gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 219 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: เฒ่าทารกฟันปลอม
« เมื่อ: 20:40 น. วันที่ 27 พ.ย.63 »

ขอบใจ ขอบใจ
'เราต้องต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องช่วยทำให้คนเห็น
ว่าอะไรผิด อะไรไม่ดี อะไรบิดเบือน อะไรที่เป็นเฟคนิวส์'
.
ในหลวงร.10 ตรัสกับ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม
หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 63
ข้อความโดย: เด็กบ้าฟันน้ำนม
« เมื่อ: 20:38 น. วันที่ 27 พ.ย.63 »

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ๒๕๖๔ แก่ปวงชนชาวไทย เป็นภาพฝีพระหัตถ์ "สวัสดีปีฉลูวัว" รูปวัว หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และพระราชทานพรปีใหม่ ความว่า

"ปีที่แล้วโรคร้ายหมายชีวิต
มีคนติดทั่วโลกอยู่มากหลาย
คนยังอยู่จนยากลำบากกาย
ที่ทุกข์คลายเพราะความรักสามัคคี

ปีฉลูวัวใจดีเข้ามาหา
มีนมมาให้ดื่มเป็นสุขี
สุขภาพของเด็กเติบโตดี
ผู้ใหญ่ที่ดื่มนมก็แข็งแรง"

สวัสดีปีฉลูวัว พ.ศ.๒๕๖๔
ข้อความโดย: เด็กเทพชุมนุม
« เมื่อ: 19:13 น. วันที่ 19 พ.ย.63 »

แพทย์ผู้ที่รับใช้ใกล้ชิด ได้เล่าให้ฟังว่าภาพที่พ่อนั่งเหม่อลอยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเวลานานเหมือนจะ ร้องไห้นั้น ณ.ที่ตรงนั้นกับเวลาที่ยาวนานพ่อพูดออกมาประโยคเดียวว่า "เราไปทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำ หรือ คนไทยเหล่านั้นถึงได้โกรธ/เกลียดเราขนาดนี้" ผู้อยู่ใกล้ชิดพ่อน้ำตาไหลพรากเพราะสงสารพ่อที่ทำทุกอย่างทั้งชีวิตพ่อเพื่อ คนไทยมาตลอด..............ช่วยส่งต่อไปอย่าหยุดน่ะ
แพทย์ที่ถวายการรักษา
บอกว่า ในหลวงท่านทรงทราบข่าวระเบิด เมื่อคืนแล้ว
พระองค์น้ำตาคลอไม่มี รับสั่งอะไรท่านดูเป็น กังวล***

*ในหลวงทรงร้องไห้ พระองค์ท่านทรงท้อ... และตรัสเสมอว่า ระบบราชาธิปไตย
คงจบลงที่ รัชกาลที่9 ของพระองค์เอง ปกครองไทยมา 600 ปี
แต่น่าใจหายที่จะ สิ้นลงที่รัชกาลของพระองค์
เพราะ คนไทยลืมหน้าที่ของตัวเอง
ลืม หน้าที่ ที่ต้องทำในฐานะประชาชนคนไทย
ปล่อย ให้อำนาจเงิน และข่าวที่ผิด ๆ มาชักจูง
โดยอาศัยความเชื่อส่วนตน เป็นตัวตัดสิน
หาก คุณการไหว้พระภูมิเจ้า ในบ้านแบบง่ายๆ โดยให้ไหว้ในตอนเช้า สิ่งที่ต้องเตรียม คือเป็นคนหนึ่งที่รักพระเจ้า อยู่หัว
และอยากให้ประเทศไทยกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ลูกคุณหนู
« เมื่อ: 19:09 น. วันที่ 19 พ.ย.63 »

โลกวิปริตหรือคนสิ้นคิดกันแน่

คำถามแรก ทำไมต้องสลายม็อบ ..คำตอบ แล้วทำไมต้องก่อม็อบ เป็นม็อบที่ผิดกฏหมาย ตะโกนด่าหยาบคาย ให้ร้ายผู้อื่น ปิดถนน สร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน ลำบาก ทุกข์ยากอย่างสาหัสให้ประชาชน ร้านค้า ห้างร้านต้องปิดตัว ทำมาหากินไม่ได้ ไปไหนไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้

คำถามจากนักการเมืองฝ่ายก่อม็อบ ถามทำไมตำรวจต้องรุนแรง ..คำตอบ เขาเตือนอย่างสุภาพให้เลิก ทำไมไม่เลิก  เขาก็ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างละมุนละม่อม ไม่มีความรุนแรง  แต่นักการเมืองชั่วนำไปบิดเบือนสร้างวาทะกรรมใส่ร้ายตำรวจ

คำถามต่อไป ทำไมพวกก่อม็อบถึงเรียกร้องประชาธิปไตย ..คำตอบ คือเพราะนักการเมืองขี้โกงที่อยู่เบื้องหลังม็อบ เกิดแพ้การเลือกตั้ง พอแพ้ก็กล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การไม่เคารพกติกา แล้วต้องการให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการ แบบนี้หรือคือประชาธิปไตย   อย่างนี้เขาเรียกว่า ระบบตามความพอใจของพวกกูมากกว่า นี่มันระบบเผด็จการของม็อบ 3 นิ้วกับนักการเมืองชั่วที่สมคบคิดกันก่อความวุ่นวาย ชัดๆ

พวกม็อบ 3 นิ้วกับนักการเมืองชั่วเรียกร้องให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ อ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ดี  ทำไมก่อนเลือกตั้งไม่บอกให้เปลี่ยน  แต่พอแพ้เลือกตั้งแล้วรู้ว่าคะแนนใกล้เคียงกันไม่มีวันได้เปลี่ยนฝ่าย ก็เลยพาลไปที่รัฐธรรมนูญใช่ไหม แล้วรัฐธรรมนูญจะไม่ดีได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการลงประชามติเสียงข้างมากไปแล้ว

บ้านเมืองนี้ล่มจมเพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหนปราบโกงแบบจริงจัง ถามว่าทุกคนบอกว่าอยากปราบคอรัปชั่น  แต่พอได้กฎหมายที่เขียนมาปราบโกง ทำไมไม่เอา ใครคือคนไม่เอา ประชาชนไม่เอาหรือนักการเมืองขี้โกงไม่เอา

บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องถามว่ามันไม่ดีตรงไหน ไม่ดีก่อนโควิค หรือไม่ดีหลังโควิด คำตอบคือถ้าก่อนโควิคไม่ใช่เศรษฐกิจไม่ดี แต่เพราะคนรุ่นใหม่หันไปซื้อขายออนไลน์ เป็นตัวทำลายเศรษฐกิจ ที่ร้ายแรงที่สุด ซื้อสินค้าออนไลน์ คือไม่เสียภาษี ไม่ต้องจ้างงาน ไม่ต้องให้บริการ มีโทรศัพท์เครื่องเดียว ขายสินค้าได้หมด เมื่อคนนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ไม่มีคนออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาด ห้างร้านต่างๆต้องปิดตัว พอรัฐบาลจะออกกฎหมายมาเก็บภาษีการค้าออนไลน์ นักการเมืองชั่วมันก็ออกมาก่อกวนตีรวนไม่ยอมให้เก็บภาษี ใครกันแน่ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ จะถามว่าถ้าไม่มีภาษี ประเทศนี้จะอยู่อย่างไร เด็กๆจะได้เรียนฟรี ประชาชนจะได้รักษาฟรีไหม  จะมีเงินมาทำถนนหนทาง สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัย ให้พวกเอ็งได้เรียนอย่างสุขสบายไหม  ข้าราชการจะมีเงินเดือนหรือเปล่า

