gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 233 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ไก่บ้าน แดงส้ม
« เมื่อ: แรกวา เวลา 15:32 »

#COVID19
#ไม่มีใครคาดคิดว่าปีนี้มันจะมีโรคเวรโรคกรรม 
#เป็นโรคที่ต้องเดียวดายจริงๆ
ตอนป่วย 20 วัน อยู่ห้อง ICU
ห้ามเยี่ยมเด็ดขาด
ไม่ได้พบญาติ ลูก เมีย เพื่อนฝูง
ต้องอยู่คนเดียวกับเครื่องช่วยหายใจ
และสายระโยงระยางทั่วร่าง
เพื่อประคอง​ชีวิต
หลังจากที่เครื่องช่วยหายใจทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลากว่า 15 วัน ระบบต่างๆ ในร่างกายเริ่มล้มเหลว ทีละระบบ
จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
ผู้ป่วยไม่มีโอกาสได้พบญาติ
ไม่มีโอกาสได้พูดคุย
ไม่มีโอกาสได้ร่ำลา
ไม่มีโอกาสได้พูดความในใจใดๆ
พยาบาลประจำหวอดแจ้งว่า
"คนไข้น่าจะมีห่วง มีกังวล
เพราะจากไปแบบไม่หลับตา"
การบรรจุศพ ก็ดำเนินการเสร็จจากห้อง ICU โดยหุ้มห่อถึง 3 ชั้นปิดผนึกสนิท ห้ามเปิดเด็ดขาด
ญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย
พิธีศพก็ไม่มีจัด เคลื่อนศพออกจาก รพ.
และจัดพิธี​ฌาปนกิจ​ทันที
ไม่มีพิธีสวด...มีพิธีทำบุญ ๑ วัน ในวันรุ่งขึ้น
#อยู่บ้านกันเถอะครับ
#เพื่อแพทย์และเพื่อคนที่คุณรัก
ข้อความโดย: หมูบ้าน ส้มแดง
« เมื่อ: แรกวา เวลา 15:29 »

ข้อคิดจากผู้ว่าลำปาง...(ผู้ว่าฯหมูป่า)
ก่อนที่จะนอนหลับในคืนนี้และทุก ๆ คืนต่อไป
 ผมอยากจะให้ทุก ๆ คนนึกถึง 13 หมูป่า
ติดถ้ำ 17 วันสุดมืดมิด ทั้งชีวิต ไร้หนทาง
วันปราศจาก น้ำกินดี ๆ ไม่มีมาม่าให้ต้ม ไม่มีไฟ
ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีอะไรให้ดู ไม่มีแสงส่องสว่าง
มีแต่ความมืด และความหวาดกลัวหวาดระแวง ความหิวโหย ความทรมาน อดจนลำไส้บิด ผอมไร้เรี่ยวแรง
เวลา ฆ่า พวกเขาได้ตลอด
น้ำที่จะขึ้น สูงขึ้น ๆ ฆ่าชีวิตได้ทุก ๆ นาที
ทุก ๆ นาที มีเสียงร้องไห้ของเพื่อน ของน้อง ของพี่

ผมขอถามกลับกันว่าวันนี้คุณจะหยุดอยู่บ้านเพียง 14 วัน มีทั้งของกิน มีทั้งไฟฟ้า มีทั้งอินเทอร์เน็ต มีทั้งพัดลม มีทั้งโทรทัศน์ มีทั้งผ้าห่ม มีทั้งหมอน มีทั้งที่นอนนุ่ม มีทั้งคนรัก มีแม้กระทั้งคนกอดข้างกาย มีทุก ๆ อย่างที่จะทำให้คุณไม่ลำบาก
คุณหยุดให้ประเทศไทยได้ไหม
ขอให้ทุกคนอดทนเจ็บแต่จบ
เราจะผ่านมันไปโดยเร็ว ครับ...
#ขอขอบคุณเจ้าของบทความ
ข้อความโดย: มังกร แดงส้ม
« เมื่อ: 15:07 น. วันที่ 21 ม.ค.64 »

อตฺตนา ว กตํ ปาปํ     อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ     อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ   นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย.
                         
บาปอันผู้ใดทำแล้วด้วยตนเอง ผู้นั้นย่อมเศร้าหมองด้วยตน;

บาปอันผู้ใดไม่ทำด้วยตน ผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง;

ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน,
คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้.

                 
               ความแห่งพระคาถานั้นว่า
       อกุศลกรรมเป็นกรรมอันผู้ใดทำแล้วด้วยตน
ผู้นั้นเมื่อเสวยทุกข์ในอบาย ๔ ชื่อว่าเศร้าหมองด้วยตนเอง;
       ส่วนบาปอันผู้ใดไม่ได้ทำด้วยตน ผู้นั้นเมื่อไปสู่สุคติและนิพพาน ชื่อว่าย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง,
               
        ความบริสุทธิ์กล่าวคือกุศลกรรม และความไม่บริสุทธิ์กล่าวคืออกุศลกรรม เป็นของเฉพาะตน คือย่อมเผล็ดผลเฉพาะในตนของสัตว์ผู้ทำทั้งหลาย. บุคคลอื่นทำบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้ คือให้หมดจดไม่ได้เลย ให้เศร้าหมองไม่ได้เลย."

อรรถกถาขุททกนิกาย  คาถาธรรมบท อัตตวรรค
ข้อความโดย: ตัวกู ส้มแดง
« เมื่อ: 15:05 น. วันที่ 21 ม.ค.64 »

“อัตตา” ไม่มีอยู่จริง จึงไม่มี “อัตตา” ที่ใครจะละได้
“อัตตา” เป็นคำบาลี แปลว่า ตน, ตัว หรือ ตัวตน (ในรูปสันสกฤตเป็น “อาตมัน”) พุทธธรรมสอนว่าตัวตนหรืออัตตานี้ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น เพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้นหรือตั้งขึ้นสำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ
.
“อัตตา”นี้จะเกิดเป็นปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดความยึดถือขึ้นมาว่า “มีตัวตน” จริงๆ หรือ เป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่า รู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือ หลงสมมุติ
.
อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาที่ใครจะละได้
อัตตา มีอยู่แต่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า “ไม่มีอัตตา” หรือ “ไม่เป็นอัตตา” อย่างที่เรียกว่า “รู้ทันสมมติ” เท่านั้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งว่า ละความยึดถือในอัตตา ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตาหรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสีย เท่านั้น”
ข้อความโดย: หงส์เหนือมังกร(แดง)
« เมื่อ: 17:20 น. วันที่ 19 ม.ค.64 »

ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่ไม่ได้นานเพราะสถาน ๔ !
  ตระกูลอันมั่งคั่ง มีสมบัติมากเป็นเศรษฐีจะตั้งอยู่ไม่ได้นานเพราะเหตุ ๔ อย่าง
๑, ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสูญหายไม่พยายามค้นหาให้ได้กลับคืนมา มัวแต่คิดว่าของมันหายไปแล้วมีเงินเสียอย่างชื้อใหม่ก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้าทรัพย์สมบัติก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ,
๒, ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า ไม่รู้จักซ่อมแซม ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของบางอย่างเมื่อซ่อมแซมแก้ไขแล้วก็ยังพอใช้ได้แต่กลับไม่ทำ คอยแต่จะชื้อใหม่เป็นเหตุให้สิ้นเปลืองไปอีกทาง,
๓, ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรชื่อ มีความจำเป็นอย่างไร แต่เห็นว่ามีเงินหน่อยก็ไม่คิดหน้าคิดหลัง ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย รายจ่ายท่วมรายรับ เมื่อเข้าลักษณะนี้สมบัติเก่าก็หมดสิ้นไปทุกที,
๔, ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน ไม่รู้จักเลือกคู่ครองมาร่วมชีวิต ข้อนี้นับเป็นสำคัญ เพราะถ้าได้คู่ครองไม่ดีมีแต่ล้างผลาญสมบัติอย่างเดียว,
  ผู้หวังความมั่นคงแห่งวงศ์ตระกูล ควรเว้นจากเหตุทั้ง ๔ อย่างนี้ ซึ่งเป็นทางแห่งความฉิบหาย ฯ

ฆราวาสธรรม ๔.
ฆราวาสธรรม หมายถึง หลักการครองเรือน การดำเนินชีวิตของฆราวาส ควรประกอบด้วยคุณธรรม ๔ คือ
๑, สัจจะ หมายถึง ความชื่อสัตย์ต่อกัน เป็นผู้รักษาสัจจะความจริงเสมอชีวิต มีความชื่อตรง ชื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ลักษณะโดยรวมคือ เป็นคนเที่ยงตรงเที่ยงธรรมในหน้าที่ของตนเช่น จริงใจต่อมิตร กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ เป็นต้น,
๒, ทมะ หมายถึง ความข่มใจข่มอารมณ์ไว้ได้ รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่หุนหันพลันแล่นไปกับการกระทำหรือคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะ แต่รู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่น รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนให้ดีขึ้น,
๓, ขันติ หมายถึง ความอดทนอดกลั้น ความหยุดยั้งใจไม่ให้หุนหันพลันแล่นเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ดี รวมถึงการอดทนต่อการประกอบหน้าที่การงาน มุ่งมั่นทำไปไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคปัญหา,
๔, จาคะ หมายถึง ความเสียสละแก่กัน เป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ไม่เป็นคนมีจิตใจคับแคบตระหนี่ถี่เหนียววัตถุสิ่งของหรือคุณความดี,
  ฆราวาสธรรม เป็นธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติตามได้ ทำให้มีชีวิตการครองเรือนเป็นไปด้วยความราบรื่นอยู่กันยืดยาว ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกินแหนงแคลงใจต่อกัน ฯ
ข้อความโดย: COVID Vaccine
« เมื่อ: 19:53 น. วันที่ 08 ม.ค.64 »

‘ซีพี’ ลงทุน 1.5 หมื่นล้านใน ‘ซิโนแวคไบโอเทค’ บริษัทผลิตวัคซีนจีนช่วงต้น ธ.ค. 63 กลายเป็นผู้ถือครองหุ้น 15% ในหน่วยธุรกิจผลิตวัคซีน ก่อน ครม.อนุมัติซื้อวัคซีนจาก ‘ซิโนแวคไบโอเทค’ 2 ล้านโดส ภายใต้กรอบวงเงิน 1,228 ล้านบาทวันนี้

วันที่ 5 ม.ค. 2564 เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียนรีวิว รายงานในวันที่ 7 ธ.ค. 2563 ว่า บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ผู้ผลิตวัคซีนโคโรนาแวค เปิดระดมทุนจากนักลงทุน เพื่อเพิ่มกำลังผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 เป็น 2 เท่า โดยมีบริษัท ไซโน ไบโอฟาร์มาซูติคอล (Sino Biopharmaceutical Limited) ที่มี ซีพี ฟาร์มาซูติคอล กรุ๊ป ถือหุ้นใหญ่ร่วมลงทุนกว่า 515 ล้านเหรียญหรือประมาณ 15,000 ล้านบาท

ทำให้ซีพีกรุ๊ปกลายเป็นผู้ถือครองหุ้นกว่า 15% ในซิโนแวค ไลฟ์ ไซเอนซ์ ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจผู้ผลิตวัคซีนในเครือบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech)

โดยวัคซีนจากซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ที่กลุ่มซีพีได้เข้าถือหุ้นข้างต้นนี้ คือวัคซีนที่ ครม.ได้อนุมัติให้จัดซื้อจำนวน 2 ล้านโดสในวงเงินรวม 1,228 ล้านบาท และกำลังจะมาถึงประเทศไทยในเดือนหน้าเป็นล็อตแรก โดยแบ่งการส่งมอบทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้ ส่งมอบในเดือน ก.พ. 200,000 โดส เดือน มี.ค. 800,000 โดส และเดือน เม.ย. อีก 1,000,000 โดส

ที่มา https://asia.nikkei.com/Spotlight/Coronavirus/China-s-Sinovac-attracts-515m-to-help-double-COVID-vaccine-output

#workpointTODAY
#สาระความรู้เพื่อวันนี้
ติดตาม workpointTODAY ทาง YouTube https://bit.ly/2YDfyiK
ข้อความโดย: COVID Vaccine
« เมื่อ: 19:52 น. วันที่ 08 ม.ค.64 »

#วัคซีน #โควิด19 เพื่อคนไทย​ เปิดลงทะเบียนปลาย ม.ค.นี้
.
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดี​กรม​ควบคุม​โรค​ เปิดเผยว่า กำลังจะมีการฉีดวัคซีนโควิด หลังพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้วว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัย โดยหลังการฉีดจะติดตามและเฝ้าระวังผลข้างเคียงด้วย เป้าหมายในการฉีดเพื่อให้คนไทยมีภูมิต้านทานโรค จะตัดการแพร่ระบาดได้
.
กำหนดฉีดวัคซีน 3 ระยะ ได้แก่
ระยะแรก 2 ล้านโดส ก.พ.- เม.ย.จำนวน 1.32 ล้านคน ในพื้นที่เสี่ยงสูง 5 จังหวัด
ระยะที่ 2 จำนวน 26 ล้านโดส ฉีดช่วง พ.ค.- มิ.ย. กลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ
ระยะที่ 3 ปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 ฉีดประชาชนทั่วไปให้ครอบคลุมมากที่สุด โดยกระจายไปอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ
.
ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดลงทะเบียนตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงที่จะฉีดวัคซีนปลายเดือนนี้ (ม.ค.)​ กับต้นเดือน ก.พ. และจะมีการทำความเข้าใจซักซ้อมการฉีดวัคซีน เช่น การขนส่ง การเก็บรักษา​ และการเฝ้าระวังที่ไม่พึงประสงค์
ข้อความโดย: บอดสนิท ศิษย์แม้ว
« เมื่อ: 12:57 น. วันที่ 08 ม.ค.64 »

อย่าให้เทพเหนือธรรม
อย่าให้(ภูติ)ผีเหนือพุทธ
อย่าให้วิญญาณเหนือรัตนตรัย
อย่าให้ลาภสักการะเหนือจิตวิญญาณแห่งสงฆ์ในธรรมวินัยนี้

จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้คนจะแห่แหนกันไปเข้าวัดแต่ไปเพื่อมืด มิใช่ไปเพื่อสว่าง ไปเพื่องมงาย แทนที่จะไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญา??

