gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 106 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ดร.ไข่แดงส้มๆ
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 20:26 »

โยมต้องเข้าใจนะ ยุคปัจจุบันนี้ ยุคของเราเป็นยุคพิเศษนะ บอกตรงๆ นะนี่ ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เค้าเรียก "ถิ่นกาขาว" ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ รัชกาลที่ 10 เป็นแดนศิวิไลซ์ และเป็นถิ่นอริยะด้วย

อริยะนี่ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ หมายความว่า พระอริยะต่อไปจะเกิดขึ้นในองค์รัชกาลที่ 10 จะเยอะมาก แต่ตอนนี้ที่อาตมารู้ๆ อยู่ อริยะนะมันเกิดจากโยมมากกว่าพระ

เพราะโยมเร่งปฏิบัติเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย เพราะอยากจะไปนิพพาน แต่พระไม่ค่อยอยากไปหรอก เพราะอย่างไงก็เป็นพระอยู่แล้ว ไม่ไปก็ได้ฉันอยู่แล้ว แต่โยมนี่อยากไป

ตอนนี้อาตมาคิดมองเห็นภาพเลย ว่าเป็นถิ่นอริยะ ตอนนี้พวกเราเร่งการปฏิบัติ ถึงจะไม่มีอะไร.. แต่การปฏิบัติไม่ทิ้ง อยู่บ้านก็ทำวัตรตลอด พระไม่ค่อยได้ทำวัตรหรอก โยมทำตลอดเลย โอ้โห..นี่ สมเป็นถิ่นอริยะโยม

ถ้าเป็นพระต้องพระดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ใช่ปฏิบัติดีแต่ปาก การกระทำสวนทางกันคนละเรื่อง ไม่เอา

ศาสนาพุทธ ศาสนาของพระพุทธเจ้า อยู่ตรงคนทำดี ดีด้วยการกระทำ ดีด้วยคำพูดด้วย หมดทุกอย่าง
... ส.สู้ๆ


ข้อความโดย: หัวกระบือ(ลงแดง)
« เมื่อ: แรกวา เวลา 17:29 »

ระบบดี คนดี ย่อมดีแน่
ระบบดี คนแย่ ต้องแก้ไข
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่ไหว บรรลัยมา

เหล่าข้าราช โกงชาติ อุบาทก์ยิ่ง
นักการเมือง โกงกิน นั้นยิ่งกว่า
เหล่าพ่อค้า โกงภาษี ชิงหมามา
นักวิชา หลักเหลว เลวพอกัน

ทนายดี ทำ"คดี" ไม่มี"ค (ควาย)"
แม้ชีพวาย ยอมตาย กลายเป็นผี
ทนายชั่ว มั่ว"คดี" " ี " ไม่มี
แต่แปลกที่ "ค(ควาย)"นำหน้า น่าอายใจ

บ้างก็ใช้ ทุนพระ บ้างทุนราษฎร์
ยังประกาศ ความดี ความซื่อสัตย์
แต่บ้างใช้ ทุนหลวง บ้างทุนรัฐ
แต่กลับจัด ช่วยคนชั่ว มั่วคนโกง

ยังองค์กร อิสระ ที่หวังพึ่ง
ก็ดันดึง พึ่งไม่ได้ ดังที่หวัง
ทั้งองค์กร ท้องถิ่น ที่ยินฟัง
นั้นก็ยัง กินสินบาท คาดสินบน

คอร์รับชั่นส์ โกงกิน เจียนสิ้นชาติ
กากกะบาท เลือกมา น่าผิดหวัง
ทั้งส.ว. ส.ส. สอพลอพัง
ประชายัง ไร้สมอง กรองคนดี

หวังแต่เอา ตัวรอด เป็นที่ตั้ง
ถึงชาติพัง ยังพึงใจ ได้เป็นฐาน
หว่านเงินเหลือ เผื่อใส่มือ พวกขอทาน
เดียรัจฉาน ยังมีค่า กว่ามากมาย

ศักดิ์ศรีความ เป็นไทย ไปไหนหนอ
แค่สอพลอ เลียหำ ทำหน้าหนา
อิ่มเยี่ยงหมา อดเยี่ยงเสือ ที่เชื่อมา
คงต้องหา ภาษิตใหม่ ไว้ใช้แทน

จริยธรรม อ้างมา เพียงลมปาก
ยุทธศาสตร์ สมานฉันท์ คือภาพสร้าง
ล้างคนจน จากแผ่นดิน สิ้นหนทาง
ถ้าไม่สร้าง คุณธรรม นำการเมือง

ชาติจะเรือง เมืองจะรุ่ง ต้องตามพ่อ
ต้องมุ่งพอ ก่อวินัย ให้ไพศาล
สามัคคี รู้รัก จักยืนนาน
ปณิธาน สานต่อ พ่อนำเอย... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.เจต แดงต้อย
« เมื่อ: แรกวา เวลา 17:27 »