พวกม็อบที่ออกมาประท้วง อ่างสิทธิ์ว่าเป็นประชาชนผู้เสียภาษี อ้างว่าเสียดายเงินภาษีของกู เห็นอ้างตัวเองว่าเป็นม็อบนักเรียน นิสิต นักศึกษา พวกเอ็งยังไม่มีรายได้ ยังไม่เคยเสียภาษีรายได้ให้รัฐสักสตางค์  ม็อบอ้างพล่อยๆ โกหกคำโต  ส่วนนักการเมืองชั่วที่หนุนม็อบนี้ ส่วนใหญ่มันก็หลีกเลี่ยงหนีภาษี หรือแม้แต่แว๊ดมันก็ไม่เสีย เพราะมันไปซื้อสินค้าออนไลน์กัน ไม่ต้องเสียภาษี

ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีเพราะหลังโควิค อันนี้เป็นกันทั้งโลกไม่ใช่เป็นที่ประเทศไทยที่เดียว ก็ต้องถามว่า แล้วที่ออกมาประท้วงกันนี่ มันช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรืออย่างไร  ตรงกันข้ามพอเริ่มจะทำมาหากินได้ มันออกมาทำลายระบบทำมาหากินอีกแล้วแบบนี้ เรียกว่าความชอบธรรมหรืออย่างไร

ม็อบออกมาไล่นายกด้วยคนสองสามหมื่นคนแล้วบอกว่าทำผิดต่างๆ  ก็ต้องถามว่าแล้วไอ้พวกคนก่อม็อบ 2 - 3 หมื่นคนเหล่านี้มันมีสิทธิ์มาเรียกร้องด้วยหรือ ในขณะที่สถานการณ์ในขณะนี้ทั่วทั้งโลก เขาต่างยกย่องการบริหารจัดการของประเทศไทย ต้องถือว่าไทยน่าจะดีสุด เพราะไม่มีโรคโควิคระบาด  ถ้านายกที่ทำเรื่องนี้ได้ดีต้องถูกไล่ออกเพราะคนสองสามหมื่นคนที่สิ้นคิด   ประเทศนี้ก็ควรเป็นประเทศของคนสิ้นคิดแล้วใช่ไหม

มันบอกว่าระบอบกษัตริย์ไม่มีดีสักอย่าง ก็ต้องถามว่าในอดีตชาวไร่ชาวนา ประเทศนี้ยากจนอย่างไร ชาวป่าชาวเขา ปลูกฝิ่นกันเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เห็นมีนักการเมืองค่ายประชาธิปไตยคนไหนที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง มีแต่คอยต้องจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ก็มีแต่ระบบกษัตริย์ไทยนี่แหละที่เข้าไปช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า ชาวไร่ ชาวนา ชาวเขา อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ท่านทำโครงการต่างๆมากกว่า 1,000 โครงการ จนประชาชนรากหญ้า ผู้ยากไร้ยากจน ทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นชัดเจน  ในขณะที่ไอ้พวกม็อบที่มาร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบกษัตริย์นั้น พวกเอ็งเคยทำประโยชน์ใดๆให้ประเทศชาติบ้างไหม อยากถามว่าชีวิตพวกเอ็ง นอกจากเกาะประเทศนี้กินแล้วเคยทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง

ที่สำคัญที่สุด โพลสำรวจทุกโพลระบุชัดเจนว่าไม่เอาพฤติกรรมล้มเจ้า 98% ก็ต้องถามว่าคน 2%ที่ต้องการล้มระบอบกษัตริย์ มันจะเอาชนะคนส่วนใหญ่ นี่คือกติกาของพวกเอ็งใช่ไหม นี่หรือคือประชาธิปไตยเอาเสียงน้อยนิดมาข่มขู่เสียงส่วนใหญ่ แบบนี้เขาเรียกว่าเผด็จการชัดๆ เป็นเผด็จการของพวกใจทรามต่ำช้า ขี้ข้านักการเมืองชั่ว ที่ยุแยงแสวงหาอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์แบบไม่ลืมหูลืมตามากกว่า

ขอตั้งคำถามกลับพวกม็อบ 3 นิ้วว่า พวกเอ็งต้องการให้ประเทศนี้ เป็นขี้ข้าประเทศอื่นหรืออย่างไร ต้องให้ประเทศนี้ อยู่ภายใต้คนสิ้นคิดไม่กี่คนหรืออย่างไร ต้องให้ประเทศนี้ฉิบหายล่มสลายลง ด้วยม็อบชั่วทำลายชาติกับนักการเมืองชั่วบ้าอำนาจไม่กี่คนของพวกเอ็งหรืออย่างไร หรือต้องให้คนเจ็ดสิบล้านคนที่รักในขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ต้องมายอมสยบให้กับไอ้พวกขี้ข้าตะวันตกไม่กี่คน  พวกเอ็งดูถูกคนเจ็ดสิบล้านคนมากไปหรือเปล่า ประชาชนเจ็ดสิบล้านคน เขาไม่ได้สิ้นคิดเหมือนพวกเอ็งหรอกจะบอกให้

อยากจะบอกพวกม็อบ 3 นิ้ว ขี้ข้าของคนโกงชาติทั้งหลายว่า ตอนนี้ความจริงคือ บ้านเมืองนี้ไม่มีอะไรเหลือให้พวกเอ็งแทะอีกแล้ว และถ้ายังไม่เลิกพฤติกรรมชั่วๆ ก็ให้ระวังให้ดี ต้องมีสักวันที่คนเดือดร้อนจริง ทำมาหากินไม่ได้ เขาจะไม่ทนกับพวกเอ็งอีกต่อไป

สุดท้ายอยากจะบอกกับคน 98% ของประเทศว่า ถ้าทุกคนยังทนนิ่ง แล้วไม่ยอมแสดงปฏิกิริยาอะไร ก็จะกลายเป็นเครื่องมือให้ไอ้พวกจิตต่ำช้าบ้าอำนาจพวกนี้เหิมเกริมต่อไปไม่สิ้นสุด จะถามว่ายอมรับกันได้เชียวหรือ ถามหน่อยเถอะถ้ารู้ว่า ลูกเรามันแย่ขนาดนั้น ปัญญามันอ่อนได้ขนาดนั้น แล้วคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ยังยอมปล่อยให้ลูกตัวเองทำร้ายตัวเอง ทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรือ ถ้ายอมให้เป็นอย่างนั้นก็ต้องถามว่าคุณยังเป็นพ่อแม่ สปิชี่ไหน คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?... ส.สู้ๆ

ไปลงนรกซะเถิด... ส.หลก
ข้อความโดย: Smile Bull
« เมื่อ: 18:16 น. วันที่ 16 พ.ย.63 »

ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งขออนุญาตส่งข้อความสั้นๆถึงพี่น้องคนไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อเป็นสิ่งน้อมนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศชาติ แผ่นดินไทยและพี่น้องคนไทย
" แผ่นดินไทยและประเทศไทยของเราต้องมีพระมหากษัตริย์เท่านั้น อีกทั้ง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต้องอยู่คู่กับแผ่นดินไทย คนไทยตลอดไป ผู้ใดจะมาล้มล้าง เปลี่ยนแปลงมิได้โดยเด็ดขาด คนไทยต้องลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้มีและอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไปและถ้าคนไทยทุกคนรู้รักสามัคคี ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน เคารพในสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพซึ่งกันและกัน มีความรักสถาบันชาติ ศาสน์ กษ้ตริย์ เคารพกฏหมายบ้านเมือง เหตุการณ์ร้ายๆจะไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด # ฝากถึงกลุ่ม พรรค บุคคลใดๆก็ตาม พึงสำนึกและไตรตรองให้ดีก่อนจะกระทำสิ่งที่ไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง สถาบันและพี่น้องคนไทย # พึงสำนึกให้จงหนักว่าคนไทยจะไม่ทำร้ายกัน "
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิฐานถึงบารมีอดีตพระมหากษัตริย์ธิราชเจ้าทุกพระองค์ได้ทรงแผ่เมตตาบารมีปกป้องคุ้มครองให้แผ่นดินไทย ประเทศไทยและพี่น้องคนไทยปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายและเหตุการณ์ที่ไม่ดีทั้งปวงตลอดไป
ขอพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
รักประเทศไทย
รักแผ่นดินไทย
รักนายกรัฐมนตรี
รักคนไทยทุกคน
รักความสงบและความสามัคคี
วัตถุประสงค์ : เพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงค์อยู่คู่แผ่นดินไทยและคนไทยตลอดไป
จาก : คนไทยคนหนึ่ง
สถานที่ : แผ่นดินไทยและประเทศไทย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Smile Buffalo
« เมื่อ: 18:11 น. วันที่ 16 พ.ย.63 »

การที่พระองค์ท่านไปประทับที่เยอรมนีบ่อยในช่วงก่อนเพราะพระองค์ท่านทรงเข้ามาสังคายนาพวกกร่าง และโกงกินในวัง และพวกที่ถูกลงโทษมีความเจ็บแค้นอาจคิดลอบปลงพระชนม์ จึงต้องป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร

คนเป็นจำนวนมากไม่รู้ว่า ร.๑๐ ทรงงานอย่างที่ไม่ได้เปิดเผยหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไร และพระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยที่ดีมาก และทีมงานที่พระองค์ท่านทรงเลือกก็เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพสูง ขยัน อดทน และมีดุลยพินิจดีมากด้วยเช่นกัน

เราเคยทำงานในบริษัทหนึ่ง และถูกส่งตัวไปช่วยงานที่ สนง.ทรัพย์สินฯ ส่วนพระมหากษัตริย์ พวกเรายังแอบทึ่งเลยที่พระองค์ท่านทรง commented หลายเรื่องด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่านเองอย่างรอบคอบ

แถมซ้ำที่ดินใจกลางเมืองหลายแห่งที่เหลืออยู่นั้น ทางเอกชนบางรายจ้องจะประมูลเช่าไปทำธุรกิจ แต่เมื่อพระองค์ท่านครองราชย์ ก็ทรงเอาที่ดิน prime area ใจกลางเมืองหลายแห่งมาทำเป็นสาธารณประโยชน์ เช่น

**สนามม้านางเลิ้ง 300 กว่าไร่ เอกชนเคยมาจ้องจะเช่าไปทำธุรกิจใหญ่โต แต่ตอนนี้ ร.๑๐ พระราชทานให้ทำเป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ให้ชาว กทม. เป็นสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ซึ่งมีขนาดเกือบเท่าสวนลุมฯ เลย

**ที่ดิน (แถวพลับพลา) ติดคลองลาดพร้าว จำนวน 80 ไร่ พวกเราเคยได้รับมอบหมายให้ช่วยศึกษาดูว่า ควรจะนำมาทำโครงการอะไรดี แต่พอพระองค์ท่านครองราชย์ ทรงตัดสินพระทัยยกที่ดินทำเลทองนี้ให้แก่กองทัพบก เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่าไปเลย

**แล้วที่ชาวบ้านเคยบ่นว่า ทรงเอาคืนที่ดินสวนสัตว์ดุสิต แล้วจัดที่ดินใหม่ให้ไปอยู่ชานเมือง แต่เราหารู้ไม่ว่ากำลังมีพระราชดำริให้มีโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลในที่ดินตรงนี้แทน เพราะโรงพยาบาลในใจกลางเมือง กทม.ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

เราลองคิดดูสิว่า ระหว่างโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นต่อราษฎรที่หนาแน่นในใจกลางเมือง กับสวนสัตว์ที่จำเจ อะไรจะมีประโยชน์กว่ากัน (ส่วนการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่ต้องการไปสวนสัตว์ เราสามารถเดินทางออกไปชานเมืองอีกหน่อยเดียวจะรื่นรมย์กว่าไหม)

**ส่วนการปรับปรุงพื้นที่พระราชวังสวนจิตรฯ ที่หลายคนบอกว่ามีรับสั่งให้เคลียร์พื้นที่ทดลองโครงการในพระราชดำริของ ร.๙ ไปหมดเลย แต่เราลองคิดดูสิว่า โครงการเหล่านั้นพระชนกท่านได้ทรงทำสำเร็จแล้ว และได้ส่งต่อผลการทดลองออกไปสอนชาวบ้านตามสถานที่จริงแล้วทั่วประเทศ และมีการต่อยอดการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ออกไปอย่างกว้างขวาง แล้วเรายังจะเก็บพื้นที่ในวังให้เป็นแบบนี้เพียงแค่ให้เป็นที่ระลึกเท่านั้นหรือ ในเมื่อการทดลองได้สำเร็จไปหมดแล้ว

ทำไมเราไม่เอามาปรับปรุง เพื่อดูว่าควรจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อไป หรืออย่างน้อยก็ปรับปรุงให้กลับมาเป็นพระราชวังที่ดูดีอีกครั้ง และพวกคนในวังที่ทุจริตจะได้ถูกถอดถอนออกไปด้วยเลย

พระองค์ท่านทรงกล้าหาญที่จะปราบทุจริต ทรงกล้าที่จะสะสาง และทรงหนักแน่นต่อคำใส่ร้ายนินทา

เท่าที่ได้ประสบมา จะเห็นได้ว่ากษัตริย์พระองค์นี้มีพระราชวินิจฉัยที่ดีมาก และไม่ได้ทรงเห็นแก่พระองค์อย่างที่หลายคนนินทาเลย

การที่ทรงกล้าหาญที่จะออกมาจัดการทรัพย์สมบัติที่เป็นมรดกตกทอดของบูรพกษัตริย์ไทย มันไม่ใช่ความเห็นแก่พระองค์เลย แต่เป็นสิทธิโดยชอบธรรม และความมีพระทัยกว้างของพระองค์ท่านมากกว่า ที่ทรงยินดีเอาที่ดินทรัพย์มรดกของพระองค์ท่าน (หลายหมื่นล้าน) มาแบ่งปัน และทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทยด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่กว้างขวางมาก

