gimyong หาดใหญ่
ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
 

 


ตอบ

เงื่อนไขและข้อตกลงการโพสข้อมูลเว็บกิมหยง


1. โปรดงดเว้นคำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน
    อันเป็นที่เคารพ

2. ห้ามแนะนำ, ซื้อขาย, แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย ผิดศิลธรรมและหรือไม่เหมาะสม
    อาทิเช่น การพนัน,สารเสพติด,สัตว์ป่าคุ้มครอง,สิ่งลามกอนาจาร,การขายบริการเป็นต้น

3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ หากมีการฟ้องร้องผู้ตั้งกระทู้ต้องรับผิดชอบ
    ด้วยตนเองทุกกรณี

4. ควรตั้งกระทู้ให้ตรงหมวดหมู่ หากซ้ำจะลบทันที

5. ทีมงานผู้ดูแล ขอสงวนสิทธิ์ในการลบ ย้าย แก้ไข กระทู้/ความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ
คำเตือน - มีกระทู้ตอบใหม่ 164 กระทู้ ขณะที่คุณกำลังอ่านหัวข้อนี้ อยากให้คุณแสดงตัวอย่างก่อนตั้งกระทู้
Warning: this topic has not been posted in for at least 30 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
ชื่อ:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
ช่วยเหลือ (Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: doc, gif, jpg, mpg, pdf, png, txt, zip, JPG, JPEG, xls
Restrictions: 200 per post, maximum individual size 10000KB
การตรวจสอบว่าไม่ได้เป็นบอท หุ่นยนต์ หรือมูสัง:
เว็บนี้มีชื่อว่าอะไร (ภาษาไทย 2 พยางค์):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Dr.Red Paknam mountain
« เมื่อ: 09:28 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »


. ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red Paknam& mountain
« เมื่อ: 09:22 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »


. ส.หลก
ข้อความโดย: Dr.Red Paknam& mountain
« เมื่อ: 09:21 น. วันที่ 31 ส.ค.63 »

“ขลังที่สุด คือ กรรมดี”

     แม้เราจะไปในที่ที่อันตรายที่สุด ถ้าเราทำกรรมดี เขาบอกว่าไม่ต้องกลัว ไม่ต้องมี..ที่เรียกว่าของขลังเหมือนกัน ความขลังที่สุด คือกรรมที่เราทำ

     ถ้าเราทำกรรมดีทำต่อไป..อย่าไปท้อใจ ถึงทำดีเท่าไรๆ ไม่เห็นได้อะไรเลย หารู้ไม่ว่าต่อไปนะไม่แน่ บางทีภายในวินาทีเดียวก็ได้แล้ว”

พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่คณะชาวพุทธแขวงห้วยขวาง เขตพญาไท
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘
อายุบวร
ข้อความโดย: Dr.Red Jet Lee
« เมื่อ: 10:46 น. วันที่ 30 ส.ค.63 »

...วิธีดูความจริงใจ
ของเพื่อนมนุษย์
ให้ดูตอนที่เราไม่สามารถ
ให้คุณหรือให้โทษเขาได้

มนุษย์ส่วนมาก
ใครให้คุณให้โทษได้
ก็จะทำดีด้วย

หากให้คุณให้โทษ ไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องแปลกใจ
ที่เขาจะหลีกลี้หนีหายไป

จงรู้เถิดว่า
นี่คือมนุษย์ที่แท้จริง
ที่เป็นเพียงหุ่นเชิด
ของบุญและบาปเท่านั้น... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: Politicalism
« เมื่อ: 14:38 น. วันที่ 28 ส.ค.63 »

สัตว์การเมือง ( political animal)

     “นักปรัชญาการเมืองแต่โบราณ ขอร้องให้ทุกคนเป็นสัตว์การเมือง(political animal) คือมีหน้าที่สนใจการเมือง ร่วมกันจัดสังคมให้อยู่กันอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องใช้อาชญา

แต่คนสมัยนี้ทำได้มากเกินไป ขนาดที่เรียกว่า “การเมืองขึ้นสมอง” แล้วใช้การเมืองนั้นเอง เป็นเครื่องมือกอบโกยหรือฟาดฟันผู้อื่น ครอบงำผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ดังนั้น แทนที่การเมืองจะตั้งอยู่ในฐานะเป็นเรื่อง“ศีลธรรม” ก็กลายเป็นเรื่อง “อุปัทวะจัญไร”ในโลกไปเสีย

