรต สุทัศน์
« เมื่อ: แรกวา เวลา 18:41 »

ความร้าวและความแตกกันของสงฆ์,
    ทรงแสดงเรื่อง สังฆราชี ความร้าวรานของสงฆ์ ว่า ถ้าภิกษุสองฝ่ายยังไม่ครบฝ่ายละ ๔ รูป ก็ยังเป็นเพียงความร้าวรานแห่งสงฆ์เท่านั้น ยังไม่เป็นสังฆเภท ความแตกแห่งสงฆ์, ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปมีรูปที่ ๙ สวดประกาศ จึงเป็นทั้งความร้าวรานและความแตกแยกกันแห่งสงฆ์ ดังที่ตรัสว่า ดูก่อน อุบาลี แม้ด้วยเหตุนี้แล เป็นทั้งสังฆราชี และสังฆเภท ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ ๙ รูป หรือเกินกว่า ๙ รูป เป็นทั้งสังฆราชี และสังฆเภท,
  ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์ไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะ ทำลายได้,
  สิกขมานา ก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, สามเณรก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, สามเณรีก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, อุบาสกก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, อุบาสิกาก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้, ดูก่อนอุบาลี ภิกษุปกตัตตะ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน ย่อมทำลายสงฆ์ได้,
...เหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์แตกกันและสามัคคีกันมี ๑๘ ข้อ คือ
๑. แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม
๒. แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม
๓. แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย
๔. แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย
๕. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ว่าตรัสไว้
๖. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามิได้ตรัสไว้
๗. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ประพฤติไว้ว่าได้ประพฤติ
๘. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าประพฤติว่ามิได้ประพฤติ
๙. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติว่าบัญญัติ
๑๐. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่ามิได้บัญญัติ
๑๑. แสดงสิ่งที่มิใช่อาบัติว่าเป็นอาบัติ
๑๒. แสดงอาบัติว่ามิใช่อาบัติ
๑๓. แสดงอาบัติเบาว่าหนัก
๑๔. แสดงอาบัติหนักว่าเบา
๑๕. แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่ามีส่วนเหลือ
๑๖. แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าไม่มีส่วนเหลือ
๑๗. แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ
๑๘. แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบ
  แล้วทำอุโบสถ ทำปวารณา และสังฆกรรมแยกกัน
  ส่วนเหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์สามัคคีกันก็มี ๑๘ อย่างที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว คือแสดงถูกตรงตามความจริง ทำอุโบสถร่วมกัน ทำปวารณาร่วมกัน และไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน,
  การทำสงฆ์ให้แตกกันที่ทำให้ไปอบายและไม่ไปอบาย,
  ทรงแสดงการทำสงฆ์ให้แตกกันที่มีโทษเป็นเหตุให้ไปอบาย และไม่เป็นเหตุให้ไปอบาย โดยชี้ไปที่ ความบริสุทธิ์ใจ และเจตนา คือฝ่ายที่จะไปอบายนั้นรู้ว่าผิดพระธรรมวินัยแต่แกล้งแสดงว่าถูกธรรมวินัย
  ส่วนฝ่ายที่ไม่ไปอบายนั้น คือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยเข้าใจว่าเรื่องที่โต้เถียงกันนั้น เหตุผลของตนถูกต้องตามธรรมวินัยฯ(อริยวินัย)... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: ประทัดแดง
« เมื่อ: 15:51 น. วันที่ 07 ส.ค.63 »