หากเราไม่มีอคติ และมีใจเป็นกลาง เราจะเห็นอะไรดีๆ มากมายที่บูรพกษัตริย์ไทยได้ทรงทำให้แก่ประชาชน แต่ถ้าเราหูเบา ฟังความข้างเดียว และถูกปลูกฝังชุดความคิดที่มีอคติ เข้าข้างตัวเอง เราก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งความเกลียดชัง ก้าวร้าว ทำตัวเป็นศาลที่ต้องการตัดสินผู้อื่นอย่างเมามัน และตกเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่หวังดีต่อความมั่นคงของชาติอย่างน่าเสียใจ

น้อมดวงจิตกราบพระบาทน้อมเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคลขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

#แชร์ความจริงออกมา
#รักชาติศาสน์กษัตริย์   ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ขี้แรด ลงแดง
« เมื่อ: 05:48 น. วันที่ 09 พ.ย.63 »

มารยาทชาวไทย สืบสานจาก"ศีลาจารวัตร"

การบัญญัติมารยาท เป็นกฎเกณฑ์ใช้สืบต่อกันมา ต้นบัญญัติมารยาทต่างๆ ที่เก่าแก่และถือเป็นต้นแบบของมารยาทของชาวไทยปัจจุบัน คือ “เสขิยวัตร” ซึ่งเป็นหมวดพระวินัยในพระพุทธศาสนา

ความสง่างามใน “ศีลาจารวัตร” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า #ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น และพระพุทธองค์ทรงอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ให้มี “ ศีลาจารวัตร” ที่งดงามเรียบร้อย โดยทรงบัญญัติหมวด “พระวินัยเสขิยวัตร” ขึ้น

ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยหมวดนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ สำรวม สง่างาม แก่ผู้ที่มาพบเห็นเข้า #เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไทยต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในประเทศไทย ชนชาติไทยจึงได้คุ้นเคยกับ “ศีลาจารวัตร” อันงดงามของพระภิกษุสงฆ์ จนซึมซับและถ่ายทอดกิริยามารยาทที่นุ่มนวลนั้น มาอบรมสั่งสอนลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันมา

“เสขิยวัตร” จึงเปรียบเสมือน #เพชรน้ำหนึ่งที่ทำให้คนไทยพิเศษ มีความอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีปรากฏในชนชาติอื่นมากนัก

จึงสมควรที่ลูกหลานไทยยุคปัจจุบันจะต้องกลับมาทบทวน ฝึกฝนตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวไทยนี้ไว้... ส.หลก
ข้อความโดย: คณะเรือดำน้ำ ทุ่งตาปรือ
« เมื่อ: 05:45 น. วันที่ 09 พ.ย.63 »

พระภาคตรัสว่า “คหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลส(กรรมเครื่องเศร้าหมอง) ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ
และไม่ข้องแวะอบายมุข(ทางเสื่อม) ๖ ประการ แห่งโภคะทั้งหลาย
อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากบาปกรรม ๑๔ ประการนี้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ปิดป้องทิศ๑- ๖ ปฏิบัติเพื่อครองโลกทั้งสอง ทำให้เกิดความยินดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
กรรมกิเลส ๔. ◼️
             [๒๔๕] กรรมกิเลส ๔ ประการที่อริยสาวกละได้แล้ว อะไรบ้าง คือ
                          ๑. กรรมกิเลสคือปาณาติบาต
                          ๒. กรรมกิเลสคืออทินนาทาน
                          ๓. กรรมกิเลสคือกาเมสุมิจฉาจาร
                          ๔. กรรมกิเลสคือมุสาวาท
             กรรมกิเลส ๔ ประการนี้ ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว”

                                                                 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๘. สิงคาลกสูตร]

                                                                 เหตุ ๔ ประการ
             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
                          “การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์
             การล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น และการพูดเท็จ
             เรียกว่า เป็นกรรมกิเลส บัณฑิตทั้งหลายไม่สรรเสริญ”เหตุ ๔ ประการ
             [๒๔๖] อริยสาวกไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
             ปุถุชน
                          ๑. ย่อมถึงฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะรัก) ทำบาปกรรม
                          ๒. ย่อมถึงโทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง) ทำบาปกรรม
                          ๓. ย่อมถึงโมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา) ทำบาปกรรม
                          ๔. ย่อมถึงภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว) ทำบาปกรรม
           ส่วนอริยสาวก
                          ๑. ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ
                          ๒. ย่อมไม่ถึงโทสาคติ
                          ๓. ย่อมไม่ถึงโมหาคติ
                          ๔. ย่อมไม่ถึงภยาคติ
           อริยสาวกย่อมไม่ทำบาปกรรม โดยเหตุ ๔ ประการนี้
             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
                          “บุคคลใดละเมิดความชอบธรรม
             เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ
             ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๐๑}
ข้อความโดย: Dr.RedOrange Jet Toy
« เมื่อ: 05:42 น. วันที่ 09 พ.ย.63 »

ข้อความโดย: RedOrange Politicalism
« เมื่อ: 20:49 น. วันที่ 06 พ.ย.63 »

สมมุติ...
นายต้อย เก็บขวดขายตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนตายยกเงินเก็บสองแสนบาทให้ลูก นายเจต ทำงาน ร.ป.ภบริษัทมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อเกษียณมีเงินเก็บหนึ่งล้านกว่าบาท เขาส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกสองคน นายบุญจริง เปิดโรงงานผลิตปลากระป๋อง กิจการใหญ่ขึ้น มีบ้านห้าหลัง รถยนต์สิบคัน ก่อนตายก็ส่งต่อสิ่งทั้งหมดที่มีให้ลูกหลาน

การส่งทรัพย์สินต่อให้ลูกหลานเป็นระบบที่มนุษย์สร้างไว้มานานแสนนาน กติกาของเราคือทำงานสะสมทรัพย์สินให้เต็มที่ เมื่อตายก็ส่งต่อทรัพย์สินที่ดินให้ลูกหลานได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มแก่การลงแรงทำงาน ดังนี้จึงเป็นภาพปกติที่เห็นพ่อแม่จำนวนมากก้มหน้าก้มตาหาเงิน เก็บเงินให้ลูก

จะว่าไปแล้ว ระบบนี้ใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน ตัณหาในที่นี้มิได้หมายความในเชิงร้าย แค่หมายถึงว่าใครทำงานมากกว่าก็ได้มากกว่า

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลหนึ่งที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายก็เพราะมันสวนทางกับตัณหาของมนุษย์ ทำงานหนักแทบตายได้ค่าตอบแทนเท่าคนเกียจคร้าน ย่อมทำให้ทุกคนขี้เกียจเท่ากัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในบางประเทศปัจจุบันจึงเป็นแค่เปลือก แก่นเปลี่ยนเป็นทุนนิยมไปแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้เพราะระบอบการเมืองเปลี่ยนได้เสมอ แต่ธรรมชาติคนไม่เปลี่ยน ใครๆ ก็อยากได้ทรัพย์สมบัติมากๆ

…………

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราย้ายเข้าบ้านใหม่หรือห้องเช่าใหม่ กินเวลานานเท่าไรที่เปลี่ยนจากห้องว่างเป็นห้องที่มีข้าวของเต็มแน่น ส่วนใหญ่ไม่นาน เพราะเป็นสัญชาตญาณของเรา

คนเราเกิดมาก็เริ่มสะสม จนกลายเป็นนิสัย

สัตว์จำศีลเก็บอาหารเท่าที่ต้องกินตลอดฤดูหนาว แต่มนุษย์สะสมสิ่งของมากๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์มากขนาดนั้น มันอาจเป็นความรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีทรัพย์มากๆ ยิ่งมีมากยิ่งอบอุ่นใจ จนมันกลายเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยามากกว่าความจำเป็น

การเก็บเงินทองมากจนใช้ทั้งชีวิตไม่หมด และไม่สามารถเอาไปไหนได้หลังตาย จึงเป็นการใช้เวลาที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าเราต้องการทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไรจึงจะรู้สึกปลอดภัย? เราต้องการความปลอดภัยมากจนมันกลายเป็นนิสัยงกหรือไม่?