เมื่อกล่าวโดยปรัชญาทางศีลธรรม การเมืองก็คือหน้าที่ของมนุษย์ที่เขาจะต้องประพฤติ กระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอันเฉียบขาด เพื่อผลคือ การอยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่เมื่อไม่มีการคำนึงถึงศีลธรรมกันเสียแล้ว การเมืองก็กลายเป็นเรื่องสกปรก สำหรับหลอกลวงกันอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งโลกนี้กลายเป็นโลกแห่งการหลอกลวงไปเสีย มีแต่..“สัตว์การเมือง”ที่เป็น“สัตว์”เอาเสียจริงๆ กล่าวคือ บูชาเรื่อง..กิน...กาม...เกียรติ...แทน “สันติสุข”

มีใครสักกี่คน ที่เป็นนักการเมืองเพื่อเอาบุญด้วยการช่วยสร้างสันติภาพขึ้นในโลก? และ มีกี่คนที่เป็นนักการเมืองเพื่อ “ตัวกู-ของกู” และมีผลกลายเป็นเรื่องของ..กิน..กาม..เกียรติ ที่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว

ธรรมะ กับ การเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็กลายเป็นเรื่องทำลายโลกขึ้นมาทันที

การเมืองที่แท้จริงสำหรับมนุษย์ ต้องตั้งรากฐานอยู่บนรากฐานทางศาสนาของทุกศาสนา ที่มีอยู่ว่า...“สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” นักการเมืองที่มีธรรมสัจจะข้อนี้อยู่ในใจ...การเคลื่อนไหวของเขาทุกกระเบียดนิ้ว มีแต่บุญกุศล จนกระทั่งกลายเป็นปูชนียบุคคลไป

ขอภาวนาให้โลกเรา มีนักการเมืองชนิดนั้น เป็นผู้จัดการเมืองของโลกโดยทั่วไปเถิด”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : หนังสือ“ธรรมวาทะ ของ ท่านพุทธทาส”
ข้อความโดย: ทุนนิยม
« เมื่อ: 14:28 น. วันที่ 28 ส.ค.63 »

เศรษฐี ตามความหมายของคำว่า "เศรษฐี"
"เศรษฐี" แตกต่างกันกับ "นายทุนสูบเลือด"
.
อยากจะเอามาเล่าให้ฟังกันหน่อย บางคนอาจจะยังไม่ทราบก็ได้ คำว่า "เศรษฐี เศรษฐี" น่ะ! ตัวหนังสือคำนี้มันแปลว่า "ประเสริฐที่สุด" เศรษฐี เศรษฐ นั้นแปลว่า "ประเสริฐ" เศรษฐีผู้มีความประเสริฐนั้นมันประเสริฐจริงๆ ถ้าเศรษฐีถูกต้องตามลักษณะของคำนั้น
.
แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่มี ไม่มีเศรษฐีชนิดนั้น มันมีแต่ "นายทุนสูบเลือด" คนที่มั่งมีมากๆนั้นมันเป็นนายทุนสูบเลือดเพื่อนมนุษย์ ทำนาบนหลังคนไม่พอ แล้วมันทำนาบนหัวคน โน้น! เอากับมันสิ!
.
ถ้าว่าเป็นระบบเศรษฐีที่ถูกต้องนั้น เขาอยู่กันอย่างเพื่อนมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีข้าทาสบริวาร แต่ว่ามันเป็นข้าทาสที่อยู่กันด้วยความรัก ไม่ใช่ซื้อมาใช้อย่างสัตว์ทรมาน
.
ฉะนั้น เศรษฐีก็เลี้ยงดูข้าทาสบริวาร แม้ที่เป็นทาสนั้นมันก็ยังได้รับประโยชน์เต็มตามที่ควรจะได้ ไปทำงานด้วยกันกับเศรษฐี วันพระไปวัดไปวาก็ไปด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เหน็ดเหนื่อยด้วยกัน กินอยู่อย่างเดียวกัน .
.
แล้วเศรษฐีถ้ามีเงินเหลือกินแล้วก็ตั้งโรงทาน จัดโรงทานเพื่อจะให้แก่คนยากจนขัดสนพิกลพิการ หรือว่าบำรุงสมณะชีพราหมณ์ คือบรรพชิตนั่นแหละ บรรพชิตไม่ได้ทำนาทำไร่แต่มีประโยชน์สำหรับทำให้โลกนี้มีแสงสว่าง มีการเดินทางที่ถูกต้อง เห็นว่าจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลก พวกบรรพชิตเหล่านี้จึงอยู่ในฐานะที่ต้องได้รับการจุนเจือเกื้อหนุน ไม่ต้องไปทำนาเองก็มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของตน คือเป็นแสงสว่างแก่มนุษย์ทุกคน ก็ตั้งโรงทานเพื่อประโยชน์แก่บรรพชิตเหล่านี้บ้าง เพื่อประโยชน์แก่คนพิกลพิการคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้บ้าง หรือว่าคนที่จำเป็นจะต้องพึ่งโรงทานก็ตั้งโรงทาน เพราะเขามีความรู้สึกในจิตใจว่า "เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน"...
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา ชุดสันติภาพของโลก ครั้งที่ ๒๓ เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๙
-----------------------------------------