"ชีวิตที่ทรงคุณค่า คือ การอยู่เพื่อทำความดี"
ข้าวปลาอาหารที่กินเข้าไปแต่ละมื้อ คือการกินเพื่อดำรงชีวิต กินเพื่อให้หายหิว แล้วจะได้มีเรี่ยวแรงทำความดี
.
โบราณได้สอนเอาไว้ว่า ที่เราอยู่กันไปทุกวัน ๆ นี้ เรากินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกิน เพื่อเล่น ก็ต้องพิจารณากันให้ดี ถ้าจะให้ชีวิตทรงคุณค่า ไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพื่อใช้ แต่กินใช้เพื่ออยู่ทำความดี นี่ถูกวัตถุประสงค์
.
พิจารณากันให้ดี ไม่อย่างนั้นชีวิตจะเป็นแค่ไม้ลอยน้ำ รอวันผุวันพังแล้วก็จมหายไปในสายน้ำ โดยไม่มีคุณค่าความดีอะไรเลย...

กองขยะหน้ากุฏิ ดูดีๆยังมีศิลป์... ส.หลก
ข้อความโดย: หัวกระบือ(ลงแดง)
« เมื่อ: แรกวา เวลา 16:59 »

................หลง ไหล ไปจากอริยสัจ...............
( ต้องกัดฟันซี่หน้าไว้เบาๆแล้วค่อยๆอ่านอยู่ในใจ )

ทุกข์อริยสัจ เป็นความจริงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ไม่ใช่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แน่นอนอันคงที่ของรูปธรรม หรือกฏของธรรมชาติ หรือการแปรเปลี่ยนไหลไปของธรรมธาตุ ตามกฏของสรรพสิ่ง มันมีอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา และจะมีอยู่อย่างนั้นตลอดกาล ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ธรรมชาติทั่วไป

คนธรรมดา ที่พอมีสติปัญญาทางโลกๆชนิดแหลมคม ป.1 ป.2 ม.4 ม.5 ครูชี้ให้ดูก็เข้าใจกันได้ง่ายๆ  ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับความรู้สึก ไม่เกี่ยวกับทุกข์อริยสัจ ที่เป็นนามธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่ในร่างกายและจิตใจ เป็นของที่มองไม่เห็น ไม่สามารถ เรียนรู้จากช่องทางธรรมดา แล้วมั่นใจจากการคาดคะเน เดาเอากันได้

ซึ่งครูบาอาจารย์ที่มีชื่ออยู่ในตำรา ในอดีตหลายพันปีที่ผ่านมา จวบจนถึงปัจจุบัน ก็คาดเดาเขียนบ่นกันอยู่อย่างนั้น ไปหลงจับหลักกันที่ ทุกขัง ไตรลักษณ์ ชนิดใช้กับรูปธรรม ซึ่งไม่เกี่ยวกับอริยสัจของพระพุทธเจ้า วนเวียนขบคิดค้นหา ทุกขัง การเกิดดับไม่คงทนของรูปธรรม นำมาใช้ค้นหาในร่างกายและจิตใจของตัวเอง ตามช่องทางศึกษาธรรมดา หรือช่องทางภาวนาชนิดฤาษี ซึ่งเป็นช่องทางสัญชาตญาณเดิมๆ เมื่อเข้าไปเห็นรูปธรรมขั้นสูงสุด แล้วยอมรับว่าไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเสียสละอะไรให้ใคร แค่เห็นการเกิดดับในใจก็พอแล้ว

เสพสุขกับความสงบจอมปลอม นิพพานพรหมขี่หงส์หลงปัญญา สุขสงบชนิดหินทับหญ้า เป็นผู้บรรลุธรรม เป็นอรหันต์กันแล้ว มันเป็นการบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ชนิดเห็นแก่ตัว อรหันต์ชนิดให้ชาวบ้าน หาเงินหาทอง มายื่นให้ถวายให้สนองตอบแก่ตัณหา ในความเห็นที่ยังไม่ถูกต้องของตัวเอง ถึงจะไม่ได้ยึดในเงินทองนั้น แต่ก็ต้องการเกียรติยศชื่อเสียง โดยอาศัยทรัพย์ของชาวบ้าน เพื่อตัวเองอยู่ดี ซึ่งวิถีของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้อธิบายธรรม อธิบายวิธีดับความรู้สึกทุกข์เพื่ออามิสทั้งรูปทั้งนามอย่างนั้น

ส่วนอริยสัจ วงจรปฏิจจสมุปบาท วงเวียนแห่งกรรม หรือวัฏสงสาร วงจรแห่งความรู้สึกที่เป็นนามธรรมทั้งมวล เกิดสังขาร คือการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึก ส่วนชราแล้วไปมรณะ ไม่ใช่การดับ เหมือนที่คิดคาดคะเนเดาเอา