พุทธศาสนาในไทยอ่อนกำลังลงก็เพราะภัยจากภายใน ที่เกิดจากการที่พุทธบริษัทพากันหลงเดินออกนอกเส้นทางแห่งพุทธะ หาใช่ภัยจากภายนอกไม่

Ask yourself whether an internal or external threat that makes for the decline of Buddhism in Thailand?  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ลูกพญามารอ้วนดำ
« เมื่อ: 12:56 น. วันที่ 08 ม.ค.64 »

สมมุติ...
นายต้อย เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายเจต ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายกุ้งแห้ง เปิดโรงงานผลิตน้ำดื่ม กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายต้อย นายเจต นายกุ้งแห้ง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ลูกจ่าแดงส้ม
« เมื่อ: 19:07 น. วันที่ 07 ม.ค.64 »

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทำอะไรไว้ให้ประเทศชาติและประชาชน เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

มีแต่เด็กคนรุ่นใหม่ ที่ถือตัวว่าเกิดมาในยุคเทคโนโลยีและมีการศึกษา แต่กลับโดนคนเพียงไม่กี่คนหลอกอย่างง่ายดาย ด้วยการสร้างข้อมูลเท็จ

พวกเขาไม่รู้ว่า ที่ตนเองและครอบครัว มีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข มีทุกอย่างมาได้ หนึ่งในปัจจัยหลักนั้นมาจากพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9

เป็นที่น่าเสียดาย ที่เด็กยุคนี้มีทั้งการศึกษา และเทคโนโลยี เปรียบเสมือนมีสมองแต่ไม่มีปัญญา

มนุษย์ทุกคนมีสมอง แต่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วคือคนที่มีสมองแต่ไม่มีปัญญา

การหมิ่นประมาทจาบจ้วง เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่พอถูกกฎหมายเล่นงาน ก็แหกปากว่าถูกคุกคามรังแก

ทั้งๆ ที่สิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้น คือการคุกคามรังแกผู้อื่น

และที่สำคัญ บุคคลที่ตนเองคุกคามรังแกนั้นคือ พระประมุขของแผ่นดิน ที่ไม่ว่าชาติใดในโลกก็มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของประเทศตนด้วยกันทั้งสิ้น

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนไข้เป็นฝ่ายที่เทิดทูนสถาบันฯ หมอที่ต่อต้านสถาบันฯ ที่มีพฤติกรรมคลั่งการเมืองรุนแรงขนาดนี้ จะรักษาคนไข้คนนั้นอย่างไร ไม่อยากคิดเลย

การที่มีความเห็นต่างทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่สิ่งที่ผิดคือการปล่อยให้อารมณ์การเมืองมาปนเปื้อนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

คนเก่งแต่เป็นคนไม่ดี มีสมองแต่ไม่มีปัญญาแยกแยะถูกผิด คือคนที่เป็นอันตรายต่อสังคม

การลาออกหรือถูกไล่ออก ไม่ได้แปลว่าจบ
เพราะการทำผิดกฎหมายต้องจบที่ศาลเท่านั้น... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ผู้ชายขายน้ำส้มๆ
« เมื่อ: 19:05 น. วันที่ 07 ม.ค.64 »



#เรื่องเล่าจากแท็กซี่

หญิงสาวคนหนึ่งโบกรถแท็กซี่จากย่านราชเทวี เพื่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยอัธยาศัยที่ดีต่อกันระหว่างสารถีกับผู้โดยสาร บทสนทนาอย่างเป็นมิตรจึงบังเกิดขึ้น..

"พี่จะเดินทางไปไหนหรือครับ"

"ไปเชียงรายค่ะ"

"ไปเที่ยวหรือครับ ช่วงนี้อากาศดี"

"ไปงานค่ะ"

"อู้ว งานอะไร หรือครับ ช่วงนี้ มีแต่คนเขาเที่ยวกัน อ๋อ พี่ทำงานที่ตึกที่ผมจอดรับใช่มั้ยครับ"

"ค่ะ"

"บริษัทนี้ เขาขายน้ำผลไม้ใช่มั้ยครับ ผมเคยเห็นในร้าน เซเว่น"

"ใช่คะ"

"เอ่อ น้ำที่ขายก็อร่อยนะครับ แต่เห็นไม่ค่อยเยอะ บางทีก็หาซื้อยาก"

"อ๋อ เราผลิตได้จำกัดค่ะ มีปัญหาด้านวัตถุดิบ ต้องซื้อจากที่ปลูกในประเทศ ไม่นำเข้าแม้ว่าจะถูกกว่า ชาวบ้านเขาปลูกได้น้อย เราก็มีวัตถุผลิตน้อยไปด้วย"

"เป็นผมนะครับ ผมจะจ้างชาวบ้านชาวเขาเหล่านี้มาเป็นลูกจ้างบริษัท จัดที่เพาะปลูกเป็นเรื่องเป็นราวไป อยากได้วัตถุดิบเท่าไร ไม่เป็นปัญหา"
แท็กซี่เสนอแนะ ราวกับจบ MBA มา

"ไม่ได้หรอกค่ะ ขัดกับนโยบายของบริษัท ท่านอยากให้ชาวบ้านเขาอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ต้องมาเป็นลูกจ้าง หากวันนึงข้างหน้าบริษัทเราไม่อยู่ แล้วเค้าจะกินอะไรคะ"

"รู้สึกว่า น้ำของบริษัทพี่ ราคาออกจะสูงกว่าคู่แข่งด้วยนะ"

"เป็นนโยบายของบริษัทค่ะ ท่านบอกว่าต้องไม่กดราคาวัตถุดิบจากชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้กำไร หากชาวบ้านได้กำไร แต่บริษัทกำไรน้อยลงก็ไม่เป็นไร"

"อืมม..บริษัทพี่แปลกๆนะ เพิ่งเคยได้ยินใครทำธุรกิจแบบนี้" 

"นี่ แล้วไปตั้งโรงงานถึงเชียงราย ค่าขนส่งมันไม่มหาศาลหรือ ขนน้ำเป็นกล่องมากรุงเทพ ค่าใช้จ่ายสูงนะ"
แท็กซี่ ซักถามราวกับจะไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

"เราไม่ได้มีโรงงาน แค่เชียงรายนะคะ เรายังมีโรงงานบนเขาที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และที่ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ด้วย ท่านอยากให้ โรงงานของเราอยู่ใกล้ชิดกับชุมชุน ใกล้ชาวบ้าน ให้ชาวบ้านมีงานทำ เป็นนโยบายของท่านค่ะ"

"อื้มมม ! แปลกมาก ท่านเจ้าของบริษัทของคุณ ผมไม่เคยได้ยินนะ ที่ใครจะทำธุรกิจแบบนี้ ยอมกำไรน้อย ยอมลำบาก เพื่อให้ชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้ มีความสุข"

ถึงสนามบิน แท็กซี่ผู้ฉงนฉงายกับคำตอบที่ได้ระหว่างการสนทนา อดไม่ได้กับการสนทนา หันมาถามคำถามสุดท้าย

"ขอโทษครับ ผมอยากรู้จริงๆ  ท่านที่เป็นเจ้าของบริษัทคุณนี่ใครนะ ถึงเป็นคนดีขนาดนี้"

"ในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ ท่านเป็นผู่ก่อตั้งและเป็นผู้ให้นโยบายในการประกอบการของ 'ดอยคำ' ค่ะ"

หญิงสาวตอบอย่างภาคภูมิใจ  และลงจากรถด้วยรอยยิ้ม...