“เศรษฐี” ในครั้งพุทธกาล
ต้องมี..“โรงทาน” ถ้าไม่อย่างนั้น
เป็นเศรษฐีนอกพระพุทธศาสนา
มีหลักที่สรุปเป็นใจความสั้นๆได้ว่า
ทำมาก กินเก็บแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น”
.
พุทธทาสภิกขุ  ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: บริโภคนิยม
« เมื่อ: 14:25 น. วันที่ 28 ส.ค.63 »

"ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด"

ความโลภของมนุษย์ไม่พอ
นัตถิ ตัณหา สมา นที
แม่น้ำ เสมอด้วยตัณหา คือ
ความอยาก ความโลภ ไม่มีในโลก
แต่ว่าเรื่องอาหารการบริโภคนี้ ทานหน่อยเดียวก็พอ
แต่ว่าความโลภนี่ ร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็ไม่พอ
ความโลภของมนุษย์ เพราะฉะนั้นให้พวกเราดู
ดูที่ตัวของเรา ถ้าโลภมากก็ทุกข์มาก
นิทานพระเจ้ามันธาตุราช ในพระไตรปิฎก
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครอบครองในจักรวาลนี้เป็นของตัวเองทั้งหมด
ครอบครองในเมืองมนุษย์ทั้งหมดแล้ว ยังขึ้นไปสู่สวรรค์
ไปสู่สวรรค์แล้ว พระอินทร์แบ่งสวรรค์ให้ครึ่งหนึ่ง
ยังไม่เพียงพอ ยังจะคิดฆ่าพระอินทร์ นึกขึ้นมาอีก
“เราจะเอาทำไม...ครึ่งเดียว เราน่าจะเอาทั้งหมด”
คิดฆ่าพระอินทร์ทีนี้
ความโลภ มันเป็นอย่างนั้นนะ
มันไม่พอ มันโลภไปเรื่อย
พอคิดฆ่าพระอินทร์เท่านั้นแหละ บาปอกุศลตกลงมา
มันหมดบุญทันทีเลย  มันเป็นบาป บาปเข้ามาแทนที่
 ตกลงมาจากสวรรค์ ขนาดนั้นยังไม่เพียงพอ เอาขนาดไหนอีก
นี้แหละ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด
แต่การทำมาหาเลี้ยงชีพ คำว่าขยัน
ท่านไม่ได้จัดว่าเป็นความโลภนะ
คนขยัน คนมีปัญญาย่อมหาทรัพย์ได้
ถ้าคนโง่ คนขี้เกียจจะหาทรัพย์ไม่ได้
ในเมื่อหาทรัพย์มาได้แล้ว ก็ใช้ให้เกิดประโยชน์
ท่านไม่จัดว่าเป็นความโลภนะ
ถ้าหากว่าโลภก็คือไปปล้น ไปคด ไปโกง
ไปเบียด ไปบังเอาของคนอื่นเขา ถึงว่าจะนิดๆหน่อยๆ บาทสองบาทก็ตาม
อันนั้นจัดว่าเป็นความโลภ เพราะได้มาโดยไม่ชอบธรรม
ได้มาด้วยผิดกฎหมาย กฎระเบียบ
ผิด คุณธรรม ศีลธรรม  จริยธรรม อันนั้นไม่ดี
ผิด อันนั้นจัดว่าเป็นความโลภ
แต่ว่าถ้าได้มาด้วยสติ ได้ด้วยปัญญา
ด้วยความสุจริตของเรานี้ จะได้ร้อยล้าน พันล้าน  หมื่นล้าน แสนล้าน
ก็แปลว่าได้ด้วยบุญวาสนาบารมี ด้วยสติปัญญาของเรา
ด้วยความหมั่น ด้วยความขยัน อันนั้นแปลว่าไม่จัดเป็นความโลภ
พวกเราต้องแยก คำว่าโลภ โลภคำนี้คืออะไร
ถ้าทำไม่ถูกขึ้นมา ไปเอาของเขามา จัดเป็นความโลภทั้งนั้น
ถ้าได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ได้มาโดยเป็นธรรม
อันนั้นเรียกว่าได้มาโดยเป็นธรรม
ให้พวกเราคิด แยกให้ออกนะลูกหลาน... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: วัตถุนิยม
« เมื่อ: 14:22 น. วันที่ 28 ส.ค.63 »

เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล การพรมน้ำมนต์ การเป่าหัว  การเจิมหรือการสักยันต์  ศิริมงคลศักดิ์ทั้งหลาย  เป็นเรื่องไสยศาสตร์  ไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์  นี้มันเป็นสิ่งที่แฝงมาอยู่ด้วยกัน  ความจริงของไสยศาสตร์  เขาก็มีอยู่ตามขั้นตอนของเขา  แต่มันเป็นความจริงที่ไม่อยู่ในขั้นอมตะ  ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นมงคล  หรือน้ำมนต์  ของขลังศักดิ์สิทธิ์อะไรต่าง ๆ  สิ่งเหล่านี้มันจะขลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้ชั่วระยะเวลาที่เรามีความเชื่อมั่น  ถ้าผู้ใช้ขาดความเชื่อมั่น  มงคลเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไร  และถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ช่วยได้  มันก็เป็นบางครั้งบางคราวไม่แน่นอน 

เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าพระองค์ว่า  ปฏิบัติดี  ปฏิิบัติชอบ  ละชั่ว  ประพฤติดี  ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด  นี้เป็นมงคลอมตะไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ถ้าใครทำได้  มงคลเช่น น้ำมนต์เป่าหัวทั้งหลาย  เจิมอะไรเหล่านี้  มันเป็นมงคลที่เราต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น  ในเมื่อผู้อื่นเขาไม่พอใจ  แล้วเขาไม่ช่วยเราก็หมดท่า เพราะฉะนั้น ทุกคนควรจะได้แสวงหาที่พึ่งกับตัวเองด้วยการปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ

การทำสิ่งเหล่านี้  สิ่งที่ถามนี้  เช่นอย่างการทำมงคล  หรืออะไรดังที่ว่านี้เป็นการผิดไหม  เป็นการงมงายไหม อ้นนี้ สิ่งใดที่เรายังยึดถืออยู่  สิ่งนั้นเป็นเรื่องงมงายหมด แม้แต่การปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานนี้ ถ้าปฏิบัติด้วย อุปาทาน
ด้วยความยึดมั่น  ถือมั่น  อยากเป็นผู้ดีวิเศษ  เป็นเรื่องของความงมงายหมด  ทีนี้เรื่องวัตถุมงคลต่าง ๆ การพรมน้ำมนต์ การเป่าหัวอะไรเหล่านี้ มันเป็นการให้กำลังใจกันตามความนิยมของสังคม  แต่ถ้าพูดถึงขั้นปรมัตถ์แล้ว  ไม่มีความหมายใด ๆทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น  การเข้าใจธรรมะนี้  เราต้องเข้าใจเป็น  ๒  ขั้นตอน

ขั้นโลกียธรรม    ขั้นโลกุตตรธรรม

ขั้นโลกียธรรมนี้  ย่อมมีอัตตา ตัวตน มีสมมติบัญญัติ มีผู้ชาย มีผู้หญิง  มีเรา มีเขามีทรัพย์สมบัติ  มีผู้ถือกรรมสิทธิ์  อันนี้เรื่องของโลกีย์ เราปฏิเสธไม่ได้