มันไม่ดับ ไม่เคยดับ แต่มันไหลเปลี่ยนไปคิดอย่างอื่นแทน วนเวียนอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีรู้จบ จนกว่าจะใช้ วิธีของพระพุทธเจ้า จนกว่าจะลงมือทำมรรคมีองค์แปดให้สมบูรณ์ จึงจะสามารถหักกงล้อวัฏสงสาร หรือวงเวียนแห่งกรรม หรือวงรอบความรู้สึกปฏิจจสมุปาท หรือสัญญาที่ควบคุมโดยฤดูกาลของเวลา ออกมาได้

จึงตรัสรู้ ตื่นตัวเบิกบาน จึงจะมีการดับความรู้สึกทุกข์ชนิดถาวร ภายในจิตใจ ส่วนร่างกาย ก็ต้องไหลแปรเปลี่ยนธรรมธาตุไปตามกฏไตรลักษณ์  ซึ่งเป็นปรกติสามัญของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่แปรเปลี่ยนรูปไหลไป ตามกฏของธรรมธาตุ สาธุ พระธรรม

ต้องกราบขออภัย ที่เขียนมาทั้งหมด มันเป็นประสบการณ์ส่วนตน มุมมองของความจริงที่เห็นมาจากการลงมือภาวนา เดินตามรอยพระบรมศาสดา ด้วยการลงมือทำตามมรรคมีองค์แปดของพระพุทธเจ้าอย่างเข้มข้น อาศัยมรรคมีองค์แปดเป็นกัลยาณมิตร มีความทุกข์ในร่างกายในจิตใจของตัวเอง เป็นกัลยาณมิตร เห็นอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น ต้องกราบขออภัยสำหรับกัลยาณมิตรบางท่าน ที่เห็นตามไม่ได้  ขออภัย ขออโหสิกรรม....สาธุ พระธรรม

เชื่อคำพูดหรือบทความนี้เลย เกิดจากกรรม การกระทำชนิดเดิมๆแย่ๆของคุณ  ไม่เชื่อกันเลย ก็เกิดจากกรรม การกระทำชนิดแย่ๆห่วยๆในอดีตของคุณ สงสัยว่ะ ไอ้ห่า! ตกลงบทความนี้มันสื่อถึงอะไรกันแน่วะ แล้วลงมือทดลองพิสูจน์อย่างเต็มที่ จึงจะเป็นวิธีสร้างเหตุให้เกิดกระบวนการวิปัสสนา จนเข้าใจถูกต้องในการทำเหตุและผล พ้นจากกรรม พ้นจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องเช่นในอดีตที่ผ่านมา (นี่คือการใช้กาลามสูตร ชนิดถูกต้องของพระพุทธเจ้า)
ข้อความโดย: โคแดง หัวกระบือ
« เมื่อ: แรกวา เวลา 12:11 »

" กรรมที่ให้ผลแตกต่างกัน "

เหตุ...ที่คนทำดี ได้ชั่ว ทำชั่ว ได้ดี

 พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน เมืองราชคฤห์

 พระอานนท์ ได้กราบทูลให้ทรงทราบ ถึงเรื่องที่ พระสมิทธิ ตอบปัญหาของโปตลิบุตร เเต่เพียงแง่เดียว ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

พระองค์ทรงตำหนิว่าเป็นคนเปล่า

 เพราะปัญหาบางข้อ ก็ต้องแยกตอบ และทรงแยกจำแนกกรรม ที่บุคคลทำแล้วได้รับผลดีหรือชั่ว แบ่งออกเป็น 4 พวก คือ

1. คนบางคนที่ เกิดมา ชอบ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล โลภมาก พยาบาท และเห็นผิด

 ตายแล้วไปนรกก็มี เพราะผลกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาตินี้ จะต้องได้รับผลในชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป

2. คนบางคน ที่เกิดมา ชอบฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล โลภมาก พยาบาท และเห็นผิด

 ตายแล้วไปสวรรค์ก็มี ที่เป็นดังนี่ เพราะเหตุว่ากรรมดีที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อนๆ กำลังให้ผลอยู่ ส่วนกรรมชั่วที่ทำในปัจจุบัน ยังไม่ให้ผล หรือเมื่อเวลาใกล้ตาย มีความเห็นชอบ ( มีสติ ) จึงถือเอาอารมณ์นั้นไปเกิดในสวรรค์

3. คนบางคน เกิดมา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม พูดจริง ไม่พูดส่อเสียด พูดคำสุภาพ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภไม่พยาบาท และเห็นชอบ

  ตายแล้วไปสวรรค์ ก็มีเพราะกรรมดีที่ทำไว้ ในปัจจุบันให้ผล  ต้องได้รับผลของกรรมดีในชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป

4. คนบางคน เกิดมา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม พูดจริง ไม่พูดส่อเสียด พูดคำสุภาพ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภ ไม่พยาบาท และเห็นชอบ

 ตายแล้วไปนรก ก็มี ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะกรรมชั่วที่ทำไว้ ในชาติก่อนๆ กำลังตามมาให้ผลอยู่

ส่วนกรรมดีที่ทำไว้ ในปัจจุบันยังไม่ให้ผล เมื่อเวลาใกล้ตาย

มีความเห็นผิด ( ขาด สติ ) จึงถืออารมณ์นั้นๆ ไปเกิดใน นรก...
 