ขอบคุณเจ้าของบทความมา ณ ที่นี้ด้วย (ขออภัยที่ไม่ทราบนาม)
ข้อความโดย: จ่าแดง แตงโม
« เมื่อ: 22:57 น. วันที่ 05 ม.ค.64 »

มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ...

เมื่อ 100 ปีก่อน คนจีน หนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี ,แบกข้าวสาร ,ลากรถ,ขายน้ำเต้าหู้ ฯลฯ
คนไทยดูถูก เรียก 'ไอ้เจ็ก'

แต่คนจีนขยัน ขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นพ่อค้า
คนไทยชอบสบาย อยากเป็นเจ้าคนนายคน รับราชการ มียศ มีสี มีเกียรติ
วันนี้...คนจีนร่ำรวย เป็นเจ้าของกิจการมากมาย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนจีน

50 ปีก่อน
คนอินเดีย คนบังคลาเทศ หนีความยากจน มาเมืองไทย เป็นยาม เป็นคนขายนมแพะ ขายถั่ว
คนไทยดูถูก...เรียกไอ้บัง คนอินเดียขยัน เจียมเนื้อเจียมตัว ประหยัด เก็บออม อดทน ไม่ยอมเสียเปรียบ
วันนี้ คนอินเดียเป็นเจ้าของกิจการมากมายในไทย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนอินเดีย

30 ปีก่อน
คนเวียตนาม อพยพมาไทยเพราะสงคราม มาเมืองไทยมาเป็นลูกจ้างทำประมง ทำนา ซ่อมรถ
คนไทยดูถูก...เรียกไอ้แกว
วันนี้ เมืองไทย โดยเฉพาะทางอีสาน และภาคตะวันออก คนเวียตนามเป็นเจ้าของกิจการมากมาย
คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนเวียตนาม

วันนี้...!
คนเขมร, คนลาว, คนพม่า ,เข้ามาไทย ทั้งถูกต้อง ทั้งแอบหนี เพราะ AEC เปิด รับค่าแรง 300 บาท
เข้ามาเป็นคนรับใช้ในบ้าน ,พนักงานโรงแรม , เด็กเสริฟ์ร้านอาหาร , เด็กปั้ม ,คนงานก่อสร้าง ,
คนไทยดูถูก...เรียก...ไอ้เขมร,ไอ้หม่อง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในอนาคตคือ
อีกแค่ 20 ปี ข้างหน้า
ชนชาติต่างๆ ที่อพยพเข้ามา ก็คงเป็นเจ้าของกิจการกันหมด
และคนไทย ก็กลับมาเป็นลูกจ้างคนเขมร คนพม่า คนลาว และเป็นลูกหนี้เขาเหล่านั้น เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเรา หรือเปล่า?

นี่คือ...คนไทยแท้ๆ ใช่หรือไม่...?
ทำไมคนไทย
มีความรู้ มีฝีมือแรงงานที่ดี แต่ไม่สร้างโอกาส ไม่สร้างงาน ให้มีคุณค่ากับตนเอง

งานหนักหน่อย ท้อ ลาออก
งานเหนื่อยหน่อย บ่น ลาออก
งานมากหน่อย บอกค่าจ้างถูก ไม่คุ้มค่า ลาออก

น่าเป็นห่วง
คนไทยที่รักสนุก รักสบาย ไม่อดทน ไม่พึ่งพาตัวเอง
ชอบหรูหรา หน้าใหญ่ ใจถึง
ประมาณว่า...ฉิบหายไม่ว่า ต้องการชื่อเสียง
แข่งกันอวดรวย โดยการมีหนี้สิน จนหนี้ท่วมตัว
โกหกตัวเอง หน้าชื่นอกตรม
เลี้ยงลูก ให้เป็นลูกเทวดา
เลี้ยงลูก ไม่รู้จักโต
เสพติด วัตถุนิยม
ขายที่ดิน ปู่ย่าตายายกิน

ขออย่าให้เป็นอย่างนี้เลย

คนไทย มีฝีมือ มีทักษะดี ฉลาด ไหวพริบดี เอาตัวรอดเก่ง
คนไทยมีดี นำมันออกมาใช้ ให้เกิดประโยชน์กันเถอะ

"รักกันไว้เถิดคนไทย"

อย่าให้ อีก 20 ปีข้างหน้า
คนไทย ต้องเป็นลูกจ้าง หรือ ต้องเป็นลูกหนี้ ของคนต่างชาติใน AEC เลยนะ
ข้อความโดย: Jet Toy
« เมื่อ: 22:55 น. วันที่ 05 ม.ค.64 »

อยากซื้อที่ให้พ่อ ทำฟาร์ม ทำอะไร แบบที่แกชอบ
คิดไว้ตั้งแต่เรียนนายร้อยว่าถ้าเรียนจบจะเก็บเงิน แล้วก็ซื้อให้แก

ไอ้ห่า! เรียนจบ ติดดาว ได้ 2 เดือนกว่า
พ่อตาย!

ไม่รู้! อยู่ดีๆ ไม่หายใจ หัวใจวาย ญาติโทรมาบอกตอนเที่ยงว่าพ่อหายใจไม่ออก
พอบ่ายสอง ญาติคนเดิมโทรมาบอกว่า พ่อตายแล้ว

ไอ้แม่ง … งง เลย

โห … ตั้งใจเรียนจนจบ จะให้เค้าอยู่สบาย
ขอเวลาสร้างเนื้อสร้างตัวอีกนิดนึงก็ไม่ได้
ร้อยตรีใหม่ๆ ยังไม่ผ่านมือใคร
จบปุ๊บ ตาย!
อะไรวะ

ตอนนั้นคิดเลย โห … เฮ้ย เรารอไม่ได้นะ
ยิ่งเราโตเนี่ย พ่อแม่เรายิ่งเริ่มตาย

.

“in time” ชื่อไทย ล่าเวลาสุดนรก

พีคมาก เป็นหนัง Sci-fi ที่ทุกคนในโลกนั้นอ่ะ จะมีเวลาชีวิตบอกอยู่บนแขน

เกิดมาจนถึงอายุ 25 ตัวเลข จะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่พอแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 25 ปุ๊บ ตัวเลขมันจะเริ่มนับถอยหลัง ทุกคนจะมีเวลาชีวิตเหลืออยู่ 1 ปี

.