แต่ว่าถ้าจิตของเราขึ้นไปอยู่ขั้นโลกุตตระ  ไปถึงในระดับเพียงแค่ว่า  มีความรู้สึกว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างนี้  มีแต่ความเกิดขึ้น  ดับไป  เกิดขึ้น  ดับไปเฉย ๆ นี้  อย่างในท้ายธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะ รู้ธรรม  เห็นธรรม  ถ้าภูมิจิตไปสัมผัสถึงขั้นนี้แล้ว  คำว่า  อัตตา  ตัวตน  ผู้ชาย  ผู้หญิง  ไม่มีสมมติ  ไม่มีญัตติไม่มีเรา  ไม่มีเขา  มีแต่สัจจะธรรมความจริงปรากฏอยู่เท่านั้น

ในขณะที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะ รู้ ๆ ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดขึ้น  ดับไป  เป็นธรรมดาในขณะนั้นจิตอยู่ในสมาธิอย่างแน่วแน่ ในขณะนั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะไม่ติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอก มีความรู้สึกเฉพาะภายในจิตอย่างเดียว  และสิ่งที่ท่านรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดานั้น เป็นการรู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ  มีแต่สัจจะธรรมความจริง  แต่เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะได้บวชแล้ว ก็ปรากฏว่า  ท่านอัญญาโกณฑัญญะ  ต้องถือบาตรไปบิณฑบาตกับญาติโยม นี่ส่อแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่จิตอยู่ในขั้นภูมิของโลกุตตระ  ท่านไม่สัมผัสกับใครเลย  แต่เมื่อจะทำธุรกิจกับชาวโลกนี้  เอาเรื่องของชาวโลกเข้ามาทันที  เพราะอะไร  เพราะเบญจขันธ์ของท่านก็เป็นของโลก  ยังต้องอาศัยปัจจัย ๔ จากญาติโยม  เพราะฉะนั้น ในเมื่อท่านหวนกลับมาสัมผัสกับโลกแล้ว จึงมีสมมติบัญญัติ ยอมรับว่าฉันคือ  อัญญาโกณฑัญญะ  ท่านหนึ่งในจำนวนภิกษุปัญจวัคคีย์  ฉันเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้านะ  อันนี้คือสมมติบัญญัติที่ท่านจะยอมรับ  เพราะฉะนั้น  การรู้ธรรมนี้ต้องรู้  ๒  ฝั่ง  ฝั่งโลกีย์  กับ  ฝั่งโลกุตตระ  ทำความเข้าใจให้ดี

" คนเรามีของดีอยู่ในตัวแต่ไม่เชื่อมั่นตนเอง จึงได้แสวงหาที่พึ่งภายนอกเรื่อยไป "

ครั้งหนึ่ง....มีผู้นำพระบูชารูปหล่อของ  หลวงพ่อพุธ ฐานิโย  ไปให้ท่านอธิฐานจิตหลวงพ่อท่านกล่าวว่า
" เอาไปทำไม  เกะกะรกบ้าน  ที่พูดอย่างนี้  ไม่ใช่ดูถูกวัตถุมงคลหรอกหนา  แต่อยากจะให้เข้าใจว่า  วัตถุมงคลเป็นเครื่องจูงใจ  ทำกาย  ทำวาจา  ทำใจ  ให้เป็นพระไม่ดีกว่าหรือ "

เทศนาธรรม       ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ 
                                   ( หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย )
ข้อความโดย: แร้ง สระเกศ
« เมื่อ: 18:43 น. วันที่ 12 ส.ค.63 »

สตฺติเม ธมฺมา  ปริหานาย  สํวตฺตนฺติ
ธรรม ๗ ประการ เป็นไปเพื่อความเสื่อม... จึงควรละเว้นเสีย

๑.กมฺมารามตา 
   ชอบทำการงานมากไป (จนไม่มีเวลาศึกษาและปฏิบัติ​ธรรม)​
๒.ภสฺสารามตา
   ชอบคุย (ทำให้จิตฟุ้งซ่าน)​
๓.นิทฺทารามตา
   ชอบหลับ (เป็นคนเกียจคร้าน)​
๔.สงฺคณิการามตา
   ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ (ทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติ​ธรรม​และจิตฟุ้งซ่านได้ง่าย)​
๕.อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา
   ไม่สำรวม ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ (อกุศล​เกิดได้ง่าย)​
๖.โภชเน อมตฺตญฺญุตา
   ไม่รู้จักประมาณในอาหาร (ทำให้ตัณหาเข้าอาศัยและเกิดทุกข์​ทางกายได้)​
๗.สํฆกรณีเยสุ อพฺยาวฏตา
   ไม่ขวนขวายในกิจของสงฆ์ (ไม่เจริญ​คันถธุระ(ปริยัติ)​/วิปัสสนา​ธุระ(ปฏิบัติ)​)​