เราได้ยินข่าวมหาเศรษฐีซื้อกิจการนั้นกิจการนี้ ซื้อสโมสรกีฬาในต่างประเทศ ฯลฯ ซื้อๆๆๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับเงินที่มี บางคนซื้อๆๆๆ เพียงเพราะตนเองสามารถซื้อได้ ไม่ต่างจากคนที่พูดๆๆๆ เพียงเพราะมีสมาร์ทโฟน กลายเป็นทาสเงินตราไปโดยไม่รู้ตัว

มองดูดีๆ จะเห็นว่า มีเงินแล้วเหนื่อยกว่าเดิม! ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งมีห่วงผูกคอมากเท่านั้น เพราะเท่าไรก็ไม่เคยพอ

กลายเป็นชีวิตที่รุงรัง

สมมุติว่านายต้อย นายเจต นายบุญจริง อยู่คนเดียวไม่มีญาติมิตร ไม่มีผู้รับมรดก บางทีพวกเขาอาจเดินชีวิตช้าลง เพราะไม่รู้จะสะสมทรัพย์สินมากมายให้คนอื่นใช้ไปทำไม

ถ้าหากการไม่มีห่วงทำให้เรารู้สึกพอเพียงง่ายกว่า เราอาจลองลดห่วงโดยมองว่า การมอบสมบัติให้ลูกหลานมากเกินความจำเป็นอาจทำร้ายพวกเขามากกว่า

…………..

ในช่วงสงครามใหญ่ เมื่อทั้งเมืองถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จนมองไม่เห็นเส้นแบ่งที่ดิน แต่ละคนต้องเริ่มต้นใหม่ สร้างตัวใหม่จากศูนย์ เมื่อนั้นจึงพบสัจธรรมว่าความมั่นคงที่เกิดจากทรัพย์สินเป็นภาพลวงตา มนุษย์ไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้น โฉนดที่ดินหรือใบกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติในโลกมนุษย์ ออกแบบมาให้เราอยู่ร่วมกันได้

ทรัพย์สินพันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิเศษขึ้นมา หากกอดสมบัตินั้นแน่น เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันไม่เคยเป็นของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาเท่านั้น

ดังนั้นทัศนคติว่าต้องมีมากกว่าคนอื่นอาจเป็นการสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการวิญญาณตัวเอง

แน่นอน มันย่อมมิใช่เรื่องเลวร้ายที่จะมีสมบัติพัสถานมาก หรือร่ำรวยล้นฟ้า แต่หากไม่สามารถอยู่เหนือความรวย ชีวิตก็ต้องเหนื่อยกับการแบกของหนักตลอดเวลา

ลองนึกภาพตัวเองเดินป่า ก่อนเข้าป่า ต้องการขนของชิ้นนั้นชิ้นนี้ ทุกชิ้นสำคัญ เข้าไปได้พักหนึ่ง ก็ลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เพราะพอเหนื่อยมากๆ สิ่งที่เคยจำเป็นเหลือเกินก็กลายเป็นความไม่จำเป็นแล้ว

เครื่องบินที่ประสบปัญหาขัดข้อง น้ำหนักมากไป ต้องทิ้งสัมภาระลงไป จึงตัวเบาขึ้น และบินต่อไปได้

เราไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกอย่าง เพียงแต่อยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง เป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่เป็นทาสมัน

ทานจึงเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธ มันทำให้ตัวเราเบาสบาย คล่องตัว สมบัติยิ่งน้อยยิ่งเป็นอิสระ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “เวลาที่เราไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นั่นแหละเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด”

ความหมายคือ เมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ก็จะว่างจากความทุกข์

วลี ‘ไม่มีอะไร’ น่าจะกว้างกว่าแค่ทรัพย์สิน ข้าวของ คน ชื่อเสียง แต่รวมเรื่องการปรุงแต่งของใจด้วย

เมื่อห้องของหัวใจว่างจากตัณหา ก็ไม่เป็นทุกข์

การปล่อยวางทางวัตถุต้องเริ่มที่ปล่อยวางทางจิต แต่ไม่ง่าย

หัวใจของการออกแบบศิลปะทุกชนิดคือความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่มากจนรุงรัง ชีวิตก็เหมือนกัน

เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกสีผิว ประเทศ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินแบกของหนักหรือเดินแบบตัวเบาสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้... ส.หลก
ข้อความโดย: Red Covid Vaccine
« เมื่อ: 20:01 น. วันที่ 05 พ.ย.63 »

เปรตทิดกบ ถวายทองกับหลวงตาเพื่อช่วยชาติ

เรื่องเปรตทิดกบนี้ เป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์หลายๆรูปเล่าให้ฟังเรื่องมีอยู่ว่า ทิดกบเป็นโยมหลานชายของหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก วัดป่าหนองแสง อ.นาหว้า จ.นครพนม แม่ทิดกบเป็นโยมพี่สาวของหลวงพ่อบุญเพ็ง ทิกบเองเคยบวชเรียนอยู่วัดป่าทาง จ.นครพนม แต่ได้สึกหาลาเพศไปประกอบอาชีพ ขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งทิดกบประสบอุบัติเหตุ ขับรถมอเตอร์ไซค์เป๋ไปชนท้ายรถสิบล้อที่เค้าจอดไว้ข้างทาง ทิดกบเสียชีวิตลงทันที งานนี้ไม่ได้ค่าเสียหายอะไร เพราะรถสิบล้อเค้าจอดไว้เฉยๆ ทิดกบขับไปชนเอง ประกันก็ไม่มี พรบ.ก็ขาด เมื่อทิดกบตายแล้ว ก็มาเป็นเปรตอยู่ที่วัดป่าหนองแสง ที่ตนเองเคยบวชเรียน

ทั้งโยม ทั้งพระ ทั้งแม่ชี ต่างถูกเปรตทิดกบรบกวน เช่น มาคอยเปิดปิดไฟที่ศาลา มาเดินผ่านให้เห็นบ้าง ลักษณะร่างของทิดกบ เป็นผิดกายสีดำแบบรอยไหม้ และมีรอยแตกของผิว มีน้ำเหลืองแทรกรอยแตกนั้นออกมา ผู้พบเห็นก็หวาดกลัว และสลดสังเวช