"สัตตาหกรณียะ "(กรณียกิจที่จะพึงทำได้ภายใน 7 วัน)
         กิจธุระที่ทรงผ่อนผันให้ไปแรมคืนได้ในพรรษา
ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในกุฏิใด ในวัดใดอันเหมาะสมที่จะอยู่ได้ตลอด 3 เดือนแล้ว ท่านไม่ให้ไปแรมคืนที่อื่นนอกจากมีธุระจำเป็นจริง ๆ ก็ไปได้ และไปแรมคืนได้อย่างมากเพียง 7 วัน ถ้าเกิน 7 วันพรรษาขาด ครบ 5 วันหรือ 6 วันแล้วรีบกลับมานอนในวัดหรือในกุฏิที่เข้าพรรษาเดิมเสีย วันต่อไปอาจไปได้อีก การไปแรมคืนที่อื่นในลักษณะนี้ท่านเรียกว่า"สัตตาหกรณียะ "(กรณียกิจที่จะพึงทำได้ภายใน 7 วัน)
ธุรกิจอันเป็นเหตุให้ทำสัตตาหะได้นั้น มีหลายอย่างเช่น
1. ผู้มีศรัทธาต้องการทำบุญส่งคนมานิมนต์ไปฉลองศรัทธาของเขาได้ ข้อนี้มีเรื่องอันเป็นปฐมเหตุเล่าไว้ในวินัยปิฎกว่า อุบาสกคนหนึ่งชื่ออุเทน สร้างที่อยู่อุทิศสงฆ์ไว้ในแคว้นโกศล ส่งทูตไปนิมนต์พระสงฆ์ให้มารับที่อยู่และเขาปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม ปรารถนาพบเห็นภิกษุทั้งหลาย แต่ภิกษุทั้งหลายตอบไปกับทูตว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติให้เข้าพรรษา 3 เดือน เพราะฉะนั้นรับนิมนต์ไม่ได้ อุบาสกอุเทนติเตียนว่าเหตุไฉนภิกษุทั้งหลายจึงไม่ฉลองศรัทธาในเรื่องนี้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องแล้วทรงอนุญาตให้ไปได้ด้วยวิธีสัตตาหกรณียะ
2. มารดาบิดาหรือสหธรรมมิก (เพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยกันเช่นภิกษุ) ป่วยไข้ ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้
3. สหธรรมมิกกระสันใคร่จะสึก ไปเพื่อระงับความคิดอย่างนั้นเสียก็ได้
4. สถานที่อยู่ เสนาสนะของสงฆ์ในที่ใดที่หนึ่งชำรุดทรุดโทรม ตนเป็นผู้ฉลาดสามารถในการซ่อมแซม ไปเพื่อซ่อมแซมก็ได้
5. แม้ธุระอื่น ๆ อันสมควร เป็นงานพระศาสนา หรือเรื่องอันเกี่ยวกับการประพฤติธรรม ก็ทรงอนุญาตให้สัตตาหกรณียะไปได้ ... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: ภูเขาทอง
« เมื่อ: 15:48 น. วันที่ 07 ส.ค.63 »

#เรื่องพระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง
        หลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักความจริงที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบโดยมิได้ ทรงสร้างสรรค์ขึ้นเอง และมิได้ทรงรับคำสั่งสอนมาจากเทพเจ้าหรือพระเจ้าองค์ใดทั้งสิ้นดังที่กล่าว แล้วนั้นพระพุทธศาสนาจึงนับว่าเป็นศาสนาที่ต่างไปจากศาสนาอื่นๆอยู่มาก

          หลักคำสอนที่สนับสนุนความจริงดังกล่าวนี้ คือ หลักคำสอนเรื่อ  ศรัทธาและปัญญา

ศรัทธา  คือ  ความเชื่อ  ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาหรือเหตุผล ซึ่งเรียกว่า ศรัทธาเพื่อปัญญา แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้คนมีศรัทธา แต่ศรัทธาของพระองค์นั้นต้องผ่านการพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาให้รอบคอบเสียก่อน ดังที่ ทรงสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม  ในแคว้นโกศล ว่า

           อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ เพียงเพราะฟังตามๆกันมา เพียงเพราะถือปฏิบัติกันสืบๆมา เพียงเพราะข่าวเล่าลือ เพียงเพราะการอ่านตำราหรือคัมภีร์ เพียงเพราะการให้เหตุผลแบบตรรกะ เพียงเพราะการอนุมานเอาตามอาการที่ปรากฏ เพียงเพราะเห็นว่าเข้ากันได้ตรงตามทฤษฎีหรือความคิดเห็นของตน เพียงเพราะเห็นว่ามีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ และเพียงเพราะถือว่าสมณะหรือนักบวชผู้นี้เป็นครูของเรา

            แต่เมื่อใดได้ใช้ปัญญาพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน อีกทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน ก็จงทำสิ่งนั้น แต่หากสิ่งใดเมื่อทำลงไปแล้วตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน นักปราชญ์ติเตียน ก็จงอย่าได้ทำสิ่งนั้นเลย

            หลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ หากทรงสอนเรื่องศรัทธาไว้ในที่ใด ก็จะทรงสอนปัญญากำกับไว้ในที่นั้นด้วย นั่นก็หมายความว่า ทรงสอนให้ใช้ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาเสมอไป

             ตัวอย่างเช่น ในหลักคำสอนหมวด พละ 5 ( ธรรมอันเป็นกำลัง ) ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หรือใน อริยทรัพย์ 7 ( ทรัพย์ภายในอันประเสริฐ ) ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล หิริ  โอตตัปปะ  พหุสัจจะ จาคะ และปัญญา

             จะเห็นว่า  ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องมีปัญญากำกับด้วยเสมอ ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นบางศาสนาที่จะสอนให้ศรัทธาอย่างเดียว คือ ถ้าพระคัมภีร์สอนไว้อย่างนี้ ก็จะต้องเชื่อตามโดยไม่มีข้อแม้ ถ้าหากไม่เชื่อถือว่าเป็นคนบาป    แต่สำหรับพระพุทธศาสนา    แม้แต่การสอนหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงบังคับให้เชื่อตามที่พระองค์สอน พระองค์ทรงแนะนำให้พิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลและเห็นด้วยเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: khotgame
« เมื่อ: 14:50 น. วันที่ 28 ก.ค.63 »

สาระธรรม
ข้อความโดย: ขุนทองแดง
« เมื่อ: 09:06 น. วันที่ 27 ก.ค.63 »

" วัดอยู่ที่ไหนหรือ ? " ..

" วัดอยู่ทั่วไป มหาบพิตร " .

ครั้งพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบสนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

หลวงปู่ก็ถามในหลวงของเราว่า ..

" ดูก่อน มหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม " ?

ในหลวงก็ตอบว่า ..

"ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก"

หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ

ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช

หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด

เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆ นั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกันว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้มาวัดที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า มาถูกวัดในความหมายที่แท้จริง

ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ

หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเราว่า ใจของเราขณะนี้ห่างจากกิเลส ห่างจากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล...

" วัดมีอยู่ทั่วไป มหาบพิตร " .

( นี่คือโอวาทธรรมคำสอน ...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร เมื่อครั้งในอดีต)

ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระราชินี ในรัชกาลที่ ๙ ทรงไหว้ และกราบหีบศพ "หลวงปู่ฝั้น อาจาโร" บุคคลสำคัญที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงให้เคารพนับถือเป็นอย่างมาก ... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 05:27 น. วันที่ 18 ก.ค.63 »

อริยบุคคล แปลว่า
บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ไกลจากข้าศึก
ผู้หักกำล้อสังสารวัฏได้แล้ว
แบ่งได้หลายประเภท
แบ่งอย่างใหญ่ได้เป็น

ข้อความโดย: Dr.Red Paknam
« เมื่อ: 05:22 น. วันที่ 18 ก.ค.63 »

เวรระงับด้วยการไม่จองเวร นั้นจริงแท้
แต่ต้องศึกษาว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องจองเวร

พระพุทธศาสนานี้ คนที่ศึกษารู้กันดีว่า เป็นหลักการที่สอนให้เว้นการเบียดเบียนกันโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ว่า ไม่มีการจงใจฆ่าที่ไม่บาป จนไม่มีข้อที่จะนำไปใช้อ้างในการรุกรานทำร้ายกัน

...

แต่พระพุทธศาสนาก็มองเห็นตระหนักว่า การที่จะใช้เมตตา-กรุณาหรืออหิงสามาแก้ปัญหาให้สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เรามีเมตตา-กรุณา รักคนอื่น ไม่เบียดเบียนใคร ถ้าพบกันหรืออยู่กับคนที่เป็นปกติไม่มีเป้าหมายที่อยู่ในเจตนาพิเศษออกไป ก็จะมีสันติสุขโดยง่าย

แต่ถ้าไปเจอกับคนที่มีเจตนาแฝงเร้น เช่น เขามุ่งหาผลประโยชน์ หรือแสวงอำนาจ ความรักด้วยเมตตากรุณา ก็อาจจะไม่พอ บางทีคนที่เมตตาก็กลายเป็นเหยื่อเขาไป

ยิ่งถ้ามูลเหตุของปัญหาถึงขั้นเป็นทิฏฐิ เช่น เป็นลัทธิความเชื่อด้วยแล้ว การแก้ปัญหาของเราแม้จะเริ่มด้วยเมตตา-กรุณา และวิธีอหิงสาก็จริง แต่จะสำเร็จได้ต้องใช้ปัญญาความสามารถอย่างพิเศษจริงๆ