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๗
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาติ เล่มที่ ๔  หน้าที่ ๗๘... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: เปรต สุทัศน์
« เมื่อ: 18:41 น. วันที่ 12 ส.ค.63 »

ความร้าวและความแตกกันของสงฆ์,
    ทรงแสดงเรื่อง สังฆราชี ความร้าวรานของสงฆ์ ว่า ถ้าภิกษุสองฝ่ายยังไม่ครบฝ่ายละ ๔ รูป ก็ยังเป็นเพียงความร้าวรานแห่งสงฆ์เท่านั้น ยังไม่เป็นสังฆเภท ความแตกแห่งสงฆ์, ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปมีรูปที่ ๙ สวดประกาศ จึงเป็นทั้งความร้าวรานและความแตกแยกกันแห่งสงฆ์ ดังที่ตรัสว่า ดูก่อน อุบาลี แม้ด้วยเหตุนี้แล เป็นทั้งสังฆราชี และสังฆเภท ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ ๙ รูป หรือเกินกว่า ๙ รูป เป็นทั้งสังฆราชี และสังฆเภท,
  ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์ไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะ ทำลายได้,
  สิกขมานา ก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, สามเณรก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, สามเณรีก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, อุบาสกก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, อุบาสิกาก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้, แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้, ดูก่อนอุบาลี ภิกษุปกตัตตะ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน ย่อมทำลายสงฆ์ได้,
...เหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์แตกกันและสามัคคีกันมี ๑๘ ข้อ คือ
๑. แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม
๒. แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม
๓. แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย
๔. แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย
๕. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ว่าตรัสไว้
๖. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามิได้ตรัสไว้
๗. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ประพฤติไว้ว่าได้ประพฤติ
๘. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าประพฤติว่ามิได้ประพฤติ
๙. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติว่าบัญญัติ
๑๐. แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่ามิได้บัญญัติ
๑๑. แสดงสิ่งที่มิใช่อาบัติว่าเป็นอาบัติ
๑๒. แสดงอาบัติว่ามิใช่อาบัติ
๑๓. แสดงอาบัติเบาว่าหนัก
๑๔. แสดงอาบัติหนักว่าเบา
๑๕. แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่ามีส่วนเหลือ
๑๖. แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าไม่มีส่วนเหลือ
๑๗. แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ
๑๘. แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบ
  แล้วทำอุโบสถ ทำปวารณา และสังฆกรรมแยกกัน
  ส่วนเหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์สามัคคีกันก็มี ๑๘ อย่างที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว คือแสดงถูกตรงตามความจริง ทำอุโบสถร่วมกัน ทำปวารณาร่วมกัน และไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน,
  การทำสงฆ์ให้แตกกันที่ทำให้ไปอบายและไม่ไปอบาย,
  ทรงแสดงการทำสงฆ์ให้แตกกันที่มีโทษเป็นเหตุให้ไปอบาย และไม่เป็นเหตุให้ไปอบาย โดยชี้ไปที่ ความบริสุทธิ์ใจ และเจตนา คือฝ่ายที่จะไปอบายนั้นรู้ว่าผิดพระธรรมวินัยแต่แกล้งแสดงว่าถูกธรรมวินัย
  ส่วนฝ่ายที่ไม่ไปอบายนั้น คือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยเข้าใจว่าเรื่องที่โต้เถียงกันนั้น เหตุผลของตนถูกต้องตามธรรมวินัยฯ(อริยวินัย)... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: ประทัดแดง
« เมื่อ: 15:51 น. วันที่ 07 ส.ค.63 »