มหากัมมวิภังคสูตร 14 / 332

 
   พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ด้วย จุตูปปาตญาณ ญาณนี้ทำให้พระองค์สามารถรู้การ จุติ และ อุบัติ ( การเวียนว่ายตายเกิด ) ของสัตว์ทั้งหลายว่าจะดีหรือชั่วก็เป็นด้วยอำนาจของกรรม

 คนเราเกิดมาให้รีบสร้างสมแต่กรรมดีคือบุญกุศล ให้มากๆ เวลาจะตาย จะได้มี ( สติ ) นึกถึงบุญกุศลที่ตนเองได้กระทำไว้ ก็จะไปรับผลของกรรมดี มีสุคติ คือ สวรรค์พระนิพพาน เป็นที่ไปอยู่เบื้องหน้า

หากบุคคลใดกระทำแต่บาปกรรม คือกรรมชั่ว

เวลาจะตาย จะ ( ขาดสติ ) คอยนึกถึงแต่ผลบาปผลกรรม ที่ตนเองได้กระทำไว้

ดวงจิต จะเศร้าหมองเป็นทุกข์ เมื่อตายไปก็จะได้ไปรับผลของกรรมชั่วในอบายภูมิทั้ง 4
 
 ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าภิกษุทั้งหลาย เธอจงระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา เหมือนไฟ กำลังไหม้อยู่บนศีรษะ ดังนี้เป็นต้น

 หากพวกเราระลึกอยู่อย่างนี้ ก็จะเป็นการระลึกถึง โอวาทธรรม ของพระพุทธองค์ เรียกได้ว่าเป็น พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสติ ก็จะไม่ประมาทในความประพฤติ ในความเป็นอยู่ของชีวิตประจำวัน จะกระทำแต่ความดีละเว้นความชั่วเสีย

 พญามัจจุราชไม่เคยมาบอกกล่าวล่วงหน้า ในเวลาที่พวกเราจะละจากโลกนี้ๆ เลย ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: ดร.เจต แดงต้อย
« เมื่อ: แรกวา เวลา 12:07 »

ในอดีต พระเจ้าสร้างควายก่อน  (น่าอ่านนะ)
พระเจ้าบอกควาย “แกไปไถนาทุกวัน จากตะวันขึ้นจนตะวันตกดิน กินแต่หญ้า ให้แกอยู่ได้ 60 ปี”
ควาย : “ไม่เอาหรอก ทำงานหนักแทบตาย กินได้แต่หญ้า เอา 20 ปีพอ ที่เหลือคืนพระเจ้า”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างลิง
พระเจ้าบอกลิง “แกไปทำให้สัตว์อื่นมีความบันเทิง ทำให้สัตว์อื่นหัวเราะ ตีลังกาให้สัตว์อื่นดู กินได้แต่กล้วย ให้แกอยู่ 20 ปี”
ลิง : “ทำให้สัตว์อื่นหัวเราะ แสดงกายกรรม ตีลังกา งานหนักขนาดนี้
เอา 10 ปีพอ”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างหมา
พระเจ้าบอกหมา “แกไปอยู่หน้าบ้าน กินของเหลือจากเจ้าของ ให้แก 25 ปี”
หมา : “เห่าทั้งวัน เอา 15 ปีพอ ที่เหลือคืนพระเจ้า”
พระเจ้าตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างคน
พระเจ้าบอกคน “แกเอาแต่นอน กิน เล่น เที่ยว ไม่ต้องทำอะไรเลยให้มีความสุขกับชีวิต ให้แก 20 ปี”
คน : “ชีวิตมีความสบายแบบนี้ 20 ปี น้อยไป”
พระเจ้าไม่ได้พูดอะไร
คน : “เอาอย่างนี้ ควายคืนไป 40 ลิง 10 หมาก็ 10 ปี ยกให้ผมแล้วกัน ผมก็อยู่ได้ถึง 80 ปี”
พระเจ้าตกลง