หลักการก็คือ คนที่จะชนะศัตรูได้ ย่อมต้องมีกำลังเก่งกล้าสามารถกว่าศัตรู แต่คนที่จะชนะศัตรูที่มุ่งร้ายด้วยวิธีการไม่ทำร้ายนั้นจะต้องมีปัญญาความสามารถยิ่งกว่าคนที่ชนะศัตรูด้วยกำลังนั้นอีกมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

วรรณคดีพระพุทธศาสนา เช่น ชาดก อย่างมโหสถชาดก จึงได้สั่งสอนและแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อมีคนพวกอื่นตั้งตัวเป็นศัตรู ยกมาเพื่อฆ่าฟันทำร้าย ฝ่ายธรรมิกชนต้องใช้ปัญญาความสามารถที่เหนือกว่ามากมายในการที่จะเอาชนะคนพวกนั้น โดยไม่ใช้วิธีทำร้ายตอบ และทำให้พวกศัตรูนั้นต้องยอมสยบและกลายเป็นมิตรในที่สุด

หนังสือ สลายความขัดแย้ง สังคมศาสตร์ที่หยั่งถึงธรรมชาติ
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๔๙ หน้า ๔๗ - ๔๘

สามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้ที่:
https://book.watnyanaves.net/pdf/viewer.php?bookid=dissolving_conflict_social_science_in_line_with_nature.pdf

หรือสามารถเลือกอ่านเล่มอื่นได้ที่:
https://book.watnyanaves.net/index.php?floor=long-gone

#ธรรมะ #สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

Instagram: @watnyanavesakavan
ข้อความโดย: Dr.Red Jet Lee
« เมื่อ: 05:20 น. วันที่ 18 ก.ค.63 »

#อิทัปปัจจยตา หน้า ๕๔-๕๕
     #พุทธทาสภิกขุ
ข้อความโดย: ขุนทองแดง
« เมื่อ: 05:19 น. วันที่ 18 ก.ค.63 »

ถ้าจิตใจสูงถึงขนาดที่
ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
เพราะมีปัญญาเพียงพอแล้ว

มันก็เป็นศีลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ,
เป็นศีลที่ไม่ต้องอาศัยเจตนา
แต่อาศัยปัญญา.

ถ้ายังอาศัยเจตนาอยู่
มันก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่;

เหมือนกับที่ว่า…
คนบุถุชนธรรมดารักษาศีลจนตาย
ก็ไม่เคยมีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องได้.

.
ถ้าเป็นพระอริยเจ้าอาศัยสติปัญญา
มันอยู่เหนือเจตนา มันบังคับไว้ได้ด้วยปัญญา,

ก็เลยมีศีลได้ โดยแทบว่าไม่ต้องรักษาศีล,
ไม่ต้องตั้งใจจะรักษาศีล,

มันก็มีศีลเสียได้ด้วยอำนาจของปัญญา
คือความคิดมันไม่เป็นไปในทางที่จะไปฆ่า
ไปลัก ไปทำให้มันผิดศีล อย่างใดอย่างหนึ่ง.

.

#พุทธทาสภิกขุ
#ก_ข_ก_กา_ของการศึกษาพุทธศาสนา #หน้า_๒๘๗
#อ่าน http://www.buddhadasa.org/files/pdf/B_pdf/t/t45.pdf
ข้อความโดย: Dr.YelloGreenBlue
« เมื่อ: 14:59 น. วันที่ 15 ก.ค.63 »


. ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.YelloGreenBlue
« เมื่อ: 14:51 น. วันที่ 15 ก.ค.63 »


ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.BlueSky
« เมื่อ: 09:31 น. วันที่ 11 ก.ค.63 »

โลกสวรรค์...

 "ภูมิเทวดา สวรรค์ มี 6 ชั้น"

 มนุษย์เรา หากต้องการอยากจะได้บุญกุศล เพื่อให้ได้ไปเป็น เทวบุตร เทวดา พรหม หรือ พระนิพพาน ก็ให้พากันรีบเร่งสร้างกรรมดี ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าสวรรค์ดิบ พระนิพพานดิบ เมื่อตายไปจากโลกนี้แล้ว เราก็จะไปเสวยผลของกรรมดี คือสวรรค์สุข และพระนิพพานสุข มิเช่นนั้นแล้ว หากเราตายไปจากโลกนี้แล้ว เราจะกลับมาทำบุญกุศล เพื่อให้ได้ไป สวรรค์ ได้ไปสู่เมือง พระนิพพาน ก็จะเป็นไปไม่ได้ นี่คือพระดํารัส พระธรรม คำสอน ของพระพุทธองค์ที่ทรงเอาตรัสไว้ ...