"สัตตาหกรณียะ "(กรณียกิจที่จะพึงทำได้ภายใน 7 วัน)
         กิจธุระที่ทรงผ่อนผันให้ไปแรมคืนได้ในพรรษา
ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในกุฏิใด ในวัดใดอันเหมาะสมที่จะอยู่ได้ตลอด 3 เดือนแล้ว ท่านไม่ให้ไปแรมคืนที่อื่นนอกจากมีธุระจำเป็นจริง ๆ ก็ไปได้ และไปแรมคืนได้อย่างมากเพียง 7 วัน ถ้าเกิน 7 วันพรรษาขาด ครบ 5 วันหรือ 6 วันแล้วรีบกลับมานอนในวัดหรือในกุฏิที่เข้าพรรษาเดิมเสีย วันต่อไปอาจไปได้อีก การไปแรมคืนที่อื่นในลักษณะนี้ท่านเรียกว่า"สัตตาหกรณียะ "(กรณียกิจที่จะพึงทำได้ภายใน 7 วัน)
ธุรกิจอันเป็นเหตุให้ทำสัตตาหะได้นั้น มีหลายอย่างเช่น
1. ผู้มีศรัทธาต้องการทำบุญส่งคนมานิมนต์ไปฉลองศรัทธาของเขาได้ ข้อนี้มีเรื่องอันเป็นปฐมเหตุเล่าไว้ในวินัยปิฎกว่า อุบาสกคนหนึ่งชื่ออุเทน สร้างที่อยู่อุทิศสงฆ์ไว้ในแคว้นโกศล ส่งทูตไปนิมนต์พระสงฆ์ให้มารับที่อยู่และเขาปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม ปรารถนาพบเห็นภิกษุทั้งหลาย แต่ภิกษุทั้งหลายตอบไปกับทูตว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติให้เข้าพรรษา 3 เดือน เพราะฉะนั้นรับนิมนต์ไม่ได้ อุบาสกอุเทนติเตียนว่าเหตุไฉนภิกษุทั้งหลายจึงไม่ฉลองศรัทธาในเรื่องนี้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องแล้วทรงอนุญาตให้ไปได้ด้วยวิธีสัตตาหกรณียะ
2. มารดาบิดาหรือสหธรรมมิก (เพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยกันเช่นภิกษุ) ป่วยไข้ ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้
3. สหธรรมมิกกระสันใคร่จะสึก ไปเพื่อระงับความคิดอย่างนั้นเสียก็ได้
4. สถานที่อยู่ เสนาสนะของสงฆ์ในที่ใดที่หนึ่งชำรุดทรุดโทรม ตนเป็นผู้ฉลาดสามารถในการซ่อมแซม ไปเพื่อซ่อมแซมก็ได้
5. แม้ธุระอื่น ๆ อันสมควร เป็นงานพระศาสนา หรือเรื่องอันเกี่ยวกับการประพฤติธรรม ก็ทรงอนุญาตให้สัตตาหกรณียะไปได้ ... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: ภูเขาทอง
« เมื่อ: 15:48 น. วันที่ 07 ส.ค.63 »

#เรื่องพระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง
        หลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักความจริงที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบโดยมิได้ ทรงสร้างสรรค์ขึ้นเอง และมิได้ทรงรับคำสั่งสอนมาจากเทพเจ้าหรือพระเจ้าองค์ใดทั้งสิ้นดังที่กล่าว แล้วนั้นพระพุทธศาสนาจึงนับว่าเป็นศาสนาที่ต่างไปจากศาสนาอื่นๆอยู่มาก

          หลักคำสอนที่สนับสนุนความจริงดังกล่าวนี้ คือ หลักคำสอนเรื่อ  ศรัทธาและปัญญา

ศรัทธา  คือ  ความเชื่อ  ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาหรือเหตุผล ซึ่งเรียกว่า ศรัทธาเพื่อปัญญา แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้คนมีศรัทธา แต่ศรัทธาของพระองค์นั้นต้องผ่านการพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาให้รอบคอบเสียก่อน ดังที่ ทรงสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม  ในแคว้นโกศล ว่า

           อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ เพียงเพราะฟังตามๆกันมา เพียงเพราะถือปฏิบัติกันสืบๆมา เพียงเพราะข่าวเล่าลือ เพียงเพราะการอ่านตำราหรือคัมภีร์ เพียงเพราะการให้เหตุผลแบบตรรกะ เพียงเพราะการอนุมานเอาตามอาการที่ปรากฏ เพียงเพราะเห็นว่าเข้ากันได้ตรงตามทฤษฎีหรือความคิดเห็นของตน เพียงเพราะเห็นว่ามีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ และเพียงเพราะถือว่าสมณะหรือนักบวชผู้นี้เป็นครูของเรา