คนเลยกินข้าว นอน เล่น เที่ยว 20 ปี
ที่เหลือ 40 ปี ทำงานยังกะควายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
ต่อมา 10 ปี ก็ทำตัวเป็นลิง เล่นอยู่กับหลานให้หลานหัวเราะสนุกสนาน (เลี้ยงหลาน)
สุดท้าย 10 ปี ไปไหนไม่ได้ เฝ้าบ้านยังกะหมา
#นี่คือความจริง... ส.หลก
ข้อความโดย: ทุ่งจัง ลงแดง
« เมื่อ: แรกวา เวลา 12:06 »

ถ้าใช้ เสือ ทำงาน
ต้องให้เขามีพื้นที่
แล้วปล่อย.ไปล่าเหยื่อมาให้
ไม่ต้องบังคับ
ไม่ต้องกำหนดวิธี
เพราะพวกเขาคือนักล่า

ถ้าใช้ ควาย ทำงาน
ต้องให้หญ้าเขาให้พอ
ต้องบังคับแล้วใช้ไถนา
พวกเขาอืด แต่ต้องจูง

ถ้าใช้ หมา ทำงาน
ต้องให้อาหาร
ให้ความสนิทสนม
ให้เห่าและเฝ้าบ้าน
พวกเขา ภักดี ประจบ
และจับผิดเก่ง

คนไม่เข้าใจ
จะใช้เสือเยี่ยงควาย
จะใช้ควายเยี่ยงหมา
จะใช้หมาเยี่ยงเสือ

เสือไม่เลียปากนาย
ไม่ประจบ และไม่ไถนา

ควายไม่เฝ้าบ้าน
ไม่ล่าเหยื่อ และไม่ประจบ

หมาไม่ไถนา ไม่ล่าเหยื่อ
แต่ชอบเลียปากนาย

เสือส่วนมากเมื่อเติบโต
มักจะเป็นนายคน
หรือเจ้าของกิจการ
เพราะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ควายส่วนมากไม่เติบโต
เพราะไม่คิดนอกกรอบ
และไม่สร้างสรรค์
และมักจะถูกหมาดูหมิ่น
และหลอกใช้

หมาส่วนมากเติบโตในองค์กร
แต่ไม่สามารถ
สร้างอาณาจักร
ของตัวเองได้
ต้องพึ่งเสือและควาย
ในการเติบโต

เสือที่ฉลาด
และมองการไกล
จะเอาควายไปด้วย
แต่ถ้าเป็นเสือบ้าอำนาจ
มักจะเอาหมาไปด้วย... ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red Broken Arrow
« เมื่อ: 09:29 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

#เทิดไว้เหนือในแผ่นดินนี้
"...ความมั่นคงของประเทศชาตินั้นจะเกิดมีขึ้นได้ก็ด้วยประชาชนในชาติอยู่ดีมีสุขไม่มีทุกข์ยากเข็ญ
การสิ่งใดที่เป็นความทุกข์เดือดร้อนของประชาชน ทุกฝ่ายจึงต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องร่วมมือกัน ปฏิบัติแก้ไขให้เต็มกำลัง
อย่างเช่นโครงการต่างๆ ที่เคยพูดไปนั้น เป็นการแนะนำไม่ได้สั่งการ แต่ถ้าเป็นการปรึกษากันแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์คุ้มค่า และทำได้ก็ทำ ข้อสำคัญจะต้องไม่ขัดแย้ง แตกแยกกัน หากจะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ ..."

#พระราชดํารัส
"พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร"
พระราชทานเมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช  ๒๕๕๔

#ที่มาข้อมูล : เสนาศึกษาเล่มที่๘๓ ตอนที่ ๑ เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
หน้าที่ ๕๓
ข้อความโดย: ลงแดง ทุ่งจัง
« เมื่อ: 09:27 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ความดีต้องสู้ความชั่วได้
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“ความดีแม้น้อย ก็ชนะความชั่วแม้มากได้”
เพราะว่าความดีมันมีอำนาจพิเศษ
ฉะนั้นอย่าท้อถอย
ถ้าตายก็ตายด้วยความดี
คนที่ตายด้วยความดี เขาไม่เรียกว่าแพ้

พุทธทาสภิกขุ
ข้อความโดย: แดงต้อย จะนะ
« เมื่อ: 09:25 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ภาษาบาลี ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํฯ
แปลเป็นไทยแบบกลอนแปด
 ๐ ผู้ชนะ ย่อมถูก ผูกอาฆาต
ผู้พ่ายแพ้ นอนอนาถ ฤทัยถอน
ผู้สงบ นอนสุข ไม่ทุกข์ร้อน
เพราะเลิกถอน เสียทั้งแพ้ และชนะ.
(อ.พุทธทาสภิกขุ  แปล)
ข้อความโดย: เจตนา ขุนทองแดง
« เมื่อ: 09:23 น. วันที่ 20 พ.ค.63 »