สวรรค์ชั้นที่ 1. คือ

" จาตุมหาราชิกา ภูมิ "

 เป็นที่อยู่ของเทวดาชาวฟ้า มีท้าวมหาราช 4 พระองค์ ปกครอง คือ..

1. ท้าวธตรัฐมหาราช
2. ท้าววิรุฬหกมหาราช
3. ท้าววิรูปักษ์มหาราช
4. ท้าวเวสสุวรรณมหาราช ( ท้าวกูเวร )

 อายุเทวดาบนสวรรค์ชั้นนี้  ( 500 ปีทิพย์ เท่ากับ 9 ล้านปี บนโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของของตน ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล " ชอบให้ทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้มีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน  แล้วให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยความคิดว่า "เราตายแล้วจะได้เสวยผลแห่งทานนี้ " และ ( เป็นผู้มีศีล ) ... ฯลฯ.

 สวรรค์ชั้นที่ 2. คือ

 " ตาวะติงสา ภูมิ " หรือที่เรียกว่าไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์ เป็นเมืองใหญ่ มี 1,000 ประตู มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์ มีไม้ทิพย์ชื่อปาริชาตกัลปพฤกษ์

" สมเด็จพระอมรินทราธิราช " เป็นผู้ปกครอง

( อายุ 1,000 ปีทิพย์เท่ากับ 36 ล้านปีโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ยินดีในการ ( บริจาคทาน ) ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " ตายแล้วเราจะได้เสวยผลทานนี้ " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่าการให้ทานเป็นการกระทำดีงดงาม ด้วยพยายาม ( รักษาศีล ) ไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ.

สวรรค์ชั้นที่ 3. คือ

     ( ยามา ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุข อันเป็นทิพย์ มี
 
" ท้าวสุยามหาเทวราช " เป็นผู้ปกครอง

 ( อายุ 2,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 144 ล้านปี โลกมนุษย์ )

 บุพกรรม...เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์  พยายามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญกุศล ใน " การให้ทาน" เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า การให้ทานเป็น " การกระทำที่ดี " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี "  ( รักษาศีล ) มีจิตขวานขวายใน " พระธรรม " ทำความดีด้วยความใจจริง .

สวรรค์ชั้นที่ 4. คือ

   ( ดุสิตรา ภูมิ )

เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดี แช่มชื่นเป็นนิจมี

 " ท้าวสันดุสิตเทวราช  " ปกครอง

 ( อายุ 4,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 576 ล้านปี บนโลกมนุษย์ )

 บุพกรรม ... เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการ " บริจาคทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า เราหุงหากินแต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากินย่อมเป็นการไม่สมควร ( ทรงศีล ) ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์ รู้ธรรมมาก .

 สวรรค์ชั้นที่ 5. คือ

    ( นิมมานรดี ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณ เป็นอารมณ์ซึ่งเนรมิตขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าว...

 " มุนิมมิตเทวราช " ปกครอง

 ( อายุ 8,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 2304 ล้านปีโลกมนุษย์ )

  บุพกรรม...เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ยินดียิ่งในการ " บริจาคทาน " ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน

 ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า " เราหุงหากินได้ แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่ได้หุงหากินย่อมเป็นการไม่สมควร "

 แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " เราจัดจำแนกแจกทานเช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายในกาลก่อน"  ประพฤติธรรม สม่ำเสมอ พยายาม ( รักษาศีล ) ไม่ให้ขาดได้ มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทาน เพราะ ผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้ .

สวรรค์ชั้นที่ 6. คือ

 ( ปรนิมมิตวสวัตตี ภูมิ )

 เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์

 แบ่งเป็น ฝ่ายเทพยดา...มี

 ( ท้าว ปรนิมมิตเทวราช ) ปกครอง .

 กับฝ่ายมาร... มี ( ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ) เป็นผู้ปกครอง.

  ( อายุ 16,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 9,216 ร้านปีโลกมนุษย์ )


 บุพกรรม...เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์อุตส่าห์ ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะ ( ให้ทานรักษาศีล ) ก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไปด้วยศรัทธาประสาทะ อย่างยิ่งยวดและถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า

 " เราจะเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายแต่กาลก่อน " แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า " เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส และเกิดความปลื้มใจ และโสมนัส "  เพราะวิบากแห่ง ( ทานและ ศีล ) อันสูงยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้.

 เทวภูมิ 6. โลกมนุษย์ 1. 

( แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 42,000 โยชน์ )

 จะเห็นได้ว่าการบำเพ็ญปฏิบัติของเทวดา แต่ละท่านแต่ละองค์ ตามชั้นต่างๆ ของเทวโลกมี 6 ชั้น  ก็ล้วนแต่เคยให้ทานรักษาศีลมาทั้งนั้น

 จึงได้ไปอุบัติ ( เกิด ) ขึ้นบนสวรรค์ สัมปรายภพ ภพภูมิข้างหน้า  หากเราอยากจะไปอยู่ภพภูมิที่ดีมีความสุข ก็จงพากันสร้างเอาแต่บุญกุศล พากัน ( ให้ทานรักษาศีล ) กระทำแต่คุณงามความดีเอาไว้ เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ภพชาติข้างหน้า ก็จะไปเสวยผลของกรรมดี ตามที่เราเคยได้สร้างสมกระทำไว้ตอนยังมีชีวิต... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Dr.Yellow
« เมื่อ: 22:42 น. วันที่ 09 ก.ค.63 »

☸️ โลกสวรรค์...

 "ภูมิเทวดา สวรรค์ มี 6 ชั้น"

 มนุษย์เรา หากต้องการอยากจะได้บุญกุศล เพื่อให้ได้ไปเป็น เทวบุตร เทวดา พรหม หรือ พระนิพพาน ก็ให้พากันรีบเร่งสร้างกรรมดี ทำบุญกุศล ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าสวรรค์ดิบ พระนิพพานดิบ เมื่อตายไปจากโลกนี้แล้ว เราก็จะไปเสวยผลของกรรมดี คือสวรรค์สุข และพระนิพพานสุข มิเช่นนั้นแล้ว หากเราตายไปจากโลกนี้แล้ว เราจะกลับมาทำบุญกุศล เพื่อให้ได้ไป สวรรค์ ได้ไปสู่เมือง พระนิพพาน ก็จะเป็นไปไม่ได้ นี่คือพระดํารัส พระธรรม คำสอน ของพระพุทธองค์ที่ทรงเอาตรัสไว้ ...

ข้อความโดย: Dr.Red Lottery
« เมื่อ: 18:42 น. วันที่ 05 ก.ค.63 »

การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายแรงยิ่งกว่าประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยอย่างไร การบิดเบือนพระธรรมเกิดจากอะไร?เกิดจากเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อมีคนนำพระธรรม มาบิดเบือนให้สอดคล้อง ตอบสนองดังใจเรา เราจึงขานรับ โดยไม่กังขาใจใดๆเลย พระพุทธเจ้าค้นพบความจริง แต่กิเลสในใจเรา ไม่ต้องการความจริง เพราะมันธรรมดา เมื่อบวชแต่กาย ใจไม่ได้บวช ผ้าเหลืองห่มกาย แต่ศีลธรรมไม่ได้ห่มจิตห่มใจอะไรเลย ถือว่าความวิปริตทางศาสนาเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"

เปรียบเหมือนผู้หนึ่ง ตกเข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบออกหนี จึงจะพ้นความร้อน ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าไปอยู่ในกองเพลิงแต่ไม่ได้พยายามหลีกหนีออก จะพ้นความร้อน ความไหม้อย่างไรได้ ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลผู้รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่ไม่ได้ละเสีย ก็ไม่ได้พ้นจากโทษ เหมือนกับผู้ที่ไม่พ้นกองเพลิง ฉะนั้น
การตัดสินพระธรรมวินัยแปดอย่าง พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (กล่าวคือคำสอนของพระศาสดา) จึงจะเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นสัตถุศาสน์( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม๘ ) คือ
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
มหาปเทส ๔

หมวดที่ ๒ เฉพาะในทางพระวินัย
๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร(กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร(อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
จึงเห็นได้ชัดข้อ ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร เมื่อมาพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้วางลาภยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมดสิ้น เพื่อตัดความกังวล( ปลิโพธ ๒ )แต่ปัจจุบันฆราวาสถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะ สิ่งนั้นจึงไม่ควร ตามพระธรรมวินัยนี้...
มหานิกาย กับ ธรรมยุต ก็มีพระธรรมวินัยเดียวกัน เมื่อเป็นพุทธสายเถรวาท คงต้องห้ามบัญญัติเพิ่ม หรือตัดทอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ความเจริญก็พึงอยู่ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย เป็นการมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน... ส.สู้ๆ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]