            แต่เมื่อใดได้ใช้ปัญญาพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน อีกทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน ก็จงทำสิ่งนั้น แต่หากสิ่งใดเมื่อทำลงไปแล้วตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน นักปราชญ์ติเตียน ก็จงอย่าได้ทำสิ่งนั้นเลย

            หลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ หากทรงสอนเรื่องศรัทธาไว้ในที่ใด ก็จะทรงสอนปัญญากำกับไว้ในที่นั้นด้วย นั่นก็หมายความว่า ทรงสอนให้ใช้ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาเสมอไป

             ตัวอย่างเช่น ในหลักคำสอนหมวด พละ 5 ( ธรรมอันเป็นกำลัง ) ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หรือใน อริยทรัพย์ 7 ( ทรัพย์ภายในอันประเสริฐ ) ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล หิริ  โอตตัปปะ  พหุสัจจะ จาคะ และปัญญา

             จะเห็นว่า  ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องมีปัญญากำกับด้วยเสมอ ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นบางศาสนาที่จะสอนให้ศรัทธาอย่างเดียว คือ ถ้าพระคัมภีร์สอนไว้อย่างนี้ ก็จะต้องเชื่อตามโดยไม่มีข้อแม้ ถ้าหากไม่เชื่อถือว่าเป็นคนบาป    แต่สำหรับพระพุทธศาสนา    แม้แต่การสอนหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงบังคับให้เชื่อตามที่พระองค์สอน พระองค์ทรงแนะนำให้พิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลและเห็นด้วยเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ... ส.สู้ๆ
ข้อความโดย: khotgame
« เมื่อ: 14:50 น. วันที่ 28 ก.ค.63 »

สาระธรรม
ข้อความโดย: ขุนทองแดง
« เมื่อ: 09:06 น. วันที่ 27 ก.ค.63 »

" วัดอยู่ที่ไหนหรือ ? " ..

" วัดอยู่ทั่วไป มหาบพิตร " .

ครั้งพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบสนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

หลวงปู่ก็ถามในหลวงของเราว่า ..

" ดูก่อน มหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม " ?

ในหลวงก็ตอบว่า ..

"ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก"

หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ

ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช

หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด

เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆ นั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกันว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้มาวัดที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า มาถูกวัดในความหมายที่แท้จริง

ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ

หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเราว่า ใจของเราขณะนี้ห่างจากกิเลส ห่างจากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล...

" วัดมีอยู่ทั่วไป มหาบพิตร " .

( นี่คือโอวาทธรรมคำสอน ...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร เมื่อครั้งในอดีต)

ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระราชินี ในรัชกาลที่ ๙ ทรงไหว้ และกราบหีบศพ "หลวงปู่ฝั้น อาจาโร" บุคคลสำคัญที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงให้เคารพนับถือเป็นอย่างมาก ... ส.สู้ๆ

ข้อความโดย: Dr.Red Chana
« เมื่อ: 05:27 น. วันที่ 18 ก.ค.63 »

อริยบุคคล แปลว่า
บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ไกลจากข้าศึก
ผู้หักกำล้อสังสารวัฏได้แล้ว
แบ่งได้หลายประเภท
แบ่งอย่างใหญ่ได้เป็น


ร่วมขับเคลื่อนโดย
เว็บไซท์นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์ของชาวหาดใหญ่ - สงขลา สงวนลิขสิทธิ์ © บริษัท บ้านเรา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นโยบาย | เกี่ยวกับเรา | ลงโฆษณา | ร้องเรียน | แจ้งข้อผิดพลาด | ติดต่อเรา | มีอะไรใหม่ในเว็บกิมหยง | คุยกับเว็บมาสเตอร์
เครือข่ายเว็บไซท์ท้องถิ่นไทย [ ตรัง ] [ ขอนแก่น ] [ เชียงใหม่ ] [ เชียงราย ] [ อุดรธานี ] [ หาดใหญ่ - สงขลา ] [ น่าน ] [ พัทลุง ] [ นครศรีธรรมราช ]