ไม่รู้จัก “กระแสปฏิจจสมุปบาท” ก็คือไม่รู้จักตัว “ชีวิต”
.
“เดี๋ยวนี้ยังมีปัญหาคาราคาซังอยู่ เราไม่รู้จักสิ่งนี้ คือ ไม่รู้จัก “ชีวิต” ว่าตัวชีวิตก็คือตัว “กระแสปฏิจจสมุปบาท” ไม่รู้จักกระแสปฏิจจสมุปบาท ก็คือไม่รู้จักตัวชีวิต เมื่อไม่รู้จักตัวชีวิต ก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตให้ปลอดภัย หรือให้เยือกเย็น หรือสงบสุข มีแต่เรื่องกัดเจ้าของ ชีวิตมันกัดเจ้าของ เราไม่รู้เรื่องนี้ เรารู้แต่เรื่องธรรมดาสามัญ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องดิ้นรนขวานขวาย ต่อสู้กันไป จนเรียกว่าเป็นคนกลางถนน มีกิจการงานเที่ยวไปกลางถนน ต่อสู้ตีนถีบปากกัดไปตามประสาคนเดินถนน
.
แต่ถ้ามีชีวิตสูงกว่านี้มันก็ดี ก็เลื่อนมาเป็นชีวิตพระอริยเจ้า พระอริยเจ้ามีชีวิตอยู่ชนิดที่ไม่กัดเจ้าของ ถ้าชีวิตยังกัดเจ้าของอยู่เต็มอัตราอย่างนี้ เรียกว่าเป็นปุถุชนเต็มขั้น ท่านทั้งหลายก็คิดเอาเอง หยั่งเอาเองว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทมีคุณค่าอย่างไร ที่มันน่าหัวก็คือตัวเอง ชีวิตประจำวัน ตลอดวัน กระแสแห่งชีวิตก็คือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ถ้ามันเป็นฝ่ายผิดก็เป็นทุกข์ตลอดกาล ถ้ามันเป็นฝ่ายถูกมันก็ไม่มีความทุกข์เลย มุ่งหมายเพียงเท่านี้แหละ ไม่ได้มุ่งหมายไปนอนในสวรรค์วิมาน
.
เพราะว่าแม้จะไปนอนในสวรรค์ อยู่ในวิมาน มันก็ไม่พ้นอำนาจปฏิจจสมุปบาท เทวดายังหลงใหลในกามารมณ์ เทวดาก็ยังทะเลาะกับพวกเทวดา ยังมีปัญหาเรื่องดับทุกข์ไม่ได้ เรียกว่า แม้ได้สวรรค์แล้วมันก็ยังไม่พ้นอำนาจของกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท จะไปเป็นพรหมในพรหมโลกก็ยังไม่พ้น ยังมีตัวตน ยังมีตัวกู ยังกลัวตาย ในคัมภีร์เก่าๆ คัมภีร์ใหม่อย่างฮินดูหรืออย่างพุทธก็ตาม ยุติถือกันเป็นหลักว่า พวกพรหมกลัวตายที่สุด มนุษย์ยังกลัวน้อยกว่าพวกเทวดาหรือพวกพรหม พวกเทวดาเขามีความสุข พวกพรหมเขาก็มีความสุขชนิดพิเศษ เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง จึงกลัวตายที่สุด พอพูดถึงคำว่าตาย พวกพรหมนี้กลัวที่สุด รองลงมาตามลำดับก็หมายความว่า ยึดถือมากก็กลัวตายมาก ยึดถือในความสุข ในความเป็นอยู่มาก ก็กลัวตายมาก มนุษย์ก็เหมือนกัน บางคนก็กลัวตายมาก บางคนก็กลัวตายน้อย แต่บางคนไม่กลัวตายเลย เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ หมดความรู้สึกว่าตัวตนแล้วก็ไม่รู้สึกกลัวตาย ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่อะไรทุกอย่างแหละ คือความเป็นพระอรหันต์ ”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “ปรมัตถธรรมสำหรับดำเนินชีวิต” บรรยายแก่คณะสมาธิภาวนา ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๔ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
---------------------------------

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึง การเกิด-การดับของทุกข์ ในกระแสปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

อุปัสสุติสูตร

 [๑๑๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ พระตำหนักอิฐในหมู่บ้านญาติกะ (บางแห่งใช้ว่า นาทิกะ บางแห่งใช้ นาติกะ) ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดได้ตรัสธรรมบรรยายนี้ว่า