ที่วัดนี้นอกจากมีหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ซึ่งเป็นหลวงอาแล้ว ยังมีคุณยายทิดกบที่บวชเป็นแม่ชีที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักนี้อีกด้วย (แม่ชีท่านนี้เป็นโยมมารดาของหลวงพ่อบุญเพ็ง สมัยมีชีวิตหลวงตามหาบัว เคยชมว่าแม่ชี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อละขันธ์ ปรากฏอัฐิเป็นพระธาตุ)

หลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านเห็นเปรตทิดกบแล้วก็สลดสังเวช จึงตั้งใจทำบุญอุทิศไปให้

วันหนึ่งท่านเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน มารับบาตรที่บ้านโยมพี่สาว แม่ของทิดกบ จึงปรารภว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทิดอึ่งมีทรัพย์สมบัติอะไรเหลือไว้มั่งมั้ย ขณะพูดกับโยมพี่สาว หลวงพ่อบุญเพ็งก็เหลือบไปเห็นสร้อยทองคำที่คอของพี่สาว จึงถามว่า นั่น..ทองใครนะ พี่สาวจึงระลึกได้ว่า โอ้ นี่ไง ทองของเจ้ากบมันแระ มันมาฝากไว้ที่ชั้น ก่อนจะเข้าไปกรุงเทพฯ

หลวงพ่อบุญเพ็งบอก ดีหล่ะ จะได้เอาทองเจ้ากบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้มัน

เมื่อท่านกลับมาก็พิจารณาดู ว่าสร้อยทองน้ำหนักบาทนึ่งนี้ ถ้าขายก็มีมูลค่า ราวๆ ๔,๕๐๐ บาท (ช่วงราวๆ ปี ๔๐-๔๒) จะนำเงินส่วนนึ่งไปซื้ออาหารถวายพระ และจะนิมนต์พระจากวัดถ้ำยานาโพธิ์ภูลังกา จ.นครพนม (เป็นวัดเก่าหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ) ที่ทิดกบเคยบวชมาฉันด้วย ปัจจัยบางส่วนจะซื้อของมาทำสังฆทานอุทิศให้โยมกบ

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านครุ่นคิดอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนใจว่า เงินนี้ก็มีไม่มาก ถ้าไปซื้อของมาทำอาหาร ก็จะไปเบียดเบียนสัตว์ในตลาดอีก อานิสงส์ที่ทิดกบจะได้ ก็จะน้อยลง ช่วงนั้นมีโครงการช่วยชาติที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ระดมศรัทธาจัดผ้าป่าทองคำเข้าคลังหลวงเพื่อช่วยชาติ จากวัดป่ากัมมัฏฐานต่างๆ ทั่วประเทศให้มาร่วมกันเกื้อหนุนช่วยชาติ

เมื่อหลวงพ่อบุญเพ็ง ระลึกได้ดังนี้ จึงตัดสินใจ ไปบอกโยมพี่สาว แม่ของทิดกบว่า สร้อยทองทิดกบบาทนึ่ง เราจะเอาไปถวายหลวงตามหาบัว โครงการช่วยชาติเข้าคลังหลวงนะ แม่ทิดกบก็เห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อถึงวันงานผ้าป่าช่วยชาติ มีโยมที่วัดเอาทองอีก ๑ สลึง มาร่วมสมทบด้วย เป็น ๑ บาท ๑ สลึง เมื่อถึงเวลา หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ได้นำใบปวารณาไปถวายหลวงตามหาบัว ท่านถวายเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะวันนั้นมีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มามาก แต่ละองค์ก็ระดมทุนจากศรัทธาได้ทองคำเป็นตันๆ บางองค์ก็ได้เป็นสิบล้าน หลายองค์ที่นำผ้าป่ามาเป็นหลักล้านขึ้นไป

หลวงตามหาบัว ท่านเห็นหลวงพ่อบุญเพ็ง ท่านก็จ้องมอง และหยิบใบปวารณามาดู มาอ่าน แล้วประกาศว่า...

"อ้าว ฟังๆๆ ฟังๆๆ ฟังๆๆ"

เสียงญาติโยมและโฆษกที่อึกทึกอยู่ขณะนั่นก็เงียบลง

"..ท่านบุญเพ็ง นำทองคำมาถวาย ๑ บาท กะ ๑ สลึง พอใจๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นะ ทองนี่ แทนที่จะขายเอาไปซื้ออาหารทำบุญกะพระ ก็ต้องไปรบกวนชีวิตสัตว์ในตลาด ท่านจึงล้มเลิก เอาทองมาเข้าคลังหลวง เป็นอานิสงส์ใหญ่ เอ้า พอใจๆ "

เสียงญาติโยมในศาลา ก็สาธุการเป็นการใหญ่

หลวงพ่อบุญเพ็งท่านเล่าว่า ช่วงนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์ใหญ่ๆ ทั้งหลวงปู่แบน ทั้งหลวงปู่ลี ก็นำผ้าป่าถวายทองคำเข้าคลังหลวงกันเป็นจำนวนมาก แต่หลวงตาท่านก็ไม่ประกาศเอง ให้โฆษกประกาศ แต่เรามีทองเพียงน้อยนิด แต่หลวงตาท่านกีบมองเห็นแล้วหยิบใบปวารณามาอ่าน ก็รู้สึกทั้งเขินๆ ทั้งปีติ แถมท่านยังรู้เรื่องที่หลวงพ่อบุญเพ็งคิดอีกว่า จะไม่ขายทองไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพระ แต่จะเอาทองมาเข้าโครงการช่วยชาติแทน

หลังจากนั้น ตกกลางคืน ทิดกบได้มาเข้าฝันแม่ท่านว่า แม่ๆ ทองคำที่ถวายหลวงตานั้น ผมได้บุญแล้วนะ หลวงตาท่านมาจับแขนผมดึงขึ้นไปสวรรค์ ผมค่อยๆ ลอยตามหลวงตามหาบัวไปบนสวรรค์

ระหว่างทางมีเทวดาจำนวนมหาศาลสุดลูกหูลูกตา มานั่งรอหลวงตา ลักษณะอย่างกับคนมานั่งรอรับเสด็จในหลวงอย่างใดอย่างนั้นเลย หลวงตาพาผมไปส่งถึงบนสวรรค์เลย ผมเป็นเทวดาแล้วด้วยอานิสงส์ที่ถวายทองคำช่วยชาตินะ แม่ไม่ต้องห่วงผมแล้ว ต่อจากนี้ ถ้าแม่จะทำบุญ แม่ทำบุญให้ตัวเองเลยนะ ไม่ต้องห่วงผมแล้วนะ แม่นะ

หมายเหตุ แอดมินท่องถิ่นธรรม พิมพ์จากความทรงจำที่ครูบาอาจารย์หลายๆ รูปเคยเล่าให้ฟัง จากหลายๆ ครั้ง หากมีรายละเอียดผิดพลาด เรื่องบุคคลหรือเรื่องตัวเลข ต้องกราบขออภัยท่านผู้รู้มา ณ โอกาสนี้ครับ

ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้แอดมินฟังอีกว่า ทำบุญกับหลวงตาเพียงน้อยนิด แต่ได้อานิสงส์ใหญ่ เพราะหลวงตามหาบัวเป็นพระที่บริสุทธิ์ พระอย่างหลวงตา กว่าจะมาบรรลุธรรม ท่านสั่งสมบารมีมาแล้วตั้งเท่าไหร่ จะหาพระอย่างหลวงตามหาบัวอีกในชาตินี้ หรือในชาติหน้าอีก จะหาได้หรือป่าวก็ไม่รู้ จึงควรใส่ใจตั้งใจทำบุญกับหลวงตามหาบัว ยิ่งทำบุญถวายทองเข้าคลังหลวงด้วย ยิ่งเป็นมหาทานใหญ่หาประมาณมิได้... ส.หลก
ข้อความโดย: Smile Buffalo
« เมื่อ: 19:53 น. วันที่ 05 พ.ย.63 »

~เปิดลับ การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัติร์ย์ ตั้งแต่ปี2550เป็นต้นมา
==================

~ เรียบเรียงจากบทความของ คุณภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
=================================

 นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุด…เกิดขึ้นมากผิดปกติ …มีการเปิดเผย… ไม่เกรงกลัว…โดย กลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์…ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น

…แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ …โดยเฉพาะในสหรัฐ

~ ด้วยการป้อนชุดข้อมูล…ที่ดูเหมือนจริง…แต่เป็นความเท็จ …ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้…จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง…และบริษัทประชาสัมพันธ์ …ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ 3 บริษัท บริษัทละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 30.3 ล้านบาท)

~ เพื่อไปล็อบบี้…สมาชิกรัฐสภา…และรัฐบาลอเมริกัน…เพื่อผลทางการเมืองของตน… อย่างไรก็ดี …ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น… คือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้น…อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

~  ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐ…ทวีความเข้มแข็งมากขึ้น… มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย …เขียนบทความภาษาต่างๆ… ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน 2 คน คนหนึ่ง…คือ

- เจ.เค. แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค. ได้เขียนบทความ…โจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามสถาบันกษัตริย์ว่า เป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" สลับกันมาหลายปีแล้ว

- อีกคนหนึ่ง  คือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่า… ได้รับการว่าจ้าง…ให้มาทำงานด้านนี้ และ…เป็นคนที่นำเอาคดีของ โจ กอร์ดอน และ อำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” มาเขียนโจมตี ม.112 …เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย ในรัชกาลที่ 9

~ในความเป็นจริง… คนพวกนี้…ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย… แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทย…สายสาธารณรัฐ…ที่คนไทยรู้จักดี

~ ในกลางปี 2556 …นักล็อบบี้พวกนี้…วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการ…ในที่ประชุมประจำปี…ของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies)… ซึ่งมีคนไทย…ที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์…มีอิทธิพลอยู่

~ การอภิปรายดังกล่าว…มีเป้าหมาย…มุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทย…ในรัชกาลที่ 9  เป็นการเฉพาะ …รวมทั้ง…มีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่ง…โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ……ที่ผู้เขียนอ้างหลักฐาน…จากห้องสมุดมหาวิทยาลัย
……รัฐสภาของสหรัฐ ……ที่ดูเผินๆ แล้วน่าเชื่อถือ …หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน…… เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยในรัชกาลที่ 9

~ ก่อนหน้านี้…เมื่อปี 2554 …ในวาระครบ 7 รอบ 84 พรรษา…ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 …นักล็อบบี้อเมริกัน…ได้ส่งชุดข้อมูล…ที่ปั้นแต่งขึ้น…จนทำให้สมาชิกสภาสหรัฐหลงเชื่อ

~ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ…พยายามหลีกเลี่ยง…ไม่ส่งหนังสือถวายพระพร…ตามที่เคยปฏิบัติมา …จนสภาสูง…ต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน ……สะท้อนให้เห็นว่า…… นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน……ทำงานให้กับนายจ้างคนไทยที่ไม่ชอบสถาบันกษัตริย์อย่างได้ผล ……ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิด …และต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทย… ตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ 113 ในปัจจุบัน

~ ไม่เพียงแต่เท่านั้น …สถาบันบางแห่งของสหรัฐ …เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐ……คิดเป็นเงินไทยกว่า 1,500 ล้านบาท และ…อีกโครงการเป็นเงิน 200-300 ล้านบาท ……ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ …ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมา

~ โดยอ้างว่า…เพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิไตย แต่…กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะ เป็นสถาบันที่มีสิทธิเหนือประชาชน

~ นักล็อบบี้เหล่านี้…ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่ง…หรือหลายชุด ……และไปเคลื่อนไหวชักจูง… ชี้นำ… โน้มน้าว…ให้สมาชิกรัฐสภา และสถาบันอื่นของสหรัฐ เชื่อในวาทะกรรมที่ว่า

~ สถาบันสูงสุดของไทย หรือ สถาบันกษัตริย์นั้น…เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ……สถาบันกษัตริย์ไทย…ทำลายสิทธิมนุษยชน …อ้างว่า…ปัญหาของเมืองไทย……ไม่ใช่เรื่องการเมือง…… แต่เป็นปัญหาการสืบราชสมบัติ ……ที่กษัตริย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาน……เพื่อจะเสนอให้ใครบางคนเป็น “ทางออก” ของชาติ (จากการเลือกตั้ง  เพื่อเป็นประมุขของรัฐ หรือ เป็นประธานาธิบดี นั่นเอง)

 ~ พวกนี้…พยายามป้อนข้อมูล…ให้รัฐสภาอเมริกันเชื่อว่า “สถาบันไม่สู้แล้ว” เพราะ…ถ้าสถาบันไม่สู้ …สหรัฐก็ไม่มีทางเป็นอื่น…นอกจากจะยืนข้างฝ่ายประชาธิปไตย…ที่อยู่ตรงข้ามกับสถาบันกษัตริย์… และเป็นการส่งสัญญานไปยังประเทศ…ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน…ที่สนับสนุนสถาบันสูงสุด ตลอดมา …หากสหรัฐ…และประเทศเหล่านี้…สรุปว่า ฝ่ายสถาบันกษัตริย์แพ้แน่ …สหรัฐและประเทศเหล่านี้…ซึ่งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเขาเป็นสำคัญ…ก็ต้องเข้าข้างฝ่ายชนะ ที่ถือเป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย"

~ อย่างไรก็ดี …ฝ่ายสถาบันกษัตริย์…ส่งสัญญาน…มาหลายครั้งแล้วว่า “ยังสู้” และ “ไม่ยอมแพ้” โดยเฉพาะ…ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2555 ที่ประชาชนชาวไทย…ได้ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ อย่างมืดฟ้ามัวดิน…เพื่อเข้าเฝ้าถวายพระพร …สะท้อนให้เห็นว่า …ประชาชนพร้อมที่จะสู้เคียงข้าง  แม้จะปรากฏ “แรงเฉื่อย” ในสถาบันทหาร  และ รัฐบาลในยุคนั้นก็ตาม   จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้น…ที่จะเป็นกำแพงป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศ……ให้พ้นจากการคุกคามจากฝ่ายบ่อนทำลายในและนอกประเทศได้

~  รัฐบาลชุดก่อน…เคยให้ทุนมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา …อาทิ คอร์แนล วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย ยูซีแอลเอ. จอห์น ฮอพกินส์ วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสร้าง “ศูนย์ไทยศึกษา” และ “เพื่อนประเทศไทย” เพื่อให้เข้าใจสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่…ปรากฏว่า ……ศูนย์เหล่านี้……กลายเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่การต่อต้านสถาบันสูงสุดไปหมด ……และอาจขยายเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น…… ไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปอีกด้วย