มันจะมีฉากสะเทือนใจอยู่ฉากนึง คือ พ่อพระเอกอ่ะ
เค้าต้องทำอะไรซักอย่างนี่แหละ แล้วเวลาไม่พอ
มีเวลาไม่กี่นาที จะวิ่งกลับมาหาลูก

.

แต่เวลามันก็นับถอยหลัง 5 4 3 2 1 … กำลังวิ่งๆ อยู่ เห็นหน้ากันแล้วนะ
กำลังจะได้กอดกัน เหลืออีก 3-4 ก้าวอ่ะ พึบ … ไปเลย เวลาหมด จิตดับทันที ล้มตรงนั้นเลย

.

ตั้งแต่โลกมีสิ่งมีชีวิตมา
คนและสัตว์เกิดเท่าไหร่ ตายเท่านั้น

ยังไม่เห็นความจริงอีกเหรอว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดน่ะมันคือ “ความตาย”

พอได้แล้ว … ไปเสียเวลาให้กับคนที่ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่ชอบอ่ะ

.

- จ่าแดง -

.

ปล. อยากทำอะไรก็รีบทำซะ เดี๋ยวก็ตายห่ากันหมดแล้ว... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: อำนาจมืด
« เมื่อ: 22:11 น. วันที่ 05 ม.ค.64 »

“ พ่อ สั่ง ไว้ เป็นเรื่องจริง“
#กรุณาอ่านให้จบแล้วคิดตาม

พ่อบอกว่า ถ้าพ่อตาย
ไม่ต้องสวดเทศน์อภิธรรมนะ
เราถามว่า ทำไมไม่สวดหล่ะ...?
พ่อบอกว่า
"สวดอภิธรรมคือการสวดเพื่อ
ให้คนเป็นได้รู้จักธรรมมะ
ได้สำนึกการใช้ชีวิตว่า
"อย่าประมาท" แต่ สมัยนี้
 ต่อให้เทศน์ 100 วัน
ก็ไปนั่งคุยกัน ก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์
 สู้ให้พระสงฆ์ท่านพักผ่อนดีกว่า
หรือถ้าขัดไม่ได้จริงๆคือสวดแค่1 คืน
 แล้วเผาเลย...

เราถามต่อว่าแล้ว
อย่างนี้ลูกหลานจะมาทันเผาหรือ?
พ่อบอกว่า
การเผาศพนั้นเป็นหน้าที่
ของสัปเหร่อ
 ส่วน ลูก หลาน
 ญาติพี่น้องคือผู้ร่วมพิธี
และถ้าเขาคิดถึงเรา
"ให้มาหาตอนยังไม่ตาย"
 ตอนที่พ่อมีชีวิตอยู่จะได้
รู้สึกถึงความรักและกตัญญู
ของลูกหลาน ของญาติพี่น้อง
พอได้ชื่นใจ
แต่หากตายแล้ว
 ก็ไม่จำเป็นต้องมาก็ได้
ลำบากกันเปล่าๆ  มีอะไรที่จำเป็นต้องทำ
ก็ทำต่อไป และการมางาน
คนอยู่ก็ต้องลำบาก
ยุ่งยากเตรียมการดูแลต้อนรับอีก

เรายังสงสัย... แล้วคนที่เรา
เคยไปช่วยงานเขาแล้ว
เขาอยากกลับมาช่วยงานเรา
คืนบ้างหล่ะ หรือคนที่รู้จัก
ที่นับถือกันอยากมาร่วมทำบุญกับพ่อหล่ะ?
พ่อบอกว่า : เวลาที่เราแบ่งปันให้คนอื่น
ทำความดี อย่าหวังถึงสิ่งตอบแทน
หรือคาดหวังว่าเขาต้องกลับมา
ตอบแทนเรา การให้ ก็ ให้ทำตามกำลังเรา
ให้แล้วคือการได้ฝึกจิตใจเมตตา
ให้ละซึ่งกิเลส ความอยากต่างๆ
และสำหรับคนที่รู้จัก
อยากเป็นพระพรร่วมกับพ่อ
ก็ให้เขาเอาส่วนนั้น ทำกับพ่อแม่
หรือบุพการี ถ้าไม่มีก็ไปมอบที่วัด
หรือกับผู้ยากไร้ หรือที่ไหนก็ได้
ตามสะดวกของแต่ละคน
แล้วอธิษฐานจิตบอกพ่อก็น่าจะได้...

และการอ่านประวัติ ก็ไม่จำเป็น
ต้องสรรหาคำมาบอกเล่าคุณความดี
ให้เสียเวลาเผา เดี๋ยวจะค่ำมืด
กว่าจะได้เก็บกระดูก เพราะที่ผ่านมา
และนับจากนี้ พ่อจะสร้างคุณค่า
และความดีไว้กับแผ่นดิน
ด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างป่า
และธรรมชาติ เป็นอนุสรณ์
ให้บอกเล่าประวัติของพ่อเอง...

เราหมดคำถาม
แต่มีกำลังใจเพิ่มขึ้น
ที่จะช่วยพ่อสร้าง และ
ฝากชีวประวัติพ่อไว้ในแผ่นดิน..

พ่อบอกว่า การทำดีกับใครนั้น อย่าไปหวังสิ่งตอบแทน หรืออย่าไปคาดหวังเพื่อให้คนนั้นทำดีกับเราคืน แต่ให้ทำออกมาจากใจของเราจริงๆ แค่นั้นก็พอ..

จงจำไว้ว่ามือผู้ให้ย่อมอยู่สูงกว่ามือผู้รับเสมอ

*ขอบคุณข้อคิดธรรมมะ
#หากถูกใจ กดไลค์ กด แชร์ รัวๆ ไปเลย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: พญายมราช
« เมื่อ: 16:10 น. วันที่ 30 ธ.ค.63 »

สาส์นจากท่านปู่หรือลุงพุฒพญายมราช ( อ่านให้จบแล้วชีวิตท่านจะได้พบกับความสุข)

พระโอวาทจากท่านปู่พญายมราชผู้เป็นใหญ่ในเมืองนรก

ทุกคนขอให้ตัดความสงสัยในคุณพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์เสีย ผู้ใดลังเลในพระรัตนตรัยไม่ถึงธรรมนะลูกทุกคนเร่งสร้างกุศลทำให้ดีให้จริงจัง นิวรณ์ทั้ง 5 จงตัดทิ้งออกไปจากจิต
(นิวรณ์ 5 คือ
1. ความรักในรูป รส กลิ่น เสียง
2. ความหงุดหงิดไม่พอใจ
3. ความง่วงเหงาหาวนอนขี้เกียจในการปฏิบัติธรรม
4. ความฟุ้งซ่านคิดไร้สาระคิดแต่ในทางโลก ไม่คิดทางออกจากขันธ์ 5
5. ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน คิดว่าไม่มีผลจริง)