 “เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิด เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิด เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์  โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯลฯ
      เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิด ฯลฯ
     เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิด เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิด เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้
.
   เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด
   เพราะตัณหานั้นแลดับไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วย ประการฉะนี้ ฯลฯ
   เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิด ฯลฯ เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด
    เพราะตัณหานั้นแลดับไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้”
.
 สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นผู้ยืนแอบฟังอยู่ ได้ตรัสถามภิกษุนั้นดังนี้ว่า “ภิกษุ เธอได้ฟังธรรมบรรยายนี้หรือไม่”
     ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “ได้ฟัง พระพุทธเจ้าข้า”
   “ภิกษุ เธอจงศึกษาธรรมบรรยายนี้ เธอจงเล่าเรียนธรรมบรรยายนี้ เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ไว้เถิด เพราะว่าธรรมบรรยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”
.
อุปัสสุติสูตร
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(ปกสีฟ้า)
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๑๑๓ หน้า ๑๒๖-๑๒๗
ข้อความโดย: เจตนา ลงแดง
« เมื่อ: 12:25 น. วันที่ 16 พ.ค.63 »

✍️"ชีวิตที่ทรงคุณค่า คือ การอยู่เพื่อทำความดี"
ข้อความโดย: เจตนา ขุนทองแดง
« เมื่อ: 12:16 น. วันที่ 16 พ.ค.63 »

#สันตุสสโกวาท
"ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด"

ความโลภของมนุษย์ไม่พอ
นัตถิ ตัณหา สมา นที
แม่น้ำ เสมอด้วยตัณหา คือ
ความอยาก ความโลภ ไม่มีในโลก
แต่ว่าเรื่องอาหารการบริโภคนี้ ทานหน่อยเดียวก็พอ
แต่ว่าความโลภนี่ ร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็ไม่พอ
ความโลภของมนุษย์ เพราะฉะนั้นให้พวกเราดู
ดูที่ตัวของเรา ถ้าโลภมากก็ทุกข์มาก
นิทานพระเจ้ามันธาตุราช ในพระไตรปิฎก
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครอบครองในจักรวาลนี้เป็นของตัวเองทั้งหมด
ครอบครองในเมืองมนุษย์ทั้งหมดแล้ว ยังขึ้นไปสู่สวรรค์
ไปสู่สวรรค์แล้ว พระอินทร์แบ่งสวรรค์ให้ครึ่งหนึ่ง
ยังไม่เพียงพอ ยังจะคิดฆ่าพระอินทร์ นึกขึ้นมาอีก
“เราจะเอาทำไม...ครึ่งเดียว เราน่าจะเอาทั้งหมด”
คิดฆ่าพระอินทร์ทีนี้
ความโลภ มันเป็นอย่างนั้นนะ
มันไม่พอ มันโลภไปเรื่อย
พอคิดฆ่าพระอินทร์เท่านั้นแหละ บาปอกุศลตกลงมา
มันหมดบุญทันทีเลย  มันเป็นบาป บาปเข้ามาแทนที่
 ตกลงมาจากสวรรค์ ขนาดนั้นยังไม่เพียงพอ เอาขนาดไหนอีก
นี้แหละ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด
แต่การทำมาหาเลี้ยงชีพ คำว่าขยัน
ท่านไม่ได้จัดว่าเป็นความโลภนะ
คนขยัน คนมีปัญญาย่อมหาทรัพย์ได้
ถ้าคนโง่ คนขี้เกียจจะหาทรัพย์ไม่ได้
ในเมื่อหาทรัพย์มาได้แล้ว ก็ใช้ให้เกิดประโยชน์
ท่านไม่จัดว่าเป็นความโลภนะ
ถ้าหากว่าโลภก็คือไปปล้น ไปคด ไปโกง
ไปเบียด ไปบังเอาของคนอื่นเขา ถึงว่าจะนิดๆหน่อยๆ บาทสองบาทก็ตาม
อันนั้นจัดว่าเป็นความโลภ เพราะได้มาโดยไม่ชอบธรรม
ได้มาด้วยผิดกฎหมาย กฎระเบียบ
ผิด คุณธรรม ศีลธรรม  จริยธรรม อันนั้นไม่ดี
ผิด อันนั้นจัดว่าเป็นความโลภ
แต่ว่าถ้าได้มาด้วยสติ ได้ด้วยปัญญา
ด้วยความสุจริตของเรานี้ จะได้ร้อยล้าน พันล้าน  หมื่นล้าน แสนล้าน
ก็แปลว่าได้ด้วยบุญวาสนาบารมี ด้วยสติปัญญาของเรา
ด้วยความหมั่น ด้วยความขยัน อันนั้นแปลว่าไม่จัดเป็นความโลภ
พวกเราต้องแยก คำว่าโลภ โลภคำนี้คืออะไร
ถ้าทำไม่ถูกขึ้นมา ไปเอาของเขามา จัดเป็นความโลภทั้งนั้น
ถ้าได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ได้มาโดยเป็นธรรม
อันนั้นเรียกว่าได้มาโดยเป็นธรรม
ให้พวกเราคิด แยกให้ออกนะลูกหลาน

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อย่าปล่อยให้ความโลภครอบงำ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒
ข้อความโดย: Dr.Red Rich Donate
« เมื่อ: 17:49 น. วันที่ 15 พ.ค.63 »