~  ไทยถูกคุกคาม…ด้วยสงครามยุคใหม่ …ทั้งสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การก่อความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 และ…สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  สงครามทุน และ สงครามไซเบอร์ …สงครามทั้งสามนี้…มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ …แต่มีสนามรบอยู่ทั่วโลก

~ ในไทย สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภา…เป็น Global Transpark ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ในภูมิภาคนี้ …มีข่าวว่า สหรัฐได้ส่งทหารรับจ้าง ที่เป็นทหารผ่านศึกแบบแรมโบ้ …ที่เรียกว่า “แบล็ควอเตอร์” ประมาณ 5-6 ชุดมาประจำอยู่ในไทย …โดยแต่ละคนได้รับค่าจ้างปีละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ …เบี้ยเลี้ยงต่างหาก …เพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ (Covert Action) ตามนโยบายของสหรัฐ …ซึ่งอเมริกาถนัดในเรื่องพวกนี้มาก …และประสบความสำเร็จในละตินอเมริกามาแล้ว

~  อันตรายที่เกิดขึ้น…ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยนั้น……เป็นเรื่องจริง…และหนักหนา ……ชาติและสถาบัน……กำลังเสี่ยงอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ……สิ่งที่เห็นทั้งในไทยและในต่างประเทศ…เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่เหนือน้ำเพียง 1 ส่วน แต่อีก 9 ส่วนอยู่ใต้น้ำ

 ~ บทความนี้……ไม่ต้องการให้คนไทย…ไปต่อต้านสหรัฐ …เพียงแต่ขอให้เพื่อนคนไทย…อย่าปล่อยให้คนมาทำร้ายประเทศชาติ…และราชบัลลังก์เท่านั้น …ปัญหาของประเทศไทย…ต้องแก้ด้วยคนไทยเป็นหลัก …เราต้องช่วยกันเป็นปราการด่านสุดท้าย……ในการปกป้องชาติและราชบัลลังก์ ……ให้ต่างชาติได้ตระหนักว่า ……สถาบันสูงสุดยังสู้ ……และคนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ

~ เรียบเรียงจากบทความของ คุณภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

Cr. ปราชญ์  สามสี

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2214925738816438&id=1403156603326693
ข้อความโดย: ธรรมะย่อมชนะอธรรม
« เมื่อ: 18:54 น. วันที่ 31 ต.ค.63 »

ถ้าหาคนมี ศี ล เ ส ม อ กั น หรือสูงกว่า
เดินไปด้วยกันไม่ได้
:
พระพุทธองค์ทรงให้เลือก
... " เ ดิ น ไ ป ค น เ ดี ย ว "....
:
เพราะเลือกคบคนอย่างไร
เ ร า ก็ จ ะ เ ป็ น อ ย่ า ง นั้ น ....
:
ถ้าคบคนพาล .. คนโกง .. หลงอบายมุข
ถ้ า ส ติ เ ร า ไ ม่ พ อ ..........
:
อีกไม่นานเราก็จะซึมซับ
สิ่งเหล่านั้น ได้โดยไม่รู้ตัว
:
คนฉลาดใช้ชีวิต ..
จึงเลือกคบ ... กั ล ย า ณ มิ ต ร
:
ถ้าไม่มีคนที่มี " ศี ล ธ ร ร ม " ... รอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว
และมี ..." ส ติ "...เป็นเพื่อน

ปล.กระทงหลงทาง  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: อบต.ส้มแดง
« เมื่อ: 18:52 น. วันที่ 31 ต.ค.63 »



"ศัตรูของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต่อต้านอยู่หรอกครับ ที่บ้านเมืองมีปัญหาต่างๆ การโกงกิน ล้าหลังต่างๆ นั้น ไม่ใช่เพราะสถาบันหรอกครับ แต่ว่าเป็นเพราะนักการเมืองไม่ดี ข้าราชการที่ทุจริต นายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือศัตรูที่แท้จริงของประเทศนี้ และเป็นศัตรูของท่านด้วย

สิ่งที่น่าเสียใจคือ ท่านไม่รู้ว่า ศัตรูเหล่านี้ของท่าน คนไม่ดีเหล่านี้ กำลังปลุกปลั่นบงการอยู่ข้างหลังท่านอย่างขี้ขลาด พวกเขาผลักหลังของพวกท่านเข้าสู่คุกสู่ตะราง แล้วคอยตักตวงผลประโยชน์จากพวกท่าน แบบไม่มีสำนึกรับผิดชอบชั่วดีใดๆ เลย เรื่องนี้อาจจะแสลงใจน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดครับ

การจะปฏิรูปสถาบัน ถ้าทำด้วยความเกลียดโกรธแค้นชิงชัง ท่านทำไม่ได้หรอกครับ การปฏิรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องเริ่มต้นจากความรักหวังทำให้สิ่งนั้นดีขึ้น จึงจะทำได้

สุดท้าย ผมขอประณามผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นไอ้โม่ง เป็นอีแอบ ที่เอาความคิดความเกลียดชังสถาบัน ปลูกฝังใส่ลงไปในเด็กๆ เพื่อสนองตอบความมักใหญ่ใฝ่สูง อุดมการณ์ และความเกลียดชังของท่าน ผมเห็นมามากแล้วนะครับ ว่าเขาจะต้องพบกับอนาคตที่เลวร้ายอย่างไร ผมไม่ได้แช่งนะครับ แต่เพียงแค่ผมอยากจะเตือนท่านนะครับ

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้น ท่านก็มีช่องทางตามรัฐธรรมนูญอยู่มีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ถ้าท่านทำได้ ท่านนายกก็ต้องยุบสภาไป แต่ในความเห็นของคนวงนอกอย่างผม ที่ผมเห็นท่านทำงานมาหกปีเศษๆ ผมก็ไม่เห็นว่าท่านทำผิดอะไร ท่านก็นำพาบ้านเมืองผ่านวิกฤติ ประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่มาได้จนทุกวันนี้ และผมยังไม่เห็นการทุจริตคดโกงอะไรของท่านนายกรัฐมนตรีในตลอดหกปีที่ผ่านมาเลยนะครับ"  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: แพ้เป็นพระVSชนะเป็นมาร
« เมื่อ: 17:44 น. วันที่ 28 ต.ค.63 »

ดาบหลุดมือนักรบ เขาก็หยิบขึ้นมาเพราะกลัวตาย
สติหลุดจากใจ นักรบกิเลสก็ต้องหยิบสติขึ้นมาด้วยความกลัวตายเช่นเดียวกัน
แต่ความกลัวตายที่เรากลัวนั้น มิใช่ความตายของร่างกาย หากเป็นความประมาท

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความประมาท คือ ความตาย
ผู้ที่ประมาทเลินเล่อ ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังทำ กำลังพูด หรือกำลังนึกคิดอยู่
ทำบาปได้ทุกอย่าง

มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมีพิษมาก มีภัยมาก
ผู้ที่มีความเห็นผิด อาจทำบาปได้โดยไม่นึกละอายเลย
คิดว่าตัวเองทำถูก

พระอาจารย์ชยสาโร

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]