ข้างล่างคือ นรกโลก มีผีนรกมากมายพวกผีนรกนี้ก็มาจากคนที่ทำผิดศีล 5 ฆ่าสัตว์ฆ่าคน ลักขโมย มีชู้ พูดปด คดโกงพูดให้คนเป็นทุกข์ ดื่มสุรายาฝิ่น เล่นการพนัน เป็นต้น ไม่กตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้มีพระคุณ ปรามาสพระอริยเจ้า ก็ลงนรกได้ทำไมคนไม่เลือกเดินทางไปสวรรค์กันเล่า ทำไมคนจึงเลือกเดินทางไปนรกกัน ตอบได้ไหม ? เพราะความไม่รู้คิดว่านรก สวรรค์ไม่มีจริง คิดว่าตายแล้วสูญชาตินี้มีชีวิตอยู่ชาติเดียวจบกัน ถ้าเข้าใจผิดมีอวิชชาแบบนี้ ปัญญาย่อมไม่เกิดแล้วจะเดินขึ้นสวรรค์ได้อย่างไรเล่า คอยถามพวกผีหรือวิญญาณของคนที่ตายแล้วทุกวัน ถึงบุญกุศลความดีที่เคยทำไว้ในสมัยเป็นคน ถ้านึกได้ ข้าก็ให้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ก่อน มันก็ระลึกถึงบุญกุศลกันไม่ออกสักคนสักตัว

พวกผีนรกพวกนี้คือ คนที่ตลอดชีวิตไม่เคยสร้างบุญกุศลเขาก็ระลึกนึกถึงความดีไม่ได้ ถ้าเขาใส่ใจบุญกุศลสักนิดเช่นตักบาตร ไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญให้ทาน ตอบแทนพระคุณพ่อแม่เขาก็จะนึกออก สร้างพระพุทธรูป ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน วิหารทาน ดีทั้งนั้นไปสวรรค์ได้ง่าย เพราะเขาไม่ทราบว่ากฎของกรรมดี กรรมชั่ว มีจริง เขาจึงต้องเวียนกลับไปสู่แดนอบายภูมิ มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

อย่านึกว่าปู่ดีใจนะที่ได้เห็นพวกเจ้าลงนรกกัน นึกหรือว่าทรมานวิญญาณผีนรกแล้วมันสุขใจ ท่านปู่พระยายมราชเป็นทุกข์ใจมากสวรรค์มีทางกว้างขวางไปก็ง่ายมาก ทำไมไม่ไปทางสวรรค์ นรกไม่มีประตูปิดกั้นหมดแล้วคนก็ยังจะดันแส่หาเรื่องผิดศีลเข้าไปจนได้

หากเจ้าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วในบรรดาคนในโลกที่ตายไปนั้นมีเพียง 1 % เท่านั้นที่เดินขึ้นสวรรค์ หายากนะลูก 99 % ไปนรก เพราะความไม่เข้าใจในชีวิตจิตเศร้าหมองติดอยู่ในคนรั กในทรัพย์สินเงินทองก่อนตาย ไม่ได้นึกถึงพระในศาสนาของตน นึกถึงพระศาสดาองค์ใดก็ดีทั้งนั้น จิตจะสะอาด พวกที่เขาตายโดยอุบัติเหตุก็ให้ญาติรีบทำสังฆทาน ถวายอาหารพระพุทธรูป (ขนาดไหนก็ได้ ) ผ้าไตรจีวร และปัจจัยสร้างวิหาร วัดไหนก็ได้เป็นสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน ทำสมาธิภาวนาอุทิศส่วนกุศลเจาะจงให้แก่ผู้ตายแล้วโดยตรง ก่อนที่เขาจะลงนรกเขารับรู้และอนุโมทนาก็จะพ้นขุมนรก

เพื่อความแน่ใจว่าผู้ตายจะได้รับบุญที่ญาติส่งไปให้ ก็กล่าวขอมอบฝากกับท่านปู่พระยายามราช ขอให้ท่านบอกกับผู้ตายชื่อนั้นชื่อนี้ให้เขาได้โมทนา ความเป็นทิพย์ของท่านปู่พระยายมราช มีท่านรับทราบท่านเต็มใจที่จะบอกเพราะท่านไม่ต้องการให้ใครลงนรก เพราะบางครั้งคนตาย ทำบุญกุศลมามากตอนมีชีวิตแต่ก่อนตายตกใจจิตว้าวุ่น วิตกกังวลกลัวเป็นห่วงญาติ ห่วงทรัพย์สมบัติจิตเศร้าหมองจิตวิญญาณก็ไปทางต่ำคือ อบายภูมิ ผู้รับอนุตตรธรรม รับธรรมไว้ในจิตใจไม่ผิดศีล 5 อีกต่อไป ย่อมได้รับการโปรด หลุดพ้นจาการควบคุมของยมฑูต มีการไหว้พระสวดมนต์มีพระพุทธ พระธรรมพระอริยสงฆ์อยู่ในใจก็มีเทพเทวดาคอยรักษาคุ้มครองป้องกันภัย

ทุกคนมีบาปทุกคนจึงต้องรีบเร่งทำบุญหนีบาป บาปเก่าอดีตชาติยังคอยจ้องติดตามเราอยู่ตลอดเวลา รีบเตรียมรับกรรม อย่ากลัวตาย จงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบาปกรรมบาปกรรมที่หนักที่สุดก็คือ เจ้าจะได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวก่อนที่ร่างกายจะแยกแตกสลายตายไปนะแหละ จำไว้เถิดลูกเอ๊ย จงรีบเร่งใช้สติปัญญาที่เรามี พิจารณาขันธ์ 5 ให้ได้มากที่สุด คือ สักกายทิฎฐิ นะแหละให้พิจารณาว่าร่างกายขันธ์ 5 เป็นทุกข์เป็นโทษ เป็นของสกปรก ไม่ใช่ของเรา จิตเป็นของเรา จะบังคับร่างกายก็ไม่ได้ต้องปล่อยทำเฉย ๆ ทิ้งร่างกายขันธ์ 5 เป็นเรื่องของโลกของธาตุ 4 ดินน้ำลมไฟเสียนั่นแหละเจ้าจะปลดกรรมเก่าได้

พอปลดปล่อยขันธ์ 5 ออกจากจิตเจ้าได้แล้วมันก็จะทุกข์น้อยลง เมื่อบาปกรรมเก่าของเจ้ามาถึงเจ้าก็จะคิดว่า กรรมเก่าทำเจ้าได้เฉพาะร่างกายเท่านั้นจิตเจ้าชนะร่างกายไม่เป็นทาสของร่างกายแล้ว และร่างกายก็ไม่ใช่ของเจ้าแล้วจะเจ็บจะปวดทรมานอย่างไรก็เป็นเรื่องของขันธ์ 5 จิตของเจ้าก็จะนอนยิ้ม เพราะเห็นว่าร่างกายมันไม่ใช่ของเจ้านี่มันจะตายเพราะใช้บาปกรรมก็ดี ยอมตายดีกว่าใช่ไหม มันจะได้ไม่เจ็บปวดทรมานต่อไปเจ้ากรรมนายเวรจะน้อยลง รีบหนีไปนิพพานเสียให้หมดทุกคน หากใช้มโนมยิทธิจะรู้ว่าทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวร คือบาปเก่ารออยู่ข้างหลังพวกเจ้าทุกคน

สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดคือ ร่างกายของคนอย่าหลงรัก ของชั่วร้าย คือ กายเรา กายเขา คือขันธ์ 5 เราขันธ์ 5 เขาต้องไล่ ขันธ์ 5 ร่างกายนี้ออกจากจิต ถ้าไม่ไล่ร่างกายของเจ้าออกจากจิตเจ้า เจ้าก็จะทุกข์กายทุกข์จิตใจแน่นอน ที่บอกมาก็เพราะต้องการให้เจ้าใช้กรรมด้วยปัญญาไม่ให้หลงฤทธิ์ ถอดจิตหนีขึ้นนิพพานอย่านึกว่าพ้นนะ

การทำบุญ เปรต สัมภเวสี เทวดาเขารอนุโมทนาเยอะ ถ้าผีวิญญาณที่เขาได้รับบุญกุศลที่เราอุทิศแผ่ไปเขาก็จะได้รับอภัยโทษ ให้ไปเกิดเป็นคนบ้าง ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง จงใช้มโนมยิทธิของเจ้าดูบ้างก็ไปเสวยบุญชั่วขณะตามกำลังของบุญ เมื่อหมดก็มาขอบุญอีกก็มีเยอะ ดังนั้นเจ้าควรจะทำสมาธิภาวนาแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญกุศลไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกยิ่งดี

ผู้ที่ขยันแผ่เมตตาจิตไปทั้ง 3 โลก คือ 1. นรกโลก 2. มนุษย์โลก 3. เทวโลก พรหมโลก จึงเป็นที่รักใคร่ของมวลเทพเทวดาและมนุษย์ ผีวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป ปรทัตตูปชีวเปรตจะคอยโมทนาจงท่องคำอุทิศส่วนกุศลให้ทุกท่านได้โมทนาอยู่เป็นประจำก็จะดีมาก จะผ่านท่านปู่พระยายมราชได้ยิ่งดีท่านจะจำนำเป็นพยานที่เจ้าได้ทำบุญกุศลไว้ตอนเป็นคนให้ จงพูดถึงข้าคือท่านปู่พระยายมราชทุกครั้งเมื่อกระทำบุญ

เมื่อเจ้าลงนรกไปด้วยความประมาทไม่ได้นึกถึงบุญความดีหรือพระพุทธเจ้าก่อนตาย ข้าหรือท่านปู่พระยายมราชจะได้บอกว่าเจ้าเคยฝากบุญไว้กับข้า คือท่านปู่พระยายมราชมาก่อนข้าก็จะบอกให้เจ้าที่ผ่านสำนักพระยายมราชว่า จงโมทนาสาธุยินดีในบุญความดีเสีย บาปจะได้ตามไม่ทันจะได้พ้นนรก ถ้าเจ้ามีกำลังจิตจะฝากบุญกุศลให้แก่จิตวิญญาณของคนทั้งโลกก็ได้ ข้าก็จะได้บอกเขาว่ามีคนฝากบุญกุศลให้เขาโมทนาถ้าเขารับได้เขาก็จะพ้นทุกข์ตามกำลังของจิตของเขาที่ทำบุญกุศลได้

ถ้าหากเจ้าคิดจะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ทั้ง 3 โลกให้ทำดังนี้จะสะเทือนไปถึงทั้ง 3 โลก แต่เจ้าต้องมีศีล5บริสุทธิ์ เป็นอย่างต่ำและมีบุญทานภาวนาเป็นอย่างสูงให้ว่าดังนี้

พระคาถาแผ่เมตตาทั่วไตรภพ

สวดในนามพระพุทธเจ้าแล้วแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก(นรกโลก มนุษย์โลก เทวโลก) สวดอย่างน้อย 9 จบอย่างมากตลอดเวลา

"นโมพระพุทธสิกขีพระพุทธเจ้า
ขอได้โปรดดลบันดาลให้สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก
ได้หลุดพ้นจากภัยพิบัติ วัฏฏสงสารโดยสิ้นเชิง
ด้วยพระบารมีมิอาจประมาณ
ลูกขอนอบน้อมนมัสการด้วยจิตใจ
ขอให้ลูกมีจิตสะอาดสว่างใส
หลุดพ้นไซร้สู่บ้านนิพพานเทอญ
สัมปะจิตฉามิ"

คุณประโยชน์ของการอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกไปกับฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรกเริ่มมีดังนี้

1. โปรดช่วยสรรพสัตว์ได้ แดนเปรต อสุรกาย มนุษย์โลกสัตว์ทั้งที่มีชีวิตและเป็นภูมิผีวิญญาณเร่ร่อน แผ่ไปทั่วเทวโลก พรหมโลกได้รับโมทนาบุญกับเรา
การแผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศลไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกรวมถึงเจ้ากรรมนายเวร จงทำทุกวัน จงตัดเวรตัดกรรม ให้อโหสิกรรมต่อกัน ยกเป็นอภัยทานถวายพระพุทธเจ้าถ้าเราโกรธตอบจะเพิ่มภพชาติให้เกิดมาใช้หนี้เวรกรรมกันอีก

2. สวดด้วยจิตศรัทธาแท้ เทพ พรหมรักใคร่ สรรเสริญเมตตาติดตามรักษาเราให้อยู่เย็นเป็นสุข

3. สวดตลอดเวลาคิดปรารถนาสิ่งใดก็สมหวัง

4. สวดตลอดเวลาจิตเป็นสมาธิ ภาวนาจิตไม่ฟุ้งซ่านจิตสะอาดปราศจากนิวรณ์

5. จิตสะอาดสว่างไสวจิตหลุดพ้นจากการหลงยึดติดในขันธ์ 5 จิตเป็นจิตประภัสสร เป็นจิตพระอริยบุคคลได้ง่ายเพราะเป็นจิตที่มีเมตตา เคารพบูชาพระรัตนตรัย มองเห็นภัยในวัฏฏสงสารเป็นจิตฉลาดไม่มีอวิชชา เป็นจิตที่มีพระนิพพานเป็นกรรมฐานได้ 8 กรรมฐานคือ

1) พุทธานุสสติกรรมฐาน

2) ธรรมนุสสติกรรมฐาน

3) สังฆานุสสติกรรมฐาน

4) พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

5) อุปสมานุสสติกรรมฐาน นึกถึงความดียิ่งของพระนิพพาน

6. เป็นการอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ตัดเวรตัดกรรม ยกเป็นอภัยทานถวายพระพุทธเจ้าถ้าเจ้าโกรธก็เป็นการเพิ่มภพเพิ่มชาติ

7. การอุทิศแผ่กุศลไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก จงทำทุกๆวันละอย่างน้อยสวด 9 จบช่วยทั้งคนทั้งผี ทั้งสัตว์โลก สัตว์นรก ช่วยเทพเทวดามีโอกาสโมทนากับพวกเราด้วย