เศรษฐี ตามความหมายของคำว่า "เศรษฐี"
"เศรษฐี" แตกต่างกันกับ "นายทุนสูบเลือด"
.
❝ อยากจะเอามาเล่าให้ฟังกันหน่อย บางคนอาจจะยังไม่ทราบก็ได้ คำว่า "เศรษฐี เศรษฐี" น่ะ! ตัวหนังสือคำนี้มันแปลว่า "ประเสริฐที่สุด" เศรษฐี เศรษฐ นั้นแปลว่า "ประเสริฐ" เศรษฐีผู้มีความประเสริฐนั้นมันประเสริฐจริงๆ ถ้าเศรษฐีถูกต้องตามลักษณะของคำนั้น
.
แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่มี ไม่มีเศรษฐีชนิดนั้น มันมีแต่ "นายทุนสูบเลือด" คนที่มั่งมีมากๆนั้นมันเป็นนายทุนสูบเลือดเพื่อนมนุษย์ ทำนาบนหลังคนไม่พอ แล้วมันทำนาบนหัวคน โน้น! เอากับมันสิ!
.
ถ้าว่าเป็นระบบเศรษฐีที่ถูกต้องนั้น เขาอยู่กันอย่างเพื่อนมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีข้าทาสบริวาร แต่ว่ามันเป็นข้าทาสที่อยู่กันด้วยความรัก ไม่ใช่ซื้อมาใช้อย่างสัตว์ทรมาน
.
ฉะนั้น เศรษฐีก็เลี้ยงดูข้าทาสบริวาร แม้ที่เป็นทาสนั้นมันก็ยังได้รับประโยชน์เต็มตามที่ควรจะได้ ไปทำงานด้วยกันกับเศรษฐี วันพระไปวัดไปวาก็ไปด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เหน็ดเหนื่อยด้วยกัน กินอยู่อย่างเดียวกัน .
.
แล้วเศรษฐีถ้ามีเงินเหลือกินแล้วก็ตั้งโรงทาน จัดโรงทานเพื่อจะให้แก่คนยากจนขัดสนพิกลพิการ หรือว่าบำรุงสมณะชีพราหมณ์ คือบรรพชิตนั่นแหละ บรรพชิตไม่ได้ทำนาทำไร่แต่มีประโยชน์สำหรับทำให้โลกนี้มีแสงสว่าง มีการเดินทางที่ถูกต้อง เห็นว่าจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลก พวกบรรพชิตเหล่านี้จึงอยู่ในฐานะที่ต้องได้รับการจุนเจือเกื้อหนุน ไม่ต้องไปทำนาเองก็มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของตน คือเป็นแสงสว่างแก่มนุษย์ทุกคน ก็ตั้งโรงทานเพื่อประโยชน์แก่บรรพชิตเหล่านี้บ้าง เพื่อประโยชน์แก่คนพิกลพิการคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้บ้าง หรือว่าคนที่จำเป็นจะต้องพึ่งโรงทานก็ตั้งโรงทาน เพราะเขามีความรู้สึกในจิตใจว่า "เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน"...❞
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา ชุดสันติภาพของโลก ครั้งที่ ๒๓ เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๙
-----------------------------------------

“เศรษฐี” ในครั้งพุทธกาล
ต้องมี..“โรงทาน” ถ้าไม่อย่างนั้น
เป็นเศรษฐีนอกพระพุทธศาสนา
มีหลักที่สรุปเป็นใจความสั้นๆได้ว่า
ทำมาก กินเก็บแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น”
.
พุทธทาสภิกขุ
ข้อความโดย: Red Broken Arrow
« เมื่อ: 05:11 น. วันที่ 15 พ.ค.63 »

“ คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง ”

    “ ในโลกนี้ จะให้ลัทธิไหนครองโลกไม่สำคัญ ขอแต่ให้คนดีก็พอแล้ว.
     คนดีเผด็จการ ก็เผด็จการไปในทางดี นำไปสู่ความดี และความเจริญอันแท้จริง.
     คนดี เป็นประชาธิปไตย ก็พร้อมเพรียงกันทำดีได้จริงโดยไม่ต้องสงสัย.
     แต่ถ้าคนชั่วแล้ว แม้จะเป็นประชาธิปไตย ก็มีแต่จะ “นอนหาความสำราญ” กันทั่วไปหมด ในที่สุดก็ล่มจม.
     ฉะนั้น ขอแต่ให้คนดีอย่างเดียวก็แล้วกัน จะซ้ายจัด หรือขวาจัด ย่อมใช้ได้ทั้งนั้น.
     ธรรมะในศาสนาเท่านั้นที่จะทำให้คนดี หาใช่ลัทธิการเมืองแต่ลัทธิใดไม่เลย. ”
.
ลายมือบันทึกของ..“พุทธทาสภิกขุ”

ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]