8. พระคาถาสวดพระนามพระพุทธเจ้านี้พระท่านให้ไว้แก่มวลมนุษย์มาจากเบื้องบนพระนิพพาน ให้สวดทุกวันเพื่อช่วยมวลเวไนยสัตว์ และตนเองก็หลุดพ้นจากนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องได้เกิดในแหล่งอบายภูมิ 4 อย่างนี้เป็นการเสริมบารมีให้แก่ตนและผู้อื่น

9. การแผ่พลังจิตให้เป็นพลังไปรอบทิศจักรวาลทั้ง 3 โลกนั้น ทำจิตให้ว่างจากขันธ์ 5 ว่างจากกิเลสตัณหา ทำบุญกุศลทุกอย่างขอถวายทางจิตให้องค์สมเด็จพระบรมครูพระพุทธเจ้าโปรดโ มทนาบุญกุศลทุก ๆพระองค์เพื่อประโยชน์สูงสุดแด่มวลสรรพสัตว์ทุกจิตดวงธรรมญาณได้รับผลบุญที่ลูกแผ่ไปให้ทุกดวงจิตธรรมญาณเทอญ

การขอแรงพลังจิตขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการขอแรงคลื่นวิทยุของท่านผู้เป็นใหญ่บุญบารมีให ญ่ช่วยอีกแรงหนึ่งเพื่อให้สรรพสัตว์ 3 โลกได้ยินคลื่นวิทยุได้ดียิ่งขึ้น

จิตของสัตว์อบายภูมิน้อยนักที่จะได้รับได้ยินเหมือนคนตาบอด แต่ถ้าเขาโมทนายินดีรับกับการอุทิศบุญกุศลแผ่เมตตาไป ให้กับเขาก็ทำให้เขาเป็นสุข พ้นทุกข์จากอบายภูมิได้ทุกคน เราต้องทำจิตให้สะอาดทำจิตว่างจากขันธ์ 5 ปล่อยพลังจิตไปทั่วรอบทิศจักรวาล

10. สวดพระคาถาพระนามองค์สมเด็จพระปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุ ทธเจ้าฝากบุญกุศลไว้กับท่านท้าวยมราชได้แน่นอน โปรดสัตว์ได้ทั่วทั้ง 3 ไตรภพแล้วแต่จะกำหนดจิตโปรดได้หมดทุกประเภท ทั้งชาติกำเนิด 4 คือ(เกิดในไข่ เกิดในคูตเกิดเป็นตัว เกิดขึ้นเอง เช่น ผี เทพ พรหม ) ภูมิวิถี 6 คือ 1.สัตว์นรก 2. เปรต 3.อสุรกาย 4. สัตว์เดรัจฉาน 5. คน 6. เทวดาพรหม

โปรดสัตว์ได้ตามวาระจิตของวิญญาณใดถึงพร้อม ย่อมสามารถเข้าถึงสุขติภูมิคือ สวรรค์ และคนชั้นสูงมีความสุขตามฐานะกฎของกรรมต่าง ๆ ที่คอยกีดกั้นขวางงานเป็นเมตตาบารมี กฎของกรรมก็ตามไม่ทันเพราะบุญใหญ่

http://guru.google.co.th/guru/thread

สาส์นจาก “ลุงพุฒ” (พระยายมราช)
ให้รักษาศีลให้เรียบร้อย ลุงจะลงมาทำงาน (เต็มที่) คนมีศีลจะได้รับการอภิบาล คนทุศีลจะได้รับเคราะห์ตามหนักเบา ทำบุญอุทิศแก่สรรพสัตว์ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวร ลด ละ เลิกจองเวรจองกรรมและอโหสิกรรมต่าง ๆ ให้ทุกคน

ตัวเจ้าทั้งหลายจงโปรดอโหสิกรรมที่ผู้อื่นและใคร ๆ ที่ทำร้ายตัวเจ้าด้วย เพื่อถวายเป็นพุทธบารมีเป็นอภัยทาน พวกเจ้ามักจะขอกันและรู้จักให้อภัยทาน พวกลุงมาทำงานเต็มที่ ฉะนั้นบอกญาติโยมที่เป็นนักบุญให้รักษาศีลภาวนาไว้ตลอด ตั้งแต่บัดนี้จนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด

เมื่อเดินทางให้ระวังไว้บ้าง มีภัยธรรมชาติด้วย เวลาคิดจะทำอะไรอย่าคะนองด้วยวาจา อย่าไปแช่งใคร ด่าใคร อย่าไร้สติ เพราะกรรมจะมา

พวกที่มีความเลวเขาจะแสดงออกเอง หากเธอทนไม่ได้ก็นิ่งเสีย เธอจะได้ฝึกอารมณ์ด้วย ขจัดโมหะจริต โทสจริต รู้จักสติ สมาธิและลดความโลภ ความอยากได้ อยากจะเป็น ใจจะได้นิ่ง ว่างๆ ไม่มีอะไรคิดฟุ้งซ่าน ให้จับลมหายใจ อานาปานสติ จิตจะได้พิจารณา อารมณ์ฟุ้ง อารมณ์รำคาญ บ้านจะมีความสุข เพราะคนในบ้านไร้อารมณ์ฟุ้งซ่าน สนุกแต่พอสนุก ขำก็แค่ขำ อย่าเพ้อเจ้อ

(ถาม) มีสติตลอดเวลาใช่ไหม

ให้รู้อยู่

(ถาม) เวลาเดินทางให้กราบเรียนอย่างไร

ก่อนเดินทางให้จุดธูปบอกท่านท้าวจตุมหาราช จุดธูป 3 ดอกที่บ้าน เดินทางไกล มีที่ชุมนุมแรง ๆ ขอให้งด

(ถาม) ศูนย์การค้าไปได้ไหม

ถ้าเธอจับสมาธิได้ เธอจะรู้เองเวลามีเรื่องเกิดขึ้น

เวลาสวดมนต์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้ถวายในหลวงองค์ปัจจุบัน พระสยามเทวาธิราช นักรบ ถวายพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาลทุกครั้ง แล้วท่านจะคุ้มครองอย่างละเอียด เธอไม่รู้ว่าวันใด เวลาใด ที่เคราะห์กรรมเปิด เวลาขับรถท่อง "สัมปจิตฉามิ" ทำไปเถอะ

หมายเหตุ :
วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีชวด( 19 พฤษภาคม พ.ศ.2564) จึงเป็นกำหนดเส้นตายที่เทพพรหมทั้งหลายจะปล่อยให้มีการชำระล้างหนึ้กรรมครั้งใหญ่ ( เกิดภัยสงครามและภัยธรรมชาติ ) ในระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปีนี้จึงเป็นโอกาสทองเพื่อแก้ไขตัวเองให้กลับมาเป็นคนดี ด้วยการมารักษาศีล 5 และกรรมบท 10 ให้มั่นคงก่อนที่คนชั่วทั้งหลายจะถูกกวาดล้างให้หมดไปจากโลกนี้ ... ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ ส.สู้ๆ

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]